เมืองใหญ่ในจีนอนุญาตผู้ติดเชื้อโควิดไปทำงานได้ตามปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2582316

เมืองใหญ่ในจีนอนุญาตผู้ติดเชื้อโควิดไปทำงานได้ตามปกติ

20 ธ.ค. 2565 12:35 น.

เมืองใหญ่ในจีนอนุญาตผู้ติดเชื้อโควิดไปทำงานได้ตามปกติ

เมืองฉงชิ่งนำร่องอนุญาตให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการ สามารถไปทำงานได้ตามปกติ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังยกเลิกนโยบายควบคุมโควิดที่เคยใช้อย่างเข้มงวด

เทศบาลนครฉงชิ่ง ออกแถลงการณ์ทางเว็บไซต์ของตัวเอง เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า พนักงานที่ทำงานให้กับภาครัฐทุกระดับ ที่ติดเชื้อโควิด-19 และไม่มีอาการป่วย หรือมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย สามารถที่จะไปทำงานได้ตามปกติแล้ว โดยให้มีการป้องกันส่วนบุคคลตามความจำเป็นต่อสภาพร่างกายและความจำเป็นของงาน นอกจากนี้ทางเทศบาลยังระบุด้วยว่าหน่วยงานต่างๆ ของรัฐจะไม่มีการตรวจหาเชื้อประจำวันให้แก่พนักงาน ทั้งตำรวจ ครูโรงเรียนรัฐ และคนงานอื่นๆ แล้ว โดยจะเปลี่ยนโฟกัสจากการป้องกันการติดเชื้อไปเป็นการป้องกันสุขภาพเพื่อไม่ให้มีอาการของโรครุนแรงแทน

เมืองใหญ่ในจีนอนุญาตผู้ติดเชื้อโควิดไปทำงานได้ตามปกติ

ท่าทีที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือในนครฉงชิ่ง เมืองขนาดใหญ่ของจีนที่มีประชากรมากถึง 32 ล้านคน ได้สร้างความกังวลให้แก่พลเมืองในพื้นที่ เนื่องจากยังคงกังวลเรื่องการระบาดหนัก หากปล่อยให้ผู้ป่วยมาทำงานร่วมกับคนปกติได้ โดยมีการโพสต์ข้อความไม่เห็นด้วยกับภาครัฐในสื่อโซเชียลเว่ยป๋อจำนวนมาก

โดย นครฉงชิ่ง ศูนย์รวมของอุตสาหกรรมและการเกษตรกรรม เพิ่งเป็นจุดฮอตสปอตของการระบาดของโควิดเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้พลเมืองกว่า 1 ล้านคน ถูกสั่งห้ามออกนอกเมือง ยกเว้นมีความจำเป็นเร่งด่วน และมีการปูพรมตรวจหาเชื้ออย่างเข้มข้นหลายรอบ จนทำให้ชาวบ้านไม่พอใจออกมาเคลื่อนไหวประท้วงภาครัฐที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของพวกเขา

เมืองใหญ่ในจีนอนุญาตผู้ติดเชื้อโควิดไปทำงานได้ตามปกติ

นอกจากนครฉงชิ่งแล้วยังมีรายงานว่ามณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของประเทศและมีประชากรมากกว่า 60 ล้านคน ได้อนุญาตให้ผู้ติดโควิดที่มีอาการเล็กน้อยทำงานได้หากจำเป็นเช่นกัน โดยต้องมีการป้องกันตนเองตามความเหมาะสม มีผลตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้จีนใช้นโยบายควบคุมโควิดอย่างเข้มงวดมานานถึง 3 ปี โดยเฉพาะการล็อกดาวน์ทั้งชุมชนเพื่อควบคุมให้ผู้ติดเชื้อโควิดเป็นศูนย์ แต่เมื่อไม่นานมานี้ทางการจีนได้กลับลำ ยกเลิกนโยบายดังกล่าว หลังจากที่มีการประท้วงในหลายเมืองใหญ่ ท่ามกลางสัญญาณที่ชี้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยทางสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้ประเมินจากผลการศึกษาของนักวิจัยชาวฮ่องกงที่มีการเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า อีกไม่นานยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในจีนแผ่นดินใหญ่น่าจะพุ่งสูงถึงกว่า 1 ล้านคน หลังจากที่ยกเลิกนโยบายคุมเข้มนี้แล้ว.

ที่มา :ซีเอ็นเอ็น

อ่วม มอสโกหิมะตกหนักสุดในรอบ 33 ปี กระทบเที่ยวบินและการเดินทาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2582138

อ่วม มอสโกหิมะตกหนักสุดในรอบ 33 ปี กระทบเที่ยวบินและการเดินทาง

20 ธ.ค. 2565 08:40 น.

อ่วม มอสโกหิมะตกหนักสุดในรอบ 33 ปี กระทบเที่ยวบินและการเดินทาง

เมืองหลวงรัสเซียเผชิญหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 33 ปี ส่งผลกระทบเที่ยวบินล่าช้ากว่า 100 เที่ยวบิน หิมะยังปกคลุมถนน ปิดเส้นทางจราจรหลายสายในกรุงมอสโกและพื้นที่ใกล้เคียง

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2565 เว็บไซต์ข่าวมอสโกไทมส์ ของรัสเซีย รายงานว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย และพื้นที่โดยรอบ มีหิมะตกหนัก ปริมาณสูงสุดในรอบ 33 ปี โดยในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีหิมะตกคิดเป็นกว่า 60% ของปริมาณเฉลี่ยของหิมะที่เคยตกในช่วงตลอด 1 เดือน

โดยหิมะตกหนักปกคลุมกรุงมอสโกนับตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้เที่ยวบินล่าช้ากว่า 100 เที่ยวบิน หิมะยังปกคลุมถนนปิดกั้นเส้นทางสัญจร

อ่วม มอสโกหิมะตกหนักสุดในรอบ 33 ปี กระทบเที่ยวบินและการเดินทาง

รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้มีหิมะสะสมสูงกว่า 25 เซนติเมตรแล้ว ซึ่งทางนายกเทศมนตรีกรุงมอสโกเปิดเผยว่า ทางการต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเพิ่มเติมอีกกว่า 40,000 คนมาช่วยกวาดกองหิมะที่กีดขวางเส้นทางการคมนาคม โดยรวมแล้วมีเจ้าหน้าที่กว่า 120,000 คนกำลังผลัดเปลี่ยนกันออกปฏิบัติหน้าที่เคลียร์หิมะในขณะนี้ และต้องใช้อุปกรณ์กวาดหิมะกว่า 14,200 ชิ้นในการทำงาน และต้องใช้รถกวาดหิมะมากกว่า 14,000 คัน 

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยารายงานว่า จนถึงตอนนี้มีหิมะสะสมหนากว่า 25 เซนติเมตร ในกรุงมอสโก ซึ่งเคยมีสถิติหิมะตกสะสมหนาเท่านี้คือเมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม ปี 2536 หรือเมื่อ 29 ปีก่อน.

โสมเหนือโอ่ทดสอบดาวเทียมสอดแนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2582143

โสมเหนือโอ่ทดสอบดาวเทียมสอดแนม

20 ธ.ค. 2565 08:37 น.

โสมเหนือโอ่ทดสอบดาวเทียมสอดแนม

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือรายงานเมื่อ 19 ธ.ค.ว่า สำนักงานพัฒนาการบินและอวกาศแห่งชาติเกาหลีเหนือ ได้ดำเนินการทดสอบขั้นตอนสุดท้ายของแผนการส่งดาวเทียมสอดแนมทางทหารสู่วงโคจร ที่ศูนย์ปล่อยดาวเทียมโซแฮ จังหวัดพย็องอันเหนือ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเมื่อวันก่อน โดยจรวดบรรทุกดาวเทียมจำลอง ประกอบด้วยกล้องฟูลคัลเลอร์ความละเอียด 20 เมตร เครื่องส่งและรับสัญญาณภาพ อุปกรณ์ควบคุม และแบตเตอรี่สำรอง ถูกยิงขึ้นไปที่ระยะ 500 กม. เพื่อทดสอบความสามารถของกล้อง การประมวลผล และการส่งข้อมูลของอุปกรณ์สื่อสาร ในสภาพแวดล้อมอวกาศ และความแม่นยำของระบบควบคุมภาคพื้นดิน เกาหลีเหนือตั้งเป้าเตรียมการสำหรับดาวเทียมสอดแนมทางทหารดวงแรกให้เสร็จสิ้นภายในเดือน เม.ย.2566 เคซีเอ็นเอยังแพร่ภาพถ่ายกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ และเมืองอินชอน เป็นภาพสีขาวดำความคมชัดต่ำ ระบุเป็นภาพจากการทดสอบ

ด้านนายมาร์ติน วิลเลียมส์ จากสติมสัน เซ็นเตอร์ องค์กรความมั่นคง ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ระบุว่ากล้องของเกาหลีเหนือยังไม่มีความเทียบเท่าดาวเทียมเชิงพาณิชย์สมัยใหม่ ซึ่งให้ภาพละเอียดระยะ 50 ซม. หรือแม้แต่ 30 ซม. ขณะที่นายชิน จอง-วู นักวิเคราะห์จากกลุ่มความมั่นคงและป้องกันเกาหลี ตั้งข้อสงสัยว่าภาพที่ปรากฏในสื่อเป็นขีปนาวุธรุ่นเก่า ไม่ใช่ดาวเทียม คาดว่าอาจมีจุดประสงค์เพื่อข่มขู่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นมากกว่า.

รัสเซียส่งโดรนกามิกาเซ่ถล่มกรุงเคียฟระลอก 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2582146

รัสเซียส่งโดรนกามิกาเซ่ถล่มกรุงเคียฟระลอก 3

20 ธ.ค. 2565 08:37 น.

รัสเซียส่งโดรนกามิกาเซ่ถล่มกรุงเคียฟระลอก 3

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าการสู้รบในยูเครนท่ามกลางความหนาวเหน็บ โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. มีรายงานว่า กองกำลังรัสเซียยังเดินหน้าเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนกามิกาเซ่ ตั้งแต่เช้าตรู่ หมายโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในและบริเวณรอบๆกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เป็นการโจมตีทางอากาศครั้งที่ 3 ของรัสเซีย ในรอบ 6 วัน ขณะที่กองทัพอากาศยูเครนแถลงว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพยูเครนสามารถสกัดกั้นและยิงทำลายโดรน 30 ลำ จากประมาณ 35 ลำ

ด้านนายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟเผยผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่าโดรน 18 ลำจากจำนวน 23 ลำถูกยิงตกในกรุงเคียฟ ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเสียหายค่อนข้างรุนแรง หลายพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เสริมว่าเบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ด้านนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เข้าร่วมการประชุมกับบรรดาผู้นำชาติตะวันตกในลัตเวีย ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรช่วยจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศอานุภาพสูง ระบุว่า สงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร ขึ้นอยู่กับบรรดาชาติพันธมิตร ยิ่งกองกำลังยูเครนประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ การรุกรานของรัสเซียก็จะยิ่งล้มเหลวเร็วขึ้นเท่านั้น

วันเดียวกัน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเดินทางถึงกรุงมินสก์ ของเบลารุส เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่ายว่าเป็นการเดินทางไปกดดันเบลารุส พันธมิตรของรัสเซียให้มีส่วนร่วมในการโจมตียูเครนระลอกใหม่ หลังจากที่ผ่านมาเบลารุสให้รัสเซียใช้ดินแดนของตนเป็นฐานปล่อยจรวดถล่มยูเครนแม้ไม่ได้เข้าร่วมสู้รบโดยตรง ขณะที่ต่อมานายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ของรัสเซียแถลงว่าเป็นการเยือนเพื่อการทำงานและพูดคุยกับอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ส่วนแนวคิดที่ว่าผู้นำรัสเซียเดินทางไปเพื่อกดดันเบลารุสนั้นเป็นรายงานที่ไม่มีมูลความจริง และงี่เง่า

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียเผยว่า จะจัดการซ้อมรบร่วมทางทะเลกับจีน ระหว่างวันที่ 21-27 ธ.ค. เป็นการซ้อมรบร่วมตามปกติทุกปีตั้งแต่ปี 2555 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทะเลระหว่างทั้ง 2 ชาติ และรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รัสเซียจะนำเรือรบ 4 ลำ รวมถึงเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธวาร์ยัก ส่วนจีนจะส่งเรือรบ 6 ลำเข้าร่วม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะส่งอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์อีกหลายลำเข้าร่วมการซ้อมรบที่จะมีการยิงขีปนาวุธและปืนใหญ่ในบริเวณทะเลจีนตะวันออก โดยเรือรบของรัสเซียได้ออกเดินทางจากท่าเรือวลาดิวอสตอก ทางตะวันออกสุดของรัสเซีย ไปร่วมการซ้อมรบร่วมดังกล่าว.

นายกฯ เนเธอร์แลนด์ขอโทษต่อบทบาทใช้แรงงานทาสและค้าทาสในอดีตยุคจักรวรรดิดัตช์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2582088

นายกฯ เนเธอร์แลนด์ขอโทษต่อบทบาทใช้แรงงานทาสและค้าทาสในอดีตยุคจักรวรรดิดัตช์

20 ธ.ค. 2565 07:40 น.

นายกฯ เนเธอร์แลนด์ขอโทษต่อบทบาทใช้แรงงานทาสและค้าทาสในอดีตยุคจักรวรรดิดัตช์

ผู้นำเนเธอร์แลนด์กล่าว “ขอโทษ” ต่อบรรดาผู้ได้รับผลกระทบจากธุรกิจการค้าทาสในอดีตยุคอาณานิคมดัตช์ ยินดีตั้งกองทุนเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์การค้าทาส แต่จะไม่จ่ายเงินชดเชยความเสียหาย

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2565 นายมาร์ก รูทท์ นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ กล่าวสุนทรพจน์และขอโทษอย่างเป็นทางการในนามของรัฐบาล ต่อบทบาทการใช้แรงงานทาสและการค้าทาสของเนเธอร์แลนด์ในอดีตยุคอาณานิคมดัตช์ โดยผู้นำเนเธอร์แลนด์ได้กล่าวคำขอโทษเป็น 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาดัตช์ ภาษาอังกฤษ ภาษาปาเปียเมนโต และภาษาซูรินาม ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติในกรุงเฮก ท่ามกลางความยินดีของกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและนักประวัติศาสตร์ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน

อย่างไรก็ตามมีเสียงเรียกร้องว่าเนเธอร์แลนด์ออกมาขอโทษช้าเกินไป และแทนที่ผู้นำเนเธอร์แลนด์จะกล่าวขอโทษเพียงอย่างเดียว ควรจะมีการผลักดันแผนฟื้นฟูและจ่ายเงินชดเชยต่อผลกระทบและความเสียหายจากการค้าทาส โดยมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวซูรินามออกมาประท้วงที่อนุสาวรีย์วาโคเอในกรุงพารามาริโบ เรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จ่ายเงินชดเชยเหยื่อค้าทาสและผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคน รายละ 400,000 ยูโร

นายกรัฐมนตรีรูทท์ กล่าวว่า การค้าทาสในอดีตเป็นสิ่งที่น่าเกลียด น่าอับอายและเจ็บปวด อย่างไรก็ตามรัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะไม่จ่ายเงิยค่าเสียหายชดเชยใดๆ แก่บุคคลที่เคยตกเป็นทาส บรรดาลูกหลาน หรือเหลนของพวกเขา แต่จะตั้งกองทุนมูลค่า 200 ล้านยูโร หรือประมาณ 7,381 ล้านบาท เพื่อริเริ่มส่งเสริมการให้ความรู้แก่คนรุ่นหลังเกี่ยวกับประเด็นประวัติศาสตร์การค้าทาสของเนเธอร์แลนด์ในอดีต และบรรดาประเทศอดีตอาณานิคม

ทั้งนี้ในช่วงศตวรรษที่ 17 เนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยจากธุรกิจการเดินเรือค้าขายสินค้า และขนส่งทาสจากดินแดนแอฟริกาไปตามประเทศต่างๆ คาดว่ามีผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กชาวแอฟริกัน มากกว่า 600,000 คน ถูกขนส่งขึ้นเรือสินค้าไปใช้แรงงานในประเทศต่างๆ ก่อนที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะมีการออกกฎหมายยกเลิกระบบการค้าทาสเมื่อปี ค.ศ.1863 และยกเลิกการใช้แรงงานทาส เปลี่ยนผ่านจากทาสเป็นไท ในประเทศอาณานิคมซูรินาม ในอีก 10 ปีต่อมา.

แอมเบอร์ เฮิร์ด ตกลงยอมความคดี จอห์นนี เดปป์ ฟ้องหมิ่นประมาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2582050

แอมเบอร์ เฮิร์ด ตกลงยอมความคดี จอห์นนี เดปป์ ฟ้องหมิ่นประมาท

20 ธ.ค. 2565 03:42 น.

แอมเบอร์ เฮิร์ด ตกลงยอมความคดี จอห์นนี เดปป์ ฟ้องหมิ่นประมาท

แอมเบอร์ เฮิร์ด ตกลงยอมความกรณีที่เธอถูก จอห์นนี เดปป์ อดีตสามีฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทแล้ว ยืนยันไม่ได้ยอมรับผิด แต่หมดศรัทธาในระบบกฎหมายอเมริกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอมเบอร์ เฮิร์ด นักแสดงหญิงชื่อดังชาวอเมริกัน เปิดเผยผ่านบัญชีผู้ใช้อินสตาแกรมของตัวเอง เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. 2565 ว่า เธอตกลงยอมความคดีหมิ่นประมาท ที่เธอถูก จอห์นนี เดปป์ อดีตสามีฟ้องร้องแล้ว โดยระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากหลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบ

แอมเบอร์ เฮิร์ด ระบุในแถลงการณ์ว่า เธอไม่ได้ยอมรับผิดใดๆ และการไกล่เกลี่ยที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่การยอมอ่อนข้อให้ แต่สาเหตุที่เธอยอมความส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ประสบการณ์ที่เธอมีกับระบบกฎหมายอเมริกัน ซึ่งตัดหลักฐานโดยตรงมากมายที่ประกอบคำให้การของเธอออกไป และชื่อเสียงกับอำนาจมีความสำคัญมากกว่าเหตุผลและกระบวนการที่ถูกต้อง

“ฉันตัดสินใจทำแบบนี้เพราะหมดศรัทธาในระบบกฎหมายอเมริกัน ที่คำให้การซึ่งไม่ได้รับการปกป้องของฉัน กลายเป็นอาหารให้สื่อบันเทิงและเครือข่ายสังคมออนไลน์”

ทั้งนี้ เฮิร์ดถูกจอห์นนี เดปป์ ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทเมื่อปี 2562 จากกรณีที่เธอเผยแพร่บทความผ่านวอชิงตันโพสต์ ระบุว่า เธอเป็นตัวแทนสังคมในเรื่องการถูกใช้ความรุนแรงในครอบครัวซึ่งสื่อถึงเดปป์ โดยศาลเมืองแฟร์แฟกซ์ รัฐเวอร์จิเนีย ตัดสินเมื่อ 1 มิ.ย. 2565 ให้เดปป์ชนะคดี ให้เฮิร์ดจ่ายค่าเสียหาย 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ค่าปรับดังกล่าวแบ่งเป็น ค่าสินไหมทดแทน (compensatory damages) 10 ล้านดอลลาร์ และค่าเสียหายเชิงลงโทษ (punitive damages) 5 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่ผู้พิพากษาจะลดค่าเสียหายเชิงลงโทษเหลือ 350,000 ดอลลาร์ เพราะขีดจำกัดทางกฎหมาย

แอมเบอร์ เฮิร์ด ตกลงยอมความคดี จอห์นนี เดปป์ ฟ้องหมิ่นประมาท
จอห์นนี เดปป์ นักแสดงรุ่นใหญ่ชาวอเมริกัน

นักแสดงสาววัย 36 ปีรายนี้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำตัดสินเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม ก่อนจะตัดสินใจยอมความ โดยเธอระบุในแถลงการณ์ด้วยว่า แม้ว่าการอุทธรณ์ของเธอจะสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็เป็นเพียงเริ่มกระบวนการไต่สวนใหม่ ที่คณะลูกขุนชุดใหม่จะต้องพิจารณาหลักฐานเดิมๆ อีกครั้ง

“ฉันไม่สามารถฟันฝ่าเรื่องนั้นเป็นครั้งที่ 3 ได้” เฮิร์ดระบุและเสริมว่า เธออยากใช้เวลาของเธออย่างสร้างสรรค์และมีความหมาย และเธอไม่สามารถเสี่ยงกับค่าใช้จ่ายที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่ยังรวมถึงสุขภาพจิต, กาย และความรู้สึกด้วย

“ผู้หญิงไม่มีความต้องการเผชิญการข่มเหง หรือล้มละลายจากการพูดความจริง แต่น่าเสียดายที่นั่นเป็นเรื่องปกติ” เฮิร์ดระบุ “ฉันจะไม่รู้สึกกลัว, หมดกำลังใจ หรือถูกหยุดยั้งจากสิ่งที่เกิดขึ้นจากการพูดความจริง ไม่มีใครสามารถพรากมันไปจากฉันได้ เสียงของฉันจะยังคงเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของฉันตลอดไป”

ด้านทนายความของเดปป์ เผยว่า ตามข้อตกลงยอมความ เดปป์ลดค่าเสียหายที่เฮิร์ดต้องจ่ายเหลือเพียง 1 ล้านดอลลาร์เท่านั้น เนื่องจากเดปป์ไม่ได้ฟ้องเพื่อเงิน แต่ต้องการให้ความจริงเปิดเผย และเขาพอใจที่ได้จบช่วงเวลาที่น่าเจ็บปวดช่วงหนึ่งอย่างเป็นทางการเสียที

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับเดปป์ บอกกับสำนักข่าว เอ็นบีซี นิวส์ ว่า คำตัดสินของศาลที่มีต่อแอมเบอร์ เฮิร์ด อาจถูกนำมาบังคับใช้อีก หากเธอยังคงกล่าวหาอย่างไม่เป็นความจริง หรือหมิ่นประมาทเดปป์ในอนาคต ตรงข้ามกับที่เฮิร์ดระบุในแถลงการณ์ของเธอว่า ไม่มีการจำกัดการพูดในข้อตกลงไกล่เกลี่ย.

ที่มา : cnnnbcnews

จีนพบเหยื่อโควิด 2 ศพแรกหลังคลายคุมเข้ม เชื่อตัวเลขจริงสูงกว่านี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2582041

จีนพบเหยื่อโควิด 2 ศพแรกหลังคลายคุมเข้ม เชื่อตัวเลขจริงสูงกว่านี้

20 ธ.ค. 2565 02:15 น.

จีนพบเหยื่อโควิด 2 ศพแรกหลังคลายคุมเข้ม เชื่อตัวเลขจริงสูงกว่านี้

จีนรายงานพบผู้เสียชีวิตจากโควิด 2 ศพแรกในรอบหลายสัปดาห์ และเป็นครั้งแรกหลังจากพวกเขาผ่อนคลายมาตรการควบคุมเข้มงวด แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าจำนวนแท้จริงอาจสูงกว่านี้

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (NHC) เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. 2565 ว่าพบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 อีก 2 ราย ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศตั้งแต่ไวรัสนี้เริ่มระบาดเพิ่มเป็น 5,237 ศพแล้ว ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 380,453 ราย

นอกจากนั้น NHC รายงานด้วยว่า พบผู้ติดเชื้อแบบมีอาการ 1,995 ราย ในวันที่ 18 ธ.ค. ลดลงจากวันก่อนหน้านั้นที่พบ 2,097 ราย

นี่นับว่าเป็นรายงานพบผู้เสียชีวิตจากโควิดครั้งแรกของ NHC นับตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา และเกิดขึ้นราว 2 สัปดาห์ หลังจากทางการจีนตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดในการควบคุมการระบาดตามนโยบายทำให้โควิดเป็นศูนย์ หรือ ซีโร่โควิด

อย่างไรก็ตาม การระบาดที่เพิ่มสูงขึ้นในจีนช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสงสัยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่ NHC รายงานมาก

เมื่อวันเสาร์นักข่าวของรอยเตอร์ส ระบุว่า มีรถขนศพจำนวนมากจอดที่หน้าอาคารเผาศพ ซึ่งจัดไว้สำหรับผู้เสียชีวิตจากโควิดในกรุงปักกิ่ง และมีเจ้าหน้าที่ในชุด PPE ขนศพเข้าไป แต่รอยเตอร์สไม่ยืนยันว่าศพดังกล่าวเสียชีวิตจากโควิดหรือไม่

รายงานของ NHC ยังถูกติดแฮชแท็กอย่างรวดเร็วบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของจีนอย่าง เว่อป๋อ โดยมีประชาชนหลายคนออกมาแสดงความกังขาในรายงาน โดยมีผู้ใช้งานคนหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “จัดทำสถิติที่ไม่ครบถ้วนเช่นนี้ไปทำไม?” ขณะที่อีกคนระบุว่า “นี่ไม่ใช่การหลอกลวงประชาชนอย่างนั้นหรือ?”

ด้านเว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นของจีนอย่าง ‘ไช่ซิน’ (Caixin) ซึ่งเปิดมานานกว่า 13 ปี รายงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 ธ.ค.) ว่า มีผู้สื่อข่าว 2 รายเสียชีวิตหลังจากติดโควิด และเมื่อวันเสาร์นักศึกษาวิชาแพทย์วัย 23 ปีคนหนึ่งก็เพิ่งเสียชีวิต แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการเสียชีวิตของทั้ง 3 รายถูกรวมอยู่ในสถิติอย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่

นายหวง เยี่ยนจง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโลกจากสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นคณะวิจัยในสหรัฐฯ กล่าวว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิดในจีนอย่างเป็นทางการนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการขาดความสามารถในการตามรอยโรค และติดตามสถานการณ์หลังยกเลิกแผนตรวจโรควงกว้าง หรืออาจเป็นความพยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดความแตกตื่นก็เป็นได้.

ช็อกแคนาดา มือปืนกราดยิงในคอนโดฯ กลางดึก ดับ 5 ศพก่อนโดนวิสามัญฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2582026

ช็อกแคนาดา มือปืนกราดยิงในคอนโดฯ กลางดึก ดับ 5 ศพก่อนโดนวิสามัญฯ

19 ธ.ค. 2565 23:57 น.

ช็อกแคนาดา มือปืนกราดยิงในคอนโดฯ กลางดึก ดับ 5 ศพก่อนโดนวิสามัญฯ

เกิดเหตุกราดยิงขึ้นภายในคอนโดฯ แห่งหนึ่งในรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ ส่วนคนร้ายถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจิม แมกสวีน ผู้บังคับการตำรวจเขตเทศบาลแคว้นยอร์ก (York Region) ในรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา เปิดเผยในงานแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. 2565 ว่า ในคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเหตุกราดยิงขึ้นที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ในเมืองวอแกน ทางเหนือของเมืองโทรอนโต เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ

นายแมกสวีนระบุว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุกราดยิงในเวลาประมาณ 19.20 น. วันอาทิตย์ เมื่อเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบเหยื่อถูกยิงจำนวนมาก มีผู้รอดชีวิต 1 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่ยังเผชิญหน้ากับมือปืนเพศชายและยิงต่อสู้กันทำให้คนร้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ตำรวจไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตหรือคนร้าย รวมถึงมูลเหตุจูงใจของคนร้ายและสถานการณ์ที่นำไปสู่เหตุกราดยิง ขณะที่เจ้าหน้าที่ ลอรา นิโคล บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่า ผู้เสียชีวิตมาจากห้องพักมากกว่า 1 ห้อง

หลังเกิดเหตุผู้พักอาศัยในคอนโดฯ แห่งนี้ถูกอพยพออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาคารทีละชั้นว่าไม่มีภัยคุกคามและผู้เคราะห์ร้ายรายอื่น โดยพวกเขาต้องรอนานหลายชั่วโมง ก่อนได้กลับเข้าที่พักหลังจากพ้นเที่ยงคืนไปแล้ว

ด้านหน่วยสืบสวนพิเศษรัฐออนแทรีโอ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบหากเกิดกรณีตำรวจยิงอาวุธปืนใส่บุคคล ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยที่เสียชีวิตเป็นชายวัย 73 ปี และพวกเขาได้รับแจ้งว่าตำรวจเป็นผู้ยิงผู้ต้องสงสัยรายนี้ ซึ่งจะมีการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

ทั้งนี้ แคนาดาเป็นประเทศที่มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเข้มงวด และมีอัตราการเกิดความรุนแรงด้วยอาวุธปืนน้อยกว่าสหรัฐฯ ผู้ครอบครองปืนจำเป็นต้องมีใบอนุญาต บางกรณีต้องลงทะเบียน และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ด้วยการห้ามซื้อ ขาย หรือส่งต่ออาวุธปืนพกภายในดินแดนแคนาดา

ตามข้อมูลจาก สถาบันเพื่อการประเมินและการชี้วัดสุขภาพ (Institute for Health Metrics and Evaluation) ในปี 2562 แคนาดามีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนที่ 0.5 รายต่อประชากร 1 แสนคน หรือคิดเป็น 1 ใน 8 ของสหรัฐฯ ซึ่งมีอัตราถึง 4.12 รายต่อประชากร 1 แสนคน แต่อัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้น 3 ปีติดต่อกันแล้ว โดยในปี 2564 มีผู้เสียชีวิตด้วยปืน 788 ราย มากกว่าปีก่อนหน้านั้น 29 ราย

นอกจากนั้น แคนาดายังเคยเผชิญเหตุกราดยิงหลายครั้ง โดยครั้งที่นองเลือดมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 มีผู้เสียชีวิต 22 ศพ หลังจากมือปืนก่อเหตุกราดยิงแล้วจุดไฟเผาบ้านที่เมืองโนวาสโกเชีย เหตุการณ์นี้ทำให้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ต่อมา รัฐบาลแคนาดาสั่งห้ามใช้งาน, ซื้อขาย หรือนำเข้าอาวุธปืนจู่โจม (assault-style) กว่า 1,500 แบบ

ที่มา : cnnap

ลอยแพ “มิ่งขวัญ” แผนลับลวง คนหลังม่าน ป.ที่ 4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/539188

ขุนน้ำหมึก

20 ธ.ค. 2565

ลอยแพ “มิ่งขวัญ” แผนลับลวง คนหลังม่าน ป.ที่ 4

คนอื่นไม่รู้ ป้อมรู้ “มิ่งขวัญ” โชว์แคนดิเดตนายกฯ แค่แผนลับลวงพราง เขี่ยประยุทธ์ พ้น พปชร. ลุงมิ่งไม่โดดเดี่ยว เพราะมี ป.ที่ 4 คนเดินเกมหลังม่าน เป็นกองหนุน

สัญญาณแปลกๆ “มิ่งขวัญ” เจอแรงต้านจากแกนนำขาใหญ่ พปชร. ส่อชวดแคนดิเดตนายกฯ ลุงป้อมปิดปากเงียบ 

มีเสียงกระชิบจากบ้านป่ารอยต่อฯ “มิ่งขวัญ” ตัวละครลับลวงพราง รับบทผู้ประกาศขับ พล.อ.ประยุทธ์ พ้น พปชร. ตามสคริปต์ ป.ที่ 4 

กรณี มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เปิดตัวซบพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2565 โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พร้อมแกนนำพรรค ได้ต้อนรับอย่างอบอุ่น  

มิ่งขวัญ พูดชัดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมพรรค พปชร. ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้อยู่ในพรรคนี้แล้ว และท่านก็ไม่เคยอยู่ แต่ท่านเป็นแคนดิเดตนายกฯ ท่านก็ไปอยู่พรรคอื่นอยู่แล้ว”

สิ่งที่ทำให้แกนนำพรรค พปชร.ประหลาดใจ คาดไม่ถึงจะได้ยินประโยคนี้ “พล.อ.ประวิตร จึงบอกผมว่า ให้มิ่งขวัญเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ขอบคุณครับ นี่คือสิ่งที่ท่านได้พูดกับผมไว้”

ล่าสุด ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร. แถลงว่า พรรค พปชร. จะเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพียงคนเดียวเท่านั้น 

เหตุผลที่เสนอเพียงชื่อเดียว เพราะ พล.อ.ประวิตร เป็นเสาหลักและเป็นศูนย์กลางของคนในพรรค จึงเหมาะสมที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ 

หลังจากนั้น แกนนำพรรค พปชร. อีกหลายคน ก็ออกมาส่งเสียงว่า ลุงป้อมคือแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว ส่วนกรณีมิ่งขวัญนั้น เป็นการคิดเองพูดเอง ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการบริหารพรรค  
 

 ควันหลงจากกรณีมิ่งขวัญ ยังไม่จบ ประเด็นแคนดิเดตนายกฯควันหลงจากกรณีมิ่งขวัญ ยังไม่จบ ประเด็นแคนดิเดตนายกฯ

‘ลับลวงพราง’

อีกด้านหนึ่ง กรณี “มิ่งขวัญ” เสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรค พปชร.คนอื่นๆอาจไม่รู้ แต่ พล.อ.ประวิตร รู้ดี และต้องการสื่อสารไปถึงใครบางคน

นับแต่การดึง มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เข้าพรรค พปชร. ก็เท่ากับว่า พรรค พปชร.ได้สลัด พล.อ.ประยุทธ์ พ้นไปจากพรรคอย่างเป็นทางการ

ลองย้อนไปฟังถ้อยแถลงของ พล.อ.ประวิตร ในวันต้อนรับมิ่งขวัญเข้าพรรค โดยตอนหนึ่ง นักข่าวถามว่า พล.อ. ประยุทธ์ ยังอยู่และจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคหรือไม่ 

ลุงป้อมตอบชัดว่า “พล.อ.ประยุทธ์ ไปแล้ว คุณมิ่งขวัญก็บอกว่าออกไปแล้ว” ซึ่งวันนั้น มิ่งขวัญพูดว่า “พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้อยู่ในพรรคนี้แล้ว” และตัวเขาจึงได้เข้ามา ไม่ใช่เรื่องการตระบัดสัตย์แต่อย่างใด

ดังนั้น มิ่งขวัญหลุดโผแหกคิวเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ก็อาจเป็นกระบวนการลับลวงพรางของ ป.ป้อม โดยมีเป้าหลักอยู่ที่น้องเล็ก-ป.ประยุทธ์

‘สาย ป.ป๊อด’

“มิ่งขวัญ” เข้ามาพรรคลุงป้อมได้อย่างไร และเพียงแค่แถลงข่าววันแรก ก็แสดงความมั่นอกมั่นใจแบบเกินเบอร์ จนแกนนำพรรคขาใหญ่หมั่นไส้

บุคคลที่ทำให้ มิ่งขวัญ ทิ้งพรรคโอกาสไทย เข้ามาซบอกลุงป้อมคือ พล.ต.ต.จตุรงค์ ภุมรินทร์ อดีตรองจเรตำรวจ หรือที่รู้จักกันในนาม รองตุ๊ สายตรง ป.ป๊อด หรือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายลุงป้อม


ยุคสมัยหนึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. ได้เลือก พล.ต.ต.จตุรงค์ มานั่งเก้าอี้ ผบก.สท. คุมงาน กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มาเล่นการเมือง พล.ต.ต.จตุรงค์ จึงเข้ามาช่วยงานหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในสภาฯ

ช่วงที่มิ่งขวัญยังเป็นหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ก็ได้พบปะพูดคุยกับรองตุ๊ ที่มาช่วยงานหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และพักหลัง สองคนนี้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย

พล.ต.ต.จตุรงค์ ได้พามิ่งขวัญ ไปพบ ป.ป๊อด ขายฝันเรื่องรีแบรนด์พลังประชารัฐยุคลุงป้อม ใจบันดาลแรง จนทำให้ ป.ป๊อด หรือ ป.ที่ 4 ปิ๊งไอเดียพามิ่งขวัญเข้าพรรค

หลังจากนั้น ป.ป๊อด เปิดเจรจากับพี่ชาย ป.ป้อม จนได้ข้อยุติว่า ต้องนำมิ่งขวัญเข้ามาสร้างจุดขายให้พรรค พปชร. เพราะพรรคขาดมือเศรษฐกิจ

ดังนั้น แกนนำ พปชร.บางคนที่ออกมาแถลงข่าว ชูลุงป้อม ไม่เอาลุงมิ่งขวัญ ก็ให้ระวัง ป.ป๊อด เอาไว้ เนื่องจากเป็นคนเดินเกมหลังม่าน และมีจุดยืน ไม่เอาประยุทธ์

คนอย่างมิ่งขวัญคงไม่ถูกลอยแพ และไม่ถอดใจทิ้ง พปชร.ไปง่ายๆ เนื่องจากมีกองหนุนไม่ธรรมดาที่ชื่อ ป.ป๊อด
    
 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ          โดย … ขุนน้ำหมึก 

ซื้อใจบ้านใหญ่ “ประยุทธ์” ดันโปลิตบูโร 7 อรหันต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/539135

ขุนน้ำหมึก

19 ธ.ค. 2565

ซื้อใจบ้านใหญ่ “ประยุทธ์” ดันโปลิตบูโร 7 อรหันต์

ลุ้นปลายกุมภาฯ “ประยุทธ์” เปิดตัวกับพรรคใหม่ แผนแรก ตั้งพีระพันธุ์ เป็น “นายกฯน้อย” แผนสองปั้นซุปเปอร์บอร์ดหรือโปลิตบูโร ซื้อใจ ส.ส.บ้านใหญ่ ให้มีที่อยู่-ที่ยืน

ดึงเช็งถึงปลายกุมภาฯ “ประยุทธ์” เปิดตัวนั่งหัวโต๊ะโปลิตบูโรพรรคใหม่ เลยตั้งพีระพันธุ์ เป็น “นายกฯน้อย” การันตีว่าลุยแน่

“ประยุทธ์” ทำลับๆล่อๆ ทำเอา ส.ส.บ้านใหญ่ไม่มั่นใจ แถมการจัดการบ้านหลังใหม่ยังไม่เสร็จ ต้องรอแผนซุปเปอร์บอร์ดหรือโปลิตบูโรให้เป็นรูปเป็นร่างเสียก่อน

จังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วางตัว พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ให้นั่งตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่าจะไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ชัดเจนที่สุด

8 ปีที่ผ่านมา นับแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี จากยุคแต่งตั้งถึงเลือกตั้ง มีเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่เปรียบเป็น “นายกฯน้อย” มาแล้ว 2 คน

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คนแรกคือ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เตรียมทหาร รุ่นที่ 12 (ตท.12) เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารของพล.อ.ประยุทธ์ ส่วนคนที่ 2 ดิสทัต โหตระกิตย์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สำหรับพีระพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ถือว่าเป็นนักการเมืองอาชีพไม่ใช่ข้าราชการประจำเหมือนสองคนแรก เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยน พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัว

เหนืออื่นใด “2 เสธ.ทำเนียบ” อย่าง เสธ.มิตต์-พล.ท.นิมิตต์ สุวรรณรัฐ และ เสธ.เก๋-พล.ท.ณัฐวุฒิ ภาสุวณิชยพงศ์ ก็ถูกเรียกเล่น ๆ ว่า นายกฯน้อย มานานแล้ว 

ดูเหมือนว่า สุชาติ ชมกลิ่น หัวหน้าซุ้มมังกรน้ำเค็ม จะสนิทกับกลุ่ม เสธ.ทำเนียบ และฝากความหวังในการจัดกระบวนทัพพรรคใหม่ไว้กับทีมลุงตู่

 ลุ้นปลาย ก.พ.2566 พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะซุปเปอร์บอร์ด ลุ้นปลาย ก.พ.2566 พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะซุปเปอร์บอร์ด

‘บ้านใหญ่แน่วิ’

การไม่มีปฏิสัมพันธ์กับ ส.ส.มาก่อน กลายเป็นจุดอ่อนของ “ประยุทธ์” เนื่องจากมีพี่ใหญ่เป็นคนดูแล ส.ส.พลังประชารัฐ

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินหน้าต่อในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ต้องพบปะนักการเมืองเป็นการส่วนตัว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คนที่จะเข้าร่วมงานการเมืองด้วย โดยเฉพาะ ส.ส.ปัจจุบัน 


แม้จะมีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้อนุญาตให้ ส.ส.จากหลายพรรคการเมืองได้เข้าไปพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว แต่ก็มีกระแสข่าวจาก ส.ส.บ้านใหญ่บางก๊กบางก๊วน ยังขาดความมั่นใจในความชัดเจนของลุงตู่

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดทีม เสธ.ทำเนียบ เปิดเผยว่า ช่วงแรก ๆ ที่มีการเจรจากันระหว่างทีมก่อการพรรค รทสช. กับตัวแทนบ้านใหญ่สายลุง ไม่ลงตัวเรื่องการบริหารจัดการในบ้านหลังใหม่

อย่างที่รู้กัน คณะก่อการตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ มาจากอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อย่างพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ,เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ และวิทยา แก้วภราดัย มีวัฒนธรรมการเมืองต่างจากกลุ่ม ส.ส.บ้านใหญ่ ที่มาจากพรรค พปชร.

ดูเหมือนการเจรจาล้มเหลวในยกแรก ส่งผลให้แกนนำปีกบ้านใหญ่อย่างสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เกิดอาการเครียด กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาจากเบลเยี่ยม จึงได้มีการพูดคุยกันเรื่องที่อยู่-ที่ยืนของลุงตู่ในพรรค รทสช.อย่างจริงจัง

‘กรมการเมืองแบบตู่’

ประเด็นการตั้ง 7 อรหันต์ซุปเปอร์บอร์ดในพรรคใหม่ ทีมงาน เสธ.ทำเนียบของ “ประยุทธ์” ได้เคยเสนอมาแล้ว แต่ฝั่งผู้ก่อการพรรค รทสช.ไม่สุกงอม กลัวถูกลดทอนอำนาจ

ผู้ที่เสนอแผนซุปเปอร์บอร์ดของพรรคลุงตู่ ก็เอามาจากรูปแบบองค์กรจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มีโปลิตบูโรหรือกรมการเมือง 7 คน เป็นกลุ่มผู้นำอำนาจสูงสุดของประเทศ 

สำหรับโปลิตบูโรแบบ รทสช. หรือซุปเปอร์บอร์ดนั้น เป็นหาที่ทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีตำแหน่งในพรรคโดยพฤตินัย และตัวแทนบ้านใหญ่ก็ได้มีที่ยืน 

เบื้องต้น พรรครวมไทยสร้างชาติ จะมีกรรมการบริหารพรรค และจะมีซูเปอร์บอร์ด ควบคุมการดำเนินการของพรรคอีกชั้นหนึ่ง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จะนั่งเป็นประธานคณะซุปเปอร์บอร์ด ร่วมกับแกนนำพรรค รทสช.คนอื่นๆ

เฉพาะหน้า ซุปเปอร์บอร์ดหรือกรมการเมือง ต้องมาพิจารณาเรื่องผู้สมัคร ส.ส.ในแต่ละเขตทั่วประเทศ เพราะตอนนี้ มีผู้เสนอตัวลงสมัคร ส.ส.จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้สมัคร ส.ส.เกรดเอ 

ส.ส.บ้านใหญ่จากหลายพรรคการเมือง ที่ยังเฝ้ารอดูอยู่ ไม่ใช่แค่รอการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น หากแต่รวมถึงอยากเห็นหน้าตาบ้านใหม่ และพวกเขาจะมีที่อยู่-ที่ยืน

หากแผนโปลิตบูโร หรือกรมการเมืองฉบับลุงตู่ ไม่เกิดขึ้นจริง ก็เชื่อได้เลยว่า ไม่มี ส.ส.บ้านใหญ่กลุ่มใด จะตบเท้าเข้ามาอยู่พรรคนี้แน่นอน
    

คอลัมน์ …  ท่องยุทธภพ            โดย … ขุนน้ำหมึก