พสกนิกรร่วมถวายพระพร พระองค์ภา เนืองแน่นโรงพยาบาลจุฬาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700590

พสกนิกรร่วมถวายพระพร พระองค์ภา เนืองแน่นโรงพยาบาลจุฬาฯ

พสกนิกรร่วมถวายพระพร พระองค์ภา เนืองแน่นโรงพยาบาลจุฬาฯ

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พสกนิกรร่วมถวายพระพรพระองค์ภา เนืองแน่นโรงพยาบาลจุฬาฯ ขอให้หายพระประชวรโดยเร็ว สำนึกในพระกรุณาธิคุณ

ประชาชนเดินทางมาลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2565 เวลา 13.45น.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นการส่วนพระองค์มายังอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทรงเยี่ยมพระอาการประชวร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และเสด็จกลับในเวลา 14.57น.

ต่อมาเวลา 14.35 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ โปรดให้เชิญแจกันดอกไม้ มาถวายที่หน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้เชิญแจกันดอกไม้ ขึ้นไปถวาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

จากนั้นเวลา 16. 05 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ มายังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และทรงพระดำเนินไปยังสถานที่ลงนามถวายพระพร ณ ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ในการนี้ ทรงถวายแจกันดอกไม้หน้าพระรูป พร้อมถวายพระรอด วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร รุ่นปิดทอง ปี 51 อ.เมือง จ.ลำพูน

และลงพระนามเยี่ยมในสมุดลงพระนาม ถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาด้วย และเดินทางกลับเวลา 16.10 น.

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และผู้บริหารโรงพยาบาล พร้อมด้วยประชาชนจำนวนมากเฝ้ารับเสด็จ

และตลอดวันนี้ได้มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ใช้โอกาสวันหยุดสุดสัปดาห์ นำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงพระนามถวายพระพรขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ คณะผู้บริหารและครู โรงเรียนฝวา หมินกงลิและโรงเรียนพุทธยาคมศรียาภัย อ.เมือง จ.ชุมพร, คณะผู้บริหารคณาจารย์และตัวแทนนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, บริษัทเวก้าเนเจอรัล จำกัด, ครอบครัวพลศรี, มูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, สหกรณ์บริการ IRPC ระยอง จำกัด, คณะผู้บริหาร ครู โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ยานเวศ เขตสาธร กรุงเทพฯ, วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์, ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี, นายทองเลี่ยม พุกทอง นายกสมาคมเดอะเชฟ ประเทศไทย พร้อมคณะ, ชุมชนกระเหรี่ยง หมู่บ้านนาสวน ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี, สมาคคมพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี, สมาคมสตรี จ.เชียงราย, ราชสกุลเกษมสันต์, สมาคมสตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จิตอาสาพระราชทาน นำอาหารพระราชทานเมื่อเที่ยง วันนี้เป็นเมนู“ข้าวขาหมู”พร้อมน้ำดื่มและอาหารว่างมื้อบ่าย มามอบให้กับประชาชนที่มาลงนามถวายพระพรและมารับบริการภายในโรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.เป็นต้นไป ที่ชั้น1 หน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ชั้น1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่ เวลา 08.00-16.00น.ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

‘สถาบันฯ วิจัยครูอาเซียน’ ส่งเสริมเรียนรู้‘Computational Thinking’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700567

‘สถาบันฯ วิจัยครูอาเซียน’ ส่งเสริมเรียนรู้‘Computational Thinking’

‘สถาบันฯ วิจัยครูอาเซียน’ ส่งเสริมเรียนรู้‘Computational Thinking’

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ศึกษาและมูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนาทักษะการคิด จัดการบรรยายพิเศษและการอบรมเชิงปฏิบัติการ“Programming Activity to develop Mathematical Thinking at Kindergarten and Primary school levels“ ณ สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และรักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันฯ วิจัยครูอาเซียน กล่าวเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า เป็นโอกาสที่ดี ที่ได้เรียนรู้ว่าสถานการณ์อัปเดตของโลก มีการที่จะต้องนำเรื่องของการพัฒนา programming thinking ผ่าน programming activities นำเข้าสู่โรงเรียน ไม่ใช่การสอนรายวิชาแบบเดิมอีกต่อไป ทำอย่างไรจะสามารถร้อยเรียง Mathematical thinking โดยใช้ programming activities เข้าไปในรายวิชาต่างๆ ได้ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก

จากนั้น Prof. Masami Isoda จาก University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น ได้บรรยายพิเศษเกี่ยวกับ APEC and SEAMEO frameworks for designing programming activities in classrooms WITHOUT teaching programming language ให้กับบุคลากรทางการศึกษา ครู นักศึกษาและผู้ที่สนใจ ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะด้านการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) รวมถึงได้ฝึกปฏิบัติผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ 2 ช่วงการอบรม

เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำไปปรับใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนในโรงเรียน ช่วงที่ 1การอบรมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับ problem posing in mathematics classroom for learning visible programming language ช่วงที่ 2การอบรมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับ challenge Robot Programming and how to make clear mathematical thinking ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วยผู้อำนวยการและคุณครูจากโรงเรียนสันติธรรมวิทยา จังหวัดอุดรธานี คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา รวมถึง นักศึกษาฝึกสอน เข้าร่วมกิจกรรมผ่านทางออนไลน์ จำนวน 17 คน และเข้าร่วม ณ สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน จำนวน 54 คน

การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ สนับสนุนให้บุคลากรทางการศึกษา คณาจารย์ นักศึกษาฝึกสอนและผู้ที่สนใจ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะด้านการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) รวมถึงได้แลกเปลี่ยน ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้มีแนวทางในการนำไปจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนและยังเป็นโอกาสอันดีที่ได้รับความรู้รวมถึงทราบทิศทางการศึกษาของโลกที่เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปปรับใช้ในโรงเรียนต่อไป

‘สสส.’สานพลัง‘กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’ ลุยสร้างสุขภาพพนักงาน‘SMEs’34จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700569

‘สสส.’สานพลัง‘กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’  ลุยสร้างสุขภาพพนักงาน‘SMEs’34จังหวัด

‘สสส.’สานพลัง‘กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’ ลุยสร้างสุขภาพพนักงาน‘SMEs’34จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สสส. สานพลัง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ลุยสร้างสุขภาพพนักงานSMEs ใน 34 จังหวัด โมเดล Happy Workplace เพิ่มความสุขทุกมิติ 64% มูลค่าผลตอบแทน64 ล้านบาท ช่วยเลิกเหล้า-บุหรี่ ลดค่าใช้จ่ายกว่า 8 ล้านบาท เชื่อมแนวคิด Happy Money ออมเงินทะลุ 21 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชั่น โฮเต็ล กรุงเทพฯ นายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. มุ่งให้คนทำงานมีความสุข

ภายใต้แนวคิดองค์กรสุขภาวะ(Happy Workplace) โดยเฉพาะกลุ่มสถานประกอบการ SMEs ที่มีถึง3 ล้านแห่ง จึงได้สานพลังกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคีเครือข่าย ริเริ่มโครงการส่งเสริมสุขภาวะองค์กรในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Happy and Productive Workplace : SHAP) ซึ่งในระยะที่ 3 มีสถานประกอบการเข้าร่วม 80 แห่ง ใน 34 จังหวัด พนักงานรวม 12,425 คน ผลค่าความสุข จากนวัตกรรม HAPPINOMETER ใน 8 มิติ

พบก่อนดำเนินงานค่าความสุขอยู่ที่ 59.15% หลังจากการดำเนินส่งเสริมสุขภาวะองค์กรมีค่าเฉลี่ยความสุขเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 64.37% ส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตระหนักและให้ความสำคัญเรื่องสุขภาวะ 1 ในนั้นคือการจัดการความเครียดจากปัญหาการเงินส่วนตัว วางแผนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในวัยเกษียณ ทั้งนี้ มีสถานประกอบการได้รับรางวัลวิสาหกิจต้นแบบระดับเพชร 3 รางวัล ระดับแพลทินัม 12 รางวัล ระดับทอง 20 รางวัล

นายภาสกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการ SHAP หัวใจสำคัญคือ คนเป็นศูนย์กลาง มุ่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรควบคู่ไปกับการสร้างความสุขให้แก่บุคลากรในสถานประกอบการ และผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs เห็นความสำคัญและมีนโยบายสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพและการสร้างสุขภาวะองค์กร

ซึ่ง SMEs ของไทยคิดเป็น99.57% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งประเทศและมีจำนวนการจ้างแรงงานกว่า 17 ล้านคน เป็นกำลังสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ผลการดำเนินงานช่วยให้เกิดผลลัพธ์และผลตอบแทน ด้านคุณภาพ ต้นทุน การส่งมอบ ความปลอดภัยในการทำงาน ขวัญและกำลังใจของพนักงานการจัดการสิ่งแวดล้อม จริยธรรมในการทำงาน ผลิตภาพที่เพิ่มมีมูลค่ากว่า 64 ล้านบาท

นายวุฒิชัย ประชาพรผู้อำนวยการกองพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ดำเนินโครงการ SHAP กล่าวว่า โครงการ SHAP เริ่มดำเนินการตั้งแต่ส.ค. 2563 ถึง ก.ค. 2565 พบว่า กิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษามีพนักงานเข้าร่วม 4,317 คนลดค่าใช้จ่ายการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเงิน 8.55 ล้านบาท เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 107 คน เลิกสูบบุหรี่ 53 คน

ดูแลสุขภาพมีค่า BMI ที่ดีขึ้น1,448 คน ส่งเสริมการปลูกผักปลอดสาร 9,384 ตารางเมตรสามารถปลูกผักได้ 8,668 กิโลกรัมทั้งนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ เช่น Happy Work life ได้ดำเนินกิจกรรมในการสร้างสวัสดิการต่างๆ รวมมูลค่า 10,823,643 บาท กิจกรรม Happy money ส่งเสริมการออม พนักงานสามารถออมเงินเป็นจำนวน 21.2 ล้านบาท

เผยผลวิจัยมากกว่า 7,000 ชิ้น ยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายต่อร่างกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700570

เผยผลวิจัยมากกว่า 7,000 ชิ้น  ยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายต่อร่างกาย

เผยผลวิจัยมากกว่า 7,000 ชิ้น ยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายต่อร่างกาย

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ตามที่มีข่าวปรากฏเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ ของกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎรนั้น ความเห็นของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ฯ เกี่ยวกับแนวทางบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทยคือ ยังไม่มีงานวิจัยที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนในระยะยาว

ทั้งนี้ จากรายงานวิจัยของ NASEM (National Academies of Science, Engineering and Medicine, USA) ตั้งแต่ปี 2018-2021 มีรายงานวิจัยใหม่ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์มากกว่า 7,000 ชิ้น พบอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าต่อระบบต่างๆ ของร่างกายชัดเจน โดยบ่งชี้ถึงผลกระทบของไอบุหรี่ไฟฟ้าต่อระบบทางเดินหายใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็ง ซึ่งนักวิจัย นักวิชาการทั่วโลกรวมถึงไทยที่ห่วงใยถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้า ต่างเรียกร้องให้ออกมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

สอดคล้องกับรายงานของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University – ANU) ค.ศ.2022 ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อสุขภาพในไอบุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษมากกว่า 100 ชนิด ซึ่งอันตรายของนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของสมองโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่แต่มาสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า

และรายงานสรุปพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของ ANU ปี 2020 พบว่าอัตราการสูบบุหรี่มวนลดลงได้ด้วยมาตรการทางกฎหมายและการให้บริการช่วยเลิกบุหรี่ ซึ่งในกลุ่มคนที่เลิกบุหรี่ได้ส่วนใหญ่ใช้วิธีหักดิบ (cold turkey) ส่วนอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากลับค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอายุ 14-17 ปี ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า และพบว่าผู้ที่เคยสูบบุหรี่ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยเลิกบุหรี่มีโอกาสกลับเป็นผู้สูบบุหรี่ซ้ำสูง

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในรายงานของกรรมาธิการการพาณิชย์ฯ ฉบับนี้ ยังมีข้อเสนอแนะถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการค้าผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่ผิดกฎหมายคือการเข้าร่วมพิธีสารว่าด้วยการขจัดการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมาย ในกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก และในรายงานฉบับนี้ ไม่มีส่วนใดเลยที่เสนอให้ยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ รวมทั้งรัฐสภา จึงต้องสนับสนุนนโยบายนี้ เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า และไม่ให้เกิดหายนะทางสาธารณสุข

เช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับอังกฤษ ที่พบเด็กอายุ 15 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 18% โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงกว่าเด็กผู้ชาย เพิ่มจาก 10% เป็น 21%ระหว่างปี 2018-2021 เด็กที่สูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 29% เป็น 61% และนิวซีแลนด์ พบเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลังยกเลิกการแบนบุหรี่ไฟฟ้าจาก 1.8% เมื่อปี 2018 เพิ่มเป็น 9.6% ในปี 2021 แม้ว่าประเทศเหล่านี้มีกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าให้เด็กต่ำกว่า 18 ปี