งดงามมาก! ‘ต่าย อรทัย’ร่วมพิธีทอดกฐินเชื่อมสัมพันธ์ไทย-ลาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/771029

งดงามมาก! 'ต่าย อรทัย'ร่วมพิธีทอดกฐินเชื่อมสัมพันธ์ไทย-ลาว

งดงามมาก! ‘ต่าย อรทัย’ร่วมพิธีทอดกฐินเชื่อมสัมพันธ์ไทย-ลาว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.24 น.

นอกจากจะเดินทางไปร่วมฉลององค์กฐินด้วยการเล่นคอนเสิร์ตมอบความสุขให้พี่น้องแฟนเพลงที่ สปป.ลาวแล้ว ราชินีสาวดอกหญ้า “ต่าย อรทัย” ยังนำเงินทิปจากพวงมาลัยที่แฟนๆ นำมาคล้องคอไปร่วมทำบุญต่อยอดบุญกฐินเชื่อมสัมพันธ์ ไทย – ลาว ที่ วัดศรีโคตรบอง เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว อีกด้วย ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องแฟนเพลงที่นั่น ทำเอาเจ้าตัวอิ่มบุญ อิ่มใจสุดๆ

โดยหลายคนพูดถึงความงดงามของ ต่าย อรทัย ในลุคสวยละมุนที่แต่งมาร่วมงานพิธีทอดกฐิน ถึงขนาดต้องออกปากชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า เจ้าตัวในลุคนี้ทั้งสวย ทั้งงดงาม และน่ารัก ยากจะละสายตาจริงๆ

.-011

‘ธรรมนัส’ช่วยแรงงานเกษตร เพิ่มศักยภาพ-ทักษะในยุคไฮเทค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771104

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,600 คน ปัจจุบันมีแรงงานไทยอาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอลประมาณ 3 หมื่นราย โดยอยู่ในพื้นที่ใกล้ฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบและขณะนี้ มีผู้แจ้งความประสงค์ต้องการกลับประเทศไทยประมาณ 6,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเกษตร

จากข้อมูลพบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยได้จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรที่รัฐอิสราเอล 6,500 คน ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมความพร้อมทุกด้านในการดูแลคนไทยกลุ่มแรงงานเกษตร ที่อพยพกลับจากประเทศอิสราเอล และที่สำคัญคือกลุ่มแรงงานเกษตรดังกล่าว นับเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในระดับสูง เพราะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ต่างๆ ด้านเทคโนโลยีการเกษตรจากอิสราเอลซึ่งเป็นเมืองแห่งเกษตรกรรมที่ทันสมัยที่สามารถพลิกฟื้นทะเลทรายด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จนเป็นประเทศผู้นำด้านเกษตรในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการนำความรู้และประสบการณ์มาปรับใช้เพื่อร่วมยกระดับและขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทยมาปรับใช้และต่อยอดในการประกอบอาชีพเกษตร

สำหรับการส่งเสริมกลุ่มแรงงานภาคเกษตรจากอิสราเอล กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมโครงการ ส่งเสริมฝีมือแรงงานเกษตรไทยในต่างแดนกลับคืนถิ่น โดยวางแนวทางและจะมีการพิจารณาจากทักษะ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความต้องการ แบ่งเป็น 3 แนวทางตามความสมัครใจ ได้แก่ 1.ปั้นสู่ครูพี่เลี้ยง ซึ่งกลุ่มดังกล่าว จะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และทักษะที่สูง สามารถมาร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ ทักษะต่างๆ เพื่อสร้างกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer / Smart Farmer สร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตร

2.ป้อนสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร โดยกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ต้องการแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมตามความต้องการในด้านต่างๆ และ 3.ปูทางอาชีพสู่บ้านเกิด โดยจะสนับสนุนกลุ่มแรงงานที่ต้องการกลับบ้านในภูมิลำเนา ต่อยอดในการประกอบอาชีพ เช่น การเข้าถึงทุนในการประกอบอาชีพ สนับสนุนปัจจัยการผลิต การเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะ การหาตลาดรองรับ หรือการเข้าร่วมเป็น Smart Farmer เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชนต่างๆ หรือโครงการต่างๆ ตามความต้องการและความเหมาะสม เป็นต้น

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771106

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มอบนโยบาย : นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในการประชุมกรมการจังหวัดและส่วนราชการ จ.ชัยนาท มุ่งขับเคลื่อน “ชัยนาทโมเดล” เป็นจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงโค สนับสนุนเงินทุน ปัจจัยการผลิต ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในโอกาสร่วมประชุมคณะกรรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการประจำ จ.ชัยนาท ครั้งที่ 10/2566 โดยมีนายนที มนตริวัต ผวจ.ชัยนาท ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด

กระทรวงเกษตรฯ หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเขื่อนเจ้าพระยา สำนักงานชลประทานที่ 12

นายอนุชา กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐด้านภาคการเกษตร ในการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตร จึงเดินหน้าขับเคลื่อน “ชัยนาทโมเดล” โดยมีแนวทางการส่งเสริม ดังนี้ 1.นวัตกรรมข้าวพันธุ์ดี เมล็ดข้าวพันธุ์ดี (ใช้น้ำน้อย ผลผลิตสูง ทนทานโรค และแมลง) 2.ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการผลิตส่งเสริมการปลูกพืชแห่งโอกาส เช่น หญ้า การเลี้ยงวัว การบริหารจัดการน้ำ ยกระดับภาคเกษตร ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank) 3.บริหารจัดการทรัพยากรดินให้เหมาะสมกับพืช 4.สร้างคุณค่า ความภาคภูมิอาชีพ ระบบตลาดนำการผลิต 5.ขยายสาขาวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท และ 6.เพิ่มศักยภาพวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท เป็นต้น โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมสนับสนุนพื้นที่ซึ่งมีความพร้อม

“กระทรวงเกษตรฯ จะขับเคลื่อนให้ จ.ชัยนาท เป็น “ชัยนาทโมเดล” คือจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรกว่า 100 ครอบครัว มีอาชีพเลี้ยงโคพื้นเมืองส่งเสริมโดยให้องค์ความรู้สนับสนุนแหล่งเงินทุนใช้ ปัจจัยการผลิตท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร และหาช่องทางการตลาด เป็นการสร้างแหล่งอาหารโปรตีนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนที่ยั่งยืน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มากกว่าการผลิตพืชเพียงอย่างเดียวลดความเสี่ยงด้านการผลิตและการตลาด อีกทั้งยังทำการผลิตในรูปแบบ BCG Model เพื่อรักษาระบบนิเวศเกษตรด้วย” นายอนุชา กล่าว

‘ไชยา’เล็งบุรีรัมย์ใช้ผลิต โคเนื้อส่งออกขายต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771102

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ว่าได้ตรวจสอบห้องเย็นทั้ง 19 แห่งจาก 23 อำเภอ พื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ไม่พบการลักลอบขนเนื้อสัตว์เถื่อน ส่วนใหญ่เป็นเนื้อแซลมอนนำเข้าถูกต้องตามกฎหมาย เห็นได้ว่า จ.บุรีรัมย์ มีศักยภาพในการผลิตโคเนื้อและโคมีชีวิตสำหรับส่งออก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเปิดตลาดการค้าสัตว์มีชีวิตออกสู่ประเทศกัมพูชา รวมถึงส่งออกโคเนื้อและสุกรมีชีวิตสู่ประเทศจีนและเวียดนาม เพื่อแก้ปัญหาสินค้าราคาตกต่ำ โดยให้มีสินค้าราคาสมกับคุณภาพ จึงต้องขยายผลตรวจสอบตามแนวเขตชายแดน เพื่อให้กลไกราคาสินค้าเกษตรกลับมาเป็นปกติ ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยเป็นลำดับแรก

นายไชยา กล่าวต่อว่า ต้นทุนอาหารสัตว์ที่มีราคาสูง เนื่องจากหัวอาหาร (ข้าวโพดและถั่วเหลือง) ในประเทศไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งได้มอบแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำเกษตรกรให้จัดสรรพื้นที่ทำการเกษตรใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่ผลิตหัวอาหารเอง ปรับปรุงดินให้มีคุณภาพเหมาะสำหรับพืชที่จะเพาะปลูก จะช่วยให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ยุครัฐบาลดิจิทัล ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลแต่ละส่วนของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ให้สามารถใช้งานร่วมกันเพื่อนำไปวิเคราะห์สินค้าและความต้องการของตลาดได้ เกษตรกรจะได้ผลิตสินค้าที่มีผู้ซื้อรองรับ ซึ่งช่วยให้สินค้าไม่ล้นตลาดและมีราคาที่เหมาะสม จึงอยากขอให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันพัฒนาในส่วนนี้ร่วมกัน” นายไชยา กล่าว

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ แก้ปัญหาชาวสุรินทร์ เปิดการค้าชายแดน สร้างอาชีพ-รายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771103

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการและเปิดโครงการ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบประชาชน”ที่ว่าการ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ว่ามีวัตถุประสงค์ เพื่อบริการความรู้ด้านวิชาการให้แก่พี่น้องเกษตรกรในด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง รวมถึงเพื่อจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนโครงการในอนาคต รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผ่านการจัดนิทรรศการต่างๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ ชี้แนะ และตอบคำถาม นอกจากนี้ จ.สุรินทร์ ยังมีด่านช่องจอม ซึ่งถือเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวไทยและชาวกัมพูชา ซึ่งเร็วๆนี้จะเปิดเขตเศรษฐกิจการค้าช่องจอม จ.สุรินทร์ ให้เกิดการค้าขายสินค้าเกษตรกับประเทศกัมพูชา สร้างหลักประกันทางการค้ากับคู่ค้าให้เกิดความมั่นใจว่าสินค้าเกษตรไทยมีความปลอดภัย สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

จากนั้นนายไชยา ได้ตรวจติดตามพื้นที่แก้มลิงกุดส้ม บ้านไกลเสนียด หมู่ 7 ต.หนองบัว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ แต่มีสภาพตื้นเขิน ในฤดูฝนไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และในฤดูแล้งขาดแคลนน้ำจนพี่น้องเกษตรกรไม่มีใช้ในการอุปโภค-บริโภคได้อย่างเพียงพอจึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งสำรวจ ศึกษา และจัดการด้านปัญหาน้ำ โดยเร่งจัดทำโครงการก่อสร้างฝายกุดส้มงบประมาณ 30,000,000 บาท โดยเสนอของบประมาณ 2568 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชากรในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

เชิญชวนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย สู่อนาคตที่ห่างไกลจาก IPD

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771054

เชิญชวนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย สู่อนาคตที่ห่างไกลจาก IPD

เชิญชวนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย สู่อนาคตที่ห่างไกลจาก IPD

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์,ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้ วันที่ 12 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันปอดอักเสบโลก หรือ World Pneumonia Day เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเครือข่ายองค์กรต่างๆ ร่วมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคปอดอักเสบ เพื่อลดความรุนแรงของโรค และป้องกันการเสียชีวิตกับทุกคนในทุกช่วงวัย

ดังนั้น มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ร่วมกับ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีมุ่งเน้นให้ความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับโรค IPD (Invasive Pneumococcal Disease) และปอดอักเสบ เรียนรู้การสร้างภูมิคุ้มกันต้าน “IPD” พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ปีที่ 8

รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ กรรมการและปฏิคมสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กล่าวว่า “มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ในฐานะองค์กรกลางตัวแทนของภาคประชาชนทำหน้าที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านวัคซีน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และนักวิชาการ เพื่อนำไปสู่การสร้างพลังขับเคลื่อนภาคประชาคม และรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนได้ครอบคลุมโรคต่างๆ ซึ่งถือได้ว่า “วัคซีน” นอกจากจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยในการดูแลสุขภาพแล้ว ยังมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ ช่วยลดความรุนแรงของโรค ป้องกันการเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่มีความ
รุนแรง เช่น โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส หรือโรคไอพีดี รวมถึงโรคโควิด-19 ที่ปัจจุบันยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้โดยภาพรวมความรุนแรงของอาการของโรคจะลดลง แต่สิ่งที่ยังน่าเป็นกังวลคือ หากเกิดการติดเชื้อร่วมกันระหว่างเชื้อไวรัสโควิด-19 และเชื้อนิวโมคอคคัสแล้วอาจส่งผลทำให้โรคทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนให้เด็กไทยได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอพีดีกันถ้วนหน้า และสามารถเข้าถึงได้ทั่วประเทศโดยโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ที่ยังเดินหน้าจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 8 และดำเนินตามเป้าหมายหลัก คือ การเป็นตัวกลางในการส่งมอบวัคซีนให้แก่โรงพยาบาลที่เด็กกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไอพีดียังไม่สามารถเข้าถึงการป้องกันโรคนี้ได้ โดยในปีนี้เราได้จัดหาวัคซีนได้ทั้งหมด 3,000 โดส เพื่อส่งมอบให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 35 แห่งทั่วประเทศ”

รองศาสตราจารย์ (พิเศษ)นายแพทย์ทวี กล่าวเพิ่มเติมถึงความสำคัญของการเสริมภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคไอพีดี ว่า “โรคไอพีดี เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งสามารถเกิดได้กับคนทุกช่วงวัย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งแพร่กระจายได้ง่ายคล้ายการแพร่ของโรคไข้หวัด ถ้าร่างกายแข็งแรงดีก็มักไม่มีอาการใดๆ แต่เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอก็จะทำให้เกิดโรคร้ายแรงขึ้นมาได้จนอาจทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ โดยเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส(Streptococcus pneumoniae) เป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดอักเสบ ซึ่งแต่ละคนอาจเกิดความรุนแรงแตกต่างกันการรักษาทำได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมักได้ผลดีหากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะที่อาการยังไม่รุนแรงมาก และไม่มีภาวะเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ในปัจจุบันพบว่าเริ่มมีเชื้อนิวโมคอคคัสบางสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะมากขึ้นทำให้การตอบสนองต่อผลการรักษาช้า เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้มากซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่ความพิการและเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นวิธีที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาสูง”

ด้าน ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กล่าวว่า “ในประเทศไทยพบว่าในปี 2562 มีเด็กอายุต่ำกว่า5 ขวบ ติดเชื้อนิวโมคอคคัส จำนาน 1,228 รายต่อประชากรเด็กจำนวนหนึ่งแสนคน และในจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่ติดเชื้อและเสียชีวิต มีอัตราสูงถึงร้อยละ 11 นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือดจากโรคไอพีดีมีโอกาสเสียชีวิตมากถึง 23% ดังนั้นแนวทางในการลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กจากนิวโมคอคคัสได้ โดยการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีน”

“โดยส่วนมากวัคซีนไอพีดีจะฉีดในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ นิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง โดยในเด็กทารกเริ่มฉีดได้เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไป และฉีดเข็มต่อไปเมื่ออายุได้ 4 เดือน และ 6 เดือน และครั้งสุดท้ายในช่วงอายุ 12-15 เดือน นอกจากนี้แนะนำให้ฉีดในกลุ่มเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่มีการเจ็บป่วยบ่อยหรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัส และน่าจะได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น สำหรับเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต
โรคธาลัสซีเมีย ไม่มีม้าม และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับวัคซีนเช่นกันเนื่องจาก เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคที่รุนแรง ทั้งนี้การฉีดวัคซีนถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ หากได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และรับวัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงวัย ปัญหาสุขภาพของลูกน้อยก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป”

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานนาม ‘มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ’ ระดมทุนช่วยผู้ป่วยยากไร้ในพระอนุเคราะห์ และสนับสนุนการดำเนินงาน รพ.จุฬาภรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771059

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานนาม ‘มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ’  ระดมทุนช่วยผู้ป่วยยากไร้ในพระอนุเคราะห์ และสนับสนุนการดำเนินงาน รพ.จุฬาภรณ์

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานนาม ‘มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ’ ระดมทุนช่วยผู้ป่วยยากไร้ในพระอนุเคราะห์ และสนับสนุนการดำเนินงาน รพ.จุฬาภรณ์

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พระราชทานนามใหม่แก่มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เลขที่ 906ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เป็น “มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี” ชื่อภาษาอังกฤษ “Srisavangavadhana Foundation under Her Royal Highness Princess Chulabhorn Krom Phra Srisavangavadhana”

ทั้งนี้ เครื่องหมายมูลนิธิฯ เป็นวงรีแนวตั้ง 2 ชั้น อัญเชิญตราอักษร จภ อันเนื่องจากพระนามาภิไธยย่อ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ภายใต้พระจุลมงกุฎ สีเหลืองทอง อันเป็นศิราภรณ์ประดับพระเกศาหรือพระเศียรของพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ ประดับภายในวงรีแนวตั้งชั้นในบนพื้นสีส้มอิฐ วงรีชั้นนอก มีเส้นรอบวงสีน้ำเงิน ภายในมีลวดลายประจำยาม สีเหลืองทอง3 ดอก พร้อมเส้นสีเหลืองทอง 2 เส้น โดยลากขาวข้างละ 1 เส้น ขนานรอบวงทั้งสองข้างระหว่างดอกภายในครึ่งวงกลม อันแสดงถึงพระปรีชาชาญยิ่งด้านศิลปะและวัฒนธรรม และพระบารมีปกป้องรักษาให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายและโรคภัยทั้งปวง ด้านล่างมีตัวอักษรว่า มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี บนพื้นสีขาว

มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนภารกิจต่างๆ ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาวิจัยและสถานพยาบาลในกำกับของรัฐ รวมทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ในพระอนุเคราะห์ และสนับสนุนการศึกษาวิจัยภายในราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตามพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการนำเอาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับการแพทย์ไทยให้ก้าวไกลจนถึงระดับสากล พัฒนาประเทศชาติ พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในทุกถิ่นฐานอย่างยั่งยืน โดยมูลนิธิฯ ยังเป็นศูนย์กลางให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมสานหัวใจแบ่งปันผ่านโครงการสิริศิลปิน ศิลป์เพื่อชีวิต ในการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศลจากลายภาพวาดฝีพระหัตถ์ สมทบทุน
ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนและด้อยโอกาสในทุกถิ่นฐานเพื่อให้ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานสากล พร้อมทั้งช่วยกันสนับสนุนให้ประชาชนของประเทศของสังคมไทยมีสุขภาวะที่ดีและแข็งแรง เป็นกำลังของประเทศต่อไป

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนกับ มูลนิธิศรีสวางควัฒนในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้ที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขบัญชี 942-3-00099-2 เพื่อสร้างการแพทย์ไทยก้าวหน้ากับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 400 เตียง ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือสามารถร่วมบริจาคสนับสนุนผลิตภัณฑ์การกุศลลายเสือจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ในโครงการสิริศิลปิน ศิลป์เพื่อชีวิต สมทบทุนมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ ได้ที่ร้านมูลนิธิฯ ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ อาคารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 400 เตียง, อาคารศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และสำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือทางช่องทางออนไลน์ได้ที่ LINE มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ (@srisavangavadhana)ทั้งนี้ สำหรับผู้บริจาคตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2566 ที่ได้ใบรับเงินบริจาคในนามมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯสามารถนำไปยื่นลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าตามปกติ โดยในระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) กรมสรรพากร ได้เปลี่ยนชื่อหน่วยรับบริจาคเป็น มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน มีเลขประจำตัวหน่วยรับบริจาค 0 9930 00405 98 6 เป็นหมายเลขเดิม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.064-5865045

รมว.พม. ติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวให้นายกรัฐมนตรี รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อ เด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771058

รมว.พม. ติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวให้นายกรัฐมนตรี รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อ เด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว

รมว.พม. ติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวให้นายกรัฐมนตรี รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อ เด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมด้วยนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.)นายธนสุนทร สว่างสาลี รองปลัดกระทรวง พม. คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และ ทับทิม-อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ ดารานักแสดง ร่วมติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาว (White Ribbon) ให้แก่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ในโอกาสวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้สังคมตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว รวมทั้งกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ยุติความรุนแรง โดยใช้ “ริบบิ้นสีขาว”(White Ribbon) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลเพื่อแสดงถึงการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย และไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวทุกรูปแบบ ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากลสำหรับประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยกิจกรรม “ติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวแก่นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี” ในวันนี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญของการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้สังคมตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทุกรูปแบบในสังคม

สำหรับการจัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี 2566 กำหนดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รวมพลังหยุดความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว” (Unite for the Prevention of Violence against Women and Children)
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน ศิลปินดารา นักเรียน นักศึกษา เด็ก สตรี ผู้สูงอายุคนพิการ และประชาชนทั่วไปเดินขบวนรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ เพื่อรวมพลังยุติความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ และจัดพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่บุคลากรและหน่วยงานที่สนับสนุนและส่งเสริมการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว อีกทั้ง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทั่วประเทศ (76 จังหวัด) พร้อมใจกันจัดกิจกรรมเดินรณรงค์ฯ เพื่อสร้างพลังกระแสสังคม และกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ตลอดจนเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ สนับสนุน และจัดกิจกรรมด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงฯ อันแสดงถึงการ “รวมพลังหยุดความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว” (Unite for the Prevention of Violence Against Women and Children)

คุณแหน : 24 พฤศจิกายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771057

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll ใครที่ยังไม่ได้ชมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงห้ามพลาด เพราะความงดงามของการแสดงโขนมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก ซึ่งแต่ละปีจะจัดการแสดงได้วิจิตรงดงามยิ่งใหญ่อลังการ ทั้งเครื่องแต่งกายอันประณีตสวยงาม และการบรรเลงดนตรีและขับร้องเพลงไทยอันไพเราะอีกด้วย โดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ ปีนี้เรื่องรามเกียรติ์ ตอน กุมภกรรณทดน้ำมีแสดงถึง 5 ธ.ค.นี้ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย..

ll พล.ท.นพ.สุปรีชา โมกขะเวส รองประธานทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิก ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ จุมพจน์เชื้อสาย, รศ.คุณหญิง วงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์,อัจฉรา เตชะไพบูลย์ และ ชรินทร์ทิพย์ เดชะไกศยะมอบเงินให้แก่ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา เพื่อจัดตั้งกองทุน ส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ โดยมีดร.อภิชัย จันทนขจรฟุ้ง เป็นผู้รับมอบ..

llดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน กรรมการธ.ไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงานกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ ได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน นำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดอ่างทองวรวิหาร อ.เมือง จ.อ่างทอง โดยมี พระสุวรรณวชิราทรเป็นประธานสงฆ์ และ พิริยะ ฉันทดิลก ผวจ.อ่างทอง พร้อมหน่วยราชการในจังหวัด ร่วมด้วย..

ll พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)พบปะทีมผู้บริหารเทศบาลนครยะลา เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานของเทศบาลฯในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ จ.ชายแดนภาคใต้ โดยมี พงษ์ศักดิ์ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา พร้อมคณะผู้บริหารต้อนรับ..

ll เพื่อนๆ ร่วมยินดีกับ จุมพล สายมาลา ที่ บลจ.พรินซิเพิล ได้รับรางวัล Best Asset Management Company Award และ Investor Relations Awards จากงาน SET Awards 2023..

ll ภญ.ไขนภา-อภิวัฒน์ รัตนรุจิกร รวมกลุ่มเพื่อนเตรียม 125 รุ่น 34 ทพญ.วาณี พูนภักดี,ภญ.ศรัญญา-ชำนาญ ไตรรัตน์เกยูร,ภญ.พัชรา-ภก.ธำรงวุฒิ คูถิรตระการ,รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ ไปหา นพ.พินิจ เวชพาณิชย์ ที่ จ.อุดรธานี แล้วพากันไปกราบพระวัดป่าแก้งใหม่ จ.หนองคาย แล้วแวะเที่ยวหินสามวาฬ และพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตบึงกาฬของ ครูขาบ สนุกกันจนลืมวัยซึ่งรวมอายุของคณะมากกว่า 600 ไปนิดเดียว..

ll ชาว CDA3 ยินดีกับ ศศิญา ปานตั้น ที่ได้เป็น ผอ.กองแผนงานและวิชาการ กรมวิชาการเกษตร..

ll ใกล้ปีใหม่แล้ว ใครที่จะจัดงานเลี้ยงปาร์ตี้ สังสรรค์ ทำบุญ เลี้ยงพระนึกถึงเมี่ยงกลีบบัวบ้านสวน เตี๋ยวบ้านสวน(ต้มยำมะนาว)และทับทิมกรอบมะพร้าวกะทิจากสวนบางสะพาน อร่อย ราคากันเอง ติดต่อที่ คุณอ้วน 081-8548886,081-9301234..ll

น้องใหม่

ททท. จับมือ ทรู-ดีแทค ชวนนักท่องเที่ยว Expat เที่ยวไทย กระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771052

ททท. จับมือ ทรู-ดีแทค ชวนนักท่องเที่ยว Expat  เที่ยวไทย กระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

ททท. จับมือ ทรู-ดีแทค ชวนนักท่องเที่ยว Expat เที่ยวไทย กระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Amazing Thailand Expat Privileges เพื่อกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี 2567 เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว Expat นำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยว Super deal ลดราคามากถึง 80% เร่งสร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวสู่เป้าหมายปี 2567 ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ได้บูรณาการร่วมกับพันธมิตร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู-ดีแทค ผ่านการจัดทำโครงการ Amazing Thailand Expat Privileges เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เจาะกลุ่มตลาดแบบ Sub-Culture กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยระยะยาว (Expat) โดยกลุ่มนักท่องเที่ยว Expat มีจำนวนกว่า 2.15 ล้านคน ทั้งที่ย้ายถิ่นฐานมาสร้างครอบครัว หรือเดินทางมาทำงานตามการขยายตัวของธุรกิจข้ามชาติ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนในระยะยาว รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไปอีกด้วย โดยโครงการจะส่งมอบสิทธิพิเศษส่วนลดมากถึง 80% อาทิ ส่วนลดประเภทโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร สถานเสริมความงาม และกิจกรรมทางการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถส่งมอบและนำไปสู่การแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ Meaningful Relationship ในโลกออนไลน์ และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ผลักดันเป้าหมายภาพรวมการท่องเที่ยวปี 2567 สร้างรายได้รวมการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมมือกับ ททท. ภายใต้โครงการฯเพื่อส่งมอบสิทธิพิเศษ เข้าอุทยานแห่งชาติฟรีทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566-กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 10,000 สิทธิ์ สำหรับนักท่องเที่ยว Expat และนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั่วประเทศไทย

นายฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งในใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกตลอดกาล ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงพร้อมที่จะร่วมดูแลและสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้ร่วมสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในโครงการ Amazing Thailand Expat Privileges ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่ม Expat ในประเทศไทยมากกว่า 54% หรือ 1.2 ล้านคน เป็นลูกค้าที่ใช้บริการทรูและดีแทค ทั้งผ่านบริการโรมมิ่งและเปิดเบอร์ใหม่ในเมืองไทย ซึ่ง ทรู ดีแทค มีช่องทางสำหรับสื่อสารกับกลุ่ม Expat โดยตรง โดยร่วมมือกับโอเปอเรเตอร์กว่า 700 รายที่เป็นพาร์ทเนอร์ กับทางบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นสื่อกลางช่วยโปรโมทกิจกรรมนี้ ตั้งแต่ต้นทางเมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงประเทศไทย หากใช้เบอร์เดิมจะได้รับ SMS ผ่านทาง Location-Based Service (LBS) ทันที ที่ถึงสนามบินนานาชาติทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินดอนเมือง, สนามบินเชียงใหม่, สนามบิน
แม่ฟ้าหลวง, สนามบินภูเก็ต, และสนามบินหาดใหญ่ แต่ถ้านักท่องเที่ยวเลือกที่จะซื้อ Thailand Tourist SIM ผ่าน True Shop ก็จะเห็นกิจกรรมนี้ผ่านทาง Sales Menu และหลังจากเปิดใช้บริการ SIM นักท่องเที่ยวก็จะได้รับ Welcome SMS เพื่อเน้นย้ำกิจกรรมนี้จากทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกครั้ง นอกจากนี้ ทรูยังโปรโมทผ่านทางเว็บไซด์ https://www.truemoveh-thailandsim.com/ และhttps://inbound.trueid.net / ในช่องทาง Privilege สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถรับสิทธิพิเศษของโครงการได้ที่เว็บไซต์ https://expatprivileges.com โดยมีสิทธิพิเศษ และส่วนลดมากมาย ครอบคลุมทุกประเภทการท่องเที่ยว สามารถใช้สิทธิพิเศษได้ตั้งแต่ต้นจนจบทริป นอกจากนี้ ยังเป็นการเฉลิมฉลอง Winter Festival เทศกาลท่องเที่ยวช่วงหน้าหนาว ให้นักท่องเที่ยวได้ออกไปเที่ยวเมืองไทยช่วงปลายปีและต้นปี อย่างคุ้มค่า ปลอดภัยโดยสามารถใช้สิทธิพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 โดยสมัครสมาชิกบนเว็บไซต์ กดรับสิทธิพิเศษที่ต้องการ และเข้าใช้สิทธิพิเศษ ณ สถานประกอบการที่กำหนด ด้วยการแสดง Promo Code ที่ได้รับพร้อมพาสปอร์ต ซึ่งเงื่อนไขการใช้บริการเป็นไปตามที่สถานประกอบการกำหนด