สัมผัสประวัติศาสตร์ เที่ยวฉากใหม่ใน ‘สวนสยาม’ ‘บางกอกเวิลด์’ เมืองจำลอง-ย้อนยุคความรุ่งเรือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765576

สัมผัสประวัติศาสตร์ เที่ยวฉากใหม่ใน ‘สวนสยาม’  ‘บางกอกเวิลด์’ เมืองจำลอง-ย้อนยุคความรุ่งเรือง

สัมผัสประวัติศาสตร์ เที่ยวฉากใหม่ใน ‘สวนสยาม’ ‘บางกอกเวิลด์’ เมืองจำลอง-ย้อนยุคความรุ่งเรือง

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หากเอ่ยถึงชื่อของ “สวนสยาม” เชื่อว่าคนไทยไม่ว่าในวัยเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ต่างคุ้นเคยกันดีในฐานะ “สวนน้ำ” และ “สวนสนุก” อันดับต้นๆ ของประเทศซึ่งยืนหยัดเป็นตำนานอยู่คู่เมืองไทยมาเป็นระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ ผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของแสง สีอุปกรณ์ สถานที่ กิจกรรม เครื่องเล่น ฯลฯ จนกระทั่งได้รับการรีแบรนด์ใหม่และกลายเป็น “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” มาถึงในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม อาจยังไม่ใช่ทุกคนที่จะทราบว่าสวนน้ำ-สวนสนุกชื่อดังแห่งนี้ กำลังต่อยอดความ “อะเมซิ่ง” ขึ้นไปอีกระดับด้วยการเนรมิตเมืองขึ้นมาใหม่!!! ภายในพื้นที่ซึ่งเรียกขานว่า “บางกอกเวิลด์”

สำหรับ บางกอกเวิลด์ จะเป็นการจำลอง “เมืองบางกอก”ในอดีตช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 ขึ้นมาใหม่ โดยจำลองสถานที่สำคัญๆ ของเมืองที่กลายมาเป็นกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมความงดงามและรำลึกถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย

ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัทสยามพาร์คซิตี้ บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาดังกล่าว ว่ามีส่วนสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่สยามประเทศ และหล่อหลอมพหุสังคมวัฒนธรรมไทย ทำให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้เกื้อกูลกันทำธุรกิจอย่างสากล

“ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองบางกอกถือว่ามีความเจริญ งดงามทั้งในด้านสถาปัตยกรรม อาคาร และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ชาวตะวันตกได้เข้ามาทำการค้าและก่อสร้างอาคารที่สวยงามแปลกตาจำนวนมาก เช่นห้างแบดแมนแอนด์โก ห้างบีกริมแอนด์โก ส่วนชาวเอเชีย เช่น ชาวจีนก็ได้สร้างย่านการค้าไชน่าทาวน์ สำเพ็งชาวอินเดีย ก็สร้างย่านพาหุรัด เป็นต้น” ดร.ไชยวัฒน์ ให้ภาพ

ประตูสามยอด

ทว่าด้วยความเจริญที่เกิดขึ้นในยุคหลัง ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ ความงดงามในอดีตถูกแทนที่ด้วยตึกรามบ้านช่องและอาคารพาณิชย์ที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังมีการถมคลองบางแห่งเพื่อเพิ่มเส้นทางการสัญจร การหายไปของสิ่งเหล่านี้จึงกลายมาเป็นแนวคิดที่ “สวนสยาม” ตั้งใจที่จะสืบสานรักษาประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าไว้ โดยนำความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่สำคัญต่างๆ เหล่านี้มาจำลอง ออกแบบ ก่อสร้าง เพื่อให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ความรุ่งเรืองของเมืองสยามในอดีต

ในส่วนของตัวโครงการบางกอกเวิลด์ นั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 70 ไร่ บริเวณด้านหน้าสวนสยาม ติดถนนสวนสยามซึ่งเชื่อมระหว่างถนนรามอินทราและถนนเสรีไทย ไม่ไกลจากวงแหวนกาญจนาภิเษก (บางนา-บางปะอิน) ขณะเดียวกันด้วยตำแหน่งที่อยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และดอนเมือง เพียง 15-20 นาที จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมถึงนักเดินทางที่มีเวลาจำกัด แต่ต้องการสัมผัสบรรยากาศของชาวกรุงเทพฯ ได้ภายในวันเดียว

นั่นเพราะภายในเมืองจำลองแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้สัมผัสกับประสบการณ์ ชิมอาหารสตรีทฟู้ด ช้อปปิ้งสินค้า OTOP จากชุมชนท้องถิ่นและ SMEs ที่มีคุณภาพ พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาสร้างสีสันตลอดปี เพื่อได้เก็บภาพความทรงจำร่วมกับสถานที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร

“โครงการบางกอกเวิลด์ นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มุ่งรักษาประวัติศาสตร์ความงดงามอันทรงคุณค่าของเมืองบางกอกแล้ว ยังมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมการประกอบธุรกิจของคนตัวเล็กในพื้นที่ห่างไกล โดยเป็นช่องทางการตลาด การประชาสัมพันธ์และการจัดจำหน่ายสินค้าให้แก่ชาวบ้านจากจังหวัดต่างๆรวมถึงชาวเขา ชนเผ่าต่างๆ บนที่ราบสูง และตามแนวชายแดน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของกลุ่มชาวบ้าน เช่น โกโก้ เสื้อผ้าชนเผ่า และงานศิลปหัตถกรรมต่างๆสามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้ และสร้างรายได้สู่ครัวเรือนต่างๆในชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง” ดร.ไชยวัฒน์ ตอกย้ำแนวคิด

มากไปกว่านั้น ดร.ไชยวัฒน์ ระบุว่า ทางบางกอกเวิลด์ยังจะมีการจัดอีเว้นท์ กิจกรรมขึ้นเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ตลอด 12 เดือน เพื่อสร้างสีสันตลอดปี และส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรประเภทผลไม้ตามฤดูกาลบริเวณพื้นที่ตลาดน้ำ โดยจะมีการจัดงานฉลองเทศกาลตามประเพณี อาทิ วันสงกรานต์ วันตรุษจีน และงานประเพณีบุญต่างๆ เช่น งานแห่เทียนพรรษา งานประเพณีแห่ผีตาโขน เป็นต้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลนั้นๆ ได้ภายในที่เดียว

ประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัทสยามพาร์คซิตี้ทิ้งท้ายว่า โครงการบางกอกเวิลด์เตรียมวางแผนที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ โดยจะเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่สยามอะเมซิ่งพาร์ค หรือสวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ ได้อยู่คู่คนไทยมาครบปีที่ 44 อีกด้วย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

บางกอก ไชน่าทาวน์

บางกอก ไชน่าทาวน์

ป้อมพระสุเมรุ

ป้อมพระสุเมรุ

สะพานพุทธ

สะพานพุทธ

เสาชิงช้า

เสาชิงช้า

อาคารเวิลด์ เอ็กซ์

อาคารเวิลด์ เอ็กซ์

เริ่มแล้ว! ‘Gourmet Foodie Fest 2023 Alumni Market ซีซั่น 2’ รวม 40 ร้านท็อปลิสต์ จากศิษย์เก่า ‘เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765603

เริ่มแล้ว! ‘Gourmet Foodie Fest 2023 Alumni Market ซีซั่น 2’ รวม 40 ร้านท็อปลิสต์ จากศิษย์เก่า ‘เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต’

เริ่มแล้ว! ‘Gourmet Foodie Fest 2023 Alumni Market ซีซั่น 2’ รวม 40 ร้านท็อปลิสต์ จากศิษย์เก่า ‘เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต’

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.14 น.

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ : เอาใจสายกินแบบจัดเต็มอีกครั้งกับงานเทศกาลอาหารอร่อยส่งท้ายปี “Gourmet Foodie Fest 2023 Alumni Market ซีซั่น 2” อิ่มอร่อยกับกว่า 40 ร้านท็อปลิสต์ อัดแน่นด้วยเมนูอร่อยจากวัตถุดิบ   พรีเมียม จากร้าน “ศิษย์เก่า เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต” ทั้งเบเกอรี่ อาหารคาวหวาน ขนม เครื่องดื่มสุดชิค มาให้ช้อป ชิมในที่เดียว นอกจากอาหารอร่อยแล้วยังได้สนุกสนานไปกับกิจกรรมเวิร์กช็อป ฟรี! ตลอดงาน วันที่ 26-29 ตุลาคม 2566 เวลา 10.00-21.00 น. ณ Central Court ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Gourmet & Cuisine กล่าวว่า “งานGourmet Foodie Fest 2023 Alumni Market ซีซั่น 2” จัดขึ้นโดยนิตยสาร Gourmet & Cuisine ร่วมกับ โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต มีความตั้งใจให้เป็นศูนย์รวมความอร่อยสุด  พรีเมียมที่ตอบโจทย์นักกินเหล่าฟู้ดดี้ให้ได้เอนจอยความอร่อยแบบครบจบในที่เดียว เตรียมพร้อมเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองในช่วงส่งท้ายปี โดยได้คัดสรรร้านดังจากฝีมือ “ศิษย์เก่า เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต” จัดเต็มทั้งเบเกอรี่สดใหม่หลากสไตล์ ร้านอาหารคาวหวาน ขนม และเครื่องดื่มหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีสินค้าสุดพรีเมียมที่เป็นไอเทมยอดนิยมไว้สำหรับจัดปาร์ตี้ ให้นักช้อปที่กำลังมองหาของขวัญสุดพิเศษในช่วงปลายปี

“หลังจากซีซั่น 1 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ประสบความสำเร็จดีเยี่ยม ร้านค้าในงานได้รับความสนใจจากผู้เข้ามาช้อปชิมร้านคุณภาพที่เราคัดสรรมา และร้านศิษย์เก่า Le Cordon Bleu Dusit ที่เชิญมาจากทั่วประเทศก็ได้รับความนิยมมากจนต้องเติมสินค้ากันตลอดทั้งวัน มีคนตามมารีวิว ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้น ตอบโจทย์งานที่ต้องการผลักดันและส่งเสริมร้านอาหาร ร้านขนมขนาดเล็กแต่คุณภาพคับแก้วให้นักชิมได้รู้จักกันมากขึ้น และตอกย้ำแบรนด์ดิงของ Gourmet&Cuisine ด้านการเป็นผู้นำในการค้นหาเชฟและร้านอาหารอร่อยเปี่ยมคุณภาพมาฝากผู้อ่านเสมอมา”

พบกับ 40 ร้านท็อปลิสต์ จากศิษย์เก่า เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต อาทิ ร้าน A Piece of Pie BKK เมนู Lemon Cream Pie ทำจากเนยฝรั่งเศสอย่างดี ฐานล่างเป็นบิสกิตกรอบๆ หอมฟุ้ง ตรงกลางเป็นเลมอนเคิร์ดรสหวานน้อยเปรี้ยวหอมสดชื่นท็อปด้วยวิปครีมเนื้อเบารสชาติหวานอ่อนๆ ร้าน Three Bears Pastry เมนูปังหิมะหมูอบ ขนมปังนุ่มหน้าหิมะคุกกี้กรอบนอกนุ่มใน รสชาติหวานนิดๆ ตัดกับเนื้อหมูนุ่มๆ คลุกน้ำซอสชุ่มฉ่ำ และเมนู Baby Coconut Cake เค้กมะพร้าวอ่อนเนื้อนุ่มละมุน รสชาติหวานน้อย ร้าน La Lune Macaron & Pastries เอาใจสายหวานสายเปรี้ยวกับขบวนมาการองผลไม้สีสันสดใส กรอบนอกหนึบใน สอดไส้รสผลไม้เข้มข้น มีให้เลือกถึง 23 รสชาติ

ร้านเบิร์ค แอนด์ บูลองเช่ ร้านครัวซองต์และขนมอบเจ้าดังแห่งแปดริ้ว ใช้วัตถุดิบนำเข้าคุณภาพสูงเกรดพรีเมียมทั้งแป้ง เนย และช็อกโกแลตจากฝรั่งเศส ออกมาเป็นขนมอบที่หอมฟุ้งและเนื้อฟูกรอบนอกนุ่มใน มีท็อปปิงทั้งคาวและหวานให้เลือกมากมาย  ร้าน Samatea Cafe (สมาธิคาเฟ่) ขนมและเครื่องดื่มจากมัตฉะเกรดพรีเมียมและเกรดพิธีชงชา ญี่ปุ่น กับเมนูแนะนำสุดฟิน อาทิ Premium Matcha Banoffee, Matcha Cheesecake และ Matcha  Blondie ร้าน James Boulangerie ครัวซองต์ซิกเนเจอร์เสิร์ฟพร้อมกับ Soft Cream ที่คัดสรรส่วนผสมระดับพรีเมียมจากประเทศฝรั่งเศส เนื้อสัมผัสหอมละมุนฟูเนียนนุ่ม กินคู่กับครัวซองต์หอมฉ่ำเนยลงตัวสุดๆ

ร้านคุณแขน้ำยาปู เส้นขนมจีนสดเสิร์ฟคู่กับน้ำยาปูเข้มข้นสูตรพิเศษจากภูเก็ต รสชาติกลมกล่อมดุจอาหารชาววัง มีปูเน้นๆ กินแล้วอิ่มอร่อยหนำใจ ร้านฮ่อยจ๊อปูทะลัก by เชฟกีส เมนูฮ่อยจ๊อปูทะลักที่มาพร้อมกรรเชียงปูล้นทะลัก ห่อด้วยฟองเต้าหู้บางกรอบ และแฮ่กึ๊นกุ้ง เนื้อกุ้งเน้นๆ เอาใจคนชอบกินกุ้ง ร้าน K-zy Sweethery ต้อนรับเทศกาลฮัลโลวีนด้วยไอศกรีมป๊อปพรีเมียมสุดคิวท์ที่ดูน่ากลัวแต่น่ากิน ทางร้านยังมีไอศกรีมให้เลือกอีก 2 แบบ ทั้งที่ทำจากนมออร์แกนิกเอาใจคนรักสุขภาพ และเมนูไอศกรีมกะทิ ไอศกรีมผลไม้หวานเย็นชื่นใจ ร้าน PAO LHAO KONG  อิ่มอร่อยกับเมนูซาลาเปาสูตรเอกลักษณ์ของร้าน เนื้อแป้งเนียนนุ่ม มีให้เลือกหลายไส้ อาทิ หมูสับ ลาวาคัสตาร์ดไข่เค็ม หมูแดง ถั่วดำ เผือก แปะก๊วย ครีม

ร้านฟู่วงข้าวมันไก่ ข้าวมันไก่รสชาติดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ เนื้อไก่ฉ่ำ หนังกรอบ ข้าวหอมนุ่ม เสิร์ฟคู่น้ำจิ้มรสเด็ด มาพร้อมเทคนิคการขึ้นรูปอาหารแบบญี่ปุ่น เพื่อความสะดวกพร้อมรับประทาน ร้าน Little Dough เมนูคริสปี้มิลก์โดนัท โดนัททอดสไตล์ไต้หวัน กรอบนอกนุ่มในรสชาติหวานน้อย ร้าน Warmly Pastry ร้านเบเกอรี่โฮมเมดที่ใช้วัตถุดิบชั้นดี กับเมนูไฮไลต์ “ทอฟฟี่เค้ก” ที่ท็อปปิงอัดแน่นจนล้นหน้า และเมนู Soft Cookies Extra Chocolate เข้มข้นด้วยดาร์กช็อกโกแลต 70% ผสมกับช็อกโกแลตชังก์ เพิ่มความกรุบกรอบด้วยอัลมอนด์

ห้ามพลาด! กิจกรรมกูร์เมท์เวิร์กช็อปสุดสนุกพร้อมชม Cooking Show สาธิตการทำเมนูเด็ดจากเชฟแบบติดขอบเวที ฟรี! ตลอดทั้ง 4 วัน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.gourmetandcuisine.com และ Facebook : Gourmet&Cuisine

-(016)

มูลนิธิสมเด็จพระศรีนครินฯ ร่วมกับ บี.กริม มอบ ‘ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90’ ประจำปี 66 พร้อมจัดอบรม ‘โครงการค่ายตามรอยสมเด็จย่า’ รุ่นที่ 5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765568

มูลนิธิสมเด็จพระศรีนครินฯ ร่วมกับ บี.กริม มอบ 'ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90' ประจำปี 66 พร้อมจัดอบรม 'โครงการค่ายตามรอยสมเด็จย่า' รุ่นที่ 5

มูลนิธิสมเด็จพระศรีนครินฯ ร่วมกับ บี.กริม มอบ ‘ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90’ ประจำปี 66 พร้อมจัดอบรม ‘โครงการค่ายตามรอยสมเด็จย่า’ รุ่นที่ 5

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.26 น.

มูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ร่วมกับ บี.กริม จัดพิธีมอบ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ประจำปี 2666 แก่นักศึกษาพยาบาล 1,060 ทุน พร้อมจัดอบรม “โครงการค่ายตามรอยสมเด็จย่า” รุ่นที่ 5 มุ่งพัฒนานักศึกษาพยาบาลรุ่นใหม่ ร่วมสืบทอดเจตนารมณ์ทางวิชาชีพพยาบาล ตามรอยสมเด็จย่า

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานมูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพระราชูปถัมภ์ เป็นประธานจัดพิธีมอบ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ประจำปี 2566 ให้แก่นักศึกษาพยาบาลทั่วประเทศ จำนวน 1,060 ทุน รวมเป็นเงิน 10,600,000 บาท และทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีก 8 แห่ง เป็น 750,000 บาท คิดเป็นจำนวนเงินที่มอบทั้งสิ้นในปีนี้ 11,350,000 บาท เพื่อมุ่งสืบสานพระปณิธานและเจตนารมณ์ทางวิชาชีพพยาบาลตามรอยสมเด็จย่า และส่งเสริมศักยภาพด้านการศึกษาของอาชีพพยาบาล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่ประชาชน สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติ โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2566 ณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี กระทรวงสาธารณสุข

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ เปิดเผยว่า ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาพยาบาลทุกคนที่ได้รับทุนการศึกษาในปีนี้ ตามวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิฯ ที่มุ่งให้การสนับสนุนทุนแก่นักศึกษาพยาบาล เพื่อสืบทอดอุดมการณ์วิชาชีพพยาบาลที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เสียสละ และยึดถือประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง อีกทั้งเพื่อส่งเสริมบุคลากรพยาบาลให้มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู้ ความสามารถ และด้านจริยธรรม เป็นที่พึ่งพาของผู้ป่วยได้ พร้อมสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติสืบไป โดยปีนี้มูลนิธิฯ ได้มอบ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ให้แก่สถาบันการศึกษาต่างๆ ดังนี้     วิทยาลัยพยาบาลราชชนนี 30 แห่งทั่วประเทศ เป็นจำนวน 840  ทุน วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวน 80 ทุน วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ จำนวน 80 ทุน วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ จำนวน 40 ทุน และวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ จำนวน 20 ทุน

คุณพวงเพชร บุญสาย เลขานุการมูลนิธิฯ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2523 มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณแห่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ต่อมาในปี 2533 เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมมายุครบ 90 พรรษา มูลนิธิฯ จึงได้ริเริ่มจัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาพยาบาล ในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้ชื่อ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” เป็นเงินทุนเพื่อส่งเสริมการศึกษาด้านการพยาบาลให้กับนักศึกษาพยาบาล ตั้งแต่ระดับชั้นปีที่ 1 จนจบหลักสูตร 4 ปี

เริ่มแรกในปี 2533 ได้มอบทุนการศึกษาทุนละ 5,000 บาทต่อปี ต่อมาเพิ่มเป็นทุนละ 8,000 บาท ในปี 2550 และในปี 2562 เป็นต้นมาเพิ่มเป็นปีละ 10,000 บาท โดยวิทยาลัยพยาบาลเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกนักศึกษาตามคุณสมบัติที่มูลนิธิได้ระบุไว้ ซึ่งผู้ได้รับทุนไม่มีภาระผูกพันที่ต้องใช้เงินทุนคืน  

นอกจากมอบ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” แก่นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีแล้ว ในปี 2562 มูลนิธิได้เริ่มมอบทุนการศึกษาแก่ นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ และในปี 2565 มูลนิธิฯ ได้อนุมัติทุนการศึกษาเพิ่มเติมให้กับ วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ อีกหนึ่งแห่ง เพื่อส่งเสริมการผลิตพยาบาลให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้มอบทุนทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีก 8 แห่ง

คุณพวงเพชร กล่าวว่า ตลอด 32 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ไปแล้ว 7,934 ทุน เมื่อรวมกับการมอบทุนในปีนี้อีก 1,060 ทุน จะเป็นทุนที่ได้มอบทั้งสิ้น 8,994 ทุน มีผู้สำเร็จการศึกษาแล้วจำนวน 1,657 ราย นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้สนับสนุนองค์กรการกุศลที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงห่วงใยเป็นพิเศษ โดยมอบเงินอุดหนุนเป็นประจำทุกปีแก่ มูลนิธิสงเคราะห์ตำรวจชายแดน มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ มูลนิธิชีวิตใหม่ และมูลนิธิช่วยคนโรคเรื้อนจังหวัดลำปาง รวมทั้งได้สนับสนุนสมาคมและองค์กรการกุศลอื่นๆ เช่น มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มูลนิธิสิริวัฒนาเชสเชียร์ และสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี โดยในปีนี้ มูลนิธิฯ ได้มอบเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรการกุศล 10 แห่ง เป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท

นอกเหนือจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว มูลนิธิฯ ยังจัดกิจกรรม “ค่ายตามรอยสมเด็จย่า” รุ่นที่ 5 จำนวน 113 คน ระหว่างวันที่ 15 – 17 ตุลาคม 2566 ณ ศูนย์สัมมนาและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี เพื่ออบรมนักศึกษาพยาบาลรุ่นใหม่ ก่อนจะออกไปปฏิบัติงานจริง ได้เรียนรู้แนวคิด ความเสียสละ และการมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ทางวิชาชีพพยาบาล ทั้งเพื่อส่งเสริมบุคลากรพยาบาลให้มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู้ ความสามารถ และด้านจริยธรรม เป็นที่พึ่งพาของผู้ป่วยได้

โครงการค่ายตามรอยสมเด็จย่า ริเริ่มขึ้นในปี 2559 โดยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิฯ และ บี.กริม จัดอบรมให้กับนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ที่ได้รับ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ให้มาเข้าค่ายในกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาที่จะออกไปปฏิบัติงานเมื่อจบการศึกษา ก่อนหน้านี้ โครงการฯ มีการจัดอบรมมาแล้ว 4 รุ่น มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 271 คน แต่ต้องงดการจัดกิจกรรมไปในช่วงปี 2563-2565 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ก่อนจะกลับมาจัดอีกครั้งในปีนี้

สำหรับ “โครงการค่ายตามรอยสมเด็จย่า” รุ่นที่ 5 ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ได้เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ สร้างเครือข่ายนักศึกษาพยาบาลผ่านกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนการทัศนศึกษาสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ตลอดจนอุมการณ์ตามรอยสมเด็จย่า เพื่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

-(016)

NSM-ม.ศรีปทุม ลงนามความร่วมมือเปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ทักษะการออกแบบร่วมพัฒนาพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765554

NSM-ม.ศรีปทุม ลงนามความร่วมมือเปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ทักษะการออกแบบร่วมพัฒนาพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์

NSM-ม.ศรีปทุม ลงนามความร่วมมือเปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ทักษะการออกแบบร่วมพัฒนาพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.07 น.

NSM ลงนามความร่วมมือกับ คณะออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศรีปทุม เปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ทักษะการออกแบบร่วมพัฒนาพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์

27 ตุลาคม 2566 ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และนายธีรบูลย์ พิศาลอภิพงศ์ คณบดีคณะออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ เพื่อร่วมมือกันสื่อสารและสร้างทัศนคติเชิงบวกด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะในการพัฒนาพื้นที่ภายในพิพิธภัณฑ์โดยใช้ทักษะด้านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ณ ห้อง LOUNGE ชั้น G1 อาคาร SPU DSPACE มหาวิทยาลัยศรีปทุม

ดร.กรรณิการ์ กล่าวว่า “NSM มีภารกิจในการสร้างความตระหนักให้สังคมไทยเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมปลูกฝังและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เยาวชน และประชาชนในสังคมให้มีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ผ่านแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการผนึกกำลังเพื่อการสื่อสารและสร้างทัศนคติเชิงบวกด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับคนในสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ภายในพิพิธภัณฑ์โดยใช้ทักษะด้านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking process) ซึ่งให้นักศึกษาได้ออกแบบและใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ ทั้งในด้านการออกแบบพื้นที่ให้มีความน่าสนใจ สนุกสนาน รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และชิ้นงานนิทรรศการของ NSM ร่วมกัน นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ พร้อมสร้างมูลค่าให้กับประเทศ โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันนำความเข้มแข็งของตนเองมาช่วยกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และแบ่งปันให้เกิดขึ้นในสังคมและประเทศต่อไป

นายธีรบูลย์ กล่าวว่า คณะออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีหลักสูตรดำเนินการสอนหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่ผลิตบัณฑิตที่มีทักษะทางวิชาชีพสถาปัตยกรรมตามมาตราฐานสากลมีความรอบรู้และใฝ่รู้ สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ในการประกอบวิชาชีพ พร้อมส่งเสริมการวิจัยประยุกต์และการเรียนแบบการจัดการเรียนรู้เชิงพื้นที่ (Area Base Learning) เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเรียนจากประสบการณ์จริงในพื้นที่ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้กับ NSM ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยผลักดันศักยภาพของนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ที่จะทำให้นักศึกษาได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนมาได้เกิดประโยชน์ ในการร่วมออกแบบและใช้ความคิดสร้างสรรค์ผ่านแหล่งเรียนรู้ของ NSM ต่อไป

-(016)

มูลนิธิบุญยะจินดา พาชม ‘ห้องแห่งความรัก’ ที่สร้างไว้เพื่อพี่น้องตำรวจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765534

มูลนิธิบุญยะจินดา พาชม ‘ห้องแห่งความรัก’ ที่สร้างไว้เพื่อพี่น้องตำรวจไทย

มูลนิธิบุญยะจินดา พาชม ‘ห้องแห่งความรัก’ ที่สร้างไว้เพื่อพี่น้องตำรวจไทย

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.24 น.

นับเป็นผู้มีคุณูปการต่อวงการตำรวจไทยเป็นอย่างมากสำหรับ ”พลตำรวจเอก พจน์ บุณยะจินดา” อดีตอธิบดีกรมตำรวจคนที่ 24 ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบุณยะจินดาฯ บิดาของ ไฮโซสาว “ดาว พอฤทัย บุณยะจินดา” , “เอ ดวงพร บุณยะจินดา” และนักร้องชื่อดัง “ดัง พันกร บุณยะจินดา” ที่ได้สร้างสโมสรตำรวจ โดยนำเงินงบประมาณมาจากการสร้างพระพุทธโสธรรุ่นกรมตำรวจ 80 ปี และไม่ได้ใช้เงินจากทางส่วนของราชการเพื่อพี่น้องตำรวจไทย โดยเรื่องราวดังกล่าวได้มีบทความทางอินสตาแกรม  boonyachinda_foundation พร้อมเผยถึงเรื่องราวในอดีตไว้ว่า

“ห้องแห่งความรัก…ณ สโมสรตำรวจ

“ห้องรับรองพิเศษ” อยู่ชั้น 2 ภายในสโมสรตำรวจ สำหรับรับรองนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่มาใช้บริการสโมสรตำรวจ

ภายในห้องมี รูป ‘ท่านพจน์’

พลตำรวจเอกพจน์ บุณยะจินดา อธิบดีกรมตำรวจคนที่ 24 ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบุณยะจินดาฯ และสร้างคุณูประการแก่วงการตำรวจไทย โดยเฉพาะการสร้างสโมสรตำรวจ ที่นำเงินงบประมาณมาจากการสร้างพระพุทธโสธรรุ่นกรมตำรวจ 80 ปี โดยมิได้ใช้เงินจากทางส่วนของราชการ

ทุกครั้ง…ที่สมาชิกครอบครัวบุณยะจินดา หรือรวมถึงกรรมการมูลนิธิฯ ข้าราชการตำรวจรุ่นหลัง มีโอกาสเข้ามาในห้องนี้ ก็จะระลึกนึกถึงท่านพจน์ด้วยความรักและคิดถึงเสมอ

นับเป็นอีกหนึ่งห้องแห่งความรัก ณ สโมสรตำรวจ ที่ท่านได้สร้างไว้เพื่อข้าราชตำรวจไทย

-(016)

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรฯ ชวนสะสมของที่ระลึก ‘แสตมป์ศาลาไทย’ ภายในงานแสดงตราไปรษณีย์โลก 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765531

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรฯ ชวนสะสมของที่ระลึก 'แสตมป์ศาลาไทย' ภายในงานแสดงตราไปรษณีย์โลก 2566

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรฯ ชวนสะสมของที่ระลึก ‘แสตมป์ศาลาไทย’ ภายในงานแสดงตราไปรษณีย์โลก 2566

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.14 น.

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทยฯ ชวนสะสมของที่ระลึก “แสตมป์ศาลาไทย” ภายในงานแสดงตราไปรษณีย์โลก 2566 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ส.ต.ท.) ชวนสะสม “แสตมป์ศาลาไทย” จัดทำเป็นแผ่นที่ระลึกอันทรงคุณค่า สถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม  มี 7 สี 7 แบบ  จำนวนจำกัดเพียง 500 ชุดเท่านั้น เชิญชมได้ภายใน “งานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566”  ระหว่าง 27 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม 2566 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก

นายชาญชัย กรรณสูต นายกสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย  ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ส.ต.ท.) กล่าวว่า  แผ่นแสตมป์ชุด “ศาลาไทย” เป็นชุดพิเศษที่ไปรษณีย์ไทยออกมาเพื่อเป็นที่ระลึกของ  “งานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566”   โดยจะพิมพ์เป็น 7 สี 7 แบบ ไล่ตามสีประจำวัน  (ตามคติความเชื่อที่ว่า สีประจำวันจะมีพลังอย่างหนึ่งในการกำหนดความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตมนุษย์) ประกอบไปด้วย วันอาทิตย์สีแดง วันจันทร์สีเหลือง วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว วันพฤหัสบดีสีแสด วันศุกร์สีฟ้า วันเสาร์สีม่วง

สำหรับ งานแสดงตราไปรณียากรโลก 2566 ได้เลือกเป็นภาพศาลาไทย มาจัดทำเป็นแผ่นแสตมป์ที่ระลึกของงาน เนื่องจากเป็นสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำชาติไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว  อันสื่อสะท้อนถึงภูมิปัญญาช่างไทย ที่ไม่มีชาติไหนเสมอเหมือน  “ศาลาไทย” จะมีลักษณะเป็นอาคารซุ้มโล่ง เป็นตัวเรือนเครื่องสับที่มีการมาปรับใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นสถานที่ใช้ประโยชน์สำหรับพบปะ นั่งเล่น พักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งไว้หลบแดดหลบฝน ด้วยเหตุนี้ ศาลาไทยจึงนับเป็นรูปสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความมีไมตรีจิต และความปรารถนาดี อย่างจริงใจต่อผู้อื่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย ศาลาไทยจึงอยู่เคียงคู่สังคมไทยมาช้านาน โดยมีรูปแบบวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สื่อถึงจิตวิญญาณ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ที่เป็นรูปแบบดั่งเดิม ที่มีการพัฒนาต่อยอด และถูกนำมาประยุกต์ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ จากรุ่นสู่รุ่น

“ไปรษณีย์ไทย  มีความตั้งใจที่จะนำสัญลักษณ์ประจำชาติ ทั้งศาลาไทย ช้างไทย และดอกราชพฤกษ์ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติเมื่อปี 2544 มาจัดทำเป็นแสตมป์ เพื่อถ่ายทอดความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก  ไปรษณีย์ไทยได้ถ่ายทอดภาพศาลาไทยจากจินตนาการของนักออกแบบ พิมพ์ออกเป็นที่ระลึก ทั้งหมด 7 สี 7 แบบ โดยพิมพ์ออกจำหน่ายทั้งหมด 3,000 ชุด”

นายชาญชัย กล่าวว่า สำหรับชีท ชุดศาลาไทย ชุดพิเศษ จำนวนพิมพ์ 200 ชุด แต่ละชุดมีการออกแบบเป็นภาพสัญลักษณ์ของสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ส.ต.ท.) ตามลำดับเลขแผ่น ที่ 0001-0200 บรรจุอยู่ในแพ็คเก็จที่ระลึกอย่างดี

ราคาชุดพิเศษ พร้อมแพคเก็จ บรรจุแผ่นแสตมป์ศาลาไทย แบบมีโลโก้ ส.ต.ท. 7 สี 7 แบบ รวมกับแบบธรรมดา สีแดง ที่ทางไปรษณีย์ไทยจัดจำหน่าย อีกหนึ่งแผ่น รวมทั้งหมด 8 แผ่น เป็นเลขตรงกัน จัดทำเพียง 200 ชุดเท่านั้น ราคาชุดละ 6,295 บาท (ชุดดังกล่าว จะนำทูลเกล้าถวาย ฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ในวันพิธีเปิดงานด้วย)

ส่วนชุดทั่วไปแบบไม่มีโลโก้ จะมี 7 สี 7 แบบ จำหน่ายตามราคา หน้าดวง จำนวนจำกัด เพียง 500 ชุด  ชุดละ 2,065 บาท  จะมีหมายเลขตรงกัน 6 แผ่น  ยกเว้นแผ่นสีแดงที่จำหน่ายโดยทางไปรษณีย์ไทยที่คณะกรรมการจัดงานหามารวมเข้าชุดให้

สามารถสั่งซื้อได้ ณ ที่ทำการสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย  ในพระราชูปถัมภ์ฯ 022781034  / 096 967 6968  หรือที่บูท ส.ต.ท. ภายในงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566  ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2566 นี้ ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก

-(016)

ททท. ชวนสัมผัส เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส ในงาน ‘เทศกาลท่องเที่ยวไทย เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส แบบยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765527

ททท. ชวนสัมผัส เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส ในงาน 'เทศกาลท่องเที่ยวไทย เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส แบบยั่งยืน'

ททท. ชวนสัมผัส เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส ในงาน ‘เทศกาลท่องเที่ยวไทย เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส แบบยั่งยืน’

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนเปิดประสบการณ์ สัมผัส เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส ในงาน “เทศกาลท่องเที่ยวไทย เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส แบบยั่งยืน” วันที่ 26-28 ตุลาคม 2566 เวลา 11.00 – 21.00 น. ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสถาบันอาหาร จัดงานใหญ่ส่งท้ายปี ยกทัพผู้ประกอบการกว่า 40 ราย ร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์วีแกน แพลนต์เบส ครั้งแรก… กับการผสานวัฒนธรรมจาก 5 ภูมิภาค รวมไว้ในที่เดียว ภายในงาน “เทศกาลท่องเที่ยวไทย เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส แบบยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2566 เวลา 11.00 – 21.00 น. ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์

นายบุญส่ง คุ้มบุญ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขยายตัวไปสู่ชุมชนในแต่ละภูมิภาค และพบว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริโภคอาหารคิดเป็น 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมบริโภคอาหารวีแกน แพลนต์เบส ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เทรนด์การบริโภคอาหารวีแกน แพลนต์เบส มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราการเติบโตของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์อาหารในรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง

นายบุญส่ง คุ้มบุญ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า ปี 2565 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้มอบหมายสถาบันอาหาร ดําเนิน “โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวลิ้มรสวิถี Vegan Thai” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการการท่องเที่ยวให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นผ่านการสร้างเรื่องราวในธุรกิจบริการอาหารประเภทวีแกน แพลนต์เบส และเพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สัมผัสประสบการณ์ในการลิ้มลองรสชาติอาหารในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องไลฟ์สไตล์หรือค่านิยมแบบวีแกน แพลนต์เบส โดยแบ่งพื้นที่การดำเนินงานโครงการเป็นพื้นที่ 5 จังหวัดนำร่อง ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวเมืองหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เชียงใหม่ นครราชสีมา ชลบุรี และภูเก็ต ซึ่งโครงการดังกล่าวฯ ได้มีผู้ประกอบการ (ร้านอาหาร) ผ่านการคัดเลือกจัดระดับร้านอาหารวีแกนติดดาว จำนวน 102 ร้าน จากผู้ประกอบการ (ร้านอาหาร) ทั่วประเทศ ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกว่า 161 ร้าน

นายบุญส่ง คุ้มบุญ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวต่อไปว่า ปี 2566 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เล็งเห็นถึงความเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและอาหารสุขภาพอย่างยั่งยืน จึงได้มอบหมายให้ สถาบันอาหาร เป็นผู้ดำเนิน “เทศกาลท่องเที่ยวไทย เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส แบบยั่งยืน” ขึ้นเพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการด้านอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับนักท่องเที่ยวกลุ่มวีแกน แพลนต์เบส อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดโครงการในปีที่ผ่านมา

นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ภายหลังจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้มอบหมายให้สถาบันอาหารเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินกิจกรรม “เทศกาลท่องเที่ยวไทย เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส แบบยั่งยืน” สถาบันอาหารได้คัดเลือกผู้ประกอบการด้านอาหารและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวแนวทางวีแกน แพลนต์แบส และการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน จำนวน 40 กิจการ จาก 5 ภูมิภาค และภายในงานได้ยกระดับอาหารวีแกน แพลนต์เบส และอาหารสุขภาพ (Wellness) พร้อมผลักดันและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ในชุมชนทั่วประเทศ เพื่อตอบรับเทรนด์โลกและเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ ก่อให้เกิดการต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจร้านอาหารของไทยให้สามารถพัฒนาเมนูอาหารวีแกน แพลนต์เบสเพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มีวิถีการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวต่อไปว่า โดยภายในงานจะแบ่งออกเป็น 5 โซน จาก 5 ภูมิภาคด้วยกัน

โซนที่ 1: ต๊ะต่อนยอน… ON NORTH รวมร้านอาหารเหนือพื้นเมืองสไตล์วีแกน-แพลนต์เบส ร้านเสื้อผ้า-ของที่ระลึก-ของฝากสไตล์พื้นเมืองเหนือที่ใส่ใจธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโรงแรมวีแกนแห่งแรกในประเทศไทย… Away Chiang Mai Thapae Resort -A Vegan Retreat

โซนที่ 2: ม่วนซื่นโฮแซว… ไปกับอีสานสุด COOL รวมร้านอาหารแซ่บๆ สไตล์อีสานวีแกน-แพลนต์เบส และมี Workshop พวงกุญแจปลาลุ่มน้ำโขง ย้อมคำแสด ผีตาโขน นอกจากนี้ยังมีแพคเกจโฮมสเตย์ เรียนรู้วิธีการทำผ้าฝ้ายธรรมชาติในสไตล์ของตัวเองกันที่จังหวัดเลย

โซนที่ 3: Universe of CENTRAL ภาคกลางคือศูนย์กลางความอร่อยที่ลงตัว รวมความใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบธรรมชาติตั้งแต่แหล่งที่มา สปาเกลือกังหันทอง มีบริการนวดผ่อนคลายด้วย “ดอกเกลือบริสุทธิ์” ผสมผสานสมุนไพรนานาชนิด

โซนที่ 4: หรรษาท้องทะเล… ตะวันออก เพลิดเพลินไปกับอาหารวีแกน-แพลนต์เบส พร้อมชมและช้อปร้านเสื้อผ้า-ของที่ระลึก-ของฝากสไตล์ ECO Print ใส่ใจธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด ที่จะยกชุมชนมาทำเมนู The Lost Recipe… ขนมข้าวเกรียบยาหน้า และตังเมกรอบ พร้อมชมวิธีการทำงอบใบจาก และนำเสนอแพ็คเกจโฮมสเตย์ในชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว

และโซนที่ 5: โซนสุดท้าย… หร่อยแรงส์… แหล่งใต้ รวมร้านอาหารใต้สไตล์วีแกน-แพลนต์เบส ร้านเสื้อผ้า-ของที่ระลึก-ของฝากสไตล์พี่บ่าวที่ใส่ใจธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Workshop เพ้นท์ไว้ใช้เอง จากพญาบาติก จังหวัดตรัง

นายบุญส่ง คุ้มบุญ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสถาบันอาหาร จะร่วมกันผลักดันให้ “ประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวกลุ่มวีแกน-แพลนต์เบส” โดยคาดหวังว่ากิจกรรม “เทศกาลท่องเที่ยวไทย เสน่ห์วีแกน แพลนต์เบส แบบยั่งยืน” ที่มีกำหนดจัดขึ้น วันที่ 26-28 ตุลาคม 2566 เวลา 11.00 – 21.00 น. ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร จะช่วยให้ผู้ประกอบการด้านอาหาร ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องเกิดการตื่นตัว เกิดการต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สามารถพัฒนาเมนูอาหารวีแกน-แพลนต์เบส เพื่อรองรับกลุ่มคนยุคใหม่ที่มีวิถีการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

-(016)

NSM คว้ารางวัล ‘Amarin Baby & Kids Awards 2023’ สาขาแหล่งเรียนรู้นอกบ้านสำหรับเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765525

NSM คว้ารางวัล ‘Amarin Baby & Kids Awards 2023’ สาขาแหล่งเรียนรู้นอกบ้านสำหรับเด็ก

NSM คว้ารางวัล ‘Amarin Baby & Kids Awards 2023’ สาขาแหล่งเรียนรู้นอกบ้านสำหรับเด็ก

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.54 น.

26 ตุลาคม 2566 ดร.นพรัตน์ เทพเทพา ผู้อำนวยการสำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล “Amarin Baby & Kids Awards 2023” จากบริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้งค์ แอนด์ พับลิชชิ่ง ที่มอบให้กับ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ของ อพวช. ในรางวัล Editor’s Choice สาขาแหล่งเรียนรู้นอกบ้านสำหรับเด็ก BEST KIDS OUTDOOR – LEARNING CENTER ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยด้านธรรมชาติวิทยาและวัสดุอุเทศของประเทศไทยและ กลุ่มประเทศอาเซียนใกล้เคียง พร้อมทั้ง เป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เติมเต็มความรู้และสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กทุกวัย ณ ห้อง Auditorium True Digital Park อาคาร Pegasus Building กรุงเทพฯ

-(016)

PIM สนับสนุนทุนการศึกษา ป.ตรี DEK67 ต้นแบบการเรียนไปทำงานไป มีรายได้ระหว่างเรียน สร้างคนมีอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765524

PIM สนับสนุนทุนการศึกษา ป.ตรี DEK67 ต้นแบบการเรียนไปทำงานไป มีรายได้ระหว่างเรียน  สร้างคนมีอาชีพ

PIM สนับสนุนทุนการศึกษา ป.ตรี DEK67 ต้นแบบการเรียนไปทำงานไป มีรายได้ระหว่างเรียน สร้างคนมีอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.51 น.

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สนับสนุนทุนการศึกษาป.ตรี #DEK67 ต้นแบบของการเรียนไปทำงานไป มีรายได้ระหว่างเรียน สร้างคนมีอาชีพ “เรียนแล้วเวิร์ค ทำงานแล้วเวิร์ค ที่พีไอเอ็ม”

การศึกษาคือรากฐานสำคัญ ที่ส่งเสริมศักยภาพและขีดความสามารถด้านต่างๆ ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายทุกช่วงชีวิต อีกทั้งการศึกษายังยกระดับคุณภาพชีวิตนำพาคนสู่อาชีพและมีรายได้ สถาบันอุดมศึกษาเป็นลำดับด่านท้ายที่สำคัญ ซึ่งทำให้ผู้เรียนหลังจบการศึกษามีอาชีพ มีงานทำ มีคุณลักษณะตรงตามที่สถานประกอบการยอมรับและต้องการ

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) จึงเล็งเห็นความสำคัญด้านการสร้างคนที่พร้อมทำงานได้ทันทีหลังจบการศึกษา ด้วยรูปแบบการเรียนการสอน Work-based Education การศึกษาที่มากกว่าการเรียนปกติในห้องเรียนแต่เพิ่มการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้น มีการเรียนทั้งทฤษฎีร่วมกับฝึกงานจริงในสถานประกอบการ และจากการที่ผู้เรียนได้สั่งสมประสบการณ์ตลอดการศึกษา จะส่งผลให้รู้ลึก รู้จริง ทำงานเป็น ค้นพบว่าถนัดสิ่งใดที่สุดและพัฒนาตัวเองได้ถูกทิศทาง ตลอดจนมีประตูสู่เส้นทางอาชีพได้รวดเร็ว

รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลา 16 ปี พีไอเอ็มสร้างคนด้วยรูปแบบ Work-based Education ซึ่งปัจจุบันเป็นต้นแบบของการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายยกระดับการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยการเตรียมความพร้อมทั้งวิชาการและภาคปฏิบัติด้านต่างๆ ให้กับผู้เรียนอย่างครบถ้วนก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน ให้มองอนาคตตั้งแต่ชั้นปีที่1 เสริมการเรียนรู้เฉพาะด้าน อัปเดตองค์ความรู้ใหม่ทันเทรนด์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมฝึกปฏิบัติงานทุกปีเพื่อให้เข้าใจหลักการทำงาน รับมือและจัดการกับปัญหา มีคอนเนกชันสำหรับงานในอนาคต โดยในบางสาขาวิชามีรายได้ระหว่างฝึกปฏิบัติงานอีกด้วย ทั้งยังช่วยทดสอบว่าตัวเองเหมาะกับเส้นทางอาชีพใดเปรียบเสมือนการประเมินตัวเองไปในตัว 

ขณะเดียวกันระหว่างเรียนเราติด “อาวุธ” ทางความรู้ และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสบการณ์ผ่านเวทีการประกวดต่างๆ ในระดับชาติและนานาชาติ แน่นอนว่า “อาวุธ” เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสร้างรายได้สร้างอาชีพในอนาคตที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจในประเทศ อีกทั้งได้รับการตอบรับที่ดีจากสถานประกอบการว่าสร้างบัณฑิตได้ตรงใจองค์กร

อีกทั้งพีไอเอ็มตระหนักถึงการเข้าถึงการศึกษาของทุกคนด้วยการสนับสนุน “ทุนการศึกษา” สำหรับปีการศึกษา 2567 กว่า 5,000 ทุน มอบโอกาสที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตและแบ่งเบาค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง โดยเฉพาะระดับปริญญาตรีทั้งหลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติมากถึง 30 หลักสูตร เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานหรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และในปีการศึกษา 2567 นี้นอกจากมีการรับตรงแล้ว จะเป็นปีแรกที่พีไอเอ็มได้เข้าระบบ TCAS เพื่อความครอบคลุมการรับสมัครและอำนวยความสะดวกผู้เรียนมากขึ้น” รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ กล่าวเสริม

พีไอเอ็มส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ให้พร้อมทำงาน ภายใต้คอนเซปท์ “Learn & Work เรียนแล้วเวิร์ค ทำงานแล้วเวิร์ค ที่พีไอเอ็ม” สำหรับนักเรียนวุฒิม.6 ปวช. ปวส. กศน. หรือเทียบเท่าขึ้นไป รวมถึงผู้ที่กำลังศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทุกชั้นปี ที่ต้องการมีความรู้ความสามารถและเก่งทักษะการทำงานไปพร้อมกัน ตอบรับผู้เรียน  ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยหลักสูตรหลากหลายทั้งหลักสูตรปกติ หลักสูตรออนไลน์ ที่ฝึกงาน 5-6 วัน เรียนออนไลน์ 1 วัน/สัปดาห์ เรียนจบรับปริญญาภายในระยะเวลาที่กำหนด ใน 2 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตแจ้งวัฒนะ หรือ วิทยาเขตอีอีซี จังหวัดชลบุรี

โดยมีทุนการศึกษาสูงสุดถึง 100% กว่า 4,000 ทุนสำหรับคณะบริหารธุรกิจและคณะการจัดการธุรกิจอาหาร เป็นทุนเรียนฟรี การันตีจบแล้วมีงานทำ มีเส้นทางการเติบโตในสายอาชีพชัดเจน และในคณะวิชาอื่นๆ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิทยาการจัดการ คณะการจัดการโลจิสติกส์และการคมนาคมขนส่ง คณะเกษตรนวัตและการจัดการ คณะศิลปศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะการจัดการการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ คณะพยาบาลศาสตร์ และวิทยาลัยนานาชาติ โดยทุกคนจะได้รับทุนการศึกษาส่วนลดค่าเทอมสูงสุดถึง 50%    

นอกจากนี้ในฐานะมหาวิทยาลัยที่มีเครือข่ายพันธมิตรทางการศึกษาจำนวนมากทั้งภาครัฐและเอกชน ในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางทั้งการแลกเปลี่ยนวิชาการ บุคลากร สถานที่ฝึกปฏิบัติงาน รวมถึงการสนับสนุนทุนการศึกษาจากสถานประกอบการที่มอบโอกาสการเรียนต่อ มีงานทำ และมีรายได้ อาทิ ทุนซีพี ออลล์ ทุนแม็คโคร ทุนโลตัส และอื่นๆจำนวนมาก ทั้งหมดเป็นมากกว่าการให้ทุนการศึกษา แต่ยังมองลึกลงไปเห็นศักยภาพของผู้เรียน โดยเชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนทุกมิติอย่างเต็มที่แล้วนั้น จะเติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งสามารถไปได้ไกลถึงระดับนานาชาติได้ ดังนั้นภารกิจของพีไอเอ็มยังคงดำเนินต่อไป โดยสร้างคนตามเป้าหมายให้มีความเชี่ยวชาญวิชาการและวิชาชีพ ในขณะเดียวกันส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รายละเอียดทุนการศึกษา

Website: https://www.pim.ac.th/archives/28665

สนใจสมัครเรียน

เข้ากลุ่ม LineOpenchat: #DEK67 Learn&Work PIM หรือคลิก https://www.pim.ac.th/dek67learnworkline   

กรอกข้อมูลสมัคร : https://www.pim.ac.th/dek67learnwork

ติดต่อสอบถาม

Tel. 02-855-0000/ 02-855-0360

Facebook: pimfanpage https://www.facebook.com/pimfanpage

Email: contactreg@pim.ac.th

สิ้น’มานพ อัศวเทพ’ดาราอาวุโสรุ่นใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/765688

สิ้น'มานพ อัศวเทพ'ดาราอาวุโสรุ่นใหญ่

สิ้น’มานพ อัศวเทพ’ดาราอาวุโสรุ่นใหญ่

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 12.03 น.

วันนี้ (28 ต.ค.66) เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. เพจ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ได้โพสต์ข้อความ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ด้วยการจากไปของ อามานพ อัศวเทพ รายละเอียดผมจะแจ้งให้ทราบอีกทีนะครับ

ล่าสุดเพจ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ได้โพสต์ข้อความระบุอีกว่า “แจ้งข่าว​ อามานพ อัศวเทพ วันนี้ เวลา 16:00 น รดน้ำศพ ที่วัดเจ้าอาม บางขุนนนท์ ตลิ่งชัน ขอเชิญเพื่อนพ้องคนในวงการบันเทิง รดน้ำ ที่วัดโดยพร้อมเพียงกันครับ”

สำหรับ “มานพ อัศวเทพ” มีชื่อจริงคือ วิริยะ จุลมกร ชื่อเล่น ยะ เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2480 (บางแหล่งระบุ พ.ศ.2477) จบการศึกษาจากโรงเรียนจ่าทหารเรือที่สัตหีบ รับราชการเป็นทหารเรืออยู่ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดและเป็นพลขับประจำตัวของจอมพลถนอม กิตติขจร โดยได้รับตำแห่น่งยศพันจ่าเอก

ก่อนเข้าสู่วงการโดยบังเอิญในปี พ.ศ.2505 ด้วยการพบกับ สนาน คราประยูร เจ้าของนครพิงค์ภาพยนตร์ ที่ร้านตัดผม โดยใช้ชื่อในวงการบันเทิงว่า นาวิน เทพโยธี ก่อนที่จะมีผลงานทางจอเงินครั้งแรกในปี พ.ศ. 2506 เรื่อง นางสมิงพราย ประกบกับ มิตร ชัยบัญชา และ ตรึงใจ วลัยลักษณ์ ต่อมาจึงได้รับบทเป็นพระเอกเต็มตัวเรื่องแรกในปี พ.ศ. 2507 คือ พิชิตทรชน คู่กับ อมรา อัศวนนท์ ต่อด้วย เพชรน้ำผึ้ง (2508), สุดแผ่นดิน (2510), หลั่งเลือดแดนสิงห์ (2512) ประกบกับ สมบัติ เมทะนี และ เพชรา เชาวราษฎร์ ขณะนั้นรับงานแสดงได้ไม่เต็มที่เพราะยังรับราชการเป็นทหารเรือไปด้วย 

จนกระทั่งหม่อมปริม ยุคล ณ อยุธยา (บุนนาค) ซึ่งเป็นหม่อมของ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ได้ติดต่อให้เป็นพระเอกภาพยนตร์ของของอัศวินภาพยนตร์เรื่อง ละครเร่ คู่กับ สุทิศา พัฒนุช ร่วมด้วยดาราใหม่ในสมัยนั้น คือ สายัณห์ จันทรวิบูลย์, จารุวรรณ ปัญโญภาส และ กนกวรรณ ด่านอุดม ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลชมเชยกำกับศิลป์ จากงานมหกรรมภาพยนตร์เอเชียแปซิฟิค ครั้งที่ 15 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ในปีเดียวกัน จากนั้นเขาได้เปลี่ยนชื่อในวงการเป็น มานพ อัศวเทพ จนถึงปัจจุบัน 

ต่อมาจึงมีผลงานตามมาอย่างต่อเนื่องทั้ง พระรอง และตัวร้าย จนได้รับรางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงประกอบชายจากเรื่อง เงาราหู ที่กำกับโดย เปี๊ยก โปสเตอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2519 

ชีวิตส่วนตัว สมรสกับสุนันท์ จุลมกร (กุ้ง) มีบุตรและบุตรีทั้งหมด 3 คน ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อ ปูทอง 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FBhin.fanclub%2Fposts%2Fpfbid0RM7VuDC8mW5uGQKESaWwsJYU9PoMTvBqLHQiuDdrAsem7Z1ums1hyFe1yzLiNTcRl&show_text=true&width=500