กรมปศุสัตว์หารือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เร่งหาตลาด-ผลักดันโรงเชือดท่าแซะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769467

กรมปศุสัตว์หารือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เร่งหาตลาด-ผลักดันโรงเชือดท่าแซะ

กรมปศุสัตว์หารือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เร่งหาตลาด-ผลักดันโรงเชือดท่าแซะ

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.50 น.

ที่ปรึกษารมว.เกษตร “บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์”ประชุมอธิบดีกรมปศุสัตว์- เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เร่งหาตลาด – ผลักดันโรงเชือดท่าแซะ

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการโคเนื้อ ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมาโดยมีผู้เกี่ยวข้อง อาทินายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมผู้แทนกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อรายย่อยผู้แทนกลุ่มผู้ส่งออก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ร่วมหารือ โดยมีการรับฟังข้อมูลปัญหาจากเกษตรกร รวมถึงการชี้แจ้งถึงแนวทางดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเร่งเจรจาหาตลาดรับซื้อ โดยล่าสุด อยู่ระหว่างเจรจากับทางการจีนเพื่อเปิดตลาดรับซื้อโคเนื้อในรูปแบบ Barter Trade รวมถึงจะเจรจากับทางเวียดนามด้วย

นายเชิดชัย วันทา ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงโครายย่อยกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อมากกว่า 1,400,000 ครัวเรือน มีจำนวนโคเนื้อมากกว่า 9,500,000 ตัว โดยตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาโคเนื้อตกต่ำเป็นอย่างมาก ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เกษตรกรอาจถึงขั้นล้มละลายทั้งประเทศ ซึ่งแนวทางที่เกษตรกรเสนอในที่ประชุม คือ รัฐบาลต้องกำจัดเนื้อเถื่อนอย่างเด็ดขาด พิจารณาขึ้นค่าธรรมเนียมเนื้อที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย เร่งให้มีการส่งออกโคเนื้อไปต่างประเทศโดยเร็ว และผลักดันโรงงานแปรรูปโคฮาลาล อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ให้สามารถรับซื้อโคเนื้อจากเกษตรกรเพื่อแปรรูปส่งออก

“การประชุมวันนี้เกษตรกรมีความหวังขึ้นมาระดับหนึ่งเพราะตัวแทนฝ่ายนโยบายและอธิบดีกรมปศุสัตว์ยืนยันจะเร่งดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร็วที่สุด โดยเฉพาะการหาตลาด ขณะที่ความคืบหน้าในการผลักดันโรงงานแปรรูปโคฮาลาล ทางอธิบดีกรมปศุสัตว์ก็ยืนยันว่าพร้อมสนับสนุน  โดยล่าสุดได้ออกใบรับรองโรงงานเพื่อการส่งออก (Est) ให้กับโรงงานแล้ว ขณะที่คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า การประชุมครั้งต่อไปจะเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งระบบมาหารือ” ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงโครายย่อย ระบุ

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รุกตลาดเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ชู ‘ชามา’ เป็นเรือธง เปิดตัวเพิ่ม 5 แห่งในไทย-มาเลเซีย-จีน-ฮ่องกง ภายในปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769595

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รุกตลาดเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ชู 'ชามา' เป็นเรือธง เปิดตัวเพิ่ม 5 แห่งในไทย-มาเลเซีย-จีน-ฮ่องกง ภายในปี 2567

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รุกตลาดเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ชู ‘ชามา’ เป็นเรือธง เปิดตัวเพิ่ม 5 แห่งในไทย-มาเลเซีย-จีน-ฮ่องกง ภายในปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.22 น.

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป รุกตลาดเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ชู “ชามา” เป็นเรือธง มั่นใจในศักยภาพแบรนด์ พร้อมเปิดตัวเพิ่ม 5 แห่ง ในไทย มาเลเซีย จีน ฮ่องกง ภายในปี 2567

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทชั้นนำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขานรับกระแสการท่องเที่ยวและเดินทางที่เติบโตหลังโควิด ควบคู่กับเทรนด์การเดินทางแบบ Bleisure ท่องเที่ยวพร้อมธุรกิจ เปิดแผนขยายพอร์ตเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ (Serviced Apartments) แบรนด์ “ชามา” (Shama) รุกคืบตลาดจีน ฮ่องกง มาเลเซีย และไทย เพิ่มอีก 5 แห่ง ภายในปี 2567 ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลังจากธุรกิจท่องเที่ยวและการเดินทางกลับคืนสู่ภาวะปกติ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้เล็งเห็นว่า ไม่เพียงตลาดโรงแรมและรีสอร์ตที่มีแนวโน้มความต้องการใช้บริการเพิ่มสูงขึ้น ตลาดเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่พักอาศัยที่รองรับการเข้าพักทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งมอบความรู้สึกเสมือนอยู่บ้านทว่าครบครันด้วยความสะดวกสบาย ก็กำลังเติบโตอย่างรุดหน้า โดยเฉพาะในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักธุรกิจและนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบัน จึงมีแผนเปิดตัว “ชามา” (Shama) เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่โดดเด่นด้านทำเลและบริการระดับมาตรฐานโรงแรม เพิ่มอีก 5 แห่ง โดยวางหมุดหมายในทำเลทองของประเทศจีนและฮ่องกง 2 แห่ง ประเทศมาเลเชีย 2 แห่ง และประเทศไทย 1 แห่ง ซึ่งด้วยประสบการณ์การบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ มานานกว่า 50 ปี ประกอบกับความเชี่ยวชาญของทีมผู้บริหาร และความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลของทีมงาน ออนิกซ์ ออสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาและต่อยอดแบรนด์ “ชามา” (Shama) ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เข้าถึงความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มลูกค้าได้อย่างแท้จริงและขยายตัวสู่พื้นที่ศักยภาพในทำเลที่อยู่อาศัยได้มากยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ออสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “ปัจจุบัน ออนิกซ์ ออสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เปิดให้บริการ ‘ชามา’ ทั้งหมด 16 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศไทย 6 แห่ง ฮ่องกง 6 แห่ง ประเทศจีน 4 แห่ง และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 5 แห่งในเร็ววันนี้ โดยเราไม่เพียงขยายการลงทุนเพิ่มในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อตอกย้ำการเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเท่านั้น แต่ขยายไปยังประเทศจีนและฮ่องกงด้วย เพราะมั่นใจในศักยภาพของแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจนานาชาติ มีนักธุรกิจจำนวนมากที่จำเป็นต้องพักอาศัยระยะยาว เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งชื่อเสียงของ ชามา เซ็นทรัล ฮ่องกง (Shama Central Hong Kong) ซึ่งคว้ารางวัล Hospitality Operator Award 2023 ในฐานะเซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ที่เป็นตัวเลือกยอดนิยมและยอดเยี่ยมสำหรับผู้ประกอบการในท้องถิ่นและต่างประเทศที่ต้องการที่พักอาศัยสำหรับพนักงานในฮ่องกง ก็การันตีถึงมาตรฐานอันโดดเด่นของแบรนด์ เมื่อประกอบกับจุดเด่นของการบริหารงานแบบ Tailored Approach to Hospitality ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ซึ่งช่วยให้พบกับนักลงทุนที่มีความเข้าใจและวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน ในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ จึงทำให้เราเชื่อมั่นว่าการลงทุนขยายพอร์ตเพิ่มสำหรับแบรนด์ ‘ชามา’ เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ ออนิกซ์ ออสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้แนวโน้มความต้องการที่พักอาศัยในรูปแบบเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่บริษัทชั้นนำจากฟากฝั่งตะวันตกและเอเชีย มีความต้องการขยายฐานการผลิตมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา อาทิเช่น บริษัท GlobalFoundries, TSMC, Apple ฯลฯ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าโดยตรงจากต่างประเทศ รวมถึงการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นของเหล่านักธุรกิจและคนทำงาน จนเกิดเทรนด์การเดินทางรูปแบบ Bleisure (Business + Leisure) ซึ่งเป็นการเดินทางเพื่อธุรกิจที่วางแผนมาพร้อมกับการพักผ่อนในจุดหมายปลายทางนั้น ๆ ด้วย รวมถึงเทรนด์การทำงานทางไกล (Work From Anywhere หรือ Remote Work) ทำให้พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป เน้นการพักอาศัยระยะยาวในเมืองต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วนักเดินทางกลุ่มนี้มักจะเลือกเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่สะดวกสบายและอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก อีกทั้งการที่หลายประเทศเสนอวีซ่าธุรกิจเมื่อเดินทางมาถึง (Business Visa on Arrival) สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศเพื่อธุรกิจหรือกิจกรรมทางการค้า ทั้งประเทศจีน ประเทศมาเลเซีย และประเทศไทย ก็ทำให้ความต้องการเข้าพักระยะยาวของกลุ่มลูกค้าภาคธุรกิจมีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ออนิกซ์ ออสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จึงเล็งเห็นว่าตลาดเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ มีทิศทางที่ดีและยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

“จุดแข็งของ ‘ชามา’ คือการเลือกทำเลที่ตั้งที่อยู่ในย่านที่พักอาศัย รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และ การเดินทางที่คล่องตัว รวมถึงชามาแต่ละแห่งยังมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสังคมและชุมชนโดยรอบ ซึ่งจะมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับผู้เข้าพักอาศัยตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่กับเรา ภายใต้แนวคิดหลัก ‘Freedom to Explore’ ซึ่งปรารถนาให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ สนุก ตื่นเต้น และเพลิดเพลินกับบรรยายกาศของย่านที่พักอาศัยโดยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แม้จะเป็นเมืองที่ไม่คุ้นเคยก็ตาม นอกจากนี้ภายใต้ แบรนด์ ชามา ยังมี ‘ชามา โซเซียล คลับ’ ซึ่งจะเป็นกิจกรรมและโปรแกรมที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ ความคุ้นเคย และความเป็นส่วนหนึ่งระหว่างผู้พักอาศัยที่ชามากับย่านที่พักอาศัย ภายใต้ความเป็นตัวตน และ ไลฟ์สไตล์ของผู้เข้าพักในแต่ละทำเลของชามาที่มีความแตกต่างกัน โดยแนวความคิดของ ชามา โซเชียล คลับ ตั้งอยู่บนหลัก 3 ประการ ได้แก่ รวมเข้าด้วยกัน: กิจกรรมหรือโปรแกรมเพื่อช่วยให้ผู้พักอาศัยได้รู้จักและปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่และสนุกกับการ ใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ในแต่ละทำเล ความเอาใจใส่: การบริการที่จะช่วยให้ผู้พักอาศัยเชื่อมต่อเข้ากับสิ่งต่างๆ รอบตัว และรู้สึกเสมือนอยู่บ้านของตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เข้าพัก การใช้ชีวิตที่ร่วมสมัย: การตกแต่งภายในของที่พักได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานได้จริงและมีสไตล์ โดย “ชามา โซเชียล คลับ” พร้อมเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ผู้เข้าพักสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ในแต่ละทำเล สำหรับทุกโครงการแล้วในกรุงเทพฯ  ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้  คือหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ ‘ชามา’ เป็นที่ยอมรับของผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และครอบครัวที่ต้องการมากกว่าสถานที่พักอาศัยอันทันสมัย แต่มองหาไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า” นายยุทธชัย ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นในการขยายฐานธุรกิจในครั้งนี้

ด้วยความพร้อมของแบรนด์ “ชามา” ที่ให้บริการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ 3 ระดับ ได้แก่ ชามา ลักซ์ (Shama Luxe), ชามา (Shama) และชามา ฮับ (Shama Hub) ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าตั้งแต่ระดับ Upper Upscale จนถึง Upper Midscale และความเชี่ยวชาญในธุรกิจของ ออนิกซ์ ออสพิทาลิตี้ กรุ๊ป บริษัทชั้นนำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สานต่อความสำเร็จมาอย่างยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ด้วยวิสัยทัศน์ “The Best Medium-sized Hospitality Management Company in Southeast Asia” ซึ่งมุ่งมั่นสร้างแบรนด์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต และมีความต้องการที่หลากหลาย เชื่อว่าเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ภายใต้แบรนด์ “ชามา” ทั้ง 16 แห่งเดิม และ 5 แห่งใหม่ จะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักเดินทางทั่วทุกมุมโลก และก้าวไปสู่การเป็นแบรนด์เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่มีมาตรฐานการให้บริการเทียบเท่าระดับสากลได้อย่างมีศักยภาพอย่างแน่นอน

ในภาพ ชามา เซ็นทรัล ฮ่องกง (Shama Central Hong Kong) ห้องพักกว้างขวางพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันใจกลางฮ่องกง

ท่านสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.onyx-hospitality.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ onyx.pr@onyx-hospitality.com

ธนาคารยูโอบีฯ เพิ่มการเข้าถึงบริการสินเชื่อส่วนบุคคล ปรับโฉมสาขา UOB Xpress Centers ทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769594

ธนาคารยูโอบีฯ เพิ่มการเข้าถึงบริการสินเชื่อส่วนบุคคล ปรับโฉมสาขา UOB Xpress Centers ทั่วประเทศ

ธนาคารยูโอบีฯ เพิ่มการเข้าถึงบริการสินเชื่อส่วนบุคคล ปรับโฉมสาขา UOB Xpress Centers ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.18 น.

กรุงเทพ, 13 พฤศจิกายน 2566 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ปรับโฉมศูนย์สินเชื่อส่วนบุคคล “UOB Xpress” เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ทั่วประเทศ การปรับโฉมศูนย์สินเชื่อส่วนบุคคลนี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การให้บริการด้านการเงินผ่านช่องทางที่หลากหลาย (Omni-Channel) ของธนาคาร ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสินเชื่อ โดยมีแผนจะปรับปรุงศูนย์สินเชื่อ 46 แห่งภายในสิ้นปีนี้

การปรับโฉมศูนย์สินเชื่อส่วนบุคคลเกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคารยูโอบีได้เข้าซื้อธุรกิจธนาคารเพื่อผู้บริโภคของซิตี้กรุ๊ปเมื่อต้นปี 2565 และบริษัท ซิตี้คอร์ป ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้โอนกรรมสิทธิ์ในธุรกิจในประเทศไทยให้กับบริษัท ยูโอบี แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของยูโอบี ประเทศไทย

นายธีรวัฒน์ ตรีรัตดิลกกุล Head of Card Payment & Unsecured Products ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ในสภาวะการแข่งขันอย่างสูงในอุตสาหกรรมการเงิน การปรับโฉมศูนย์ยูโอบี เอ็กซ์เพรส ทั้ง 46 แห่ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการเพิ่มศักยภาพเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้กับลูกค้าทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการส่วนบุคคลของลูกค้า เสริมความคล่องตัวด้านการเงิน โดยมียูโอบีเป็นพันธมิตรที่คอยสนับสนุนเคียงข้างลูกค้า”

ลูกค้าสามารถเข้าถึงโซลูชันทางการเงินที่หลากหลายของ UOB Xpress รวมถึงบริการให้คำปรึกษาที่นำเสนอให้เหมาะกับความต้องการทางการเงินของแต่ละบุคคล และสินเชื่อส่วนบุคคลด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุด 2 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียงร้อยละ 9.99 ต่อปี แผนการชำระคืนเงินกู้ที่ยืดหยุ่นตั้งแต่ 12 ถึง 60 เดือน และอนุมัติด่วนภายใน 30 นาที สำหรับลูกค้าที่สมัครสินเชื่อส่วนบุคคลที่ศูนย์

ปัจจุบันศูนย์ยูโอบี เอ็กซ์เพรส เปิดให้บริการแล้ว 18 แห่ง ในกรุงเทพฯ และจังหวัดหัวเมืองอื่นๆ 27 แห่ง และศูนย์ใหม่ที่มีกำหนดเปิดในเดือนมกราคม 2567 ที่ EmSphere

-(016)

กลุ่มพูลผล-กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เปิดโรงงานผลิตหลอดพลาสติกชีวภาพ TAPIOPLAST® มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769591

กลุ่มพูลผล-กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เปิดโรงงานผลิตหลอดพลาสติกชีวภาพ TAPIOPLAST® มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

กลุ่มพูลผล-กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เปิดโรงงานผลิตหลอดพลาสติกชีวภาพ TAPIOPLAST® มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.12 น.

กลุ่มพูลผล และกลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เปิดโรงงานผลิตหลอดพลาสติกชีวภาพ TAPIOPLAST® เดินหน้าขยายสินค้ากลุ่ม Bioplastic ตอกย้ำผู้นำตลาด ตอบโจทย์การดูแลสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้า “ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 บริษัท สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส ได้จัดพิธีเปิดโรงงานผลิตหลอดพลาสติกชีวภาพ TAPIOPLAST® โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่มุ่งตอบโจทย์การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับนโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของกลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส ที่มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต 

ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส ภายใต้กลุ่มพูลผล เปิดเผยว่า โรงงานผลิตหลอดพลาสติกชีวภาพ TAPIOPLAST® มีพื้นที่โรงงาน 100 ตารางเมตร มีกำลังการผลิตสูงสุด 400,000 เส้นต่อวัน หรือ 12 ล้านเส้นต่อเดือน ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงงาน TAPIOPLAST® ซึ่งเป็นโรงงานที่จัดตั้งขึ้นสำหรับผลิตสินค้าในกลุ่ม Bioplastic โดยใช้พื้นที่ของ บริษัท สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด  คะอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

สำหรับผลิตภัณฑ์หลอดพลาสติกชีวภาพ TAPIOPLAST® เป็นหลอดดูดเครื่องดื่มเย็น แบบสลายตัวได้ทางธรรมชาติ มีทั้งรูปแบบ หลอดตรง หลอดงอ หลอดช้อน รวมถึง หลอดชาไข่มุก โดยสามารถผลิตหลอดตรง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6, 8 และ 12 มม. เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้หลากหลาย มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้า Horeca หรือ กลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hotel), ร้านอาหาร (Restaurant), กาแฟและธุรกิจจัดเลี้ยง (Café and Catering) ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการลดขยะพลาสติก และต้องการตอบโจทย์เรื่องรักษ์โลกผ่านสินค้าและบริการในแบรนด์ของตัวเอง รวมไปถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งานตามบ้านทั่วไปที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย

ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายในการขยายตลาดให้เติบโตขึ้นทุกปี โดยคาดว่าในปีที่ 5 จากนี้ จะสามารถส่งมอบสินค้าได้ 12 ล้านเส้นต่อเดือน คิดเป็น 80% ของกำลังการผลิต และสามารถขยายตลาดสินค้านวัตกรรมของบริษัทฯ ให้กว้างขึ้น จากเดิมที่มีการจำหน่ายเฉพาะสินค้าแป้งดัดแปรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อนำไปผลิตต่อเท่านั้น

“การผลิตหลอดพลาสติกชีวภาพ TAPIOPLAST® เป็นก้าวแรกที่บริษัทฯ มีการลงทุนเพื่อผลิตสินค้าพร้อมใช้งานสำหรับลูกค้าปลายทาง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้แบรนด์ TAPIOPLAST®  เป็นที่รู้จักในตลาดของผู้บริโภคโดยตรงมากยิ่งขึ้น” ดร.วีรวัฒน์ กล่าว

บริษัทเป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพจากมันสำปะหลัง เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้เครื่องหมายการค้า TAPIOPLAST®  สำหรับผลิต ถุงขยะ ถุงหูหิ้ว หลอด ฟิล์มคลุมดินสลายตัวได้ทางชีวภาพ ฯลฯ โดยปัจจุบันสินค้า Bioplastic หรือ “พลาสติกชีวภาพ” มีสัดส่วนตลาดที่ประมาณ 1% ของการผลิตพลาสติกทั้งหมด ทั้งนี้ จากกระแสการดูแลสิ่งแวดล้อม รวมถึงนโยบายของภาครัฐในหลายๆ ประเทศ ผลักดันให้ตลาด Bioplastic เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 มีสินค้า Bioplastic ในท้องตลาด 2.2 ล้านตันทั่วโลก และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณสูงถึง 6.29 ล้านตันในปี 2570 โดยวางเป้าหมายสินค้า TAPIOPLAST®  ของบริษัทฯ จะมีส่วนแบ่งตลาด 10% ของสินค้า Bioplastic ทั้งหมดที่จำหน่ายทั่วโลกภายในปี 2573 

“กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส  นำเสนอเส้นทางสู่ความยั่งยืนผ่านการใช้สินค้า TAPIOPLAST®  ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์เรื่องการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นความภูมิใจของกลุ่มบริษัทเอส เอ็ม เอส ที่จะนำผู้บริโภคและลูกค้าของเราไปสู่เส้นทางของการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติกชีวภาพให้เติบโตขึ้น ทั้งตอบโจทย์ BCG Economy ซึ่งถือเป็นทางออกสำคัญที่มุ่งสู่ความยั่งยืนอีกด้วย” ดร.วีรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย 

สำหรับกลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส  หนึ่งในกลุ่มพูลผล ซึ่งก่อตั้งมากกว่า 38 ปี เป็นผู้นำในการผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรคุณภาพสูงของประเทศไทยและของโลก ที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเป็นผู้ริเริ่มนำแป้งมันสำปะหลังซึ่งเป็นสินค้าสำคัญทางการเกษตรมาดัดแปรโดยใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันสำปะหลัง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหาร กระดาษ สิ่งทอ กาว อาคารและสิ่งก่อสร้าง รวมถึงพลาสติกชีวภาพ โดยบริษัทฯ ถือเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากแป้งมันสําปะหลังดัดแปรรายแรกของประเทศไทย

ปัจจุบันกลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส  มีโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรทั้งหมด 3 แห่ง ในจังหวัดปทุมธานี ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 400,000 ตันต่อปี ส่งผลให้กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส ครองตำแหน่งเป็นผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรของคนไทยรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในขณะนี้ ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรม และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชน

-(016)

เฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี ‘ไอคอนสยาม’ ตอกย้ำ Food Destination จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ กับ 7 โซนมหัศจรรย์ความอร่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769586

เฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี 'ไอคอนสยาม' ตอกย้ำ Food Destination จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ กับ 7 โซนมหัศจรรย์ความอร่อย

เฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี ‘ไอคอนสยาม’ ตอกย้ำ Food Destination จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ กับ 7 โซนมหัศจรรย์ความอร่อย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.08 น.

ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี ไอคอนสยาม ตอกย้ำ Food Destination จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ กับ 7 โซนมหัศจรรย์ความอร่อย ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป

“ไอคอนสยาม” จุดหมายปลายทางระดับโลก  นอกจากเป็นศูนย์รวมแบรนด์ลักซ์ชูรี่ระดับโลก แล้วยังเป็น Food Destination ที่รวมหลากหลายอาหารจากทั่วโลกกระจายตัวอยู่ทั่วไอคอนสยาม กับสวรรค์ 7 โซนอาหาร (7 Wondrous Dining) ที่มีเอกลักษณ์และจุดเด่นต่างกัน ตั้งแต่สตรีทฟู้ดไปจนถึงระดับมิชลินสตาร์ นอกจากอาหารจะอร่อยและหลากหลายแล้ว บรรยากาศของทั้ง 7 โซนก็มีเสน่ห์ต่างกันเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าในทุกๆ กลุ่ม เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี ไอคอนสยาม  จึงมอบความพิเศษให้ทุกท่านที่มาร่วมฉลองความสำเร็จ กับ 7 โซน มหัศจรรย์ความอร่อย  พร้อมโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อมอบความพิเศษให้กับลูกค้าได้อิ่มอร่อยไปกับอาหารเลิศรส ที่มาพร้อมกับเมนูที่คัดสรรความอร่อยมารวมไว้ที่นี่ โดยอิ่มอร่อยกับประสบการณ์เหนือระดับได้ ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร

เริ่มความอร่อยกับสตรีทฟู้ดกันที่โซน สุขสยาม ชั้น G ให้ความรู้สึกสนุกแบบไทยๆ ที่รวบรวมอาหารจานเด่นจาก 77 จังหวัดทั่วไทยมาไว้ด้วยกัน พบกับแคมเปญความอร่อย “SOOKSIAM อิ่มจุก ช้อปสนุก สุข X3 กับ KBank” ตั้งแต่วันนี้ -30 พ.ย. 2566 แคมเปญดีๆ ที่อัดแน่นไปด้วยสุดยอดความอร่อยจากร้านอาหารนานาชนิด สุขที่ 1 เพียงทานอาหารหรือซื้อสินค้าในเมืองสุขสยาม หรือร้านข้าวซอยลำดวนฟ้าฮ่าม เชียงใหม่, ร้านสิรินาถทิพย์วดีผ้าไทย & ชุดไทยสี่ภาคในเมืองสุขสยาม ผ่าน QR code ปิ๊บจัง KPlus ธนาคารกสิกรไทย ครบ 699 บาทขึ้นไป รับพัดลมพกพา 1 ตัว มูลค่า 299 บาทได้ทันที สุขที่ 2 เพียงทานอาหารหรือซื้อสินค้าในเมืองสุขสยาม ผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต Alipay และ KPlus ธนาคารกสิกรไทย ครบ 999 บาทขึ้นไป รับแก้วน้ำ Tumbler 1 ใบ มูลค่า 499 บาทได้ทันที และสุขที่ 3 เมื่อซื้อสินค้าหรือทานอาหารที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือวิศวะ, Peppery Thai Bistro, Boon Tong Kee, รสโปรด, SIAM แหนมเนือง, E-Sarn Evaime Shabu Shabu, House of Stamps, Jane Lily, ห้องภาพวันวาน, สิรินาถทิพย์วดีผ้าไทย & ชุดไทยสี่ภาค ผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต Alipay และ KPlus ธนาคารกสิกรไทย ครบ 1,500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ และเมื่อซื้อสินค้าเพชรที่ร้านซิงแสงนภาโกลด์ ครบ 10,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับแก้วน้ำ Tumbler 1 ใบ  มูลค่า 499 บาท ได้ทันที

อร่อยกับเมนูอาหารนานาชาติในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา กับโซน The Veranda ชั้น G  จากร้าน JUMBO Seafood (จัมโบ้ ซีฟู้ด) ร้านอาหารทะเลระดับตำนานกว่า 30 ปีของสิงคโปร์ การันตีจากรางวัลที่รับมาอย่างต่อเนื่อง ภายในร้านดูโปร่งโล่งสบายตา มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาด้านนอก จัดโปรโมชั่นระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย. 2566  ติ่มซำลด 50 % พร้อมมอบของรางวัลร่วมกิจกรรม Lucky Draw ระหว่างวันที่ 9-30 พ.ย. 2566 เป็น Gift Voucher มูลค่า 2,500 บาท จำนวน 10 ใบ พร้อมกันนี้ ยังจัด Exclusive only at ICONSIAM ในเดือน ต.ค. 2566 – ก.พ. 2567 เมื่อรับประทานอาหารที่ร้านครบ 2,000บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับฟรีกระเพาะปลานึ่งไก่และเห็ดหอม มูลค่า 106 บาท จำกัด 1 จาน/โต๊ะ/เซลล์สลิป

เมื่อขึ้นมาที่ชั้น 4 พบกับโซนอาหาร Dining on 4th  ที่คัดสรรร้านยอดนิยมมาไว้รวมกันมากมาย ทั้งร้านอาหารไทย หรือ ชาบู  อย่าง Evaime Shabu Shabu ร้านชาบูบุฟเฟต์ราคาดี เหมาะกับทุกเพศทุกวัย จัดโปรโมชั่นในช่วงระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย. 2566 รับประทานอาหารครบ 2,000 บาท ต่อบิล แจกหม้อไฟฟ้าอีวาไอเมะ จำนวน 1 ใบทันที สินค้ามีจำนวนจำกัด

เมื่อเดินเชื่อมต่อมาที่ SIAM Takashimaya ในชั้นเดียวกัน พบกับโซน Rose Dining ชั้น 4  รวบรวมร้านอาหารญี่ปุ่นรสเลิศ  อย่างร้าน Unagi Toku ร้านข้าวหน้าปลาไหลระดับตำนาน สาขาแรกในประเทศไทย ที่มาพร้อมเทคนิคการแล่ปลาชั้นสูงของประเทศญี่ปุ่นกับศาสตร์การย่างที่พิเศษเพื่อให้ได้เนื้อปลาที่นุ่มและเด้ง ก่อนจะยกเสิร์ฟคู่กับซอสสูตรเฉพาะที่คิดค้นมาแล้วว่าจะช่วยชูรสให้ข้าวหน้าปลาไหลอร่อยยิ่งขึ้น ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี ทางร้านได้จัดเมนูสุดพิเศษให้ลูกค้าได้ลิ้มลองความอร่อยเฉพาะเดือนพฤศจิกายน กับ Aki Gozen เมนูชุดปลาไหลสดย่างซอสหวานและซาซิมินานาชนิดที่ส่งตรงจากญี่ปุ่น ปลาไหลสดที่ส่งตรงจากญี่ปุ่นย่างฟู นอกจากความอร่อยแล้วยังเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและคุณประโยชน์ต่างๆ มากมาย

ถัดขึ้นมาที่ ชั้น 5 กับโซน Dining on 5th  แหล่งรวมร้านอาหารที่เป็น Bangkok’s Favorite Restaurants อย่างแท้จริง พบกับ nice two Meat u ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี กับวิวโค้งน้ำเจ้าพระยา ร่วมจัดโปรโมชั่นฉลองครบรอบ 5 ปี ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย. 2566 เมื่อรับประทานอาหารที่ร้านครบ 1,500 บาทขึ้นไป รับฟรี เกี๊ยวซ่า (มูลค่า110 บาท) จำนวน 1 จาน (ไม่สามารถใช้ร่วมกับเมนูชุดเซ็ตของทางร้านได้)

อีกโซนร้านอาหารที่โดดเด่นกับน้ำตกสูง 15 เมตร  โซนอลังการ ชั้น 6 ที่สุดของสุนทรียภาพแห่งการรับประทานอาหาร อลังการเหนือทุกคำบรรยาย เปรียบเสมือน The Paradise of Eatery   แนะนำร้าน Ginger Farm Kitchen ร้านอาหารพื้นบ้านออแกนิคสไตล์ล้านนา ที่ได้รับรางวัลมิชลิน 3 ปีซ้อน การันตีความอร่อย พร้อมเสิร์ฟอาหารปลอดสารเคมีทั้งหมด ในโอกาสครบรอบ 5 ปี ไอคอนสยาม ทางร้านได้ร่วมจัดโปรโมชั่น Exclusive only at ICONSIAM ตลอด 5 เดือน ในเดือน ต.ค.2566 – ก.พ. 2567 กับ Golden Wednesday Lucky Box Campaign เมื่อลูกค้าใช้จ่ายที่ร้านครบ 2,000 บาท ทุกๆ วันพุธ ร่วมเล่นสนุกจับ Lucky Draw ลุ้นรับ Voucher เงินสดมูลค่า 50, 100, 200 และ 500 บาท นอกจากนี้ ยังมีช่วง Golden Hour Menu เมนูราคาพิเศษ ระหว่างเวลา 15.00 -18.00 น. ในวันจันทร์ – ศุกร์ (ยกเว้นวันสำคัญทางศาสนา และ วันหยุดนักขัตฤกษ์)

ปิดท้ายด้วยโซน ทัศนานคร เทอเรซ ชั้น 6 อีกจุดชมวิวที่สวยที่สุดของไอคอนสยาม เพราะตั้งอยู่ริมระเบียง มองเห็นทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม กับพื้นที่ชมวิวถึง 2,000 ตารางเมตร กับบรรยากาศกึ่ง Outdoor สุดชิล แนะนำร้าน James Boulangerie ร้านครัวซองต์ชื่อดังที่มีทั้งอาหารคาวและหวานรสชาติสุดอร่อย มาพร้อมวิวโค้งน้ำเจ้าพระยา จัดโปรโมชั่นพิเศษร่วมฉลองไอคอนสยาม ครบรอบ 5 ปี ด้วยเมนูพิเศษ Corny245  โดยสั่งได้ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย. 2566

สัมผัสรสชาติความอร่อยเลิศกับอาหารนานาชาติกับ 7 โซนสวรรค์ของนักชิม พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้แก่ลูกค้าคนพิเศษในโอกาสไอคอนสยามเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี  ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร สามารถเดินทางมาได้ด้วยรถไฟฟ้าสายสีทอง ลงสถานีเจริญนคร G2 สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com และ Facebook: ICONSIAM

-(016)

ตลาดรังสิต ส่งน้ำปลาร้า ‘ลูกสาวกำนัน’ บุกตลาด! ชูจุดแข็งด้านรสชาตินัวระดับพรีเมียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769584

ตลาดรังสิต ส่งน้ำปลาร้า 'ลูกสาวกำนัน' บุกตลาด! ชูจุดแข็งด้านรสชาตินัวระดับพรีเมียม

ตลาดรังสิต ส่งน้ำปลาร้า ‘ลูกสาวกำนัน’ บุกตลาด! ชูจุดแข็งด้านรสชาตินัวระดับพรีเมียม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.04 น.

ตลาดรังสิต” สบช่องรุกธุรกิจกลุ่มอาหาร ส่งน้ำปลาร้าปรุงรสแบรนด์ “ลูกสาวกำนัน” บุกตลาด ชูจุดแข็งด้านรสชาติ นัวระดับพรีเมียม ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งทั่วประเทศ

 บจก.รังสิตร่วมพัฒนา ผู้บริหารงานศูนย์การค้าตลาดรังสิต ตลาดชั้นนำที่ได้รับรางวัลมาอย่างมากมาย และครองใจผู้บริโภคมายาวนานกว่า 60 ปี รวมถึงเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในย่านรังสิต อาทิ รังสิตอพาร์ทเมนท์ รังสิตเรสซิเดนซ์ ที่ได้รับเสียงชื่นชมในการบริการเป็นอย่างมาก

 ล่าสุด บจก.รังสิตร่วมพัฒนา ได้เปิดตัว “น้ำปลาร้าปรุงรส” แบรนด์ “ลูกสาวกำนัน” จากการมองเห็นโอกาสทางการตลาด โดยพัฒนาสูตรมาจากความต้องการของผู้บริโภค ชูจุดแข็งด้าน “รสชาติ” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เค็มไป หวานไป และกลิ่นไม่แรง ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ ใครทำก็อร่อย เข้มข้น นัวระดับพรีเมียม สามารถทำอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำ ยำ แกง หรือเป็นส่วนหนึ่งของการผสมในน้ำจิ้ม ทำให้การทำอาหารง่าย สะดวก ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

 อีกหัวใจสำคัญของ “น้ำปลาร้าปรุงรส” แบรนด์ “ลูกสาวกำนัน” ในการรุกตลาดครั้งนี้ คือเรื่อง “คุณภาพ” โดยบริษัทให้ความสำคัญในการควบคุมคุณภาพการผลิต ด้วยโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP, HACCP และผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพในห้อง LAB มาตรฐาน ให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า สินค้ามีความสะอาด ปลอดภัย พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค

 ปัจจุบันน้ำปลาร้า “ลูกสาวกำนัน” วางจำหน่ายแล้ว สามารถซื้อสินค้าได้ที่แผงค้าตลาดรังสิต Pop-up Store ในรูปแบบของการออกบูธตามสถานที่ต่างๆ โดยเน้นช่องทางการจำหน่ายผ่านทาง Line และ Facebook : LookSaoGumnan นอกจากนี้ยังมีช่องทางยอดนิยมอย่าง Shopee และ Lazada โดยสามารถติดตามโปรโมชั่นราคาพิเศษได้ตามช่องทางดังกล่าว

 พร้อมกันนี้ จากเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากการวางตลาดในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ น้ำปลาร้า “ลูกสาวกำนัน” สูตร 2 ฝาเหลือง เข้มข้น นัวคัก เอาใจสายแซ่บ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เพิ่มทางเลือกในการปรุงอาหารให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น  และรอติดตามผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้แบรนด์ลูกสาวกำนันได้ เร็วๆนี้

-(016)

MITH ฉลองครบรอบ 8 ปี เปิดตัว ‘PRANN’ น้ำหอมระดับพรีเมียมแบรนด์ใหม่ล่าสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769581

MITH ฉลองครบรอบ 8 ปี เปิดตัว 'PRANN' น้ำหอมระดับพรีเมียมแบรนด์ใหม่ล่าสุด

MITH ฉลองครบรอบ 8 ปี เปิดตัว ‘PRANN’ น้ำหอมระดับพรีเมียมแบรนด์ใหม่ล่าสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.00 น.

เพื่อเป็นการเซเลเบรท 8 ปีแห่งความสำเร็จของ MITH แบรนด์จึงได้เผยโฉมน้ำหอมกลิ่นพิเศษ “Golden Sparkle” ขึ้น พร้อมเปิดตัวน้ำหอมแบรนด์ใหม่ PRANN ในงาน MITH – PROAD – PRANN ที่จัดขึ้นไม่นานมานี้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

จุติณัฏฐ์ ปิยวีรวงศ์ เจ้าของแบรนดน้ำหอม MITH ที่ได้รับการรังสรรกลิ่นจากนักปรุงน้ำหอมระดับโลก กล่าวว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาให้สินค้ามีคุณภาพ เพราะเชื่อว่าสินค้าที่มีคุณภาพคือหัวใจของแบรนด์ และเมื่อสินค้ามีคุณภาพและแข็งแรง จะสามารถทำการตลาดด้วยตนเองผ่านการบอกต่อปากต่อปาก การใช้จริง เพราะยั่งยืนเห็นผลที่สุด ซึ่งต่างจากการทุ่มเงินไปกับการโปรโมทเพื่อสร้างกระแส แต่เราต้องการให้ product ของเราไม่เพียงแค่ผ่านตา แต่ต้องเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคให้ได้ เราจึงได้ตอกย้ำการรับรู้และแทนคำขอบคุณผู้บริโภคด้วยสินค้าและแบรนด์ใหม่ที่เปิดตัวพร้อมกันในวันนี้

สำหรับน้ำหอมแบรนด์ PRANN ที่นำเสนอ 8 กลิ่นพิเศษ และน้ำหอมกลิ่นใหม่ของแบรด์ MITH ประกอบด้วย

Empress Flower of Nightingale

– ภาพวาดจีนโบราณของดอกโบตั๋นและนก Nightingale เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ศิลปะกลิ่นที่สะท้อนความงามของดอกโบตั๋น ราชินีแห่งดอกไม้ ความเลอค่าของดอกโบตั๋นถูกเปรียบเปรยเหมือนจักพรรดินีแห่งมวลหมู่ดอกไม้ จนทำให้นกน้อยหลงรักและตกอยู่ในภวังค์แห่งความหอม กลิ่นช่วงเปิดจะให้ความหอมสดชื่นของ Lemon และดอกคาโมมาย ช่วงกลางจะหอมนุ่มละมุนของมวลหมู่ดอกไม้

Reflections of clouds on the water-lily pond

– Garden in Paris

เป็นการสะท้อนศิลปะยุค Impressionism ภาพเมฆสีขาวนวลบนท้องฟ้าที่สะท้อนน้ำในบึงบัว กลิ่นดอกไม้สะอาดสดใสทับอยู่ในภาพเงาสะท้อนของกลุ่มเมฆ กลิ่น Powdery musky นุ่มนวลละมุนละไม สวยงาม ดั่งศิลปะแห่งกลิ่นที่สอดคล้องกับแรงบันดาลใจที่ได้รับจากภาพวาดของ Monet เป็นกลิ่นหอมสดชื่น สดใส และ Powdery musky ที่นุ่มนวล

The Art of Mosaic Tiles

= ศิลปะการเรียงร้อยกระเบื้องที่สวยงาม สีสรรค์หลากหลายที่ร้อยเรียงได้อย่างสวยงามตระการตามีชื่อเสียงนานนับร้อยปี เปิดด้วยกลิ่นหอมนุ่มที่อบอุ่น Warm Spicy ชวนให้นึกถึงกลิ่นเครื่องเทศที่หอมหวานวานิลาและกลิ่นไม้แห้ง

The Persistence of Memory

= แรงบันดาลใจจากภาพวาดศิลปินชาวสเปน ลัทธิ Surrealism หรือศิลปะเหนือจริง ผู้หล่อหลอมศิลปะคลาสสิคและสมัยใหม่เข้าด้วยกันได้อย่างมีเอกลักษณ์ ภาพนาฬิกาละลายเปรียบเสมือนกฎแห่งเวลาก็ไม่ได้จริงกับทุกอย่างเสมอไป เช่นศิลปะที่จะอยู่เหนือกาลเวลา กลิ่นหอมของ Floral Powdery ของกลีบดอกมะลิและดอก saffron มีความหวานและครีมมี่เบาๆ

Mayura Pirom

= ความงามของเพลงไทยบรรเลง(orchestra) มยุราภิรมย์ ที่บรรยายความงามของนกยูงที่ร่ายรำ งามสง่า ดั่งวัฒนธรรมไทย ด้วยท่วงทำนองที่ชวนให้จินตนาการไปถึงจังหวะก้าวย่างของนกยูงแสนสวย (ร่างแปลงของ “องค์ปะตาระกาหลา”) ที่ล่อหลอกให้ “ย่าหรัน” หรือ “สียะตรา” ที่ปลอมตัวมา ต้องเดินติดตามไปจนได้พบกับ “วิยะดา” น้องสาวของอิเหนาที่ปลอมเป็น “เกนหลง” ในการแสดงละครเรื่อง “อิเหนา” ตอน “สียะตราพบนางเกนหลง” (ย่าหรันตามนกยูง)

เป็นกลิ่นหอมหวานของโป๊ยกั๊กและยี่หร่าที่มีความ Herbal เสริมกลิ่นไม้หวานนุ่มละมุน

Madame Butterfly

= ความประทับใจจากละครโอเปร่า เรื่องเอกของคีตกวีเอกของโลก Puccini เป็นเรื่องราวของชะตากรรมที่น่าเศร้าของหญิงงามชาวญี่ปุ่น เกอิชา ใบหน้าขาวปากสีแดง ร่ายรำ และทุกท่วงท่าช่างงดงาม เมื่อหญิงสาวได้พบรักและตกหลุมรัก จึงอุทิศตนให้กับความรัก และจบลงด้วยโศกนาฏกรรม

ผลงานเรื่อง Madame Butterfly ได้กลายเป็นผลงานศิลปะเสียงร้องชิ้นเอกที่แท้จริงพร้อมบทละครที่งดงาม

กลิ่นความหอมหวานของ woody spicy และเป็นกลิ่นไม้ให้ความหอมนุ่มของวานิลาและ Labdanum

L’amour est un oiseau rebelle

= L’amour est un oiseau rebelle จากอุปรากรเอกของโลก เรื่อง Carmen ประพันธ์โดยจอร์ช บีเซย์ (Georges Bizet) ในเพลง Habanera นางเอกยิปซีชาวสเปน เป็นสาวในชุดสีแดงฉาด ซึ่งมีความงามและมากเสน่ห์ ร่ำร้อง พรรณนาถึงความรัก ทุกท่วงท่าที่ร่ายรำช่างยั่วยวนทุกสายตา ทำให้ไม่สามารถละสายตาออกจากเธอได้

เปิดด้วยกลิ่นหอมหวานสดชื่น fruity และหอมละมุนของดอกไม้ ช่วงท้ายกลิ่นมีความ woody spicy เบาๆ

Arabian nights

= ความประทับใจครั้งเยาว์วัยจากที่ได้อ่านนิทานเก่าแก่ ของชาวตะวันออกกลางเรื่อง อาหรับราตรี ได้พาจินตนาการล่องลอยไปสู่ห้วงอดีตของชาวอาหรับ ทั้งวัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรี ล้วนเป็นองค์ประกอบ แต่งแต้มให้ความฝันครั้งเยาว์วัย และยังมั่นคงโลดแล่นตามจินตนาการ แม้นในปัจจุบัน กลิ่นหอมสดชื่นแนว Green fresh และมีความ herbal spicy มีความหอมนวลของPowery ติดเขียวเบาๆ

และ Golden Sparkle (Firefly) ซึ่งกลิ่นครบรอบ 8 ปีของ MITH

= กลิ่นความหอมอันมีเสน่ห์จากธรรมชาติในยามค่ำคืน โอบล้อมด้วยแสงประกายระยิบระยับรอบตัวคุณ

โดยไฮไลท์ของงานในครั้งนี้คือการเปิดตัวแบรนด์น้ำหอมใหม่ระดับ Luxury Line ที่รังสรรขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์สุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้า เป็นสุดยอดโปรเจคที่รวมนักปรุงน้ำหอมที่เก่งที่สุดและต้องมีตำแหน่ง master perfumer มาร่วมสร้างสรรค์น้ำหอม 8 กลิ่นใหม่ให้กับแบรนด์ PRANN “เราตั้งใจ ใส่ใจ และทุ่มเทให้กับโปรเจคนี้เป็นอย่างมากและใช้เวลากว่า 2 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเราจะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ที่สะท้อนถึงความหรูหรา ทรงคุณค่า คู่ควรแก่ราคา ผ่านทั้งน้ำหอมที่เป็นอัตลักษณ์ ความงดงามของบรรจุภัณฑ์ทั้งขวดและแท่นวาง ซึ่งเราได้ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีว่าเมื่อลูกค้าตัดสินใจที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาเกือบ 8,000 บาท จะทำอย่างไรให้เขาได้รับสิ่งที่คุ้มค่ากว่าราคาที่ได้จ่ายไปเสมอ” จุติณัฏฐ์  เล่าถึงที่มาของความพิถีพิถันจนเกิดเป็น PRANN

ทั้งนี้ เพื่อสร้างการจดจำและขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ แบรนด์จึงได้เลือก “สายป่าน-SP Saypan” KOL ระดับแถวหน้าของไทยมาเป็น brand ambassador เพราะนอกจากจะเป็นลูกค้าของแบรนด์ MITH และ PROAD มานานแล้ว ยังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่พิถีพิถันในการเลือกสรรสินค้าที่มีคุณภาพให้แก่ตนเองเสมอ ซึ่งตรงกับ DNA ของ MITH-PROAD-PRANN ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

“ความสำเร็จของ MITH คือการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งวัดได้จากการได้ร่วมงานกับ Perfumer ที่มีฝีมือระดับโลก จากการที่พวกเขาให้เกียรติมาร่วมงานกับเรา แม้ว่าจะเป็นแบรนด์ไทยเล็กๆ แต่สามารถรวบรวมคนที่เก่งที่สุดในโลกมาได้เยอะที่สุดไม่แพ้แบรนด์ระดับโลก ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับแบรนด์เป็นอย่างมาก สำหรับการต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคตนั้น เราจะไม่หยุดพัฒนาเรื่องคุณภาพของสินค้า ทางแบรนด์จะพยายามเรียนเชิญผู้ปรุงท่านอื่นๆ มาค้นคิดกลิ่นใหม่ๆ ให้มากขึ้น และจะตั้งใจเป็นผู้นำเทรนด์ สร้างเทรนด์ให้สำเร็จมากกว่าในปีต่างๆ ที่ผ่านมา สำหรับเป้าหมายปี 2567 คือการขยายสาขาไปต่างจังหวัด เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงของผู้บริโภค และขยายเรื่องตัวแทนในต่างประเทศเพื่อการส่งออกสินค้าได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน” จุติณัฏฐ์  กล่าวสรุป

-(016)

PAYOT ตำนานแบรนด์จากฝรั่งเศสกว่า 100 ปี เปิดตัวนวัตกรรมความงามล่าสุด ‘Pâte Grise’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769577

PAYOT ตำนานแบรนด์จากฝรั่งเศสกว่า 100 ปี เปิดตัวนวัตกรรมความงามล่าสุด ‘Pâte Grise’

PAYOT ตำนานแบรนด์จากฝรั่งเศสกว่า 100 ปี เปิดตัวนวัตกรรมความงามล่าสุด ‘Pâte Grise’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.54 น.

เพียงพร สุวรรณประทีป CEO บริษัท พิงค์ พีโอ จำกัด ผู้นำเข้าเครื่องสำอางชั้นนำจากต่างประเทศ จัดงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “A 100 Year Heritage Moment for Your Skin by PAYOT” ที่ห้อง Astoria Suites โรงแรม Woldorf Astoria Bangkok ให้เหล่าบรรดาเซเลบริตี้ และ Beauty Influencer ของเมืองไทยได้ร่วมสัมผัสเรื่องราวอันยาวนานกว่า 100 ปีของสกินแคร์ในตำนานจากประเทศฝรั่งเศส PAYOT (ปาโย) ซึ่งกำเนิดโดย ดร.นาเดีย ปาโย ผู้หญิงคนแรกที่ได้รับปริญญาเภสัชศาสตร์ของฝรั่งเศส และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของธรรมชาติสูงที่สุดผ่านนวัตกรรมอันล้ำสมัย

ภายในงานได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมความงามล่าสุดจาก PYOT ที่เรียกว่า “Pâte Grise” ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ Purify ต้านการเกิดสิว มุ่งเน้นดูแลผิวกลุ่มวัยรุ่น คนที่มีผิวมันและมีปัญหาสิว ซึ่งพบมากถึง 50% ของประชากรทั้งหมดในโลก ได้พัฒนาสูตรให้มีความสามารถในการเป็นแหล่งกักเก็บและรักษาสมดุลของ Microbiome ให้กับผิว เพื่อทำหน้าที่ช่วยควบคุมการทำงานของแบคทีเรียบนใบหน้า ขณะเดียวกันยังให้ความอ่อนโยนกับผิวเพื่อผลลัพธ์ของการมีผิวที่สมบูรณ์แบบในแบบที่ทุกคนต้องการ โดยมีเหล่าดาราและเซเลบริตี้มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ วรรณพร โปษยานนท์, สุทัศนีย์ ซอโสตถิกุล, พอฤทัย ณรงค์เดช, ม.ล. อรดิศ สนิทวงศ์, ปัทมวดี เสนาณรงค์, ภัครดา เหตระกูล, ศิรประภา จีระพันธุ์, ณกุล ยุคคล ณ อยุธยา และ นวดี โมกขะเวส

เพียงพร สุวรรณประทีป กล่าวว่า “ปัจจุบันปัญหาเรื่องผิวของวัยรุ่นส่วนใหญ่ สาเหตุหลักๆ ก็คือการเกิดสิว ซึ่งพบเจอได้บ่อยมากๆ ในกลุ่มวัยรุ่น PAYOT จึงได้คิดค้นนวัตกรรม Pâte Grise ที่มีความสามารถในการทำงานควบคู่กับแบคทีเรียที่ดีและไม่ดีได้โดยไม่ทำลายแบคทีเรียใดๆ บนใบหน้า ด้วยสารสกัดจากดอก Meadowsweet ที่มีอานุภาพในการต้านการอักเสบและการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย พร้อม Probiotic ที่ดูแลเรื่องความสมดุลของผิว เมื่อทั้งสองสิ่งนี้ทำงานควบคู่กันจะสามารถยกระดับและดูแลผิว รวมทั้งขจัดสิวได้อย่างต่อเนื่อง”

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถทดลองผลิตภัณฑ์และรับโปรโมชั่นพิเศษกับปาโยได้ที่ สาขาสยามพารากอน แผนก Beauty Hall ชั้น M สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว แผนก Beauty ชั้น 1 สาขาเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน แผนก Beauty Hall ชั้น 1 สาขาสนามบินดอนเมือง ฝั่งผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ได้ Line Official: https://lin.ee/JDcqZw4

Lazada Official: https://s.lazada.co.th/s.PB6mD

-(016)

พม. ร่วมกับ MBK จัดงาน ‘Gift to Give มหกรรมของขวัญถูกใจ ได้บุญ 2023’ ของที่ระลึกรับปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769576

พม. ร่วมกับ MBK จัดงาน ‘Gift to Give มหกรรมของขวัญถูกใจ ได้บุญ 2023’ ของที่ระลึกรับปีใหม่

พม. ร่วมกับ MBK จัดงาน ‘Gift to Give มหกรรมของขวัญถูกใจ ได้บุญ 2023’ ของที่ระลึกรับปีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.50 น.

นายวราวุธ  ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานพิธีเปิดงาน “Gift to Give มหกรรมของขวัญถูกใจ ได้บุญ 2023” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน 2566 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์สินค้าของกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในความดูแลของเครือข่ายกระทรวง พม. โดยการเพิ่มช่องทางการตลาด ด้วยการออกบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าเป็นของขวัญของที่ระลึกในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ที่จะมาถึงนี้ โดยมี นายสมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บีเค จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวง พม. เข้าร่วมงาน ณ ลานปทุมวันฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม. กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ด้วยการพัฒนาอาชีพตั้งแต่การฝึกทักษะ พัฒนาความรู้ เทคโนโลยี และการประกอบธุรกิจ ตลอดจนส่งเสริมช่องทางการตลาด รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ทั้งนี้ กระทรวง พม. จึงร่วมมือกับ บริษัท เอ็ม บีเค จำกัด (มหาชน) จัดงาน “Gift to Give มหกรรมของขวัญถูกใจ ได้บุญ 2023”  ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์สินค้าจากประชาชนกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในความดูแลของเครือข่ายกระทรวง พม. อาทิ คนพิการ ผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน และครัวเรือนเปราะบาง รวมทั้งผลิตภัณฑ์สินค้าของชุมชนต่าง ๆ มาออกบูธจำหน่าย 19 บูท อาทิ ผ้าปักมือจากวิสาหกิจชุมชนผ้าคลุมผมสตรีบ้านลาเวง จังหวัดนราธิวาส กระเป๋าใบเตยหนาม กระเป๋าผ้าขาวม้า ผ้าคลุมไหล่จากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว จังหวัดศรีสะเกษ กระเป๋าผ้าไทย กระเป๋าเอกสาร เสื้อผ้า จากศูนย์ศูนย์ส่งเสริมอาชีพคนพิการ : Mind mall จังหวัดนนทบุรี และเสื้อผ้ากะเหรี่ยง เครื่องเงิน สินค้าแปรรูปจากผ้าทอกะเหรี่ยง จากศูนย์หัตถกรรมบ้านห้วยต้ม จังหวัดลำพูน เป็นต้น

รมว.พม. กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ต้องขอขอบคุณบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ที่ได้จัดสรรพื้นที่ของศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ให้นำผลิตภัณฑ์สินค้าของกลุ่มเปราะบางมาจำหน่ายในงานครั้งนี้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด รวมถึงเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เข้ามาร่วมกันจัดงานครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันสนับสนุนกลุ่มเปราะบางได้มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และเป็นการส่งความสุขให้กับผู้รับ จากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าเป็นของขวัญ ของที่ระลึก ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ที่ใกล้จะถึงนี้

นายสมพล ตรีภพนารถ กล่าวว่า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณกระทรวง พม. ที่ไว้วางใจและให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมแห่งโอกาส ในการจัดงาน Gift to Give อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งครั้งนี้ได้สนับสนุนพื้นที่จัดงานที่ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ บริเวณชั้น G  ลานปทุมวัน ฮอลล์ ให้กลุ่มเปราะบางที่อยู่ในความดูแลของกระทรวง พม. มาออกบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆ ตลอดทั้ง 6 วัน ซึ่งนอกจากลูกค้าในศูนย์การค้าฯ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ จะได้มาเลือกชมและซื้อสินค้าของดี ของใช้ สินค้าที่สร้างสรรค์จากใจ เพื่อเป็นของขวัญแทนใจในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ สร้างกำลังใจ และสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทางด้านอาชีพ  และสร้างคุณภาพชีวิตอีกด้วย

“เอ็ม บี เค พร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และยืนยันว่าเราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับกระทรวง พม. ในการจัดงานที่สามารถช่วยสนับสนุน ส่งเสริม กลุ่มเปราะบางได้มีช่องทางการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อสามารถดูแลตนเองและครอบครัวต่อไป”

-(016)

รพ.เปาโล พหลโยธิน จัดงาน ‘Beyond The Better Life With Robotic Surgery’ ทางเลือกใหม่ในการรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769572

รพ.เปาโล พหลโยธิน จัดงาน ‘Beyond The Better Life With Robotic Surgery’ ทางเลือกใหม่ในการรักษา

รพ.เปาโล พหลโยธิน จัดงาน ‘Beyond The Better Life With Robotic Surgery’ ทางเลือกใหม่ในการรักษา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.43 น.

โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านองค์กรแห่งนวัตกรรม จัดงาน “Beyond The Better Life With Robotic Surgery” ทางเลือกใหม่สู่การเคลื่อนไหวที่ดีกว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยเชิญทีมศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ของสถาบันกระดูกละข้อ รพ. เปาโล พหลโยธิน มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงเพิ่มขีดศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยให้กับทีมแพทย์ และบุคลากรในโรงพยาบาล โดยการนำ “AI Technology Robotic หุ่นยนต์ผู้ช่วยผ่าตัด” เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่เพื่อสร้างความมั่นใจในอีกขั้นให้กับผู้ป่วยที่มองหาเทคโนโลยีการผ่าตัดให้ได้ “เที่ยงตรง แม่นยำ” และลดความบอบช้ำของร่างกายน้อยที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม

โดยการจัดงาน “Beyond The Better Life With Robotic Surgery” ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากศัลยแพทย์ชำนาญการด้านกระดูกและข้อ รพ. เปาโล พหลโยธิน ร่วมถ่ายทอดแนวคิด ประสบการณ์และส่งต่อแรงบัลดาลใจ เกี่ยวกับการผ่าตัด ด้วย AI Technology Robotic หุ่นยนต์ผู้ช่วยผ่าตัด เข้ามาช่วยในการรักษา

นพ.วิสิทธิ์ วังวิทยากุล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางข้อเข่า ข้อสะโพก สถาบันกระดูกและข้อ กล่าวว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะพัฒนาก้าวไกลขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม มนุษย์จะต้องเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีนั้น เพื่อความปลอดภัย และเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย สิ่งสำคัญในการรักษาผู้ป่วย ศัลยแพทย์ต้องพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้การรักษาดียิ่งๆ ขึ้นไป ต้องมั่นใจว่าเทคโนโลยีนั้นๆ มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย แม่นยำ ซึ่งหุ่นยนต์ทำหน้าที่วัด ตัด เล็งมุมองศา หรือความหนาที่ต้องการได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยการควบคุมของศัลยแพทย์เป็นหลัก สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การวางตำแหน่งข้อเข่าได้เหมาะสม และสร้างสมดุลย์ให้คนไข้เฉพาะรายในแบบ Personalized เพราะข้อเข่าในแต่ละรายมีความแตกต่างกัน ทำให้แผนการรักษาย่อมมีความแตกต่าง การใช้ Robot ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะราย จะทำได้อย่างละเอียด และแม่นยำกว่าเครื่องมือผ่าตัดข้อเข่าเทียมในปัจจุบัน ทั้งในกรณีโรคทางข้อเข่าเสื่อมทั่วไป หรือแม้แต่โรคที่คำนวณการผ่าตัดได้ยากซับซ้อน ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง มีความมั่นคงของข้อเข่ามากขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวเร็ว กลับมาเคลื่อนไหวใช้ชีวิตประจำวันได้ดีใกล้เคียงปกติมากที่สุด การผ่าตัดข้อเข่าเทียมโดยปกติให้ผลการรักษาที่ดีอยู่แล้วและเมื่อเรานำเทคโนโลยี Robotic เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องลดความผิดพลาดในการผ่าตัด ก็ช่วยสร้างความพึงพอใจที่มากขึ้น เกือบ 100%

ข้อดีของ AI Technology Robotic เข้ามาช่วยในการผ่าตัด

– ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว เดินได้ภายใน 24 ชม.หลังการผ่าตัด

– งอเข่าได้ดี การเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติมากขึ้น จากการผ่าตัดรักษาแบบเฉพาะราย

– ลดความกังวลเรื่องข้อผิดพลาดในการผ่าตัด

– อาการปวด และการเสียเลือดน้อยลง เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบปกติเนื่องจากไม่ต้องเลาะเนื้อเยื่อมาก

– การใช้งานของข้อได้นาน และได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากความแม่นยำในการวางตำแหน่งข้อเข่าเทียม

นพ.อนุชิต เวชชัยชีวะ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางข้อเข่า ข้อสะโพก สถาบันกระดูกและข้อ กล่าวเพิ่มเติมถึงแรงบันดาลใจในการเลือกนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยในการผ่าตัด เพราะจากการผ่าตัดวิธีดั้งเดิม อาจได้ผลจากการรายงานภาพเอกซเรย์ยังไม่แม่นยำ หรือน่าพอใจตรงตามความต้องการของศัลยแพทย์ ดังนั้นจึงต้องหาผู้ช่วย หรือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัด เพื่อให้ทราบถึงตำแหน่งที่ชัดเจน แม่นยำ และด้วยความชอบอยากลองนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้รักษาเพื่อช่วยพัฒนาฝีมือการรักษาให้ได้เร็ว และลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้มาก เพื่อทำให้ผู้ป่วยพึงพอใจและได้ผลลัพท์ที่ปลอดภัย นั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด

สิ่งที่ผู้ป่วยได้รับจากการใช้ AI Technology Robotic เข้ามาช่วยผ่าตัด

– เพิ่มความมั่นใจในประสิทธิภาพการใช้งานของข้อเข่าในระยะยาว จากการแสดงผลที่ชัด เที่ยงตรงของฟิล์มเอกซเรย์

– เพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัดของผู้ป่วย จากการประมวลผลของ Robotic ในแบบ Real Time

– ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เจ็บปวดจากการผ่าตัด งอเข่าได้ดี เดินได้ทันที

นวัตกรรมการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ในประเทศไทยเริ่มแพร่หลายมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากการติดตามผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วย Robotic ประมาณ 100 ราย โดยรวมคนไข้มีความพึงพอใจมาก เพราะช่วยลดความเจ็บปวดจากการผ่าตัดให้น้อยลง ไม่กระทบกับเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง รวมถึงลดข้อผิดพลาดของศัลยแพทย์ ได้มากขึ้น ดังนั้นการใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยจึงให้ผลลัพท์ที่ไม่ด้อยไปกว่าการรักษากับแพทย์  ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นสิ่งใหม่ที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และเมื่อนำมาใช้กับการรักษาก็จะช่วยส่งผลให้การรักษาดีขึ้น แม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม           

-(016)