สศก.ชูFarmerONEฐานข้อมูลเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769263

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงการดำเนินงานด้านฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) เชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ และกรมหม่อนไหม โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาให้ฐานข้อมูล Farmer ONE เป็นฐานข้อมูลทางด้านเกษตรกรขนาดใหญ่ของประเทศมีข้อมูลเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนทำกิจกรรมทางการเกษตรด้านต่างๆ ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อีกทั้งสามารถรายงานข้อมูลได้ทั้งระดับครัวเรือน และรายบุคคล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในงานนโยบายต่างๆ

ปัจจุบัน Farmer ONE ได้ขยายระยะเวลาความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่อไปถึงปี 2570 เพื่อให้ Farmer ONE เป็นฐานข้อมูลทางด้านเกษตรกรหนึ่งเดียวที่มีความถูกต้อง สมบูรณ์ ครอบคลุม และมีมาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard) ของข้อมูลบุคคลและข้อมูลสินค้าเกษตรที่รับขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตามกรอบแนวทางการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ Thailand e-Government Interoperability Framework (TH e-GIF) สอดคล้องนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ และ สศก.ยังพัฒนาแพลตฟอร์ม Farmer ONE ในรูปโฉมใหม่ เพื่อให้บริการข้อมูลที่ครบถ้วนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้ข้อมูลและระบบฐานข้อมูลของผู้บริหาร บุคลากรของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เกษตรกร นิสิต/นักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อีกทั้งแพลตฟอร์มใหม่นี้ได้มีการพัฒนาระบบแสดงผลรายงานข้อมูลบน Dashboard ให้น่าสนใจและทันสมัยมากขึ้น

กรุงเทพระอุ! เวทีประกวดนางงามระดับนานาชาติ ‘Heritage Pageants 2023’ เตรียมจัดประกวดในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769388

กรุงเทพระอุ! เวทีประกวดนางงามระดับนานาชาติ ‘Heritage Pageants 2023’ เตรียมจัดประกวดในไทย

กรุงเทพระอุ! เวทีประกวดนางงามระดับนานาชาติ ‘Heritage Pageants 2023’ เตรียมจัดประกวดในไทย

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.14 น.

อีแพลนเน็ต ไพรเวท ลิมิเต็ด Eplanet Pte Limited (จากประเทศสิงคโปร์) เตรียมพร้อม กับการประกวดนางงาม Heritage Pageants 2023 ครั้งที่ 6  กำหนดจัดขึ้นในประเทศไทยระหว่างววันที่ 18 พฤศจิกายน – 27 พฤศจิกายน 2566 ณ สถานที่สุดพิเศษ กรุงเทพมหานคร

เวทีประกวดนางงาม  Heritage Pageants 2023 จัดขึ้นโดย อีแพลนเน็ต ไพรเวท ลิมิเต็ด Eplanet Pte Limited ประเทศสิงคโปร์ นำโดย ประธานองค์กรและผู้อำนวยการกิจกรรม คุณซานโตส แซพโคตา Santosh Sapkota จากประเทศเนปาล  พร้อมด้วยนักออกแบบท่าเต้น คุณโรจิน ซาคยา Rojin Shakya จากเนปาล และ คุณเวสลี่ย์ ซอว์ Wesley Saw จากมาเลเซีย ประสานงานโดย คุณ ซูซาน ซานเฟอร์นี่ โคห์ Susan Sanfurni Koh จากสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคุณฝนธิป ศรีวรัญญู ผู้ชนะการแข่งขัน Mrs. Heritage International 2022 (ประเทศไทย)

สำหรับรอบชิงชนะเลิศการประกวดนางงาม  Heritage Pageants 2023 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ณ สถานที่ดินแดนแห่งรอยยิ้ม ประเทศไทย โดยมีตัวแทนผู้เข้าประกวดจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เข้าร่วมแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งนางงาม  Heritage Pageants 2023 อาทิ ผู้แทนจากประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เคนยา อินเดีย เนปาล แทนซาเนีย, เยอรมนี, มองโกเลีย, เนเธอร์แลนด์, สิงคโปร์, เวเนซุเอลา, เวียดนาม, แคเมอรูน, ยูเครน, เม็กซิโก, คองโก, คาซัคสถาน, เม็กซิโก, เมียนมาร์, อังกฤษ, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ไทย, สาธารณรัฐเช็ก, แอฟริกาใต้ เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

Eplanet Pte Ltd สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ให้บริการแบบครบวงจรในการวางแผนกิจกรรมที่น่าจดจำไปทั่วโลก ทางเราให้บริการลูกค้าด้วยผลงานบริการแบบครบวงจรที่ปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้า สามารถรองรับกิจกรรมทุกประเภท Eplanet อยู่ในภาพเหตุการณ์การประกวดตั้งแต่ปี 1999 ประสบความสำเร็จในกิจกรรมมากมาย เช่น กิจกรรมทางดนตรีและวัฒนธรรม งานมอบรางวัล งานแสดงสินค้า การประชุม และงานกิจกรรมองค์กร เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทวางแผนและจัดการอีเว้นท์ ต่อมาได้เข้าสู่วงการประกวดความงามอย่างเต็มรูปแบบ และตอนนี้มีชื่อเสียงด้านการประกวดนางงามทั้งในและต่างประเทศ

งานดังกล่าวจะมีผู้แทนจากหลายประเทศมาจัดแสดงภูมิหลังทางวัฒนธรรมและประเพณีที่หลากหลาย จุดมุ่งหมายของการประกวดนางงาม  Heritage Pageants 2023 คือการจัดหาเวทีสําหรับผู้หญิงที่ยังอายุน้อยและแต่งงานแล้ว เพื่อมีส่วนร่วม เรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

สำหรับการประกวดนางงาม  Heritage Pageants 2023 จัดตั้งขึ้นในปี 2014 มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเวทีระดับโลกเพื่อส่งเสริมความเข้าใจ และความปรารถนาดีในหมู่ผู้เข้าร่วม ไม่เพียงแต่เฉลิมฉลองความงามเท่านั้น แต่ยังมีจุดมุ่งหมายส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมความเข้าใจการท่องเที่ยว และความสําคัญของมรดก

ผู้เข้าร่วมการประกวดมีอายุตั้งแต่ 18 ปี –  45 ปี แบ่งออกเป็น Miss Heritage International (18 ปี – 27 ปี) และ Mrs Heritage International (20 ปี – 55 ปี) ทางเราได้แบ่งการประกวดออกเป็นประเภทต่างๆ ดังเช่น MS Petite Heritage, MS Heritage Plus, Mrs. Heritage Gold และ Heritage Gems เพื่อให้งานมีความหลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายและครอบคลุมนี้รวบรวมผู้หญิงจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรม ค่านิยม และมิตรภาพของพวกเขา

เส้นทางการประกวด นางงาม  Heritage Pageants 2023

การประกวด Miss Heritage International 2014 ครั้งแรกมีตัวแทนจาก 12 ประเทศทั่วโลก งานนี้จัดขึ้นที่เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2014 โดย Hla Yin Kyae จากเมียนมาร์ คว้ามงกุฎ Miss International Heritage 2014 มาครองได้สำเร็จ การประกวดครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2015 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ณ อโศก คันทรี รีสอร์ต กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เหตุการณ์นี้ได้เห็น Victoria Pham จากเวียดนามครองมงกุฎ Miss International Heritage 2015 และในขณะเดียวกัน Rajani Thapa จากเนปาลเป็นผู้ชนะการประกวด Mrs. Heritage International 2015 เป็นครั้งแรก

สำหรับการประกวดครั้งที่ 3 เสร็จสิ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2016 ประเทศศรีลังกา รอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นใกล้กับชายหาด Beruwala ประเทศศรีลังกา และปิดท้ายด้วย Jenelle Thongs จากตรินิแดดและโตเบโก เป็นผู้ชนะการประกวด Miss Heritage International 2016 ขณะเดียวกัน Hillary Makaya จากซิมบับเวคว้ารางวัล Miss Teen  Heritage International 2016 ไปเช่นเดียวกัน ขณะที่ Jade Peddle Pyi จากประเทศเมียนมาร์ คว้ามงกุฎ Mrs. Heritage International 2016 ไปครองได้สำเร็จ

การประกวด Heritage ปีนี้ได้จัดตั้ง Mister Heritage International เป็นครั้งแรก โดยมี Tshepiso Khumalo จากแอฟริกาใต้ได้รับรางวัล Mister Heritage International 2016 การประกวด Heritage ครั้งที่ 4 ได้เสร็จสิ้นในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2019 ประเทศสิงคโปร์ ในพิธีมอบมงกุฏอันยิ่งใหญ่ จัดขึ้นที่ Uncle Ringo Kindness Carnival ณ Beauty World ประเทศสิงคโปร์ Gulbano Madiyarova ได้จูบรางวัล Miss Heritage International 2019 ส่วน Vidhya Kiran Ghare จากอินเดีย เป็นผู้ชนะการประกวด Mrs. Heritage International 2019.

การประกวด Heritage ครั้งที่ 5 จัดขึ้นที่ Mega Star Arena ที่ Viva Shopping Mall กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2022 นางงามจากรัสเซีย Anna Kirillina คว้ามงกุฏ Miss Heritage International 2022 ไปครองได้สำเร็จ ส่วนนางงามจากประเทศไทย คุณฝนธิป ศรีวรัญญู คว้ามงกุฏ Mrs. Heritage international 2022 ไปครองได้สำเร็จเช่นเดียวกัน

-(016)

BT Midland รีแบรนด์ปรับโฉมธุรกิจใหม่ มุ่งสู่การเป็นพันธมิตรสำหรับคลังสินค้าครบวงจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769386

BT Midland รีแบรนด์ปรับโฉมธุรกิจใหม่ มุ่งสู่การเป็นพันธมิตรสำหรับคลังสินค้าครบวงจร

BT Midland รีแบรนด์ปรับโฉมธุรกิจใหม่ มุ่งสู่การเป็นพันธมิตรสำหรับคลังสินค้าครบวงจร

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.09 น.

เปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 25 ปี สำหรับบีที มิตรแลนด์ (BT Midland) ซึ่งในวันนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น โตโยต้า แมททีเรียล แฮนด์ลิ่ง แวร์เฮาส์ โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) (Toyota Material Handling Warehouse Solutions (Thailand) หรือ TMHWST) ขยายธุรกิจจากรถยกไฟฟ้าและอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้า สู่โซลูชั่นสำหรับคลังสินค้าครบวงจร พร้อมย้ายที่ตั้งของสำนักงานและเปิดศูนย์บริการในต่างจังหวัดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชั่นสำหรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในอนาคต

จามีกร เผือกสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้า แมททีเรียล แฮนด์ลิ่ง แวร์เฮาส์ โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด (TMHWST) กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า บีที มิตรแลนด์ เป็นผู้นำในตลาดอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้ามากว่า 25 ปี ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มธุรกิจระดับแนวหน้าภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้เราอยู่ภายใต้บริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Toyota Industries Corporation (TICO) มีความพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรในการให้คำแนะนำและเสนอโซลูชั่นสำหรับคลังสินค้าอย่างครบวงจร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

TMHWST มีเป้าหมายขยายธุรกิจโดยเพิ่มสินค้าและบริการให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งรถยกไฟฟ้าที่ใช้งานในทุกกระบวนการและทุกสภาวะแวดล้อมของคลังสินค้า ภายใต้แบรนด์ Toyota BT Raymond จากญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคุณภาพสูงที่มอบพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดรับกับยุคสมัยแห่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังขยายตัวไปทั่วโลก

นอกจากนั้น ยังมีรถยกไฟฟ้ามือสองพร้อมใช้งานที่ผ่านกระบวนการปรับสภาพตามมาตรฐานโตโยต้าด้วยอะไหล่แท้ 100% ให้บริการในราคาที่จับต้องได้ รวมถึงบริการให้เช่าทั้งเงื่อนระยะสั้นและระยะยาว เป็นตัวเลือกที่ช่วยควบคุมต้นทุนการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

TMHWST มีบริการหลังการขายแบบมืออาชีพที่ครองใจลูกค้ามาโดยตลอด ด้วยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญและรถบริการกว่า 100 คัน ให้บริการตรวจสอบสภาพและซ่อมบำรุงครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงบริการอะไหล่แท้ ที่พร้อมจัดส่งทั่วประเทศภายใน 24 ชั่วโมง

จามีกร กล่าวถึงแผนการขยายธุรกิจเพิ่มเติมว่า TMHWST ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการบริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพราะฐานลูกค้าเดิมของ TMHWST คือธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก แต่ในวันนี้เราต้องการขยายการบริการไปยังกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดย TMHWST ได้เริ่มเปิดตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วยการเปิดศูนย์จำหน่ายและบริการสาขาขอนแก่น และ Service Hub อีก 3 แห่ง ที่มีคลังอะไหล่และทีมช่างประจำการ เพื่อให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และยังมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในอนาคต

จามีกร กล่าวทิ้งท้ายว่า อีกหนึ่งบริการที่น่าสนใจจาก TMHWST นั่นคือ ศูนย์ฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน เมื่อผ่านการอบรมจะได้ใบอนุญาตในการขับขี่ตามกฎหมายจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งใบอนุญาตนี้จะสามารถใช้ประกอบการสมัครงาน และใช้ทำงานเกี่ยวกับรถยกได้ทั่วประเทศ

TMHWST พร้อมนำเสนอโซลูชั่นสำหรับคลังสินค้าครบวงจร ด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุมทุกการดำเนินงานภายในคลังสินค้า ทั้งการจัดการพื้นที่คลังสินค้า การขนถ่ายสินค้า และการจัดเก็บสินค้า เช่น ประตูอุตสาหกรรม, สะพานโหลดสินค้า, พื้นต่างระดับ, การปรับปรุงพื้นคลังสินค้า, ชั้นวางสินค้า และอุปกรณ์ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงานภายในคลังสินค้า

พร้อมกันนี้ ยังมีอุปกรณ์และระบบขนถ่ายสินค้าอัจฉริยะ ทั้งอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ รวมถึงระบบการบริหารจัดการด้วยแอพลิเคชั่น สอดรับกับแนวคิด Smart Warehouse และ Smart Factory ที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

โตโยต้า แมททีเรียล แฮนด์ลิ่ง แวร์เฮาส์ โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) มุ่งสู่ธุรกิจอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้าและโซลูชั่นสำหรับคลังสินค้าครบวงจร พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้ลูกค้าก้าวเข้าสู่ Smart Warehouse และ Smart Factory ด้วยสินค้าและบริการหลังการขายที่เต็มประสิทธิภาพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม  ได้ที่ โทรศัพท์ 02-721-6480 , อีเมล์ marketing@tmhwst.toyota-industries.com , เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/toyota.tmhwst/

-(016)

‘โรคระบบประสาทและสมอง’ ภัยเงียบที่มาไม่ทันตั้งตัว หมั่นสังเกตสัญญาณเตือน!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769385

‘โรคระบบประสาทและสมอง’ ภัยเงียบที่มาไม่ทันตั้งตัว หมั่นสังเกตสัญญาณเตือน!

‘โรคระบบประสาทและสมอง’ ภัยเงียบที่มาไม่ทันตั้งตัว หมั่นสังเกตสัญญาณเตือน!

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.59 น.

ด้วยวิถีการใช้ของชีวิตของคนยุคนี้ ทั้งการกิน และการพักผ่อน อีกทั้งผู้คนมีแต่ความเร่งรีบ และเคร่งเครียด ทำให้ผู้คนเกิดการเจ็บป่วยกันง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคระบบประสาทเป็นโรคที่พบบ่อยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว เนื่องจากระบบประสาทมีความซับซ้อนอย่างมากจึงอาจเกิดโรคได้หลายโรคที่คุกคามต่อชีวิต ซึ่งทางแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง จาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้แนะวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อป้องกันโรคระบบประสาทและสมองว่า ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวสูง ตรวจสุขภาพสมองเป็นประจำทุกปี และควรหมั่นสังเกตตนเอง หรือ คนในครอบครัวหากมีอาการเหล่านี้ เช่น มือ-เท้าชา แขน-ขาอ่อนแรง ตาพร่ามัว เวียนศีรษะ พูดไม่ได้ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคระบบประสาทและสมอง ให้รีบมาพบแพทย์ทันที

โดย ‘โรคหลอดเลือดสมอง’ เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตและทุพพลภาพของประชากรทั่วโลก จากสถิติของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2566 พบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทยถึง 349,126 ราย ซึ่งพบอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกกว่า 30% ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบอยู่ที่ 2.5% นอกจากนี้ ยังมีโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ ที่เป็นอันตราย เช่น ภาวะเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง เนื้องอกในสมอง ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน เป็นต้น โรคเหล่านี้จำเป็นต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญสูงในการดูแลรักษา เพราะทุกวินาที คือ ‘วินาทีชีวิต’ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจส่งผลต่อชีวิตได้

นพ.ฤกษ์ชัย ตุลยาภรณ์โชติ หัวหน้าศูนย์โรคระบบประสาท, แพทย์ชำนาญการเฉพาะทางด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ศูนย์โรคระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากโรคระบบประสาท และมุ่งมั่นพัฒนาการรักษาอย่างต่อเนื่องโดยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มากประสบการณ์ โดย ‘ศูนย์โรคระบบประสาท’ (Neuroscience center) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทครบทุกสาขาและทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทที่ร้ายแรงและซับซ้อน สามารถให้การดูแลผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคลด้วยวิธีการรักษาที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม การใช้ยา ไปจนถึงการผ่าตัด หรือ การรักษาด้วยวิธีรังสีร่วมรักษา โดยอิงจากความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน (Evidence based best practice) พร้อมด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งช่วยในการวินิจฉัยและรักษาโรคอย่างแม่นยำ รวมถึงการรับมือกับผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินที่มีความซับซ้อนได้อย่างทันท่วงที

นพ.ภวิศ เหลืองเวชการ แพทย์ชำนาญการเฉพาะทางด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า ในระหว่างการผ่าตัดและหลังการรักษาผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทและสมองอาจมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา เช่น ภาวะเลือดออกซ้ำและทำให้สมองเสียหายเพิ่มขึ้น หรืออาจเกิดภาวะสูญเสียความรู้สึก ดังนั้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จึงมี ‘แผนกผู้ป่วยวิกฤตระบบประสาทและไขสันหลัง’ (Neurocritical care unit) เพื่อติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยแพทย์ผู้ชำนาญด้านระบบประสาทวิกฤติที่ผ่านหลักสูตรและสำเร็จเป็นผู้ชำนาญเวชบำบัดวิกฤติด้านระบบประสาทจากสหรัฐอเมริกา พยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรมในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤติด้านระบบประสาทและสมอง พร้อมทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกๆ ในเอเชียที่พยาบาลในแผนกผู้ป่วยวิกฤตผ่านการอบรมหลักสูตร ‘การช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤตระบบประสาทขั้นสูง’ (Emergency Neurological Life Support: ENLS Course) เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ศูนย์โรคระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีความพร้อมทั้งทีมแพทย์ บุคคลากรและเทคโนโลยี ให้การตรวจวินิจฉัยรักษาได้ครอบคลุมทุกปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบประสาทและสมอง ซึ่งทำงานประสานกับแผนกผู้ป่วยฉุกเฉินและแผนกผู้ป่วยนอกอย่างใกล้ชิด โดยมีแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทศัลยศาสตร์และแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีร่วมรักษาให้ความเห็นร่วมกันในการวินิจฉัยเพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดให้กับผู้ป่วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชั้น 19 อาคาร A หรือ โทร. 02 011 3994-5

-(016)

‘เมืองไทยประกันภัย’ ปิดโขนรอบพิเศษ ‘กุมภกรรณทดน้ำ’ ส่งความสุขท้ายปีให้กับลูกค้าและพันธมิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769383

‘เมืองไทยประกันภัย’ ปิดโขนรอบพิเศษ ‘กุมภกรรณทดน้ำ’ ส่งความสุขท้ายปีให้กับลูกค้าและพันธมิตร

‘เมืองไทยประกันภัย’ ปิดโขนรอบพิเศษ ‘กุมภกรรณทดน้ำ’ ส่งความสุขท้ายปีให้กับลูกค้าและพันธมิตร

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.54 น.

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหารปิดโขนรอบพิเศษ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ มอบของขวัญส่งท้ายปีด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยที่วิจิตรงดงาม ให้ลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ แทนคำขอบคุณและความไว้วางใจที่มีให้เมืองไทยประกันภัยดูแลเสมอมา

สำหรับการแสดงโขน “กุมภกรรณทดน้ำ” ครั้งนี้ จัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นการนำบทพระราชนิพนธ์ฉบับในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มาเป็นบทการแสดงโขนมูลนิธิฯ

โดยการแสดงในครั้งนี้สร้างความประทับใจ และตราตรึงใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก ทั้งการบรรเลงดนตรี การขับร้องเพลงไทยอันไพเราะ ความวิจิตรของเครื่องแต่งกาย นักแสดง และฉากที่ยิ่งใหญ่ตระการตา เมืองไทยประกันภัย ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปะการแสดงโขน มรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของคนไทย

-(016)

DITP เปิดตัวหนังสือคู่มือส่งออกแกลมปิง ชี้ช่องโอกาสส่งออกสินค้าตลาด Niche ศักยภาพสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769376

DITP เปิดตัวหนังสือคู่มือส่งออกแกลมปิง ชี้ช่องโอกาสส่งออกสินค้าตลาด Niche ศักยภาพสูง

DITP เปิดตัวหนังสือคู่มือส่งออกแกลมปิง ชี้ช่องโอกาสส่งออกสินค้าตลาด Niche ศักยภาพสูง

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.42 น.

DITP ชี้ช่องท่องเที่ยวแกลมปิงต่างประเทศเติบโตต่อเนื่องหลังโควิด ข่าวดีสำหรับผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ที่กำลังมองหาช่องทางเจาะตลาดเฉพาะใหม่ๆ พร้อมเปิดตัวคู่มือส่งออกสินค้าแกลมปิง ผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด สอดรับนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานงานแถลงข่าวและเสวนา “โอกาสส่งออกกลุ่มสินค้าแกลมปิง (Glamping)” พร้อมเปิดตัวคู่มือการตลาดเชิงลึกโอกาสและแนวทางการเข้าสู่ตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่มสินค้าแกลมปิง (Glamping) ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการจัดทำคู่มือการตลาดเชิงลึกโอกาสและแนวทางการเข้าสู่ตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่มสินค้าแกลมปิง (Glamping) โดยมีคุณธณพร ตันติยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการผู้บริหารหน่วยธุรกิจสยามพารากอน ให้การต้อนรับ

สินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นกลุ่มแกลมปิง เป็นสินค้าตลาดเฉพาะ (Niche) กลุ่มใหม่ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการส่งออก เนื่องจากการท่องเที่ยวแกลมปิงในตลาดโลก เป็นตลาดเฉพาะที่มีมูลค่าสูงและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนายพรวิช กล่าวว่า “แกลมปิง หรือ Glamping มาจากคำว่า ‘Camping’ บวก ‘Glamorous’ หมายถึงการท่องเที่ยวแคมปิง (Camping) แบบหรูหราหรือมีสไตล์ สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ชอบแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ยังคงยึดติดความสะดวกสบาย บวกกับกระแสนิยมสร้างคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์แกลมปิง จากแบรนด์คุณภาพสูง มีดีไซน์และฟังก์ชัน ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หรูหราหรือมีสไตล์ แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าสินค้าแคมปิงทั่วไป ซึ่งจากรายงานของ Grandview research พบว่าขนาดตลาดของธุรกิจแกลมปิงโลกเติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด -19 โดยในปี 2566 ตลาดแกลมปิงโลกมีมูลค่าถึง 3.15 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.2 และคาดว่าในอีก 7 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าสูงถึง 5.93 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง DITP มองว่าแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลต่อความต้องการสินค้าแกลมปิงในตลาดโลกที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไทย ความนิยมการท่องเที่ยวแกลมปิงยังอยู่ในวงจำกัด ทำให้ผู้ประกอบการไทยกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นส่วนใหญ่ ยังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าให้รองรับกับรสนิยมของผู้บริโภคสินค้าแกลมปิงในตลาดโลก”

“ภายใต้นโยบายรัฐบาล ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะที่มีพันธกิจและภารกิจในการส่งเสริมการส่งออก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสของตลาดเฉพาะกลุ่มสินค้าแกลมปิง จึงได้จัดงานแถลงข่าวและเสวนาในครั้งนี้ พร้อมเปิดตัวหนังสือ “คู่มือการตลาดเชิงลึก: โอกาสส่งออกกลุ่มสินค้าแกลมปิง (Glamping)” เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มและคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแกลมเปอร์ โอกาสและตลาดส่งออกศักยภาพ รวมถึงข้อกำหนดต่างๆ ในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อช่วยจุดประกายให้กับผู้ประกอบการไทยที่สนใจได้มองเห็นโอกาสและช่องทางในการขยายตลาดกลุ่มสินค้า (Glamping) เพื่อนำไปต่อยอดทางธุรกิจและเพิ่มมูลค่าในการส่งออกต่อไป” นายพรวิชกล่าวเสริม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงตัวอย่างสินค้าแกลมปิงจากแบรนด์ดังของไทย ได้แก่ Boneproject by blackcamper, Roundcorners, CAMP15, Lazykraft, HILLY, AHU’s, Custom metal, Calm outdoors, Plyworks Camp, Morning Camp, Ironcamp, Gori Outdoor, unito, so design, hiking, vatusy leather craft, nomadic, Element 72 รวมถึงการจัดเสวนาโอกาสการส่งออกสินค้าแกลมปิง ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ตลอดจน Influencer ในวงการแกลมปิง อาทิ คุณไตรเนตร เกียรติตั้ง คุณพชร ตรีทิพย์ธนากูล คุณนัฐพล พูนพิริยะ ทีมแบรนด์ Element 72 คุณรุ่งโรจน์ สุวรรณธาดา (เป็นต่อ) มาร่วมให้ความรู้และแชร์ประสบการณ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มสินค้าแกลมปิง (Glamping) เพื่อการส่งออกอีกด้วย

สำหรับการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 มีมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท ขยายตัวลดลงร้อยละ 15 จากภาวะเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะตลาดส่งออกหลักของไทยที่ชะลอตัวลงอย่างมาก อย่างไรก็ดี คาดว่าการส่งออกในไตรมาส 4 ของปี 2566 จะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น จากเสถียรภาพทางการเมืองของไทย รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดส่งออกสำคัญที่เริ่มกลับมาเป็นบวก โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดแกลมปิงที่มีศักยภาพสูงของไทย

ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อขอรับหนังสือคู่มือดังกล่าวในรูปแบบ Soft File ได้ที่ กลุ่มงานสินค้าตลาดเฉพาะ สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร 02 507 8386 หรือ ผ่านทาง email : nicheprditp@gmail.com

-(016)

มช.เปิดเส้นทาง 4 เมืองรองภาคเหนือ สร้าง Soft power จากการท่องเที่ยวเชิงอาหารตามวิถีของชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769371

มช.เปิดเส้นทาง 4 เมืองรองภาคเหนือ สร้าง Soft power จากการท่องเที่ยวเชิงอาหารตามวิถีของชุมชน

มช.เปิดเส้นทาง 4 เมืองรองภาคเหนือ สร้าง Soft power จากการท่องเที่ยวเชิงอาหารตามวิถีของชุมชน

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.29 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย ศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ (FIN) เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารตามวิถีของชุมชน (Route go local Gastronomy) กับวัฒนธรรมพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ลำปาง-ลำพูน-เชียงราย-พะเยา ภายใต้โครงการ “มหัศจรรย์เส้นทางวัฒนธรรมอาหารเมืองรอง (Wonderful Seconday City of Lanna Gastronomy Tourism)” ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของภาคเหนือด้วย Gastronomy ผสมผสานเรื่องราวของวัฒนธรรมการกิน รวมไปถึงวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นถิ่นให้น่าตื่นตา ตื่นใจยิ่งขึ้น

โครงการนี้ นับเป็นอีกหนึ่ง Soft power ที่สำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเมืองรองให้เป็นเมืองที่ห้ามพลาด โดยการพัฒนาเส้นทางวัฒนธรรมอาหารล้านนาสร้างสรรค์ในจังหวัดเมืองรองให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารล้านนารูปแบบใหม่ให้เติบโตมีศักยภาพ และพึ่งพาตนเองได้ แสดงความเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่สามารถเผยแพร่การดำรงชีพของชาวจังหวัดเมืองรองให้ออกสู่สากล ในโครงการฯ ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร (Food Service) อาทิ ร้านอาหาร โรงแรม Street food ในพื้นที่เป้าหมาย 4 จังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพะเยา จะได้รับการพัฒนา และยกระดับเมนูอาหารล้านนาท้องถิ่นด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในชุมชนด้วยการเรียนรู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอาหารสมัยใหม่ Molecular Gastronomy ในการรังสรรค์จานอาหารล้านนาอย่างสร้างสรรค์ และบ่มเพาะผู้ประกอบการทักษะการเป็นเชฟด้าน Food Gastronomy ส่งเสริมให้เกิด Local Expert Chef ในแต่ละชุมชน เพื่อสร้างสรรค์เมนูอาหารให้มีความแปลกใหม่เป็น New LANNA Food แต่ยังคงกลิ่นอายของวัตถุดิบท้องถิ่นในพื้นที่

โดยเมื่อวันที่ 11 – 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้จัดกิจกรรม “Let the food light your way ให้อาหารนำทาง” ภายใต้โครงการมหัศจรรย์เส้นทางวัฒนธรรมอาหารเมืองรอง (Wonderful Secondary City of Lanna Gastronomy Tourism) ณ โครงการวันนิมมาน จังหวัดเชียงใหม่ ภายในงานพบกับกิจกรรมเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารตามวิถีของชุมชน (Route go local Gastronomy) ที่เชื่อมโยงผลงานภายใต้โครงการทั้งหมด พร้อมมอบรางวัล 10 ร้านค้า ที่สุดแห่งร้านอาหารล้านนาสร้างสรรค์ “Top 10 go local Gastronomy” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เอกชัย มหาเอก รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา พิมลศิริผล ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ รองศาสตราจารย์ธีรภัทร วรรณฤมล คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.จันทร์จนา ศิริพันธ์วัฒนา ประธานที่ปรึกษาคณบดีโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เข้าร่วมการเปิดงานกิจกรรม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดำเนินโครงการมหัศจรรย์เส้นทางวัฒนธรรมอาหารเมืองรอง Wonderful Secondary City of LANNA Gastronomy Tourism ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผนึกกำลังจากทั้งภาครัฐโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และส่วนจังหวัด รวมถึงภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญในด้าน Molecular Gastronomy เพื่อสร้างความ Exclusive ให้กับกิจกรรม ยกระดับเมนูอาหารพื้นถิ่น และการท่องเที่ยวเมืองไทย ไม่เพียงแค่เมืองหลัก แต่รวมถึงเมืองรองให้กลับมาคึกคัก สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

-(016)

Life & Health : ถอดบทเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของประเทศนิวซีแลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769225

Life & Health : ถอดบทเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของประเทศนิวซีแลนด์

Life & Health : ถอดบทเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของประเทศนิวซีแลนด์

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

“คณิตศาสตร์มีแต่ตัวเลขน่าเบื่อไม่อยากเรียน” ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่จะหาเทคนิคการเรียนการสอนคณิตศาสตร์อย่างไรไม่ให้น่าเบื่อ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้น้องๆ มุ่งมั่นอยากจะเรียนวิชาคณิตศาสตร์กันมากขึ้น

ประเทศนิวซีแลนด์มีเทคนิคการสอนคณิตศาสตร์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะความคิดเชิงตรรกะและการแก้ปัญหาของนักเรียน หนึ่งใน
เทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Teaching Through Problem Solving (TTPS) ซึ่งเป็นการให้นักเรียนเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์จริงหรือสนใจของนักเรียน นักเรียนจะได้รับโอกาสในการสำรวจและค้นคว้าความรู้ด้วยตนเอง และแบ่งปันความคิดเห็นกับเพื่อนๆ และครู

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์จากประเทศนิวซีแลนด์ โดยอาจารย์เคิร์สตี้ บลันเดลล์ (Ms.Kirsty Blundell) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายคณิตศาสตร์และสถิติ โรงเรียนเอวอนเดลคอลเลจ (Avondale College) โรงเรียนมัธยมสหศึกษาของรัฐที่มีชื่อเสียงของประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นครูผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่มีเทคนิคการสื่อสารที่ดีเยี่ยมและการสร้างแรงจูงใจให้เด็กมีส่วนร่วมมีความรอบรู้ในการใช้กลยุทธ์การสอนที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้เรียน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการศึกษาคณิตศาสตร์

จากที่ อาจารย์เคิร์สตี้ บลันเดลล์ ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เทคนิคการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เปลี่ยนเรื่องน่าเบื่อให้เป็นเรื่องน่าเรียนได้อย่างไร โดยยกห้องเรียนจำลองการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์แบบนิวซีแลนด์ มาให้น้องๆ นักเรียนไทยได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กับการจำลองห้องเรียนนิวซีแลนด์ วิชาคณิตศาสตร์เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติ ในหัวข้อ “Surface Area of 3D Shapes” ให้น้องๆ นักเรียนไทยได้ร่วมพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้วย รวมถึงการทำงานเป็นกลุ่ม การฝึกคิดวิเคราะห์เพื่อสร้างโมเดลตึกจำลอง แบบ 3 มิติ โดยมีการนำเสนอผ่านสื่อเทคโนโลยีแบบมีปฏิสัมพันธ์ Mentimeter ซึ่งกิจกรรมห้องเรียนจำลองนิวซีแลนด์นี้ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand ; ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของนิวซีแลนด์ ได้ร่วมกันจัดขึ้นภายในงานการศึกษานิวซีแลนด์ และกิจกรรม “ห้องเรียนจำลองแบบนิวซีแลนด์สัญจร” ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และชลบุรีเมื่อเร็วๆ นี้

อาจารย์เคิร์สตี้ บลันเดลล์ เปิดเผยว่า กิจกรรมห้องเรียนจำลองสัญจรที่นำมาให้กับน้องๆ นักเรียนไทยในครั้งนี้ เป็นการสอนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์โดยใช้ 3D มาใช้กับตึกโมเดลจำลองที่เป็นสถาปัตยกรรมของไทย ซึ่งเป็นการนำเรื่องใกล้ตัวมาสร้างแรงจูงใจ กระตุ้นให้นักเรียนอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรม โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ และให้นักเรียนได้ฝึกคิดฝึกลงมือทำด้วยตนเอง โดยแนวคิดของบทเรียนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปทรง 3 มิติในโลกแห่งความเป็นจริง นักเรียนจะสำรวจรูปร่างอาคารที่พวกเขาเห็นในชีวิตประจำวัน และจะระบุรูปแบบโครงสร้างเครือข่ายที่ใช้สร้างรูปร่างเหล่านี้ และให้นักเรียนได้ลองสร้างขึ้นเองพวกเขาจะสามารถคำนวณพื้นผิวของรูปร่างได้ ซึ่งเป็นทักษะที่จะเป็นประโยชน์ในงานต่างๆ เช่น สถาปัตยกรรม และการออกแบบโครงสร้างต่างๆ

จากกิจกรรมห้องเรียนจำลองครั้งนี้พบว่า นักเรียนไทยมีความตั้งใจและมีส่วนร่วมในบทเรียนคณิตศาสตร์ประยุกต์เป็นอย่างมาก พวกเขามีความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับรูปร่างต่างๆ และวิธีการคำนวณพื้นที่ของรูปร่าง 2 มิติ ซึ่งจะช่วยพวกเขาในการคำนวณพื้นที่ผิวของรูปทรง 3 มิติ นักเรียนสามารถวิเคราะห์แนวคิดใหม่ๆ ได้ดี และจบบทเรียนด้วยการออกแบบอาคารที่สร้างสรรค์ได้ดีทีเดียว

ระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์ เป็นระบบเอื้อต่อการค้นหาความสามารถที่แท้จริงของเด็ก และสามารถเรียนได้ตามความสนใจของเด็ก ส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ กล้าคิด
กล้าทํา มีส่วนร่วมพัฒนาศักยภาพ และทักษะการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน ซึ่งการที่น้องๆ ได้เลือกเรียนวิชาที่ตนชอบและถนัด จะทำให้น้องๆมีความสนใจมุ่งมั่นและมีความสุขที่อยากจะเรียนในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่องการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เชื่อว่าหากทำให้คณิตศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตจริง มีความเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน และเข้าถึงได้สำหรับนักเรียน จะสามารถจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและความหลงใหลในวิชานี้ให้กับนักเรียนได้ โดยอาจารย์เคิร์สตี้ บลันเดลล์ ได้แบ่งปันเทคนิคการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ดังนี้

l การสร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาสำหรับนักเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนอยากจะเรียนมากยิ่งขึ้น

l ทำให้คณิตศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตจริง มีความเกี่ยวข้อง และเข้าถึงได้สำหรับนักเรียน เช่น การนำตัวอย่างที่เห็นในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้สามารถจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบในวิชานี้ให้กับนักเรียนได้

l มีวิธีการเรียนการสอนอย่างบูรณาการเกี่ยวข้องกับตัวอย่างในชีวิตจริง สร้างกิจกรรมเชิงโต้ตอบ และนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแนวคิดการเรียนการสอนทางคณิตศาสตร์

l การสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนมีส่วนร่วมการสร้างกิจกรรมที่หลากหลายเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้นักเรียนมีส่วนร่วม การมีกิจกรรมภาคปฏิบัติในวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์สามารถช่วยให้นักเรียนเห็นว่าทักษะต่างๆมีประโยชน์อย่างไร การใช้บริบทกับสถานการณ์ที่นักเรียนสามารถเกี่ยวข้องได้จะช่วยให้พวกเขา มีส่วนร่วมกับหัวข้อมากขึ้น

l การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ จะสามารถช่วยกระตุ้นให้นักเรียนอยากจะมีส่วนร่วมกับบทเรียนได้ ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือดิจิทัลมากมายให้เลือกใช้งาน

l ครูและนักเรียนควรเตรียมตัวก่อนชั้นเรียนและระหว่างชั้นเรียน ว่า เราควรใช้เทคนิคใดเพื่อทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

l ครูควรมีการเตรียมตัวให้พร้อมและการวางแผนล่วงหน้าสำหรับให้ความรู้ที่ต้องการอย่างกระจ่างชัดและการป้องกันการสื่อสารที่ผิดพลาดที่จะทำให้นักเรียนได้ความรู้ที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย

เทคนิคการสอนคณิตศาสตร์ของประเทศนิวซีแลนด์นี้ เป็นแนวทางที่น่าสนใจและมีประโยชน์สำหรับครูและนักเรียนที่ต้องการเรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างมีความหมายและสนุกสนาน หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการสอนของประเทศนิวซีแลนด์ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.studywithnewzealand.govt.nz

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

มูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภา มอบชีวิต สร้างปาฏิหาริย์แห่งลมหายใจ บริจาคตู้อบเด็กทารกแรกเกิดให้กับ รพ.ขาดแคลนต่อเนื่องปีที่ 6

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769192

มูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภา มอบชีวิต สร้างปาฏิหาริย์แห่งลมหายใจ  บริจาคตู้อบเด็กทารกแรกเกิดให้กับ รพ.ขาดแคลนต่อเนื่องปีที่ 6

มูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภา มอบชีวิต สร้างปาฏิหาริย์แห่งลมหายใจ บริจาคตู้อบเด็กทารกแรกเกิดให้กับ รพ.ขาดแคลนต่อเนื่องปีที่ 6

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลยังมีความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา สานต่อเจตนารมณ์แห่ง “การให้ไม่สิ้นสุด” ของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการแพทย์และสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้าง “โอกาส” ให้เด็กทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงได้มีชีวิตอยู่รอดมากขึ้น จึงได้จัดโครงการ “พลังคนไทย พลังใจให้ชีวิต” มอบตู้อบเด็กทารกแรกเกิดให้กับโรงพยาบาลประจำอำเภอที่ขาดแคลน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมรำลึกถึงคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ครบรอบ 5 ปี โดยจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้ส่งมอบตู้อบเด็กทารกแรกเกิดจำนวนรวม 80 เครื่อง ให้แก่โรงพยาบาลที่ขาดแคลนจำนวน 80 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อใช้ในการช่วยเหลือทารกแรกคลอดที่มีความเสี่ยงให้มีโอกาสเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง รวดเร็วและปลอดภัย จำนวนกว่า 1,000 คนได้เติบโตเป็นพลังคนไทยที่แข็งแรงของประเทศไทย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2566 โครงการ “พลังคนไทย พลังใจให้ชีวิต” ได้บริจาคตู้อบเด็กทารกแรกเกิดให้กับโรงพยาบาลประจำอำเภอที่ขาดแคลนจำนวน 10 โรงพยาบาล โดยได้รับเกียรติจาก เอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ มูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภา ส่งมอบให้ผู้แทนจากโรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลหนองเสือ จ.ปทุมธานี,โรงพยาบาลกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร, โรงพยาบาลบางบัวทอง จ.นนทบุรี, โรงพยาบาลบางเลน จ.นครปฐม,โรงพยาบาลโคกสำโรง จ.ลพบุรี,โรงพยาบาลหนองแค จ.สระบุรี,โรงพยาบาลท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา, โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า 100 ปี จ.นครราชสีมา,โรงพยาบาลราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา และโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม โดยมี คณะกรรมการมูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภา นำโดย อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา,วรมาศ ศรีวัฒนประภา, อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา และ อรุณรุ่งศรีวัฒนประภา พร้อมแพทย์และพยาบาลร่วมงาน ณ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

ด้าน ศิริพร อินทฤทร์ หัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลหนองเสือ จ.ปทุมธานี กล่าวว่า “โรงพยาบาลขอขอบคุณมูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภา ที่มอบตู้อบเด็กให้กับโรงพยาบาลฯ โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาล ได้ใช้ตู้อบเด็กทารกแรกเกิดในการดูแลทารกน้ำหนักตัวน้อย ทารกคลอดก่อนกำหนดที่ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายตัวเองได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป ตู้อบเด็กทารกนอกจากจะช่วยควบคุมให้เขาได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเหมาะสมแล้ว ยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ น้ำตาลในเลือดต่ำภาวะเลือดเป็นกรด และภาวะขาดออกซิเจนแก่เด็กทารกได้อีกด้วย ซึ่งตู้อบเด็กเครื่องเก่าที่มีอยู่ได้ผ่านการใช้งานมานานกว่า 10 ปี เครื่องได้ชำรุด ไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ การได้รับตู้อบเด็กทารกในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ ช่วยให้เด็กทารกได้รับการดูแลที่เหมาะสมตามมาตรฐาน ช่วยลดการส่งต่อทารกและยังเป็นการเพิ่มศักยภาพแก่โรงพยาบาลหนองเสืออีกด้วย”

นอกจากนี้ เรณู บุญล้อม พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลหนองแค จ.สระบุรี ตัวแทนหนึ่งในโรงพยาบาลที่ได้รับมอบตู้อบเด็กทารกแรกเกิดจากมูลนิธิวิชัยศรีวัฒนประภา กล่าวว่า “โรงพยาบาลหนองแค เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง อยู่ห่างจากตัวเมืองสระบุรี 20 กิโลเมตร มีอัตราการคลอดทารกประมาณ 10 คนต่อเดือน มีตู้อบเด็กแบบเคลื่อนย้ายไม่ได้จำนวน 1 เครื่อง ใช้งานมาแล้วกว่า 28 ปี ด้วยการใช้งานที่ยาวนาน แบตเตอรี่จึงเสื่อมสภาพต้องเสียบปลั๊กตลอดเวลาใช้งาน โดยตู้อบเด็กที่มูลนิธิฯ มอบให้โรงพยาบาลเป็นตู้อบเด็กแบบเคลื่อนย้ายได้ ช่วยให้สะดวกในการใช้งาน ซึ่งตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ได้ช่วยเหลือทารกแรกคลอดแล้ว3 เคส ในการส่งต่อ เป็นเคสคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อยกว่า 1,800 กรัมเพิ่มโอกาสให้เด็กภาวะวิกฤต เด็กคลอดก่อนกำหนด มีโอกาสแข็งแรงและปลอดภัยต่อไป ต้องขอบคุณทางมูลนิธิฯที่มอบตู้อบเด็กให้โรงพยาบาล ช่วยให้แพทย์และพยาบาลปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งนำไปใช้ช่วยชีวิตเด็กทารกได้อีกเป็นจำนวนมาก”

มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา โดยโครงการ “พลังคนไทย พลังใจให้ชีวิต” มอบตู้อบเด็กทารกแรกเกิด ยังคงเดินหน้าร่วมกันสร้างปาฏิหาริย์ มอบความหวัง ต่อลมหายใจให้กับทารกแรกคลอด กลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัว มีชีวิตที่สดใส มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

ความภาคภูมิใจของวงการแพทย์ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769185

ความภาคภูมิใจของวงการแพทย์ไทย

ความภาคภูมิใจของวงการแพทย์ไทย

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสฤกพรรณ วิไลลักษณ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวัฒนธรรม คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้รั้งตำแหน่งประธานของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย

แพทย์ไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการมะเร็งสตรี (Chair, Women’s Cancer Committee) ของสมาพันธ์สูตินรีเวช นานาชาติ FIGO (International Federation of Gynecology and Obstetrics) ซึ่งมีสมาชิก 139 ประเทศ จากทุกทวีปของโลก โดยรับตำแหน่งต่อจาก Professor Jonathan Berek แห่งมหาวิทยาลัย Standford ปรมาจารย์ผู้เขียนตำรานรีเวชที่แพทย์ทั่วโลกใช้เรียนกัน เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 ณ มหานครปารีส นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของวงการแพทย์ไทยเป็นอย่างยิ่ง