เปิดตัวแคมเปญ‘เทรนด์มา กดตะกร้า TikTok Shop’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771051

เปิดตัวแคมเปญ‘เทรนด์มา กดตะกร้า TikTok Shop’

เปิดตัวแคมเปญ‘เทรนด์มา กดตะกร้า TikTok Shop’

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้บริหาร TikTok

TikTok Shop เปิดตัวแคมเปญใหม่ “เทรนด์มา กดตะกร้า TikTok Shop” ตอกย้ำความเป็น Trendy E-Commerce Platform ในงาน “Trendshopper Event เทรนด์มา กดตะกร้า TikTok Shop” เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา ณ สามย่านมิตรทาวน์

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีการแจกคูปองสุดพิเศษจากทาง TikTok Shop เป็นส่วนลดสูงสุด 500 บาท มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท ให้แก่นักช็อปทุกคน เพียงแค่สแกน QR Code ที่ตะกร้า TikTok Shop Installation ยักษ์ที่เป็นพระเอกของงาน

พูดคุยประสบการณ์การใช้ TikTok Shop โดย ชยธร กิติยาดิศัยเจ้าของช่อง Ingck และเจ้าของแบรนด์ INGU และ จิณณ์ญาดาพานทอง เจ้าของช่อง Alboandjerry

พร้อมทั้งเหล่า Content Creator ชื่อดังที่มาร่วมพูดคุย แชร์ประสบการณ์การช้อปของอินเทรนด์สุดคุ้มบน TikTok Shop นำโดย มิลค์ เจ้าของช่องแมว สุดป่วนชื่อดังอย่าง Albo and Jerry, อิ๊งค์ เจ้าของแบรนด์ ingu (อิงกุ) และ เป๊ป-เขมิกา เจ้าแม่ไลฟ์สดบนแพลตฟอร์ม Tiktok เสริมทัพด้วย Creator ชื่อดังอีกมากมายที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับผู้ร่วมงาน

ในงานยังมีมินิคอนเสิร์ตสุด Exclusive จากศิลปินรุ่นใหม่ขวัญใจวัยรุ่นอย่าง “DIDIxDADA” “Praesun (แพรซัน)” และ “PERSES” ที่เตรียมโชว์พิเศษมาเซอร์ไพรส์ชาว TikTok Shopโดยเฉพาะ

ติดตามโปรโมชั่นพิเศษ สินค้าอินเทรนด์ และดีลดีๆ จาก TikTok Shop ได้เพิ่มเติมที่ : https://www.facebook.com/tiktokshopthailandofficial

วง ‘PERSES’ ที่มาร่วมโชว์พิเศษ

วง ‘PERSES’ ที่มาร่วมโชว์พิเศษ

แนวหน้า Talk : ‘เทพไท เสนพงศ์’ บทเพลง‘คุกมีไว้ขังคนจน’ เสียงตัดพ้อถึง‘นักโทษเทวดา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771056

แนวหน้า Talk : ‘เทพไท เสนพงศ์’  บทเพลง‘คุกมีไว้ขังคนจน’  เสียงตัดพ้อถึง‘นักโทษเทวดา’

แนวหน้า Talk : ‘เทพไท เสนพงศ์’ บทเพลง‘คุกมีไว้ขังคนจน’ เสียงตัดพ้อถึง‘นักโทษเทวดา’

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผมเป็นนักโทษทั่วไป เป็นชายไทยที่อยู่ในเรือนจำเป็น น.ช.ต้องทนทุกข์ระกำ เป็นนักโทษต้องยอมรับชะตากรรม อยู่ในเรือนจำ ไม่มีสิทธิ์พิเศษอะไร, ไม่ได้เป็นนักโทษเทวดา ใช้เงินตรา อำนาจฟาดหัวใคร เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ต้องทนต่อไป ถูกขังคุก อย่างอเนจอนาถใจจะใช้สิทธิ์ออกไป โรงพยาบาลไม่มี, เขามีคุกเอาไว้ขังคนจน พวกอิทธิพล คนรวยล้นระดับเศรษฐี ถูกจับขังคุก ไม่เคยเห็นจะมี สังคมไทยมักจะเป็นเช่นนี้ คนจนถูกย่ำยี ไร้ศักดิ์ศรี ไร้ความเป็นธรรม, น่าเห็นใจ นักโทษไทยที่ถูกจองจำทนทุกข์ระกำ อยู่ในเรือนจำ อีกตั้งยาวไกล พักโทษไม่ได้ ลดโทษไม่ได้ ก็ต้องทำใจ เพราะสังคมไทย สองมาตรฐาน มาตั้งนานนม”

บทเพลง “คุกมีไว้ขังคนจน” จากปลายปากกาของ เทพไท เสนพงศ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตัดพ้อความ “2 มาตรฐาน” ในสังคมไทย แม้กระทั่งการทำผิดต้องโทษจำคุก คนรวย-ผู้มีอำนาจอิทธิพลยังมีสิทธิพิเศษต่างๆ มากกว่าคนจนหรือคนทั่วไป ซึ่ง เทพไท ก็เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าไปใช้ชีวิตในฐานะ “นักโทษ” เนื่องจากศาลตัดสินจำคุก 2 ปี คดีทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ปี 2557 ก่อนได้รับการพักโทษเมื่ออยู่ในเรือนจำไปแล้วเป็นเวลา 16 เดือน

14 พ.ย. 2566 หรือ 8 วันหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เทพไท ได้มาเปิดใจกับรายการ “แนวหน้าTalk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ซึ่งอดีตนักการเมืองผู้นี้ เล่าว่า บทเพลงคุกมีไว้ขังคนจนแต่งขึ้นในช่วงที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566โดยอดีตนายกฯ ทักษิณ ต้องรับโทษตามที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกในคดีต่างๆรวมกัน 8 ปี ก่อนที่ต่อมาจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษจำคุกลงเหลือ 1 ปี

ซึ่งแม้ในตอนแรก อดีตนายกฯ ทักษิณ จะบอกว่าพร้อมกลับมารับโทษในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว แต่เมื่อมาจริงกลับอยู่ในเรือนจำเพียงไม่ถึง 12 ชั่วโมงแล้วก็ไปอยู่โรงพยาบาล เรื่องนี้นักโทษในเรือนจำก็รับรู้ แล้วก็รู้สึกว่า ทำไม ทักษิณเอาเปรียบขนาดนี้ เพราะบางคนติดคุกกัน 10 ปี 20 ปี ส่วนทักษิณขนาดเหลือโทษจำคุกเพียง 1 ปีก็ยังไม่ยอมเข้าเรือนจำ นักโทษคนอื่นๆ เขาก็มีความรู้สึกเหมือนกัน

“เพื่อนนักโทษก็บอก สส. ช่วยแต่งเพลงให้หน่อย แต่งเพลงเกี่ยวกับทักษิณนี่แหละ เราคนจนๆ ก็ต้องมาติดคุก แล้วเขาเป็นคนรวยคนมีอำนาจ ก็โอเค! อย่างนั้นแต่งให้ผมก็แต่งให้เขา ก็เป็นตัวแทนความรู้สึกของนักโทษทั่วประเทศ แล้วก็แต่ง เวลาเขียนก็สัก 1-2 ชั่วโมง เขาเรียกพอมันมีอารมณ์มามันก็ไหล แล้วก็เสร็จ หลังจากนั้นก็มาเกลาดัดแปลงนิดๆ หน่อยๆ ตกแต่งหน่อย เหมือนเราปั้นรูปปั้นเข้าๆ แล้วก็มาตกแต่งให้มันละเอียด” เทพไท กล่าว

เทพไท เล่าต่อไปว่า หลังได้เนื้อเพลงก็ส่งออกมาให้ภายนอก คือ “อาจารย์ณกรณ์-ณกรณ์ ชูรักษ์” ทำดนตรีเตรียมไว้ก่อน ซึ่งตนเองทราบวันที่จะได้ออกจากเรือนจำแล้ว รู้ว่าเมื่อใดจะรับโทษถึง 2 ใน 3 ซึ่งเมื่อออกจากเรือนจำก็ขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่คุมประพฤติที่กรุงเทพฯ เดินทางไป
ห้องอัดที่ จ.นนทบุรี เพื่อบันทึกเสียง โดยปัจจุบันยอดคนฟังน่าจะมากอยู่ รวมถึงกลุ่ม คปท. ก็เอาเพลงนี้ไปเปิดตอนจัดกิจกรรมที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ ทักษิณ ไปพักรักษาตัวนอกจากนั้น เทพไท อนุญาตให้ทุกคนนำเพลงไปร้องในแนวทางของตนเองได้

“อดีต สส. เมืองคอน” ยังได้เล่าถึงชีวิตในเรือนจำ ซึ่ง “สำหรับคนติดคุก จะมีความรู้สึกว่าทำไมแต่ละวันดูช้าเหลือเกิน” อย่างตนเองอยู่ในเรือนจำ 16 เดือน คนภายนอกอาจมองว่าไม่นาน แต่นักโทษจะนอนนับวัน-นับคืน โดยผู้ต้องขังจะมีเสื้อผ้า 2 สี คือ 1.สีน้ำตาล หรือเรียกกันภายในเรือนจำว่า “ชุดลูกวัว” เป็นผู้ต้องขังที่คดียังไม่สิ้นสุด ยังต้องเดินทางไปขึ้นศาลเป็นระยะๆ กับ 2.สีฟ้า-น้ำเงิน เป็นนักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว “นักโทษมักจะดัดแปลงเสื้อผ้าให้พอดีตัว” เพราะเสื้อผ้าที่เรือนจำแจกจะเป็นแบบ “ฟรีไซส์ (Free Size)” ตัวใหญ่ใส่แล้วหลวม

ในวันที่ เทพไท มาออกรายการ แนวหน้าTalk ได้สวมเสื้อสีน้ำเงิน แบบเดียวกับที่ใส่ในเรือนจำ บนหน้าอกเสื้อมีตัวเลข “6-0765” หมายถึงตนเองเริ่มติดคุกเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2565 โดยตัวเลขชุดนี้เป็นการจำลองให้เหมือนกับ “เลขล็อกเกอร์เก็บของ” เช่น เสื้อผ้า ซึ่งแต่ละคนจะมีคนละไม่เกิน 3 ชุด อุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ (ขัน สบู่ ยาสระผม) หรือของใช้ส่วนตัวทั่วๆ ไป เพราะหากไม่มีเลขล็อกเกอร์ อาจเกิดการหยิบสิ่งของที่หน้าตาเหมือนกันหมดสลับกันระหว่างผู้ต้องขังด้วยกันได้ โดยเลขตัวแรกหมาย ถึงแดน (ซึ่งจริงๆ เทพไทติดอยู่แดน 3) ส่วนเลขชุดหลังคือเลขล็อกเกอร์

“เข้าเรือนจำต้องถูกตัดผมให้สั้นตั้งแต่วันแรก” เป็นทรงขาว 3 ด้าน ส่วนด้านบนไว้ยาวได้ไม่เกิน 5 เซนติเมตร ซึ่งจะต้องไว้ผมแบบนี้ไปจนกระทั่งเหลืออีก 1 เดือนสุดท้ายก่อนพ้นโทษ จึงได้รับการอนุโลมไม่ต้องตัดผมอีก อย่างตนเอง ทราบว่าจะได้พักโทษและออกจากเรือนจำวันที่ 6 พ.ย. 2566 เพียงแต่ยังขอตัดผมด้านข้างออกเหมือนเดิมเพราะรู้สึกสบายดี “อยู่ในคุกน้ำหนักลดไป 10 กว่ากิโลกรัม” และลดได้ในเวลาเพียง 3 เดือน ต่างจากตอนอยู่ข้างนอก แพทย์ขอให้ลดน้ำหนัก 3 กิโลกรัม ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี

“ผมนอนหลับ ทานได้ตามอัตภาพแต่ก็ทานน้อย ได้ออกกำลังกายด้วยจากที่ไม่เคยออกเลย ในช่วงที่เข้าไปแล้วผมว่าปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักลดมากที่สุดคือเรื่องการกินอาหาร คือผมไม่กินมื้อเย็น เขามีให้ แต่มื้อเย็นของเขา(เรือนจำ) คือบ่ายสอง คือ 3 โมงครึ่งก็ต้องขึ้นเรือนนอน ตื่นเช้า 6 โมง คือไขประตูปล่อย ก็เหมือนกับเป็ดไล่ทุ่ง นับยอดเสร็จก็เดินตามหลังมา แต่ละห้องก็แล้วแต่ห้องเล็ก-ห้องใหญ่ แต่ประมาณห้องละ 30-40 คน ตอนนี้ไม่ค่อยเบียดเสียด เมื่อก่อนเบียดเสียดมากกว่านี้ ตอนหลังนักโทษเขาระบายออก ก็นอนติดกันแต่ไม่ถึงกับซ้อนกัน” เทพไท กล่าว

ในการนอนของนักโทษ แต่ละคนจะได้รับ “ผ้า 3 ผืน”ผ้าผืนแรกไว้ใช้เป็นผ้าปูที่นอน ผืนที่สองไว้ทำหมอนหนุน และผืนที่สามสำหรับเป็นผ้าห่ม ซึ่งต้องใช้ตลอดไม่ว่าฤดูร้อนหรือฤดูหนาว ขณะที่ในเรือนนอนจะมีพัดลม “ใครจะติดอยู่แดนไหนขึ้นอยู่กับอัตราโทษที่ได้รับ” โดย เทพไท กล่าวว่า ตนเองอยู่แดน 3 ซึ่งเป็นแดนสำหรับผู้ต้องขังแรกรับ (มาใหม่)ผู้ต้องขังเตรียมปล่อย (ใกล้ถึงกำหนดพ้นโทษ) และผู้ต้องขังที่ถูกจำคุกในอัตราโทษไม่สูง โดยตนเองได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากรในการอบรมเรื่องต่างๆ ตามกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในเรือนจำ

กิจวัตรประจำวันหลังออกมานอกเรือนนอนในตอนเช้า เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จแต่ละคนก็แยกย้ายไปทำกิจกรรมต่างๆ จนถึงเวลาพักเที่ยง แล้วจะมีอาหาร 2 มื้อ คือมื้อเที่ยงเวลาเที่ยงวัน และมื้อเย็น เวลา 14.00 น. ก่อนจะต้องกลับเข้าเรือนนอนในเวลา 15.30 น. ซึ่งตนเองและนักโทษอีกหลายคน เลือกที่จะรับประทานเฉพาะมื้อเวลา 14.00 น. เท่านั้น ส่วนอาหารก็มีตามอัตภาพ เพราะเป็นนักโทษกระทำผิด
คงไม่ได้กินอาหารที่ดีนัก แต่นักโทษจะมีวิธีปรุงให้รสชาติอร่อยขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนที่อยู่ในเรือนจำได้กินข้าวขาว ไม่ใช่ข้าวแดงอย่างที่เคยทราบมาในอดีต

“ดนตรี” เป็นความบันเทิงที่สำคัญสำหรับ “ชาวคุก” เทพไท เล่าว่า มีนักดนตรีหลายคนติดคุกในคดียาเสพติดจึงสามารถหาคนมารวมกันให้ครบวงได้ โดยหนึ่งในบทเพลงที่ตนเองแต่งคือ “พบรักในเรือนจำ” แต่งขึ้นเพราะจะนำไปแสดงดนตรีในแดนผู้ต้องขังหญิง (แดน 8) และเมื่อไปแสดงก็ทำให้ผู้ชมได้สนุกสนานกัน ซึ่งการแต่งเพลงเป็นสิ่งแรกๆ ที่ทำตั้งแต่เข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ โดยมีสมุดโน้ตติดตัว 1 เล่ม

เพลงแรกที่แต่งคือ “เสียงจากเรือนจำ” ได้แรงบันดาลใจจากเพลง “หลับเถิดเรียมจ๋า” จากนั้นในช่วงที่กำลังปรับตัวให้เข้ากับเวลานอน ซึ่ง เทพไท เล่าว่า ตนเองมักจะตื่นกลางดึกเวลาตีสองเสมอ เลยใช้ช่วงกลางดึกที่ตื่นนั้นแต่งเพลง เกิดเป็นเพลงที่ 2 คือ “เศร้าใจในกรงขัง” จากนั้นก็ตามมาอีกหลายเพลงตามโอกาสต่างๆ เช่น เคยมีเพื่อนนักโทษด้วยกันถูกภรรยาทิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนติดคุกมักจะเจอ วันแรกๆ มาเยี่ยมและสัญญาว่าจะรอ แต่นานวันก็ค่อยๆ ห่างและหายไป จึงมาขอให้แต่งเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวนี้บ้าง โดยปัจจุบันนักโทษคนนี้ก็ยังคงอยู่ในเรือนจำ

“คุณหนีตั้ง 15 ปี แล้ววันนี้คุณเหลือแค่ปีเดียว คุณจะนอนโรงพยาบาลก็ได้ แต่ไปนอนโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก็ไม่มีใครว่านะ ก็มีหลายคนเขาไปนอนโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งเยอะแยะ VIP นะ เขาก็รู้แต่ไม่ว่ากันแต่นี่คุณมานอนห้อง VIP โรงพยาบาลตำรวจ มันทิ่มแทงหัวใจนักโทษ 4 แสนคน แล้วนักโทษ 1 คน ยังมีญาติพี่น้องอย่างน้อย 2-3 คน อย่างน้อยถ้า 3 คน ก็ 1.2 ล้านคน คนรู้สึกเจ็บปวด

คุณทักษิณไม่คิดหรือ ถ้ามามอบตัวก็น่าจะทำใจได้แล้วว่ารับสภาพ จากเมื่อก่อนไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว แล้ววันนี้โทษเหลือ 1 ปี แล้วคุณจะมาอยู่สัก 2 ใน 3 แบบกติกาทั่วไป อยู่แป๊บเดียวก็ได้ออกแล้ว และเป็นแบบอย่างกับสังคม แต่นี่คุณปฏิเสธทุกอย่างเลย คุณจัดฉากทุกอย่าง ผมว่ามันจะเสียไปถึงกระบวนการยุติธรรม เสียไปถึงรัฐบาลที่บังคับใช้กฎหมาย เสียไปถึงคุณเศรษฐา (ทวีสิน) ในฐานะที่เขาเป็นนายกฯ และเป็นนายกฯ พรรคของคุณทักษิณ ถ้าคุณทักษิณฟังผมอยู่ น่าจะตัดใจนะ กลับเรือนจำเถอะ” เทพไท กล่าวอีกครั้งถึงที่มาของเพลงคุกมีไว้ขังคนจน

“การมีญาติสนิทมิตรสหายมาเยี่ยม” ก็ถือเป็นอีกสิ่งที่เป็น “กำลังใจ” ในการใช้ชีวิตต่อไปให้ได้สำหรับคนที่ต้องอยู่ในเรือนจำ โดย เทพไท เล่าว่า วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก็เป็นอดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ไปเยี่ยมตั้งแต่วันแรกๆ ต่อมาคือ ชวน หลีกภัย
อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเมื่อไปเยี่ยมก็ได้แนะนำให้ออกกำลังกายและอ่านหนังสือ นอกจากนั้นก็มีนักการเมือง ปชป. ไปอีกหลายคน ซึ่งกรณีของตนได้รับการอนุโลม เพราะตามระเบียบแล้วจะไม่ค่อยอนุญาตให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวเข้าเยี่ยม

จากโทษเต็มคือจำคุก 2 ปี หรือ 24 เดือน เทพไทได้รับการปล่อยตัวตามมาตรการพักโทษ หลังติดคุกแล้ว2 ใน 3 คือ 16 เดือน แต่การปล่อยตัวจะมีเงื่อนไข เช่น ไม่ไปเที่ยวสถานบันเทิง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ออกนอกพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งก็คือเขตจังหวัด อาทิ เทพไท อยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อจะไปร้องบันทึกเสียงเพลงที่แต่งไว้ ณ ห้องบันทึกเสียงใน จ.นนทบุรี ก็ต้องขออนุญาต ส่วนที่เห็นในข่าวว่ามีการวิ่งแก้บน ก็มาจากที่พูดเล่นๆ กับเพื่อนในเรือนจำว่าถ้าได้ออกจากคุกจะวิ่งกลับบ้าน เพราะปกติก็ออกกำลังกายด้วยการวิ่งรอบสนามกีฬาเล็กๆ ในเรือนจำอยู่แล้ว

“ความคิดที่เปลี่ยนไปหลังออกจากเรือนจำ” เทพไท กล่าวว่า การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก สส. มาใช้ชีวิตในฐานะประชาชนพลเมืองคนหนึ่ง ที่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้ แต่ไม่สามารถร่วมกิจกรรมหรือรับตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงหันกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ในฐานะนักการเมืองต้องออกงานสังคมบ่อยครั้ง

“จนถึงบัดนี้ลูกผมอายุยี่สิบกว่า ผมไม่เคยมีงานวันเด็ก ไม่เคยมีวันขึ้นปีใหม่กับลูกเลย วันสำคัญไม่เคยอยู่กับครอบครัว เพราะงานของชาวบ้าน ลอยกระทงต้องไปเปิดงานให้ชาวบ้าน ไม่ได้ลอยกับลูกกับครอบครัว วันเด็กลูกก็ไปของลูก พ่อก็ไปเปิดงาน ลูกก็เข้าใจเพราะบังเอิญว่าบ้านภรรยาผมคุณตาเขาก็เป็นนักการเมือง เขาก็เข้าใจว่านักการเมืองควรจะต้องทำอะไรบ้าง แต่เรารู้ตัวเองวันสำคัญเราอยู่กับชาวบ้าน ครอบครัวของคนอื่น ลูกเราไม่ค่อยได้ดูเลย” เทพไท กล่าว

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

“คุณหนีตั้ง 15 ปี แล้ววันนี้คุณเหลือแค่ปีเดียว คุณจะนอนโรงพยาบาลก็ได้ แต่ไปนอนโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก็ไม่มีใครว่านะ ก็มีหลายคนเขาไปนอนโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งเยอะแยะ VIP นะ เขาก็รู้แต่ไม่ว่ากัน แต่นี่คุณมานอนห้อง VIP โรงพยาบาลตำรวจ มันทิ่มแทงหัวใจนักโทษ 4 แสนคน แล้วนักโทษ 1 คน ยังมีญาติพี่น้องอย่างน้อย 2-3 คน อย่างน้อยถ้า 3 คน ก็ 1.2 ล้านคน คนรู้สึกเจ็บปวด”

คอนเสิร์ตบนเครื่องดนตรีโบราณ เสียงทำนองร้องรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771050

คอนเสิร์ตบนเครื่องดนตรีโบราณ เสียงทำนองร้องรักษา

คอนเสิร์ตบนเครื่องดนตรีโบราณ เสียงทำนองร้องรักษา

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ชัญพงศ์ ทองสว่าง

ร่วมรับชมคอนเสิร์ตบนเครื่องดนตรีโบราณ เสียงทำนองร้องรักษา โครงการ Precision Cancer Care for All ภายใต้ศิริราชมูลนิธิ ร่วมกับรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออเคสตร้า เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยมะเร็งด้วยศาสตร์การแพทย์แม่นยำวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่ AUA Auditorium ถนนราชดำริ

มะเร็งเป็นคำที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมาย ยาที่แม่นยำคือแสงสว่างและความหวังสำหรับผู้ป่วยในการต่อสู้กับโรคร้ายนี้ การแพทย์แม่นยำเป็นศาสตร์ในการรักษาใหม่ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มความหวังดังกล่าวของผู้ป่วยให้เป็นจริงผ่านการเลือกยาที่มีความเหมาะสมกับลักษณะทางพันธุกรรมที่จำเพาะของผู้ป่วยแต่ละราย ด้วยวิธีการรักษาใหม่นี้ผู้ป่วยมะเร็งจึงมีโอกาสรับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผลข้างเคียงน้อยลง และเข้าถึงแผนการรักษาที่ครอบคลุมตลอดเส้นทางการรักษาอย่างสมบูรณ์

โทโม คิดะ

โครงการ Precision Cancer Care for All ภายใต้ศิริราชมูลนิธิ จึงได้จัดงาน “เสียงทำนองร้องรักษา” โดยร่วมมือกับ รอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออเคสตร้า ในการนำเสนอศาสตร์และศิลป์ของการแพทย์สมัยใหม่ผ่านความงดงามของดนตรีบรรเลง ทุกๆ โน้ตสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของทีมงานในการช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกรายได้มีโอกาสรับการรักษาที่แม่นยำ

ซึ่งการแสดงคอนเสิร์ตบนเครื่องดนตรีโบราณ โดย ผศ.ดร.ชัญพงศ์ ทองสว่าง นักเปียโนและนักดนตรีวิทยา และ โทโม คิดะ นักฟลุตชาวญี่ปุ่น นำเสนอบทเพลงไทยที่เรียบเรียงและประพันธ์ขึ้นด้วยสำเนียงเสียงประสานแบบเยอรมันโรแมนติก ได้แก่ บทเพลง “เลือดสุพรรณ” “ดวงจันทร์” และ “ความฝัน” ของหลวงวิจิตรวาทการ เรียบเรียงโดย เคลาส์ พริงส์ไฮม์ จากปี 2480 บทเพลง “ไซมีสสวีท” (เรียบเรียงใหม่สำหรับเดี่ยวเปียโน) ของอาจารย์ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง (ศิลปินแห่งชาติ 2541) ผู้สำเร็จการศึกษาด้านการประพันธ์ดนตรีกับพริงส์ไฮม์ ที่กรุงโตเกียว และบทเพลงเยอรมันโรแมนติกของ ริชาร์ด สเตราซ์ และ ริชาร์ดวาคเนอร์/ฮูโก โวลฟ์ เพื่อแสดงถึงความเชื่อมโยงของดนตรีคลาสสิกที่ถ่ายทอดมายังเพลงไทยได้อย่างลงตัว

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมและร่วมรับชมคอนเสิร์ตในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่ AUA Auditorium ถนนราชดำริ ระหว่างเวลา 13.00-16.00 น. โดยสามารถซื่อบัตรรับชมผ่าน Royal Bangkok Symphony Orchestra และสามารถร่วมสนับสนุนบริจาคเงินเข้ากองทุน Precision Cancer Care for All (รหัสกองทุน D004291) ได้ที่ศิริราชมูลนิธิ (เงินบริจาคสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า)

อว.จับมือพันธมิตร เปิดการใช้งานแอปพลิเคชัน ‘ZERO CARBON’ มุ่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771141

อว.จับมือพันธมิตร เปิดการใช้งานแอปพลิเคชัน 'ZERO CARBON' มุ่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

อว.จับมือพันธมิตร เปิดการใช้งานแอปพลิเคชัน ‘ZERO CARBON’ มุ่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 21.32 น.

อว. บพข. สกสว. ร่วมมือ อบก.และTEATA เปิดการใช้งานแอปพลิเคชัน “ZERO CARBON” มุ่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ด้วยองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก./TGO) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน./TCEB) ร่วมแถลงข่าว เปิดการใช้งานแอปพลิเคชัน “ZERO CARBON” เพื่อใช้ในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการชดเชยคาร์บอน จากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์เพื่อมุ่งสู่คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยได้รับเกียรติจากคุณสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพ

แอปพลิเคชัน “ZERO CARBON” เกิดจากการพัฒนาชุดแอพพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่สำหรับผู้ประกอบการเพื่อใช้ในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการชดเชยคาร์บอน จากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” สนับสนุนทุนวิจัยโดย บพข. กองทุน ววน. พร้อมใช้งานบนสมาร์ทโฟน โดยช่องทางการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “Zero Carbon” ได้แก่ Google Play และ App Store ซึ่งมีความสะดวกและรวดเร็วต่อการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการวัด การลด และการชดเชยคาร์บอนได้ด้วยตนเอง บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมชดเชยคาร์บอนผ่านแอปพลิเคชัน มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า งานในวันนี้ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและไมซ์ของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืน โดยเป้าหมายอันใกล้ คือ การสร้างประเทศให้กลายเป็นประเทศสังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ในปี 2050 และเป้าหมายในระยะยาว คือ เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Greenhouse Gas ในปี 2065

การบูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ กับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศนี้ อว.จะต้องพึ่งพาข้อมูล องค์ความรู้ วิทยาการต่างๆ ตลอดจนภาคีเครือข่ายจำนวนมาก ซึ่งกระทรวง อว. ได้เน้นหลักการสำคัญคือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” โดยให้เอกชนซึ่งเป็นผู้ที่จะใช้ประโยชน์ทำหน้าที่กำหนดทิศทางว่าควรจะทำเรื่องอะไร อย่างไร แล้วสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะเข้าไปดำเนินการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังโดยใช้ความต้องการเป็นตัวนำ และท่านรัฐมนตรี เน้นย้ำอยู่เสมอ คือ การบูรณาการทำงานเชื่อมประสานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ นักวิจัย สถาบันการศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน สุชาดา กล่าวเสริม

ด้าน รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า ในวันนี้ เป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลกที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทย

แอพพลิเคชั่น Zero Carbon นี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้มีเครื่องมือที่ช่วยประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมทั้งมีการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการซื้อขาย ด้วยเหตุนี้แอพพลิเคชั่นนี้จึงถือเป็นการตอบโจทย์ที่สำคัญ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึงผลกระทบของกิจกรรมท่องเที่ยวต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการเสนอทางเลือกในการลดและการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอน นำไปสู่การสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนตามนโยบายของกระทรวง อว. มั่นใจว่า แอพพลิเคชั่นนี้จะเป็นก้าวที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ และจะนำพาประเทศไทยเข้าสู่ภาพลักษณ์ การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ที่เป็นผู้นำระดับสากล โดย บพข. จะเป็นภาควิชาการที่หนุนเสริมการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างภาคีเครือข่ายทั้งรัฐ เอกชน สมาคม สถาบันการศึกษา เพื่อทำให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมแก้ไข Pain point ของอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ในฐานะผู้แทน ผู้อำนวยการ สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. กล่าวว่า ในปี 2564-2566 เกิดความร่วมมือเพื่อสร้างการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ให้กับประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่าง 8 ภาคีสำคัญ คือ สกสว./บพข. ททท. สสปน. อพท. หอการค้าไทย/สมาคมหอการค้าไทย และ TEATA เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่ เป้าหมายการขับเคลื่อนงานวิจัยแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในกลุ่มการท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เราจะสนับสนุนงานวิจัย ที่เน้นการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Tourism ทาง บพข. มีแผน ในการร่วมกับภาคีเครือข่ายราว 50 องค์กรพันธมิตร และมีนักวิชาการ/นักวิจัยกว่า 200 คนจาก 20 มหาวิทยาลัยทั่วทุกภูมิภาค เป้าหมายการขับเคลื่อนงานวิจัยแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในกลุ่มการท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยการสนับสนุนงานวิจัย ที่เน้นการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Tourism โดยแผนงานในปี 2567 จะขยับจากการวัด ลด ชดเชย ผลิตภัณฑ์/เส้นทาง/กิจกรรมการท่องเที่ยวการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ขยายสู่การวัด ลด ชดเชย ในระดับองค์กร โดยร่วมกับ อบก. และ สมาคม TEATA ที่จะพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ระดับองค์กร SMEs รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณให้ TEATA ร่วมกับ Tourlink สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด EU ซึ่งได้รับการหนุนเสริมจาก ททท. ในการทำการตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างดียิ่ง

โดยแผนในปี 2567 อาทิ 1) เราจะขยับจากการวัด ลด ชดเชย ผลิตภัณฑ์/เส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ สู่การวัด ลด ชดเชย ในระดับองค์กร โดยร่วมกับ อบก. และสมาคม TEATA ที่จะพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะเน้นระดับองค์กร SMEs ในอนาคตจะสามารถจัดทำการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ระดับองค์กรได้ 2) นอกจากนี้เราจะจัดทำ แนวทางรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Pathway ในภาคการท่องเที่ยวและบริการ ตามระเบียบวิธีการของ TGO ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำการออกแบบและขึ้นทะเบียน และ 3) รวมทั้งจะออกแบบเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการ และสนับสนุนการจัดทำหลักสูตรการอบรมเพื่อพัฒนาบุคคลากรในภาคท่องเที่ยว ร่วมกับภาคีต่างๆ ที่ผ่านมาเรามีมาตรฐานการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สำหรับผู้ประกอบการทางทะเล / Eco Spa / Eco Sport นอกจากนี้เรายังสามารถเชื่อมโยงเครื่องมือ PCR บริการทางการท่องเที่ยวกับ EU ผ่าน Camacal เราจะขยับทำให้ภาคท่องเที่ยวไทยสามารถรับมือกับข้อกีดกันทางการค้า และข้อกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆ ในอนาคต อ.สุภาวดี กล่าวทิ้งท้าย

นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ อบก./ TGO กล่าวว่า การส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคการท่องเที่ยว มุ่งสู่คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ และ Net Zero เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันปัญหาโลกร้อนเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างกลไกให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมุ่งสู่ความยั่งยืน ทาง อบก.หรือ TGO จึงได้ร่วมพัฒนาเครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับกิจกรรมการท่องเที่ยวขึ้น เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะบริษัทนำเที่ยวนำไปใช้คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทราบแหล่งและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญของกิจกรรมท่องเที่ยวของตน ถือเป็นประโยชน์อย่างมากที่ทาง บพข.ได้นำเครื่องมือและองค์ความรู้ของ TGO พัฒนาสู่รูปแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้งานสามารถคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ เลือกซื้อคาร์บอนเครดิต และได้รับใบประกาศเกียรติคุณเบ็ดเสร็จในแอปเดียว ผู้ใช้งานโดยเฉพาะบริษัทนำเที่ยวสามารถนำไปใช้ให้บริการกับนักท่องเที่ยวได้ นอกจากช่วยในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับสากล อีกด้วย

คุณวัชรี ชูรักษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า นอกเหนือจากภาพจำของคนภายนอกที่มองว่าเราทำงานกับชุมชนอย่างเดียว แต่เรายังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา อพท. มีการจัดกิจกรรมที่คำนึงถึง Low Carbon Tourism มาแล้ว แต่ในปัจจุบันพยายามมุ่งไปสู่ Net Zero Carbon ซึ่ง อพท. มีเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศมากมาย มีการสร้างเกณฑ์มาตรฐานในการจัดชุมชมขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยปีที่แล้วมีชุมชนที่ผ่านการคัดเลือก 2 ชุมชน คือ ชุมชนบางกอบัว จังหวัดสมุทรปราการ และชุมชนบางน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด โดยได้วางแผนที่จะขยายไปยังตลาดท่องเที่ยวคุณภาพสูง ซึ่งแอปพลิเคชัน “ZERO CARBON”จะเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่จะเป็นเทรนด์ใหมได้ในอนาคต

คุณวสุมน เนตรกิจเจริญ นายกสมาคม TEATA กล่าวว่าTEATA ในฐานะผู้นำผลลัพธ์จากงานวิจัย บพข. ไปสู่การใช้ประโยชน์ เราพบความน่าสนใจในหลายพื้นที่มาต่อยอดเพื่อยกระดับให้เป็นกิจกรรม หรือ เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ มุ่งสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

App : Zero Carbon จะทำให้การชดเชยคาร์บอนขยายไปสู่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็น App ที่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานรายเล็กสามารถเข้าถึงคาร์บอนเครดิตได้อย่างสะดวก นอกจากนั้นยังสามารถจัดหาคาร์บอนเครดิตมาชดเชยจนเสมือนไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างง่ายและรวดเร็ว

และจุดเริ่มต้นที่สำคัญสมาคมฯจะนำไปเชิญชวนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสมาชิกขององค์กรเครือข่ายที่ได้มีการลงนาม MOU ร่วมกับ TEATA จำนวน 31 องค์กร ภายใต้งานวิจัยทุน บพข. ในปีนี้ ให้นำไปใช้ทำกิจกรรมประเมินคาร์บอนฟุตพรินท์อย่างเร็วและชดเชยคาร์บอนจนได้ใบประกาศเกียรติคุณจาก TGO ซึ่งจะทำให้มีฐานข้อมูลการประเมินคาร์บอนฟุตพรินท์จำนวนมากจากหลากหลายเส้นทางท่องเที่ยวและมากจำนวนครั้ง รวมถึงเรายังจะส่งเสริมพันธมิตร ชุมชน และผู้ประกอบการอื่นๆ ซึ่งเป็น Suppliers ด้านการท่องเที่ยว นอกเหนือจากการส่งเสริมองค์กร 31 องค์กร ให้รู้จักและใช้ App : Zero Carbon มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สสปน. กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีกิจกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก ซึ่งสสปน. ไม่ได้ละเลยปัญหาเหล่านี้ มีความตระหนักในลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาโดยตลอด จึงออกแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) มุ่งมั่นจะเป็นพันธมิตรเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทยและพื้นที่เป้าหมายในฐานะปลายทางไมซ์ ด้วยนวัตกรรมและการสร้างความยั่งยืร่วมกัน โดยที่ผ่านนานั้นสร้างความร่วมมือกับ อบก. มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี มีการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโปรแกรม Excel โดยมีทีมจากอบก.เข้ามาช่วยดูแล แต่ตอนนี้มีแอปพลิเคชัน “Zero Carbon” ที่สามารถใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน ต้องขอบคุณ สกสว. บพข. ที่สนับสนุนทุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้ให้ใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น

นางสาวณัฐพรรณ ตรีเดชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า เทรนด์การท่องเที่ยวของโลกกำลังมาแรงในเรื่องของคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ หากไม่ทำเรื่องนี้ก็จะตกขบวน ททท.เองก็ได้มีการสนับสนุนเส้นทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนครบทุกภาคของประเทศไทย พอมีแอปพลิเคชัน “Zero Carbon” เกิดขึ้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก เพราะททท. ก็ทำเรื่องคาร์บอนมานาน จะได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและผลักดันแอปพลิเคชันนี้ไปสู่การใช้งานร่วมกับชุมชนต่างๆที่อยู่ในเส้นทาง เพื่อมุ่งสู่เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

นอกจากนี้ยังมี แนะนำการใช้งานแอปพลิเคชัน “Zero Carbon” โดย คุณพวงพันธ์ ศรีทอง ผู้จัดการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งในวันนี้แอปพลิเคชันได้พัฒนาเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมให้ทุกท่านใช้งานบน Smartphone สามารถเข้าไปโหลดแอปพลิเคชัน “ZERO CARBON” ได้ที่ App Store และ Google play เพื่อทำการการวัด  การลด และการชดเชยคาร์บอนปล่อยออกมาจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ ได้ด้วยตนเอง

มาร่วมพลังขับเคลื่อนให้ไทยเป็นประเทศผู้นำระดับสากลด้านการท่องเที่ยวที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Tourism แสดงให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินไปด้วยกันได้ สกสว.และบพข.จะร่วมกันพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมอย่างไม่หยุดนิ่ง ตอบโจทย์ความท้าทายให้การท่องเที่ยวไทยเกิด Net Zero Emission Routes / Net Zero Emission Organization ในปี 2569-2570  การพัฒนานี้จะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก รวมทั้งช่วยปกป้องและรักษาสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่พวกเราได้รับมาจากบรรพบุรุษ และยังช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนและท้องถิ่นให้มั่นคงและเข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งส่งมอบมรดกทางธรรมชาติที่ยั่งยืนให้กับลูกหลานของเราในอนาคต เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสและเชื่อมต่อกับความงามของธรรมชาติที่เรามีอยู่ในวันนี้อย่างต่อเนื่องและลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคต

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) มีหน้าที่ในจัดสรรทุนวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคบริการ โดยเฉพาะเรื่องของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการที่มุ่งเน้นการสนับสนุนแผนงานที่มีความร่วมมือหรือการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการ ผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน โดยการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งบริหารจัดการกองทุนโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน ขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน

-(016)

‘กรมพัฒนาที่ดิน’ จัดงานวันดินโลก ปี 2566 น้อมรำลึกในหลวง ร.9 ชูดินดี น้ำสมบูรณ์ เกื้อกูลชีวิต ณ ศูนย์พัฒนาเขาหินซ้อนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771005

‘กรมพัฒนาที่ดิน’ จัดงานวันดินโลก ปี 2566 น้อมรำลึกในหลวง ร.9 ชูดินดี น้ำสมบูรณ์ เกื้อกูลชีวิต ณ ศูนย์พัฒนาเขาหินซ้อนฯ

‘กรมพัฒนาที่ดิน’ จัดงานวันดินโลก ปี 2566 น้อมรำลึกในหลวง ร.9 ชูดินดี น้ำสมบูรณ์ เกื้อกูลชีวิต ณ ศูนย์พัฒนาเขาหินซ้อนฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.38 น.

23 พฤศจิกายน 2566 นายอนุชา  นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน แถลงข่าวเปิดงานวันดินโลก ปี 2566 (World Soil Day 2023) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-10 ธันวาคม 2566 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทย พระราชทานแนวพระราชดำริด้านการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร โดยผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ จนเป็นที่ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถและยอมรับไปทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences–IUSS) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล และประกาศสดุดีพระเกียรติคุณ “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) และต่อมาองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศสดุดีพระเกียรติคุณ โดยการรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพเป็นวันดินโลก (World Soil Day) ซึ่งมีผลให้วันดินโลกได้รับการบรรจุในปฏิทินปฏิบัติงานขององค์การสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ โดยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป

ในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติกว่า 200 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยจะจัดงานเฉลิมฉลองพร้อมกัน ซึ่งงานวันดินโลกปี 2566 นี้ Global Soil Partnership (GSP) กำหนดหัวข้อหลักการจัดงาน ในชื่อ “Soil and Water : a source of life” เน้นความสำคัญของทรัพยากรดิน และน้ำในภาคการเกษตร ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การปกป้องดูแลดินและน้ำให้มีความยั่งยืน จะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า การจัดงานวันดินโลกปี 2566 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่มีการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการดินและน้ำ ทั้งภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนการจัดงาน เพื่อน้อมรำลึกและเทิดพระเกียรติคุณในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานแห่งพระบรมราชนกนาถ เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและการพัฒนาที่ดินอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมในงาน ประกอบด้วย  นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติด้านดินและน้ำ เทคโนโลยีนวัตกรรมการบริหารจัดการดินและน้ำ จัดแสดงแปลงสาธิตการบริหารจัดการที่ดินและน้ำด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การเสวนาระดับนานาชาติ เสวนาหมอดินอาสา ฐานเรียนรู้ด้านต่างๆ กิจกรรมประกวดแข่งขันต่างๆ อาทิ ประกวดวาดภาพจากดิน แข่งขันทำอาหารจากสมุนไพร กิจกรรม DIY งานศิลป์ทำจากดินและวัสดุธรรมชาติ เดินเทรลท่ามกลางธรรมชาติ ยามเย็นจัดแสดงดนตรีในสวน และเชิญเลือกซื้ออาหารที่ผลิตจากดินดีร้อยร้านค้า และ มีวิวถ่ายรูปสวยๆ อาทิ ทุ่งปอเทือง ทุ่งคอสมอส เป็นต้น

นอกจากนี้ ภายในงานแถลงข่าวมีการมอบรางวัลประกวดภาพถ่ายเนื่องในวันดินโลก ประจำปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “Soil and Water : a source of life ดินดี น้ำสมบูรณ์ เกื้อกูลชีวิต” จำนวน 3 รางวัล รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ภาพถ่าย “ลากเรือรดน้ำผัก” ผลงานของนายธวัช บุญนวม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ภาพถ่าย “คุณค่าของแผ่นดิน” ผลงานของนายอุเทน ฟูศรี และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ภาพถ่าย “ฟาดให้ขาว ข้าวจะดี” ผลงานของนายรังสรรค์ ศรีวรลักขณา  สามารถติดตามรายละเอียดงานวันดินโลกปี 2566 ได้ทาง เพจ Facebook กรมพัฒนาที่ดิน, เพจ Facebook World Soil Day วันดินโลก หรือ โทร 1760 นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดินกำหนดให้สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ จัดงานวันดินโลกตลอดเดือนธันวาคม 2566 อีกด้วย” อธิบดีปราโมทย์ กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

อว. ชู ‘พลิกโฉมมหาวิทยาลัย’ หาจุดร่วมมือสถาบันแคโรลินสกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771004

อว. ชู ‘พลิกโฉมมหาวิทยาลัย’ หาจุดร่วมมือสถาบันแคโรลินสกา

อว. ชู ‘พลิกโฉมมหาวิทยาลัย’ หาจุดร่วมมือสถาบันแคโรลินสกา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.33 น.

อว.หารือผู้บริหารสถาบันแคโรลินสกา มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดน และหนึ่งในมหาวิทยาลัยแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ชู “พลิกโฉมมหาวิทยาลัย” หาจุดร่วมมือสถาบันแคโรลินสกา

23 พฤศจิกายน 2566 นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผอ.กองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมด้วย ศ.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ผู้แทนอนุกรรมการด้านธรรมาภิบาล นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบันและผู้บริหารระดับสูงในสถาบันอุดมศึกษา รุ่นที่ 3 เข้าเยี่ยมชมสถาบันแคโรลินสกา เพื่อประชุมหารือร่วมกับ Mrs.Annika Ostman Wernerson อธิการบดีของสถาบันพร้อมกับคณะผู้บริหาร โดยสถาบันแคโรลินสกา (Karolinska Institute) เป็นสถาบันที่เปิดสอนเฉพาะหลักสูตรทางการแพทย์ โดยเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดน และเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดย ค.ศ. 2023 ได้รับการจัดอันดับจาก QS World Rankings by subject ในกลุ่มสาขาวิชาด้าน Life Sciences and Medicine อันดับที่ 10 ของโลก และได้รับการจัดอันดับในสาขาวิชาด้าน Medicine อันดับที่ 7 ของโลก ขณะที่การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย THE World University Rankings ในปี ค.ศ. 2024 สถาบันแคโรลินสกา ถูกจัดอันดับที่ 50 ของโลก นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังมีเป้าหมายในการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการแสดงถึงความมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม และมีการปรับองค์กรและโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัย รวมถึงกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ สามารถยกระดับทางด้านวิชาการและการวิจัย เพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการแพทย์ของโลก

ทั้งนี้ สถาบันแคโรลินสกา นำโดย president Annika Wernerson และรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ ได้นำเสนอนโยบายและแนวทางการวิจัยและการเรียนการสอนของสถาบันที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ สนับสนุนให้นักวิจัยกำหนดหัวข้อวิจัยอย่างอิสระหรือ free research แต่มีคุณภาพระดับโลก ได้รับทุนวิจัยจำนวนมากโดยเฉพาะจาก EU มีการสนับสนุนศูนย์วิจัยเฉพาะทาง เช่น precision medicine, ATMP, cancer เป็นต้น สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของนักวิจัย ไม่ได้เป็นของแหล่งทุนหรือสถาบันต้นสังกัด ในด้านการศึกษามีหลักสูตรทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาสวีดีช  ในส่วนความร่วมมือกับประเทศไทยมีความร่วมมือระหว่างนักวิจัยของสถาบันกับหลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทย แต่ยังไม่มีความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างสถาบัน

ในส่วนของประเทศไทย ศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ได้บรรยายแนวทางการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยของไทย รวมทั้งวิเคราะห์จุดแข็งด้านการวิจัยที่มหาวิทยาลัยไทยมีจุดร่วมกับ Karolinska Instutet อันจะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือในด้านการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญต่อไป

-(016)

ดีพร้อม ชู ‘DIPROM Connext’ สร้างโอกาส สร้างช่องทางดันสินค้าแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ไทย ก้าวสู่ตลาดสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771000

ดีพร้อม ชู ‘DIPROM Connext’ สร้างโอกาส สร้างช่องทางดันสินค้าแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ไทย ก้าวสู่ตลาดสากล

ดีพร้อม ชู ‘DIPROM Connext’ สร้างโอกาส สร้างช่องทางดันสินค้าแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ไทย ก้าวสู่ตลาดสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.29 น.

นางสาวอังสนา โสมาภา ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานมอบวุฒิบัตรกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายดีพร้อมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่ตลาดสากล (DIPROM Connext) พร้อมดันผู้ประกอบการไทยสู่สากล ณ ห้องบอลรูม 2 โรงแรม เอส 21 สุขุมวิท

นางสาวอังสนา โสมาภา เผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลากหลายประการ ทั้งทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตมีปริมาณจำกัดลง ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกซื้อสินค้า การแข่งขันทางด้านการค้าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มสาขาแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  ดังนั้นผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ ต้องมีความพร้อมทั้งองค์ความรู้และทักษะการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการ

การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ ทั้งในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้าและพัฒนากลยุทธ์ด้านการตลาดต่างประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น นอกจากจะช่วยสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถขยายมูลค่าส่งออกได้อีกด้วย  ซึ่งการพัฒนาศักยภาพครบทุกมิตินี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ได้ดำเนินกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายดีพร้อมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่ตลาดสากล (DIPROM Connext) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มเครือข่ายทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นรูปธรรม มีศักยภาพ ตลอดจนให้ผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด จนสามารถเชื่อมโยงสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว มีผู้ผ่านการคัดเลือก เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวน 15 กิจการ โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ผ่านการฝึกฝนจากกิจกรรมหลากหลายที่เป็นประโยชน์ อาทิ เช่น กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาและเพิ่มพูนองค์ความรู้ทั้งด้านวิชาการ และ การส่งเสริมการตลาดด้วย Digital Marketing เพื่อให้ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่าง AR, VR, Metaverse เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจ และสร้างการเครือข่ายให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมให้มีความเข้มแข็ง และความร่วมมือในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังได้เรียนรู้กระบวนการสร้างโมเดลธุรกิจ (Business Model Canvas: BMC) และ กลยุทธ์การสร้างโมเดลธุรกิจแบบ Collaboration Marketing พร้อมนำเสนอ (Pitching) ต่อผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายสาขาเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังได้เข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ JACOB JENSEN DESIGN ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นแบบที่ได้มีการนำความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี มาใช้ในการประกอบธุรกิจจนประสบความสำเร็จ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดแนวคิดให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการอบรมได้อย่างมาก

นอกจากนี้ ดีพร้อม ได้ลงพื้นที่พร้อมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำเชิงลึกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริหาร การจัดการธุรกิจ และการตลาด แก่ผู้ประกอบการ ทำให้ได้คำแนะนำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์กับความต้องการตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนมาถึงส่วนที่เป็นไฮไลท์ของกิจกรรม โดยดีพร้อมได้นำผู้ประกอบการทั้ง 15 กิจการไปทดสอบตลาดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียง อาทิ eBay Amazon และ etsy ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าต่างประเทศเป็นอย่างดี ทางดีพร้อมหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต

รายชื่อผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรม DIPROM Connext มีดังนี้

1.             นายสนธยา  ปั้นสุภา  แบรนด์ Grajang

2.             นายวิเชียร  ตั้งปัญญาพินิจ แบรนด์ Vin Jewel Shop

3.             นางสาวภคินี  ศรีพงษ์ธนากุล แบรนด์ KAYA Craft

4.             นางสาวภูริชนรดา มากอำไพ แบรนด์ Twotwice

5.             นางสาวศุภลักษณ์  เศวตกิติธรรม แบรนด์ Malin Jewelry

6.             นางสาวพัชราวรรณ  สะเอียบคล แบรนด์ Pha ภา ผ้าฝ้ายมัดย้อม

7.             นางสาวเพ็ญพันธุ์  เกยูรพันธุ์ แบรนด์ สานศิลป์

8.             นางสาวณัฏฐิรา  ปกรณ์แก้ว แบรนด์ Give A Wish Jewelry

9.             นางสาวจิรัชญา  วงศ์อริยะกวี แบรนด์ Siri Shaya

10.          นางสาวอารียา  บุญช่วยแล้ว แบรนด์ INTHAI

11.          นายณัฐพงศ์  โภคาเจริญวัจนะ แบรนด์ เพลินใจ

12.          นายเงิน สมบูรณ์กุลวุฒิ แบรนด์ Ekko

13.          นางสาวธวัลรัตน์  สิทธิชัย แบรนด์ Butterfliesn.co

14.          นางสาวลลิลดา  ศิริสุขกมล แบรนด์ Rock Me Jewelry

15.          นางสาวธิดารัตน์ คงวิทยากิจจ์ บริษัท เรฟโวเทคโนโลยี จำกัด

อย่างไรก็ดี ดีพร้อม เราไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เราพร้อม และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติ ตั้งแต่ระดับฐานราก สู่ระดับสากล เพื่อสร้างความเข้มแข็ง มั่นคง และ ยังยืน ให้แก่ประเทศต่อไป นางสาวอังสนา โสมาภา กล่าวปิดท้าย

-(016)

‘พิพัฒน์’ ลงพื้นที่ จ.กระบี่ เน้นสวัสดิการแรงงานอิสระ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770996

‘พิพัฒน์’ ลงพื้นที่ จ.กระบี่ เน้นสวัสดิการแรงงานอิสระ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

‘พิพัฒน์’ ลงพื้นที่ จ.กระบี่ เน้นสวัสดิการแรงงานอิสระ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.17 น.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เดินทางมายัง โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ จังหวัดกระบี่ เพื่อเป็นประธานเปิดโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประกันสังคมมาตรา 40 สู่เครือข่ายประกันสังคม รุ่นที่ 4 โดยมี นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม เครือข่ายประกันสังคม และผู้ประกันตนในพื้นที่ ให้การต้อนรับ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติเป็นประธานเปิดโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประกันสังคมมาตรา 40 สู่เครือข่ายประกันสังคม ที่จัดขึ้น ณ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ในวันนี้ ได้จัดขึ้นเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว โดยจังหวัดกระบี่ถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีธรรมชาติทางทะเลที่สวยงาม อุดมสมบูรณ์ สามารถดึงดูดชาวต่างชาติ และสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คือ “แรงงาน” หากภาครัฐสามารถให้การคุ้มครองที่ดีและเหมาะสม ก็สามารถทำให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเชื่อมั่นที่พร้อมพัฒนาคุณภาพงานรวมถึงบริการด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ โดยปัจจุบันจังหวัดกระบี่มีจำนวนประชากรที่มีงานทำทั้งสิ้น 250,729 คน ในจำนวนนี้มีผู้ประกันตนมาตรา 40 ทั้งสิ้น 41,819 คน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีนายจ้าง อาทิ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพค้าขาย กลุ่มอาชีพรับจ้างทั่วไป และกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็น การปลูกสวนปาล์ม การปลูกยางพารา เป็นต้น

โดยจุดประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์เชิญชวน กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ เครือข่าย ผู้นำชุมชน เกษตรกร พ่อค้า แม่ค้า ประชาชนทั่วไป ที่มาร่วมโครงการ ให้สามารถรับรู้และเผยแพร่สิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 40 ที่ได้รับความคุ้มครอง กรณีเงินทดแทนการขาดรายได้จากการเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีชราภาพ และกรณีสงเคราะห์บุตร รวมทั้ง นำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ประชาชนทั่วไป ได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์จากระบบประกันสังคมมาตรา 40 เพิ่มมากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล และภายในงานยังได้จัดให้มีพิธีมอบเกียรติบัตรเพื่อเป็นกำลังใจ และแทนคำขอบคุณจากกระทรวงแรงงาน ให้แก่เครือข่ายที่สนับสนุนงานประกันสังคมดีเด่นอีกด้วย

ด้าน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมได้จัดโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประกันสังคมมาตรา 40 สู่เครือข่ายประกันสังคม ขึ้นจำนวน 4 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 จัดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช รุ่นที่ 2 จัดที่จังหวัดนราธิวาส รุ่นที่ 3 จัดที่จังหวัดสงขลา และรุ่นที่ 4 จัดขึ้นในวันนี้ ที่จังหวัดกระบี่ โดยได้รับความสนใจจาก ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เครือข่ายประกันสังคม อาสาสมัครแรงงาน ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้ง 4 รุ่น จำนวน 1,600 คน ทั้งนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมโครงการ เช่น การให้บริการรับสมัครผู้ประกันตนตามมาตรา 40 การอภิปรายร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการประกันสังคม การให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ รวมถึงการจัดนิทรรศการต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน การออกร้านจำหน่ายสินค้าของและกิจกรรมต่างๆ ของภาคีเครือข่ายอีกด้วย

-(016)

สถาบันพระปกเกล้า มอบเงินสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กให้กับโรงพยาบาลราชวิถี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770995

สถาบันพระปกเกล้า มอบเงินสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กให้กับโรงพยาบาลราชวิถี

สถาบันพระปกเกล้า มอบเงินสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กให้กับโรงพยาบาลราชวิถี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.10 น.

สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าและมูลนิธิเพื่อสถาบันพระปกเกล้า นำโดย ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์ นายกสมาคม สว.มหรรณพ เดชวิทักษ์ นายกกิตติมศักดิ์ และคุณภารดี วรเกริกกุลชัย กรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคม มอบเงิน 5 แสนบาทและ 2 สองแสนบาทตามลำดับ ให้นายแพทย์ พีระพัฒน์ มกรพงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก ณ โรงพยาบาลราชวิถี เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566

‘สอวช.’เวิร์คช็อปจัดตั้ง University Holding Companyให้‘มรภ.-มทร.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771218

‘สอวช.’เวิร์คช็อปจัดตั้ง University Holding Companyให้‘มรภ.-มทร.’

‘สอวช.’เวิร์คช็อปจัดตั้ง University Holding Companyให้‘มรภ.-มทร.’

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.45 น.

‘สอวช.’จัดประชุมทำความเข้าใจ การจัดตั้ง University Holding Company ให้กับ‘มรภ.-มทร.’ หวังดึงพลังเครือข่ายมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

24 พฤศจิกายน 2566 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในงาน ประชุมชี้แจงแนวทางส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสถาบันอุดมศึกษา สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยกลไก University Holding Company ของกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า หลังมีการประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการซึ่งนำผลวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้กับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจและวัตถุประสงค์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมและหน่วยงานของรัฐตามที่สภานโยบายกำหนด ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน University Holding Company ของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จึงเป็นที่มาของการประชุมในวันนี้ เพื่อเป็นเวทีในการทำความเข้าใจให้กับมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อน University Holding Company ในกลุ่มมหาวิทยาลัย

ด้าน ดร.กิติพงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การส่งเสริมนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสถาบันอุดมศึกษาสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยกลไก University Holding Company จะเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้ได้ และเชื่อว่ามหาวิทยาลัยและประชาคมเครือข่ายนวัตกรรมจะเป็นพลังสำคัญในการขยับเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ การจัดตั้ง University Holding Company เพื่อทำการร่วมลงทุนสามารถดำเนินการได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งจัดตั้งโดยมหาวิทยาลัยเดียว หรือ รวมกลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน

ดร.กิติพงค์ ได้ยกตัวอย่างเศรษฐกิจประเทศจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากรัฐบาลใช้นโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม หรือ Innovation Driven Enterprises (IDE) ซึ่งประกอบธุรกิจโดยอาศัยนวัตกรรมทั้งในการพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิต ในส่วนของประเทศไทยก็มี IDE ที่ประสบความสำเร็จหลายบริษัทซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่อุตสาหกรรมที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep tech) เท่านั้น แต่รวมไปถึงบริษัทในอุตสาหกรรมการเกษตร อาหาร การบริการต่าง ๆ ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังก็จะช่วยให้เติบโตขยายขนาดหรือ scale-up ต่อได้ 

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ จะมีการ Spin-off หน่วยบริหารจัดการทุนภายใต้โครงสร้างเดิมไปเป็นสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) องค์การมหาชน ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถทำการร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพได้ นอกจากนี้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ่วมลงทุนฯ ได้มีการปลดล็อก ให้อาจารย์ นักวิจัย หรือบุคลากรในมหาลัย สามารถออกไปเป็นสตาร์ทอัพได้ 

ด้าน นางสาวนิรดา วีระโสภณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการร่วมลงทุนและการจัดตั้ง University Holding Company โดยระบุว่า ปัจจัยที่มหาวิทยาลัยต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนการจัดตั้งคือ จำนวนผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมใช้ประโยชน์ บุคลากรที่สามารถดำเนินการในธุรกิจนวัตกรรม ตลอดจนระบบสนับสนุนการเชื่อมโยงงานนวัตกรรมไปสู่การดำเนินธุรกิจ และงบประมาณในการจัดตั้งและงบประมาณสำหรับการร่วมทุน

นางสาวนิรดา ยังได้กล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง University Holding Company ว่า มี พ.ร.บ. การอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 มาตรา 39 ที่กำหนดให้มีการนำผลวิจัยและนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษาไปใช้ประโยชน์ สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดตั้งนิติบุคคลหรือร่วมลงทุนกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลการวิจัยและนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้

นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.บ.ส่งเสริม ววน. พ.ศ. 2562 มาตรา 31 ที่กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ หน่วยงานของรัฐอาจร่วมลงทุนในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สภานโยบายกำหนด และได้ชี้แจงถึงข้อกังวลเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นรัฐวิสาหกิจของ Holding company อีกด้วย

ทั้งนี้ ในการประชุมได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกลไก University Holding Company โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรม และกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำ University Holding Company รวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพสปินออฟภาคเอกชนที่มีการทำงานร่วมกับ University Holding Company เป็นผู้แนะนำและถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับทั้ง 2 กลุ่มมหาวิทยาลัย จากนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมอง และตอบข้อซักถาม ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่พบว่า กฎและระเบียบบางอย่างยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้ University Holding Company เติบโตได้ยาก แต่ทางกลุ่มมหาวิทยาลัยมองเห็นถึงศักยภาพ โอกาส และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากกลไกดังกล่าว การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันในครั้งนี้ จึงถือเป็นการสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดในการดำเนินการจริงของมหาวิทยาลัย ที่จะเป็นข้อมูลให้กระทรวง อว. และ สอวช. ร่วมดำเนินการและหาแนวทางส่งเสริมสนับสนุนที่เหมาะสมให้กับมหาวิทยาลัยต่อไป ////////////-005