รบ.​เผย​กระทรวงเกษตรฯ​สยบโรคระบาดในม้า-วัวได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621588

รบ.​เผย​กระทรวงเกษตรฯ​สยบโรคระบาดในม้า-วัวได้แล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 09.55 น.

สยบโรคระบาดในม้า วัว ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน คงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เตรียมคลอดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน

12 ธ.ค.64 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความสำเร็จในการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ที่เกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี ว่า การระบาดของโรคต่างๆ เริ่มคลี่คลายมีแนวโน้มที่ดีขึ้น สามารถควบคุมการเกิดโรคและป้องกันได้อย่างสำเร็จ กรณี โรคกาฬโรคแอฟริกาม้า (African Horse Sickness: AHS) ซึ่งพบรายงานครั้งแรกเมื่อ มีนาคม 2563 ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงม้าและค้าม้าในประเทศอย่างมาก ด้วยมาตรการการดูแลที่เข้มข้นของกระทรวงฯ และความร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วน ผนวกกับแผนปฏิบัติการกำจัดกาฬโรคแอฟริกาในม้า เพื่อคืนสถานภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ทำให้ประเทศไทยไม่พบรายงานโรค AHS ตั้งแต่กันยายน 63 มั่นใจว่าขอคืนสถานภาพปลอดโรคนี้ได้ ภายในปี 2566 ได้แน่นอน สำหรับการควบคุมโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin)  ในโค-กระบือ พบรายงานครั้งแรกในปี 2564 ด้วยมาตรการควบคุมโรคให้สงบอย่างรวดเร็ว การควบคุมการเคลื่อนย้าย การกำจัดแมลงและสัตว์พาหะนำโรค การกระจายและเร่งฉีดวัคซีนให้กับโค-กระบือ ทั่วประเทศ ทำให้ปัจจุบันสามารถจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดของโรคได้ และลดความเสียหายจากการเกิดโรค อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯยังคงมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพราะยังคงพบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้ง กรมปศุสัตว์ได้ทำการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโรคลัมปี สกิน ซึ่งขณะนี้ได้วัคซีนต้นแบบแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปฉีดเพื่อทดสอบประสิทธิภาพการสร้างภูมิคุ้มกันในโค

ส่วนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ซึ่งเป็นโรคที่พบการระบาดทั่วโลก สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมการผลิตสุกรอย่างมาก แต่ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย นายเฉลิมชัย ได้กล่าวว่า มาตรการการป้องกันอย่างเคร่งครัดและความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สมาคม และเกษตรกรผู้เลี้ยง ทำให้ไทยยังคงสถานะปลอดโรค ASF เป็นประเทศหนึ่งเดียวในอาเซียน อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่พบการเกิดโรคในไทย แต่ด้วยยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ ประเทศไทยก็อาจมีความเสี่ยงได้ ทางกรมปศุสัตว์จึงได้เร่งดำเนินการพัฒนาวัคซีน ASF ในสุกรต้นแบบ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตต่อไป 

“นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์โรคระบาดในสัตว์ด้วยความห่วงใย  เพราะเป็นโรคอุบัติใหม่ ทั้งยังสามารถแพร่ระบาดข้ามประเทศได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีการรายงานการติดตาม การเฝ้าระวัง การป้องกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นายกฯ ได้ชื่นชมและพอใจการทำงานของกระทรวงฯ รวมถึงขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และความสามารถด้านปศุสัตว์ของไทย ทำให้ควบคุมโรคระบาดในสัตว์ได้สำเร็จ ทั้งโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (AHS) และโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ (Lumpy skin) และเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียนที่สามารถป้องกันการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) คงสถานะปลอดโรคได้ ” นางสาวรัชดา กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621198

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์  ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดในการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินโครงการนั้นๆเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตรงตามความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำ จนได้รับสมัญญานามว่า “ปราชญ์แห่งการบริหารจัดการน้ำ”

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทาน ได้นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ มาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน มาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้มีการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ที่ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เสร็จในปี 2538 สามารถกักเก็บน้ำได้ 4.00 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 4,600 ไร่ และสร้างอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จ.กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร แล้วเสร็จในปี 2549

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ เป็นการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ โดยทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก มายังอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย จากนั้นก็จะทำการกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนสามารถสร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอ.เขาวง มากถึงประมาณ 12,000 ไร่ และยังทำให้ข้าวมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า

“กรมชลประทานได้น้อมนำหลักการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาศึกษาขยายผลดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงนั้นได้มีการสร้างเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2530 มีความจุ 263 ล้านลบ.ม. ลุ่มน้ำแม่งัดได้มีการสร้างเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลจ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2529 มีความจุ 265 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นเขื่อนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ 9 ทั้ง 2 แห่ง ส่วนลุ่มน้ำแม่แตง ไม่มีเขื่อนเก็บกักน้ำ แต่มีฝายแม่แตง จ.เชียงใหม่ พร้อมแก้มลิงบริเวณฝาย 2 แห่ง ความจุรวมกันประมาณ 2.97 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ที่่ผ่านมาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างฯโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีน้อยกว่าปริมาณความจุ ทำให้น้ำต้นทุนไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งทางด้านอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และลำพูน
ขณะเดียวกันปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำสาขาอีก 2 สาขา คือ ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง ในฤดูฝนกลับมีจะปริมาณน้ำมากเกินความต้องการ จนเกิดภาวะ
น้ำท่วมเป็นประจำ

ดังนั้นเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเต็มศักยภาพ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทยคือ ประมาณ 49 กิโลเมตร เพื่อผันน้ำส่วนเกินช่วงฤดูน้ำหลาก(กรกฎาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) ในลำน้ำแม่แตงผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแรก คือ ช่วงแม่แตง-แม่งัด ความยาวประมาณ 26 กิโลเมตร มาพักไว้ที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จำนวน 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี จากนั้นก็จะผันน้ำในส่วนนี้ ร่วมกับปริมาณน้ำส่วนเกินของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ส่งผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงที่ 2 คือ ช่วงแม่งัด-แม่กวง ความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร ไปลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะได้ปริมาณน้ำรวมปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม.

“โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่าร้อยละ 65 เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณที่มั่นคงเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรม ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ และจ.ลำพูน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการเกษตรนั้น จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ในช่วงฤดูฝนได้ถึง 175,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งอีก 76,129 ไร่ นอกจากนี้ ยังจะสามารถส่งน้ำอีกจำนวนประมาณ 25 ล้านลบ.ม.ให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ใช้ในการจัดสรรเพื่อการปลูกพืชในฤดูแล้งได้อีกกว่า 14,500 ไร่” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ดังกล่าวมาต่อยอดขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา “อู่ข่าวอู่น้ำ” ของประเทศด้วยการดำเนิน“โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” อีกด้วย ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการชี้แจง ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และ
การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งจัดเตรียมรายละเอียดของโครงการเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.)และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายในปี 2565

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล ประมาณปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. ผ่านอุโมงค์ผันน้ำความยาวประมาณ 62 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้น้ำประมาณ 20,415 ล้านลบ.ม.ต่อปี อีก 20 ปี ข้างหน้าความต้องการใช้เพิ่มเป็น 22,676 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการขาดแคลนอีกประมาณ 2,633 ล้านลบ.ม. ดังนั้นหากไม่หาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติมลุ่มเจ้าพระยาวิกฤตขาดแคลนน้ำแน่นอน

ขณะที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เป็น 1 ใน 4 เขื่อนขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนหลักของลุ่มเจ้าพระยา มีความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. แต่จากสถิติ พบว่าน้ำไหลเข้าเขื่อนยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ 6,000-7,000 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างที่สามารถกักเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม.

“หากสามารถดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จะสร้างความมั่นคงให้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอีกปีละ 300 ล้านลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 4,290 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถทำการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 1.6 ล้านไร่ คิดเป็น มูลค่าประมาณ 11,910 ล้านบาทต่อปี สิ่งสำคัญยังช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพล อีกประมาณ 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยรักษาระบบนิเวศในการผลักดันน้ำเค็มที่รุกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทวีรุนแรงมากขึ้น ป้องกันค่าความเค็มของน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภค การแพทย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือน “ครูของแผ่นดิน” ซึ่งกรมชลประทานได้น้อมนำความรู้ที่พระองค์ได้ถ่ายทอดไว้ มาศึกษา พัฒนาต่อยอดขยายผลดำเนินแก้ไขปัญหาสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติและประชาชนตามพระราชปณิธานจะสืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

เกษตรฯร่วมมือ‘UN’ เดินหน้าพัฒนาระบบอาหารยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621194

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและการเกษตรต่างประเทศ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรม อิ่ม…และ…ดี…2030 Sustainable Agri-Food Systems: what will we do next together?โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะ UNFSS National Convenor ของไทย กล่าวรายงานต่อที่ประชุม และมีผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ ว่ากิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผนึกกำลังร่วมกัน เดินหน้าขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน “อิ่มและดี 2030” “Healthy Diets for All” โดยมีการแลกเปลี่ยนและหารือแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อปรับเปลี่ยนระบบอาหารของไทยให้มีความมั่นคง ยั่งยืน รักษาสมดุลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.ทองเปลว กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังร่วมกันแสดงข้อคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการและแนวทางการดำเนินงานของไทยในทุกมิติ ให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อต่อยอดพันธกิจจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในการเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

“เราต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและร่วมมือกันอย่างแข็งขัน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบอาหารทางการเกษตร ที่ยั่งยืน” ดร.ทองเปลวกล่าวและว่า การพูดนั้นมันง่ายกว่าการลงมือทำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างและบทบาทหน้าที่ที่สำคัญ คือการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้ “Agri Challenge Model” โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่ง Agri Challenge Model คือการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อลำดับความสำคัญของประเด็นปัญหาที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข นำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ภาคการเกษตรและระบบอาหารต่อไป ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯ พร้อมทำงานกับทุกองค์กรอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนระบบอาหารไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ปศุสัตว์แก้เกมอาหารสัตว์ราคาพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621192

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงสุดในรอบ 13 ปี มากกว่า 20% โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สร้างภาระด้านการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและไก่ และมีผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานปลายทางคือราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรจึงปรับรูปแบบการเลือกใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบแหล่งพลังงานอาหารสัตว์เป็นอีกทางเลือกสำหรับอาหารสัตว์ตามสถานการณ์ ปริมาณ และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น การเพิ่มสัดส่วนข้าวเปลือกบดในอาหารสุกรและสัตว์ปีกตามช่วงอายุในปริมาณที่เหมาะสม

นอกจากนี้ มีการใช้ข้าวกล้องบด หรือข้าวแดงบด ที่สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ ประกอบด้วย รำละเอียด และข้าวสารหรือปลายข้าวผสมกัน มีองค์ประกอบคุณค่าทางอาหาร โดยข้าวกล้องมีใยข้าวอยู่ในระดับต่ำ มีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับปลายข้าวมาก จึงสามารถใช้ทดแทนปลายข้าวในสูตรอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความฟ่าม การเป็นฝุ่น และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสารไฟติน ดังนั้น ข้าวกล้องหรือข้าวกะเทาะเปลือก สามารถใช้เป็นวัตถุดิบแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์ได้ มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับข้าวโพดและปลายข้าว สามารถใช้ทดแทนปลายข้าวในสูตรอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ได้ดี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า นับเป็นข่าวดีในวงการปศุสัตว์ที่สามารถใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบทดแทนแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์ เป็นทางเลือกสำหรับการจัดการอาหารสัตว์ สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นำข้าวกล้องหรือข้าวกะเทาะเปลือก เป็นแหล่งพลังงานหลักทดแทนวัตถุดิบข้าวโพด ข้าวสาลี เมล็ดถั่วเหลือง และกากถั่วเหลืองได้ รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือชาวนาโดยการใช้วัตถุดิบข้าวภายในประเทศมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ เป็นการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต

กรมชลประทาน จัดสรรน้ำทำนาปี 3อ่างฯลุ่มน้ำเพชรบุรี เพียงพอใช้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621193

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสันต์ จรเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีว่า ลุ่มน้ำเพชรบุรีมีอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำห้วยผากและอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณร้อยละ 90 ของปริมาณการเก็บกัก ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ และสามารถจัดสรรให้เกษตรกรปลูกพืชในฤดูแล้งปี 2564/65 โดยเฉพาะนาปรังได้กว่า 130,000 ไร่

ทั้งนี้อ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 3 แห่งดังกล่าว เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1 แห่งคืออ่างเก็บน้ำแก่งกระจานมีปริมาณน้ำ 646 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 91 ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 581 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 90 ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ที่เหลืออีก 2 แห่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง โดยอ่างเก็บน้ำห้วยผากมีปริมาณน้ำ 24.2 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 88 ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 21.2 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ มีปริมาณน้ำ 36ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 85 ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 34 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 3 แห่งในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ที่มีปริมาณต้นน้ำเต็มอ่าง 100% คือ อ่างเก็บน้ำห้้วยสามเขา มีปริมาณ 3.4 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บย้ำห้วยสงสัย มีปริมาณน้ำ 4.06 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำทุ่งขามมีปริมาณน้ำ 8 ล้านลบ.ม.

Deeplove เปิดตัว Symphony Of Love คอลเลคชั่นชุดเจ้าสาวปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623308

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 577664.jpg

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 13.01 น.

Deeplove เปิดตัว Symphony Of Love คอลเลคชั่นชุดเจ้าสาวล่าสุด ระดับ Masterpiece ในงาน “Beauty Gems White Christmas New Year Celebration 2022”

บริษัท Deeplove จำกัด บริหารงานโดย คุณ ชยานิษฐ์ พฤฒพีระวิทย์ ผู้ทรงอิทธิพลคร่ำหวอดในวงการแต่งงานของเมืองไทย ร่วมกับ กลุ่มบริษัท บิวตี้เจมส์ บริหารงานโดย คุณหนึ่ง สุริยน ศรีอรทัยกุล เปิดตัวคอลเลคชั่นชุดเจ้าสาวปี 2022 Symphony Of Love ในงาน “Beauty Gems White Christmas New Year Celebration 2022”

และยังมีแฟชั่นโชว์ร่วมกันระหว่างสองแบรนด์ยักษใหญ่ นำทีมโดย เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง แอฟ ทักษอร สวมใส่ชุดเจ้าสาวจากแบรนด์ Deeplove และเครื่องเพชรสุดตระการตาจาก Beauty Gems มูลค่ากว่า 120 ล้านบาท

พร้อมทัพนางแบบเจิดจรัสในชุดแต่งงานคอลเลคชั่น Symphony Of Love จากแบรนด์ Deeplove รังสรรค์ -(016)

ลูกเสือที่บ้าน 14.18 พาเที่ยวทั่วไทย ลพบุรี : อาทร จันทวิมล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620592

ลูกเสือที่บ้าน 14.18 พาเที่ยวทั่วไทย ลพบุรี : อาทร จันทวิมล

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.00 น.

เมื่อ 250 ล้านปีก่อนนี้   บริเวณจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน เป็นทะเล ที่มีสัตว์ทะลเซลล์เดียวอายุสั้นขนาดเม็ดข้าวสารชื่อ ฟูซูเลนิก(Fusulinid) ซึ่งปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก   ปรากฏหลักฐานจากฟอสซิล ในหิน ที่เรียกว่า คตข้าวสาร  ซึ่งพบในปัจจุบันบริเวณวัดคีรีนาครัตนาราม  อ.หนองม่วง  จังหวัดลพบุรี

ราว 4,000 ปีที่ผ่านมา มีมนุษย์อาศัยอยู่ในพื้นที่ลพบุรีหลายแห่ง  และได้ตั้งเป็นเมืองละโว้เมื่อ พ.ศ. 1002   พุทธศตวรรษที่ 12-17 ตกอยู่ใต้การปกครองของขอมโดยใช้ชื่อเมืองว่า ลวปุระ   พ.ศ. 1720-1773 มีการสร้างพระปรางค์สามยอดศิลปะบายน ด้วยศิลาแลง     สมัยกรุงสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงเสด็จฯมาศึกษาวิชากับสุกกกทันตฤาษี ที่เขาสมอคอน  พุทธศตวรรษที่ 19 เข้ารวมกับอาณาจักรอยุธยา  โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงใช้เป็นศูนย์บัญชาการ     สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงฟื้นฟูเมืองลพบุรีขึ้นใหม่  

1.เที่ยวลพบุรี https://www.youtube.com/watch?v=MFLlm5yeX9k (เที่ยวไทยไม่ตกยุค)

2.  คตข้าวสาร หรือข้าวสารหิน  https://www.youtube.com/watch?v=3nFI-EvM_jQ (สสวท)

3.หมู่บ้านดินสอพอง https://www.youtube.com/watch?v=BkynrsoV0J8 (Made in Thailand)

4. ตลาดปลาชัยบาดาล https://www.youtube.com/watch?v=sJSmYG7HZcE (CampingKinTeaw)

‘โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค’โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ คว้า 1 ดาวมิชลินจาก‘มิชลิน ไกด์’ฉบับประเทศไทย 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623172

‘โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค’โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ  คว้า 1 ดาวมิชลินจาก‘มิชลิน ไกด์’ฉบับประเทศไทย 2565

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การประกาศผลรางวัลดาว มิชลินประจำปี พ.ศ. 2565 ของ“มิชลิน ไกด์” ฉบับที่ 5 ของประเทศไทยได้รับการจัดขึ้นผ่านการถ่ายทอดสดแบบ “ไลฟ์สตรีม” พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการประกาศรางวัลดาวมิชลินที่ผ่านๆ มา และในปีนี้ร้านอาหาร “โค้ท บาย เมาโรโคลาเกรคโค” ของโรงแรมคาเพลลากรุงเทพ ได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน มาครอง พร้อมๆ กับการเฉลิมฉลองการครบรอบ 1 ปี หลังจากเปิดให้บริการในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

“โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” ร้านอาหารฝรั่งเศส-อิตาเลี่ยน ที่ผสมผสานกลิ่นอายและรสชาติอันมีเอกลักษณ์ของสูตรอาหารต้นตำรับจากดินแดนริเวียร่า ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ โดดเด่นด้วยการออกแบบและดีไซน์ที่มีความ “หรูหราแต่อบอุ่น” ในบรรยากาศอันทันสมัย แต่คงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์และความคลาสสิกของวัฒนธรรมตะวันตก ภายในห้องอาหารมีกระจกใสบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยาได้แบบพาโนรามา นำเสนอรายการอาหารที่ชูรสชาติของวัตถุดิบหลัก ปรุงขึ้นด้วยความเรียบง่ายแต่ประณีตและวิจิตรงดงาม ซึ่งทุกขั้นตอนของการปรุงแต่งรสชาติ ตลอดจนการเลือกสรรวัตถุดิบนั้นได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันและตั้งใจจากเชฟชื่อดัง “เมาโร โคราเกรคโค”

เชฟเมาโร โคราเกรคโค กล่าวว่า “การที่พวกเราได้เฉลิมฉลอง 1 ขวบปีของร้านอาหารโค้ท ไปพร้อมๆ กับการได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน ซึ่งนับเป็นรางวัลดาวมิชลินดวงแรกของผมในทวีปเอเชียในวันนี้ นับเป็นรางวัลที่มีคุณค่า และเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสำเร็จขึ้นได้จากการทำงานหนักของพวกเราทุกคน ผมรู้สึกยินดีและตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่งในความสำเร็จของทีมงานทุกคนของผม”

โคลาเกรคโค กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเปิดร้านอาหารใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหาร ไฟน์ ไดน์นิ่ง ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคร้ายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความท้าทายรอบด้าน ผมต้องขอขอบคุณโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ในความเชื่อใจและคอยให้การสนับสนุนการทำงานของเราด้วยดีมาโดยตลอด และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกคน ทั้งทีมบริการส่วนหน้าและทีมคูลินาลี่ในห้องครัวนำทีมโดยเชฟคนเก่งของผม “ดาวิเด การาวาเกลีย” ที่ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ชั้นเลิศให้กับผู้มาใช้บริการ จากความสำเร็จของความร่วมมือในครั้งนี้เอง ผมได้เริ่มต้นความร่วมมือครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทคาเพลลาในปีค.ศ.2022 และจะประกาศให้ทุกท่านได้ทราบอีกครั้ง เร็วๆ นี้”

เชฟดาวิเด การาวาเกลีย

เชฟดาวิเด การาวาเกลีย ได้รับการแต่งตั้งจาก เชฟโคราเกรคโคให้มารับตำแหน่งและเป็นเชฟใหญ่ประจำร้านอาหาร “โค้ท บาย เมาโรโคลาเกรคโค” ที่ประเทศไทย หลังจากที่เขาได้ร่วมงานกันเป็นเวลากว่า 5 ปี ในฐานะ “เชฟเดอคูซีน” ของร้านอาหารมิราซูร์ ที่เมืองม็องตง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ได้รับรางวัล 3 ดาวมิชลินของเชฟโคราเกรคโคนั่นเอง

เชฟการาวาเกลีย นำเสนอและรังสรรค์อาหารที่มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์และรสชาติเฉพาะตัว เขานำปรัชญาของเชฟโคราเกรคโค ด้านการคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นและนำผลิตผลคุณภาพเยี่ยมที่หาได้ตามฤดูกาล มารังสรรค์เป็นอาหารเลิศรสให้ได้ลิ้มลอง นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมและการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในชุมชนระหว่างการทำงานเบื้องหลังภายในห้องครัวอีกด้วย

“การได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินในวันนี้ คือรางวัลเกียรติยศและความภูมิใจของพวกเราชาวโค้ท รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลของพวกเราเท่านั้น หากแต่เป็นรางวัลของชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ และผู้คนในชุมชนต่างๆทั่วประเทศที่พวกเราได้มีโอกาสร่วมงานด้วย เช่น ชุมชนคลองไผ่ฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงไก่แบบเปิด ให้ไก่อาศัยเองตามธรรมชาติ ปลอดสารพิษและปราศจากการให้ฮอร์โมนเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ตั้งอยู่ในบริเวณเขาใหญ่ เป็นต้น”

ทีโบ ชารล์มาที

นอกจากนี้ การประกาศรางวัลดาวมิชลินประจำปี พ.ศ. 2565 มีการมอบรางวัลพิเศษอีก 3 รางวัล และหนึ่งในนั้นคือ “รางวัลสำหรับบุคลากรผู้ให้บริการยอดเยี่ยม” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยในปีนี้ “ทีโบ ชารล์มาที” ผู้จัดการร้านอาหารโค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค สามารถคว้ารางวัล “มิชลิน ไกด์ 2022 ไทยแลนด์ เซอร์วิส อวอร์ด 2022” (Michelin Guide Thailand 2022 Service Award) มาครองได้สำเร็จ

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การให้บริการอันยอดเยี่ยมจะได้รับการพูดถึงและเป็นที่ยอมรับก็ต่อเมื่อเราได้สัมผัสหรือได้รับการบริการอันยอดเยี่ยมนั้นกับตัวเองงานด้านการบริการต้องการบุคลากรที่มีใจรัก มีประสบการณ์และผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางมาเป็นพิเศษ ที่สำคัญบุคลากรเหล่านี้ต้องเป็นผู้ที่มีหัวใจรักงานด้านการบริการอย่างแท้จริง รางวัลสำหรับบุคลากรผู้ให้บริการยอดเยี่ยม หรือ “มิชลิน ไกด์ 2022 ไทยแลนด์ เซอร์วิส อวอร์ด 2022” เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า รสชาติหรือหน้าตาของอาหารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าหรือผู้เข้ามาใช้บริการในร้านอาหารได้หากแต่บุคลากรผู้ให้บริการด้านอาหารและเครื่องดื่มต่างหากที่สามารถรังสรรค์ประสบการณ์ที่ดี สร้างความประทับใจ และสร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นบนใบหน้าของลูกค้าทุกคนได้”

“โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” เปิดให้บริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ มื้อกลางวัน : 12.00 น. ถึง 14.00 น. และมื้อเย็น : 18.00-22.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร) นำเสนอรายการอาหารและเซตเมนู “ชุดประสบการณ์แห่งโค้ท” แบบ 7-คอร์ส (ราคาท่านละ 5,600++) และ “คาท บลางฌ” แบบ 9-คอร์ส (ราคาท่านละ 6,100++ บาท) ซึ่งเป็นเมนูที่คุณยินยอมมอบอำนาจเต็มให้กับเชฟเป็นผู้รังสรรค์รายการอาหารในมื้อนั้นให้กับคุณโดยที่คุณไม่สามารถล่วงรู้รายการอาหารล่วงหน้าได้ สำรองที่นั่งได้แล้ววันนี้ทางอีเมล cote.bangkok@capellahotels.com โทร.02-0983818 หรือทางเว็บไซต์ www.cotebkk.com และสามารถติดตามร้านอาหารโค้ทได้ที่เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/cote.bangkok หรืออินสตาแกรม @cote.bangkok

คุณแหน : 20 ธันวาคม 2564

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623182

คุณแหน

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอกสุภา คชเสนี อดีตผบ.สูงสุด ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 28 ธ.ค.17.30 น. ..มีพิธีบำเพ็ญกุศล ศาลากวีนิรมิต (กลางน้ำ) 27 ธ.ค.18.00 น. พระธรรมเทศนา โดย พระธรรมพัชรญาณมุนี…

ll ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ เป็นผู้แทน กฟผ. เข้ารับพระราชทานรางวัลพระธาตุพนมทองคำ ของ ม.ขอนแก่น…

ll ศุลีมาศ-อจลา สุทธิสัมพัทน์ มอบเงินสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ และขนมของ บมจ.ยูไนเต็ดฟูดส์ พร้อมน้ำดื่มให้บุคลากรทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี โดยมีศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เป็นผู้แทนรับมอบ…

ll ปารณีย์ อํานวยรักษ์สกุล Brand psg jewelry สุดปลื้มที่งาน Phuket Gems & Jewelry มีแขกวีไอพีมาเยี่ยมชมบูธคับคั่ง หนึ่งในนั่นคือรองนายกฯและรมว. จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์…ll รศ.ดร.ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล แจ้งข่าว คณะเภสัชฯ มช. เปิดรับสมัครนักศึกษา ระดับ ป.โท จำนวน 4 หลักสูตรและระดับ ป.เอก 1 หลักสูตร ของภาคการศึกษาที่ 1/2565 (รอบที่ 1) สอบถามโทร.053-944394…

ll หยุดยาวนี้ ดร.ปิยะนุช สัมฤทธิ์ งดงานต่างๆ ควงหวานใจธนพล สัมฤทธิ์ ไปรับลมหนาวที่แม่สอดและตาก 2 คืน แล้วต่อที่เชียงใหม่ อีก 2 คืน…

ll ภัทธิรา หาญสกุล ชวนส่งความสุขที่แสนอร่อยให้แก่กันในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่นี้ด้วยเค้กมะตูมหอมๆ เนื้อนุ่ม หวานพอดีๆของ BAKE&BITE ใครอยากชิม โทร.ได้ที่ 065-5424164…ll หลังผ่านิ่วในถุงน้ำดี ที่ รพ.Med Park สมหวัง เตชะอินทราวงศ์ ได้กำลังใจมาเต็มเปี่ยมจากเพื่อน ปธพ. 1 ที่ส่งมาให้ ตอนนี้เตรียมตัวกลับบ้านแล้ว…

ll ข่าวน่ายินดี ศ.พญ.สยุมพร ศิรินาวิน รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพุทธจิตวิทยา จาก มจร. …

ll ขอแสดงความยินดีกับ ผศ.ดร.ต่อภัสร์ ยมนาค ผอ.ศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ คอลัมนิสต์ “ต่อต้านคอร์รัปชัน” ทุกวันพุธ ในนสพ.แนวหน้า ได้รับรางวัล International Anti-corruption Champion Award 2021 จาก กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล มอบแก่นักต้านโกง12 คน จากทั่วโลก…

ll ดร.วิระไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ กลับจากต่างประเทศเข้าเมืองไทยทางภูเก็ตแบบTest and Go ชื่นชมการบริหารจัดการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ สะดวก รวดเร็ว…

ll สวดอภิธรรม ทิพย์รักษ์ สุขุม ณ บ้าน (คอนโด) ศาลาแดงเพลส เลขที่ 5 ถนนศาลาแดง19-25 ธ.ค.18.00 น. ภควดี สุขุม และลูกๆ ขอความร่วมมืองดพวงหรีด และสามารถร่วมบำเพ็ญกุศลโดยเจ้าภาพ จะนำไปสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช …ต้นตระกูล“สุขุม” เป็นนามสกุลพระราชทานจากล้นเกล้าฯร.6 เป็นนามสกุลแรกของประเทศไทย…ll 

คุณแหน

ธ.ไทยเครดิตฯ เผยผลสำเร็จตลอด 5 ปี ปูความรู้ทางการเงินพ่อค้าแม่ค้ากว่า 65,000 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623167

ธ.ไทยเครดิตฯ เผยผลสำเร็จตลอด 5 ปี  ปูความรู้ทางการเงินพ่อค้าแม่ค้ากว่า 65,000 ราย

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อยจำกัด (มหาชน) ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด กว่า 65,000 ราย โดยเฉพาะปีนี้เพียงปีเดียว มีผู้เข้าอบรมผ่านออนไลน์ถึง 25,000 ราย

ด้วยความเชื่อมั่นว่าความรู้ทางการเงิน จะช่วยให้รู้ทิศทางการเงินในแต่ละวัน รู้จักการวางแผนการเงิน และเป็นภูมิคุ้มกันต้านวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงพิษเศรษฐกิจจากโควิด จากก้าวแรกกับหลักสูตรทางการเงิน โครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ปี 2560 จวบจนปีนี้ได้มีการยกระดับมาตรฐานหลักสูตรใหม่ภายใต้ชื่อ โครงการตังค์โต Know-how หาตังค์ เก็บตังค์ ต่อยอดตังค์ มีจำนวนผู้เข้าอบรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องทุกปี จากปีแรกหลักร้อย ปัจจุบันทวีคูณเป็นหลักหมื่น จึงเป็นเครื่องการันตีถึงผลสำเร็จของโครงการได้เป็นอย่างดี

นายรอย ออกุสตินัส กุนารา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยเครดิตฯ เผยว่า “จากความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจประเทศ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตในเส้นทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ของธนาคารฯ ภายใต้ปรัชญา Everyone Matters ใครไม่เห็นเราเห็นจึงได้ดำเนินโครงการหลักสูตรทางการเงินอย่างต่อเนื่องโดยต้นปี 2564 ทางธนาคารฯ ได้พัฒนาหลักสูตรการเงินใหม่ให้สอดคล้องกับหลักวิชาการ ภายใต้ชื่อ “โครงการตังค์โต Know-how” โดยได้รับการรับรองมาตรฐานจาก คณะบัญชี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นหลักสูตรความรู้ทางการเงิน ที่จะช่วย หาตังค์ เก็บตังค์ ต่อยอดตังค์ อันเป็นอาวุธหลักที่จะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยนำไปปรับใช้ และเอาตัวรอดในวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19

และจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทางธนาคารฯ ได้มีการปรับแผนกลยุทธ์โครงการฯ จากการอบรมแบบ
ออนกราวนด์ สู่การอบรมแบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งคลิปวีดีโอแอนิเมชั่น รวมถึงเฟซบุ๊คไลฟ์ โดยมีผู้เข้าอบรมเป็น
กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยของธนาคารฯ และบุคคลทั่วไปที่สนใจ ที่มีความหลากหลายทางอาชีพ และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่มีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ค โดยมีผู้เข้าอบรมเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 37%

ด้วยจำนวนผู้อบรมที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นหนึ่งในมิติที่วัดผลสำเร็จของโครงการฯ นอกเหนือจากพฤติกรรมและวินัยทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้เข้าอบรมในทิศทางที่ดีขึ้นโดยพบว่า 84% ของผู้เข้าอบรม มีวินัย และบริหารจัดการในการชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ 11% สามารถสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจ อีกหนึ่งมิติคือโครงการเป็นที่ยอมรับ และชื่นชมจากภาครัฐ ในการเป็นสถาบันการเงินที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเงินให้แก่ประชาชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ดังที่เห็นจากการได้รับเชิญจากกรมการพัฒนาชุมชนให้เป็นวิทยากรเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเงินสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ในปีหน้าธนาคาร จะยังพัฒนาหลักสูตรความรู้ทางการเงินโครงการตังค์โต Know-how ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น ลงลึกในด้านธุรกิจและการเงิน ที่ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งทางทฤษฎีการลงมือปฏิบัติจริง และแชร์ประสบการณ์จริงจากผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าอบรมได้เสริมความรู้และสามารถนำไปต่อยอดในธุรกิจของตัวเอง”

เตือนใจ อุ่นจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาทุนชุมชน สำนักพัฒนาทุนและองค์กรการเงินชุมชน
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กลุ่มงานฯ ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการเงินต่างๆ การบริหาร
จัดการการออมทรัพย์ การบริหารจัดการหนี้ในครัวเรือนผ่านวิทยากรจากทางธนาคารฯ ที่มีความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งยังได้ฝึกอบรมทีมนักวิชาการสำนักพัฒนาทุนฯ ให้เป็นวิทยากรมืออาชีพอีกด้วย เพื่อถ่ายทอดสู่ชุมชนต่อไป “เราเห็นพ้องเรื่องของการบริหารจัดการด้านการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะสร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตครอบครัวให้ดียิ่งขึ้นโดยปี 2565 ได้ตั้งเป้าหมายจะขยายองค์ความรู้ทางการเงินนี้ในพื้นที่ ทั่วประเทศ โดยธนาคารฯ จะได้ส่งทีมวิทยากรร่วมลงพื้นที่อบรม โดยนำร่องการอบรมให้แก่คณะกรรมการและสมาชิกโรงเรียนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จำนวน 14 แห่ง ใน 13 จังหวัด”

พรนภา เตจา เจ้าของธุรกิจปลาเผา จ.เชียงใหม่ เผยว่า ความรู้ทางเงินเป็นเรื่องที่สำคัญ ยิ่งสถานการณ์โควิดที่ทำให้เราต้องรู้จักปรับตัวตามเงินเก็บในบัญชีที่เรามี ต้องรู้จักวางแผนทางการเงินให้รัดกุม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับธุรกิจและเงินส่วนตัว เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์โควิดจะจบลงเมื่อไร โดยปกติจะนำเงินกำไรที่ได้ฝากเข้าบัญชีธนาคารประเภทออมทรัพย์เพื่อเก็บไว้เป็นเงินสำรองยามฉุกเฉิน แต่เมื่อได้เข้ามาอบรมในโครงการฯ ทำให้ได้ศึกษารูปแบบการออมเงินในประเภทต่างๆ

ผู้ที่สนใจหลักสูตรตังค์โต Know-how สามารถเข้าชมได้ที่เฟซบุ๊ค ตังค์โต Know-how by Thai Credit, เว็บไซต์ www.tcrbank.com หรือโทร.02-6975454