สายตรงทักษิณ ‘ภูมิธรรม’ เคลียร์ชัด ภาพ ‘นายกฯ’ จูบมือ ‘แพทองธาร ชินวัตร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562130

28 ต.ค. 2566

สายตรงทักษิณ ‘ภูมิธรรม’ เคลียร์ชัด ภาพ ‘นายกฯ’ จูบมือ ‘แพทองธาร ชินวัตร'

ภูมิธรรม แจงภาพ นายกฯ จูบมือ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ แค่แสดงความชื่นชมและให้เกียรติซึ่งกันและกัน เชื่อนำพาพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ยันไม่มีนัยยะส่งสัญญาณอยู่ไม่ครบ 4 ปี แต่ยอมรับความจริงว่าเหมาะสม ชี้หัวหน้าพรรคทุกคนมีโอกาส

ประชุมพรรคเพื่อไทยวาระเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ และเลือกกรรมการบริหารพรรค ทั้ง 23 ราย สิ้นสุดลงแล้วเมื่อค่ำวานนี้(27 ตุลาคม 2566) ด้วยเสียงสนับสนุน ให้ อุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ด้วยคะแนน 289 เสียงจากทั้งหมด 290 เสียง มีผลให้แกนนำพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมแสดงความยินดี หนึ่งในนั้นรวมถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ด้วยการจูบมือหัวหน้าพรรคฯ ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้างว่าสื่อความหมายทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สายตรงทักษิณ ชินวัตร กล่าวถึงกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ระบุภายหลังน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีต่อได้สบายๆ ว่า ไม่มีนัยอะไร แต่ถือเป็นความจริงที่มีความเหมาะสม และเมื่อขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว หัวหน้าพรรคทุกคนก็มีโอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้

สายตรงทักษิณ ‘ภูมิธรรม’ เคลียร์ชัด ภาพ ‘นายกฯ’ จูบมือ ‘แพทองธาร ชินวัตร'
สายตรงทักษิณ ‘ภูมิธรรม’ เคลียร์ชัด ภาพ ‘นายกฯ’ จูบมือ ‘แพทองธาร ชินวัตร'

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

โดยมองว่าความพร้อมของน.ส.แพทองธารมีครบถ้วน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีพูดเช่นนี้ ก็เป็นความจริงที่น.ส.แพทองธาร ก็มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ และทุกคนก็รู้สึกเช่นนั้น

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ส่วนการที่นายเศรษฐา ระบุว่า น.ส.แพทองธาร สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีต่อได้เป็นการส่งสัญญาณว่านายกรัฐมนตรีเศรษฐาจะอยู่ไม่ครบ 4 ปีหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า สามารถคิดได้หลายอย่าง อาจจะอยู่ครบ 4 ปีแล้วน.ส.แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรีต่อก็ได้ พร้อมย้ำน.ส.แพทองธารมีความพร้อม เมื่อได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ทั้งในด้านคุณสมบัติ ประสบการณ์ทำงาน การหาเสียง ทุกอย่างก็พร้อมหมด ทั้งนี้ไม่ถึงขั้นที่จะต้องแบ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนละ 2 ปี เพราะไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้น แต่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำงานมากกว่า

ส่วนภาพที่ปรากฏของนายเศรษฐาจูบมือ น.ส.แพทองธาร ตามธรรมเนียมต่างชาติ หลังได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นการส่งสัญญาณหรือส่งไม้ต่ออะไรหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า แล้วแต่จะตีความ แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงความชื่นชม และเคารพซึ่งกันและกัน ยืนยันไม่ได้มีนัยอะไร

สายตรงทักษิณ ‘ภูมิธรรม’ เคลียร์ชัด ภาพ ‘นายกฯ’ จูบมือ ‘แพทองธาร ชินวัตร'

ทั้งนี้ เมื่อน.ส.แพทองธารเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้วจะนำพาพรรคไปเป็นพรรคอันดับหนึ่งในใจประชาชนได้อย่างไรนั้น นายภูมิธรรม เชื่อว่า ด้วยความพร้อมและประสบการณ์ของน.ส.แพทองธาร มีมากกว่าคนอื่น ส่วนจะนำพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้หรือไม่นั้น นายภูมิธรรม ยืนยันว่า ทุกการเลือกตั้ง เราก็มั่นใจ อยู่ที่ความพร้อมของทุกฝ่าย และวันนี้เราก็พร้อมแล้วที่น.ส.แพทองธารจะมาเชื่อมต่อคนระหว่างวัย ให้สามารถทำงานได้มากขึ้น

สายตรงทักษิณ ‘ภูมิธรรม’ เคลียร์ชัด ภาพ ‘นายกฯ’ จูบมือ ‘แพทองธาร ชินวัตร'
สายตรงทักษิณ ‘ภูมิธรรม’ เคลียร์ชัด ภาพ ‘นายกฯ’ จูบมือ ‘แพทองธาร ชินวัตร'

‘โฆษกรัฐบาล’ วอนอย่าด่วนสรุปทางเลือก ‘แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต’ รอมติใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562132

28 ต.ค. 2566

'โฆษกรัฐบาล' วอนอย่าด่วนสรุปทางเลือก 'แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต' รอมติใหญ่

‘โฆษกรัฐบาล’ ป้อง ‘จุลพันธ์’ ถูกกระแสโจมตี ‘แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต’ ขอรอมติคณะกรรมการนโยบายฯก่อน ยืนยันรัฐบาลฟังเสียงรอบด้าน

นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสโจมตีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet 

โดยข้อสรุปที่ประชุมคณะอนุกรรมการดังกล่าว มีมติเสนออีก 3 ทางเลือก จากเดิมที่กำหนดให้แจกแบบถ้วนหน้าทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป จำนวนราว ๆ 56 ล้านคน เป็นเงินที่ต้องใช้รวม 560,000 ล้านบาท นั้น 
 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ทางเลือกที่เสนอมาใหม่ทั้ง 3 ข้อนั้น ไม่ใช่เป็นความเห็นหรือข้อเสนอส่วนตัวของนายจุลพันธ์แต่อย่างใด นายจุลพันธ์เพียงเป็นผู้รวบรวมมติจากที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ เพื่อนำไปเสนอต่อบอร์ดใหญ่คือ คณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet เท่านั้น เหตุไฉนจึงมีคนจับประเด็นคลาดเคลื่อน แล้วพยายามปั่นกระแสเป็นทำนองว่า นายจุลพันธ์พยายามจะหาทางบิดพลิ้วไปจากนโยบายแจกเงิน 10,000 บาทแบบถ้วนหน้าตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ เมื่อทางเลือกทั้ง 3 ข้อถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดใหญ่แล้ว ก็ยังไม่แน่ว่าที่ประชุมใหญ่จะเห็นด้วยกับทางเลือกข้อใดข้อหนึ่งหรือไม่ หรืออาจจะยังคงยืนยันในทางเลือกเดิม คือ แจกแบบถ้วนหน้าตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ก็เป็นได้ ดังนั้น จะต้องรอข้อสรุปจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายก่อน 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยัน  รัฐบาลนี้ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ด้วยการเปิดรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เห็นต่างอย่างรอบด้าน และเมื่อเป็นมติสุดท้ายจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายดังกล่าวก็ควรจะถือว่าเป็นข้อยุติ และรัฐบาลจะเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ออกมา

สำหรับ 3 ทางเลือกมีดังนี้ 
1) ให้เฉพาะกลุ่มที่เคยลงทะเบียนคนจน จำนวน 15-16 ล้านคน ต้องใช้งบประมาณราว 150,000-160,000 ล้านบาท
2) กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน จำนวน 43 ล้านคน ต้องใช้งบประมาณราว 430,000 ล้านบาท
3) กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน จำนวน 49 ล้านคน ต้องใช้งบประมาณราว 490,000 ล้านบาท 

ภาคีชาวไร่ยาสูบปลื้ม กมธ. คลัง ดันแก้ปัญหาราคาและอัตราภาษียาสูบ พร้อมเสนอ 4 แนวทางช่วยเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765707

ภาคีชาวไร่ยาสูบปลื้ม กมธ. คลัง ดันแก้ปัญหาราคาและอัตราภาษียาสูบ พร้อมเสนอ 4 แนวทางช่วยเกษตรกร

ภาคีชาวไร่ยาสูบปลื้ม กมธ. คลัง ดันแก้ปัญหาราคาและอัตราภาษียาสูบ พร้อมเสนอ 4 แนวทางช่วยเกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.17 น.

ภาคีชาวไร่ยาสูบปลื้ม กมธ. คลัง ดันแก้ปัญหาราคาและอัตราภาษียาสูบ พร้อมเสนอ 4 แนวทางช่วยเกษตรกร

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบประเทศไทย เผยภายหลังร่วมประชุมกับคณะกมธ. การคลัง เสนอ 4 แนวทางแก้ไขปัญหาราคายาสูบตกต่ำ ย้ำรัฐต้องปรับราคารับซื้อให้สอดคล้องกับต้นทุน แก้ไขอัตราภาษีให้เหมาะสม เร่งปราบบุหรี่เถื่อน และผลักดันทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อเป็นโอกาสให้ชาวไร่ ชี้ปัญหาเก่ายังไม่ทันแก้ วอนรัฐอย่าเพิ่มปัญหาใหม่จากการแบนส่วนประกอบ

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน โดยมีกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร การยาสูบแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ได้หารือเกี่ยวกับการศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหายาสูบและยาเส้นราคาตกต่ำ โดยตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบนาย กิตติทัศน์ ผาทอง กล่าวว่า

“ราคาการรับซื้อใบยาสูบไม่มีการปรับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจมากว่า 10 ปีแล้ว สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 หรือกว่า 12 บาทต่อกิโลกรัม ชาวไร่ยาสูบ โดยเฉพาะผู้ปลูกพันธุ์เวอร์จิเนียในภาคเหนือต้องแบกรับค่าปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย น้ำมัน เชื้อเพลิงจากไฟฟ้าและฟืน รวมถึงแรงงาน ที่กลายเป็นตัวเลขรายได้ที่ลดลงทุก ๆ ปี และพวกเราก็ยังโดนตัดโควตากว่าร้อยละ 50 ติดต่อกัน 6 ปีด้วย สถานการณ์ก็ไม่มีวี่แววที่จะดีขึ้นทั้งจากเรื่องภาษีและบุหรี่เถื่อนที่ถาโถมเข้ามา ดังนั้น การปรับราคารับซื้อให้คุ้มค่ากับต้นทุนในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด และทุกอย่างจะเกิดได้หากผู้รับซื้ออย่างการยาสูบฯ สามารถสร้างรายได้จากภาษีในอัตราที่เหมาะสม”

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ จึงยื่น 4 ข้อเสนอ แก่คณะกรรมาธิการฯ 1) ร้องขอให้ผลักดันเรื่องการปรับขึ้นราคาใบยาสูบให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น 2) เร่งปรับให้เกิดอัตราที่เหมาะสมตามที่กระทรวงการคลังทำการศึกษาไว้ และไม่ขึ้นราคาสวนสภาพเศรษฐกิจ 3) ปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง จัดให้บุหรี่เถื่อนเป็นสินค้าเกษตรสำเร็จรูปลักลอบ และ 4) เสนอพิจารณาเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้การยาสูบฯ ใช้ประโยชน์จากใบยาสูบในประเทศผลิตนิโคตินทางการแพทย์ หรือใช้ใบยาเป็นส่วนประกอบของบุหรี่ไฟฟ้า และนำรายได้มาช่วยเกษตรกร

นอกจากนี้ ตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงสาธารณสุข “ห้ามเติมสารปรุงแต่งในบุหรี่”​ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติแล้ว​ ขณะนี้กำลังรอเสนอต่อครม.​ ว่ายังเป็นร่างที่มีปัญหา มีการเลี่ยงบาลี ซึ่งอาจตีความได้ว่าไม่ให้เติมส่วนประกอบใด ๆ เลย เป็นสัญญาณที่ไม่ดี อาจทำลายอาชีพของชาวไร่ยาสูบทั้งประเทศ เพราะการบริโภคทั้งหมดคงไปอยู่ที่สินค้าทดแทน สินค้าผิดกฎหมายทั้งหมด จึงขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาจุดสมดุลและเห็นใจชาวไร่ยาสูบด้วย

โดยทาง คณะกมธ. และ สส. จากพื้นที่ปลูกยาสูบทั้งภาคเหนือและภาคอีสานได้มีการสอบถามความเห็นจากทั้งกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร และการยาสูบฯ ถึงประเด็นปัญหาต่าง ๆ อีกทั้งให้เวลาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1 เดือน เพื่อกลับมานำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาและข้อเรียกร้องของชาวไร่ยาสูบกับคณะกรรมาธิการอีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณคณะกมธ. และสมาชิกผู้แทนราษฎรในพื้นที่ยาสูบทั่วไทยที่ช่วยทำให้ปัญหาของชาวไร่ยาสูบถูกตีแผ่ในวงกว้าง เพราะเราเหมือนเกษตรกรที่ตกสำรวจ จะออกไปเรียกร้องผ่านแบบเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่นก็ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพดูแล การได้เข้าร่วมประชุมให้ข้อมูลกับคณะกมธ. การเงิน การคลังฯ ในวันนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความหวังให้ชาวไร่ยาสูบได้มีกำลังใจในการประกอบอาชีพต่อไปในฤดูกาลปลูกประจำปีที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

‘บังกี้’จับมือ‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ‘ถั่วเหลือง’ด้วยบล็อกเชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765692

‘บังกี้’จับมือ‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ‘ถั่วเหลือง’ด้วยบล็อกเชน

‘บังกี้’จับมือ‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ‘ถั่วเหลือง’ด้วยบล็อกเชน

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.10 น.

‘บังกี้’จับมือ‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ ประกาศยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ‘ถั่วเหลือง’ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน มาจากแหล่งที่ไม่ตัดไม้ทำลายป่า 

บริษัท บังกี้  จำกัด (BUNGE) และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบหลักอาหารสัตว์ ให้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) บูรณาการร่วมกันพัฒนาและเชื่อมต่อระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาถั่วเหลืองและวัตถุดิบจากถั่วเหลืองที่มาจากแหล่งที่ไม่ตัดไม้ทำลายป่า และเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมวัตถุดิบทางการเกษตรที่จัดหาในประเทศบราซิลโดยบังกี้ สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ซีพีเอฟในประเทศไทย และกิจการในต่างประเทศ ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานอาหารของซีพีเอฟทั่วโลกที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

ในพิธีลงนาม นายไพศาล เครือวงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรุงเทพโปรดิ๊วส และนายฮูลิโอ จาเวียร์ การ์รอส ประธานบริหารร่วม ธุรกิจการเกษตร ประจำ เซา เปาโล บังกี้ เซ็นต์ลงนาม โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เป็นสักขีพยาน พร้อมกับ นายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิศวกรรมกลาง ซีพีเอฟ และคริสโตส ดิโมพูโลส ประธานบริหารร่วม ธุรกิจการเกษตร ประจำ เจนีวา บังกี้ ณ ซีพี ทาวเวอร์ สีลม กรุงเทพ

 บังกี้ และ กรุงเทพโปรดิ๊วส จะร่วมกันบูรณาการข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล และเชื่อมต่อการตรวจสอบข้อมูลด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อสร้างความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูลจากระบบการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของถั่วเหลือง ตั้งแต่การเพาะปลูก จนถึงปลายทางโรงงานอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั่วโลกว่าห่วงโซ่อุปทานอาหารซีพีเอฟไม่บุกรุกทำลายป่า

นายไพศาล เครือวงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสของระบบตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานอาหารของซีพีเอฟได้มากยิ่งขึ้น ความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้าให้กับผู้บริโภคทั่วโลก สอดคล้องกับความมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ในปี พ.ศ. 2593 (Net-Zero : 2050)

“บริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตร รวมถึงถั่วเหลืองจากทั่วโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้บริษัทฯ สามารถตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ถึงแหล่งปลูกที่ไม่บุกรุกป่า หรือตัดไม้ทำลายป่า” นายไพศาลกล่าว

“บังกี้ ต้องการเป็นพันธมิตรที่ส่งมอบวัตถุดิบหลักทางการเกษตรที่ยั่งยืน  ความร่วมมือกับ กรุงเทพโปรดิ๊วส ในครั้งนี้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของบริษัทที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยยกระดับห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ยั่งยืน  ที่ผ่านมาบริษัทฯ สร้างระบบการประเมินคู่ค้าธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยเพิ่มความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานให้สูงขึ้น”  โรสซาโน ดิ อันเจลิส จูเนียร รองประธานฝ่ายธุรกิจการเกษตรเขตอเมริกาใต้ บังกี้ กล่าว

ระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาถั่วเหลืองของบังกี้ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกในทวีปอเมริกาใต้ มากกว่า 16,000 แห่ง หรือ ประมาณ 20 ล้านเฮกตาร์ ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมที่ล้ำสมัย สามารถระบุและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการปลูกถั่วเหลืองในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทฯ สามารถตรวจสอบย้อนกลับถั่วเหลืองที่จัดหาในทางตรงและทางอ้อมในบราซิลได้อย่างครบถ้วนภายในปี 2525 (พ.ศ.2568)  ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ร้อยละ 97 ของปริมาณถั่วเหลืองที่จัดหาจากพื้นที่เสี่ยงของบังกี้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในการใช้ที่ดิน ความร่วมมือของบริษัทชั้นนำระดับโลกจะเสริมสร้างศักยภาพ และมาตรฐานความโปร่งใสในการจัดหาถั่วเหลืองจากประเทศบราซิลเป็นไปตามหลักสากล เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

นอกจากนี้ บังกี้และกรุงเทพโปรดิ๊วส ยังมุ่งมั่นบูรณาการความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานการจัดหาถั่วเหลืองอย่างต่อเนื่อง เช่น การถ่ายโอนและแสดงผลข้อมูลบนระบบแบบเรียลไทม์ การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของถั่วเหลือง การยกระดับการจัดหาสู่รูปแบบ Segregation ตลอดจนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนในการจัดหาถั่วเหลืองที่รับผิดชอบ เช่น Round Table on Responsible Soy (RTRS) และ International Sustainability & Carbon Certification (ISCC)

วังบางขุนพรหม วังเจ้านายชั้นสูงที่ยังมีมนตรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765599

วังบางขุนพรหม วังเจ้านายชั้นสูงที่ยังมีมนตรา

วังบางขุนพรหม วังเจ้านายชั้นสูงที่ยังมีมนตรา

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

วังบางขุนพรหมผ่านเหตุการณ์การเมืองมามากมาย แต่ความงดงามของวังแห่งนี้ยังคงมีอยู่โดยสมบูรณ์ ในอดีตเคยเป็นที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทุกคนของหน่วยงานจึงหวงแหนมาก และช่วยกันบำรุงรักษา ขอเชิญชวนคนไทยทุกคนเข้ามาสัมผัสความงามของวัง แล้วช่วยกันทำนุบำรุงวังแห่งนี้ให้งดงามตลอดไป 

ไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ชวนคุณไปชมความงาม และรับทราบประวัติศาสตร์แบบกระชับของวังบางขุนพรหม จาก คุณสุมัยวดี เมฆสุตผู้ช่วยผู้อำนวยการ (ควบ) งานบริหารคลังวัตถุพิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

● เรียนถามครับ วังบางขุนพรหมเริ่มก่อสร้างเมื่อไร แล้วเสร็จปีไหนครับ

คุณสุมัยวดี : ขออนุญาตปูพื้นให้ทราบว่าธรรมเนียมการพระราชทานวังแด่พระราชโอรสองค์สำคัญนั้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระราชทานวังที่สร้างเสร็จแล้วให้ แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนเป็นพระราชทานที่ดินก่อน แล้วจึงสร้างวังในภายหลัง เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินในเขตพระนครเก็บสะสมไว้เพราะในสมัยนั้นราคาที่ดินยังไม่สูงมากนัก แล้วพระราชทานพระราชโอรสที่ทรงผ่านพระราชพิธีโสกันต์ สำหรับวังบางขุนพรหมคือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต วังแห่งนี้มีพระตำหนักสององค์คือตำหนักใหญ่ และตำหนักสมเด็จ (สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) พื้นที่ทั้งหมด 33 ไร่ พระตำหนักใหญ่เริ่มก่อสร้างปี 2444 ใช้เวลา 5 ปี ทำพระพิธีเปิดพระตำหนักใหม่ วันที่ 28 ธันวาคม 2449 การออกแบบพระตำหนักอยู่ในความรับผิดชอบของ คาร์ล ซันเดรคซกี กับเปาโล เรเมดี และมีมารีโอ ตามัญโญ เป็นผู้ช่วย แต่ภายหลัง ตามัญโญ ก็เข้ามารับผิดชอบด้านการออกแบบ โดยมี คาร์โล อันเลกรี ดูแลด้านวิศวกรรม อาณาเขตของวังบางขุนพรหม ทิศตะวันออกจรดถนนสามเสน ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศเหนือจรดวังเทเวศร์ ทิศใต้จรดสะพานพระราม 8 สมัยก่อนคือ ถนนท่าเกษม เป็นท่าน้ำสำคัญแห่งหนึ่งของย่านนี้นับถึงปัจจุบันวังบางขุนพรหมมีอายุ 117 ปีแล้ว นอกจากพระตำหนักใหญ่ แล้วยังมีตำหนักสมเด็จ ที่ทรงสร้างถวายพระราชมารดาของพระองค์ท่าน ตำหนักสมเด็จสร้างหลังจากพระตำหนักใหญ่สร้างเสร็จแล้วประมาณ 10 ปี คือหลังจากสมเด็จพระปิยมหาราช เสด็จสวรรคตในปี 2453 สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ทรงกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 6 เพื่อทรงขอไปประทับที่วังบางขุนพรหมกับพระราชโอรส ซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมโบราณ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลก่อนเสด็จสวรรคต บรรดาพระมเหสีเทวี พระอัครราชเทวี พระราชชายา และเจ้าจอม หม่อมห้ามทั้งหลายก็จะกราบบังคมทูลลาขอพระบรมราชานุญาตออกไปประทับหรืออยู่นอกวังหลวง ตำหนักสมเด็จเริ่มก่อสร้างในปี 2454 แล้วเสร็จในปี 2456 ตำหนักสมเด็จถือเป็นเขตฝ่ายในของวังบางขุนพรหม

● ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างพระตำหนักใหญ่กับตำหนักสมเด็จ คืออะไรครับ นอกจากขนาดของตำหนัก

คุณสุมัยวดี : พระตำหนักใหญ่เป็นแบบบาโรก ลวดลายประดับตกแต่งเป็นศิลปะผสมผสานแบบรอคโกโคอาร์ต นูโว และบาโรก ที่สอดประสานอย่างลงตัวพระตำหนักใหญ่มีเอกลักษณ์พิเศษคือหลังคาทรงมังซาร์ คือหลังคาสองชั้นซ้อนกัน ความลาดของหลังคาแต่ละชั้นไม่เท่ากัน หลังคาชั้นล่างมีหน้าต่างเล็กๆ เรียกว่า ดอร์เมอร์ ยื่นออกมาโดยมีระยะห่างเท่าๆ กัน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ พระตำหนักใหญ่ด้านทิศใต้จะเป็นเส้นโค้งเส้นเว้าเหมือนคลื่น ซึ่งบ่งบอกศิลปะบาโรกชัดเจน ส่วนลวดลายปูนปั้นต่างๆ ที่ประดับตัวพระตำหนักใหญ่งดงามมาก เป็นลวดลายพรรณพฤกษา เปลือกหอย ผลไม้ และตัวอักษรซีที่บิดไปมาอย่างกลมกลืน และมีเสาเกลียว รวมถึงหัวเสาในบางแห่งก็เป็นแบบไอโอนิกส่วนตำหนักสมเด็จสร้างในแบบสถาปัตยกรรมแบบชนบทของเยอรมนี ผู้ออกแบบคือ คาร์ล ดอร์ริง สถาปนิกผู้ออกแบบสร้างพระราชวังบ้านปืน จังหวัดเพชรบุรี ดังนั้นหลายคนเมื่อเห็นตำหนักสมเด็จ ที่เคยเห็นวังบ้านปืนมาก่อนจะบอกตรงกันว่ามีความคล้ายคลึงกันมากตำหนักสมเด็จไม่มีรายละเอียดตกแต่งอลังการเท่าพระตำหนักใหญ่ เน้นความเรียบง่าย ทั้งนี้ ตำหนักสมเด็จในสมัยหนึ่งถูกใช้เป็น University of Bang Khun Prom Palace หรือมหาวิทยาลัยวังบางขุนพรหม เป็นที่เล่าเรียนของเหล่าเจ้านายชั้นสูงฝ่ายสตรี

● ห้องที่เรากำลังใช้สนทนาเพื่อบันทึกเทปรายการทีวี ในสมัยก่อนคือห้องอะไรครับ

คุณสุมัยวดี : ห้องเสวยค่ะ เป็นห้องขนาดใหญ่พระตำหนักใหญ่มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือมีโถงตรงกลางเพื่อแบ่งพื้นที่พระตำหนักออกจากกันชัดเจนแบ่งเป็นปีกทิศเหนือ ทิศใต้ ชั้นล่างของปีกทิศใต้เป็นส่วนสำหรับรับแขกที่เป็นข้าราชบริพาร ข้าราชการ และมีห้องทรงพระอักษร ส่วนด้านที่เราคุยกันเป็นห้องเสวย ติดๆ กันก็เป็นห้องเตรียมเครื่องเสวย ส่วนชั้นบนเหนือที่เรานั่ง คือห้องประทับทรงสบาย และข้างๆ คือห้องเสวยส่วนพระองค์ ห้องบรรทม ห้องสรง และห้องแต่งพระองค์ ชั้นบนของด้านทิศใต้คือห้องรับแขก ระดับพระบรมวงศานุวงศ์ และห้องพิธีการของวัง ห้องที่สำคัญคือห้องสีชมพู ได้รับการกล่าวขานว่าสวยที่สุดในพระตำหนักใหญ่ และห้องสีน้ำเงิน ใช้สำหรับทรงประกอบพิธีการต่างๆ เมื่อสังเกตรายละเอียดของห้องชั้นบนกับชั้นล่างจะพบความแตกต่างกันชัดเจน บ่งบอกได้ว่าเป็นการออกแบบที่เน้นความต่างแต่ลงตัว ถือเป็นความชาญฉลาดอันแยบยลของผู้ออกแบบ และบ่งบอกรสนิยมของผู้ทรงเป็นเจ้าของพระตำหนักได้ดี

● เมื่อแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาใช้พระตำหนักเป็นที่ทำการ ใช้ส่วนไหนบ้างครับ  

คุณสุมัยวดี : ขอเล่าย้อนประวัติจะได้เชื่อมต่อได้ว่าเหตุใดเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว สถานภาพของวังเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าก็ได้กลายเป็นที่ราชพัสดุกรมธนารักษ์ ในสมัยนั้นรัฐบาลได้มอบให้หน่วยงานต่างๆ เข้าไปใช้ที่ของวังต่างๆ เจ้านายชั้นสูง ส่วนวังบางขุนพรหมมีหลายหน่วยงานเข้ามาใช้ เช่น กรมยุวชนทหารบก กรมยุทธนาการทหารบก สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธสมาคม และราชบัณฑิตฯ เนื่องจากพระตำหนักใหญ่มีห้องมากมาย จึงถูกใช้เป็นที่ทำการของหลายหน่วยงาน ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้จะจบลงในปี 2487 ตอนนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยมีที่ทำการอยู่ที่ธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ที่สี่พระยา เมื่อสงครามจบลงธนาคารแห่งประเทศไทยก็คืนที่ทำการเดิมที่เช่าจากธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ แล้วมาเช่าที่วังบางขุนพรหม จนกระทั่งเกิดความคิดว่าจะต้องมีที่ทำการถาวร จนเมื่อปี 2502 ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแล้วเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะมีที่ทำการเป็นหลักเป็นฐาน และมีความสมฐานะของหน่วยงานที่ดูแลด้านการเงินของแผ่นดิน จึงมีความเห็นร่วมกันว่า ฐานานุรูปของวังบางขุนพรหมเหมาะสมกับที่ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีข้อตกลงชัดเจนว่าแลกเปลี่ยนสถานที่กับกรมประชาสัมพันธ์ โดยกรมประชาสัมพันธ์ต้องการได้ที่ของบ้านมนังคศิลา แต่กรมประชาสัมพันธ์มีเงินไม่พอซื้อต่อจากธนาคารแห่งเอเชียดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจ่ายเงินซื้อบ้านมนังคศิลาให้แล้วแลกเปลี่ยนกับวังบางขุนพรหม เน้นว่าการตกลงในครั้งนั้นมีเอกสารสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรสมบูรณ์ แล้วจากนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ใช้พื้นที่ของวังแห่งนี้ในกิจการสำคัญต่างๆ เช่น ห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ของเงินตราของไทย สำนักผู้ว่าการธนาคารฯ ห้องขายพันธบัตรรัฐบาล โดยบางหน่วยงานก็ใช้พื้นที่ของตำหนักสมเด็จด้วย และยังมีหน่วยงานบางหน่วยอยู่ในวังหลวง คือที่หอรัษฎากรพิพัฒน์ ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในกาลต่อมาเพื่อเจ้าหน้าที่ของธนาคารฯ มีจำนวนมากขึ้น จำเป็นต้องก่อสร้างอาคารที่ทำงานเพิ่มเติมก็จึงย้ายหน่วยงานต่างๆ ออกไปอยู่ในอาคารใหม่ แล้วเปลี่ยนพระตำหนักใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคทศวรรษ 2530 โดยพยายามรักษาให้วังแห่งนี้มีความงดงามสมฐานะของที่ประทับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง และสมฐานะของอดีตที่ทำการธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่ธนาคารฯ รักและหวงแหนวังบางขุนพรหมมาก ใครเห็นตรงไหนชำรุดทรุดโทรมหรือมีความเสียหายตรงจุดใดจุดหนึ่งก็จะรีบแจ้งหน่วยงานที่ดูแลรักษาวังให้เข้าไปซ่อมบำรุงโดยทันที

● ความงดงามมากที่สุดของวังบางขุนพรหมคืออะไร ดูจากตรงไหนครับ

คุณสุมัยวดี : ที่งดงามจนโดดเด่นที่สุดคือลวดลายปูนปั้นประดับพระตำหนักทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะลวดลายปูนปั้นที่สามารถอธิบายถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่ผสมผสานกันได้ลงตัวมากที่สุด โดยเฉพาะศิลปะแบบบาโรกที่มีผลไม้ประกอบ เช่นที่มุขด้านหน้า และมีริบบิ้นประดับกระเช้าผลไม้ มีผลไม้นานาชนิด ส่วนลวดลายต่างๆ ที่ประกอบก็ราวกับของจริง เพราะเป็นสามมิติ งดงามอ่อนช้อยมาก สิ่งเหล่านี้เราต้องดูแลและซ่อมบูรณะตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้เสียหาย แต่เราเน้นว่าส่วนที่ซ่อมก็ต้องซ่อมให้ดีที่สุด ส่วนที่เหลืออยู่ก็ต้องพยายามรักษาไว้ให้อยู่ให้นานที่สุด แน่นอนว่างานฝีมือยุคเก่าย่อมประณีตบรรจงกว่างานฝีมือของช่างยุคใหม่ แต่เราก็ต้องพยายามทำให้เหมือนเดิมให้มากที่สุด

● ห้องที่ประทับสมัยที่กรมพระนครสวรรค์วรพินิตประทับ ในยุคนี้เป็นห้องแสดงอะไรครับ

คุณสุมัยวดี : ปัจจุบันยังปล่อยเป็นพื้นที่โล่ง แต่การตกแต่งภายในก็ยังคงแบบเดิม ส่วนห้องอื่นๆ เช่น ห้องประทับทรงสบาย ห้องเสวย ห้องเตรียมเครื่องเสวย ก็ยังไม่ได้จัดแสดงอะไร แต่เราก็จะบอกเล่าให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯ ทราบว่าเคยเป็นห้องอะไรมาก่อน อย่างห้องประทับทรงสบายนั้น ตามภาพเก่าคือห้องที่ประทับนั่งกับพื้น และมีโต๊ะกลมเล็กๆ หรือโต๊ะครึ่งวงกลมติดผนัง ในห้องนี้ใช้เป็นที่ทรงซอ ในยามทรงพักผ่อนพระอิริยาบถ สบายพระอารมณ์ และยังเป็นห้องหัดดนตรีไทยให้มหาดเล็กด้วย นอกจากดนตรีไทยแล้ว พระองค์ท่านยังทรงพระปรีชาสามารถดนตรีสากลด้วย ทรงเรียบเรียงเสียงประสานด้วยพระองค์เอง 

● พระองค์ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน ทั้งดนตรีไทย ดนตรีสากล การทหาร การปลูกกล้วยไม้ การแปลหนังสือ 

คุณสุมัยวดี : จริงค่ะ ทรงมีพระอัจฉริยภาพหลายด้านเมื่อครั้งที่เสด็จไปประทับ ณ เมืองบันดุง อินโดนีเซีย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 พระองค์ท่านไม่เสพข่าวการเมืองไทยอีกเลย แต่ทรงดนตรี ทรงพระนิพนธ์เพลงทรงเขียนจดหมายถึงบ้านพาทยโกศลเป็นประจำ และทรงแปลหนังสือภาษาต่างประเทศ 

● ผมเคยไปที่พระตำหนักปะเสบัน เมืองบันดุงโดยพาผู้อ่านแนวหน้าไปเที่ยว ยังได้พูดคุยกับลูกหลานนางข้าหลวงที่ตามเสด็จไปถวายงานที่บันดุงด้วยนางข้าหลวงคือนางกระบะ นิลวงศ์ ปัจจุบันเหลือแต่ลูกหลานที่เป็นชาวบันดุงไปแล้ว แต่เขายังมาหาญาติที่เมืองไทยเป็นระยะๆ

คุณสุมัยวดี : ใช่ค่ะ มีนางข้าหลวงตามไปถวายงานด้วย ส่วนพระตำหนักที่บันดุงนั้น มีสามหลัง ปัจจุบันตำหนักประเสบันใช้เป็นโรงเรียนอนุบาล ตำหนักดาหาปาตีใช้เป็นร้านอาหาร และบางตำหนักถูกไฟไหม้ บางตำหนักกลายเป็นบ้านของคหบดี 

● ตำหนักดาหาปาตีที่เป็นร้านอาหารในปัจจุบันยังมีลูกหลานนางกระบะดูแลอยู่ เมื่อเราบอกว่าเป็นคนไทย เขาดีใจมาก พาเราไปชมหลังร้าน แสดงให้เห็นประวัติความเกี่ยวพันสมัยกรมพระนครสวรรค์วรพินิตเมื่อครั้งทรงมีพระชนม์ แล้วแสดง family tree ของราชสกุลบริพัตรด้วย น่าสนใจมาก

คุณสุมัยวดี : ใช่ค่ะ วันที่พี่และคณะไปเก็บข้อมูลเรื่องนี้ เขาก็พาเราไปหลังร้านของเขา แล้วอธิบายเรื่องราวให้ฟัง พระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ ณ บันดุง 18 มกราคม 2487 ที่ตำหนักประเสบัน 

● กลับมาเรียนถามว่า ผู้ประสงค์เข้าชมวังบางขุนพรหม ต้องทำอย่างไรครับ

คุณสุมัยวดี : พื้นที่จัดแสดงของพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็น 2 ส่วนค่ะ คือศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่บริเวณใกล้ตัวสะพานพระราม 8 ที่นั่นเปิดให้ใช้เวลา 09.30-20.00 น. ปิดเฉพาะวันจันทร์ ส่วนพระตำหนักใหญ่ และตำหนักสมเด็จ เปิดให้จองการเข้าชมโดยผ่าน www.botlc.go.th เปิดรับคณะละ 40 คน เข้าชมได้เวลา 10.00-16.30 น. เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ค่ะ ผู้ประสงค์จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่พระตำหนักใหญ่ และตำหนักสมเด็จต้องจองคิวก่อนค่ะ ขอเชิญเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยนะคะ มาช่วยกันชื่นชมและบำรุงรักษาโบราณสถานสำคัญของชาติไทยของเราด้วยกันค่ะ 

คุณสามารถรับชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการที่ให้ทั้งสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น. ทางโทรทัศน์ NBT ช่องหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

เครือซีพี-ซีพีเอฟ สนับสนุน โครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ สร้างโอกาสการเรียนรู้ สู่การพัฒนาสังคม ชูแนวคิด‘เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765588

เครือซีพี-ซีพีเอฟ สนับสนุน โครงการสานใจไทย สู่ใจใต้  สร้างโอกาสการเรียนรู้ สู่การพัฒนาสังคม  ชูแนวคิด‘เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน’

เครือซีพี-ซีพีเอฟ สนับสนุน โครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ สร้างโอกาสการเรียนรู้ สู่การพัฒนาสังคม ชูแนวคิด‘เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน’

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” รุ่นที่ 41 โครงการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวอุปถัมภ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวอุปถัมภ์และชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม ทำให้เยาวชนได้รับประสบการณ์ตรง และมีความเข้าใจบริบทของสังคมประเทศไทยมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัวอุปถัมภ์ กับครอบครัวเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ สโมสรทหารบก (ส่วนกลาง) วิภาวดี กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ประธานในพิธีกล่าวในพิธีเปิดกิจกรรมว่า แม้ห้วงกิจกรรมของโครงการ“สานใจไทย สู่ใจใต้” จะมีระยะเวลาสั้น แต่นับเป็นช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด ขอให้เยาวชนเก็บเกี่ยวความรู้ และประสบการณ์ครั้งนี้เอาไว้ เพื่อนำกลับไปต่อยอดพัฒนาตนเอง และถือเป็นโอกาสทางด้านการศึกษาต่อในอนาคตของน้องๆ อีกด้วย ท้ายนี้ขอฝากสำนวนโบราณไว้ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ขอให้น้องๆ ไม่ละทิ้งความพยายาม เพราะความพยายามจะนำพาความสำเร็จมาให้เรา”

โอกาสนี้ ซีพี-ซีพีเอฟ โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ได้สนับสนุนการจัดโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” รุ่น 41 ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์อาหาร ไข่ไก่สดซีพี และข้าวตราฉัตร ต่อเนื่องเป็นปีที่ 18แก่เยาวชนและพี่เลี้ยงรวม 350 คน เพื่อนำไปบริโภคตลอดช่วงเวลาที่พักอาศัยกับครอบครัวอุปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-27 ตุลาคม 2566 ซึ่งตลอดระยะเวลาของการจัดกิจกรรมเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ จะได้ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ทักษะอาชีพ และได้พัฒนาทัศนคติแนวคิด สู่การพัฒนาตนเองและครอบครัว เพื่อเป็นคนดีของสังคม

ตลอดระยะเวลา 18 ปี ของโครงการ “สานใจไทย สู่ ใจใต้” ที่เกิดขึ้นโดยดำริ ของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ซีพีและซีพีเอฟ โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ มอบผลิตภัณฑ์อาหารมาตั้งแต่โครงการรุ่นที่ 17-41เป็นมูลค่ารวมกว่า 1,800,000 บาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนรู้วิถีชีวิตร่วมกันของเยาวชนชายแดนใต้ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อพัฒนาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความสงบร่มเย็นสู่ความสมานฉันท์ในสังคมไทยต่อไปในอนาคต

พิธีเปิดโครงการฯ มี อารีย์ วงศ์อารยะ รองประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” พลเอกประดิษฐ์ บุญเกิด เลขาธิการมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พลเอกนินนาท เบี้ยวไข่มุข กรรมการอำนวยการมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” สมพันธ์ จารุมิลินทรองประธานกรรมการบริหารบริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ปจำกัด และ จอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหารสำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา ครอบครัวอุปถัมภ์เยาวชนโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 41 และครูพี่เลี้ยง เข้าร่วมมากกว่า 350 คน

ส่อง‘นวัตกรรมคาร์บอนตํ่า’ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว โดย 3 ธุรกิจระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765595

ส่อง‘นวัตกรรมคาร์บอนตํ่า’ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว โดย 3 ธุรกิจระดับโลก

ส่อง‘นวัตกรรมคาร์บอนตํ่า’ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว โดย 3 ธุรกิจระดับโลก

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มร.ฮิโรกิ นาคาจิม่า

ท่ามกลางกระแสรักษ์โลก ที่ทุกภาคส่วนในสังคมกำลังมุ่งมั่นเดินหน้าไปสู่การสร้าง “สังคมคาร์บอนต่ำ” มีหลายธุรกิจชั้นนำระดับโลกที่พัฒนานวัตกรรมคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นจริงแล้ว และนำมาแบ่งปันแนวคิดพร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนมาร่วมก้าวไปพร้อมกัน ในงาน ESG Symposium 2023 : ร่วม เร่ง เปลี่ยนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เมื่อไม่นานนี้

เริ่มที่ ขนส่งและเดินทางด้วย “รถประหยัดพลังงาน (Green Logistic)” ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคของความเป็นกลางทางคาร์บอน และมีความต้องการที่ต้องเปลี่ยนยานยนต์ทุกคันเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ BEV และพลังงานสะอาด ซึ่งในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของภาครัฐ

มร.ฮิโรกิ นาคาจิม่า กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (CJPT) และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนไม่ใช่สิ่งที่บริษัทเดียวจะทำได้โดยลำพัง จึงได้มีการริเริ่มความร่วมมือกับระหว่างบริษัทรถยนต์เชิงพาณิชย์ในประเทศญี่ปุ่นและได้ก่อตั้งบริษัทภายใต้ชื่อ “Commercial Japan Partnership Technologies Corporation หรือ CJPT” เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถที่มีเทคโนโลยีหลากหลาย รวมถึงรถจากพลังงานสะอาด และรถที่มีคาร์บอนต่ำ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการขนส่ง โดยได้ขยายความร่วมมือดังกล่าวมายังประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับโลก “Detroit of Asia” สำหรับรถยนต์เชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ มร.นาคาจิม่า ยังได้เปิดเผยถึงความร่วมมือที่บริษัท CJPT มีความร่วมมือกับกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และเอสซีจี เพื่อผลักดันให้ไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการพัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงาน ทั้งการผลิตพลังงานไฮโดรเจนจากชีวมวล และอาหารเหลือทิ้ง รวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานน้ำ ด้านการใช้ข้อมูล (Big Data) และโครงสร้างพื้นฐานด้านการโทรคมนาคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ และด้านการเดินทาง โดยการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย ได้แก่ รถพลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด (HEVs) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า(BEVs) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEVs) รวมถึงยานยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน ซึ่งสอดคล้องกับด้านพลังงานลูกค้า รวมทั้งรูปแบบที่เหมาะสมในการใช้งาน

ในความร่วมมือกับกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) นั้น บริษัท CJPT ได้ร่วมมือในการผลิตพลังงานไฮโดรเจนที่มาจากพลังงานไบโอก๊าซ หรือ “ก๊าซชีวภาพ” ซึ่งหมักโดยใช้มูลไก่จากฟาร์มของ CP และนำไปใช้ในภาคขนส่ง ซึ่งเป็นการนำของเสียจากการผลิตภาคการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า และใช้ประโยชน์ให้เป็นพลังงานสะอาดสำหรับรถพลังงานเซลล์เชื้อเพลิง (FCEVs) ซึ่งถือเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดโลกร้อนได้ด้วย

ส่วนกรณีศึกษาในประเทศญี่ปุ่น มร.นาคาจิม่า เล่าว่า กรณีแรกคือ CJPT ได้ริเริ่มให้มีการใช้ “ไฮโดรเจน” ในเมืองฟุกุชิมะ ในรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ซึ่งใช้เป็นร้านสะดวกซื้อและการขนส่ง สำหรับประชากรกว่า 300,000 คน โดยสามารถขยายไปสู่เมืองอื่นๆ ได้ในอนาคต กรณีที่สองคือในกรุงโตเกียว ที่ CJPT ร่วมมือกับบริษัทต่างๆ รวมถึงการสนับสนุนจากทางภาครัฐ ในการส่งเสริมการสร้างสถานีชาร์จสำหรับรถ BEV และไฮโดรเจนสำหรับรถ FCEVs เพื่อขยายการใช้รถยนต์พลังงานสะอาด ขณะเดียวกันกระจายการใช้พลังงาน

เร่งเครื่อง “พลังงานสะอาด” จากการที่ภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องใช้พลังงานความร้อนในการผลิต แต่ในยุคที่ทั่วโลกเริ่มปรับตัวมาใช้พลังงานสะอาดแทน จอห์น โอดอนเนลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Rondo Energy กล่าวว่า ถึงแม้การเปลี่ยนผ่านนี้ถือเป็น “โจทย์ยาก” แต่สามารถเป็นไปได้

โอดอนเนลล์ อธิบายว่า ไทยเป็นตลาดสำคัญของบริษัทในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานใหญ่ระดับโลกเพื่อนำไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งบริษัทกำลังทำงานกับเอสซีจีเพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมในไทยใช้พลังงานสะอาดและต้นทุนต่ำ ที่สำคัญ “เมื่อรักษ์โลกแล้ว ต้องทำเงินได้ด้วย”

“การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนั้นแม้เป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นโอกาสเช่นกัน เพราะปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว” โอดอนเนลล์ กล่าว “แหล่งพลังงานสะอาดทั้งจากแสงแดดและลมขณะนี้ ถือว่าต้นทุนต่ำมากๆ อยู่ที่ใครจะกล้าลงทุนหรือไม่” อีกทั้ง ยังเป็นโอกาสครั้งใหญ่สุดแห่งยุค “ขณะนี้พลังงานสะอาดกำลังขับเคลื่อนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม และจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกใน 50 ปีข้างหน้า”

โอดอนเนลล์ เปิดเผยด้วยว่า บริษัทได้ร่วมกับเอสซีจี ในการผลิตอิฐแบบพิเศษที่เก็บความร้อนได้กว่า 1,500 องศาเซลเซียส เพื่อใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ความร้อนซึ่งสามารถแปลงพลังงานสะอาดจาก “ลม” และ “แสงแดด” ให้เป็นพลังงานความร้อนที่สามารถใช้ได้ในภาคอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน เนื่องจากไทยมีศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากลมและแสงแดดสูง และต้นทุนพลังงานสะอาดกำลังมีต้นทุนที่ถูกลงเรื่อยๆ จนขณะนี้มีต้นทุนถูกกว่าพลังงานฟอสซิล ดังนั้น พลังงานเหล่านี้จึงสามารถตอบโจทย์การใช้พลังงานความร้อนในภาคอุตสาหกรรมได้

“นวัตกรรมแบตเตอรี่เก็บความร้อนจากพลังงานสะอาดสำหรับภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่” โอดอนเนลล์ ระบุ

“ไบโอพลาสติก” ลดคาร์บอน ในขณะนี้ จำนวนประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความต้องการใช้ทรัพยากรโลกยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้นำด้านพลาสติกชีวภาพระดับโลกจากบราซิล บริษัท Braskem จึงได้ริเริ่มนำประโยชน์ที่ได้จากการผลิตเอทานอลจากอ้อย มาผลิตเป็น “ไบโอพลาสติก” ที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ

โรเจอร์ มาร์คิโอนี ผู้อำนวยการเอเชีย ฝ่ายโอเลฟินส์และโพลีโอเลฟินส์ บริษัท Braskem กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทสามารถผลิตไบโอพลาสติกจากอ้อยซึ่งสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก สอดรับกับความต้องการพลาสติกชีวภาพในตลาด ล่าสุด จัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่กับ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ตั้งเป้าผลิตเอทิลีนชีวภาพ (Green-Ethylene) จากเอทานอลที่ใช้ผลิตผลจากภาคเกษตร แทนเอทิลีนจากฟอสซิล ซึ่งมีกำลังการผลิต 2 แสนตันต่อปี ภายใต้แบรนด์ I’m green™ (แอมกรีน) และยังสามารถนำไปผลิตสินค้าได้หลากหลายประเภท ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ส่วนบุคคลและอุปกรณ์ดูแลบ้าน ของเล่น เครื่องใช้ในบ้าน ถุงพลาสติก เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแบบ Mechanical recycling และ Advanced recycling เช่นเดียวกับพอลิเอทิลีนทั่วไป จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดภาวะโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลาสติกชีวภาพของ Braskem เข้ากับความเชี่ยวชาญของ SCGC ในด้านการผลิตพอลิเอทิลีน รวมทั้งศักยภาพของ SCGC ที่เป็นผู้นำตลาดเคมีภัณฑ์ในระดับภูมิภาคโดยโรงงานของบริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ประเทศไทย และถือเป็นโรงงานผลิต I’m green™ แห่งแรกนอกประเทศบราซิล

จากกรณีตัวอย่างนวัตกรรมคาร์บอนต่ำจากหลากหลายธุรกิจทั่วโลกข้างต้น จะเห็นได้ว่า ขณะนี้ โลกกำลังมุ่งไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสามารถเกิดขึ้นจริงได้หากทุกคนร่วมมือกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อโลกแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่ง “ทางรอด” ท่ามกลางภาวะโลกเดือดในปัจจุบันด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถรับชมคลิป“3 นวัตกรรม 3 อุตสาหกรรม กู้โลกเดือด”ที่ https://www.youtube.com/watch?v=WeiLf7aIogE และรับชมงาน ESG Symposium 2023 : Accelerating Changes Towards Low Carbon Society ร่วม เร่ง เปลี่ยนสู่สังคมคาร์บอนต่ำย้อนหลัง ที่ https://www.youtube.com/watch?v=TE8FcxB6v8g

จอห์น โอดอนเนลล์

จอห์น โอดอนเนลล์

โรเจอร์ มาร์คิโอนี

โรเจอร์ มาร์คิโอนี

ขนส่งและเดินทางด้วย “รถประหยัดพลังงาน (Green Logistic)”

ขนส่งและเดินทางด้วย “รถประหยัดพลังงาน (Green Logistic)”

แบตเตอรี่กักเก็บความร้อนจากพลังงานสะอาด

แบตเตอรี่กักเก็บความร้อนจากพลังงานสะอาด

พลาสติกชีวภาพ Green-PE นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน

พลาสติกชีวภาพ Green-PE นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน

‘พันธุ์ไทย x อัคระแบงค็อก’ชูดีเอ็นเอสองแบรนด์ไทย ปล่อยไอเทมลิมิเต็ดอิดิชัน สร้างสีสันเอาใจคนรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765589

‘พันธุ์ไทย x อัคระแบงค็อก’ชูดีเอ็นเอสองแบรนด์ไทย  ปล่อยไอเทมลิมิเต็ดอิดิชัน สร้างสีสันเอาใจคนรุ่นใหม่

‘พันธุ์ไทย x อัคระแบงค็อก’ชูดีเอ็นเอสองแบรนด์ไทย ปล่อยไอเทมลิมิเต็ดอิดิชัน สร้างสีสันเอาใจคนรุ่นใหม่

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ครั้งแรก! ของสองแบรนด์ไทยแท้ที่มีคาแร็กเตอร์และจุดร่วมแบรนด์ดีเอ็นเอเดียวกัน เปิดตัวคอลเลคชั่น “พันธุ์ไทย x อัคระแบงค็อก”ไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สะท้อนตัวตนอย่างมีเอกลักษณ์ของ “กาแฟพันธุ์ไทย” แบรนด์เครื่องดื่มที่โดดเด่นด้วยเมนูที่สร้างสรรค์จากวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย และ “อัคระแบงค็อก” แบรนด์แฟชั่นผู้ปลุกปั้นสินค้าต่างๆ ด้วยข้อความหรือวลีฮิตภาษาไทย เชื่อมโยงประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมเติมเต็มความสนุกแบบไทยมาพัฒนาเป็นสินค้าที่ตรงใจผู้บริโภค หวังสร้างการรับรู้ให้แบรนด์เป็นที่จดจำ พร้อมขยายฐานลูกค้าของทั้งสองแบรนด์

อรุณพงษ์ ทิพย์คงคา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “กาแฟพันธุ์ไทย มุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ที่โดนใจ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบัน เน้นสร้าง Brand Connection เชื่อมโยงและสร้างความผูกพันกับแบรนด์ให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะคนทำงานและคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น ประกอบกับกลุ่มสินค้าของที่ระลึก หรือ Merchandising ของพันธุ์ไทยได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถเพิ่มยอดขายเติบโตได้ถึง 2 เท่าจากปีที่ผ่านมา การร่วมงานกับแบรนด์อัคระแบงค็อกในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ไม่เพียงสร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์จากลูกค้าปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังสร้างความตื่นเต้น พร้อมดึงดูดความสนใจจากลูกค้าใหม่ๆ จากทั้งสองแบรนด์ในอนาคตต่อไปอีกด้วย”

“พันธุ์ไทย x อัคระแบงค็อก” คอลเลคชั่นสุดเท่ที่ดึงดีเอ็นเอของสองแบรนด์ไทย บวกข้อความโดนใจเพื่อคอกาแฟพันธุ์ไทยในสไตล์อัคระแบงค็อก ประกอบด้วย กระเป๋าผ้าแคนวาส เสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ สีดำและสีขาว แก้วทัมเบลอร์เก็บความเย็นขนาด 500 มล. ทุกไอเทมราคาเดียว เพียงชิ้นละ 350 บาทพิเศษรับฟรี สติ๊กเกอร์ A5 พันธุ์ไทย x อัคระแบงค็อก 1 แผ่น มูลค่า69 บาท เมื่อซื้อคอลเลคชั่นพันธุ์ไทยx อัคระแบงค็อก 1 ชิ้น พร้อมให้ทุกคนเป็นเจ้าของคอลเลคชั่นสุดพิเศษได้แล้ววันนี้ รีบด่วนจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม-20 พฤศจิกายน 2566 หรือจนกว่าสินค้าจะหมดที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ ยกเว้นสาขาท่าอากาศยาน

คุณแหน : 28 ตุลาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765592

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● การบินไทยปรับโฉมยูนิฟอร์มใหม่ ด้วยความลงตัวของอัตลักษณ์ความเป็นไทยและแนวคิดเพื่อความยั่งยืน “From purple to purpose” ซึ่งเป็นผ้าชุดไทยที่ถูกนำมาตัดด้วยเส้นไหมถักทอผสมผสานกับเส้นใยแปรรูปจากวัสดุรีไซเคิล…เครื่องแบบชุดไทยดังกล่าวจะปรากฏในทุกที่สาธารณะทั่วโลก และทุกชั้นบริการบนเครื่องบินในฐานะเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของการบินไทย ซึ่งจะสวมใส่พร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567เป็นต้นไป…

●● ข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวผู้นิยมชื่นชมป่าเขาลำเนาไพร กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้แจ้งว่า ตามที่ได้ปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยานประจำปี พ.ศ.2566 นั้น เพื่อให้การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล กิ่วแม่ปาน อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จะกลับมาเปิดให้บริการในวันที่ 1 พ.ย. 2566-31 พ.ค. 2567…เชิญหาความอภิรมย์ชื่นชมธรรมชาติกันได้ตามอัธยาศัย…

●● งานบุญ พล.ท.ทำนอง-สุนิดา พินิจการ เป็นประธานในงานทอดกฐินบารมี เศรษฐีนวโกฏิ 12 พ.ย. ณ วัดวังธาร อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เวลา 13.39 น. ตามฤกษ์…

●● ส่วน อุดม โหราเรือง-ศรีสมร กสิวัฒน์ เป็นเจ้าภาพกฐินเอก ในงานกฐินสามัคคี เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาวัดเรืองปุญญาราม อ.อัมพวา สมุทรสงคราม 17-18 พ.ย. วัดนี้ มีพัฒนาการมาจากสำนักปฏิบัติธรรมเรืองปุญญาราม ในพื้นที่ 33 ไร่กว่าๆ ของ สามีภรรยาคู่นี้ ด้วยทุนทรัพย์ตั้งต้นของเจ้าภาพจำนวน 18 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2560 ใช้เวลาการก่อสร้าง 4 ปี…สาธุ อนุโมทนาบุญด้วย…

●● ขอเชิญร่วมบริจาคปลูกป่ากับ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ที่ก่อตั้งมา 35 ปี โดยมี คุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช เป็นประธานฯ, เฟื่องฟ้า วัฒนปกรณ์ ศิษย์เก่ามธ.2513 เป็นเหรัญญิกผู้ทำหน้าที่นี้มา 30 ปี เพื่อช่วยกันคืนพื้นที่สีเขียวให้กับแผ่นดิน…

●● ขอแสดงความเสียใจกับ วาสุกรี-กิติยา กล้าไพรี ในการจากไปของ อัครพล บุตรชาย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ดังนี้ รดน้ำศพ ที่ศาลา 12 วันที่ 30 ต.ค.16.00 น. แล้วสวดพระอภิธรรม 17.30 น., 31 ต.ค.-3 พ.ย. สวด 18.00 น., 4 พ.ย. 10.00 น. ถวายภัตตาหารเพล,ฌาปนกิจ 5 พ.ย.17.00 น. ณ เมรุ 2…

●● พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ภัทิรา (อินทรัมพรรย์) ประคุณหังสิต คืนนี้สุดท้าย (28 ต.ค.) 18.30 น. ที่ศาลา 6 วัดธาตุทอง ฌาปนกิจ (ณ เมรุหน้า) 29 ต.ค.17.00 น. …

●● ช่วงนี้ศรีศัย วิศรุตเวช ปรุงน้ำพริกเผา 100 ปีออกวางจำหน่าย…ใครเคยลิ้มรสชาติแล้วติดใจ สั่งกันได้…

●● คุณปู่-คุณย่า สนธิ-รัชนีเอมะรุจิ ต่อเติมบ้านที่หมู่บ้านนวธานีให้ ดอย ลูกชายคนเล็ก เพื่อให้พาครอบครัว พร้อมหลานน้อยทั้งสอง เอวา กับ อคิน มาอยู่กันให้พร้อมหน้าพร้อมตา…

●● บอกแล้วว่าญี่ปุ่นแค่ปากซอย อังสนา ทัลบอย ไปเที่ยวญี่ปุ่นระหว่างนี้ หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว ป่วยด้วยสโตรกแต่แข็งใจขับรถไปโรงพยาบาลเอง และบำบัดรักษาจนหายดี…แฟ้มบุคคล ขอยกให้เป็นสุภาพสตรีสุดสตรองแห่งปีไปอย่างไร้คู่แข่ง !!…●●

บารอนเนส

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 28 ตุลาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765581

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 28 ตุลาคม 2566

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 28 ตุลาคม 2566

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชวนชิม

ชวนชิมเครื่องดื่ม 2 เมนูใหม่ใน “MYSTERY MOMENT” กับButterscotch Caramel Bliss และCola Coffee Butterscotch แก้วละ 110 บาท พร้อมรับ โดนัทคริสปี้ ครีม2 ชิ้น ถึง 31 ต.ค. ที่ ร้านคริสปี้ ครีม

ชวนชิม เมนูความหลอนที่มอบส่วนลด 50% ให้กับผู้แต่งชุดผี วันที่ 31 ต.ค. ที่ คาเฟ่แคนทารี เชียงใหม่, เกาะยาวน้อย, โคราช, ภูเก็ต, ปราจีนบุรี, ระยอง, ศรีราชา และพระนครศรีอยุธยา โทร.1627

ชวนชิม “อิตาเลียนพิซซ่า” 1 ถาด แถมฟรี 1 ถาด สำหรับท่านที่แต่งหน้า-แต่งตัวชุดคอสตูมฮาโลวีน พร้อมถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดีย 31 ต.ค. ที่ โรงแรมเคปกูดูเกาะยาวน้อย โทร.076-592600

โรงแรมอนันตรา สยาม ชวนชิมเมนูรสชาติสไตล์ลาตินอเมริกา ในเทศกาล “Dia de los Muertos” หรือ Day of the Dead ของชาวเม็กซิโก 31 ต.ค.ถึง 5 พ.ย. ที่ ห้องอาหาร Guilty Bangkok โทร.02-1268866

โรงแรมโซ แบงคอก ชวนชิม Spooky Halloween Brunch หลากหลายเมนูสุดพิเศษ อาทิตย์ที่ 29 ต.ค.ท่านละ 2,099 บาท++ที่ ห้องอาหารเร้ด โอเว่นโทร.02-6240000

อิมแพ็ค เมืองทองธานี ชวนชิมเมนูพิเศษในธีมฮาโลวีนสุดสยอง ถึง 31 ต.ค. กับ 2 ร้าน2 สไตล์ ที่ร้าน “ฟลานโอเบรียนส์ ไอริชผับ” โทร.02-8334288 และ “เรโทร บาร์ แอนด์ คาเฟ่” โทร.02-0062054

ชวนช็อป

เซ็นทรัลพัฒนา ชวนช็อปฉลองฮาโลวีนในงาน “Thailand’s Halloween Fest 2023” ถึง 31 ต.ค. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ

ชวนนุ่งโจง ห่มสไบ ไปช็อปตลาดกับออเจ้ากระทบไหล่นักแสดงจากละครพรหมลิขิต ในงาน“เยือนตลาดพรหมลิขิต สวมจริตออเจ้า”ถึง 5 พ.ย. ที่ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์

ชวนช็อปในงาน Halloween Market พร้อมกิจกรรมสุดสร้างสรรค์มากมาย ถึง 8 พ.ย.ที่ เดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ ศูนย์การค้าในเครือ ALLY

ชวนใช้

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ชวนร่วมกิจกรรม “World AIDS Day 2023 TikTok Challenge” สร้างคอนเทนต์หัวข้อ “รักปลอดภัยห่างไกล HIV” ชิงเงินรางวัลฯ โทร.083-4564945,064-9879364

ชวนเปิดประสบการณ์สุดหลอนจนขนหัวลุกในหมู่บ้านนี้ผีดุ HAUNTED VILLAGE งาน “รัตติกาลหลอน” ถึง6 พ.ย. ที่ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค ถนนเพชรเกษม

ชวนเข้าสวนสนุกร้าง สำรวจเครื่องเล่นและโซนสุดหลอน พร้อมกิจกรรม“ล้วงโลงแจกโชค” ในงาน “สวนสนุก สยองขวัญ ณ ทุ่งบางกะดี” ถึง 31 ต.ค.ที่ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์

ชวนชม

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนชมความสยองขวัญขนหัวลุก และจุดถ่ายภาพสุดสะพรึง ถึง 31 ต.ค.ที่โรงละครสยองขวัญ “MBK CENTER HAUNTED THEATER”

โรงแรมคลาสสิค คามิโอ ระยอง ชวนชมมินิคอนเสิร์ตแห่งปี “โจอี้ บอย” หนึ่งในราชาเพลงแร็พแห่งสยามประเทศขนเพลงฮิตชื่อดังฟังตอนไหนก็สนุก วันศุกร์ที่3 พ.ย. สำรองบัตรโทร.038-614340-9

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “พระรัตนตรัย”ในวันพุธที่ 1 พ.ย. เวลา 12.45-13.00 น.และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “วัดฝอกวงซัน : ไท่ฮวาซื่อ” ในวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com