ไอติม พริษฐ์ ‘โฆษกก้าวไกล’ ติงคำถาม ‘ทำประชามติ’ ขอครม.ทบทวน แนะควรเปิดกว้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566118

26 ธ.ค. 2566

ไอติม พริษฐ์ ‘โฆษกก้าวไกล’ ติงคำถาม ‘ทำประชามติ’ ขอครม.ทบทวน แนะควรเปิดกว้าง

ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ ‘โฆษกก้าวไกล’ ขอครม.ทบทวนคำถาม ‘ทำประชามติ’ แก้ รธน.ทำผู้กาบัตรลำบากใจ แนะควรเปิดกว้างให้มากสุด ไม่ยัดไส้เงื่อนไข-มัดมือชก ชี้แก้หมวด 1-2 ไม่ได้อยู่แล้ว ต้องขอประชามติก่อน

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2566 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงมติการทำคำถามเพื่อทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาล โดยยอมรับว่า คำถามทำประชามติของรัฐบาล เป็นคำถามที่พรรคก้าวไกล มีความกังวลว่า จะเป็นความเสี่ยงในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ เพราะคำถามหลัก ควรเป็นคำถามที่ถามถึงทิศทางภาพรวม และเป็นคำถามที่มีลักษณะที่เปิดกว้างที่สุด เพื่อให้ประชาชนเห็นตรงกันในภาพรวมว่า ควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้มีความเห็นที่แตกต่างกันในเชิงรายละเอียด ก็สามารถเห็นร่วมกันได้ ที่จะทำให้เพิ่มโอกาสในการเห็นชอบในการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่รอบแรก”

แต่คำถามในมติทำประชามติ ดังกล่าวเป็นการยัดเงื่อนไข หรือรายละเอียดบางประการ ที่เสี่ยงทำให้ประชาชนบางกลุ่มอาจจะเห็นด้วย กับบางส่วนของคำถาม แต่ไม่เห็นด้วยกับรายละเอียด ทำให้คนเหล่านี้อยู่ในสภาวะที่ลำบากใจ

นายพริษฐ์ ยังเห็นว่า คำถามในการกำหนดเงื่อนไขไม่แก้หมวด 1 และหมวด 2 ควรต้องแยกออกมาเป็นคำถามรอง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการผ่านการทำประชามติ จึงอยากให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ทบทวนคำถามในครั้งนี้ เพราะการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และ 2 ไม่กระทบกับรูปแบบการปกครอง หรือรูปแบบรัฐได้อยู่แล้ว 

เพราะมาตรา 255 ในรัฐธรรมนูญ กำหนดชัดว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดใดก็ตาม ต้องไม่ทำ 2 อย่าง คือไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ

“และทุกครั้งที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาหมวด 1 หมวด 2 เกิดขึ้นมาโดยตลอด แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ 60 ฉบับปัจจุบัน ก็ไม่ได้ห้ามเรื่องการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เพียงแต่ต้องทำประชามติ”โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวสรุป

ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ ย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ โดยมิชอบ ปี 54

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566109

26 ธ.ค. 2566

ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง 'ยิ่งลักษณ์' ย้าย 'ถวิล เปลี่ยนศรี' โดยมิชอบ ปี 54

ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ สั่งย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อปี 2554 ชี้เป็นการโยกย้ายตามปกติ

26 ธ.ค.2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดี ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เเละ พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบ

ศาลยกฟ้องยิ่งลักษณ์ คดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ศาลยกฟ้องยิ่งลักษณ์ คดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี

คดีดังกล่าว มีการนัดอ่านคำพิพากษา เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาเนื่องจากผู้พิพากษาถึงแก่อนิจกรรมและได้เลือกใหม่ จึงต้องให้ผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกพิจารณาคดีได้อย่างพอเพียง และไม่กระชั้นชิด จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา และนัดอ่านอีกครั้งในวันนี้ 


ต่อมาเวลา 13.30 น. ศาล มีคำพิพากษา ยกฟ้อง และให้ถอนหมายจับ  น.ส.ยิ่งลักษณ์  เนื่องจากคำสั่งย้ายนายถวิล เป็นการโยกย้ายตามปกติ 

สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ลงนามในคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ครม.มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่ง เลขา สมช. ซึ่งนายถวิล ได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดและศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายและ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในวันที่ 1 ก.ค.2563

และส่งให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยอัยการสูงสุดจึงได้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา และมีการออกหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากไม่เดินทางมาศาลโดยไม่ได้แจ้งเหตุผล

‘หมอวรงค์’ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ‘ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566090

26 ธ.ค. 2566

'หมอวรงค์' นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ 'ทักษิณ'

“นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” นำ 8 องค์กรเครือข่ายปกป้องสถาบัน ฟ้องศาลปกครองสูงสุด เพิกถอน 2 กฎหมายเอื้อประโยชน์ “ทักษิณ “ไม่ต้องนอนคุก จี้ ราชทัณฑ์ แจงยังอยู่ชั้น14 จริงหรือไม่

26 ธ.ค. 2566  ที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน(ศปปส.) และภาคีเครือข่ายรวม 8 รายเข้ายื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ต่อ ศาลปกครองสูงสุด ขอให้เพิกถอนกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุ้มครองในสถานที่คุมขัง 2566 และกฎกระทรวงกำหนดสถานที่คุมขัง 2563 พร้อมขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาระหว่างกพิจารณาคดีให้มีการระงับใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวไว้ก่อน

หมอวรงค์ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ทักษิณหมอวรงค์ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ทักษิณ

น.พ.วรงค์ กล่าวว่า ที่ต้องมายื่นฟ้องดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการออกกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กำลังทำให้ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะราชทัณฑ์ ซึ่งถูกดูแลโดยนักการเมือง มีอำนาจเหนือตุลาการ สามารถเปลี่ยนคำพิพากษาของศาลจากโทษจำคุก กลายเป็นโทษคุมขังหรือกักขังได้ การกระทำแบบนี้เป็นการทำลายระบบตุลาการของประเทศ  ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งการเปลี่ยนคำพิพากษาของศาลเป็นอำนาจของศาลตามลำดับชั้น เช่น อุทธรณ์เปลี่ยนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ศาลฎีกาเปลี่ยนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารเป็นผู้เปลี่ยน

นอกจากนี้ แม้แต่พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  การเปลี่ยนคำพิพากษาจากโทษจำคุกให้เป็นโทษกักขัง ก็เป็นอำนาจของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา และการออกกฎหมายทั้ง 2 ฉบับยังหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา179 เนื่องจากการอภัยโทษลดโทษ เปลี่ยนโทษคือพระราชอำนาจ 

หมอวรงค์ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ทักษิณหมอวรงค์ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ทักษิณ

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้สิ่งที่ผู้รับผิดชอบ ทั้งกรมราชทัณฑ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รมว. ยุติธรรม รัฐบาลต้องแถลงต่อประชาชน ว่าคุณทักษิณป่วยหนัก จนโรงพยาบาลของกรมราชทัณฑ์ ไม่สามารถรักษาได้จริงหรือไม่ และปัจจุบันคุณทักษิณ ยังอยู่ชั้น 14 จริงหรือไม่ หรืออยู่เฉพาะชื่อ แต่ตัวไม่อยู่ เพราะพ.ร.บ. ราชทัณฑ์ มาตรา 55วรรคสาม เขียนไว้ชัด ว่าการไปรักษาตัวนอกราชทัณฑ์ ถ้าเจ้าตัวไม่อยู่ จะถือว่าเข้าข่ายหนีคุก ดังนั้นกรมราชทัณฑ์ต้องสื่อสารให้ประชาชนเห็นได้ว่า คุณทักษิณยังอยู่ชั้น14จริงหรือไม่

รองนายกรัฐมนตรี ใส่ยับหน่วยงานรัฐ เปิดช่องวาทกรรม ทักษิณ ‘นักโทษเทวดา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566091

26 ธ.ค. 2566

รองนายกรัฐมนตรี ใส่ยับหน่วยงานรัฐ  เปิดช่องวาทกรรม ทักษิณ 'นักโทษเทวดา'

รองนายกรัฐมนตรี สมศักดิ์ เทพสุทิน มั่นใจกระบวนทางคดี ที่มีต่อ นักโทษ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่กระทบมาถึงเสถียรภาพของรัฐบาบ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามหลักการ ส่วนที่เกิดกระ ” นักโทษเทวดา” เป็นเพราะหน่วยงานรัฐเอง ที่ตอบไม่ชัด ไม่แม่นในหลักเณฑ์ เรื่องจึงไม่จบ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า  มั่นใจว่าการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล   เพราะในเงื่อนไขของกฎหมายและระเบียบราชทัณฑ์ ต่อการดำเนินการมีความชัดเจน ถ้าปฏิบัติตามแนวทางและกรอบของกฎหมายก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา     จะเห็นได้ว่าการปั่นกระแส  “นักโทษเทวดา” และมีการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภา 
ก็เกิดจากคำตอบของหน่วยงานทั้งหลาย ตอบได้ไม่ชัดเจน ไม่กล้าตอบ กลัว ๆกล้า ๆ เพราะไม่รู้ระเบียบกฎเกณฑ์อย่างแท้จริง ไม่ได้ทำการบ้าน ทำงานแบบเช้าชาม – เย็นชาม   เรื่องจึงเป็นอย่างที่เห็น

“ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์   ซึ่งเรื่องนี้จะไม่มีปัญหา และไม่มีใครมาโต้เถียง  แต่ถ้าเราได้คนทำงานที่ไม่มีความละเอียดอ่อน หรือเข้าใจระเบียบกฎเกณฑ์อย่างแท้จริง ก็จะเป็นปัญหา   เรื่องนี้
ต้องทำความเข้าใจ และต้องทำงานให้ได้ ไม่ใช่เงอะงะอยู่ ถ้าทำโดยไม่เต็มใจทำ หรือทำอย่างไม่เข้าใจ หรือไม่จริงใจกับการแก้ปัญหา มันก็เกิดปัญหา  ที่เป็นปัญหาก็เพราะเขาไม่ทำการบ้านให้ดี ถ้ารู้ไม่จริง ไม่เข้าใจ ก็กลัว และไม่กล้าทำอะไร   ขอเพียงทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ แล้วเดินหน้าต่อไปมันก็จบ ”  นายสมศักดิ์  ระบุ

เปิด ‘ฉายารัฐบาล 2566’ แกงส้มผลักรวม ‘เศรษฐา’ เซลล์แมนสแตนด์ชิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566079

26 ธ.ค. 2566

เปิด 'ฉายารัฐบาล 2566' แกงส้มผลักรวม 'เศรษฐา' เซลล์แมนสแตนด์ชิน

เปิด ‘ฉายารัฐบาล 2566’ วาทะแห่งปี สื่อทำเนียบ จัดแรง ‘แกงส้มผลักรวม’ เศรษฐา เซลล์แมนสแตนด์ชิน ‘ชาดา’ มาเฟียละเหี่ยใจ

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน สำหรับการตั้ง “ฉายารัฐบาล” และ รัฐมนตรี ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชน ต่อการทำงานของรัฐบาล โดยปราศจากอคติ ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าว ได้มีมติร่วมกันตั้ง “ฉายารัฐบาล 2566” รัฐมนตรี และ วาทะแห่งปี ประจำปี 2566 ไว้ดังต่อไปนี้

ฉายารัฐบาล “แกงส้มผลักรวม” 

“แกง” คือ คำสแลงที่ใช้แทนความหมายว่า แกล้ง “ส้ม” คือ สีของพรรคก้าวไกล ส่วนคำว่า “ผลักรวม” ล้อมาจากคำว่า “ผักรวม” เมนูแกงส้มยอดนิยมประเภทหนึ่ง เมื่อรวมกันแล้ว นิยามความหมายในทางการเมือง สะท้อนกระแสสังคม มองพรรคก้าวไกลถูกกลั่นแกล้ง MOU ถูกฉีก และ ถูกผลักออกจากการร่วมรัฐบาล ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย และ ข้ออ้างทางการเมือง ส้มจึงหล่นใส่พรรคอันดับรอง กลืนน้ำลายจัดตั้งรัฐบาล “มีลุง” ก็ไม่เป็นไร โดยให้เหตุผลเพื่อความสมานฉันท์ ทำเอาแฟนคลับผู้รักประชาธิปไตยถึงกับหัวใจสลาย ก่อเกิดวาทกรรม “ตระบัดสัตย์”

ดังนั้น แกง​ส้ม “ผลัก” รวม จึงใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมือง ของการจัดตั้งรัฐบาลที่ว่า “ชนะเลือกตั้ง แต่แพ้จัดตั้ง” ได้เป็นอย่างดี

เศรษฐา ทวีสินเศรษฐา ทวีสิน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับฉายา : เซลล์แมนสแตนด์ “ชิน”

นับแต่เศรษฐีที่ชื่อ “เศรษฐา” เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เดินหน้าทำงานทันที โดยเฉพาะการหารายได้เข้าประเทศ ต้องยอมรับในความมุ่งมั่นตั้งใจ คิดเร็วทำไว เดินสายพกประเทศไทยใส่กระเป๋า ไปโรดโชว์จีบนักลงทุนทั่วโลก ประกาศตัวเป็นเซลล์แมนเต็มรูปแบบ

แต่ในทางการเมือง ยังถูกมองว่า ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เงาของคนในตระกูล “ชินวัตร” ยังปกคลุม เปรียบเสมือนตัวแสดงแทน หรือ สแตนด์อิน เพราะเคยหลุดปากขณะออกงาน พร้อม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวสุดที่รักของนายใหญ่ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยเช่นกัน ว่า “นายกฯ คนไหน มีนายกฯ 2 คน” นอกจากนั้น อีกหลายนโยบาย ก็ถูกวิจารณ์ว่า ต่อยอดมาจากนโยบายเดิม ของรัฐบาลนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ภูมิธรรม เวชยชัยภูมิธรรม เวชยชัย

นายภูมิธรรม​ เวชย​ชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์ ได้รับฉายา : รองกอง

รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 คนที่นายกรัฐมนตรีต้องเชื่อใจ และ ปล่อยให้ดูแลทุกอย่าง เมื่อต้องออกไปเดินสายขายของในต่างประเทศ ต้องรับเละทุกงานในมิติการเมือง และ ถูกโยนให้รับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลักหลายเรื่อง ที่นายกฯ หลายยุคหลายสมัยต้องนั่งหัวโต๊ะ กลับกลายเป็นการประชุมครั้งแรกของรัฐบาลนี้ รองนายกฯ ที่ชื่อ “ภูมิธรรม” ต้องทำหน้าที่แทน นับตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาประมง กลุ่มพีมูฟ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ  EEC หรือแม้แต่ช่วงวิกฤต นาทีชีวิตแรงงานไทยในอิสราเอล ประชุมนัดแรก ก็ยังเป็น “ท่านรอง ภูมิธรรม” ไหนจะงานหลักในกระทรวง ปัญหาของแพง ราคาอ้อย น้ำตาล อีรุงตุงนัง กองสุมอยู่รอบตัว เหมือนลองกอง ผลดก พวงยาว กิ่งใหญ่

สุทิน คลังแสงสุทิน คลังแสง

นายสุทิน  คลังแสง​  รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​กลาโหม​ ได้รับฉายา : พลิกทินสู่ดาว

ได้ยินแทบไม่เชื่อหู ใครเห็นเป็นต้องขยี้ตา เมื่อพลเมืองเต็มขั้น เคยรับเงินเดือนครู หลงใหลในดนตรีหมอลำ ผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมือง ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกองทัพ นอกจากนามสกุล “คลังแสง” ขนาดเจ้าตัวยังไม่เคยนึกฝันว่า ชีวิตนี้จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ด้วยบุคลิกสุภาพ ใจเย็น มืออ่อน และ ลีลาร้องรำน่าเอ็นดู จึงเข้าได้กับทหารทุกกรมกอง พลิกชีวิตลูกอีสาน สู่ดาวเจิดจรัสเฉิดฉาย ท่ามกลางเหล่าทัพได้อย่างแนบเนียน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่องพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

พ.ต.อ. ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงยุติธรรม ได้รับฉายา : ทวี สอดไส้

ยิ่งกว่านอนมา สำหรับตำแหน่งเจ้ากระทรวงยุติธรรม เต็งหนึ่งชื่อเดียว  แบบไร้คู่แข่งมาตั้งแต่ต้น สะท้อนความไว้วางใจจากนายใหญ่แค่ไหน คงไม่ต้องพูดถึง

แม้จะไม่โดดเด่นในการบริหารราชการช่วง 3 เดือนแรก แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็น เอื้อประโยชน์ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังเดินทางกลับมารับโทษ ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตำรวจ ทำให้ไม่ต้องนอนคุกแม้แต่คืนเดียว เผือกร้อนแค่ไหนคงไม่ต้องถาม มือพองแค่ไหนก็ต้องถือ กว่านายทักษิณจะออกจากคุก ต้องถูกจ้องถล่มอีกมากแค่ไหน คงไม่ต้องเดา

ชาดา ไทยเศรษฐชาดา ไทยเศรษฐ

นายชาดา ไทย​เศรษฐ์​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ ได้รับฉายา : มาเฟียละเหี่ยใจ​

นักการเมืองชื่อดังแห่ง จ.อุทัยธานี ประวัติโลดโผน ภาพจำพัวพันวงการนักเลง ถูกประทับตรามาเฟีย ผู้คนยกสถานะให้เป็นผู้ทรงอิทธิพล แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธมาโดยตลอด พร้อมให้คำจำกัดความตัวเองไว้ว่า “ความดีพอสมควร ความชั่วพอประมาณ สันดานพอคบได้”

หน้าที่การงานในตำแหน่งรัฐมนตรี  ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ เป็นโต้โผปราบปราม “ผู้มีอิทธิพล” จนฮือฮากันทั้งประเทศ แต่ยังไม่ทันได้สร้างผลงาน “ลูกเขย” ก็สร้างเรื่องก่อน ถูกเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) จับกุม ในข้อหาเรียกรับสินบนจากผู้รับเหมาก่อสร้าง โครงการระบบประปาหมู่บ้านแบบบาดาล 2 โครงการ งานนี้เก้าอี้รัฐมนตรีร้อนระอุ เปิดแถลงข่าวภายใน 24 ชั่วโมง สั่ง “ลูกเขย” ยื่นใบลาออกทันที ไม่ต้องรอสอบสวน ลั่นเป็นลูกเขยชาดา สปิริตต้องมากกว่าคนอื่น

วาทะแห่งปี

“ผมจะทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย​”

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2566 หลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย

โดยขอทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเท ทำงานหนัก รับฟังเสียงของประชาชน นำความสามัคคีกลับคืนสู่คนในชาติ แต่ทำงานยังไม่ถึง 4 เดือน กลับขอลาพักผ่อนกับครอบครัวเป็นเวลา 4 วัน จนชาวโซเชียล อดแซวไม่ได้

หากถามนักข่าวหลายคนที่คุ้นเคย และ ตามติดภารกิจนายเศรษฐา ต่างรู้ซึ้งเป็นอย่างดี ถึงคำว่า “ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย” แทบทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตามนายกฯ 3 เดือน เหมือน 3 ปี ให้สัมภาษณ์ทุกที่ ที่มีโอกาส ถึงไม่เห็นหน้าก็มาทางโซเชียล ค่ำคืนไม่พักไม่ผ่อน โพสต์ประเด็นร้อนทันใจ “ภูเก็ตก็แค่ปากซอย” นักข่าวพิสูจน์แล้ว นายกฯ ทำได้จริง พร้อมสะท้อนปัญหาหลักของนายกฯ ที่มักบอกว่าเป็นคนพูดตรง คือ การสื่อสาร หลายครั้งนำภัยมาสู่ตน เมื่อขึ้นศักราชใหม่แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร คงต้องรอติดตามกันต่อไป

‘ไชยา’มุ่งผลักดัน ผ้าไหมฯบ้านโพน ชูเป็นSoft Power สร้างรายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777252

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวาบ้านโพน หรือศูนย์วิจิตรแพรวาบ้านโพน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี นายธวัชชัย รอดงาม รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ ต้อนรับ ทั้งนี้ นายไชยา ได้มอบนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลให้กรมหม่อนไหม นำไปผลักดัน ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตผ้าไหมแพรวาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อยกระดับผ้าไหมแพรวาบ้านโพน เป็น Soft Power ที่เกิดจากภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงคิดค้นลายผ้าเพิ่มเติมให้เป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภค ในราคาที่เข้าถึงและจับต้องได้ ซึ่งปี 2565 อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ได้ออกแบบลายผ้าไหมแพรวา ชื่อว่าลายพันมหาพัน ให้เป็นลายประจำ อ.คำม่วง มีมูลค่าเบื้องต้น 5 แสนบาท

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหม สนับสนุนการดึงศักยภาพผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ผ้าไหมแพรวา ออกสู่ตลาดโลก และเพิ่มช่องทางจำหน่าย โดยการร่วมมือกับจังหวัดต่างๆ คัดเลือกลายผ้าที่มีความโดดเด่นมาส่งเสริมการขาย และผลักดันให้ผ้าไทยเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์แบรนด์เนม หรือออกสู่เวทีโลก สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม รวมถึงสร้างรายได้เข้าประเทศ

ในการนี้ นายไชยา ได้ร่วมสาธิตการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้าการสางไหม การย้อมสีไหมด้วยวัสดุธรรมชาติในพื้นที่ และเยี่ยมชมคูหาจัดแสดงสินค้า GI อาทิ ผ้าไหมแพรวาของกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าไหมแพรวาบ้านหนองแก่นทราย เยี่ยมชมโครงการสร้างทายาทหม่อนไหม ด้วย

รมว.เกษตรฯจี้แก้ปัญหาปลากะพงขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777248

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ฉะเชิงเทรา และเป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ฉะเชิงเทรา 70 ราย พร้อมทั้งรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว นำโดย นายสุทธิ มะหะเลา นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทยที่ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า มีนโยบายขับเคลื่อนปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเอาจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคต่อการบริโภคสินค้าเกษตรที่ต้องมีความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นต่อพี่น้องเกษตรกรให้มีความมั่นคงทางอาชีพ ซึ่งขณะนี้ได้รับข้อร้องเรียนจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว
ถึงปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งสาเหตุจากมีการนำสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลากะพงขาวจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมีการนำเข้าทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ทำให้สัตว์น้ำของเกษตรกรที่เลี้ยงมีราคาตกต่ำ ประกอบกับมีต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงขาวได้รับความเดือดร้อน จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณการทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ฉะเชิงเทรา 70 ราย สำหรับเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ฉะเชิงเทรา ได้ประกาศเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 1,023,775 ไร่ ในพื้นที่ 10 อำเภอ 50 ตำบล เนื้อที่ดำเนินการหลังกันพื้นที่สาธารณูปโภคและหนังสือสำคัญออกแล้ว 919,603 ไร่ แยกเป็น ที่ดินรัฐ 865,104 ไร่ พื้นที่ 4 อำเภอ 11 ตำบล ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร 32,871 ราย 45,146 แปลง เนื้อที่ประมาณ 647,350 ไร่ และที่ดินเอกชน ประกอบด้วย ที่พระราชทานที่ราชพัสดุ ที่บริจาค และที่ดินจัดซื้อ 54,499 ไร่ ในพื้นที่ 7 อำเภอ 41 ตำบล ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร 3,429 ราย 4,920 แปลง เนื้อที่ประมาณ 52,114 ไร่

‘ธรรมนัส’สัมมนาเชิงปฏิบัติ ป้องปรามทุจริต-ยกระดับสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777251

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องยกระดับผู้บริหารสหกรณ์ในยุคดิจิทัล ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กทม.โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหารกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์จากทั่วประเทศ และบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตระหนักถึงสถานการณ์การทุจริตของสหกรณ์ การป้องกันการทุจริตและแนวทางการบริหารสหกรณ์ยุคดิจิทัล เล็งเห็นความสำคัญของระบบการควบคุมภายในที่ดีของสหกรณ์ พร้อมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจประโยชน์จากการใช้งานแอปพลิเคชั่น Smart4M เพื่อการบริหารจัดการสหกรณ์

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า การนำเครื่องมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการสหกรณ์ มีความสำคัญ เพื่อใช้วิเคราะห์ปัญหาจุดอ่อนจากการควบคุมภายในและให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมของตนเองและข้อมูลการดำเนินงานของสหกรณ์ สร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้ ป้องกันการทุจริต ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น Smart4M ช่วยในการบริหารข้อมูลทางการเงินได้สะดวกรวดเร็ว สมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และตรวจสอบฐานะทางการเงินของสหกรณ์และของตนเอง ช่วยป้องปรามการทุจริตและลดข้อผิดพลาด

ด้าน น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า มีความมุ่งมั่นในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนด้านการเงินการบัญชีแก่เกษตรกรและระบบสหกรณ์ โดยเสริมสร้างระบบการเงินการบัญชีที่มีเกณฑ์การตรวจสอบบัญชีตามมาตรฐานสากล ให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนำไปใช้ปฏิบัติ สามารถใช้ข้อมูลทางการเงิน วางแผนบริหารจัดการ มีการกำหนดเกณฑ์การควบคุมภายในที่ดี ควบคุมดูแลการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส โดยมีแผนงานขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการป้องกันป้องปรามการทุจริตและยกระดับสหกรณ์ ผ่าน Quick win 4 โครงการเร่งด่วน

นอกจากนี้ยังมีแผนดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายพักชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์ผ่านการจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรด้วยระบบสหกรณ์เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการพัฒนาความรู้และความสามารถในการบันทึกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการพักชำระหนี้และบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีและสินเชื่อ 1,700 แห่ง รวมทั้งขยายผลการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในโครงการต่างๆ ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตรด้านการเงินและบัญชีให้สอดคล้องกับโครงการแต่ละโครงการและพัฒนาแนวทางการถ่ายทอดความรู้ผ่านการสร้างครูบัญชีอาสาการสอนบัญชีรับ-จ่าย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในถิ่นทุรกันดารและการสอนบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนเพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้แก่ผู้รับบริการ

เกษตรฯรับฟัง-แก้ปัญหา ผู้ค้าสะพานปลาอ่างศิลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777250

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ เข้ารับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากตัวแทน
ผู้ประกอบการสินค้าทะเลตลาดสะพานปลา (อ่างศิลา) จ.ชลบุรี กรณีผู้ค้าได้รับหนังสือจากองค์การสะพานปลาบอกเลิกสัญญาเช่าทรัพย์สินองค์การสะพานปลาและขอให้ชำระหนี้ ซึ่งทำให้ผู้ค้าได้รับความเดือดร้อน นำโดยนายชุมพล ลีลานนท์ ประธานเครือข่ายสภาพประชาชนแห่งชาติ 77 จังหวัด โดยมีคณะที่ปรึกษารมช.เกษตรฯ (นายอนุชา นาคาศัย) นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา ตัวแทนพ่อค้าแม่ค้าสะพานปลา (อ่างศิลา) เข้าร่วมหารือ และเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและให้เกิดการสร้างรายได้ พัฒนาแหล่งทำกินให้เกิดความยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมจะนำข้อร้องเรียนดังกล่าวและแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น เสนอต่อนายอนุชา เพื่อรับทราบและเร่งหาแนวทางแก้ไขให้ชัดเจนอย่างเร่งด่วนต่อไป

เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย สัญญาณเตือนโรคไบโพลาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/777190

เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย สัญญาณเตือนโรคไบโพลาร์

เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย สัญญาณเตือนโรคไบโพลาร์

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.21 น.

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นโรคจิตเวชอย่างหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติในการควบคุมอารมณ์ ชนิดหนึ่งที่มีการขึ้นและลงของอารมณ์อย่างรุนแรง โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากสารเคมีในสมองทำงานผิดปกติ หรืออาจเกิดในผู้ที่มีความเครียดสะสม หรืออดนอนบ่อยๆ ร่วมด้วย

การแสดงออกทางอาการแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอาการแมเนีย (Mania) หรือเรียกว่า ขั้วบวก โดยจะอารมณ์ดี คึกคัก ครื้นเครง พลังงานล้นเหลือ ทำกิจกรรมต่างๆ ปริมาณมาก ความคิดพรั่งพรู พูดมาก ไม่มีสมาธิถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย หุนหันพลันแล่น ไม่หลับไม่นอน ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและ 2.กลุ่มอาการซึมเศร้า (Depress) หรือเรียกว่า ขั้วลบ จะมีอาการรู้สึกเศร้าไม่มีความหวัง ไม่มีคุณค่า หรือรู้สึกผิดอ่อนเพลีย เสียความสนใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เคยชอบ ไม่มีสมาธิจดจ่อ พฤติกรรมการกินเปลี่ยน มีปัญหาการนอนหลับ มีความคิดอยากตาย

ทั้งนี้ โดยปกติในแต่ละวัน คนเราจะมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในระดับหนึ่งแล้วกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติรับผิดชอบหน้าที่การงาน ครอบครัว สังคมได้ แต่คนที่มีอารมณ์ผิดปกติ คือ เกิดอารมณ์ขั้วบวกหรืออารมณ์ขั้วลบเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป และไม่สามารถกลับเข้าสู่อารมณ์ปกติได้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวแนะนำควรมาพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม

อาการรุนแรงที่ควรรีบมาพบแพทย์อย่างเร่งด่วน คือ มีความคิดอยากตาย มีอาการทางจิต/อาการคล้ายโรคจิตเภทที่รุนแรง กระสับกระส่ายมาก ไม่สามารถดูแลตัวเองได้

การวินิจฉัยโรคอารมณ์สองขั้วเริ่มจากการซักประวัติโดยละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อแยกโรคจากภาวะอื่นที่ทำให้มีอาการคล้ายโรคอารมณ์สองขั้ว

สำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้วรักษาได้โดยใช้ยากลุ่มควบคุมอารมณ์ ยาต้านเศร้าและยารักษาอาการทางจิต ตามอาการร่วมกับการทำจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัดและการปรับการใช้ชีวิตประจำวัน กรณีมีอาการรุนแรงทางจิตหรือมีความคิดอยากตาย ควรได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

ข้อมูลเพิ่มเติมของโรคอารมณ์สองขั้ว หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่โรงพยาบาล BMHH ติดต่อสอบถาม 02-5891889 หรือ e-mail contact@bmhh.co.th