“ธนกร” เปิดใจ ช่วยงาน “บิ๊กตู่” เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม 2 ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธนกร”เปิดใจ ช่วยงาน”บิ๊กตู่”เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม2ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง (komchadluek.net)

“ธนกร”เปิดใจ ช่วยงาน”บิ๊กตู่”เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม2ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง

"ธนกร"เปิดใจ ช่วยงาน"บิ๊กตู่"เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม2ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง

9 ธันวาคม 2563 – 14:05 น.

“ธนกร”เปิดใจ ช่วยงาน”บิ๊กตู่”เรื่องปกติ แจงทำมาร่วม2ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตอบโต้การเมือง เผยเน้นชี้แจงข้อเท็จจริง

9 ธ.ค.63  นายธนกร วังบุญคงชนะ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอให้มาช่วยงานในการชี้แจงประเด็นทางการเมือง โดยทำงานร่วมกับทีมโฆษกพรรครัฐบาลนั้น จริงๆ แล้วที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 2 ปีตั้งแต่ตนเป็นโฆษกพรรคพลังประชารัฐก็ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็นทางการเมืองที่พาดพิงถึงพล.อ.ประยุทธ์มาตลอด เพราะตนเชื่อมั่นในตัวพล.อ.ประยุทธ์ว่าท่านเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ มีความรักชาติ รักประชาชน ที่สำคัญเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีพ ตนจึงออกมาชี้แจงประเด็นทางการเมืองให้พล.อ.ประยุทธ์มาตลอด ซึ่งวันนี้ตนก็ทำหน้าที่เหมือนเดิม แต่ปัจจุบันตนเป็นเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำงานในทำเนียบ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี เพราะฉนั้นอาจจะเห็นตนติดตามท่านนายกรัฐมนตรีไปทำงานบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะทุกคนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ก็ต้องทำงานเพื่อชาติและประชาชน นอกจากนั้นเป็นความชอบพล.อ.ประยุทธ์ส่วนตัวของตน จึงเลือกที่จะช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์อย่างเต็มที่โดยไม่หวังสิ่งใด 

นายธนกร กล่าวอีกว่า ตนไม่เน้นการตอบโต้ทางการเมือง แต่จะเน้นการชี้แจงข้อเท็จจริงให้พี่น้องประชาชนได้ทราบและเข้าใจ เพราะวันนี้เป็นโลกแห่งดิจิทัล มีการปล่อยข่าวโจมตีรัฐบาล โจมตีพล.อ.ประยุทธ์รายวัน มีการปั่นเฟคนิวส์ สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับประชาชน เพราะฉนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง จริงๆ แล้วตนได้สัมผัสพูดคุยกับท่านนายกฯ บ้าง เห็นท่านนายกฯคิดแต่เรื่องการแก้ปัญหาให้กับประชาชนและประเทศชาติ การสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ท่านไม่เคยคิดหรือทำอะไรเพื่อตัวเองเลย วันๆคิดแต่เรื่องประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม อยากฝากไปยังพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า วันนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอาชนะทางการเมือง แต่เป็นเวลาในการช่วยกันแก้ปัญหาให้กับประเทศ เพราะประเทศกำลังประสบปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากโควิด-19 การชุมนุมของคณะราษฏร น้ำท่วมฯลฯ เพราะฉนั้นแล้วขอให้หยุดเรื่องการเมืองไว้ก่อน เอาเวลามาดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนดีกว่า

“แรมโบ้” เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“แรมโบ้” เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้ (komchadluek.net)

“แรมโบ้” เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้

"แรมโบ้" เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ  และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้

9 ธันวาคม 2563 – 10:09 น.

“แรมโบ้” เห็นด้วยนายกฯประกาศชัดประเทศไม่เป็นสาธารณรัฐ และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องนี้ พร้อมไล่ผู้ชุมนุมให้ไปอยู่ที่อื่นหากไม่รักชาติ บ้านเมือง ไม่รักสถาบัน

9 ธ.ค.63 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับนายกฯ ที่ประกาศชัดเจนจะไม่ยอมให้ไทยเป็นสาธารณรัฐ ตามกลุ่มผู้ชุมนุมแสดงสัญลักษณ์และประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐ  เพราะเป็นไปไม่ได้ และเรื่องนี้ตนเองมั่นใจว่าคนไทยทั้งประเทศก็ไม่ยอมเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังเห็นด้วยที่รัฐบาลจะต้องหยุดยั้ง และจะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ที่ยุยงปลุกปั่น ซึ่งคนประเภทนี้จะต้องได้รับการลงโทษอย่างหนัก  เพราะมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง จาบจ้วงสถาบันอย่างเห็นได้ชัด  คนประเภทนี้ไม่ควรปล่อยไว้เป็นตัวอย่าง

นายสุภรณ์ ยังขอให้ผู้ชุมนุมรับรู้ประวัติศาสตร์ไทยเอาไว้ด้วยว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความสำคัญกับประเทศและประชาชนมากน้อยเพียงใด  ทรงเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง กอบกู้เอกราชบ้านเมืองไว้จนถึงปัจจุบัน  และหากไม่มีพระมหากษัตริย์ คนไทยทุกคนจะมีผืนแผ่นดินไทยอยู่ทุกวันนี้ได้อย่างไร

“ผู้ชุมนุมก็ควรมีจิตสำนึกไว้ตรงนี้ด้วย เพราะหากไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ น้องๆที่ออกมาชุมนุมรวมถึงอีแอบที่อยู่เบื้องหลัง ก็คงไม่มีที่ให้ยืนในประเทศนี้จนถึงทุกวันนี้ และหากผู้ชุมนุมหรือคนที่เป็นอีแอบอยู่ข้างหลัง ไม่เห็นด้วยที่จะอยู่ประเทศที่มีระบอบการปกครองเช่นนี้  ก็ขอให้ออกจากประเทศนี้ไป เพราะคนไทยเขาไม่ต้องการที่จะเป็นสาธารณรัฐ และยังไม่ต้องการคนที่ไม่รักชาติบ้านเมือง ไม่รักสถาบันเช่นนี้

“การเปิดหน้าของเยาวชนปลดแอก ประกาศชูแนวคิดสาธารณรัฐหรือว่าเปิดหน้าแนวคิดล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เช่นนี้ถือว่าค่อนข้างชัดเจน คงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองและฝ่ายความมั่นคงต้องรีบดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด จะปล่อยให้มีการชักชวนและกระทำการล้มล้างประเทศโดยเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด” นายสุภรณ์กล่าว

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ 2.2 หมื่นล้านช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด (naewna.com)

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.28 น.

9 ธันวาคม 2563 น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปรุความ เปิดเผยว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในระดับโลกด้านสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยในอาหาร (Food Safety) ซื่งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ทำให้สินค้าปศุสัตว์ไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก 

โดยเฉพาะความสำเร็จที่ไทยสามารถป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF โรคร้ายแรงในสุกรที่สร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรหลายประเทศ แต่ไทยยังคงสถานะ “ปลอดโรค ASF” มานานกว่า 2 ปี จนเป็นไข่แดงเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ จุดนี้ทำให้สุกรไทยเป็นที่สนใจของตลาดต่างประเทศ ที่ต้องการนำเข้าสุกรจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ที่ปลอดโรค ปลอดสารตกค้าง ปลอดภัย เพื่อป้อนผู้บริโภคของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เกิดการระบาดของโรค ASF ทำให้ปริมาณผลผลิตในประเทศลดลง ราคาสุกรมีชีวิตสูงขึ้น

“โดยล่าสุดมีข่าวดีจากภาคผู้ผลิตสุกร ที่ได้ลงนาม MOU การส่งออกสุกรมีชีวิตไปต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว ความสำเร็จดังกล่าวนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่น จนสามารถป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร และสร้างโอกาสในการส่งออกเฉพาะในปี พ.ศ. 2563 ส่งออกสุกรมีชีวิตจำนวนมากกว่า 2.2 ล้านตัว รวมถึงเนื้อและผลิตภัณฑ์สุกร มีปริมาณมากกว่า 54,000 ตัน มีมูลค่าทะลุ 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆมา”

น.สพ.สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF และโรคอื่นๆ ในสุกร เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ กรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสรรพกำลังทั้งเฝ้าระวัง ป้องกัน และให้ความรู้ โดยเน้นย้ำเกษตรกรให้ดูแลสุขภาพสุกรเป็นพิเศษ มีการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity system) ในระดับสูงสุด ตามมาตรการควบคุมโรคติดต่อในสุกรของกรมปศุสัตว์ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตสุกรและเกษตรกรต่างให้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ในการป้องกันโรคตามหลัก “ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร ภาคเอกชน และเกษตรกร ยังคงบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศเป็นหลัก 

สำหรับปริมาณการผลิตสุกรขุนของไทยในปัจจุบัน อธิบดีกรมปศุตว์ กล่าวว่า อยู่ที่ 55,000 ตัวต่อวัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 50,000 ตัวต่อวัน การผลิตจึงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ สำหรับผลผลิตส่วนที่เกินจากการบริโภคนั้น จะทำการส่งออกในรูปแบบสุกรขุน สุกรพันธุ์ ลูกสุกร ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ โดยมีคณะกรรมการดูแล ประกอบด้วย 5 หน่วยงานคือ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทย และสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด)  

“ผู้บริโภคจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนสุกรภายในประเทศ ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงก็ไม่ต้องกังวลว่าปริมาณภายในจะเหลือจนส่งผลกระทบต่อภาวะราคาเช่นกัน” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ด้าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ความสำเร็จในการสร้างผลผลิตสุกรให้เพียงพอกับคนไทย และยังเป็นสินค้าปศุสัตว์ที่บุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ภายใต้ความมุ่งมั่นของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหารมาตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน ไทยยังมีชื่อเสียงทั้งด้านการป้องกันโรคในคนและโรคในสัตว์ติดระดับโลก ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี การผลิตและการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะ “สุกร” สินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญและเป็นที่น่าจับตามอง จนกลายเป็น “สินค้าเรือธง” ในวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น ปี 2563 นี้ จึงถือเป็นปีทองของหมูไทยอย่างแท้จริง” ดร.เฉลิมชัยกล่าวทิ้งท้าย

ส.ส.ภท. พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ‘เฉลิมชัย’ ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส.ส.ภท.พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ‘เฉลิมชัย’ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่ (naewna.com)

ส.ส.ภท.พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง 'เฉลิมชัย'ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่

ส.ส.ภท.พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ‘เฉลิมชัย’ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.24 น.

“ส.ส.ภูมิใจไทย”พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ขณะที่”รมว.เกษตรฯ”ยืนยันจะอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกร พร้อมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 9 ธันวาคม 2563 นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ได้พาประชาชนจาก อ.ท่าม่วง และ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี กว่า 100 คน เดินทางเข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เพื่อทวงถามกรณีการห้ามทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งนี้

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ชี้แจงกับพี่น้องชาว จ.กาญจนบุรี ถึงความกังวลใจที่กรมชลประทานจะไม่สนับสนุนน้ำในการทำนาปรัง ว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้บริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้งและไม่ให้ทำนาปรังนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงต้องทำตามมติ ครม.แต่จะต้องหาแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วย จึงต้องขอนำเรียนในเบื้องต้นว่า มติ ครม.ถือเป็นกฎหมายที่ต้องบังคับใช้ทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายกรมชลประทานหาวิธีการแก้ไข และต้องมีคำตอบให้พี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ส่วนไหนที่สามารถดำเนินการได้จะให้ดำเนินการในทันที และให้จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อมสำหรับเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่

“อยากให้พี่น้องเกษตรกรแต่ละพื้นที่จัดเตรียมแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะมอบหมายให้กรมชลประทานเข้าไปช่วยเติมน้ำให้ และหากสามารถเพิ่มพื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำได้ ก็จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการ นอกจากนี้ จะขอรับเอาข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากพี่น้องเกษตรกรเข้าไปหารือกับนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป จึงขอยืนยันกับพี่น้องเกษตรกรว่า เราจะทำให้ดีที่สุด เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องเกษตรกร” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สิ่งที่กรมชลประทานสามารถดำเนินการได้ในทันที คือ ในช่วงเวลานี้ยังมีแผนการส่งน้ำตามปกติ ตามแผนการส่งน้ำนาปี จึงขอให้เกษตรกรสำรองน้ำในพื้นที่ให้เต็มพิกัด ถ้าติดขัดอะไรจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลให้เรียบร้อย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีมาตรการต่างๆ เข้ามาช่วงเหลือ เช่น การส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือการส่งเสริมการทำประมงและการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้ จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งได้

‘ม็อบสหกรณ์’ ทนไม่ไหว! บุกร้อง ‘รมช.มนัญญา’ ชะลอ 5 ร่างกฎกระทรวงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ม็อบสหกรณ์’ทนไม่ไหว! บุกร้อง’รมช.มนัญญา’ ชะลอ5ร่างกฎกกระทรวงใหม่ (naewna.com)

'ม็อบสหกรณ์'ทนไม่ไหว! บุกร้อง'รมช.มนัญญา' ชะลอ5ร่างกฎกกระทรวงใหม่

‘ม็อบสหกรณ์’ทนไม่ไหว! บุกร้อง’รมช.มนัญญา’ ชะลอ5ร่างกฎกกระทรวงใหม่

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.06 น.

“ม็อบสหกรณ์”ทนไม่ไหว! บุกร้อง”รมช.มนัญญา” ชะลอ5ร่างกกกระทรวงใหม่ โวยบีบการทำธุรกรรมของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนจนเดินต่อไม่ได้

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กว่า 500 คน นำโดย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ 7 วิชาชีพ ไม่อาจนิ่งเฉยอีกต่อไปได้ จึงรวมตัวกัน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแสดงออกและยื่นข้อเรียกร้องต่อ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ มารับแทน

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กับร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ เพื่อกำหนดเกณฑ์การดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำนวน 12 ฉบับ โดยร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับแรก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับหลัง ยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ร่างกฎกระทรวงทั้ง 12 ฉบับดังกล่าว แม้จะผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแล้ว แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มิได้ให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของขบวนการสหกรณ์และมิได้หยิบยกมาพิจารณาปรับปรุงร่างกฎกระทรวงเพื่อมิให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ ยังคงยึดเอาความเห็นของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่เข้าใจระบบสหกรณ์และไม่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือช่วยเหลือสหกรณ์

กฎกระทรวง 5 ฉบับหลังยังมีประเด็นสำคัญหลักๆ ที่สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไม่เห็นด้วยและจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานสหกรณ์หรือส่งผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์ ดังนี้

1.เงินกู้สามัญของสมาชิกต้องชำระคืนให้เสร็จภายใน 150 งวด (12.5 ปี) ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรกำหนดเป็นไม่เกิน 180 งวด (15 ปี) จะเหมาะสมและผ่อนคลายแก่สมาชิกมากกว่า

2.สมาชิกผู้กู้ต้องมีเงินได้รายเดือนหลังหักชำระหนี้ คงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตลอดอายุสัญญา ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าเงินได้รายเดือนคงเหลือสุทธิควรยึดโยงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

3.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนใช้เกณฑ์เดียวกับสหกรณ์ออมทรัพย์ในการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ทั้งที่บริบทของสมาชิกและการชำระหนี้ของสหกรณ์สองประเภทนี้แตกต่างกัน ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรใช้เกณฑ์เดียวกับสหกรณ์การเกษตร จะเหมาะสมมากกว่า

4.การไม่นำมูลค่าหุ้นของสมาชิกผู้กู้มาหักออกจากหนี้เงินต้นคงเหลือก่อนประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งขบวนการสหกรณ์มีความเห็นว่า ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เป็นการประมาณการความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญ ดังนั้น จึงควรนำมูลค่าหุ้นมาหัก (ซึ่งสหกรณ์มีบุริมสิทธิพิเศษตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์) เพื่อลดยอดหนี้ (ยอดความเสี่ยง) คงเหลือก่อนประมาณ การค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญได้ เพราะไม่ได้หักหนี้กันจริง ๆ ที่ต้องมาพิจารณาว่าหุ้นเป็นทรัพย์สินของสมาชิกหรือเป็นทุนของสหกรณ์

5.การทยอยประมาณการค่าเผื่อการปรับมูลค่าที่ดินแทนการชำระหนี้รอขายไว้ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จนกว่าที่ดินแทนการชำระหนี้จะมีมูลค่าร้อยละ 50 ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรตัดออก เพราะเมื่อกำหนดให้ตีราคาชำระหนี้ตามราคาประเมินของทางราชการหรือร้อยละ 70 ของราคาประเมินจากผู้ประเมินรับอนุญาตแล้ว ก็ไม่ควรประมาณการค่าเผื่อดังกล่าว อีกทั้งที่ดินมีแต่จะปรับเพิ่มมูลค่า

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ในอนาคตและเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหกรณ์ในฐานะผู้ปฏิบัติและผู้แบกรับภาระของสหกรณ์ไว้ ซึ่งไม่อาจจะนิ่งเฉยต่อไปได้อีก ในประเด็นดังต่อไปนี้

1.ขอรับทราบเนื้อหาของร่างกฎกระทรวงจำนวน 7 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จแล้ว

2.ขอให้ชะลอการพิจารณาร่างกฎกระทรวงจำนวน 5 ฉบับหลังไว้ และตั้งคณะทำงานร่วมจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและผู้แทนขบวนการสหกรณ์ เพื่อพิจารณาปรับปรุงในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

3. ขอให้ผู้แทนขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเข้าร่วมชี้แจงในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ในชั้นตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไปด้วย

หากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงเพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะหรือข้อเรียกร้อง สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พร้อมที่จะยกระดับการเรียกร้องต่อไป

กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64 (naewna.com)

กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64

กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.22 น.

9 ธันวาคม 2563 นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ กำหนดจัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี พ.ศ.2564 ซึ่งประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่หนึ่ง กิจกรรมมอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง เป็นโครงการเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมัน ควบคุมประชากร และการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและสัตว์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564

กิจกรรมที่สอง กิจกรรมเพิ่มพลังปีใหม่ โดยการเปิดสถานที่ให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่าย ซึ่งประกอบด้วย การจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปด้านปศุสัตว์จากเกษตรกรที่กรมปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเป็นอาชีพ รวมทั้งการจำหน่ายชุดของขวัญปีใหม่ ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากเกษตรกรไทย ร้าน Livestock Farm Outlet ผ่านระบบ Online ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นการกระจายรายได้จากกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นประชาชนทั่วไป สู่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกร

ทั้งนี้ในส่วนกิจกรรมที่สาม เป็นกิจกรรมเปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว โดยการเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้านปศุสัตว์ จำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ระยอง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยจะเปิดให้ท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2564 เป็นเวลา 5 วัน

กิจกรรมที่สี่ กิจกรรมศูนย์บริการเฉพาะกิจช่วงปีใหม่/จิตอาสา ให้บริการประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาล ปีใหม่ เช่น บริการที่พักชั่วคราว ห้องน้ำ ขนมและเครื่องดื่ม ฯลฯ จำนวน 18 จุด ได้แก่ ด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา ด่านกักกันสัตว์-อุดรธานี  ด่านกักกันสัตว์ลำปาง  ด่านกักกันสัตว์กำแพงเพชร ด่านกักกันสัตว์-เพชรบูรณ์  ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาแพะแกะ ตำบลรามัน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นครสวรรค์ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์อุบลราชธานี ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์- ศรีสะเกษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์หนองคาย ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์มหาสารคาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร-สัตว์ยโสธร ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์แพร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ลำปาง และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลำพูน โดยจะเปิดให้บริการประชาชนในระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2564 เป็นเวลา 5 วัน

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในช่วงวันหยุดปีใหม่ 2564 นี้ ประชาชนทั้งที่เป็นผู้บริโภค และนักท่องเที่ยว จะได้รับความสุข สะดวกสบาย สามารถเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพจากเกษตรกร ซึ่งถือว่าเป็นการสนับสนุนและเป็นกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาผลผลิตให้เป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดภายในประเทศ และสู่ตลาดโลกต่อไปในอนาคต 

ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง (naewna.com)

ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หากจะว่ากันแล้วการเกษตรไม่ว่าจะในระดับโลกหรือระดับประเทศ นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารแล้ว ยังถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจ ทั้งจากผลของการเกษตรโดยตรงหรืออาจใช้เป็นฐานในการสนับสนุนส่วนธุรกิจอื่นมาต่อยอดสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจนั้น และขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ สำหรับผู้ประกอบการที่มองเห็นช่องทางในการสร้างธุรกิจของตนให้กว้างขวางออกไป โดยอาจขยายไปยังธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวพันกัน เช่น ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง หรือธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันโดยตรง เช่น ธุรกิจสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง เป็นต้น

นอกจากการเกษตรเป็นฐานของเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและพื้นฐานทางวัฒนธรรม โดยแต่ละท้องถิ่นต่างมีวิถีและวัฒนาธรรมเป็นของตนเองโดยผูกพันกับการทำการเกษตรในท้องถิ่นนั้น ในแต่ละขั้นตอนของการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการทำนา ทำสวน ทำไร่ ทำการประมง หรือการเลี้ยงสัตว์ แต่ละท้องถิ่นจะมีวิถีทางวัฒนธรรมของตนเองสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่ออาชีพของบรรพบุรุษที่สืบต่อมายังคนรุ่นปัจจุบัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงพื้นบ้าน การละเล่นท้องถิ่น ประเพณีต่างๆ บทเพลงบางบทเพลงที่ถูกถ่ายทอดเมื่อในอดีตปัจจุบันไม่เหลือภาพดังกล่าวให้เห็นแล้ว เช่น ดอกฝ้ายบานที่เมืองเลย สาวสวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้คนเป็นจำนวนมากที่เติบโตมาในวิถีดังกล่าวโหยหาความเป็นอยู่และประเพณีวัฒนธรรมเมื่อครั้งก่อนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสวัฒนธรรมและวิธีการทำการเกษตรที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

แนวคิดการพัฒนาการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจึงเป็นการผูกความถวิลหาวิถีการเกษตรเข้ากับวิถีการท่องเที่ยว โดยมีหลายลักษณะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมความงดงามของแปลงเกษตร เช่น แปลงทานตะวัน ทุ่งนา แปลงดอกไม้ ไร่ชา เป็นต้น บางพื้นที่ถึงกับจัดเป็นกิจกรรรมประจำปีอย่างกรณีของเทศกาลท่องเที่ยวทุ่งทานตะวัน การท่องเที่ยวเชิงเกษตรบางลักษณะรวมกันเป็นชุมชน ออกมาในรูปของการท่องเที่ยวชุมชน ในลักษณะของวิถีผู้คนในชุมชนนั้น โดยนักท่องเที่ยวมีโอกาสเข้าพักกับผู้คนในชุมชนในลักษณะของโฮมสเตย์ หรือ ฟาร์มสเตย์ ร่วมกิจกรรมการเกษตรในชุมชน กิจกรรมทางวัฒนธรรม ร่วมประกอบอาหารท้องถิ่น บางชุมชมผมเห็นให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเพาะปลูก เช่น การทำนาปลูกข้าวมีการสื่อสารกันในแต่ละระยะของการเจริญเติบโตของข้าว และเชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรมในแปลงนาที่ร่วมกันปลูกอย่างต่อเนื่องหรืออย่างไม้ผลก็มีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสช่วยผสมเกสรทุเรียนและซื้อทุเรียนต้นที่ตัวเองผสม สามารถเป็นเจ้าของต้นทุเรียนได้โดยไม่ต้องมีสวนทุเรียนเป็นของตนเอง มีเกษตรกรตัวจริงคอยดูแลจัดการและส่งข้อมูลการเจริญเติบโตให้ทราบผ่านทางระบบไลน์ เมื่อถึงเวลาเก็นผลผลิตก็มาร่วมเก็บผลผลิตด้วยกัน เป็นการสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้น ผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวนักท่องเที่ยวที่ซื้อไว้ สามารถซื้อผลผลิตทั้งหมด หรือบางส่วนก็ได้โดยราคาเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในครั้งแรก ซึ่งจะเห็นว่ารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรมีรูปแบบที่หลากหลาย และมีวิวัฒนการมาโดยตลอด ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นและความเข้มแข็งของท้องถิ่นนั้น ทั้งในลักษณะเกษตรกรรายย่อย ชุมชนท่องเที่ยว หรือบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพิจารณาทบทวนน่าจะเป็นนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าว การผลักดันอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผมสัมฤทธิ์ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังไม่สามารถควบคุม ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำเป็นต้องส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนในประเทศเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จากรูปแบบการท่องเที่ยวเติมๆ ทั้งการเที่ยวชมธรรมชาติ โบราณสถานเพียงอย่างเดียว มาเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ได้ความรู้ ความเพลิดเพลิน เพิ่มความหลากหลาย เป็นช่องทางในการสร้างความเข้าใจในอาชีพการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรสาขาต่างๆ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นข่าวท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตรอยู่หลายแหล่ง ก็ได้แต่หวังว่าประเด็นดังกล่าวทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะนำไปดำเนินการอย่างจริงจังและเข้มเข็ง เพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องเกษตรกรและผลประโยขน์ของคนในชาติร่วมกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

11 ปีกรมหม่อนไหมสืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้- ยกระดับคุณภาพชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – 11ปีกรมหม่อนไหมสืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้-ยกระดับคุณภาพชีวิต (naewna.com)

11ปีกรมหม่อนไหมสืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้-ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหมครบรอบปีที่ 11 ณ กรมหม่อนไหมว่า กรมหม่อนไหมจัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานที่จะส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอันนำมาสู่การสถาปนากรมหม่อนไหมขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 เพื่อเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริมวิจัยและพัฒนาหม่อนไหมทั้งระบบ รวมถึงการอนุรักษ์สืบสานศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาไหมให้คงอยู่คู่ประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมากรมหม่อนไหมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานภายใต้ภารกิจสำคัญ เพื่อทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรเสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิตการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการยกระดับมาตรฐานสินค้าและการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

“สินค้าหม่อนไหมถือเป็นผลผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการดำรงชีพแบบวิถีชาวไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการอนุรักษ์และสืบทอดให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดจนต้องมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและการแปรรูปสินค้าตามความต้องการของตลาดอย่างมีมาตรฐานและมีความปลอดภัย ซึ่งเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปกรมหม่อนไหมจึงต้องมีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นโดยในฐานะที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลจึงต้องพัฒนาตัวเองต้องมีการนำงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับให้ดียิ่งขึ้นต้องกล้าคิดกล้าทำบนพื้นฐานของความสุจริตเป็นที่ตั้ง รวมถึงจะต้องเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯพร้อมผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาหม่อนไหม
ทั้งระบบและสนับสนุนทั้งเกษตรกรและภาคเอกชนที่จะเข้ามาต่อยอดให้สินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมมีชื่อเสียงระดับโลกต่อไป” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดแสดงนิทรรศการการสาธิตการประกอบอาหารจากหม่อนไหม และการออกร้านจำหน่ายสินค้าหม่อนไหม ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้ดำเนินงานตามภารกิจและสนองงานพระราชดำริด้านหม่อนไหมของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงโครงการตามนโยบายของรัฐบาลและโครงการของกระทรวงเกษตรฯมาโดยตลอดโดยในปี 2563 ได้มีการพัฒนาบุคลากรด้านหม่อนไหมทั้งระบบ ตั้งแต่การสร้างทายาทหม่อนไหมเกษตรกรหม่อนไหมจนถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านหม่อนไหม เพื่อให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาศักยภาพการผลิตการแปรรูปและการตลาดหม่อนไหมตลอดจนสนับสนุนและช่วยเหลืองานด้านหม่อนไหมทั้งในระดับศูนย์ระดับเขตและระดับประเทศโดยได้คัดเลือกผู้มีผลงานดีเด่น 3 ประเภท ได้แก่ เกษตรกรดีเด่นระดับเขต 6 คน ทายาทหม่อนไหมดีเด่นระดับเขต 6 คน และพนักงานราชการดีเด่นของกรมหม่อนไหม 34 คน

กษ.เฝ้าระวังโควิดกำชับจนท.ห้ามการ์ดตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กษ.เฝ้าระวังโควิดกำชับจนท.ห้ามการ์ดตก (naewna.com)

กษ.เฝ้าระวังโควิดกำชับจนท.ห้ามการ์ดตก

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ผ่านระบบ ZOOM ว่า ตามรายงานของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) พบผู้ป่วยในจ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา พิจิตร ราชบุรี สิงห์บุรี และกรุงเทพมหานคร โดยมีแนวโน้มขยายวงกว้างและรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงจัดการประชุมดังกล่าวขึ้น เพื่อสื่อสาร สร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

ดร.ทองเปลวกล่าวว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯติดตามสถานการณ์จากความก้าวหน้าผลสอบสวนผู้ป่วย และตรวจสอบ timeline ของผู้ป่วยCOVID-19 หากมีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างในสังกัด ขอให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการกักตัว 14 วัน รวมถึงให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้แก่ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย หมั่นทำความสะอาดมือและอุปกรณ์ที่สัมผัส เว้นระยะห่างหรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น ใช้แพลตฟอร์มไทยชนะทุกครั้งที่ผ่านเข้า-ออก สถานที่สาธารณะ และงดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากจำเป็นต้องเดินทางไปราชการในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการตามข้อกำหนดของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่อย่างเคร่งครัด อีกทั้ง ยังให้หน่วยงานวางแผนล่วงหน้าในการปฏิบัติงาน สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด กรณีให้ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) หากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

“กระทรวงเกษตรฯได้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรคมาโดยตลอด จากการจัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงขอกำชับในทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามและดำเนินการตามมาตรการตามประกาศของจังหวัดอย่างเคร่งครัด” ดร.ทองเปลว กล่าว

‘ผู้เข้าประกวดนางสาวไทย’ โชว์รอยยิ้มสดใสกลางสวนดอกไม้ เที่ยวคุ้มเสือเเม่ริมเเละชมสัตว์ยามค่ำคืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ‘ผู้เข้าประกวดนางสาวไทย’โชว์รอยยิ้มสดใสกลางสวนดอกไม้ เที่ยวคุ้มเสือเเม่ริมเเละชมสัตว์ยามค่ำคืน (naewna.com)

'ผู้เข้าประกวดนางสาวไทย'โชว์รอยยิ้มสดใสกลางสวนดอกไม้ เที่ยวคุ้มเสือเเม่ริมเเละชมสัตว์ยามค่ำคืน

‘ผู้เข้าประกวดนางสาวไทย’โชว์รอยยิ้มสดใสกลางสวนดอกไม้ เที่ยวคุ้มเสือเเม่ริมเเละชมสัตว์ยามค่ำคืน

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.23 น.

ถึงเเม้จะเจอเรื่องตื่นเต้นกันมา คณะสาวงามผู้เข้าประกวดนางสาวไทยประจำปี 2563  ก็ยังสามารถโชว์รอยยิ้มสดใส ลุยกิจกรรมเก็บตัวโปรโมทการท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ ต่อเป็นวันที่ 6โดยเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. สาวงามได้เดินทางไปทำกิจกรรม ณ ปางเปาบีช คาเฟ่ เเอนด์เรสเตอรองท์ ที่ อ.เเม่เเตง ร่วมเก็บภาพ ณ ชายหาดจำลอง มีนักมวยชื่อดังของเมืองไทย บัวขาว บัญชาเมฆ มาร่วมสอนโพสท่ามวยสุดเท่ห์ให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ จากนั้นเข้าเยี่ยม ศูนย์พัฒนาการศึกษาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าพบผู้สนับสนุนการประกวดนางสาวไทย ร่วมถ่ายภาพกับคณะผู้บริหารเซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ ถ่ายภาพกับคณะผู้บริหารสยามทีวี เเละเยี่ยมชม สยามทีวี ดิจิตอลสโตร์ ศูนย์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟไฟ้ดิจิตอลของคนเชียงใหม่ เเละรับประทานอาหารล้านนาในเเบบขันโตก ณ ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่

ต่อด้วยเช้าวันที่ 8 ธ.ค.เข้าสู่วันที่ 6 ของการเก็บตัวผู้เข้าประกวดนางสาวไทย เหล่าสาวงามโชว์รอยยิ้มสุดสดใสกับหมู่มวลดอกไม้ ณ ทุ่งดอกไม้ I love flower farm  สัมผัสความสดชื่นของธรรมชาติ ณ สวนพฤกศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ รับประทานอาหารกลางวัน ณ คุ้มเสือเเม่ริม Tiger kingdom สาวงามได้ชมเเละสัมผัสกับเสือเเบบใกล้ชิด ปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ในยามราตรี ณ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ก่อนกลับที่พัก