Bangkok, Chonburi top choices for foreigners buying property

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/thailand/economy/40023533

Bangkok, Chonburi top choices for foreigners buying property

Bangkok, Chonburi top choices for foreigners buying property

WEDNESDAY, DECEMBER 28, 2022

Bangkok and Chonburi are the two provinces where most foreigners bought condominiums in the first nine months of 2022, the Government Housing Bank’s Real Estate Information Centre (REIC) said.

The centre reported on Wednesday that 75.2% of condominium ownership that had been transferred to foreign nationals from January to September this year were either in the capital or the eastern resort province.

Bangkok saw 3,325 units sold to foreigners, or 45.6% of all condo units sold to foreigners, while Chonburi recorded 2,155 units sold, or 29.6%.

Bangkok, Chonburi top choices for foreigners buying property

Other provinces on the list, but at significantly lower numbers than the top two, are Samut Prakan, Phuket, and Chiang Mai.

The REIC noted that about 30% of condo units sold to foreigners are pre-owned.

“Sales of condominiums to foreign customers have been gradually rising in the past two years, but are still lower than the pre-pandemic level,” said the centre. “The reopening of borders, lifting of Covid restrictions, recovery of the tourism industry and the local economy are factors that have driven up property sales to foreigners.”

The REIC added that the biggest foreign clients of the condominium market have always been Chinese. However, since China has yet to fully reopen, Thai property sellers must seek buyers from other markets, such as Europe, the US, Australia, Russia and India.

Bangkok, Chonburi top choices for foreigners buying property

The centre said that the recent announcement by the Chinese health authorities that the country will scrap quarantine measures for overseas arrivals starting January 8 could be an immediate gamechanger for Thailand’s tourism industry, but the impact of the measure on the property sector would be visible only late in the second half of 2023.

“The property market trend for foreigners next year remains to be seen, as Chinese buyers might not have the same purchasing power as before, due to the battering the Chinese economy has taken for nearly two years because of the strict zero-Covid policy,” the REIC pointed out.

“Plus, to boost its economy the Chinese government could impose measures that promote domestic spending rather than overseas purchases.”

Related Stories

Thai tourism stocks soar as China scraps quarantine measure from Jan 8

Chinese top foreigners who purchased condos in Thailand: REIC

ให้สินเชื่อมอบของขวัญปีใหม่ชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701193

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีเรือประมงพื้นบ้าน 50,000 กว่าลำ ที่จดทะเบียนเรือเรียบร้อยแล้ว และกำลังขอรับใบอนุญาตทำประมงพื้นบ้านเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และเรือประมงพาณิชย์ที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ 9,593 ลำ จึงผลักดันโครงการสินเชื่อพิเศษเพื่อเสริมสภาพคล่องฯ โดยเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีมติเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 อนุมัติโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง เฟส 2 วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์และประมงนอกน่านน้ำ ให้มีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับนำไปเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครให้ชาวประมงร่วมโครงการฯ ตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 ตุลาคม 2566 ที่สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด และสำนักงานประมง กทม.

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตรที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กล่าวว่า โครงการนี้ ชาวประมงสามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี จากอัตราร้อยละ 7 ต่อปีและรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ3 ต่อปี มีกำหนดชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 7 ปี โดยรูปแบบของสินเชื่อฯ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.สินเชื่อเงินกู้ระยะสั้น เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ และ 2.สินเชื่อเงินกู้ระยะยาว เพื่อเป็นเงินทุนในการไปปรับปรุงเรือ ปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ทำการประมง ภายในกรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้ 1.วงเงินสินเชื่อของธนาคารออมสิน 2,000 ล้านบาท สำหรับเรือประมงขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไปวงเงินสินเชื่อสูงสุด รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท และ 2.วงเงินสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)3,000 ล้านบาท สำหรับเรือประมงขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส วงเงินสินเชื่อสูงสุด รายละไม่เกิน 5 ล้านบาท

‘เฉลิมชัย’พบผู้เลี้ยงไก่ไข่ กำกับดูแลรักษาเสถียรภาพราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701194

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ในงานเสวนาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สถานการณ์ไข่ไก่ปัจจุบันและทิศทางในปี 2566 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.ซึ่งกรมปศุสัตว์ ร่วมกับกลุ่มองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่และผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ 16 บริษัท จัดขึ้นเพื่อให้เกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ได้แสดงความคิดเห็นให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะเป็นเสียงสะท้อนไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวงการอุตสาหกรรมไก่ไข่ในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต ขยายตัวจากฟาร์มรายเล็ก รายกลาง เป็นฟาร์มรายใหญ่เลี้ยงไก่ไข่ระดับอุตสาหกรรม จำนวนไก่ไข่ต่อฟาร์มเพิ่มขึ้น มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคนในการเลี้ยงและเก็บผลผลิตไก่ไข่ ทำให้การผลิตไก่ไข่ในประเทศมีประสิทธิภาพและปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันมีความเสี่ยงที่จะเสียหายจากปัญหาโรคระบาดสัตว์ปีก หรือสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ลดลง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคและตลาดไข่ไก่ค่อนข้างจำกัด อาจเป็นสาเหตุให้ผลผลิตไข่ไก่ล้นหรือขาดตลาด ส่งผลให้ตลาดเกิดการผันผวน ราคาไข่ไก่ตกต่ำและปรับตัวสูงขึ้นบางช่วงเวลา ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงต้องปรับต้นทุนการผลิต และพัฒนาไข่ไก่ให้ได้คุณภาพ อย่างไรก็ดี การจัดการปัญหาไก่ไข่ที่ประสบความสำเร็จ ต้องตอบสนองโครงสร้างการผลิตและการตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน จำเป็นต้องมีกลไกรองรับ การวางนโยบายพัฒนาการผลิตการตลาดไก่ไข่และการบริหารจัดการไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ระดับต้นทางถึงปลายทาง

สำหรับการดำเนินการในปี 2566 กระทรวงเกษตรฯ ทราบดีว่าพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องเผชิญปัญหาการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนการผลิตซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นร่วมถึงปัญหาราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน จึงพร้อมกำกับดูแลให้เกิดสมดุลการผลิต–การบริโภค เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่พึงพอใจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จะต้องสร้างความเข้มแข็งในด้านการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทยที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท และพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตไข่ไก่ ที่กว่า 90% ของไข่ไก่ในท้องตลาดมาจากฟาร์ม GAP ที่กรมปศุสัตว์ รับรองแล้ว โดยจะต้องพัฒนามาตรฐานต่อยอด เพื่อเพิ่มความมั่นใจในด้านคุณภาพมาตรฐานให้กับผู้บริโภค

ฝนหลวงจัดอบรม ใช้ระบบเครื่องช่วย นำทางด้วยดาวเทียม ปฏิบัติการปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701190

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้กำหนดการจัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเดินอากาศตามความสามารถของระบบเครื่องช่วยเดินอากาศของเครื่องบิน และระบบนำทางด้วยดาวเทียม ให้แก่นักบินของกองบริหารการบินเกษตร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเดินอากาศแบบ Performance-Based Navigation และระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System-GNSS) ซึ่งจะได้นำความรู้ไปใช้กับระบบ Integrated Flight Deck ตามแบบที่ใช้กับเครื่องบินที่ปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง สามารถปฏิบัติการบินลงสนามแบบ Required Navigation Performance (RNP) ทั้งแบบมีหรือไม่มีระบบดาวเทียมเสริม (Satellite-Based Augmentation Systems) ได้อย่างถูกต้องและสามารถนำระบบการบินแบบ Performance-Based Navigation มาประยุกต์การบินปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างปลอดภัย

นายสุพิศกล่าวอีกว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการบินเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงมีความต้องการใช้ห้วงอากาศมากขึ้น โดยการใช้ห้วงอากาศให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะต้องนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ ซึ่งเทคโนโลยีที่กล่าวมานั้นก็คือ Performance-Based Navigation (PBN) โดยเป็นเทคโนโลยีที่มีการทำงานระหว่างระบบช่วยเดินอากาศภาคพื้น (Ground-based Conventional Navigation Aid) และระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System-GNSS)

เกษตรฯจับมือภาคเอกชน ใช้นวัตกรรมเพื่อความสุขยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701195

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีประกาศผล “โครงการคัดเลือกเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2565 ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ กับมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าภาคการเกษตรมีบทบาทความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ทำให้เกษตรกรหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ทางกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเป็นหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมตามแผนของกระทรวงเกษตรฯ ใน 4 ประเด็นหลัก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดแผนพัฒนาการเกษตร 5 ปี (2566–2570) มุ่งพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยดำเนินการ 1.ช่วยเหลือ ดูแล พัฒนาและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาหารไว้บริโภค ลดรายจ่าย และมีรายได้ 2.ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร มีประสิทธิภาพและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยพัฒนาทักษะความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยึดหลักตลาดนำการผลิต ยกระดับการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต และ 3.พัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม เชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามารถบริหารจัดการกองทุนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้หลักการ “Keep Going, Keep Growing ก้าวต่อไป เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปรับองค์กรเป็น Digital DOAE มุ่งขับเคลื่อน BCG สู่ความยั่งยืนของภาคเกษตร”

เริ่มแล้ว! โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) นำร่อง 10 จว.5 หมื่นไร่ผลิตข้าวคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701189

เริ่มแล้ว! โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) นำร่อง 10 จว.5 หมื่นไร่ผลิตข้าวคุณภาพดี

เริ่มแล้ว! โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) นำร่อง 10 จว.5 หมื่นไร่ผลิตข้าวคุณภาพดี

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.51 น.

4 สมาคมจับมือเดินหน้า“โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง)” เปิดนำร่อง 10 จังหวัดพื้นที่กว่า 5 หมื่นไร่ พร้อมผลิตข้าวคุณภาพดีพรีเมียมเกรดตามความต้องการของตลาด นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลกเผย จีนพร้อมซื้อหลังอวดโฉมในงานเอเปก   

ห้องประชุมจักรพันธ์  กรมการข้าว สมาคมฯ ต่างๆ ประกอบด้วย สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก สมาคมโรงสีข้าวไทย กรรมการกลางศูนย์บริหารจัดการข้าวครบวงจร สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย (สมาคมศูนย์ข้าวชุมชน ) ร่วมกันแถลงข่าว “โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง)” ต่อยอดศูนย์ข้าวชุมชน สู่ศูนย์บริหารจัดการข้าวชุมชนระดับตำบล จำนวน 10 โครงการ ต่อจังหวัด จำนวน 10 จังหวัด รวม 100 โครงการ

“ดร.ภณ ทัพพินท์กร” นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก กล่าวถึงการลงนามความร่วมมือระหว่างสมาคมต่างๆ ในโครงการนี้ว่า “โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง)ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดมาจากโครงการนำร่องข้าวรักษ์โลก BCG โมเดล  20 กองทุนหมู่บ้าน ที่ก่อนหน้านี้ทั้ง 4 สมาคมฯ ร่วมมือจัดทำ MOU การปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน ตามแนวทางของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา  ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย และเกิดผลเชิงประจักษ์คือเกษตรกรมีความพอใจในโครงการที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นโดยไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมี รวมถึงยังสามารถลดต้นทุนและขายผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภคจนส่งผลให้เกิดเสถียรภาพในด้านราคาทั้งหมดนี้เป็นที่มาของความร่วมมือในโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) ในครั้งนี้ 

สำหรับโครงการนี้ จะนำร่องการผลิตข้าวนาปรังอีก 100 โครงการ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 10 จังหวัด ซึ่งจะมีพื้นที่ราว 500 ไร่ต่อ 1 โครงการ รวมแล้ว 100 โครงการจะมีพื้นที่ทำนาในครั้งนี้กว่า 5 หมื่นไร่” ดร.ภณ กล่าว และว่า 

“ทางรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี มีความต้องการอยากให้โครงการดังกล่าวกระจายไปในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ชาวนาและเกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำนโยบายผ่านกรมการข้าว เพื่อลงมาช่วยดูแลขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ ส่วนตลาดการรับซื้อนั้นทั้งทางสมาคมโรงสี และตลาดต่างประเทศซึ่งได้รับรู้ถึงคุณภาพของผลผลิตที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ผ่านเวที APEC 2022 ที่ผ่านมา โดยมีการนำข้าวรักษ์โลกบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบสินค้าพรีเมียม นำมาแจกให้กับแขกผู้มาเยือนและสื่อมวลชนภายในงาน จนได้รับการยอมรับ และล่าสุดมีออร์เดอร์สั่งซื้อจากประเทศจีนเข้ามาแล้ว 

จึงนับเป็นสิ่งที่ดีที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับเกษตรกรไทย รวมถึงการขับเคลื่อนต่อยอดพัฒนาโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) ในอนาคตให้บรรลุเป้าหมาย และสร้างข้าวไทยให้เป็นสินค้านำรายได้เข้าประเทศ เพื่อนำกลับมาพัฒนาเกษตรกรชาวนาไทย อย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป” นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก กล่าว 

สำหรับพื้นที่นำร่อง“โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model ” ทั้ง 10 จังหวัด ประกอบด้วย  พื้นที่ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย นำร่อง10 โครงการ  อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่น จ.กำแพงเพชร อำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี 10โครงการ จ.พิษณุโลก นำร่อง 10 โครงการ ในศูนย์ข้าวชุมชน อำเภอพรหมพิราม อำเภอเมือง อำเภอวังทองและ จ.นครสวรรค์ นำร่องเสร็จโครงการ อำเภอชุมแสง อำเภอหนองบัว

พื้นที่ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ชัยนาท นำร่อง 10 โครงการ อำเภอเมือง อำเภอโนนขาม จ.สิงห์บุรีนำร่อง 10 โครงการ อำเภออินทร์บุรี และจ.ลพบุรี นำร่อง 10 โครงการอำเภอบ้านหมี่ อำเภอท่าวุ้ง

ส่วนพื้นที่ภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช นำร่อง 10 โครงการอำเภอ หัวไทร จ.พัทลุงนำร่อง 10 โครงการ อำเภอ ควนขนุน จ.สงขลา นำร่อง 10 โครงการ อำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ

-(016)

‘ปณิชา ธนณาเคนทร์’ ชวนนักเดินทางเปิดประสบการณ์ ‘Life Your Way’ ทุกจุดหมายการเดินทางเลือกได้ด้วยตัวคุณเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701149

‘ปณิชา ธนณาเคนทร์’ ชวนนักเดินทางเปิดประสบการณ์ ‘Life Your Way’ ทุกจุดหมายการเดินทางเลือกได้ด้วยตัวคุณเอง

‘ปณิชา ธนณาเคนทร์’ ชวนนักเดินทางเปิดประสบการณ์ ‘Life Your Way’ ทุกจุดหมายการเดินทางเลือกได้ด้วยตัวคุณเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การท่องเที่ยว” ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจนี้ต้องหยุดชะงัก และเมื่อรัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรนมากขึ้น ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นความท้าทายของผู้ประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวไม่น้อยในการค้นหากลยุทธ์ที่จะเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวให้มาจับจ่าย เช่นเดียวกับ “Traveloka”(ทราเวลโลก้า) ผู้ให้บริการ lifestyleSuperapp ด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ใช้ช่วงเวลาวิกฤตที่ผ่านมาพัฒนาตนเองให้ยังเป็นแอปพลิเคชั่นที่หนึ่งในใจนักท่องเที่ยวภายใต้สโลแกน “Life Your Way”

ปุ๊ก-ปณิชา ธนณาเคนทร์ ผู้บริหารคนสำคัญ ทราเวลโลก้า ประเทศไทยเผยสถานการณ์การท่องเที่ยวที่มีผู้ใช้บริการผ่าน ทราเวลโลก้า ว่าคนไทยมีการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศไทยส่วนใหญ่คนไทยจะเลือกไปสถานที่ใกล้ๆ ที่สามารถใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลได้ เพื่อความสะดวกสบาย หากเป็นการท่องเที่ยวต่างประเทศ คนไทยก็ยังนิยมเลือกไปในภูมิภาคเอเชียเช่นกัน เนื่องจากใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก และค่าครองชีพไม่สูงประเทศยอดฮิตในช่วงนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี เนื่องจากเป็นฤดูหนาวและมีหิมะหรือใต้หวัด สิงคโปร์ ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางสู่ประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะการยกเลิกมาตรการหลายๆ อย่างของรัฐบาลทำให้การเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยสะดวกมากยิ่งขึ้น ประการสำคัญ คือการที่คนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนป้องกันครบโดสแล้ว ทุกคนอยู่กับโควิดมาระยะเวลาค่อนข้างนาน ทำให้เรียนรู้ว่าจะอยู่กับโควิดอย่างไร เรียนรู้ว่าจะท่องเที่ยวอย่างไรให้ตนเองปลอดภัยจากโควิด

ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่ต้องเรียนรู้และปรับตัว ทราเวลโลก้า ก็เช่นกันปณิชา กล่าวว่า ทราเวลโลก้า ประเทศไทย ได้ใช้ช่วงเวลาวิกฤตที่ผ่านมาพัฒนาการบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการเช่นกัน เนื่องจากโควิดทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ลูกค้าต้องการบริการที่สามารถยืดหยุ่นได้ มีความคล่องตัว ทราเวลโลก้า จึงได้พัฒนาฟีเจอร์ต่างๆ เข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งาน เช่น ในแอปพลิเคชั่นเรามีฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามา เพื่อให้ผู้ใช้สามารถออกแบบ ปรับเปลี่ยนแผนการเดินทาง หรือการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเองเพียงปลายนิ้วสัมผัส

“ปัจจุบันทราเวลโลก้า ใช้สโลแกนว่า Life Your Way เพราะเราต้องการให้ผู้ใช้งานหรือนักท่องเที่ยวสามารถออกแบบการท่องเที่ยวที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ หรือสถานการณ์ไม่คาดคิด เช่น จองโรงแรมแบบยืดหยุ่น ลูกค้าสามารถชำระเงินเมื่อเข้าเช็คอินที่โรงแรมได้ และ/หรือ ยกเลิกฟรี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวันเข้าพักได้อย่างง่ายดาย โดยใช้ฟีเจอร์ EasyReschedule จองกิจกรรม Xperience แบบยืดหยุ่น ลูกค้าสามารถขอเงินคืน และ/หรือเปลี่ยนแปลงวันเข้าใช้บริการได้ง่ายๆ เพียงแค่ค้นหาบริการที่สามารถใช้ฟีเจอร์Easy Refund และหรือ Easy Rescheduleได้ ส่วนบริการ Payment at Hotel ลูกค้าสามารถชำระค่าโรงแรมที่พักได้เมื่อเช็คอิน สิ่งเหล่านี้เป็นบริการที่มอบความสะดวกสบาย และความพึงพอให้กับลูกค้าในแง่ความคุ้มค่า ที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้าแต่ไม่สามารถไปใช้บริการได้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ในส่วนพันธมิตรของทราเวลโลก้า เรามีแคมเปญที่ช่วยให้พันธมิตรได้รับการมองเห็นมากขึ้น และได้รับการซัพพอร์ตจากลูกค้าได้ง่าย เช่น ดีลส่วนลดต่างๆ หรือพันธมิตรที่มีสัญลักษณ์ Clean Xperience ของทราเวลโลก้า แสดงให้ลูกค้าเห็นว่าบริการนั้นๆ มีมาตรการด้านสุขอนามัยสุขภาพ และความปลอดภัยในระดับสูง ก็จะเป็นเครื่องช่วยตัดสินใจให้ลูกค้าจองหรือซื้อบริการนั้นง่ายขึ้น หรือบริการอื่นๆ เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าสถานที่นั้นๆ มีการดูแลรักษาความสะอาดสามารถไปใช้บริการได้อย่างปลอดภัย ก็จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อการบริการได้มากขึ้นเป็นต้น”

การทำงานที่ทราเวลโลก้าที่กำลังก้าวสู่ปีที่ 8 ในฐานะผู้อำนวยการทราเวลโลก้าประเทศไทย มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลธุรกิจในประเทศไทยและกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ในด้าน Hotel Supply & Market Management สำหรับประเทศไทยและเมียนมา ปณิชาบอกว่า ทราเวลโลก้ามีวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกจริตของเธอที่สุดแล้ว

“ทราเวลโลก้ามีวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง พร้อมรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน เราทำงานกันแบบเป็นพี่เป็นน้องที่พร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อให้งานเดินไปสู่เป้าหมายหรือผลสำเร็จตามที่ตั้งไว้ไม่หยุดที่จะทำให้เกิด impac ในสิ่งที่ทำ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ปุ๊กเองก็นำมาใช้ในการบริหารงานเช่นเดียวกัน ในการทำงานแต่อย่างมีการวางแผนอยู่แล้วว่าเราต้องการ Goal คืออะไร มีขั้นตอนการทำงาน ปุ๊กจะให้น้องๆ ได้ลงมือทำ เมื่อทำแล้วเขาจะเรียนรู้ว่าอะไรที่ทำได้ อะไรทำไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรคเราก็จะเอามาแชร์กันคิดหาวิธีการต่างๆ ร่วมกัน ที่จะแก้ปัญหาและเดินไปสู่ Goal ที่ตั้งไว้ สำคัญคือต้องทำให้ทีมได้มีโอกาสสร้างผลงาน เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจว่า งานที่เขาทำสำเร็จ
จะเป็นแรงจูงใจที่เขาจะทำงานอื่นๆ ให้ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”

แม้จะทำงานบนสายธุรกิจการท่องเที่ยว แต่ไลฟ์สไตล์ด้านการท่องเที่ยวของ ปณิชา ไม่ได้หวือหวามากนัก เธอชื่นชอบที่จะไปพักผ่อนกับสถานที่ที่เธอคุ้นเคยและมีความทรงจำดีๆ มากกว่า โดยเฉพาะการไปพักผ่อนบนชายหาด ชื่นชมเกลียวคลื่นกับน้ำใสๆ ของทะเลไทย หากเป็นต่างประเทศ เธอชื่นชอบประเทศอังกฤษที่สุด เพราะเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม ผู้คนมีไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเธอประทับใจมาตั้งแต่เมื่อครั้งไปศึกษาต่อปริญญาโท แต่หากระหว่างการพักผ่อนมีงานเร่งด่วนเข้ามา ปณิชา ก็พร้อมที่จะซัพพอร์ตทีมงานเสมอ

ใครที่กำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยว ลองคลิกเข้าไปส่องหาเที่ยวบิน ที่พัก ร้านอาหาร กิจกรรมที่มีดีลเด็ดๆได้ที่ Traveloka เชื่อว่าจะทำให้การท่องเที่ยวครั้งใหม่ของคุณ เต็มไปด้วยสีสันและประสบการณ์ที่น่าจดจำ

ครั้งแรกในไทยกับนิทรรศการผลงานสตรีทอาร์ทระดับโลกของ ‘Banksy’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701144

ครั้งแรกในไทยกับนิทรรศการผลงานสตรีทอาร์ทระดับโลกของ ‘Banksy’

ครั้งแรกในไทยกับนิทรรศการผลงานสตรีทอาร์ทระดับโลกของ ‘Banksy’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

MOCA BANGKOK ขยายเวลาเข้าชมนิทรรศการThe Art of Banksy: “Without Limits” ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมมอบความสุขคูณสองรับเทศกาลปีใหม่ให้ยกแก๊งรวมก๊วนชมงานศิลปะกับส่วนลดพิเศษ มา 5 จ่าย 4 เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2566 กับประสบการณ์สุดพิเศษจากนิทรรศการชื่อดังที่สร้างปรากฏการณ์มาแล้วทั่วโลก และเป็นครั้งแรกของนิทรรศการ The Art of Banksy: “Without Limits” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญของวงการศิลปะในประเทศไทย เพราะเป็นประสบการณ์หายากที่จะมีโอกาสชมผลงานสตรีทอาร์ตของ Banksy (แบงก์ซี) ที่กระจายอยู่ในหลายเมืองทั่วโลกในที่เดียวกัน 

Banksy เป็นศิลปินสตรีทอาร์ทผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคที่ขับเคลื่อนสังคมผ่านงานศิลปะ Graffiti ลายเส้นอันมีเอกลักษณ์และทรงพลัง แม้ผลงานส่วนใหญ่จะนำเสนอเนื้อหาเสียดสีสังคม การเมือง ต่อต้านทุนนิยม บริโภคนิยม และสงคราม เรียกร้องอิสรภาพและเสรีภาพ แต่ก็มักจะแทรกอารมณ์ขันแบบหยิกแกมหยอกเอาไว้เสมอจนกลายเป็น Rare Item ให้หมู่นักสะสมงานอาร์ททั่วโลก จึงนับเป็นโอกาสอันดีของคนไทยที่จะได้ชื่นชมผลงานของ Banksy ในนิทรรศการ The Art of Banksy: “Without Limits” 

ในนิทรรศการนี้ประกอบด้วยผลงานจริงจากนักสะสมและผลงานทำซ้ำด้วยเทคนิคภาพพิมพ์สเตนซิล (Stencil) หรือการฉลุลาย นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังสามารถชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จะสร้างสรรค์ขึ้นโดยทีมงานสร้างสรรค์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่จะนำจิตวิญญาณของงานสตรีทอาร์ทมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึงสารคดีวีดีโอที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของ Banksy นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์อื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่ การจำลอง “Dismaland” อภิมหาผลงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่สุดของ Banksy ในปี 2015 ในรูปแบบสวนสนุกป๊อปอัพสุดรันทด ที่แฝงความตลกร้ายจิกกัดสวนสนุกสุดหรรษาไว้อย่างเจ็บแสบ “Bathroom” อีกหนึ่งศิลปะการจำลองผลงานของ  Banksy ที่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงศิลปะ Video Installation ในห้อง “Infinity Room” ห้องที่เต็มไปด้วยกระจก สถานที่สำหรับเสพงานศิลป์ของ Banksy ที่ให้ประสบการณ์เหมือนเรากำลังหลุดเข้าไปในความคิดและจินตนาการของศิลปิน และห้ามพลาดไฮไลต์อื่นๆ อีกมากมาย โดยงานทั้งหมดถูกจัดตั้งไว้บนพื้นที่จัดแสดง 700 ตารางเมตร ครอบคลุมโถงนิทรรศการ 3 ห้อง ซึ่งนับเป็นนิทรรศการหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดที่ MOCA BANGKOK เคยจัดมา  

ทั้งนี้ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากบัตรเข้าชมจะนำไปมอบให้กับองค์กร M.V.Louise Michel ที่ Banksy ให้การสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทางทะเลบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรวมพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับโลกใบนี้ รวมถึงการจัดแสดงที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน

อ่านรายละเอียดโปรโมชั่นและซื้อบัตรเข้าชมทาง Zipevent https://bit.ly/3f7EDgi และจุดขายบัตรพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้-12 กุมภาพันธ์ 2566

แบรนด์นาฬิกาสุดเท่จากเดนมาร์ก เปิดร้านป๊อป-อัพพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701150

แบรนด์นาฬิกาสุดเท่จากเดนมาร์ก เปิดร้านป๊อป-อัพพิเศษ

แบรนด์นาฬิกาสุดเท่จากเดนมาร์ก เปิดร้านป๊อป-อัพพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เอาใจคนรักนาฬิกามีดีไซน์ บจ. ดีส คูล ธิงส์ เปิดร้านป๊อป-อัพพิเศษ นาฬิกา PICTO และ Arne J. แบรนด์นาฬิกาสุดเท่จากเดนมาร์ก พร้อมดีลพิเศษ ให้ได้เลือกช็อปเป็นของขวัญเทศกาลปีใหม่ ในงาน BE TREND GIFT FEST 2022 ที่ Quartier Gallery ชั้น M ดิ เอ็มควอเทียร์ วันนี้-5 มกราคม 2566

นาฬิกา Arne Jacobsen ดีไซน์เท่ โก้ ผลิตอย่างประณีตบรรจง ออกแบบโดย อาร์เน่ ยาคอบเซ่น สถาปนิกและนักออกแบบระดับตำนานของโลก มอบข้อเสนอสุดพิเศษ นาฬิกาข้อมือ รุ่น “City Hall” และ รุ่น “Station” ลด 20% และนาฬิกาตั้งโต๊ะ/ปลุก ลด 25% (เฉพาะที่งานนี้) พร้อมด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษจาก PICTO (พิคโต้) นาฬิกาข้อมือแนวมินิมอลลิสท์สุดเท่ ที่ชวนให้กล้าที่จะเท่อย่างแตกต่าง ท้าทายแนวคิดเดิมๆ- Dare to be Bold, Challenge Traditional Thinking

‘ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด’ จับมือ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมบริจาคโลหิต ส่งต่อพลัง ‘ผู้ให้’อย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/701148

‘ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด’ จับมือ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมบริจาคโลหิต ส่งต่อพลัง ‘ผู้ให้’อย่างยั่งยืน

‘ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด’ จับมือ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมบริจาคโลหิต ส่งต่อพลัง ‘ผู้ให้’อย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มธุวลี สถิตยุทธการ

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จํากัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เดินหน้าสานต่อโครงการ “แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2566” (BRAND’S Young Blood 2023) ต่อเนื่องปีที่ 23 ภายใต้แนวคิด “Give Blood…Give Lives” ชวนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมเป็น “ผู้ให้” ด้วยการเริ่มต้นบริจาคโลหิตสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิต และรณรงค์กระตุ้นให้ผู้ที่เคยบริจาคแล้วหันมาบริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือน รวมถึงจัดการประกวดแต่งเพลงสั้น และประกวดร้อง เต้น และลิปซิงค์ “TikTok Challenge” ชิงโล่พระราชทาน ทุนการศึกษา และรางวัลต่างๆ พร้อมจัดกิจกรรมโรดโชว์ และออกหน่วยรับบริจาคโลหิตไปยังสถานศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ ตั้งเป้าโลหิตที่ได้รับบริจาคในโครงการฯ จำนวน 90,000 ยูนิตทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ภารกิจหลักในปี 2566 ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยมุ่งมั่นจัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอและมีคุณภาพสูงสุด โดยตั้งเป้าในการจัดหาโลหิตให้ได้ปีละประมาณ 2,500,000 ยูนิตเพื่อรองรับกับปริมาณการเบิกใช้โลหิตที่เพิ่มขึ้น 8-10% ทุกปี ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันพบว่า การบริจาคโลหิตยังไม่สม่ำเสมอ และมีบางช่วงเวลาที่โลหิตขาดแคลน เช่น ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีการบริจาคโลหิตลดน้อยลงมาก ดังนั้น ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายและภาคีร่วมในการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ชวนให้มีการบริจาคโลหิตเพื่อกระตุ้นให้มีผู้บริจาคโลหิตเพิ่มขึ้น และเพื่อจัดหาโลหิตคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในแต่ละปี รวมถึงจำเป็นต้องมีโลหิตสำรอง เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องการใช้โลหิตอย่างเร่งด่วนอย่างน้อย 2-5 วัน

“ในส่วนกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นผู้บริจาคโลหิตที่มีคุณภาพ คือ กลุ่มนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีช่วงระยะเวลาการบริจาคโลหิตได้ยาวนานและยั่งยืนในอนาคต ซึ่งโครงการฯ มุ่งหวังให้เยาวชนมีความตระหนักถึงความสำคัญและรับรู้ถึงการบริจาคโลหิตว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันรวมถึงสร้างจิตสำนึกการเป็น “ผู้ให้” แก่เยาวชนที่มีสุขภาพดีที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิตได้เริ่มต้นเป็นผู้บริจาคโลหิตรายใหม่รวมถึงรณรงค์กระตุ้นให้กลุ่มดังกล่าวบริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาเป็นโลหิตสำรองคงคลังไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ตลอดจนยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้มีส่วนรับผิดชอบสังคมร่วมกัน ด้วยการรณรงค์การบริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ โดยในปีนี้ตั้งเป้าโลหิตที่ได้รับบริจาค จำนวน 90,000 ยูนิตทั่วประเทศ”

นางมธุวลี สถิตยุทธการ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจและองค์กรสัมพันธ์ ซันโทรี่เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทยและอินโดไชน่า กล่าวว่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจแอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินงานภายใต้ค่านิยม “Giving back to society”ด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อตอบแทนสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีของคนในสังคมไทย บริษัทฯ จึงได้ริเริ่มโครงการ “แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต” (BRAND’S Young Blood) ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และดำเนินโครงการฯ มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการดำเนินโครงการฯ ในปีที่ผ่านมาช่วงระหว่างปี 2563-2564 เราได้รับโลหิตจากการบริจาคภายใต้กิจกรรมรณรงค์ของโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 68,701 ยูนิต สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการให้ของบรรดานิสิต นักศึกษา และเยาวชน ที่มีจิตอาสาอย่างแท้จริง นอกจากนี้เรายังได้มีการจัดกิจกรรมการประกวด BRAND’S Young Blood Game Creator ในหัวข้อ BRAND’S Young Blood Heroการสร้างสรรค์ผลงานเกมจากคอมพิวเตอร์เสนอแนวคิด พร้อมภาพและเสียงประกอบสื่อสารการรณรงค์บริจาคโลหิต สร้างจิตสำนึก และความภูมิใจของการเป็น“ผู้ให้” โดยทีมของน้องๆ เยาวชนที่ชนะเลิศการประกวดผลงานเกมจากคอมพิวเตอร์ ได้แก่ทีม I am alone จากมหาวิทยาลัยรังสิต

สำหรับโครงการ “แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2566” (BRAND’S Young Blood 2023) ปีที่ 23 โครงการฯ ได้เตรียมออกหน่วยรับบริจาคโลหิตไปยังสถานศึกษาต่างๆ และจัดกิจกรรมโรดโชว์ เพื่อสร้างความรับรู้โครงการฯ ทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาได้ร่วมแสดงพลัง และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ โดยมีกิจกรรมหลัก ดังนี้ 1.การประกวดแต่งเพลงสั้น ชวนบริจาคโลหิต ในหัวข้อ “Give Blood…Give Lives” เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาที่มีอายุระหว่าง 17-22 ปี ที่มีพรสวรรค์ ความรู้ ความสามารถด้านการแต่งเนื้อร้อง หรือทำนองเพลง ได้แสดงความคิดเชิงสร้างสรรค์ผ่านทางบทเพลงเชิญชวนเยาวชนคนรุ่นใหม่มาร่วมบริจาคโลหิต และรวมถึงสร้างจิตสำนึก และความภูมิใจของการเป็น“ผู้ให้” โดยผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศจะได้รับโล่พระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตร และทุนการศึกษาจำนวน 30,000 บาท และผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัดดื่มฟรีตลอดปีสำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมสามารถส่งผลงานด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ ได้ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม-31 มีนาคม 2566โดยโครงการฯ จะประกาศผลผู้ที่รับรางวัลในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566

2.การประกวดเต้น “TikTok Challenge” จากเพลงสั้น “Give Blood…Give Lives” ให้นิสิตนักศึกษาที่มีอายุระหว่าง 17-22 ปี ได้แสดงความสามารถด้วยลีลา ท่าทาง และความคิดสร้างสรรค์ สไตล์ที่เป็นตัวเอง เพียงแค่ร้อง เต้น หรือลิปซิงค์เพลง Give Blood…Give Lives ลงในแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อเป็นสื่อชวนเชิญ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มาร่วมบริจาคโลหิต โดยผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศจะได้รับเกียรติบัตร พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท และผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัดดื่มฟรีตลอดปี สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมสามารถกรอกใบสมัครเข้าร่วมการประกวดได้ที่ email : Project.nbc@redcross.or.th เริ่มโพสต์ผลงานใน TikTok ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2566 โดยโครงการจะประกาศผลผู้ที่ได้รับรางวัล วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566

นายภูศิลป์ วารินรักษ์ หรือเต๋า ศิลปินและนักร้องชื่อดังที่ร่วมรณรงค์โครงการฯ ในปีนี้ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต” อยากชวนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาร่วมกันทำความดี ด้วยการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และสำหรับน้องๆ ที่มีความสามารถด้านงานเพลงไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง หรือการร้องและเต้น ผมก็อยากเชิญชวนน้องๆ มาร่วมส่งผลงานประกวดแต่งเพลงสั้น และประกวดร้อง เต้น หรือลิปซิงค์ใน “TikTok Challenge” เพราะนอกจากจะเป็นเวทีให้น้องๆ ได้ฝึกความสามารถให้เก่งยิ่งขึ้นแล้ว ผลงานของเรายังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ หันมาสนใจการบริจาคโลหิตเพื่อเป็นคลังสำรองในยามฉุกเฉินได้อีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ผมอยากส่งมอบความห่วงใย และชวนน้องๆ ร่วมกันบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย หรือหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศครับ”

ทั้งนี้ นิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการฯ บริจาคโลหิต และต้องการร่วมกิจกรรมต่างๆ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.blooddonationthai.com และ www.brandsworld.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-2554567, 02-2639600 ต่อ 1743

ภูศิลป์ วารินรักษ์

ภูศิลป์ วารินรักษ์