แอมเนสตี้จี้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนคดี ‘วันเฉลิม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แอมเนสตี้จี้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนคดี ‘วันเฉลิม’ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 11:10 น.แอมเนสตี้จี้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนคดี 'วันเฉลิม'แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนกรณีหายตัวของวันเฉลิม หลังคดีล่าช้าไม่คืบหน้า

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เร่งทางการกัมพูชาเพิ่มความพยายามในการสอบสวนอย่างรอบด้านและไม่ลำเอียงในกรณีหายตัวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจากไทย

ยามินี มิชรา ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่าการสอบสวนคดีเป็นไปอย่างล่าช้าและดูเหมือนว่าหลักฐานสำคัญจะถูกเพิกเฉย ทางการกัมพูชาต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังดำเนินการอย่างน่าเชื่อถือมิเช่นนั้นอาจถูกตั้งคำถามว่าท่ผ่านมาทางการได้ดำเนินการโดยสุจริตตามมาตรฐานการสอบสวนตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (CED) ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีหรือไม่

มิชรา ยังกล่าวว่า “ทางการกัมพูชาต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและเต็มที่เกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบสวนต่อครอบครัวของวันเฉลิม ซึ่งจากคำตอบของทางการกัมพูชาที่มอบให้กับองค์การสหประชาชาติชี้ว่า พวกเขาอาจได้ซักถามพยานสำคัญที่ปรากฏตัวในภาพกล้องวงจรปิด ที่ถ่ายไว้ได้ขณะที่เกิดการลักพาตัววันเฉลิมแล้ว พวกเขาจึงต้องจัดให้มีการคุ้มครองพยานทุกคนอย่างเหมาะสมเพื่อคุ้มครองพยาน”

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาเร่งแก้ไขปัญหาในการสืบสวนสอบสวนครั้งนี้ โดยให้เปิดเผยข้อมูลเบาะแสหรือที่อยู่ของวันเฉลิมโดยทันที ให้เกิดความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาต่อวันเฉลิมและครอบครัวของเขา

โดยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม สิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิมเข้าให้การต่อศาลแขวงกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนของทางการกัมพูชาในคดีนี้

ทั้งนี้ วันเฉลิม วัย 37 ปี ถูกบุคคลไม่ทราบชื่อลักพาตัวไปจากอพาร์ตเมนต์ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านั้นวันเฉลิมถูกออกหมายจับโดยทางการไทยจากการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม กว่า 6 เดือนที่ผ่านมาทางการกัมพูชาได้เผยความคืบหน้าของคดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแม้จะมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดเผยต่อสาธารณชนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบเบาะแสเพิ่มเติมของวันเฉลิม

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

‘เลือดแมงดาทะเล’ ส่วนผสมสุดแพงของวัคซีนช่วยชีวิตคนนับล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘เลือดแมงดาทะเล’ส่วนผสมสุดแพงของวัคซีนช่วยชีวิตคนนับล้าน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 09:32 น.'เลือดแมงดาทะเล'ส่วนผสมสุดแพงของวัคซีนช่วยชีวิตคนนับล้านเลือดแมงดาะเลมีส่วนสำคัญในการผลิตวัคซีนโควิด-19 แต่เพื่อให้เพียงพอต่อประชากรทั่วโลกต้องใช้แมงดาทะเลจำนวนมาก

เลือดแมงดาทะเล มีสีฟ้าสดใส ประกอบด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญซึ่งไวต่อแบคทีเรียที่เป็นพิษเป็นพิเศษ เมื่อเซลล์เหล่านี้พบกับแบคทีเรียที่บุกรุกเข้ามาพวกมันจะจับตัวเป็นก้อนรอบๆ และปกป้องร่างกายส่วนอื่นๆ ของแมงดาทะเลจากสารพิษ

นักวิทยาศาสตร์จึงใช้เซลล์เม็ดเลือดที่ชาญฉลาดเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นสารสกัด Limulus Amebocyte Lysate (LAL) ซึ่งช่วยตรวจสอบการปนเปื้อนของวัคซีนหรือเครื่องมือทางการแพทย์ว่าปลอดภัยจากการปนเปื้อนหรือไม่ โดยเทคนิคนี้ถูกนำมาใช้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 1970

รวมถึงขณะนี้ที่โลกกำลังเร่งหาวัคซีนที่ปลอดภัยเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคจากเชื้อไวรัสที่ระบาดไปทั่วโลก มีการทดสอบวัคซีนมากกว่า 100 ชนิด ทีมวิจัยจำนวนมากจากทั่วโลกก็เลือกใช้เลือดแมงดาทะเลในการทดสอบวัคซีนเหล่านั้น และเนื่องจากต้องฉีดวัคซีนให้กับผู้คนนับล้านในระยะเวลาอันสั้น แมงดาทะเลจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19

แต่ราคาของมัน “โคตรแพง” เพราะตกแกลลอนละถึง 60,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1,801,110 บาท!

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเลือดของแมงดาทะเลจะเป็นกุญแจสำคัญของวัคซีนโควิด-19 แต่การทำเช่นนี้ระบบนิเวศอาจได้รับผลกระทบ โดยในแต่ละปีมีแมงดาทะเลจำนวนมากถูกจับไปที่ห้องแล็บและรีดเลือดออกมาเพื่อใช้ในการทดลอง

วิน วัตวัน ศาสตราจารย์ด้านสัตววิทยามหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ ระบุว่าแมงดาทะเล 10 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์จะอ่อนแอและตายลงภายในไม่กี่วันหลังจากถูกดูดเลือดออกไป

นักรณรงค์หลายคนจึงเรีกร้องให้หยุดการใช้เลือดแมงดาทะเลในการทดลองโดยกล่าวว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่อสัตว์ป่าและระบบนิเวศ ซึ่งปัจจุบันแมงดาทะเลในสหรัฐถูกมองว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเป็นทางการแล้ว

ในขณะที่บริษัทผลิตยาหลายแห่งมองว่าขณะนี้ยังไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถนำมาใช้แทนเลือดแมงดาทะเลได้จึงต้องใช้เลือดแมงดาทะเลในการทดลองต่อไป เช่นเดียวกับการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ก็ยังคงต้องใช้เลือดแมงดาทะเลเพื่อให้ประชากรหลายล้านคนทั่วโลกได้รับวัคซีน

ดร. บาร์บาร่า บรัมเมอร์ หนึ่งในทีมอนุรักษ์ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ กล่าวว่ากำลังพยายามผลักดันอีกครั้งเพื่อที่จะให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนหันไปใช้ตัวเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแหล่งธรรมชาติเหล่านี้

บรัมเมอร์กล่าวว่า บริษัทผู้ผลิตวัคซีนอย่างน้อย 30 แห่งต้องผ่านกระบวนการทดสอบวัคซีนโดยใช้เลือดแมงดาทะเล พร้อมแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อจำนวนแมงดาทะเลที่เหลืออยู่เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศ

สิ่งที่จะทำให้เวียดนามนำห่างไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สิ่งที่จะทำให้เวียดนามนำห่างไทย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 21:23 น.สิ่งที่จะทำให้เวียดนามนำห่างไทยเวียดนามกำลังไล่ตามไทย แต่ไทยก็ไปไกลแล้วเหมือนกัน แต่ใครจะเดินหน้าอย่างมั่นคงกว่ากัน?

ผู้เขียนเดินทางไปเวียดนามครั้งล่าสุด 2 ปีก่อน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปเวียดนามแต่เป็นครั้งแรกที่ไปนครโฮจิมินห์ ถึงแล้วก็พอใจในความร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ราวป่าดงพงไพรที่ปล่อยให้สูงชลูดไม่ได้กุดให้เตี้ยแล้วเตี้ยอีกเหมือนบ้านเรา (สมกับชื่อเดิมของนครโฮจิมินห์คือเมืองไพรนคร)

นครโฮจิมินห์ไม่ใช่พงไพรอีก เป็นนครใหญ่ที่มีผังเป็นระเบียบ ตึกสูงเหมือนจะหนาแน่นมากหากเทียบกับกรุงเทพ สภาพค่อนข้างสะอาด และเต็มไปด้วยพลังของคนหนุ่มสาว เห็นแล้วก็รู้สึกดีใจที่เวียดนามมีพลังแห่งการเติบโต ต่างจากไทยที่เดี๋ยวสะดุดแล้วสะดุดอีก

แต่ไทยก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ เดินแบบเงียบๆ แต่เร็ว จนกระทั่งคนไทยด้วยกันเองไม่ทันสังเกต

ช่วงนั้นผู้เขียนเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านบ่อยๆ สิ่งที่เห็นชัดคือพวกตึกระฟ้าผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด แทรกอยู่กลางเมืองที่ซอมซ่อและถนนที่ย่ำแย่ เวียดนามถือว่า “ดูดีที่สุดแล้ว” แต่ที่อื่นๆ ยังห่างไกลกับคำว่าคุณภาพชีวิตที่ “โอเค” เพราะสาธารณูปโภคพื้นฐานยังแย่

แต่เรามักจะเอาพวกตึกสูงตึกสวยหรืออะไรที่มันฉาบฉวยของเพื่อนบ้านมาบลั๊ฟไทยด้วยกันเอง อย่างเช่น ตอนนี้มีการแชร์ภาพของฮาลองเบย์ที่โมเดิร์นและสะอาดสะอ้าน คนไทยเห็นแล้วตาโตคิดว่าเวียดนามล้ำไทยไปไกลแล้ว

ดูแล้วก็ทดท้อใจกันว่าไทยทำไมไม่พัฒนาสักที ปล่อยให้เพื่อนบ้านไปถึงไหนแล้ว ผมอ่านแล้วท้อใจเหมือนกันว่าอยู่เมืองไทยแท้ๆ ทำไมไม่เห็นว่าเราพัฒนาไปถึงไหนต่อไหน พัฒนาแบบที่เพื่อนบ้านในระดับเดียวกัน (ไม่ใช่เวียดนาม) ยังทึ่ง

แน่นอนว่าผู้เขียนไม่ได้พูดถึงผลงานของรัฐบาลนี้ แต่พูดถึงสายธารของการพัฒนาชาติที่ต่อเนื่องทั้งๆ ที่เรา “วิวาทกันเอง” ไม่หยุดหย่อน

จนผู้เขียนคิดว่าบ้านเราคงมีภูมิคุ้มกันทางการเมืองแล้ว คือพัฒนาก็พัฒนาต่อไป การเมืองจะถูกลู่ถูกังแค่ไหนก็ไม่สน

ช่วงนี้ผู้เขียนเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ได้เห็นกับตาว่าจังหวัดต่างๆ มีสภาพเป็นแบบไหน บอกได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของบ้านเราดีมาก หลายจังหวัดสะอาดสะอ้านจนอยากจะย้ายไปอยู่ บางจังหวัดก็รกและรุงรัง แต่ก็ดูมีความหวังกับโครงการก่อสร้างต่างๆ นานา

บางทีถึงจะไม่อลังการอย่างภาพฮาลองเบย์ที่แชร์ๆ กัน แต่ก็พัฒนาสมฐานะ ไม่เว่อร์วังจนดูรักษาลำบาก และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้วย

ฮาลองเบย์ที่เห็นสวยๆ นั้นมีปัญหาเรื่องมลพิษและการพัฒนาเกินขอบเขต ภาพที่เห็นงามในตอนนี้ อนาคตอาจกลายเป็นยาพิษได้ ซึ่งเหมือนไทยเราก็ต้องสำเหนียกไว้ด้วยกับการท่องเที่ยวที่หนักข้อจนทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผู้เขียนไม่ได้อิจฉาเพื่อนบ้าน แต่เป็นห่วง และคิดเสมอว่าอยากให้เพื่อนบ้านเจริญทัดเทียมบ้านเรา เพราะเมื่อเราเจริญเท่ากัน เมื่อนั้นก็ไม่ต้องแข่งกันอีก แต่จะช่วยกันแข่งเพื่อภูมิภาค

วันหนึ่งตอนที่ไปพนมเปญ ผู้เขียนยังนึกอยากให้วันหนึ่งเรามีการขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกัน นั่งรถความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ถึงกัมพูชา และโฮจิมินห์แค่ไม่กี่ชั่วโมง มันจะเป็นอะไรที่วิเศษมาก การเคลื่อนย้ายสินค้าและแรงงานจะสะดวกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้อาเซียนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่มีพลวัตการพัฒนาที่แข็งแกร่ง

เทียบกับอาเซียนภาคหมู่เกาะแล้ว อาเซียนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่มีความได้เปรียบกว่ามาก เพราะมีแผ่นดินเชื่อมต่อกัน ทำให้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งได้ดีกว่า

แต่ตอนนี้แม้รถไฟฟ้าในโฮจิมินห์เองก็ยังมีปัญหา ที่ฮานอยสร้างมาจะสิบปีแล้วไม่เสร็จสักที

สื่อบางแห่งบอกว่า โครงการรถไฟฟ้าของฮานอยกับโฮจิมินห์มีปัญหาเรื่อง “การวางแผนของภาครัฐและการปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นี่คือเรื่องที่ซีเรียสมาก แสดงว่าประสิทธิภาพของรัฐบาลเวียดนามไม่น่าไว้ใจ เพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่ไปไหนเสียที มีแต่การแต่งเมืองให้สวย (ซึ่งก็สวยจริง)

อดคิดไม่ได้ว่าขณะที่เวียดนามกำลังแต่งหน้าให้กับเมืองต่างๆ นั้น โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหน้าตาที่แท้จริงถูกทิ้งให้ขี้ริ้วขี้เหร่เสียอย่างนั้น

แต่เมื่อดูตัวเลขการลงทุนด้านนี้แล้วกลับคนละเรื่องกันเลย

เพราะเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศในเอเชียที่มีอัตราการลงทุนสูงสุดในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภาครัฐและเอกชนของเวียดนามมีอัตราเฉลี่ย 5.7% ของ GDP ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอยู่ในอันดับรองจากจีนที่ 6.8% และยังสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ต่ำกว่า 3% ขณะที่มาเลเซียและไทยต่ำกว่า 2%

ต้องถามว่าลงทุนกันขนาดนี้แล้ว ทำไมเวียดนามจึงยังมีปัญหาอยู่อีก? คำตอบก็คือการคอร์รัปชั่นและการมีรัฐบาลผูกขาดพรรคเดียว พูดภาษาคอมมิวนิสต์ก็คือ “รัฐบาลเผด็จการของชนชั้นแรงงาน”

การมีรัฐบาลเผด็จการมีข้อได้เปรียบคือถ้ามันดีมันจะสั่งการได้รวดและมีประสิทธิภาพ แต่ข้อเสียคือตรวจสอบได้ยาก เล่นพรรคเล่นพวกง่าย ตัวอย่างก็คือจีน ซึ่งปกครองโดย “รัฐบาลเผด็จการของชนชั้นแรงงาน” เช่นกัน มีระบบการสั่งการและลงมือทำที่รวดเร็ว สั่งนกได้นก สั่งม้าได้ม้า

แต่ปัญหาคือเมื่อคุณมีระบบที่มีแต่พวกเดียวกันเอง โอกาสที่จะเล่นพรรคเล่นพวกและกินนอกกินในมีสูงมาก จีนยุคก่อนสีจิ้นผิงจึงเรื้อรังไปด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น กินกันสะบั้นหั่นแหลก แม้แต่การกินเลี้ยงในร้านอาหารธรรมดาๆ ก็เป็นการจ่ายใต้โต๊ะรูปแบบหนึ่ง

เดชะบุญที่รัฐบาลจีนสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพและระดับนำก็ทำงานขันแข็งเพราะมีระบบการประเมินผลงานที่รัดกุม หากไม่มีระบบนี้จีนคงจะพังพินาศเพราะการคอร์รัปชั่นเป็นแน่

แต่เวียดนามไม่ได้มีระบบที่รัดกุมเหมือนจีน ผลก็คือเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นรุนแรง

แต่ในที่สุดเวียดนามก็เริ่มขยับ เมื่อปีที่แล้วประธานาธิบดี “เหงียน ฟู้ จ่อง” เดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างการคอร์รัปชั่น โดยคนแรกที่โดนคือเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งนครโฮจิมินห์และสมาชิกกรมการเมือง (โปลิตบูโร) คือ “เล แทง ไห่” คนต่อมาคือ “หวง จุง ไห่” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งกรุงฮานอยและสมาชิกกรมการเมืองอีกคนหนึ่ง

โปรดสังเกตว่าทั้ง 2 คน คือคนที่คุมเมืองที่สำคัญอันดับที่ 1 และ 2 ของประเทศ เป็นเมืองที่เป็นหัวใจของชาติและพัฒนาอย่างรวดเร็วแต่ก็มีปัญหาคาราคาซังเช่นกัน (หนึ่งในนั้นคือปัญหารถไฟฟ้าที่ไม่เสร็จสักที)

แต่ในขณะที่สีจิ้นผิงแห่งจีน “เชือด” สมาชิกพรรคที่ออกนอกลู่นอกทาง ผู้นำเวียดนามกลับแค่ให้ใบเหลือง และยังมีสมาชิกพรรคอีกกว่าครึ่งแสนที่โดนลงโทษทางวินัยเท่านั้น ไม่ได้ถูกเล่นงานหนักเท่ากับที่จีน อย่างไรก็ตามมีบางคนถูกลงโทษหนักเช่นกัน

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับการ “ลงโทษทางวินัย” คนในพรรค ปรากฎว่ามีผลการสำรวจความเห็นชาวเวียดนามโดย VCB-2019 พบว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นความกังวลอันดับที่ 4 ของชาวเวียดนามรองจาก ความยากจน ความปลอดภัยด้านอาหาร และอาชญากรรม/ความมั่นคง และคนกังวลเรื่องคอร์รัปชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ปรากฎว่าผลสำรวจประชาชนชี้ไปที่ตำรวจจราจรว่าเป็นกลุ่มที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงมากที่สุด ตามด้วยตำรวจทั่วไป ตามด้วยเจ้าหน้าที่สรรพากร ตามด้วยเจ้าหน้าที่รัฐบาล และตามด้วยสำนักประธานาธิบดี/นายกรัฐมนตรี

ผู้เขียนเชื่อว่าหากเวียดนามเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย กราฟนี้จำพลิกไปทางตรงกันข้าม เพราะนักการเมืองจะมาเป็นอันดับแรก

แต่เมื่อเทียบกับไทยแล้ว เวียดนามยังดีกว่า โดยเวียดนามมีระดับคอร์รัปชั่นที่ 96 จาก 180 ประเทศ ส่วนไทยอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศ

เมื่อดูกราฟระยะหลายๆ ปี ยิ่งจะเห็นชัดคะแนนการจัดการคอร์รัปชั่นของเวียดนามเคยอยู่ที่คะแนน 31 เต็ม 100 ระหว่างปี 2012 – 2015 แล้วขึ้นๆ ลงๆ จากนั้นถึงปี 2019 ก็พุ่งพรวดมาอยู่ที่ 37

ขณะที่ไทยมีคะแนนขึ้นๆ ลงๆ 35 – 38 ระหว่างปี 2012 – 2019 กราฟจึงเหมือนฟันปลา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หวังไกลกับเขาไม่ได้

ตอนนี้เราจะเห็นว่าเวียดนามเหนือกว่าไทยอยู่ 2 เรื่องคือ จริงจังในการกวาดล้างคอร์รัปชั่น “พอสมควร” ขณะที่ไทยไม่มีความจริงจังที่เป็นรูปธรรม อีกเรื่องคือเวียดนามรู้ตัวว่าขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานจึงเร่งลงทุนในด้านนี้มากที่สุดในอาเซียน แม้จะดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่อย่างน้อยเวียดนามยังรู้ปัญหา

โอกาสที่เวียดนามจะไล่ตามไทยทันจึงอยู่ที่เวียดนามจะแก้ปัญาคอร์รัปชั่นได้ และเมื่อแก้คอร์รัปชั่นได้แล้ว การใช้เงินลงทุนพัฒนาประเทศก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสที่จะดีไม่น้อยไปกว่าไทยก็จะมากขึ้น แต่จะเร็วขึ้นด้วย ขณะที่ไทยเราไม่ได้นิ่งแต่พัฒนาแบบเนิบๆ

แต่ความเนิบของไทยก็มีข้อดีตรงที่มันทำให้เราเดินอย่างมั่นคง ไม่ก้าวกระโดดในเรื่องที่ไม่ควรทำ เรื่องไม่ควรทำอย่างหนึ่งของเวียดนามก็คือการผลักดัน Vietnamese Grand Prix ให้เวียดนามเป็นปลายทางแห่งใหม่โลกในการแข่ง F1

เวียดนามเตรียมสนามอย่างเร่งด่วนโดยใช้ท้องถนนบางส่วนในกรุงฮานอยนั่นเองโดยหวังจะเดินตามรอย Singapore Grand Prix และมีกำหนดจะจัดในเดือนเมษายนปีนี้ แต่แล้วก็เจอพิษโควิดจนต้องเลื่อน แล้วก็พยายามจะดึงดันจัดขึ้นมาอีกหลังจากเวียดนามคุมโควิด “ค่อนข้างเอาอยู่” โดยมีแผนจะจัดในปีหน้า แต่แล้วแผนก็พับไปอีกอย่างไม่มีกำหนด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเวียดนามเจอการระบาดอีกรอบช่วงสั้นๆ และโลกภายนอกเขายังระบาดกันอยู่ด้วย

แต่ปัญหาหลักที่ทำให้มันเลื่อนไปแบบไม่มีกำหนดคือ “เหงวียน ดึ๊ก ชุง” ประธานกรรมาธิการประชาชนแห่งกรุงฮานอยและนายพลในกองทัพผู้เป็นสนับสนุนหลักถูกจับกุมฐานคอร์รัปชั่น

ต่อให้เวียดนามเดินหน้าจัด Vietnamese Grand Prix ได้โอกาสที่มันจะอยู่ยงคงกระพันก็มีน้อยมาก ออกจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หากวัดจากประสบการณ์การจัด Grand Prix ในเอเชียหลายแห่งตั้งแต่มาเลเซีย อินเดีย ไปจนถึงเกาหลีที่ล้มไปเพราะคนไม่มาดู มีปัญหากับภาครัฐ และต้นทุนสูงเกินเหตุ ที่ยังรอดและฮิตอยู่ได้คือ Singapore Grand Prix (และยังมีจัดที่จีนกับญี่ปุ่นด้วย)

โดยรวมแล้วการจัด F1 ในเอเชียไม่ค่อยคุ้มค่าทางการเงิน มาลเซียที่เคยมี F1 เป็นที่เชิดหน้าชูตาใครๆ ในอาเซียนมานานหลายสิบปียังทำท่าจะไม่รอด รัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนและกีฬาในขณะนั้นยังกล่าวว่า “ต้นทุนสูงเกินไป รายได้คืนมาจำกัด”

ส่วนจีนที่มีปัญหาเรื่องไม่คุ้มทุน แต่รัฐบาลยังช่วยอุดหนุนให้จัดต่อไปเพราะมันช่วยปูทางให้กับการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ เช่น การเป็นหุ้นส่วนของอุตสาหกรรมอะไหล่ยนต์กับทีม F1 ต่างๆ (สนามแข่งยังตั้งอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรมยานยนต์ในเซี่ยงไฮ้ด้วย)

ถามว่าเวียดนามมีเป้าหมายแบบจีนหรือไม่?

หากไม่มองไปถึงจุดนั้นการแข่ง F1 ยังเป็นของฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับฮานอย เมืองที่พัฒนารถไฟฟ้าไปไม่ถึงไหนและลากยาวมาเกือบ 10 ปีแถมสภาพถนนในเมืองก็ไม่ได้ดีอะไรมาก ควรที่เวียดนามจะหันมาพัฒนาฮานอยให้น่าอยู่กกว่านี้ก่อนเหมือนสิงคโปร์ แทนที่จะตามสิงคโปร์ในเรื่องที่ไม่ควรจะตาม

นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ประเทศไทยไม่ควรทำ คือการนำเงินไปในเรื่องเกินตัว

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Manan VATSYAYANA / AFP

“หยวนดิจิทัล” มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“หยวนดิจิทัล” มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 20:02 น."หยวนดิจิทัล" มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับจีนค่อยๆ ทดลองเงินดิจิทัลที่ทางการให้การรับรอง เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการใช้จายที่ไร้เงินสด

1. เงินหยวนดิจิทัลหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP) เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของจีนที่จะก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสด

2. แต่หยวนดิจิทัลแตกต่างจากบิทคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ ตรงที่เงินสกุลนี้ออกและสนับสนุนโดยธนาคารกลางของประเทศและได้รับการออกแบบให้เป็นสกุลเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล

3. จีนได้เริ่มใช้บ้างแล้วโดยเมืองเซินเจิ้นเปิดตัวการทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลรุ่นเบต้า (รุ่นทดสอบจำนวนจำกัด) กับประชาชนราว 50,000 คนครั้งแรกของประเทศในเดือนตุลาคมโดยแจกผ่านการสุ่มโดยล็อตเตอรี่

4. ปรากฎว่าระหว่างการทดลองใช้สกุลเงินดิจิทัลของจีนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ได้ผลน่าพอใจ ผู้บริโภคกว่า 47,000 คนในเขต หลัวหูของเซินเจิ้นใช้จ่ายเงิน 8.8 ล้านหยวน มีธุรกรรม 62,788 ครั้ง

5. ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเทศบาลเมืองซูโจวกล่าวจะแจกเงินดิติทัลจำนวน 20 ล้านหยวนให้กับประชาชน 100,000 คนโดยใช้วิธีคัดเลือกผ่านล็อตเตอรี่เช่นกัน โดยจะได้คนละ 200 หยวน

6. ผู้ชนะล็อตเตอรีจะได้รับอั่งเปาออนไลน์ผ่านแอป Digital Renminbi ที่จัดทำขึ้นโดยรัฐบาลซึ่งยังไม่มีให้ดาวน์โหลด แต่ผู้ชนะจะสามารถเข้าถึงได้

7. การทดลองแจกอั่งเปาเงินดิจิทัลครั้งนี้เล็งที่จะให้ประชาชนได้ใช้กับเทศกาลช็อปปิ้ง 12/12 (วันที่ 12 ธันวาคม) โดยจะใช้ได้จนถึงวันที่ 27 ธันวาคม มีร้าน 10,000 แห่งจะเข้าร่วมการทดลองใช้ด้วย

8. JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนจะร่วมโครงการนี้ด้วย และต่อมา JD.com ประกาศว่าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งแรกที่รับเงินดิจิทัลนี้

9. หยวนดิจิทัลมีจุดแข็งตรงที่มันคือสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ซึ่งไม่เหมือนสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่ไม่ได้อิงกับธนาคารกลาง เช่น Libra ที่ออกโดยเฟซบุ๊ค

10. ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ หรือ BIS อันเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เป็นหุ้นส่วนเผยว่า 80% ของธนาคารกลางทั่วโลกโลกเริ่มหันมาจับและวิจัยศักยภาพของ CBDC แล้ว

AFP PHOTO / China OUT

โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 ราย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 รายชาวอินเดียกว่า 400 คนในรัฐอานธรประเทศล้มป่วยปริศนา แพทย์เร่งหาสาเหตุ

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงาน ชาวอินเดียหลายร้อยคนในรัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) ทางตอนใต้ของอินเดียล้มป่วยปริศนาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

โดยชาวอินเดียกว่า 400 คนกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในรัฐอานธรประเทศ หลายคนมีอาการชัก คลื่นไส้ และหมดสติ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 คนจากการติดเชื้อปริศนา

กีตา ปราซาดินี ผู้อำนวยการด้านสาธารณสุขในรัฐอานธรประเทศเผยว่าผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นชายวัย 45 ปี และได้มีการนำตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของโรคต่อไป

ทางการอานธรประเทศแถลงเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ว่ายังไม่ทราบสาเหตุของการระบาดและผู้คนทุกกลุ่มอายุมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อดังกล่าว

รวมถึงกระทรวงสาธารสุขของอินเดียเปิดเผยว่าจะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ 3 คนเพื่อตรวจสอบการระบาดของโรค

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบแหล่งน้ำ 20 แห่งในเมืองงออลเลอรุม (Eluru) ซึ่งมีรายงานการระบาดครั้งแรกรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

นอกจากนี้รัฐอานธรประเทศยังเป็นหนึ่งในรัฐที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุดในอินเดีย ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วกว่า 800,000 คนในรัฐอานธรประเทศ

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag” (komchadluek.net)

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag”

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

9 ธันวาคม 2563 – 13:02 น.

S’uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag”

จากฟาร์มจระเข้สมุทรปราการที่โด่งดังสู่แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก S’uvimol (สุวิมล) ที่โลดแล่นในตลาดแฟชั่นระดับโลกมากว่า 10 ปี นำโดย พัชรพิมล ยังประภากร ผู้ก่อตั้งแบรนด์  S’uvimol  จัดงานเปิดร้าน “S’uvimol Flagship Store (สุวิมล แฟลกชิพ สโตร์)” สุดหรูแห่งแรกพร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นใหม่ล่าสุด “Madison Bag (เมดิสัน แบ็ก)” ที่วางจำหน่ายเฉพาะใน S’uvimol Flagship Store ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี 

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

พัชรพิมล ยังประภากร กล่าวว่า S’uvimol ได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์กระเป๋าประเภท Luxury และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ได้มาเปิดร้านที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี ซึ่งถือเป็นแฟลกชิพ สโตร์แห่งแรกของแบรนด์เลยก็ว่าได้ ดังนั้นจึงทำให้เราได้แสดง DNA ของแบรนด์ได้เต็มที่และชัดเจน  

โดยภายในแฟลกชิพ สโตร์แห่งนี้ เราได้ออกแบบร้านให้มี โทเทิล ลุค โทนสีม่วงทั้งร้าน เพราะเป็นสีซิกเนเจอร์ของแบรนด์ นอกจากนั้นเรายังได้สร้างสรรค์ห้องรับรองโดยยก S’uvimol Tea House (สุวิมล ทีเฮ้าส์) จากร้าน Chef-Table (เชฟ เทเบิล) ของแบรนด์มาไว้ที่นี่อีกด้วย โดยในส่วนของห้องรับรองนี้จะเสิร์ฟเมนูขึ้นชื่อของทางร้านอย่าง “มะม่วงน้ำปลาหวาน” ซึ่งมีรสชาติกลมกล่อม และปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบพรีเมี่ยมเสิร์ฟพร้อมกับชาสูตรพิเศษผสมสมุนไพรนานาชนิดที่เราปลูกเอง เช่น โรสแมร์รี่ ไทม์ สะระแหน่ และหญ้าหวาน เพื่อความพิเศษในโอกาสเปิด แฟลกชิพ สโตร์แห่งใหม่ของ S’uvimol ทางแบรนด์ได้ดีไซน์กระเป๋ารุ่นพิเศษ “Madison Bag” ภายใต้คอนเซ็ปต์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เน้นความทันสมัยและคลาสสิคในเวลาเดียวกัน สามารถใช้งานได้ตลอด ไม่ตกเทรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงเรขาคณิตอันโดดเด่นเสมือนกรอบรูปที่โชว์ความสวยงามและเสน่ห์ของหนังเอ็กโซติก และที่สำคัญคือมีวางจำหน่ายเฉพาะที่ S’uvimol Flagship Store Central Embassy เท่านั้น  

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

พัชรพิมล กล่าวถึง  “Madison Bag” ว่าเป็นกระเป๋าใบแรกที่ได้รับการดีไซน์ให้มีลักษณะ Slope แคบจากด้านบนลงมากว้างทางส่วนฐาน ทำให้กระเป๋าดูเพรียว และหูกระเป๋ายังออกแบบมาให้สูงขึ้นพิเศษ สร้างความภูมิฐานให้กับกระเป๋าอีกด้วย โดย “Madison Bag” มีทั้งหมด 3 ขนาด ได้แก่ Large (ใหญ่) / Regular (กลาง) / Mini (เล็ก) มาพร้อมสายสะพายยาวเหมาะสำหรับการใช้งานในทุกโอกาส ราคาเริ่มต้นที่ 36,900 – 340,000 บาท

ภายในแฟลกชิพ สโตร์ นอกจากจะมีกระเป๋า S’uvimol ครบทุกรุ่น ครบทุกประเภทหนังเอ็กโซติกแล้ว ยังมีแบรนด์ในเครืออย่าง Maison SVM ซึ่งเน้น Timeless Accessory สามารถใช้ได้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี รวมถึง Clothing Line อย่าง S’uvimol Atelier ที่มีเสื้อผ้าและรองเท้าอีกด้วย ทำให้ S’uvimol Flagship Store (สุวิมล แฟลกชิป สโตร์) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซีเป็นร้านที่มีผลิตภัณฑ์ทุกประเภทครบถ้วน พร้อมรับรองลูกค้าทุกท่าน

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

ทั้งนี้แบรนด์ S’uvimol ได้ชื่อว่าเป็น Queen of Exotic (ควีน ออฟ เอ็กโซติก) ผลิตแต่กระเป๋าหนังเอ็กโซติกซึ่งเป็นหนังหายากเท่านั้น  ได้แก่ “หนังจระเข้” สุดยอดหนังที่ได้ชื่อว่าเป็น The King of Leather  “หนังนกกระจอกเทศ” จากฟาร์ม Klein Karoo อันดับ 1 จากแอฟริกาใต้ ซึ่งจัดเป็นประเทศที่ผลิตหนังนกกระจอกเทศที่ดีที่สุดในโลก “หนัง LIZARD (ลิซาร์ด)” โดดเด่นด้วยเท็กซ์เจอร์ผิวสัมผัส และความยูนิคของลวดลาย “หนัง STINGRAY” หรือ ปลากระเบน เป็นหนังที่มีลักษณะพื้นผิวพิเศษเหมือนลูกปัดอันเงางามและเรียงตัวอย่างละเอียด ทำให้หนังแข็งแรงที่สุดในบรรดาหนังเอ็กโซติกทั้งหมด “หนังงูหลามหรืองูเหลือม (PYTHON)”  ซึ่งหายากและมีขนาดใหญ่ ลวดลายของหนังงูมีรูปทรงคล้ายกับเพชร (Diamond Shape) ให้อารมณ์กราฟฟิกที่ทันสมัย

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

ในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ พัชรพิมล ยังประภากร เผยถึงเทคนิคการดูแลและการทำความสะอาด “กระเป๋าหนัง” ใบโปรด แบบง่ายๆ ว่ากระเป๋าหนังเอ็กโซติกโดยธรรมชาติแล้วค่อนข้างแข็งแรง ทนทาน และยิ่งถ้าเป็นกระเป๋าหนังเอ็กโซติกของ S’uvimol ยิ่งดูแลรักษาง่ายเพราะทางแบรนด์ได้ให้โรงฟอกทำการฟอกกันฝุ่น กันน้ำในทุกประเภทหนังมาระดับหนึ่งแล้ว การทำความสะอาดจึงทำได้อย่างง่ายๆ ด้วยการใช้ผ้านุ่มสะอาดเช็ดปัดฝุ่น ส่วนวิธีการเก็บกระเป๋าหนังเอ็กโซติกเมื่อไม่ใช้งานเพียงเก็บในถุงผ้าเนื้อนุ่มและหนาพอควร เพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างกระเป๋าขณะเก็บในตู้ อีกทั้งยังสามารถเก็บไว้ห้องอุณหภูมิปกติได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงห้องที่อับชื้น หรืออบอ้าว สำหรับกระเป๋า S’uvimol เนื่องจากเป็นหนังเอ็กโซติก หนังจะแข็งแรงอยู่แล้ว รวมทั้งมีดีไซน์ส่วนใหญ่ที่เป็นทรงตั้งตรง บวกกับซับในด้วยหนังวัว (ไม่ใช่พียู) ทำให้ทรงแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องใส่ตัวช่วยดันทรงใดๆ ด้วยคุณลักษณะพิเศษของกระเป๋าหนังเอ็กโซติกซึ่งมีลวดลายอันเป็นเสน่ห์ในตัวเอง การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก จึงทำให้ได้รับความนิยมในหมู่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะ “กระเป๋าถือ” คือภาพสะท้อนรสนิยมและส่งเสริมบุคลิกของคนๆ นั้น เซเลบริตี้สาวที่มาร่วมในงานได้ร่วมกันบอกเล่าเคล็ดลับการเลือกกระเป๋าใบโปรดที่ตอบไลฟ์สไตล์ของตัวเอง 

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

เมื่อถูกถามถึงหลักการเลือกซื้อกระเป๋า เซเลบสาวหวานซ่อนเปรี้ยว “ดาว” พอฤทัย ณรงค์เดช เล่าว่าสมัยเด็กตัวเองซื้อกระเป๋าไปทั่ว เห็นอะไรสวยก็ซื้อโดยไม่คำนึงว่าตัวเราชอบแบบไหน ไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร ครั้นพอเราอายุมากขึ้น เริ่มรู้ใจตัวเองมากขึ้น ไม่ค่อยซื้อกระเป๋าแบบพร่ำเพรื่อ ไม่ซื้อกระเป๋าแฟชั่นแต่จะเลือกที่ใช้ได้นานๆ เรียกว่ารู้จักเลือกมากขึ้น โดยเน้นเรื่องประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ว่าเราใช้ไปไหนบ้าง ถ้าออกงานต้องใช้แบบนี้ ถ้าใช้ในชีวิตประจำวันต้องแบบนั้น รวมถึงเรื่องสี เพราะถึงสีสวยจริงแต่ถ้าไม่เหมาะกับเราก็ไม่ซื้อ เช่นระหว่างสีแดงกับสีส้ม คือสวยทั้งสองสี แต่ถ้าเราซื้อสีแดงได้ใช้บ่อยแน่นอน ส่วนสีส้มถ้าซื้อมาเก็บมากกว่าได้ใช้และเพราะว่าต้องพบกับผู้คนหลากหลายกลุ่ม การแต่งกายจึงต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ  “กุ๊กกุ๊ก” รัสวดี ควรทรงธรรม  บอกว่าการแต่งตัวสวยครบทุกองศาจำเป็นต้องมีกระเป๋าเข้ามาช่วยเติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบ ดังนั้นการเลือกกระเป๋าหนึ่งใบจึงไม่ใช่แค่ไว้เก็บของเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพ และความประณีตด้วย โดยเฉพาะหนังเอ็กโซติกที่มีเอกลักษณ์ สำคัญคือดีไซน์สามารถหยิบใช้กับชุดต่างๆ ได้ง่าย ทั้งนี้ก็เพื่อให้บ่งบอกความเป็นตัวตนของตัวเรา 

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

ด้านเซเลบริตี้สาวร่างเล็ก “พลอย” ณัฐพร โทณวณิก เผยว่า เพราะความที่ตัวเองมีรูปร่างเล็ก ปัจจัยในการเลือกซื้อกระเป๋าอย่างแรกคือ ต้องขนาดไม่ใหญ่มาก ประกอบกับมีสไตล์การแต่งตัวด้วยโทนสีเรียบๆ ดังนั้นการเลือกซื้อกระเป๋าจึงทำได้ค่อนข้างหลากหลายสี เพื่อเป็นการเพิ่มสีให้กับตัวเอง นอกจากนี้เรื่องดีไซน์ก็มีส่วนสำคัญโดยจะเน้นแบบสามารถใช้ได้นานๆ ไม่ชอบแบบมาไวไปไว ขณะเดียวกันต้องช่วยส่งเสริมลุคผู้ถือให้ดูดี สามารถเข้ากับชุดต่างๆ ได้ไม่ว่าจะทั้งในเวลาทำงานหรือออกงานสังคม เรียกว่าใบเดียวใช้ได้ทุกสถานการณ์ นี่คือกระเป๋าที่ตอบโจทย์มากที่สุด

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"

ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือ “เม” พิชชา ธนาลงกรณ์ ออกตัวว่าถึงลุคจะดูเป็นสาวเปรี้ยว แต่เรื่องสไตล์การแต่งตัวก็ดีหรือการเลือกกระเป๋าถือก็ดี ล้วนต้องช่วยส่งเสริมบุคลิก ดังนั้นการเลือกซื้อกระเป๋าแต่ละใบ เธอจึงเน้นเรื่องคุณภาพดี เพราะสามารถใช้ได้นาน ลำดับต่อมาคือเลือกที่โทนสีเรียบๆ อย่างสีดำ เทา น้ำตาล นอกจากนี้คงเป็นเรื่องดีไซน์ รูปทรง ขนาด ที่สามารถแมทช์เข้ากับเสื้อผ้าได้ง่าย ถือไปได้ทุกที่ ตั้งแต่ลุคทำงานไปจนถึงวันสบายๆ และข้อสำคัญคือ การดูแลรักษาไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมาก ทำได้ง่ายๆ 

S'uvimol แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติก เปิด Flagship Store แห่งแรก พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นพิเศษ "Madison Bag"


ภายในงานได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้ อาทิ  กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, ดร.กฤษติกา   คงสมพงษ์, จิตรลดา ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก, อรุโณชา ภาณุพันธุ์, อดิศัย กุญชร ณ อยุธยา, นิติ สว่างวัฒนไพบูลย์, ยลวารี สัตยนาวิน, ซาร่า เล็กจ์, สุรีย์ รัตนหิรัญญา, ศรีสุภางค์ มอริส, อารีรัตน์ กฤษณะสมิต, ปนุ สมบัติยานุชิต, และรินทร์รตา อินทามระ มาร่วมฉลองการเปิดตัวครั้งแรกของ S’uvimol Flagship Store พร้อมสัมผัสความพิเศษของกระเป๋ารุ่น Madison Bag ก่อนใคร  

สังเวียนกว๊าน “อัครา-สจ.แน้ว” พิสูจน์พะเยาโมเดล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สังเวียนกว๊าน “อัครา-สจ.แน้ว” พิสูจน์พะเยาโมเดล (komchadluek.net)

สังเวียนกว๊าน “อัครา-สจ.แน้ว” พิสูจน์พะเยาโมเดล

สังเวียนกว๊าน "อัครา-สจ.แน้ว" พิสูจน์พะเยาโมเดล

9 ธันวาคม 2563 – 09:40 น.

คู่เอกเมืองกว๊าน “อัครา” ปะทะ “สจ.แน้ว” ประชัน “พะเยาโมเดล” 

++
คาดว่า สังเวียน อบจ.พะเยา จะถูกจับตามองจากคอการเมืองทั้งประเทศ เพราะผู้สมัครนายก อบจ.เป็นน้องชาย “รัฐมนตรีคนดัง”

อ่านข่าว…  กว๊านระอุ”อัครา” ชนแดงเก่า พะเยาสองขั้ว

ขณะที่อดีตนายก อบจ.พะเยา 2 คน ขอวางมือ ไม่ลงสนาม แต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ตัดสินใจส่ง “สจ.แน้ว” ชัยประพันธ์ สิงห์ชัย อดีตผู้สมัคร ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อชาติ พร้อมชูแคมเปญประชาชนจะเลือกอะไร ระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่    

อย่างไรก็ตาม “อัครา พรหมเผ่า” ในนามกลุ่มฮักพะเยา กับ “สจ.แน้ว” คณะก้าวหน้า ต่างก็ป่าวร้องเรื่อง “พะเยาโมเดล” แต่ก็เป็นคนละความหมาย 

++
พะเยาโมเดล
++
อัครา พรหมเผ่า น้องชาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ได้แสดงเจตจำนงจะลงสมัครนายก อบจ.พะเยา มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อผลักดัน “พะเยาโมเดล” เพื่อพัฒนาบ้านเกิด    

ระหว่างปี 2560-2562 “อัครา” ประธานกลุ่มฮักบ้านเกิดพะเยา และผู้ประสานงานมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าเพื่อการกุศล ได้ทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวพะเยาต่อเนื่อง     

การพัฒนาเมืองพะเยา ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่อบจ.พะเยา ได้รับงบประมาณปีละ 400-500 ล้านบาท จึงต้องมีการประสานกับหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งของท้องถิ่น    

ในสายตานักวิเคราะห์การเมืองแถวริมกว๊าน มองว่า อัครามีความได้เปรียบคู่แข่ง ตรงที่สามารถดึงงบฯ พัฒนาจากหน่วยงานต่างๆ เข้าสู่เมืองพะเยาได้    

นี่กระมังที่เรียกว่า พะเยาโมเดลฉบับน้องชายผู้กองคนดัง 

++
โมเดลพะเยา
++
ด้าน “สจ.แน้ว” ชัยประพันธ์ สิงห์ชัย เป็นนักการเมืองท้องถิ่น เคยลงสมัครนายก อบจ.พะเยา พ่ายแพ้แก่ตระกูล “ตันบรรจง”    

การเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว ก็ลงสนามในสีเสื้อพรรคเพื่อชาติ อาศัยฐานเสียงแดงพะเยา แต่สอบตก     

สำหรับเลือกนายก อบจ.พะเยา “สจ.แน้ว” สวมเสื้อก้าวหน้า หวังฐานเสียงคนรุ่นใหม่ และแดงพะเยา โดยชูคำขวัญ ‘พะเยาดีกว่านี้ได้’     

สจ.แน้ว พยายามปลุกแคมเปญ “พะเยาโมเดล” ในทางการเมือง โดยบอกว่า “แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่น่ากลัว แต่ถ้าวันนี้ผมกลัวแล้วพี่น้องชาวพะเยาอีกกว่า 4 แสนคนจะเป็นอย่างไร”    

โมเดลพะเยาของ สจ.แน้ว ก็คือปฏิบัติการล้มช้าง ซึ่งสภากาแฟริมกว๊านก็เชื่อว่า คงเกิดขึ้นได้ยาก

ฤทธิ์แดงดูไบ “ทัศนีย์” ชีช้ำ โน่นก็ “เจ๊” นี่ก็ “ลุง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฤทธิ์แดงดูไบ “ทัศนีย์” ชีช้ำ โน่นก็ “เจ๊” นี่ก็ “ลุง” (komchadluek.net)

ฤทธิ์แดงดูไบ “ทัศนีย์” ชีช้ำ โน่นก็ “เจ๊” นี่ก็ “ลุง”

ฤทธิ์แดงดูไบ "ทัศนีย์" ชีช้ำ โน่นก็ "เจ๊" นี่ก็ "ลุง"

9 ธันวาคม 2563 – 09:03 น.

ศึกในอก “ทัศนีย์” พูดไม่ออก ฝั่งหนึ่งก็ญาติ อีกฝั่งหนึ่งมีทั้งนายใหญ่ และเจ๊ใหญ่  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
บอกได้คำเดียวว่า “อึดอัด” สำหรับ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ไม่ต่ำกว่า 3 คน และหนึ่งในนั้นคือ “ส.ส.กุ้ง” ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ 

อ่านข่าว… ศึกล้านนา บูรณุปกรณ์ เลือดข้นกว่าน้ำ 

ฤทธิ์แดงดูไบ "ทัศนีย์" ชีช้ำ โน่นก็ "เจ๊" นี่ก็ "ลุง"

ทัศนีย์ หนุนม็อบราษฎรเต็มตัว

เมื่อทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่งจดหมายน้อยถึงชาวเชียงใหม่ ให้เลือก “พิชัย” ผู้สมัครนายก อบจ.พรรคเพื่อไทย    

ย่างเข้าสู่ฤดูเลือกตั้งท้องถิ่น ส.ส.เชียงใหม่กลุ่มที่ใกล้ชิด “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” ก็ไม่เข้ามายุ่งกับการเลือกตั้งนายก อบจ. เพราะจะผิดกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น    

“กุ้ง ทัศนีย์” ให้สัมภาษณ์สื่อในกรณี “จดหมายน้อยจากดูไบ” ว่า “ไม่ขอก้าวล่วง” และมองว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่อยากให้การเลือกตั้งนายก อบจ. เป็นเรื่องท้องถิ่นมากกว่าการเมืองระดับชาติ 

++
หลานลุงโต๊ะ
++
คนเชียงใหม่คุ้นเคยกับสองพี่น้อง “เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ และ “เสี่ยตุ๊” ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ มานานกว่า 3 ทศวรรษ    

“ปกรณ์” สู่เส้นทางการเมืองท้องถิ่นปี 2538 ในนามสมาชิกกลุ่มนวรัฐพัฒนา ของ “เสธ.ม่อย” พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย และ บุษบา ยอดบางเตย ยึดเทศบาลนครเชียงใหม่    

ต่อมา ปกรณ์รวบรวมพรรคพวกแยกตัวออกมาจาก “เสธ.ม่อย” มาตั้ง “กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม” และลงสมัครเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่ สามารถโค่นกลุ่มเดิมสำเร็จ    

ปกรณ์เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ 2 สมัย(ปี 2541-2543) ก่อนจะไปเป็น ส.ส.เชียงใหม่ พรรคไทยรักไทย และได้พี่ชาย บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ มาเป็นนายกเล็กเชียงใหม่แทน

ฤทธิ์แดงดูไบ "ทัศนีย์" ชีช้ำ โน่นก็ "เจ๊" นี่ก็ "ลุง"

สมัยที่ทัศนีย์ ถูกทหารจับคดีจดหมายต้าน รธน.2560    

ตระกูลบูรณุปกรณ์ ได้สร้างคนรุ่นใหม่คือ “กุ้ง” ทัศนีย์ และ “ไก่” ทัศนัย ทั้งคู่เป็นเป็นลูกของพรทัศน์ บูรณุปกรณ์ และผ่องศรี บูรณุปกรณ์     

ปี  2546 ปกรณ์ส่งหลานสาว-ทัศนีย์ ไปยึดเทศบาลตำบลช้างเผือก และบริหารเทศบาลตำบลช้างเผือก 2 สมัย จนถึงปี 2554 ก็ลาออกไปสมัคร ส.ส.     

ปี 2551 บุญเลิศขยับเป็นนายก อบจ.เชียงใหม่ หลานชาย-ทัศนัย เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เมื่อปกรณ์เสียชีวิต ทัศนีย์เป็น ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 ในปี 2554 แทน    

หลังรัฐประหาร 2557 ทัศนีย์ต้องเว้นวรรคทางการเมือง บุญเลิศ จึงแต่งตั้งทัศนีย์ เป็นรองนายก อบจ.เชียงใหม่ 

++
พิษรัฐธรรมนูญ
++
ความยิ่งใหญ่ของ “บูรณุปกรณ์” จึงตกเป็นเป้าหมายของ คสช. ในการสลายขุมกำลัง     

ปี 2559 คสช.สั่งจับ บุญเลิศ และทัศนีย์ พร้อมกับพวกอีกนับสิบชีวิต ในข้อหาแจกจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งจะมีการลงประชามติในปีนั้น    

นอกจากนี้ หัวหน้า คสช.ยังมีคำสั่งให้บุญเลิศ ระงับการปฏิบัติราชการชั่วคราวในคดีจดหมายบิดเบือนรัฐธรรมนูญ    

เวลานั้น ข่าว คสช.ล้างเผ่าพันธุ์ตระกูลการเมืองเชียงใหม่ครึกโครม แต่คนแดนไกลกลับเงียบ    

ระหว่างที่บุญเลิศ และหลานกุ้ง-ทัศนีย์ สู้คดีความมั่นคง ก็มีคนวางแผนให้พิชัย เตรียมตัวลงนายก อบจ.เชียงใหม่ ด้วยการลงทุนทำทีมลูกหนัง    

ทัศนีย์รู้ดีกว่าใคร แต่พูดไม่ได้ ตระกูลบูรณุปกรณ์ไปนอนคุก มทบ.11 อยู่แรมเดือน ก่อนจะออกมาต่อสู้คดีจนศาลยกฟ้อง 

‘กัญชา’ ใน 4 กลุ่มโรค จ่อดันขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘กัญชา’ ใน 4 กลุ่มโรค จ่อดันขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติ (komchadluek.net)

‘กัญชา’ ใน 4 กลุ่มโรค จ่อดันขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติ

'กัญชา' ใน 4 กลุ่มโรค จ่อดันขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติ

9 ธันวาคม 2563 – 17:52 น.

กัญชาในผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค มะเร็ง พาร์กินสัน ไมเกรน โรคลมชัก ได้รับความเห็นชอบหลักการ โดยบอร์ด สปสช. แล้วเตรียมเสนอ คกก.พัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เดินหน้าต่อไป

วันที่ 9 ธันวาคม 2563 หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นประธาน เห็นชอบเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) อีก 6 รายการ แล้ว 

บอร์ด สปสช. ยังได้เห็นชอบหลักการกรณีใช้น้ำมันกัญชาในผู้ป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน และไมเกรน และสารสกัดกัญชาในผู้ป่วยโรคลมชัก และมะเร็งระยะท้าย วงเงิน 58.3 ล้านบาท ซึ่งจะนำเข้าสู่คณะกรรมการพัฒนายาหลักแห่งชาติต่อไป

การพิจารณาเพิ่มสิทธิในบัตรทอง กับการพิจารณาหลักการใช้น้ำมันกัญชา ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนของขวัญเพิ่มเติมสำหรับประชาชน 

ผู้ใช้บัตรทอง เฮ! บอร์ด สปสช.เพิ่มสิทธิอีก 6 รายการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผู้ใช้บัตรทอง เฮ! บอร์ด สปสช.เพิ่มสิทธิอีก 6 รายการ (komchadluek.net)

ผู้ใช้บัตรทอง เฮ! บอร์ด สปสช.เพิ่มสิทธิอีก 6 รายการ

ผู้ใช้บัตรทอง เฮ! บอร์ด สปสช.เพิ่มสิทธิอีก 6 รายการ

9 ธันวาคม 2563 – 17:16 น.

บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มสิทธิให้ ‘บัตรทอง’ อีก 6 รายการ ครอบคลุม ‘ปลูกถ่ายตับ-ตรวจยีนเกาต์-อุปกรณ์ปอด-หัวใจเทียม-ตรวจแลบวัณโรค-คัดกรองการได้ยินเด็กแรกเกิด-ประสาทหูเทียม’ เล็งใช้งบเพิ่มอีกว่า 900 ล้านบาท

วันที่ 9 ธันวาคม 2563 ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.)ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นประธาน พิจารณามีมติเห็นชอบ ตามที่คณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุข โดยมี รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธาน เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) อีก 6 รายการ ประกอบด้วย 

1. การผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะกลางและระยะท้าย โดยระบบบริการในประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกถ่ายได้ปีละ 100 ราย ขณะที่การคาดการณ์ความต้องการของผู้ป่วยอยู่ที่ปีละ 50 ราย แต่เบื้องต้นบอร์ด สปสช. ตั้งเป้านำร่องให้บริการปีละ 25 รายก่อน คิดเป็นงบประมาณ 17.5 ล้านบาท

2. การตรวจยีน HLA-B* 5801 ก่อนให้ยา Allopurinol ในผู้ป่วยโรคเกาต์รายใหม่ โดยประเทศไทยมีผู้ป่วยเกาต์รายใหม่ปีละ 8,200 ราย คาดว่าจะใช้งบประมาณสำหรับตรวจทางห้องปฏิบัติการปีละ 8.2 ล้านบาท

3. รายการอุปกรณ์ Extracorporeal Membrane Oxygenator (ECMO) ในการรักษาภาวะหัวใจ และ/หรือ ปอดล้มเหลวเฉียบพลัน โดยประมาณการณ์จำนวนผู้รับบริการตั้งต้นปีที่ 1 จำนวน 300 ราย ขณะที่คาดว่าค่าใช้จ่ายในปีแรกอยู่ที่จำนวน 26 ล้านบาท

4. การคัดกรองและวินิจฉัยวัณโรคด้วยการตรวจเอกซเรย์ปอดในทุกกลุ่มเสี่ยง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี Molecular assay  ได้แก่ Real-time PCR (Xpert MTB/RIF), Real-time PCR MTB/MDR, TB-LAMP, LPA โดยกลุ่มเสี่ยงวัณโรค ได้แก่ ผู้สัมผัสวัณโรค ผู้ต้องขัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้สูงอายุ จำนวน 1.098 ล้านราย คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 725 ล้านบาท

5. การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กแรกเกิดกลุ่มเสี่ยง โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ที่ 30,434 คน ประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายไว้ 12.33 ล้านบาท

และ 6. รายการอุปกรณ์ประสาทหูเทียมชนิด Rechargeable สำหรับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่มีระดับการได้ยิน 90 dB ขึ้นไป และไม่เคยฝึกภาษามือ โดยคาดว่ามีกลุ่มเป้าหมายราว 33 คน ขณะนี้ สปสช.อยู่ระหว่างต่อรองราคาค่าประสาทหูเทียมให้ต่ำกว่าชุดละ 6 แสนบาท

บอร์ด สปสช. ยังได้เห็นชอบหลักการกรณีใช้น้ำมันกัญชาในผู้ป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน และไมเกรน และสารสกัดกัญชาในผู้ป่วยโรคลมชัก และมะเร็งระยะท้าย วงเงิน 58.3 ล้านบาท ซึ่งจะนำเข้าสู่คณะกรรมการพัฒนายาหลักแห่งชาติต่อไป

การพิจารณาเพิ่มสิทธิในบัตรทอง กับการพิจารณาหลักการใช้น้ำมันกัญชา ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนของขวัญเพิ่มเติมสำหรับประชาชน นอกจากนโยบายยกระดับบัตรทองใน 4 บริการ อันประกอบด้วย ประชาชนที่เจ็บป่วยไปรับบริการกับหมอประจำครอบครัวในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ (รักษาทุกที่ ณ เครือข่ายหน่วยบริการชุมชนอบอุ่น) นำร่องในเขต 13 กทม. ผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว ที่นำร่องที่เขต 9 นครชัยบุรินทร์ โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม และย้ายหน่วยบริการ เกิดสิทธิทันที ไม้ต้องรอ 15 วัน ที่จะเริ่มใช้พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2564 ที่เป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลตั้งใจมอบให้ประชาชน วงเงิน 1,453 ล้านบาท  

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในครั้งนี้ ผ่านการศึกษาทางวิชาการและประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ทั้งมิติของประสิทธิผลและต้นทุน ตลอดจนพิจารณาความพร้อมของระบบบริการ แนวทางการปฏิบัติ (Guideline) รวมถึงข้อพิจารณาเชิงจริยธรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน ยืนยันว่า สปสช.จะใช้งบประมาณประเทศชาติและภาษีประชาชนอย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ เพื่อให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองได้รับประโยชน์มากที่สุด