ป้ายไฟยักษ์ “2023” ขนส่งถึงไทม์สแควร์ เตรียมติดตั้งฉลองเคาต์ดาวน์ปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2583111

ป้ายไฟยักษ์  "2023" ขนส่งถึงไทม์สแควร์ เตรียมติดตั้งฉลองเคาต์ดาวน์ปีใหม่

21 ธ.ค. 2565 08:44 น.

ป้ายไฟยักษ์ “2023” ขนส่งถึงไทม์สแควร์ เตรียมติดตั้งฉลองเคาต์ดาวน์ปีใหม่

ป้ายไฟยักษ์ ตัวเลข “2023” ถูกขนส่งถึงบริเวณย่านไทม์สแควร์ ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมติดตั้งบนตึกไทม์สแควร์ สำหรับการเฉลิมฉลองในงานนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2565 ป้ายไฟยักษ์ใหญ่ ขนาดความสูง 7 ฟุต เป็นรูปตัวเลข 4 ตัว “2023” สัญลักษณ์ของปีคริสตศักราช 2023 ที่กำลังจะมาถึง ได้ถูกขนส่งถึงบริเวณย่านไทม์สแควร์ ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ แล้ว เพื่อเตรียมติดตั้งบนตึกไทม์สแควร์ สำหรับการเฉลิมฉลองในงานนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

รายงานข่าวระบุว่า ป้ายไฟยักษ์ใหญ่นี้ประดับด้วยหลอดไฟแอลอีดีประหยัดพลังงานจำนวน 602 ดวง ขนส่งมาจาก “เคีย ฟอรั่ม” ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนเดินทางผ่านรัฐเนวาดา เทนเนสซี วอชิงตัน ดี.ซี. และเพนซิลเวเนีย เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมรับชมงานฉลองนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่

ทางผู้จัดงานเปิดเผยว่า ป้ายไฟยักษ์จะถูกจัดแสดงบริเวณริมถนนในย่านไทม์สแควร์ เพื่อให้ประชาชนได้ถ่ายรูปแบบใกล้ๆ เป็นที่ระลึกจนถึงช่วงสุดสัปดาห์นี้ ที่จะมีการย้ายป้ายไฟขึ้นไปติดตั้งบนตึกใกล้กับลูกบอลคริสตัลยักษ์ของปีนี้.

จีนตายโควิดอีก 5 ราย สหรัฐฯห่วงระบาดหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2583126

จีนตายโควิดอีก 5 ราย สหรัฐฯห่วงระบาดหนัก

21 ธ.ค. 2565 08:35 น.

จีนตายโควิดอีก 5 ราย สหรัฐฯห่วงระบาดหนัก

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ทางการจีนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มอีก 5 ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตรวมนับแต่เริ่มการระบาด 5,242 ราย หลังจากเพิ่งรายงานผู้เสียชีวิตในกรุงปักกิ่ง 2 รายเมื่อวันก่อน เป็นการเสียชีวิตจากโควิดครั้งแรกนับแต่ต้นเดือน ธ.ค. ยังยืนยันตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มีอาการ 2,656 ราย โดยมีผู้ป่วยที่หายดีออกจากโรงพยาบาลทั้งหมด 2,017 ราย ท่ามกลางรายงานว่าเมืองต่างๆ ทั่วจีน ต่างรีบเร่งติดตั้งเตียงและสร้างคลินิกตรวจอาการไข้ ยิ่งเพิ่มความกังวลของนานาชาติถึงการแพร่ระบาดระลอกใหม่ หลังทางการจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดเป็นศูนย์

ด้านนายเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความกังวลถึงการระบาดอย่างหนักในจีนอาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของไวรัส ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามสหรัฐฯ หวังว่าจีนจะสามารถจัดการกับการระบาดในปัจจุบันได้ อย่างไรก็ตาม นายซู่ เหวินปอ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนกล่าวว่า การกลายพันธุ์ครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นมีความสามารถในการหลบหนีภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งขึ้นและแพร่เชื้อได้มากขึ้น แต่ความอันตรายถึงชีวิตน้อยมาก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเมื่อ 17 ธ.ค. ระบุอัตราการเสียชีวิตจากโควิดทั่วโลกในช่วง 3 ปี ของการระบาดอยู่ที่ 1.03% ขณะที่อัตราการเสียชีวิตของจีนอยู่ที่ 0.31% และของสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 1.09 ด้านนายจง หนานซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจของจีนยังกล่าวว่า อัตราการตายจากเชื้อกลายพันธุ์โอมิครอนเกือบเท่าๆกับไข้หวัดใหญ่ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้เต็มที่ภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้น

วันเดียวกันนางลิบบี ลี รมช.สาธารณสุขฮ่องกงแถลงผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ โดยตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. ประชาชนไม่ต้องแสดงผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นลบเพื่อเข้าใช้บริการในบาร์และร้าน อาหารอีกต่อไป โรงภาพยนตร์และสถานที่จัดการแสดงต่างๆ เปิดรับผู้ชมได้เต็มความจุของพื้นที่จากเดิม 85% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่รัฐบาลเลิกใช้แอปพลิเคชันติดตามความเคลื่อนไหว หลังจากลดระยะเวลากักตัวผู้ป่วยโควิด-19 และผู้สัมผัสใกล้ชิดจาก 7 วันเหลือ 5 วัน เมื่อต้นเดือน อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ ยกเว้นออกกำลังกาย และต้องมีเอกสารแสดงการฉีดวัคซีนเพื่อเข้าสถานที่ต่างๆ

ด้านนายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ให้คำมั่นว่ากำลังดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ ขณะที่ลียังมีกำหนดการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่ 21 ธ.ค. เพื่อรายงานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจของฮ่องกง รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 คาดว่าจะมีการหารือถึงประเด็นการเปิดพรมแดนฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเต็มรูปแบบโดยปลอดการกักตัว.

“วลาดิเมียร์ ปูติน” สั่งการเข้มข่าวกรอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2583121

"วลาดิเมียร์ ปูติน" สั่งการเข้มข่าวกรอง

21 ธ.ค. 2565 08:20 น.

“วลาดิเมียร์ ปูติน” สั่งการเข้มข่าวกรอง

เมื่อ 20 ธ.ค.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลกลาง หรือ เอฟเอสบียกระดับงานด้านข่าวกรองและเฝ้าระวังทั้งภายในรัสเซียและตามแนวชายแดนให้เข้มข้นมากขึ้น โดยความพยายามที่จะลอบข้ามพรมแดนจะต้องถูกขัดขวางอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะด้วยการใช้ศักยภาพด้านการปฏิบัติการ เทคนิค บุคลากร หรือวิธีการอื่นใดก็ตามที่มีอยู่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามใหม่จากต่างประเทศและผู้ทรยศจากภายในประเทศ

ปูตินระบุด้วยว่าจำเป็นต้องปราบปรามปฏิบัติการพิเศษของต่างชาติอย่างเด็ดขาด รวมทั้งระบุตัวผู้ทรยศ สายลับ และผู้ก่อวินาศกรรมโดยเร็ว

ขณะที่เอฟเอสบีที่ดูแลโดยนายอเล็กซานเดอร์ บอร์ตนิคอฟ พันธมิตรของปูติน จะยกระดับการดูแลการชุมนุมของฝูงชนไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่ผ่านมามีผู้ถูกควบคุมตัวมากกว่า 1,300 คน ในเดือน ก.ย. เพื่อประท้วงการระดมทหารกองหนุน 300,000 นาย ขณะเดียวกันผู้นำรัสเซียยังสั่งการให้เอฟเอสบีดูแลผู้คนที่อาศัยใน 4 ดินแดนที่รัสเซียผนวกเมื่อเดือน ก.ย.ให้มีสิทธิเสรีภาพและได้รับความปลอดภัยสูงสุด.

แผ่นดินไหว 6.4 เขย่าแคลิฟอร์เนีย ดับอย่างน้อย 2 ศพ บาดเจ็บ 11 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2583101

แผ่นดินไหว 6.4 เขย่าแคลิฟอร์เนีย ดับอย่างน้อย 2 ศพ บาดเจ็บ 11 ราย

21 ธ.ค. 2565 08:14 น.

แผ่นดินไหว 6.4 เขย่าแคลิฟอร์เนีย ดับอย่างน้อย 2 ศพ บาดเจ็บ 11 ราย

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.4 ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ บาดเจ็บ 11 ราย บ้านเรือนของประชาชนนับหมื่นหลังคาเรือนไม่มีไฟฟ้า

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.4 แมกนิจูด ทำให้บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย ภายในบ้านหลังหนึ่งในเมืองเฟิร์นเดล ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ข้าวของตกลงจากชั้นวาง แตกกระจายเสียหาย ขณะเดียวกันอาคารบ้านเรือนหลายหลังในเมืองนี้ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน โดยมีรายงานว่ากระจกประตู หน้าต่างแตกเสียหาย และถนนแยกจากการขยับตัวของพื้นดิน นอกจากนี้ยังมีสะพานพังเสียหายต้องปิดซ่อมแซม โดยมีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวอย่างน้อย 2 ศพ บาดเจ็บอีก 11 ราย บ้านเรือนของประชาชนนับหมื่นหลังไม่มีไฟฟ้าใช้

ก่อนหน้านี้ทางสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 02.34 น. ของวันอังคารที่ 20 ธ.ค. 2565 ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 17.34 น. วันเดียวกันตามเวลาในไทย เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.4 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณเขตยูเรก้า ห่างจากชายฝั่งเมืองเฟิร์นเดล ทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียประมาณ 15 กม. และอยู่ที่ความลึก 17.9 กิโลเมตร

ขณะที่ระบบเตือนภัยคลื่นสึนามิของสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ ระบุว่า ไม่มีความเสี่ยงเกิดคลื่นยักษ์ ขณะที่มีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายสิบครั้ง แต่เกือบทั้งหมดมีความรุนแรงไม่ถึง 4 แมกนิจูด.

สภาสหรัฐฯ ชี้ควรเอาผิดคดีอาญาทรัมป์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2583120

สภาสหรัฐฯ ชี้ควรเอาผิดคดีอาญาทรัมป์

21 ธ.ค. 2565 08:05 น.

สภาสหรัฐฯ ชี้ควรเอาผิดคดีอาญาทรัมป์

เมื่อ 20 ธ.ค.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าคณะกรรมาธิการสอบสวนกรณีเหตุบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อขัดขวางกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้งให้นายโจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ เมื่อ 6 ม.ค.2564 นำเสนอบทสรุปเบื้องต้น 161 หน้าและมีมติเป็นเอกฉันท์เสนอเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพื่อให้พิจารณาดำเนินคดีอาญา 4 ข้อหาต่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แก่ ขัดขวางกระบวนการของรัฐ สมรู้ร่วมคิดในการฉ้อฉลต่อชาติ สมรู้ร่วมคิดในการกล่าวข้อความอันเป็นเท็จ และยุยง ช่วยเหลือ ผลักดัน หรือสนับสนุนให้เกิดการจลาจล เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่เสนอให้มีการดำเนินคดีอาญาต่ออดีตผู้นำประเทศ คณะกรรมาธิการดังกล่าวประกอบด้วยสมาชิกพรรคเดโมแครต 7 คน และรีพับลิกัน 2 คน ใช้เวลากว่า 18 เดือนตรวจสอบเอกสารหลายแสนฉบับและสัมภาษณ์พยานมากกว่า 1,000 ราย เพื่อสอบสวนเหตุการณ์อัปยศ

ด้านนายเบอร์นี ทอมป์สัน ส.ส.เดโมแครต ประธานคณะกรรมาธิการยังตำหนิทรัมป์ว่าเป็นตัวบ่อนทำลายศรัทธาระบอบประชาธิปไตยโดยอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ทั้งนี้มติดังกล่าวเป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม กระนั้นอาจเป็นตัวผลักดันให้มีการสืบสวนคดี อื่นๆ ต่อทรัมป์และผู้เกี่ยวข้องต่อไป และอาจส่งผลทางการเมืองมากกว่า ขณะที่ทรัมป์ประกาศเสนอลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัย 2.

ทำไมชาวจีนแห่ตุนลูกพีชกระป๋อง ท่ามกลางการระบาดของโควิด?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2580143

ทำไมชาวจีนแห่ตุนลูกพีชกระป๋อง ท่ามกลางการระบาดของโควิด?

21 ธ.ค. 2565 08:00 น.

ทำไมชาวจีนแห่ตุนลูกพีชกระป๋อง ท่ามกลางการระบาดของโควิด?

  • ชาวจีนแห่ซื้อลูกพีชบรรจุกระป๋อง จนของแทบจะขาดตลาด หลังมีความเชื่อว่าสามารถรักษาโรคโควิด-19 ได้ เพื่อแทนที่ยาแผนปัจจุบันที่กำลังขาดแคลน จนสื่อจีนต้องออกประกาศเตือนว่าไม่เป็นความจริง
  • นอกจากลูกพีชกระป๋องแล้ว มะนาว และน้ำอิเล็กโทรไลต์ ก็กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการสูงในจีนเช่นกัน เพราะเชื่อว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันและรักษาโรคได้
  • ความตื่นตระหนกของประชาชนเกิดขึ้นหลังจากที่จีนผ่อนคลายมาตรการคุมโควิดเป็นศูนย์ทำให้สถานการณ์การระบาดมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนไข้ และยารักษาโรคมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ

สาเหตุที่ชาวจีนแห่ซื้อตุนลูกพีชกระป๋อง

สื่อทางการของจีนต้องออกมาประกาศเตือนประชาชน หลังจากมีการเผยแพร่ข้อมูลแบบผิดๆ ในโลกโซเชียลมีเดียว่า ผลไม้ประเภทลูกพีชที่บรรจุกระป๋องนั้นเป็นยาวิเศษสามารถรักษาโรคโควิด-19 ได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเริ่มกักตุนลูกพีชกระป๋อง ในระหว่างจีนเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์และเตรียมเปิดประเทศ

โดยความต้องการลูกพีชกระป๋องในตลาดนั้นพุ่งขึ้นสูงมาก จนกระทั่งผู้บริโภคในจีนไม่สามารถสั่งซื้อได้แม้จากแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ เนื่องจากไม่มีสินค้าเหลืออยู่ในสต๊อก

ด้านเหอหม่า เซียนเซิง ผู้จำหน่ายของชำออนไลน์ ระบุว่า ยอดสั่งซื้อลูกพีชกระป๋องหลังจากที่จีนประกาศยกเลิกมาตรการคุมโควิดเป็นศูนย์เพิ่มสูงขึ้นมาก และถูกสั่งซื้อจนหมดสาขาในเซี่ยงไฮ้ในวันถัดมา เช่นเดียวกับซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่อย่าง อัลดี และคาร์ฟูร์ ที่มีรายงานว่ามีประชาชนแห่มาซื้อลูกพีชกระป๋องจำนวนมากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลิว เฉิน ชาวจีนวัย 23 ปี ระบุกับ ซิกซ์ โทน สื่อของจีนว่า มันถือเป็นประเพณีที่ทุกครั้งที่เราป่วย เราจะกินพีชกระป๋อง เพราะมันจะช่วยให้เราหายจากอาการป่วยได้ การอ่านออกเสียงคำว่า พีช จะคล้ายกับคำว่าหลบหนีในจีน ดังนั้นเทพแห่งลูกพีชกระป๋องก็จะมาให้พรแก่เด็กๆ ทุกคน

ทำไมชาวจีนแห่ตุนลูกพีชกระป๋อง ท่ามกลางการระบาดของโควิด?

ขณะที่บริษัทต้าเหลียน ลีซัน ฟู้ด หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตอาหารกระป๋องรายใหญ่ที่สุดของจีน ก็ยังออกมาโพสต์ข้อความว่า “Canned yellow peaches ≠ medicines!” ซึ่งหมายถึงพีชกระป๋องไม่ได้มีผลทางยาแต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่าลูกพีชกระป๋องมีเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก และไม่ต้องรีบกักตุนซื้อไว้

หนังสือพิมพ์ไชน่าส์ เดลี สื่อทางการของรัฐบาลจีนได้เผยแพร่แถลงการณ์จากรองผู้อำนวยการเกาเสี่ยวหลิง แห่งโรงพยาบาลชานซี เพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชนที่หายารักษาโรคไม่ได้ จนพยายามกักตุนผลไม้กระป๋องดังกล่าว โดยมีเนื้อหาระบุว่า ลูกพีชเหลืองที่หั่นเป็นชิ้นและบรรจุกระป๋องหรือขวดโหลนั้น ไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถรักษาอาการไข้หรือไอ แม้ว่าจะมีวิตามินซีสูง แต่ก็ไม่ได้มีข้อยืนยันทางวิทยาศาสตร์ถึงสรรพคุณในการช่วยบรรเทาอาการของโรคโควิด-19 แต่อย่างใด โดยระบุว่า พีชกระป๋องก็คล้ายๆ กับของหวานที่เป็นยาหลอก เหมือนกับเค้ก หรือชานมที่กินเข้าไปเพื่อให้หายเครียดเท่านั้น

นอกจากความเชื่อเรื่องลูกพีชกระป๋องที่เป็นความเชื่อของชาวจีนทางตอนเหนือมานานแล้ว ยังมีการเผยแพร่สูตรปรุงยาต่างๆ ที่ทำเองจากที่บ้าน ซึ่งก็มีประชาชนนำไปทำตามจำนวนมาก เช่น ส้มนึ่งกินกับเกลือ ที่สามารถใช้แทนยาแก้เจ็บคอได้ เป็นต้น นอกจากนี้ มะนาว และน้ำอิเล็กโทรไลต์ก็กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการสูงในจีนเช่นกัน เพราะเชื่อว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันและรักษาโรคได้

ทำไมชาวจีนแห่ตุนลูกพีชกระป๋อง ท่ามกลางการระบาดของโควิด?

ความต้องการน้ำอิเล็กโทรไลต์พุ่งกระฉูด

ข้อมูลของเว็บไซต์แพนเดลี น้ำอิเล็กโทรไลต์ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของอิเล็กโทรไลต์ก็เป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่ขาดแคลน และหมดสต๊อกในเวลานี้ด้วย โดยเครื่องดื่มอิเล็กโทรไลต์เป็นเครื่องดื่มที่มีแร่ธาตุที่ประกอบไปด้วยเกลือโซเดียมและโพแทสเซียมซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำ และไอออนในร่างกาย หลังจากสูญเสียน้ำในร่างกาย ไม่ว่าจะจากการออกกำลังกาย หรือจากอาการท้องเสีย หรืออาเจียนก็สามารถดื่มได้

สถิติจากเกงกิ ฟอเรสต์ บริษัทเครื่องดื่มชั้นนำของจีนระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายอดจำหน่ายของเครื่องดื่มที่ทำจากน้ำอิเล็กโทรไลต์ เพิ่มขึ้นถึง 1,327 เปอร์เซ็นต์แบบเดือนต่อเดือน ส่วนยอดจำหน่ายในรอบสัปดาห์ในแพลตฟอร์มเดลิเวอรีเพิ่มขึ้นถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์แบบเดือนต่อเดือน

ขณะที่ในช่วงวันที่ 7-8 ธันวาคมที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายน้ำอิเล็กโทรไลต์ทางแพลตฟอร์มเดลิเวอรีอาหารเพิ่มขึ้นไปถึง 2,000 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ทำไมชาวจีนแห่ตุนลูกพีชกระป๋อง ท่ามกลางการระบาดของโควิด?

โดยเครื่องดื่มอิเล็กโทรไลต์ได้รับความนิยมสูงขึ้นในจีน ตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนเคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโควิด-19 เมื่อปี 2020 ว่าให้ประชาชนดื่มเครื่องดื่มที่มีอิเล็กโทรไลต์ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้มณฑลหูหนานยังเคยมีการเผยแผนการรักษาและป้องกันโควิด-19 ด้วยการให้ดื่มน้ำชนิดนี้ทางสื่อออนไลน์ ทำให้ยอดขายพุ่งสูงในทันที

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในช่วงที่ยารักษาโรคกำลังขาดแคลนอย่างหนัก ไม่ใช่เฉพาะแต่ยารักษาโควิด-19 เท่านั้น แต่รวมถึงยารักษาโรคหวัดธรรมดาที่เกลี้ยงแผง และร้านขายยา ทำให้ชาวจีนต่างหาที่พึ่งทางใจ รวมทั้งวิธีการพึ่งพาตนเองในการรักษาและป้องกันโรค แม้ว่าสูตรยาผีบอกที่ว่ามาจะได้ผลหรือไม่ก็ตาม.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา :sixthtoneแชนแนลนิวส์เอเชียซีเอ็นเอ็น

ลือ เซเลนสกีวางแผนเยือนสหรัฐฯ-อาจเข้าพบ โจ ไบเดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2583080

ลือ เซเลนสกีวางแผนเยือนสหรัฐฯ-อาจเข้าพบ โจ ไบเดน

21 ธ.ค. 2565 07:21 น.

ลือ เซเลนสกีวางแผนเยือนสหรัฐฯ-อาจเข้าพบ โจ ไบเดน

เกิดข่าวลือหนาหูว่า เซเลนสกี ผู้นำยูเครนกำลังวางแผนเดินทางเยือนสหรัฐฯ และพบกับประธานาธิบดี โจ ไบเดน ขณะที่ประธานสภาสหรัฐฯ กำชับให้ ส.ส.เข้าร่วมประชุมวันพุธโดยไม่บอกสาเหตุ

เมื่อวันอังคารที่ 20 ธ.ค. 2565 สื่อในสหรัฐฯ หลายเจ้ารายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ประสงค์ออกนามว่า ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน อาจกำลังวางแผนเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในวันพุธนี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเขานับตั้งแต่รัสเซียเข้ารุกรานในเดือนกุมภาพันธ์

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุอีกว่า เซเลนสกีอาจกล่าวสุนทรพจน์ในสภาคองเกรสด้วย แต่การเดินทางนี้อาจเต็มไปด้วยความกังวลด้านความปลอดภัย หมายความว่าอาจมีความเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันได้

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันเรื่องแผนการเดินทางดังกล่าวของเซเลนสกีอย่างเป็นทางการ แต่รายงานนี้เกิดขึ้นในขณะที่ นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ร่อนจดหมาย เรียกร้องให้สมาชิกสภาคองเกรสเข้าร่วมการประชุมในคืนวันพุธนี้ เพื่อมาร่วมให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องประชาธิปไตย โดยไม่เปิดเผนรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น เซเลนสกีให้การต้อนรับผู้นำต่างชาติที่เกิดทางมาเยือนกรุงเคียฟหลายครั้ง และเดินทางไปเยี่ยมทหารตามพื้นที่ต่างๆ ในยูเครนบ่อยๆ โดยในวันอังคารเขายังเดินทางไปยังเมืองแนวหน้าการปะทะอย่าง บัคมุต โดยไม่เปิดเผยกำหนดการล่วงหน้า

เซเลนสกียังมักพูดคุยและกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้นำโลกผ่านวิดีโอคอลล์ จากสำนักงานของตัวเองในกรุงเคียฟด้วย แต่เขาไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศหลังสงครามเริ่มมาก่อน ซึ่งหากการเยือนสหรัฐฯ เกิดขึ้นจริงจะเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นความสัมพันธ์พิเศษระหว่าวทั้งสองประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนยูเครนรายใหญ่ที่สุดในการต่อสู้กับรัสเซีย

ที่มา : bbc

รัฐบาลตาลีบันตัดสิทธิ์สตรีเพิ่ม ห้ามผู้หญิงเรียนมหาวิทยาลัยไม่มีกำหนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2583043

รัฐบาลตาลีบันตัดสิทธิ์สตรีเพิ่ม ห้ามผู้หญิงเรียนมหาวิทยาลัยไม่มีกำหนด

21 ธ.ค. 2565 04:50 น.

รัฐบาลตาลีบันตัดสิทธิ์สตรีเพิ่ม ห้ามผู้หญิงเรียนมหาวิทยาลัยไม่มีกำหนด

รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานสั่งระงับไม่ให้ผู้หญิงศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแล้ว ทำให้ตอนนี้หญิงอัฟกันสามารถรับการศึกษาได้สูงสุดแค่ชั้นประถมเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการศึกษาขั้นสูงของอัฟกานิสถานออกคำสั่งระงับไม่ให้ผู้หหญิงทั่วประเทศเข้ารับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ในวันอังคารที่ 20 ธ.ค. 2565 โดยเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรี และคำสั่งจะมีผลบังคับใช้ในทันที

นับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันกลับมาครองอำนาจอีกครั้งในเดือนสิงหาคมปีก่อน พวกเขาก็ออกมาตรการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้หญิงทั่วประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตาลีบันกลับลำไม่เปิดโรงเรียนสตรีตามสัญญา และสั่งห้ามไม่ให้เด็กผู้หญิงกลับเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษา

กลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอตช์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งล่าสุดของตาลีบัน ระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่น่าอับอายซึ่งละเมิดสิทธิทางการศึกษาของผู้หญิงและเด็กหญิงในอัฟกานิสถาน “ตาลีบันทำให้ชัดเจนขึ้นทุกวันว่า พวกเขาไม่เคารพในสิทธิพื้นฐานของชาวอัฟกันเลย โดยเฉพาะผู้หญิง”

ด้านนาย เนด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ออกมาประณามเช่นกัน และว่าการตัดสินใจนี้จะทำให้เกิดผลที่ตามมาอย่างมีนัยสำคัญต่อตาลีบัน มันจะทำให้พวกเขาถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมนานาชาติ และทำให้ความชอบธรรมที่ตาลีบันต้องการไม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

นายไพรซ์เตือนด้วยว่า ผลกระทบจากคำสั่งนี้จะทำให้อีกไม่นาน ประชาชนกว่าครึ่งของอัฟกานิสถาน จะไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับที่สูงเกินชั้นประถมได้

ที่มา : bbc

ศาลเยอรมันตัดสิน อดีตเลขาฯ นาซีวัย 97 ปีผิดจริง ส่ง 10,500 คนไปตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2583040

ศาลเยอรมันตัดสิน อดีตเลขาฯ นาซีวัย 97 ปีผิดจริง ส่ง 10,500 คนไปตาย

21 ธ.ค. 2565 03:34 น.

ศาลเยอรมันตัดสิน อดีตเลขาฯ นาซีวัย 97 ปีผิดจริง ส่ง 10,500 คนไปตาย

อดีตเลขาณุการหญิงของกองทัพนาซีเยอรมนี ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการฆาตกรรมคนว่า 10,500 คนที่ถูกส่งไปยังค่ายกักกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้พิพากษาศาลเมืองอิตเซอโฮ ทางเหนือของประเทศเยอรมนี ตัดสินให้นางเอิร์มการ์ด เฟิร์ชเนอร์ อดีตเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีดของกองทัพนาซีเยอรมนี มีความผิดจริงในข้อหา ช่วยเหลือและสนับสนุนการฆาตกรรมคน 10,505 ราย และข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการพยายามฆ่าเหยื่ออีก 5 ราย

นางเฟิร์ชเนอร์ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีดและผู้จดชวเลขที่ค่ายกักกันชตุตฮอฟ ซึ่งมีห้องรมแก๊สสังหารนักโทษเป็นจำนวนหลายพันศพ ใกล้เมืองกดานสก์ ในโปแลนด์ซึ่งถูกนาซียึดครองระหว่างปี 2486-2488 โดยที่ขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 18-19 ปี ทำให้เธอถูกไต่สวนที่ศาลเยาวชนพิเศษแทนศาลอาชญากรรมปกติ

การพิจารณาคดีของนางเฟิร์ชเนอร์ต้องใช้เวลายาวนานถึง 2 ปี มีการนัดไต่สวนถึง 40 ครั้ง เนื่องจากเธอมีอายุมาก และต้องฟังคำให้การของผู้รอดชีวิตหรือญาติของผู้ถูกกักขังในค่ายชตุตฮอฟกว่า 30 คนรวมทั้งนักประวัติศาสตร์ นอกจากนั้น การพิจารณาคดีของเธอยังถูกเลื่อนออกไปในเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากเธอพยายามหลบหนีแต่ถูกตามจับกลับมาได้

ผู้พิพากษาตัดสินใจเธอมีความผิดแม้ว่าเฟิร์ชเนอร์จะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่พลเรือน เนื่องจากผู้พิพากษาซึ่งได้ไปเยือนค่ายกักกันชตุตฮอฟ ดูโต๊ะทำงานของนางเคิร์ชเนอร์และเครื่องจักรสังหารต่างๆ ลงความเห็นว่า เธอรู้ดีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นภายในค่าย

“ทิวทัศน์ที่เธอเห็นจากหน้าต่าง, ระหว่างเดินไปและกลับจากออฟฟิศ รวมทั้งคำสั่งที่เธอได้รับเพื่อพิมพ์เอกสารของเธอและได้รับผ่านทางโทรศัพท์ เพียงพอทำให้เธอมีความเข้าใจในสถานการณ์ และมีส่วนร่วมกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในค่ายอย่างต่อเนื่อง” ผู้พิพากษาระบุ

ศาลจึงมีคำสั่งจำคุกนางเฟิร์ชเนอร์โดยให้รอลงอาญา 2 ปี แต่เนื่องจากความผิดของเธอเกิดขึ้นในขณะที่เธอยังเป็นผู้เยาว์ ทำให้เธอจะได้รับโทษคุมประพฤติแทน

ที่มา : bbc , the guardian , cnn

คอมมานโดปากีฯ บุกช่วยตัวประกัน สังหาร 33 นักโทษยึดสถานีตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2583028

คอมมานโดปากีฯ บุกช่วยตัวประกัน สังหาร 33 นักโทษยึดสถานีตำรวจ

21 ธ.ค. 2565 02:26 น.

คอมมานโดปากีฯ บุกช่วยตัวประกัน สังหาร 33 นักโทษยึดสถานีตำรวจ

หน่วยคอมมานโดของปากีสถานบุกสถานีตำรวจ หลังนักโทษหลายสิบคนก่อเหตุยึดอาคารตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ สังหารคนร้าย 33 ราย ช่วยตัวประกันได้ทั้งหมด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 20 ธ.ค. 2565 หน่วยคอมมานโดของกองทัพปากีสถานบุกโจมตีสถานีตำรวจในเขตบันนู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งถูกนักโทษผู้ต้องสงสัยเป็นนักรบติดอาวุธยึดและจับผู้คนภายในเอาไว้เป็นตัวประกันมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา

กลุ่มติดอาวุธตาลีบันในปากีสถาน หรือกลุ่ม ‘เตห์รีค-อี-ตาลีบัน ปากีสถาน’ (TTP) ออกมาอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยึดสถานีตำรวจแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายเมื่อวันอาทิตย์

หลังปฏิบัติการของหน่วยคอมมานโดในวันอังคาร นายคาวาจา มูฮัมหมัด อาซิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถานก็กล่าวยืนยันในการประชุมสภาว่า มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 2 นายเสียชีวิต ขณะที่บาดเจ็บ 10-15 นาย ส่วนคนร้าย 33 คนถูกสังหารทั้งหมด ส่วนตัวประกันทุกคนได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่เขาไม่ระบุจำนวนที่แน่ชัด

นายอาซิฟอธิบายด้วยว่า คนร้ายทั้ง 33 คนมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม และถูกคุมขังอยู่ในศูนย์แห่งนี้ก่อนเกิดเหตุ โดยพวกเขาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เปิดเส้นทางปลอดภัยให้พวกเขาหลบหนี แลกกับชีวิตของตัวประกัน

ข่าวระบุอีกว่า เจ้าหน้าที่ของปากีสถานพยายามเจรจาให้คนร้ายปล่อยตัวประกันแต่ไม่สำเร็จ พวกเขาจึงตัดสินใจใช้กำลัง ซึ่งด้วยคอมมานโดสามารถยึดคืนสถานีแห่งนี้ได้ในเวลาประมาณ 12.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยฉวยโอกาสในขณะที่กลุ่มคนร้ายทะเลาะกันเอง

ทั้งนี้ กลุ่มติดอาวุธ TTP ยกระดับการโจมตีในปากีสถาน หลังจากข้อตกลงหยุดยิงที่รัฐบาลทำไว้กับพวกเขาพังทลายเมื่อเดือนก่อน

ที่มา : bbc , reuters