ไบเออร์เปิดตัว’เอเทียจ’ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิตในนาข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771944

ไบเออร์เปิดตัว'เอเทียจ'ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิตในนาข้าว

ไบเออร์เปิดตัว’เอเทียจ’ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิตในนาข้าว

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.36 น.

นายวีรพล เจริญพานิช ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจครอปซายน์ ประจำประเทศไทย กัมพูชา และ พม่า บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เอเทียจ” สารป้องกันกำจัดโรคพืชในนาข้าวให้กับเกษตรกรกว่า 6,000 ราย ที่จังหวัดสุพรรณบุรี

บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร มีความมุ่งมั่นในการวิจัยและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนะนำ “เอเทียจ” ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในการป้องกันกำจัดโรคราในนาข้าว ด้วยคุณสมบัติคุมโรคได้นาน ได้กว้าง ใช้คุมป้องกันและรักษา สูตรน้ำฉีดพ่นได้ง่าย โดยคนหรือโดรน ช่วยให้ข้าวออกพร้อมกัน สุกเสมอรวง ข้าวเต็มทุกเมล็ด เมล็ดสวยใส ไร้โรครา ความชื้นต่ำ ขายได้ราคา

ภายในงานได้จัดบูธแสดงผลิตภัณฑ์ เพื่อแนะนำวิธีการใช้และให้ความรู้ คำปรึกษากับเกษตรกรในการทำนา ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกรเข้ารับฟังและซักถาม พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลง และร่วมปิดตำนาน กับวง “คาราบาว”

– 006

‘ธรรมนัส’เปิดศูนย์ฯพิรุณราช แก้ปัญหา-รับร้องเรียนภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771871

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช กระทรวงเกษตรฯ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายนิวัฒน์
รุ่งสาคร ผวจ.พระนครศรีอยุธยา และคณะเข้าร่วม ที่สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะหัน หมู่ 6 ต.บางปะหัน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์บริการร่วมในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและพี่น้องเกษตรกรให้สามารถขอรับบริการของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ติดต่อสอบถามข้อมูลข่าวสารและรับเรื่องร้องเรียนคลายทุกข์ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบายสร้างวิธีทำงานสู่การปฏิบัติ โครงการศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร โดยบูรณาการหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ทุกภาคส่วน ทำหน้าที่แปลงนโยบายสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การจัดตั้งและบริหารงานศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร ให้ประสบผลสำเร็จ

สำหรับศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช จัดตั้งขึ้นทั่วประเทศ มีภารกิจหลัก เป็นศูนย์รวมงานบริการของทุกส่วนราชการในกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่ายโปร่งใส เป็นธรรม และมีความสุข โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ คือ 1.เพิ่มการเข้าถึงบริการด้านเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐาน 2.ปรับเพิ่มผลิตภาพการผลิตสินค้าเกษตร 3.สร้างรายได้เพิ่ม 4.เพิ่มโอกาสทางการตลาด ด้วยนวัตกรรม 5.เข้าถึงแหล่งทุน และ 6.การถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยงานบริการของศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช ระยะที่ 1 จะเปิดให้บริการ 6 งานสำคัญ ประกอบด้วย 1.งานบริการขอรับการช่วยเหลือสนับสนุน เช่น การทำฝนหลวง การจัดให้มีแหล่งน้ำทำการเกษตร การเข้าถึงที่ดินทำกินเพื่อการเกษตร การขอรับสิทธิ์กรณีประสบภัยพิบัติทางการเกษตร การฟื้นฟูอาชีพและพัฒนาอาชีพ ด้านหนี้สิน เป็นต้น 2.งานบริการรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ด้านการเกษตร 3.งานบริการรับคำร้อง-ส่งต่อ งานอนุญาต อนุมัติ 4.งานบริการจดทะเบียน จดแจ้ง เกษตรกร/สถาบันเกษตรกร 5.งานบริการข้อมูลข่าวสาร และให้คำปรึกษาปัญหาการผลิต การตลาดสินค้าเกษตร และ 6.งานบริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ

ทั้งนี้ ช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับศูนย์เกษตรพิรุณราช ประชาชนสามารถดำเนินการได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง ทั้งศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช ระดับกระทรวง ที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ทำหน้าที่เป็นศูนย์เครือข่ายระดับกระทรวง, ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชระดับจังหวัด หรือที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด โดยมีหน่วยงานในสังกัด ทำหน้าที่เป็นศูนย์เครือข่ายระดับจังหวัด และศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชระดับอำเภอ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ 882 อำเภอทั่วประเทศ โดยมีสำนักงานประมงอำเภอ และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ เป็นศูนย์บริการเครือข่ายระดับอำเภอ ส่วนระดับพื้นที่ จะมีเกษตรตำบล อาสาสมัครเกษตร คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ศูนย์เครือข่ายของหน่วยงาน 800,000 ราย ที่พร้อมให้บริการพี่น้องเกษตรกร

รมว.เกษตรฯเร่งพัฒนาแหล่งน้ำภูเก็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771868

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ที่อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง ซึ่งมีความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค สำหรับประชากรและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ ประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี โดยปริมาณน้ำต้นทุนต่อปีมาจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 3 แห่ง 21.537 ล้านลบ.ม. โครงการขนาดเล็ก 1.49 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำสูบกลับบางใหญ่-บางวาด 8.00 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำจากขุมเหมือง 109 แห่ง 21.02 ล้านลบ.ม. และแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน บ่อน้ำตื้น บ่อบาดาล 1,889 แห่ง 27.11 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ กรมชลประทาน มีแผนในการพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติมในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ได้แก่ 1.โครงการปรับปรุงเพิ่มศักยภาพการกักเก็บอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักของแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิมให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำทั้งการอุปโภค-บริโภค ที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังเพื่อเก็บกักน้ำต้นทุนเพิ่มเติมในช่วงฤดูน้ำหลาก สำหรับการผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค รวมถึงเพื่อรองรับและสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยการเสริมสันอาคารระบายน้ำล้น (Spillway) ติดตั้งบานระบายแบบพับได้ แบบกระบอกไฮดรอลิก สูง 1.00 เมตร ยาว 40.00 เมตร และก่อสร้างอาคารควบคุมการปิด–เปิด บานระบายน้ำแบบพับได้ 4 บาน จะทำให้สามารถเก็บกักน้ำได้จากเดิม 7.19 ล้านลบ.ม. เป็น 7.79 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างประจำปีงบประมาณ 2566 ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 25 และ 2.โครงการแก้มลิงบ้านโคกโตนดพร้อมระบบผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ หมู่ 5 บ้านป่าสัก และหมู่ 5 บ้านโคกโตนด ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภคให้ประชาชน

รมว.เกษตรฯติดตาม ปัญหาในพื้นที่พังงา เน้นเกษตรมูลค่าสูง ดำเนินการให้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771870

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกรและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งเรื่องเป้าหมายการยกระดับสินค้าเกษตร ทั้งเรื่องเกษตรกรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน และการขับเคลื่อนมังคุดทิพย์พังงาสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ภายใต้ BCG Model ฤดูกาลผลิต ปี 2566 และผลการเข้าตรวจสอบห้องเย็นในพื้นที่ จ.พังงา ที่ อบต.บางวัน ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา

ทั้งนี้ จ.พังงา มีพื้นที่เกษตรกรรม 1.008 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 18.66 ของพื้นที่ โดยพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ ร้อยละ 81.80 ใช้สำหรับปลูกไม้ยืนต้น และไม้ผล มีพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มังคุดทิพย์พังงา และทุเรียน ซึ่งภาคการเกษตรถือว่ามีความสำคัญที่ช่วยเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ จ.พังงา ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด หรือ GPP ในปี 2564 มีมูลค่า 48,408 ล้านบาท เป็นมูลค่าในภาคการเกษตร 18,054 ล้านบาท
คิดเป็นร้อยละ 37.30 นอกจากนี้ ยังมีภาคประมงที่สร้างรายได้ ร้อยละ 60 ของสัดส่วน GPP ภาคเกษตร อย่างไรก็ดี จ.พังงา ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาภาคการเกษตรตลอดมา โดยขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้กินดีอยู่ดี

ชวนชมงาน ‘Silk Festival 2023 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ภายใต้แนวคิด Silk Success Sustainability

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772004

ชวนชมงาน 'Silk Festival 2023 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน' ภายใต้แนวคิด Silk Success Sustainability

ชวนชมงาน ‘Silk Festival 2023 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ภายใต้แนวคิด Silk Success Sustainability

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.59 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย แถลงข่าวจัดงาน Silk Festival 2023 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Silk Success Sustainability เฉลิมพระเกียรติ 36 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ชมและเลือกซื้อผ้าลายดอกรักราชกัญญา ผ้าลายพระราชทาน ชมงานหัตถกรรมลวดลายพระราชทานจากชุมชน และผลงานจากศิลปินโอทอปชั้นสูง นำรายได้กลับสู่ชุมชน

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย จัดงาน Silk Festival 2023 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Silk Success Sustainability ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00 – 20.00 น.ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6-7 เมืองทองธานี เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 36 พรรษา และเพื่อสร้างการรับรู้ถึงผลสำเร็จของ การขับเคลื่อนโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริ ที่ทรงส่งเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาผ้าไทย สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการผ้าไทย อนุรักษ์ผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน โดยจัดงานแถลงข่าว ณ ห้องบอลรูม ชั้น 5 โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้รับพระมหากรุณาจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานลายผ้า “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” รวมถึงลายผ้าพระราชทานอื่นๆ ที่ท่านทรงพระราชทานมาแล้วนั้น ส่งผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการเครื่องนุ่งห่มของคนไทย ต่อลมหายใจผืนผ้าภูมิปัญญาไทย ทำให้พี่น้องคนทอผ้าทั่วประเทศได้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว เพราะผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา ผ้าลายดอกรักราชกัญญา และทุกลายพระราชทาน มีมูลค่าสามารถจำหน่ายได้เพิ่มมากขึ้น ทั่วทุกภูมิภาค

ในห้วงระยะเวลา 3 ปีที่พระองค์ทรงใช้พระอัจฉริยภาพในงานผ้าไทย ทรงพระราชทานพระดำริ รวมทั้งพระราชทานลายผ้าพระราชทาน พร้อมทั้งแนวทางในการตัดเย็บให้มีความสวยงดงาม มีลวดลายสลับกลับด้านผ่านการออกแบบที่ทันสมัย และสร้างความยั่งยืนด้วยการใช้สีธรรมชาติในการย้อมผ้า ทำให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นว่าผ้าไทยสามารถตอบสนองรสนิยมของคนทุกเพศ ทุกวัย ใส่ได้ทุกโอกาสทุกสถานที่ ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการพระดำริ “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” และพระราชทานพระอนุญาตให้ทุกคน รวมถึงช่างทอผ้า สามารถนำไปต่อยอดได้

และล่าสุดพระองค์ได้พระราชทานแนวคิดเรื่อง Sustainable Fashion ซึ่งเป็นมาตรฐานหลักของอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยทรงออกแบบพระราชทาน เครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” เป็นภาพตัวอักษร S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระผู้ทรงเป็นดั่งแสงสว่างบนเส้นทางแห่งการฟื้นคืนภูมิปัญญาผ้าและหัตถศิลป์ไทย และยังหมายถึง Sustainable คือ แนวพระราชดำริแห่งความยั่งยืนในทุกมิติที่สร้างชีวิตที่ดีให้แก่ราษฎร ทรงออกแบบให้มีตัวอักษรข้อความ Sustainable Fashion ล้อไปกับตัวอักษร S หมายถึงแนวพระราชดำริ “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ที่ทุกกระบวนการสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรมล้วนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและโลกใบเดียวของเรา และทรงออกแบบรูปหัวใจประดับไว้ที่ส่วนต้น กลางและปลาย ของข้อความ Sustainable Fashion ด้วยทรงปรารถนาให้ผู้สร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรมนำแนวพระดำรินี้ไปต่อยอดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ในการนี้ทรงพระราชทานเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” แก่ช่างทอผ้า ช่างหัตถกรรม ผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถกรรมด้วยขั้นตอนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวถึง ในปี 2566 ซึ่งเป็นปีมหามงคลที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเจริญพระชนมายุ 36 พรรษา สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ส่งเสริมสนับสนุนให้สมาคมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน ประชาสัมพันธ์การแต่งกายผ้าไทยในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชิ้นงาน การออกแบบ การเลือกวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวพระราชทานพระดำริ “Sustainable Fashion แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” พระองค์ท่านทรงมีพระประสงค์ที่จะให้ช่างทอผ้าสามารถพึ่งพาตนเอง ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ส่งเสริมการปลูกฝ้ายปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกไม้ที่สามารถนำมาย้อมผ้าสีธรรมชาติได้ กลางน้ำ คือ การออกแบบลวดลายใหม่ และปลายน้ำ คือ พัฒนาการออกแบบตัดเย็บและการจำหน่าย สร้างอัตลักษณ์และบรรจุภัณฑ์

นอกจากนี้พระองค์ได้พระราชทานหนังสือ Sustainable City พร้อมทั้งพระราชทานพระดำริ “หมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)” เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยได้เป็นผู้นำบูรณาการร่วมกับทุกกระทรวงทำให้ทุกหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านยั่งยืนอันเป็นการขยายผลมาจากที่พวกเราได้น้อมนำพระดำริ Sustainable Fashion จากโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก พร้อมกันนี้ได้พระราชทานหนังสือ Trend book และทรงเป็นบรรณาธิการรวบรวมเรียบเรียงและเสนอแนวโน้มของวงการแฟชั่นในอนาคต ดังนั้นจึงมีการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ นี้ นำไปสู่หมู่บ้านยั่งยืนอันมีองค์ประกอบ คือต้องรวมกลุ่ม กันทำงาน ทำงานเป็นทีมด้วย 7 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคผู้นำศาสนาภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ช่วยกันคิด ช่วยกันลงมือทำ เพื่อจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า งาน Silk Festival 2023 Silk Success Sustainability มีกิจกรรมสำคัญที่เผยแพร่ความสำเร็จผ่านโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 36 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา นิทรรศการผลสำเร็จจากโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” การพัฒนาผ้าลายพระราชทาน การสร้าง Sustainable Fashion เพื่อให้ผืนผ้าและงานหัตถกรรมของไทยเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นิทรรศการเปิดตัวหนังสือ 4 เล่ม ได้แก่ หนังสือสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, หนังสือเครื่องสานไทย, หนังสือบาติกโมเดลสู่ตลาดสากล, หนังสือลายดอกรักราชกัญญา รวมถึงการแสดงแบบภูมิปัญญาผ้าไทย จากดีไซเนอร์ชื่อดังระดับประเทศที่ร่วมรังสรรค์ผลงานจากผลิตภัณฑ์ผ้าทอของไทย ที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนที่มีความสนใจเรื่องการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านผ้าและงานหัตถกรรมการสร้างผลงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ นำไปสู่การสร้างรายได้สู่ชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป รวมถึงจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทผ้าเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก งานหัตถกรรม และ OTOP ชวนชิมจากทั่วทุกภูมิภาค

ในส่วนของการประกวดผ้าลายพระราชทานผ้าลายดอกรักราชกัญญา มีผู้สมัครส่งผ้าเข้าประกวด  จำนวน 6,290 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 796 ชิ้น ผ่านเข้ารอบตัดสินระดับประเทศ ประเภทผ้า จำนวน 65 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 10 ชิ้น โดยผลการตัดสินผลงานได้รับรางวัลประเภทผ้า 65 ผืนประเภทหัตถกรรม 7 ชิ้นงาน และรางวัลพิเศษ Best of the best ประเภทหัตถกรรม 1 ชิ้นงาน

โดยจะเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในงาน Silk Festival 2023   ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี

ด้าน นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี และ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก เผยว่า ภายในงานยังได้จัดแฟชั่นโชว์ผลงาน 15 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ แบ่งเป็น 13 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชื่อดัง ได้แก่ SIRIVANNAVARI, ARCHIVE026, ASAVA, JANESUDA, IRADA, ISSUE, LANDMEE,  MILIN, PYVET, TandT, THEATRE, TIRAPAN,  WISHARAWISH, และ 2 Young Designers ได้แก่ แบรนด์ HAYA ผู้ชนะเลิศ และ AMEEN Studio รองชนะเลิศการประกวดตัดเย็บชุดผ้าไทยใส่ให้สนุก โครงการดีไซเนอร์รุ่นใหม่ของกรมการพัฒนาชุมชน

โดยแต่ละแบรนด์นำผ้าไทยซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละชุมชน อาทิ ผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมมัดหมี่  ผ้าไหมยกดอก ผ้าปักชาวเขา ผ้าไหมหางกระรอก ผ้าบาติก ผ้าฝ้ายย้อมคราม ผ้าขาวม้า ผ้าหางกระรอก ฯลฯ มารังสรรค์ผลงานสุดประณีต จำนวน 57 ชุด สะท้อนแนวคิดผ้าไทยใส่ให้สนุก แสดงถึงศักยภาพของการพัฒนาลายผ้าทอให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงอัตลักษณ์และเสน่ห์ของความเป็นไทยไว้อย่างสมบูรณ์นำไปสู่ soft power ด้านผ้าไทยอย่างแท้จริง

-(016)

เปิดตัว JASPALแฟล็กชิปสโตร์ใหม่ล่าสุดชั้น 2ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์พบกับโซน JASPAL Home & Lifestyle

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771965

เปิดตัว JASPALแฟล็กชิปสโตร์ใหม่ล่าสุดชั้น 2ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์พบกับโซน JASPAL Home & Lifestyle

เปิดตัว JASPALแฟล็กชิปสโตร์ใหม่ล่าสุดชั้น 2ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์พบกับโซน JASPAL Home & Lifestyle

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 12.38 น.

JASPAL (ยัสปาล) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่โดดเด่นด้วยดีไซน์หลากหลายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เฉลิมฉลองการเปิดร้าน JASPAL แฟล็กชิปสโตร์รูปแบบใหม่ล่าสุด ที่ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 460 ตารางเมตร ดีไซน์ของร้านสะท้อนความร่วมสมัยและอัตลักษณ์แห่งความหรูหรา ด้วยไอเดียสร้างสรรค์จากทีมออกแบบชื่อดังจากมิลาน ประเทศอิตาลี

ทั้งนี้ JASPAL แฟล็กชิปสโตร์แห่งนี้ เป็นสาขาแรกที่เปิดโซน JASPALHome & Lifestyle วางจำหน่ายสินค้าประเภทของตกแต่งบ้าน เพื่อถ่ายทอดสไตล์แฟชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ JASPAL เข้ามาบนสินค้าได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและไลฟ์สไตล์การตกแต่งบ้านได้อย่างครบวงจร

ภายในงานได้รับเกียรติจากเหล่านักแสดงคนดังและแฟชั่นไอคอนมากมายมาร่วมแสดงความยินดี และสัมผัสประสบการณ์ภายใน JASPAL แฟล็กชิปสโตร์ อาทิ แต้ว – ณฐพร เตมีรักษ์, นนกุล – ชานน สันตินธรกุลเจษ – เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์, แยม – มทิรา ตันติประสุตเชา – ชวลิต ชิตตนันท์ และเล้ง – ธนพล อู่สินทรัพย์เป็นต้น โดยเหล่าคนดังทั้งหมดได้เปิดตัวในลุคแฟชั่นจากคอลเลกชั่นสุดพิเศษ “Be Your Own Star” ที่เปล่งประกายเจิดจรัสร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี

วิลาสินี สิงห์สัจจเทศ ผู้จัดการทั่วไป ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าJASPAL เป็นแบรนด์แฟชั่นที่อยู่เคียงคู่กับคนไทย โดยตลอดมา JASPAL ได้สร้างปรากฎการณ์ทางแฟชั่นครั้งสำคัญมากมาย ทั้งการเปิดตัวคอลลาบอเรชั่นกับนักแสดง ศิลปิน หรือแบรนด์แฟชั่นระดับโลก เพื่อส่งมอบสินค้าแฟชั่นที่อินเทรนด์ มีคุณภาพดี ดีไซน์โดดเด่น ตอบโจทย์เหล่าผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นมาอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยการปรับโฉม JASPAL แฟล็กชิปสโตร์ในครั้งนี้  นับเป็นการมอบประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาสครั้งสำคัญให้กับลูกค้า ซึ่งเราได้ร่วมงานกับทีมออกแบบชื่อดังจากมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อเนรมิตพื้นที่ร้านรวมกว่า 460 ตารางเมตรใหม่ทั้งหมด ด้วยแนวคิดที่มีความร่วมสมัยและหรูหรา ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของJASPAL แฟล็กชิปสโตร์ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่มีไอเทมแฟชั่นครบครันมากที่สุด พร้อมต้อนรับลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นอกจากนี้ JASPAL แฟล็กชิปสโตร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ยังเป็นร้านแห่งแรกที่เปิดตัวโซน JASPALHome & Lifestyleบนพื้นที่รวมกว่า60 ตารางเมตร จำหน่ายสินค้าประเภทของตกแต่งบ้านอาทิ แก้วน้ำของใช้บนโต๊ะอาหาร ชุดผ้าปูที่นอนปลอกหมอน แจกัน โคมไฟ และเชิงเทียน เป็นต้นโดยคอนเซปต์การออกแบบสินค้าจะเป็นการผสมผสานความคลาลสิกเข้ากับดีไซน์ที่ร่วมสมัยซึ่งมีกลิ่นอายเสน่ห์สไตล์อิตาเลียน แต่เพิ่มไอเดียที่ให้ลูกค้าสามารถสนุกกับการแต่งบ้านได้เหมือนกับการสนุกกับแฟชั่น คือ การผสมผสานกันระหว่างไอเทมที่มีความคลาสสิกเหนือกาลเวลาเข้ากับไอเทมที่กำลังอินเทรนด์ได้อย่างลงตัว

ภายในโซน JASPALHome & Lifestyle แบ่งสินค้าออกเป็น 2 คอลเลกชั่น คือ (1)Neutral Chicคอลเลกชั่นของแต่งบ้านที่สร้างสรรค์ขึ้นจากการผสมผสานความคลาสสิกและเสน่ห์ของงานออกแบบร่วมสมัยเข้าด้วยกัน ถ่ายทอดผ่านผิวสัมผัสที่ละเอียดอ่อน ลวดลายและแพทเทิร์นการจัดวางลวดลาย สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกสุขุมสงบ ในโทนสีที่คลาสสิกเป็นอมตะ และ (2) Fun Popคอลเลกชั่นที่สะท้อนถึงความสนุก สดใส และมีเสน่ห์ของความเท่ในแบบของ JASPAL ตีความผ่านชุดสีที่มีความเด่นชัด ผสมผสานเข้ากับองค์ประกอบของรูปทรงเลขาคณิตและแพทเทิร์นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นMid-Century

JASPAL แฟล็กชิปสโตร์ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์แห่งนี้ ได้นำเอาเอกลักษณ์ของงานออกแบบสไตล์อิตาเลียนช่วงทศวรรษที่ 70-80 และ Space Age Culture มาใช้เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบ ทั้งในส่วนของการวางพื้นที่แบบเรขาคณิต โคมไฟโอเวอร์ไซส์สไตล์โมเดิร์นที่อยู่บริเวณกลางของร้าน หรือเคาน์เตอร์โลหะขนาดใหญ่มาใช้ในการตกแต่ง เพิ่มเติมความสดใหม่และภาพลักษณ์ที่ดูร่วมสมัยให้กับการตกแต่งภายในอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นพื้นทางเดินภายในร้านยังคงถูกจัดวางด้วยกระเบื้องที่รังสรรค์จากวัสดุธรรมชาติที่ผสานเข้ากับกระเบื้องและเซรามิคขัดเงาผ่านฝีมือของช่างฝีมือผู้มากประสบการณ์พร้อมกรรมวิธีการสร้างสรรค์แบบทำมือทั้งหมด ผ่านเฉดสีที่เป็นมิตรอย่าง สีเบจ สีนู้ด และสีเขียวมิ้นท์ที่เป็นเฉดสีพิเศษเฉพาะของJASPAL แฟล็กชิปสโตร์แห่งนี้ ที่สอดแทรกอยู่ในบางมุมของร้านเพื่อยกระดับความน่าสนใจและความแปลกใหม่ให้กับบรรยากาศในร้าน นับเป็นการผสมผสานเสน่ห์ของความเป็นอิตาเลียนดีไซน์และไทยคราฟส์แมนชิพผ่านมุมมองของความร่วมสมัยและอัตลักษณ์แห่งความหรูหราได้อย่างลงตัวที่สุด

ในโอกาสเปิดตัว JASPAL แฟล็กชิปสโตร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทางแบรนด์ยังได้เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่สุดพิเศษ “Be Your Own Star” ขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี โดยคอลเลกชั่นนี้ได้หยิบยกเรื่องราวของความสว่างไสว เปล่งประกายของดวงดาวและกาแล็คซี่ เข้ามาคอนเซ็ปต์ในการออกแบบเสื้อผ้า ทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง รวมไปถึงแอคเซสเซอรี่อย่างกระเป๋าและเครื่องประดับ โดยเลือกใช้ลวดลายพิมพ์ การปักและวัสดุที่ระยิบระยับ นำเสนอในโทนสีม่วง สีเงิน และสีดำ ซึ่งเป็นสีแฟชั่นประจำฤดูกาล Fall/Winter 2023 นี้

พิเศษสุด! เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัว JASPAL แฟล็กชิปสโตร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พบกับกิจกรรมพิเศษเฉพาะที่สาขาแห่งนี้ ได้แก่ ฟรี! บริการPersonal Styling จากสไตลิสต์ผู้เชี่ยวชาญ ในวันที่ 25–26 พ.ย.เวลา 11:00–20:00 น. หรือเมื่อช้อปสินค้าภายในร้านรับฟรี! ขนม Milk Bun & Butter Bun และเครื่องดื่ม Signature Fruit Tea จากAfter You Dessert Café ในวันที่ 24–26 พ.ย.เวลา 11:00–20:00 น.พร้อมเติมความสดชื่นไปกับ JASPAL Flower Cartเมื่อซื้อสินค้าครบ 2,500 บาท รับฟรี!JASPAL Flower Bouquet มูลค่า 495 บาทหรือช้อปดอกไม้สด ราคาเริ่มต้นที่ 79 บาท ในวันที่ 1-5 ธ.ค.ตั้งแต่เวลา 10:00-22:00น.

พลาดไม่ได้! กับโปรโมชั่นพิเศษMake A Wish Special”เฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปลายปีนี้ ช้อปสนุกถึง 2 ต่อ โดยต่อที่ 1 เมื่อช้อปครบ 1,500 บาท รับสิทธิ์ลุ้นรับส่วนลดสูงสุดถึง 30% และต่อที่ 2 เมื่อช้อปครบ 3,500 บาท รับสิทธิ์แลกซื้อสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่น JASPAL Christmas Ornament Set ในราคาพิเศษเพียง 395 บาท และ JASPAL Christmas Tree ในราคาพิเศษเพียง 595 บาท (ตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดขาย) ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2566 ที่ร้าน JASPAL ทุกสาขา (ไม่รวม JASPAL Online Store)

อัปเดตเทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุดของ JASPALเพิ่มเติมได้ที่

Instagram: @jaspalofficial

Facebook: @JaspalOfficial

LINE Official Account: @jaspalthailand

Tag: @JaspalOfficial #JaspalCTW

‘รศ.ดร.สันติ พิมพ์ใจใส’ผู้อำนวยการจัดงาน’ปูชนียบุคคล’ครั้งที่ 3ได้รับความกรุณาจาก ‘ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล’ประธานมอบรางวัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771963

'รศ.ดร.สันติ พิมพ์ใจใส'ผู้อำนวยการจัดงาน'ปูชนียบุคคล'ครั้งที่ 3ได้รับความกรุณาจาก 'ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล'ประธานมอบรางวัล

‘รศ.ดร.สันติ พิมพ์ใจใส’ผู้อำนวยการจัดงาน’ปูชนียบุคคล’ครั้งที่ 3ได้รับความกรุณาจาก ‘ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล’ประธานมอบรางวัล

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 12.35 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 สมาคมเพื่อการศึกษาทางไกล จัดงานประกาศรางวัลแห่งปี โล่ปูชนียบุคคล บุคคลแห่งชาติ 2564 ครั้งที่ 3 ณ ห้องเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยได้รับความกรุณาจาก หม่อมหลวงปนัดดา ดิสกุล เป็นประธานพิธีมอบรางวัล

การประกาศและมอบรางวัล “ปูชนียบุคคล” ดำเนินการมาเป็นครั้งที่ 3 โดยเริ่มจัดขึ้นเมื่อ ปี 2564 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่ได้รับความสนใจและประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยผู้ที่ได้รับรางวัล มีทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม และบุคคลสำคัญระดับประเทศ

สำหรับวัตถุประสงค์การจัดมอบรางวัล “ปูชนียบุคคล” เพื่อส่งเสริมสนับสนุนร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณะประโยชน์ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ เป็นโครงการตอบแทนคุณแผ่นดิน ยกย่องเชิดชูเกียรติ คนดีของสังคม นำโดย รศ.ดร.สันติ พิมพ์ใจใส ผู้อำนวยการโครงการฯ โดยการประกาศรางวัลและมอบรางวัล มีทั้งสิ้น 4 สาขา คือ สาขาผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น , สาขาผู้ส่งเสริมการศึกษาของประเทศชาติ, สาขาผู้เสียสละและอุทิศตน, สาขาข้าราชการดีเด่น ซึ่งผู้ได้รับการประกาศรายชื่อและรับรางวัล มีบุคคลสำคัญจากหลากหลายองค์กรทางการศึกษา และข้าราชการครู พร้อมทั้งยังได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กรในการจัดงาน

โรงแรมอินน์ไซด์ ร่วมกับโครงการ‘Art Story’พาดื่มดํ่านิทรรศการศิลปะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771811

โรงแรมอินน์ไซด์ ร่วมกับโครงการ‘Art Story’พาดื่มดํ่านิทรรศการศิลปะ

โรงแรมอินน์ไซด์ ร่วมกับโครงการ‘Art Story’พาดื่มดํ่านิทรรศการศิลปะ

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงแรมอินน์ไซด์ บาย มีเลีย กรุงเทพฯสุขุมวิท โรงแรมแห่งใหม่ล่าสุด ที่ตั้งตระหง่านพาดผ่านเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ ตอกย้ำจุดยืนในฐานะแหล่งรวมวัฒนธรรมแห่งใหม่ด้วยการร่วมมือกับโครงการ “Art Story” โดย มูลนิธิออทิสติกไทย ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคมในท้องถิ่นที่เน้นถ่ายทอดผลงานของศิลปินออทิสติก พร้อมจุดประกายด้วยการชวนแขกผู้เข้าพักร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ไปกับนิทรรศการ “The Colours & Texture of INNSiDE : Through My Eyes” ที่จัดขึ้นหลังงานเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ของโรงแรม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Meet Bangkok from the INNSiDE” ซึ่งแขกผู้มา
ร่วมงานได้ร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะในงานเปิดตัว พร้อมเปิดให้ผู้สนใจ เข้าชม ได้ที่ “Open Living Lounge” ชั้น 32 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

แอรอล นิลสัน ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมอินน์ไซด์ บาย มีเลีย กล่าวว่า “โรงแรมของเราผสมผสานเข้ากับโครงสร้างของเมืองที่ล้ำสมัยแห่งนี้ได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับศิลปะที่จัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับบรรยากาศของโรงแรมอย่างเหมาะเจาะ เราต้องการให้แขกทุกท่านได้ดื่มด่ำและสัมผัสความสมดุลในฐานะผู้ชื่นชมงานศิลปะและเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของโรงแรม

ผลงานศิลปะจากนอกจากฝีไม้ลายมือของแขกที่มาร่วมงานแล้ว ยังมีที่สร้างสรรค์โดยศิลปิน แต่ละชิ้นโดดเด่นด้วยภาพวาดพระพุทธรูปไปจนถึงองค์ประกอบของธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ที่จัดแสดงบนแท่นบูชา และภาพสิงโตในรูปแบบไทยดั้งเดิม”

ภายใต้การดูแลของมูลนิธิออทิสติกโครงการ “Art Story” ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการบำบัดและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อส่งเสริมให้ศิลปินได้พัฒนาตนเอง และช่วยส่งเสริมความพิเศษของแต่ละคนให้กลายเป็นจุดแข็งอีกทั้ง มูลนิธิยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถรองรับและสนับสนุนบุคคลที่อาจมีความต้องการหรือความสามารถที่แตกต่างจากคนทั่วไปโดยโรงแรมอินน์ไซด์ บาย มีเลีย กรุงเทพฯ สุขุมวิทจะสนับสนุน อีกทั้งช่วยระดมทุนสำหรับมูลนิธิ ผ่านการใช้รหัส QR ที่อยู่ข้างงานศิลปะแต่ละชิ้น ซึ่งผู้เข้าชมที่ต้องการเป็นเจ้าของภาพวาดหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจต่อยอดจากภาพวาดเหล่านี้ สามารถจับจองผลงานโดยสแกนรหัส QR เพื่อชำระเงินไปยังมูลนิธิโดยตรง

สนใจติดตามข่าวสารของโรงแรมอินน์ไซด์บาย มีเลีย ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทั้งทางอินสตาแกรม@innside_by_melia และเฟซบุ๊ก INNSiDE by Meliá  สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.innsidebymelia.com

อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ จัดดินเนอร์มื้อการกุศล ช่วยเหลือครอบครัวผู้ลี้ภัย 7 ครอบครัว จาก 7 ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771805

อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ จัดดินเนอร์มื้อการกุศล  ช่วยเหลือครอบครัวผู้ลี้ภัย 7 ครอบครัว จาก 7 ประเทศ

อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ จัดดินเนอร์มื้อการกุศล ช่วยเหลือครอบครัวผู้ลี้ภัย 7 ครอบครัว จาก 7 ประเทศ

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ จับมือกับ นา โปรเจ็ค (Na Projects) และโครงการ อไซลัมแอคเซส ประเทศไทย (Asylum Access Thailand-AAT) ร่วมต่อยอดกิจกรรมเพื่อสังคม เตรียมจัดงานดินเนอร์การกุศล “Meaningful Feast : A Dinner by Refugees” ขึ้น ในวันที่ 14 ธันวาคม 2566 เพื่อนำเงินรายได้จากการจัดงานดังกล่าว ไปมอบให้กับครอบครัว
ผู้ลี้ภัย 6 ครอบครัว จาก 6 ประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน, ศรีลังกา, อัฟกานิสถาน, โซมาเลีย, เวียดนาม และเอธิโอเปียซึ่งแคมเปญดังกล่าวโรงแรมอนันตรา สยามกรุงเทพฯ ได้ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021

นอกจากนี้ ดินเนอร์การกุศลดังกล่าวยังถือเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวด้านวัฒนธรรมการรับประทานอาหารแบบต้นตำรับในสไตล์ Home Cooking ผ่านเมนูไฮไลท์ของแต่ละครอบครัว ซึ่งเชฟของโรงแรมจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์และปรุงอาหารจานพิเศษนี้กับครอบครัวผู้ลี้ภัยด้วย เพื่อให้คุณได้สัมผัสกับรสชาติความอร่อยที่แท้จริงของเมนูในแต่ละท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่ Welcome Appetizers อาทิ Chickpeas Hummus ดิปโฮมเมด สไตล์ตะวันออกกลาง, Dolma ข้าวห่อใบองุ่น อาหารพื้นบ้านของตุรกี ฯลฯ สำหรับ Starter จะนำเสนอ 3 เมนูพิเศษจากทวีปเอเชียใต้ที่โดดเด่นเรื่องเครื่องเทศ เครื่องปรุง รสชาติจัดจ้าน ได้แก่ Lamb Mantu เกี๊ยวเนื้อแกะนึ่ง อาหารท้องถิ่นที่เลื่องชื่อของชาวอัฟกัน, Chicken Samosa ซาโมซ่าไก่ พร้อมน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ และ Spicy and Crispy Rolls

สำหรับอาหารจานหลักสูตรต้นตำรับจากหลากหลายสัญชาติมีให้ชิมในคอร์สรวม 7 เมนู อาทิ Doro Wat สตูว์ไก่รสเผ็ดของประเทศเอธิโอเปีย รับประทานคู่กับแป้งสูตรเฉพาะ, Eggplant Masala แกงเผ็ดมะเขือ โดดเด่นด้วยเครื่องเทศ รสชาติเข้มข้น, Puttu ข้าวปั้นนึ่งกับมะพร้าวขูด เมนูประจำวันของชาวศรีลังกา, Beer Iyo Basal ตับแกะผัดหอมหัวใหญ่กับซอสและเครื่องเทศเข้าเนื้อ เสิร์ฟในแบบ Sharing Style เมนูพิเศษของชาวโซมาเลีย เป็นต้น และปิดท้ายด้วยเมนูของหวานขึ้นชื่อของอินเดียอย่าง Gulab Jamun (กุหลาบจามุน), Baklava หนึ่งในขนมหวานพื้นเมืองที่ติดอันดับความนิยมระดับโลก, Mothagam ขนมจากศรีลังกา คล้ายกับขนมโมจินุ่มสอดไส้ด้วยมะพร้าว ฯลฯ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นผู้ให้ กับดินเนอร์การกุศล “Meaningful Feast: A Dinner by Refugees” ในราคา 3,800++ บาทต่อท่าน (พร้อมไวน์แพร์ริ่ง) ในวันที่ 14 ธันวาคม 2566 เวลา 19.00 น. ณ ห้องอาหารบิสก็อตติ (Biscotti) โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรทั้งหมด จะนำไปมอบให้กับครอบครัวผู้ลี้ภัยจาก 7 ประเทศ ซึ่งร่วมทำอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษในครั้งนี้อีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โทร.02-1268866

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการทรงคุณค่า‘145 ปี บี.กริม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771816

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการทรงคุณค่า‘145 ปี บี.กริม’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการทรงคุณค่า‘145 ปี บี.กริม’

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานงานเฉลิมฉลองครบรอบการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยปีที่ 145 ของ บี.กริม องค์กรที่อยู่เคียงคู่สังคมไทย จากรากฐานปรัชญาการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่อ “บี.กริม 145 ปี แห่งการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี รับใช้และเติบโตเคียงข้างกับประเทศไทย” พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการ “145 ปี บี.กริม” ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมี มร.ฮาราลด์ ลิงค์ คณะผู้บริหาร บี.กริม พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ เฝ้าฯ รับเสด็จ

นิทรรศการ “145 ปี บี.กริม” ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบี.กริม องค์กรหกแผ่นดินที่ยึดมั่นการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อประชาสังคม โดยพาทุกคนย้อนอดีตในปี พ.ศ.2421 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางมายังประเทศไทย ของเภสัชกรชาวเยอรมันแบร์นฮาร์ด กริม และหุ้นส่วนชาวออสเตรีย แอร์วิน มุลเลอร์ เพื่อก่อตั้งห้างจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์ขึ้นที่ซอยโรงแรมโอเรียนเต็ล ถนนเจริญกรุง ในชื่อ “สยามดิสเป็นซารี่” ซึ่งเป็นร้านปรุงยาตำรับตะวันตกแห่งแรกในสยาม และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นร้านยาหลวงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในช่วงเวลาเดียวกัน บี.กริม ได้ร่วมมือกับตระกูลสนิทวงศ์ในการขุดคลองรังสิต ความยาว 1,500 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นโครงการชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ขณะนั้น

นิทรรศการ “145 ปี บี.กริม” จัดขึ้นรายล้อมรอบบริเวณพระปรางค์ วัดอรุณฯ บอกเล่าประวัติความเป็นมา ร้อยเรียงเรื่องราวของบี.กริมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน อีกทั้ง ยังมีซุ้มนำเสนออาหารประจำแต่ละรัชสมัย อาทิ สมัยรัชกาลที่ 5 นำเสนอเมนูอาหารเลิศรส อาทิ หมี่กรอบ, ฝอยทอง, ข้าวขวัญ และเมนูกระเช้าสีดา สมัยรัชกาลที่ 6 นำเสนอเมนู ข้าวตังหน้าตั้ง และมะกรูดแช่อิ่ม สมัยรัชกาลที่ 7 นำเสนอเมนูก๋วยเตี๋ยวผัดไทย, ดาราทองส่วนสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบด้วยเมนู นกกระจาบแตกรัง (ดอกแคสอดไส้หมูสับปรุงรส), ขนมนึ่ง สมัยรัชกาลที่ 9 นำเสนอเมนูที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรด อาทิ ไข่พระอาทิตย์, กล้วยหักมุกเชื่อม, ส้มตำไทย ส้มตำลาว และ เมนูไข่ สมัยรัชกาลที่ 10 ประกอบด้วยเมนูยอดนิยมของประเทศไทย ข้าวเหนียวมะม่วง, ปลากุเลาแดดเดียว (ทอด ยำ ต้มส้ม) และ ต้มข่าไก่ เป็นต้น

นอกจากความวิจิตรงดงามของสถานที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารแล้ว ยังมีการแสดงโขนโดยคณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “ศึกแสงอาทิตย์” โดย พิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินไทยร่วมสมัย แสดงควบคู่กับเพลงคลาสสิกร่วมสมัย ซึ่งประพันธ์โดย ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ศิลปินแห่งชาติ และบรรเลงโดยวง Royal Bangkok Symphony Orchestra (RBSO) ควบคุมวงดนตรีโดยวาทยกรชื่อดัง ดร.วานิช โปตะวนิช

บี.กริม เติบโตและขยายกิจการอันหลากหลาย ทั้งเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่การจากไปของเภสัชกรแบร์นฮาร์ด กริม เหตุการณ์ทางการเมือง รวมถึงการเปลี่ยนมือของหุ้นส่วน และผลกระทบจากสงคราม แต่ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ใด บี.กริม ก็ยังคงยึดมั่นปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ ด้วยความโอบอ้อมอารี รับใช้และเติบโตเคียงข้างกับประเทศไทยจวบจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน บี.กริม ภายใต้การบริหารของ มร.ฮาราลด์ ลิงค์ ทายาทตระกูลลิงค์รุ่นที่ 3 ยังคงสืบทอดแนวคิดการทำงานจากบรรพบุรุษ ด้วยการ “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอมอ้อมอารี” ทุกวันนี้ บี.กริม ที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยมา 145 ปีแล้ว ได้แบ่งสายธุรกิจหลักไว้ 6 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจด้านพลังงาน ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้า, ธุรกิจอุตสาหกรรม ให้บริการ
โซลูชั่นในการจัดการพลังงานและเชื่อมต่อระบบภายในอาคารและภาคอุตสาหกรรม (กลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและโซลูชั่นสำหรับอาคาร กลุ่มระบบทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ กลุ่มอุปกรณ์พลังงาน และกลุ่มคมนาคม), ธุรกิจสุขภาพ จัดหาเวชภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และบริการทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง, ธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล นำเสนอเทคโนโลยี
ที่ล้ำสมัย เสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาสินค้าและการบริการในตลาด, ธุรกิจไลฟ์สไตล์ เป็นตัวแทนสินค้าแฟชั่นหลายกลุ่ม และ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

นิทรรศการ “145 ปี บี.กริม” ครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการถ่ายทอดประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า และเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษในฐานะที่บี.กริม ได้ร่วมทำกิจการรับใช้ประเทศเสมอมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 145 ปี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรนิทรรศการ“145 ปี บี.กริม” โดยมี มร.ฮาราลด์ ลิงค์ ถวายคำอธิบาย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรนิทรรศการ“145 ปี บี.กริม” โดยมี มร.ฮาราลด์ ลิงค์ ถวายคำอธิบาย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรนิทรรศการ“145 ปี บี.กริม” โดยมี มร.ฮาราลด์ ลิงค์ ถวายคำอธิบาย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรนิทรรศการ“145 ปี บี.กริม” โดยมี มร.ฮาราลด์ ลิงค์ ถวายคำอธิบาย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรซุ้มนำเสนออาหารประจำรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 9

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรซุ้มนำเสนออาหารประจำรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 9

(ซ้าย) ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ, สุจินตนา
ชลวิจารณ์, ท่านผู้หญิงมณฑินี มงคลนาวิน, คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม

(ซ้าย) ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ, สุจินตนา ชลวิจารณ์, ท่านผู้หญิงมณฑินี มงคลนาวิน, คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม

ณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์, ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ, สุภานัน นิราษิท, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ รมว.อนุทิน ชาญวีรกูล

ณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์, ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ, สุภานัน นิราษิท, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ รมว.อนุทิน ชาญวีรกูล

มร.ฮาราลด์ ลิงค์ และลูกชาย มร.เฟลิกซ์ ลิงค์

มร.ฮาราลด์ ลิงค์ และลูกชาย มร.เฟลิกซ์ ลิงค์

คาโรลีน ลิงค์ และ ลูเซียโน่ ทัทโทนี่

คาโรลีน ลิงค์ และ ลูเซียโน่ ทัทโทนี่

(ซ้าย) เพชรพริ้ง สารสิน และ นิรัชฎา พงษ์โสภณ

(ซ้าย) เพชรพริ้ง สารสิน และ นิรัชฎา พงษ์โสภณ

ศศิภา รัศมิทัต

ศศิภา รัศมิทัต

(ขวา) สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

(ขวา) สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

การแสดงโขน โดยคณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “ศึกแสงอาทิตย์”

การแสดงโขน โดยคณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “ศึกแสงอาทิตย์”

การแสดงโขน โดยคณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “ศึกแสงอาทิตย์”

การแสดงโขน โดยคณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “ศึกแสงอาทิตย์”