ไขข้อข้องใจไวรัสกลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641020

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 11:15 น.ไขข้อข้องใจไวรัสกลายพันธุ์นักวิทยาศาสตร์ตอบคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักรและขอบเขตของความรุนแรง โดยรวบรวมปัญหาคาใจของใครหลายๆ คนไว้ดังนี้

ไวรัสกลายพันธุ์บ่อยแค่ไหน?

ไวรัสมีการกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ซึ่งแล้วแต่ว่าไวรัสตัวใดจะกลายพันธุ์น้อยหรือมาก ยกตัวอย่างเช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด 2 โดสก็สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต ขณะที่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องปรับปรุงทุกปีเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) ระบุว่าไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สามารถคาดเดาได้

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดสหราชอาณาจักรมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

เวนดี้ บาร์เคย์ หัวหน้าแผนกโรคติดเชื้อแห่งราชวิทยาลัยลอนดอน และสมาชิกกลุ่มที่ปรึกษาภัยคุกคามจากไวรัสทางเดินหายใจและโรคอุบัติใหม่ (NERVTAG) กล่าวว่าไวรัสกลายพันธุ์ในสหราชอาณาจักรที่เรียกว่า “501Y” (VUI-202012/01) มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อสู่ร่างกายมนุษย์ โดยจะช่วยให้เซลล์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้นส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นเมื่อเทียบกับไวรัสสายพันธุ์เดิม

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นที่ไหน?

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าไวรัสเริ่มเกิดขึ้นที่ใด แต่มีการยืนยันเคสแรกในสหราชอาณาจักร หลายคนจึงสันนิษฐานว่าสหราชอาณาจักรเป็นศูนย์กลางของการระบาด โดยมีการพบครั้งแรกโดยการสุ่มตัวอย่างเมื่อวันที่ 20 กันยายน

มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มจากสหราชอาณาจักรแต่อาจเป็นประเทศอื่นเช่นกัน

ทั้งนี้ มีการพบไวรัสสายพันธุ์เดียวกันที่เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และอิตาลีด้วยเช่นกัน

เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อมากขึ้นแค่ไหน?

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของอังกฤษกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “อาจแพร่เชื้อได้มากกว่าเดิมถึง 70 เปอร์เซ็นต์”

ปีเตอร์ ฮอร์บี ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และประธาน NERVTAG เชื่อมั่นอย่างสูงว่าไวรัสสายพันธุ์นี้จะสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีอยู่ในสหราชอาณาจักร โดยการคำนวณล่าสุด 501Y มีการติดเชื้อมากกว่าสายพันธุ์เดิม 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่าการวิเคราะห์เบื้องต้นบ่งชี้ว่าไวรัสอาจแพร่กระจายระหว่างผู้คนได้ง่ายขึ้น แต่กล่าวว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบต่อการรักษาและวัคซีน

ไวรัสรุนแรงกว่าเดิมไหม?

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งยุโรป (ECDC) กล่าวว่ายังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะมีอาการรุนแรง

วัคซีนที่ผลิตมาแล้วจะยังใช้ได้ไหม?

นักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรและที่อื่นๆ กำลังทดสอบสายพันธุ์ใหม่กับวัคซีนหลายตัว ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อใช้กับ ไวรัสสายพันธุ์ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่สหราชอาณาจักรมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

เวนดี้ บาร์เคย์ เสริมว่า มีความเป็นไปได้ว่าต้องอัพเดตวัคซีนอยู่เรื่อยๆ แต่อาจไม่ใช่ทุกปี อย่างไรก็ตามจะต้องเฝ้าระวังไวรัสนี้ต่อไป

เฟอร์กูสัน สมาชิก NERVTAG กล่าวว่าต้องระมัดระวังในการหาข้อสรุปเนื่องจากยังคงเป็นช่วงแรกๆ และยังมีความไม่แน่นอนในหลายๆ แง่มุมของไวรัสสายพันธุ์ใหม่

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

ต่างชาติมองไทยเตรียมตอกฝาโลงท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640969

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 09:00 น.ต่างชาติมองไทยเตรียมตอกฝาโลงท่องเที่ยวบลูมเบิร์กรายงานการระบาดระลอกใหม่ในไทยอาจเป็นการตอกฝาโลงการท่องเที่ยวไทยที่กำลังจะฟื้นตัว

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. บลูมเบิร์กรายงานว่าขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องซบเซาลงในปีนี้เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์เริ่มดีขึ้นในระยะหลังมานี้ ชาวไทยเริ่มท่องเที่ยวในประเทศได้เกือบปกติ แต่ธุรกิจต่างๆ ก็ถูกกระหน่ำซ้ำเติมอีกครั้งในช่วงสิ้นปีเนื่องจากการระบาดระลอกใหม่

โดยมีการตรวจพบกลุ่มผู้ติดเชื้อในจังหวัดสมุทรสาครเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และแจ้งให้ปิดกั้นเขตอุตสาหกรรมเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาว่าต้องขยายขอบเขตไปยังพื้นที่อื่นหรือไม่

แอนโทนี ลาร์ค ประธานสมาคมโรงแรมภูเก็ตกล่าวว่า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และมีมาตรการล็อกดาวน์หรือจำกัดการเดินทางในประเทศอาจเป็นการ “ตอกตะปูโลงศพ” สำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวหลายแห่ง

โดยลาร์คเผยว่า ก่อนที่จะเกิดโรคระบาด นักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นชาวต่างชาติถึง 2 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และทำรายได้ให้กับภูเก็ตประมาณ 90%

โดยนับตั้งแต่ปิดประเทศเมื่อปลายเดือนมีนาคม นักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากกรุงเทพฯ ถึง 99% ซึ่งช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก ดังนั้น หากมีมาตรการปิดกั้นการเดินทางจะเป็นการตอกฝาโลงธุรกิจจำนวนมากที่มีความหวังจากนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ว่าต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการประเมินว่าจะมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่

บลูมเบิร์กรายงานว่า ระยะหลังมานี้ประเทศไทยกำลังเดิมพันด้วยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวให้พ้นจากภาวะซบเซา แม้ว่าธนาคารกลางจะคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลา 2 ปีกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับสู่ระดับเดิมก่อนการระบาดใหญ่ โดยรายได้การท่องเที่ยวไทยในปีที่แล้วมาจากชาวต่างชาติมากกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน

การระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่รัฐบาลประกาศแผนผ่อนปรนข้อจำกัดบางประการสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 56 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

รับได้ไหมถ้าเราต้องฉีดวัคซีนให้ต่างด้าวก่อน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640973

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 23:00 น.รับได้ไหมถ้าเราต้องฉีดวัคซีนให้ต่างด้าวก่อน?เนื่องจากประเทศไทยมีชาวต่างด้าวนับล้าน จะเป็นปัญหาหรือไม่หากเราต้องแจกวัคซีนเพื่อไม่ให้พวกเขาเป็นกลุ่มเสี่ยงในบ้านเรา?

ประเทศไทยได้ตกลงซื้อวัคซีนโควิด-19 กับบริษัทแอสตราเซเนก้าเอาไว้จำนวน 26 ล้านโดส ฉีดคนละ 2 โดสครอบคลุม 13 ล้านคน โดยจะมาถึงเมืองไทยในกลางปีหน้า

ประชากรไทยมีเกือบ 70 ล้านคน จำนวนโดสที่ได้มาจึงไม่ครอบอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องเลือกฉีดให้กับกลุ่มที่ได้ผลสูงสุด คือกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีโอกาสแพร่เชื้อสูง และฉีดให้กับบุคคลากรด้านสาธารณสุข

การที่จะระบุว่ากลุ่มไหนจะได้ฉีดก่อนนั้น อนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติเป็นผู้พิจารณา ตามกำหนดแล้วจะมีผลออกมาในเดือนธันวาคม

แต่พอถึงช่วงกลางเดือนธันวาคมสถานการณ์ในไทยก็เปลี่ยนไป เมื่อพบการระบาดในวงกว้างที่เริ่มต้นจากตลาดกลางกุ้งสมุทรสาครและผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว

แรงงานต่างด้าวได้กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงไปแล้วและคงไม่จบแค่ในช่วงเวลานี้ ความหวาดระแวงแรงงานต่างด้าวคงจะลากยาวไปจนกว่าไทยจะได้วัคซีนมา

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อวัคซีนมาถึงไทยแล้ว “เป็นไปได้ไหมที่แรงงานต่างด้าวจะถูกพิจารณาได้รับวัคซีนก่อนคนไทย?

ก่อนที่จะมาดูความเป็นไปได้ในไทย เราลองมาดูสถานการณ์ใกล้เคียงกับไทยที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเสียก่อน

สหรัฐมีแรงงานผิดกฎหมาย 11 ล้านคนคิดเป็น 3% ของประชากรทั้งหมด ตอนนี้มีประเด็นว่าทางการสหรัฐจะฉีดวัคซีนให้แรงงานผิดกฎหมายหรือไม่ และถ้าแรงงานผิดกฎหมายไปรายงานตัวเพื่อรับวัคซีน พวกเขาจะถูกส่งตัวกลับประเทศหรือไม่เพราะนโยบายของรัฐบาลสหรัฐต่อแรงงานต่าวด้าวนั้นเข้มงวดอย่างมาก

มีผู้ชี้ว่าถ้ามีการกีดกันแรงงงานต่างด้าวก็อาจทำให้การฉีดวัคซีนคนอเมริกันต้องสูญเปล่าไปด้วย

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐเริ่มตระหนักในปมปัญหานี้ เช่น แอนดรูว คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ส่งจดหมายไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ว่า การกระทำของรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้คนเหล่านี้ไม่กล้ามารับวัคซีนเพราะการรับวัคซีนต้องแสดงบัตรประจำตัวที่ถูกต้องตามกฎหมาย

หลังจากที่คูโอโมมีจดหมายไปถึง หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐก็ตอบรับด้วยการบอกว่าผู้มารับวัคซีนไม่ต้องแสดงข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่าเป็นใครก็รับวัคซีนได้

แล้วโจ ไบเดน คิดเห็นว่าอย่างไรในเรื่องนี้? ไบเดนบอกไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมหรือก่อนชนะเลือกตั้งว่าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายควรเข้าถึงวัคซีนและการตรวจโควิดฟรี เขาบอกว่า “ทุกๆ คนในประเทศนี้ ไม่ว่าจะมีเอกสารหรือไม่มีก็ตาม ควรเข้าถึงวัคซีนได้”

ส่วนที่รัฐแคลิฟอร์เนียตั้งกองทุน 125 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่เดือนเมษายนเพื่อช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ไม่มีงานทำ เพราะในแคลิฟอร์เนียรัฐเดียวมีต่างด้าวผิดกฎหมายถึง 2 ล้านคน

เรื่องนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่ายินดีมาก อย่างที่เรารู้กันว่ารัฐบาลทรัมป์มีท่าทีไม่ปรานีต่อแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย แต่พวกเขาคงคำนวณแล้วว่าถ้ามัวแต่ไล่จับหรือหวงวัคซีน “คนที่จะซวย” ก็คือเจ้าของประเทศเอง เพราะเท่ากับปล่อยให้คนหลายล้านเข้าไม่ถึงวัคซีนเพียงเพราะพวกเขาไม่ใช่คนอเมริกัน

แน่นอนว่าในสังคมที่แตกแยกอย่างมากอย่างสังคมอเมริกัน ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นดีเห็นงามกับการช่วยเหลือต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีกระแสเกลียดชิงต่างด้าวและการเหยียดผิว/เชื้อชาติรุนแรงขึ้นมาก

ก่อนที่จะมีโควิด-19 ระบาด สหรัฐมีปัญหาเรื่องไข้หวัดใหญ่ระบาดตามฤดูกาลซึ่งคร่าชีวิตผู้คนในแต่ละปีนับหมื่นคน (เช่นระหว่าวปี 2018 – 2019 มีผู้ใหญ่ตายเพราะไข้หวัดใหญ่ถึง 61,200 คนเด็ก 143 คน) รัฐบาลจึงเร่งรัดให้ประชาชนที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปรับวัคซีน

แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนสหรัฐไม่ยอมแจกวัคซีนฟรีให้กับแรงงานผิดกฎหมาย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของแพทย์บางกลุ่มที่ชี้ว่าหน่วยกักกันแรงงานต่างด้าวแออัดเกินไป อาจทำให้เสี่ยงที่จะติดโรคได้ในเวลาไม่กี่วันที่แรงงานเหล่านี้ถูกกักกันตัว

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการฉีดวัคซีนให้แรงงานต่างด้าว จะช่วยลดโอกาสในการล้มป่วยจนต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลหรือส่งหน่วยดูแลผู้ป่วยหนัก ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น

จากประสบการณ์เรื่องไข้หวัดในสหรัฐจะเห็นว่าการให้ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติไหน มีเอกสารยืนยันตัวหรือไม่ก็ตามเข้าถึงวัคซีน จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการปล่อยให้คนเหล่านี้ติดค้างในประเทศแล้วกลายเป็นพาหะต่อไป หรือติดเชื้อจนต้องส่งไปรักษาตัวในศูนย์พยาบาลซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

แต่เราต้องย้ำอีกครั้งว่าการเข้าถึงวัคซีนไม่ได้หมายความว่าแรงงานต่างด้าวจะได้รับวัคซีนฟรี ในกรณีของสหรัฐเช่นกันคำกล่าวของไบเดนแค่บอกว่า “ควรเข้าถึงวัคซีนได้” ไม่ได้หมายความว่า “เข้าถึงฟรี” ส่วนคนอเมริกันเองนั้นได้รับวัคซีนฟรี แต่ “ค่าฉีดไม่ฟรี”

เหมือกับสิงคโปร์ที่กระทรวงแรงงานบอกว่าแรงงานต่างด้าวทุกคนที่ถูกกักตัวในหอพักและที่กำลังทำงานภาคสนาม จะได้รับ “ส่วนลด ” ในการฉีดวัคซีน โดยค่าฉีดวัคซีนแต่ละครั้งมีค่าใช้ 25 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่ลดลงแล้วจากราคาเดิมที่ระหว่าง 35 – 80 ดอลลาร์ ส่วนชาวสิงคโปร์และชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักระยะยาวในสิงคโปร์จะได้รับการฉีดฟรี

จากแนวทางของสิงคโปร์ ประเทศไทยสามารถฉีดวัคซีนให้แรงงานต่างด้าวได้โดยมีส่วนลดให้ ส่วนลดนี้อาจรับผิดชอบเองโดยแรงงานหรือนายจ้างของแรงงาน

ปัญหาก็คือแรงงานต่างด้าวที่ “อาจจะมีหลายแสนคน” (เคยมีถึง 3 ล้านคนช่วงก่อนโควิด-19) จะทำอย่างไร? จะใช้วิธีฉีดวัคซีนที่มีส่วนลดแรงงานเหล่านี้ก็อาจมีเงินไม่พอ หรืออาจจะไม่กล้าออกมาแสดงตัวเพื่อขอรับการฉีดด้วยซ้ำ

การฉีดวัคซีนฟรีให้แงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอาจทำให้เกิดการโต้เถียงในประเทศอย่างรุนแรง ระหว่างคนที่กังวลกับการระบาดจนยอมให้แรนงงานเหล่านี้ฉีดฟรี กับคนไทยที่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบเรื่องภาษีที่จ่ายไปเป็นสวัสดิการให้แรงงานผิดกฎหมาย

ยังไม่นับประเด็นที่ยุ่งยากจากการที่คนเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงมาก และเข้าข่ายกลุ่มที่อาจจะต้องรับวัคซีนก่อนคนไทยที่เป็นเจ้าบ้านด้วยซ้ำ

หันมาดูที่สิงคโปร์ กลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนเอาไว้แล้วว่าคือ (1) บุคคลากรการแพทย์ และ (2) กลุ่มเสี่ยงที่ระบุชัดว่า เป็น คนชราและกลุ่มที่เสี่ยงจะมีโรคแทรกซ้อนร้ายแรงหากติดโควิด-19

และถึงสิงคโปร์จะมีปัญหาการติดเชื้อในกลุ่มแรงงานต่างด้าว แต่ด้วยขนาดของประเทศที่จำกัดทำให้ควบคุมการเคลื่อนไหวของแรงงานได้ง่ายกว่าไทย ซึ่งมีทั้งข่าวจริงข่าวลือเรื่องแรงงานหนีกการกักกันโรค

จะว่าไปแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ว่าต้องเกิดตราบใดที่ไทยยังใช้แรงงานต่าวด้าวจำนวนมหาศาล และในจำนวนนี้ต้องมีแรงงานหลบหนีเข้าเมืองแน่นอนและเข้ามาพร้อมกับโรคระบาด

เพียงแต่ระเบิดเวลาในไทยระเบิดช้าไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับมาเลซียเจอการระบาดหนักในรัฐซาบาห์ซึ่งติดกับฟิลิปปินส์เมื่อเดือนตุลาคม นายกรัฐมนตรีมูฮ์ยิดดิน ยัสซินชี้ว่าตัวการคือต่างด้าวหนีเข้าเมืองจากฟิลิปปินส์นั่นเอง และเมื่อจับต่างด้าวเหล่านี้เข้าคุก ก็ไปติดเชื้อในคุก ติดผู้คุม ผู้คุมนำไปติดคนในครอบครัวอีก จนติดในชุมชน

ดังนั้นการจับแรงงานผิดกฎหมายไม่ใช่ทางออก และการจับตรวจแล้วผลักดันออกไปก็ไม่ใช่ทางออก เพราะแรงงานเหล่านี้จะกลับเข้ามาอีก เนื่องจากเมียนมาไม่มีงานและการรักษาพยาบาลไม่ดีเอาเลย

วิธีการที่ดีกว่าคือไม่จับ แต่นิรโทษกรรมชั่วคราวให้แรงงานผิดกฎหมายและนายจ้างกล้าส่งคนเหล่านี้มารับการตรวจและรับวัคซีน

ประเทศในตอนนี้สถานการณ์คล้ายๆ กับสหรัฐมากกว่าซึ่งมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในอัตราสูงมาก เราจึงน่าจะใช้วิธีเดียวกับสหรัฐคือให้พวกเขาเข้าถึงวัคซีน ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นอาจจะให้แรงงานเหล่านี้จ่ายเองหรือไทยอาจขอความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติในด้านการเงิน เพราะที่ผ่านมาไทยก็ใช้วิธีนี้ทำงานเชิงรุกตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงอื่นๆ จากเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

จะไม่ให้ฉีดเลยนั้นเป็นไปไม่ได้และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งมวล ก็อาจจะให้คนต่างด้าวฉีดพร้อมๆ กับคนไทยไปเลย

Photo by Sai Aung Main / AFP

รู้หรือไม่เบื้องหลังวัคซีนมาจากร่างทารกถูกทำแท้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640975

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 21:30 น.รู้หรือไม่เบื้องหลังวัคซีนมาจากร่างทารกถูกทำแท้งเปิดเส้นทางการผลิตวัคซีน กว่าจะได้มาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักวาติกันโดยการอนุมัติของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสประกาศไปยังชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกว่า การใช้วัคซีน Covid-19 “เป็นที่ยอมรับได้ในทางศีลธรรม” แม้ว่าขั้นตอนการผลิตวัคซีนจะใช้เซลล์สายพันธุ์ที่ได้จากเนื้อเยื่อของทารกที่ถูกทำแท้ง หากไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า เนื่องจากนิกายโรมันคาทอลิกไม่สนับสนุนการทำแท้ง  

กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าวัคซีนที่หลายประเทศเริ่มฉีดไปแล้ว และที่คนไทยกำลังรอคอยอยู่นั้นมีเนื้อเยื่อของทารกที่ถูกทำแท้งเป็นส่วนประกอบด้วยหรือ   

ใช้มานานแล้ว  

วงการพัฒนาวัคซีนเริ่มใช้เซลล์เนื้อเยื่อของทารกที่ถูกทำแท้งในช่วงทศวรรษที่ 1960 โดยมีหลายวัคซีนที่บางคนอาจเคยฉีดไปแล้วใช้วิธีการผลิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนหัดเยอรมัน อีสุกอีใส ไวรัสตับอักเสบเอ งูสวัด รวมถึงใช้ในการผลิตยารักษาโรคเลือดไหลไม่หยุดและไขข้ออักเสบ

ก่อนหน้านี้นักวิจัยเคยใช้เซลล์จากสัตว์แต่ในขั้นตอนสุดท้ายกลับได้วัซีนที่ปนเปื้อนแบคทีเรียหรือไวรัสจากสัตว์ อย่างเช่นการผลิตวัคซีนโปลิโอในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ที่ใช้เซลล์จากลิง แต่ก็พบเชื้อไวรัส SV40 ในลิง โชคดีที่ไวรัสนี้ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์   

นอกจากนี้ เชื้อโรคบางอย่าง อาทิ ไวรัสอีสุกอีใส เจริญเติบโตได้ไม่ดีในเซลล์สัตว์ อีกทั้งเซลล์ที่ได้จากมนุษย์ยังช่วยให้นักวิจัยทดลองและพัฒนาวัคซีนได้ง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง และเสถียรกว่าเซลล์จากสัตว์ นับแต่นั้นมาเซลล์จากมนุษย์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวิจัยวัคซีน

และสำหรับวัคซีน Covid-19 อันเดรีย แกมบอตโต นักวิทยาศาสตร์ด้านวัคซีนจากวิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์กเผยว่า เซลล์สัตว์ที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลองก็สามารถผลิตโปรตีนเช่นเดียวกับที่เซลล์จากมนุษย์ แต่โปรตีนที่ได้จากเซลล์สัตว์จะเคลือบด้วยโมเลกุลน้ำตาลที่ไม่เหมือนเซลล์มนุษย์ ซึ่งในกระบวนการผลิตวัคซีน มีความเสี่ยงที่การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันจะล้มเหลว

วัคซีน Covid-19 ส่วนใหญ่ไม่ใช้เซลล์จากมนุษย์

วัคซีนส่วนใหญ่ที่กำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ใช้เซลล์เนื้อเยื่อจากทารกที่ถูกทำแท้ง เช่น ไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) โดยทั้งสองเจ้านี้ใช้เทคโนโยลี mRNA ซึ่งเป็นวิธีใหม่ในการผลิตวัคซีนสังเคราะห์ โดยใช้ดีเอ็นเอต้นแบบที่ได้จากห้องทดลอง

อย่างไรก็ดี มีวัคซีนอย่างน้อย 5 ตัวที่ใช้เซลล์จากทารกที่ถูกทำแท้งในการผลิต อาทิ แคนซิโนไบโอโลจิกส์ (CanSino Biologics), แอสตราเซเนกา, มหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก และอิมมินิตีไบโอ (ImmunityBio) ที่ใช้เซลล์ HEK 293 ซึ่งเป็นเซลล์สายพันธุ์ที่ได้จากไตของทารกที่ถูกทำแท้งอย่างถูกกฎหมายที่เนเธอร์แลนด์ในปี 1973

ส่วนวัคซีนของแจนเซน รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ (Janssen Research & Development) บริษัทในเครือของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ใช้เซลล์ PER.C6 จากทารกอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ที่ถูกทำแท้งในปี 1985

แอสตราเซเนกาแจงข่าวลือ

สำหรับแอสตราเซเนกานั้นมีแถลงการณ์ชี้แจงหลังจากมีข่าวลือเมื่อเดือน พ.ย.ว่า วัคซีนของบริษัทมีเซลล์เนื้อเยื่อปอดของทารกเพศชายที่ถูกทำแท้งในช่วงศตวรรษที่ 1960 เป็นส่วนประกอบ ว่าไม่ได้ใช้เซลล์เนื้อเยื่อปอดเป็น “ส่วนประกอบ” ตามข่าวลือแต่ใช้เซลล์เนื้อเยื่อจากไตของทารกที่ถูกทำแท้งในการ “พัฒนาวัคซีน”  

โดยหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งเซลล์ HEK 293 และ PER.C6 ถูกโคลนนิ่งและถูกทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นเซลล์ที่นำมาใช้ในปัจจุบันจึงเป็นลูกหลานที่ห่างไกลจากเซลล์ดั้งเดิม ไม่ใช่เซลล์เนื้อเยื่อดั้งเดิมของทารกที่ถูกทำแท้ง

เซลล์ของทารกถูกนำมาใช้อย่างไร

เป็นเรื่องปกติที่วัคซีนจะพัฒนาในห้องทดลองโดยใช้เซลล์ที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลองที่ได้จากเซลล์เนื้อเยื่อดั้งเดิมของทารก เซลล์ที่เพาะเลี้ยงนี้จะทำหน้าที่เป็นโรงงานขนาดเล็กที่ทำให้เชื้อไวรัสแพร่พันธุ์ หลังจากเชื้อไวรัสขยายจำนวนแล้วเชื้อเหล่านี้จะถูกทำให้บริสุทธิ์ และเซลล์ที่เพาะเลี้ยงจะถูกแยกออกจากวัคซีน

เฮเลน เพตูซิส แฮร์ริส อธิบายกับ AAP FactCheck ว่า ไม่มีเซลล์ใดๆ หลงเหลืออยู่ในการผลิตวัคซีนขั้นสุดท้าย 

สรุปก็คือ

ไม่มีวัคซีน Covid-19 ตัวไหนที่มี “ส่วนประกอบ” ของเซลล์เนื้อเยื่อจากทารกที่ถูกทำแท้ง และแม้จะมีการใช้เซลล์สายพันธุ์ (cell line) จากทารกที่ถูกทำแท้งในการพัฒนาวัคซีนของแอสตราเซเนกากับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แต่ตัววัคซีนไม่มีส่วนประกอบของเซลล์จากทารกที่ถูกทำแท้ง

ขณะที่วัคซีน mRNA ที่พัฒนาโดยไฟเซอร์และโมเดอร์นาเป็นวัคซีนสังเคราะห์ที่ได้จากการจัดเรียงของคอมพิวเตอร์ในห้องทดลอง และไม่มีการใช้เซลล์เนื้อเยื่อของทารกที่ถูกทำแท้งในกระบวนการผลิต

วาติกันเคยไฟเขียว 

สถาบันสังฆราชเพื่อชีวิตของสำนักวาติกันเคยประกาศเมื่อปี 2005 และยืนยันอีกครั้งในปี 2017 ว่า หากไม่มีทางเลือกชาวโรมันคาทอลิกสามารถรับวัคซีนที่ผลิตโดยใช้เซลล์สายพันธุ์จากทารกที่ถูกทำแท้งได้ เนื่องจากเซลล์ที่ถูกนำมาใช้อยู่ห่างไกลจากการทำแท้งเดิมมาก และไม่ถือว่าเป็นการสนับสนุนการทำแท้ง  

แต่หลังจากมีความกังวลเกิดขึ้นอีกในยุค Covid-19 สำนักวาติกันจึงยืนยันอีกครั้ง

วันที่อังกฤษเจอวิกฤตเหลือเชื่อ ได้วัคซีนก่อนแต่เจอไวรัสกลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640972

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 20:00 น.วันที่อังกฤษเจอวิกฤตเหลือเชื่อ ได้วัคซีนก่อนแต่เจอไวรัสกลายพันธุ์สถานการณ์ในสหราชอาณาจักรเป็นอย่างไรบ้างหลังพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

1. หลังจากที่พบการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในสหราชอาณาจักร ส่งผลให้หลายประเทศมีการเตือนภัยระหว่างประเทศมากขึ้น โดยขณะนี้มีมากกว่า 40 ประเทศที่กำหนดระงับการเดินทางเข้าประเทศจากสหราชอาณาจักร เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่

2. หนึ่งในนั้นคือฝรั่งเศสซึ่งระงับทั้งประชาชนและสินค้าจากสหราชอาณาจักร ส่งผลให้สินค้าจำนวนมากติดอยู่ที่ท่าเรือโดเวอร์ทางตอนใต้ของอังกฤษ ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน กล่าวว่ากำลังเจรจากับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสเพื่อกลับมาร่วมมือทางการค้า โดยหวังว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด

3. สหภาพยุโรป (EU) จะมีการจัดการประชุมเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากประเทศสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 22 ธ.ค. โดยประเด็นหนึ่งในการหารือครั้งนี้คือเรียกร้องให้ผู้ที่เดินทางออกจากสหราชอาณาจักรเข้ารับการตรวจสอบหาเชื้อก่อนที่จะออกเดินทาง

4. หลายบริษัทในสหราชอาณาจักรหันไปใช้เครื่องบินบรรทุกสินค้าหรือรถไฟแทนรถบรรทุกในการขนส่งสินค้าเนื่องจากถูกปิดกั้นเส้นทางการค้ากับต่างประเทศ

5. รัฐบาลอังกฤษยกเลิกแผนผ่อนปรนข้อจำกัดในช่วงวันคริสต์มาส และกำลังมองหาวิธีเคลื่อนย้ายสินค้ากลับเข้าประเทศหลังจากที่หลายประเทศระงับการนำเข้าสินค้าจากสหราชอาณาจักร

6. เทสโก้ และเซนส์เบอรี่ส์ กลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของสหราชอาณาจักรเตือนว่าสินค้ารวมถึงอาหารสดจะเริ่มหมดในช่วงเทศกาลคริสต์มาสหากการขนส่งสินค้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่ายังมีอาหารเพียงพอแม้ว่าเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังยุโรปจะถูกตัดขาด โดยเน้นย้ำประชาชนไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะหมดในช่วงก่อนถึงเทศกาลคริสต์มาส

7. อย่างไรก็ตาม ไมค์ ไรอัน หัวหน้าหน่วยฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสเป็นเรื่องปกติของการแพร่ระบาด และสามารถ “ควบคุมได้” ซึ่งขัดแย้งกับคำพูดของแมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรที่กล่าวว่าไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

8. ขณะนี้สหราชอาณาจักรมีจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ 2.07 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 67,616 คน

9. ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้แพร่ระบาดไปไกลกว่านี้ และในอีกไม่กี่วันจะมีการยืนยันการตรวจพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในอีกหลายประเทศ

Photo by Tolga Akmen / various sources / AFP

BioNTech ลั่นพร้อมผลิตวัคซีนต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640960

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 19:01 น.BioNTech ลั่นพร้อมผลิตวัคซีนต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่BioNTech เชื่อวัคซีนสามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่หากจำเป็นพร้อมที่จะผลิตใหม่ภายใน 6 สัปดาห์

วันที่ 22 ธ.ค. เอเอฟพีรายงานว่า อูกูร์ ซาฮิน ผู้บริหารไบโอเอ็นเทค (BioNTech) เผยว่า “มีความเป็นไปได้สูง” ที่วัคซีนต้านไวรัสโคโรนาจะสามารถยับยั้งไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในสหราชอาณาจักร แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถปรับเปลี่ยนและผลิตวัคซีนใหม่ได้ภายใน 6 สัปดาห์

ซาฮินกล่าวว่าไวรัสที่พบในสหราชอาณาจักรมีการกลายพันธุ์ 9 ครั้ง แต่ยังมั่นใจว่าวัคซีนที่พัฒนาโดยไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) จะมีประสิทธิภาพเนื่องจากประกอบด้วยกรดอะมิโนมากกว่า 1,000 ชนิด และมีเพียง 9 ตัวแปรของไวรัสที่เปลี่ยนไป หมายความว่า 99% ของโปรตีนในวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพเช่นเดิม

นอกจากนี้ยังเผยว่ากำลังดำเนินการทดลองไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งคาดว่าจะได้คำตอบภายใน 2 สัปดาห์

“เราเชื่อมั่นว่าวัคซีนจะสามารถยับยั้งไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่จะแน่ใจก็ต่อเมื่อการทดลองเสร็จสิ้น และเราจะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด” ซาฮินกล่าว

ในวันเดียวกันนี้ ฮันส์ คลูจ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำภูมิภาคยุโรปเผยว่าจะจัดประชุมหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในสหราชอาณาจักร โดยยังไม่ระบุวันที่แน่ชัด

โดยองค์การอนามัยโลกย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสามารถระบุได้ว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนหรือไม่ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาค้นคว้า

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

ไต้หวันถูกตีแตก ลบสถิติไร้ผู้ติดเชื้อนานที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640935

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 17:30 น.ไต้หวันถูกตีแตก ลบสถิติไร้ผู้ติดเชื้อนานที่สุดในโลกไต้หวันพบผู้ติดเชื้อในประเทศรายใหม่อีกครั้งหลังทำสถิติไร้ผู้ป่วยได้กว่า 8 เดือน

วันที่ 22 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมโรคไต้หวันเผยว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศรายใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หลังทำสถิติเป็นประเทศที่ไม่มีผู้ติดเชื้อนานที่สุดในโลก โดยการติดเชื้อครั้งล่าสุดคือวันที่ 12 เม.ย.

โดย เฉินสือจง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไต้หวันแถลงว่าพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเขตชุมชน ซึ่งเป็นหญิงชาวไต้หวัน อายุประมาณ 30 ปี มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับนักบินรายหนึ่งจากนิวซีแลนด์ในระหว่างวันที่ 8 ถึง 12 ธ.ค. โดยนักบินคนดังกล่าวติดเชื้อไวรัสโคโรนาก่อนที่จะเดินทางมายังไต้หวัน

โดยเจ้าหน้าที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ภายหลังจากที่ดำเนินการตรวจสอบบุคคลที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับนักบินคนดังกล่าวทุกคน 

นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีกราว 167 คนที่สัมผัสกับหญิงผู้ติดเชื้อรายใหม่ก่อนที่เธอจะเข้ารับการกักตัว

ทั้งนี้ ไต้หวันสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วประเทศไว้ที่ 770 ราย รักษาหายแล้ว 632 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตเพียง 7 รายเท่านั้น ด้วยมาตรการจำกัดการเดินทางในช่วงแรกของการแพร่ระบาด รวมทั้งมาตรการกักกันและสอบสวนโรคที่เข้มงวด

โดยมีผู้ติดเชื้อยืนยันรายแรกเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ก่อนที่จะสั่งห้ามผู้ที่เดินทางจากอู่ฮั่นเข้ามายังไต้หวัน และนักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางมาจากจีน, ฮ่องกง และมาเก๊า จะต้องเข้ารับการตรวจคัดกรอง ต่อมาในเดือนมีนาคมได้สั่งห้ามชาวต่างชาติทุกคนยกเว้นนักการทูตและผู้ที่มีวีซ่าพิเศษ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาไต้หวันประสบความสำเร็จในการกำจัดไวรัสและสามารถเปิดเกาะได้อีกครั้งก่อนที่จะพบผู้ติดเชื้อในครั้งนี้

Photo by Sam Yeh / AFP

‘อาชีวะอาสา’ มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เตรียมตั้ง 259 จุดบริการตจรวจเช็คสภาพรถฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/452979

‘อาชีวะอาสา’ มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เตรียมตั้ง 259 จุดบริการตจรวจเช็คสภาพรถฟรี

'อาชีวะอาสา' มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน  เตรียมตั้ง 259 จุดบริการตจรวจเช็คสภาพรถฟรี

23 ธันวาคม 2563 – 18:55 น.

ศธ. ชู “อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน” มอบของขวัญ​ปีใหม่​ให้ประชาชน ตั้ง 259 จุด ระหว่าง 29 ธ.ค.-4 ม.ค. 2564 ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์-จักรยานยนต์ฟรี ตามถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศ เพื่อป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุขณะเดินทาง

วันที่ 23 ธันวาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ ปี พ.ศ. 2564” โดยมี นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา​รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ (คุณหญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช)

อ่านข่าว : เลื่อนงาน จัดงาน’วันเด็กแห่งชาติ’ปี64 หวั่นโควิด-19 ระลอกใหม่

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษา ผู้แทนสถานประกอบการ ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมงาน ณ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งร่วมกันทำประโยชน์ให้ประชาชน โดยมีเด็กอาชีวะเป็นแกนหลักในการให้บริการ ด้วยการเสียสละเวลาในช่วงวันหยุดเพื่อช่วยเหลือสังคม ในเรื่องที่ตรงกับสาขาวิชาชีพของตนเอง

“ถือเป็นการแสดงออก ถึงการมีส่วนร่วมในการป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ที่ได้ย้ำเตือนและรณรงค์ป้องกัน และลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ภายใต้แนวคิด “ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ” “ นายณัฏฐพล กล่าว 

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ทุกท่านตระหนักถึงความปลอดภัยทางถนน หากเมื่อยล้าหรือขับรถไม่ไหว สามารถแวะพักที่จุดบริการ “อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน” ซึ่งจะมีครูและนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา​ คอยให้บริการตลอดเส้นทาง

จึงขอเป็นกำลังใจให้นักเรียนนักศึกษา​อาชีวะทุกคน และขอขอบคุณสถานประกอบการที่ให้การสนับสนุนการอาชีวศึกษา​มาโดยตลอด ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ​หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะยกระดับความร่วมมือ และร่วมกันสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน ตลอดจนสานต่อโครงการดี ๆ เช่นนี้ ในทุกเทศกาลต่อไป 

ด้าน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ครู นักเรียน และนักศึกษา ได้นำวิชาชีพมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และมีจิตสาธารณะ​ พร้อมทั้งมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยสถาบันอาชีวศึกษาจะจัดตั้งศูนย์อาชีวะอาสาฯ จำนวน 259 จุดบริการ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม-4 มกราคม 2564 เพื่อให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และจักรยานยนต์ฟรี

รวมทั้งบริการเครื่องดื่มและผ้าเย็นให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตามเส้นทางถนนสายหลั กและสายรองทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นการให้บริการและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ อันเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะขณะเดินทาง โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

“ทั้งนี้ ผม ได้เน้นย้ำให้สถานศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมให้บริการประชาชน ปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้วย” นายสุเทพ กล่าว

'อาชีวะอาสา' มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน  เตรียมตั้ง 259 จุดบริการตจรวจเช็คสภาพรถฟรี
'อาชีวะอาสา' มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน  เตรียมตั้ง 259 จุดบริการตจรวจเช็คสภาพรถฟรี
'อาชีวะอาสา' มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน  เตรียมตั้ง 259 จุดบริการตจรวจเช็คสภาพรถฟรี
'อาชีวะอาสา' มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน  เตรียมตั้ง 259 จุดบริการตจรวจเช็คสภาพรถฟรี
'อาชีวะอาสา' มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน  เตรียมตั้ง 259 จุดบริการตจรวจเช็คสภาพรถฟรี

เลื่อนงาน จัดงาน ‘วันเด็กแห่งชาติ’ ปี64 หวั่นโควิด-19 ระลอกใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/452919

เลื่อนงาน จัดงาน’วันเด็กแห่งชาติ’ปี64 หวั่นโควิด-19 ระลอกใหม่

เลื่อนงาน จัดงาน'วันเด็กแห่งชาติ'ปี64 หวั่นโควิด-19 ระลอกใหม่

23 ธันวาคม 2563 – 14:50 น.

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศึกษาฯ เผยเลื่อนจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” ปี 2564 เหตุกังวลสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่จะกระทบเด็ก ส่วน “วันครูแห่งชาติ” รอพิจารณาอีกครั้ง

วันที่ 23 ธ.ค.2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ จากเคสตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2564 ซึ่งมีการจัดขึ้นทุกวันที่สองของเดือนมกราคมนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณาว่า

อ่านข่าว : ด่วน ‘ณัฏฐพล’ รมว.ศธ. ร่อนหนังสือถึง สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6,ม.3

“ขณะนี้มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จำนวนหลายพื้นที่ จึงเลื่อนการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2564 ในวันที่ 9 ม.ค.นี้ออกไปก่อน เพราะมีความกังวลว่าเมื่อมีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก และมาจากหลากหลายพื้นที่จะกระทบเด็ก เพราะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ได้ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเลื่อนออกไป 1 สัปดาห์”นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า ส่วนของงานวันครู ซึ่งตรงวันที่ 16 ม.ค. ของทุกปี ก็จะต้องมีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะเช่นเดียวกันเบื้องต้นอาจมีการเลื่อนออกไปบ้างเพื่อความปลอดภัยของครูและผู้ร่วมงานทุกคน

อย่างไรก็ตาม นายณัฏฐพล ระบุว่า ขอดูสถานการณ์อีก 7 วัน ว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนการจัดวันครู ปี 2564 จะพิจารณาการจัดอีกครั้งหนึ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับการรวมตัวของคนจำนวนมากและมาจากทั่วประเทศ ศธ.กังวลว่าอาจจะมีการแพร่ระบาดโควิด-19

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพราะเราทุกคนเข้าใจว่าขณะนี้สถานการณ์ไม่ได้ปกติเหมือนทุกปีที่่ผ่านมา” นายณัฐพล กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ส่งหนังสือถึงสทศ. ให้ยกเลิกการสอบโอเน็ตระดับชั้นป.6 และม.3 ประจำปีการศึกษา 2563 ออกไป อันเนื่องมาจากพิษโควิด-19  ระลอกใหม่ 

ด่วน ‘ณัฏฐพล’ รมว.ศธ. ร่อนหนังสือถึง สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6, ม.3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/452826

ด่วน ‘ณัฏฐพล’ รมว.ศธ. ร่อนหนังสือถึง สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6,ม.3

ด่วน 'ณัฏฐพล' รมว.ศธ. ร่อนหนังสือถึง สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6,ม.3

22 ธันวาคม 2563 – 18:05 น.

ด่วน  ‘ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ’ รมว.ศธ. ลงนามในหนังสือถึง สทศ. แจ้งให้ยกเลิกการสอบโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2563 ของนักเรียนระดับชั้น ป.6 และ ม.3

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงนามในหนังสือ เรื่อง การยกเลิกการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ปีการศึกษา 2563 ถึงผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสทศ.

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายลดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ หรือสอบโอเน็ต ในปีการศึกษา 2563 เนื่องจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ทำให้สถานศึกษาไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเครียดจากการทดสอบของผู้เรียน

ประกอบกับศธ.กำลังดำเนินโครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งให้ชุมชนทุกแห่งมีโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพ แหล่งการเรียนรู้ที่ดี มีครูผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถ สอนครบทุกชั้น

มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่สอดคล้องกับความนัดหรือความสนใจของผู้เรียนเป็นรายบุคคลและบริบทของโรงเรียน รวมทั้งการวัดและประเมินผลที่ต้องแตกต่างกันตามบริบทของโรงเรียน

ดังนั้น ด้วยความแตกต่างของรูปแบบการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และศักยภาพของผู้เรียนของโรงเรียนแต่ละแห่ง จึงจำเป็นต้องมีการปรับระบบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ

ดังนั้น ศธ.จึงเห็นควรให้มีการยกเลิกการสอบโอเน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา2563 เป็นต้นไป

ด่วน 'ณัฏฐพล' รมว.ศธ. ร่อนหนังสือถึง สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6,ม.3
ด่วน 'ณัฏฐพล' รมว.ศธ. ร่อนหนังสือถึง สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6,ม.3