กิตติรัตน์ อัดกลับ ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ด้อยค่า ‘เงินดิจิทัล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561666

22 ต.ค. 2566

กิตติรัตน์ อัดกลับ 'นักเศรษฐศาสตร์' ด้อยค่า 'เงินดิจิทัล'

ที่ปรึกษาของนายกฯติง ‘นักเศรษฐศาตร์’ ด้อยค่า ‘เงินดิจิทัล’ ติดทฤษฎี เงินดี เงินเลว ไม่ดูข้อเท็จจริงที่ฮ่องกง เป็นตัวอย่าง

กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสเฟซบุ๊ก แจงเงินดิจิทัล ผ่านรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา ถึงนักเศรษฐศาสตร์ การเงิน คนหนึ่ง ที่ให้ข้อมูลเงินดิจิทัลกับรสนา ว่าเงินดิจิทึลเป็นเงินเลว ด้วยการตั้งคำถามว่า เข้าใจ Gresham’s Law หรือไม่

กิตติรัตน์อธิบายว่าคำว่า เงินเลว (Bad Money)เป็นคำที่ผู้บริหารการคลังของอังกฤษ คือ Sir Thomas Gresham ใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1558   (พ.ศ.2101) แต่มาโด่งดังจนเป็นรู้จักกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ว่า Gresham’s Law ใน ค.ศ. ที่ 19 ซึ่งหากจะพยายามนำมาใช้กับกรณีนี้ ตีความในทางบวกได้ว่า

เงินที่ว่าเลวนั้น สามารถทำหน้าที่ของการเป็นตัวกลางของการจับจ่ายใช้สอยที่ดีเมื่อ ลดความน่าเก็บสะสม ซึ่งเราทุกคนย่อมทราบดีว่าในยามที่เราจำเป็นต้องกระตุ้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การมีเงิน หรือรับเงินไปแล้วถูกใช้จ่ายในกรอบเวลา และใช้จ่ายไปกับสิ่งที่พึงประสงค์  จะกระตุ้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดี เงินเลว (Bad Money)  จึงเป็นเงินดี ตามภารกิจได้

นักเศรษฐศาสตร์ฯ คนที่นำนิยาม เงินเลว (Bad Money) ในอดีต  มาใช้เชิงวาทกรรม ไม่อิงความหมายที่ลึกซื้ง  ได้สังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นใกล้ตัว ในปัจจุบัน คือ ค.ศ. 2023 (พ.ศ.2566) ในเขตเศรษฐกิจสำคัญของเอเชีย ใกล้บ้านเราอย่างฮ่องกง บ้างหรือไม่

ประชาชน ชาวฮ่องกงทุกคน ได้รับเงิน 5,000 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณคนละ 23,000 บาท โดยรับเงินดิจิทัล วอลเล็ต เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2566 จำนวน 3,000 เหรียญฯ และหากใช้จนหมดภายในวันที่ 30 มิ.ย. ก็ได้รับ อีก 2,000 เหรียญฯ ที่เหลือตามสิทธิ์เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2566

แสดงให้เห็นว่าการมอบเงินดิจิตัลที่มีเงื่อนไขการใช้จ่ายที่ถูกด้อยค่าว่าเป็น เงินเลว (Bad Money)นั้น แท้ที่จริง เป็น เงินดี (Good Money) ตามภารกิจกระตุ้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือไม่
ท่านนักเศรษฐศาสตร์ฯ ท่านนั้น บิดเบือนด้อยค่าดิจิตัล วอลเลต ให้เข้าใจผิดจนนำไปถ่ายทอดกับมิตรสหายผู้หวังดีกับประเทศชาติทำไม

กิตติรัตน์ ทิ้งท้ายว่าหาก รสนา ยังไม่คลายความสงสัย ยินดีไปขอพบเพื่อปุจฉา วิสัชนา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจการเงิน เรื่องศิลปะการดนตรี หรือเรื่องอื่นใดที่อาจจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน  เพราะช้ำใจทุกครั้ง ที่มีคนเรียกเราว่า กะลาแลนด์ คือขยับซ้ายก็ไม่เอา ขยับขวาก็ไม่ยอม

เอาแต่จมปลักทับปัญหาไว้
ปล่อยให้ผู้คนส่วนใหญ่แต่เสียงเบา ต้องลำบากยากจน แบบไม่คิดแก้ไข

‘เรือดำน้ำ’ ไม่จบแค่เปลี่ยนสัญญา มีปัญหาระบบ ‘งบประมาณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561661

22 ต.ค. 2566

'เรือดำน้ำ' ไม่จบแค่เปลี่ยนสัญญา มีปัญหาระบบ 'งบประมาณ'

อดีตกรรมาธิการ ‘งบประมาณ’ มองว่า ปัญหา ‘เรือดำน้ำ’ มีระเบียบราชการเรื่องงบประมาณเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่จบง่ายๆแค่เปลี่ยนสัญญา

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมาธิการงบประมาณฯมองว่าการเปลี่ยนสัญญาไม่ซื้อเรือดำน้ำ เป็นเรือฟรีเกต ไม่สามารถทำได้โดย ความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะระบบราชการมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง 

ยกตัวอย่างเช่น คุณวิเคราะห์ความจำเป็นขอซื้อของอย่างหนึ่ง เช่น ขอซื้อ ไอแพด เพื่อเป็นอุปกรณ์ติดตัวการทำงาน  พอถึงเวลา บริษัทที่สั่งบอกไม่มีไอแพด  ขอเปลี่ยนเป็นเครื่องเดสท็อปตั้งโต๊ะ  จะรับข้อเสนอเออออตาม เดสท็อป ก็ เดสท็อป ดีกว่า ไม่ได้ของเลย  อย่างนี้ทำไม่ได้ในทางราชการ

อดีตกรรมาธิการงบประมาณฯมองว่า เมื่อส่งมอบเรือดำน้ำตามสัญญา ก็ต้องปรับ เรียกเงินคืน ทำแบล็กลิสต์   เอาเงินคืนคลัง  ส่วนอยากจะได้เครื่องอะไรใหม่  ก็ต้องทำเรื่องของบประมาณใหม่โดยชี้แจงเหตุผลความจำเป็น  หากเร่งด่วนก็ขอใช้เงินงบกลาง หรือ ทำเรื่องขอเปลี่ยนแปลงรายการอีกทีหนึ่ง

เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะบอกว่า เปลี่ยนเรือดำน้ำเป็นฟรีเกต ได้เลย เกราะงบประมาณอื่น ๆ ที่ใช้ไปกับการเตรียมรับเรือดำน้ำ  เช่น การสร้างท่าเทียบเรือดำน้ำ การส่งคนไปฝึกอบรม  ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการอื่น ๆ ต้องมีผู้รับผิดชอบ

‘เศรษฐา’ มั่นใจ ‘แพทองธาร’ นำทัพเพื่อไทยฉลุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561658

22 ต.ค. 2566

'เศรษฐา' มั่นใจ 'แพทองธาร' นำทัพเพื่อไทยฉลุย

ไม่มีปัญหา เรื่องภาวะผู้นำ นายกฯ ‘เศรษฐา’ มั่นใจ อุ๊งอิ๊ง ‘แพทองธาร’ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ดี เพราะมีประสบการณ์

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์รายการ
นชั่นทันข่าวเช้าทางเนชั่นทีวี ถึงกระแสสนับสนุนของสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่อยากให้หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ว่า

นางสาวแพทองธารมีความเหมาะสมเต็มที่ แต่คงต้องติดตามว่าในวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคเพื่อไทย จะมีการเสนอชื่อใครบ้าง ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามกลไกระเบียบของพรรคด้วย

นายกฯในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทยระบุว่า ส่วนตัวเป็นที่ปรึกษาของนางสาวแพทองธารมา ตั้งแต่ก่อน และระหว่างการเลือกตั้ง ได้เห็นถึงศักยภาพและความตั้งใจจริงของนางสาวแพทองธารว่า มีประสบการณ์ด้านการเมือง มีความสัมพันธ์ที่ดี รวมถึงสามารถโน้มน้าวจิตใจคนได้ มีความเป็นผู้นำสูง

‘ประชาธิปัตย์’ ตามอัดโครงการ ‘เงินดิจิทัล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561650

22 ต.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์' ตามอัดโครงการ 'เงินดิจิทัล'

เดินหน้า ‘เงินดิจิทัล’ ควรต่อยอดจากแอปฯเป๋าตัง ‘ประชาธิปัตย์’ กลัวเรื่องทุจริต แนะยิงตรงเป้า แจกหว่านแห ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ

ชนินทร์ รุ่งแสง อดีตกรรมการบริหาร พรรคประชาธิปัตย์หนุนใช้แอพเป๋าตังของเดิม หากรัฐตัดสินใจเดินหน้าโครงการเงินดิจิทัล ไม่ต้องเสียเงินทำระบบใหม่ เพราะทำให้สิ้นเปลืองแถมเสี่ยงทุจริต

โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต มูลค่า 5.6 แสนล้านบาท มีข่าวว่าการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายนี้ไปต่อไม่ได้ เพราะมีหลายหน่วยงานราชการมีความเห็นในที่ประชุมไม่สอดคล้องกับนโยบาย

รัฐบาลควรนำความเห็นจากหน่วยงานในที่ประชุมไปพิจารณาหรือเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย เพื่อความรอบคอบจากทุกๆคนที่ติดตาม จะได้มีข้อมูลความเห็นอย่างตรงไปตรงมา

ตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ไทยมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ทำให้ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ครัวเรือนและธุรกิจกลุ่มที่เปราะบางที่ลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลที่เพิ่มสูงขึ้นได้

ประกอบกับหน่วยงาน นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าตัวคูณทางการคลังของโครงการแจกเงินดิจิทัลนี้อยู่ที่ราว 0.3-0.9 สะท้อนการใช้เงินที่ไม่มีประสิทธิภาพ และจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว

ดังนั้น ไทยจึงมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะโดนลดระดับความน่าเชื่อถือ หากมีการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ตแล้วไม่ได้ผลมาก ตามที่รัฐบาลประเมินไว้ หากโดนลดเกรดจริงๆ อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศและภาคเอกชนสูงขึ้น นักลงทุนสูญเสียความมั่นใจ ส่งผลให้การลงทุนในประเทศลดลงทั้งในเศรษฐกิจจริงและตลาดทุน  

นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ลงเหลือ 2.7% จากเดิมที่ระดับ 3.4% และได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยในปี 2567 ลงสู่ระดับ 3.2% จากระดับ 3.6%  โดยระบุถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

อีกทั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch และ Moody’s มีสมมติฐานว่าภาครัฐจะคงสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี ได้ในระยะถัดไป แต่ระบุชัดเจนว่าหากเสถียรภาพทางการคลังแย่ลงจากที่ประเมินไว้มาก ก็จะเป็นสาเหตุให้ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ลงได้

อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าหากจำเป็นต้องทำโครงการเงินดิจิทัลต่อ ต้องแจกให้ถูกคน กำหนดการใช้จ่ายให้ชัดเจนกระจายถึงตรงต่อเศรษฐกิจฐานรากจริงๆ การเหวี่ยงแหแจก เสี่ยงที่เงินจะไม่หมุนเวียน เพราะคนมีฐานะดีก็จะไม่ใช้จ่ายทันทีหรือนำเงินแจกไปใช้จ่ายกับสิ่งที่ไม่จำเป็นตรงกำกับวัตถุประสงค์โครงการ

ที่สำคัญต้องไม่ใช้งบประมาณลงทุนทำบล็อกเชนหรือแพลทฟอร์มใหม่ นอกจากจะไม่จำเป็น และสิ้นเปลือง ยังเสี่ยงกับการทุจริตในการจัดจ้างจัดซื้อได้ ควรใช้แพลตฟอร์มเก่า เช่น เป๋าตังของธนาคารกรุงไทยที่มีอยู่แล้วทำให้สมบูรณ์และเหมาะสมกับโครงการ  

ตะลอนเที่ยว : ประทับใจทริปเพชรบูรณ์ ศรีเทพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764336

ตะลอนเที่ยว : ประทับใจทริปเพชรบูรณ์ ศรีเทพ

ตะลอนเที่ยว : ประทับใจทริปเพชรบูรณ์ ศรีเทพ

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

หลังจากจบทริปแสนวิเศษ เพชรบูรณ์ ศรีเทพ เมื่อต้นเดือนตุลาคมปีนี้ หลายคนก็ยังคงถามไถ่กันบ่อยๆ ว่า เมื่อไรจะจัดไปอีก อยากไปอีก บางรายก็บอกว่า คราวที่แล้วติดงาน จึงไม่ได้ไปด้วย แต่คราวนี้รับรองไม่พลาดแน่นอน จัดอีกเถอะนะ อยากไป อยากไป อยากไปจริงๆ 

ก็ต้องขอเรียนแจ้ง ณ ตรงนี้ว่า ทริปต่อไปอาจจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งก็คงจะเป็นไปตามเดิมคือ 2 วัน 1 คืน ส่วนสถานที่พักก็ยังต้องเป็นที่เดิมคือ The Blue Sky Resort @ เขาค้อ แล้วโบราณสถานที่ต้องไปเยี่ยมชมแน่นอนคือ เมืองโบราณศรีเทพ 

สำหรับสมาชิกที่จะรับก็คงไม่มากไม่น้อยไปกว่าเดิมคือ 50 คน เพราะสามารถใช้รถบัสขนาดใหญ่คันเดียวได้ ทั้งนี้ขอเรียนตรงๆ ว่า ไม่ชอบนำผู้คนไปเที่ยวเป็นจำนวนมากๆเพราะเมื่อเวลาคนไปกันมากๆ ก็จะมีปัญหาจุกๆ จิกๆ ตามมา เข้าตำรามากหมอ มากความแต่ต้องยืนยันหนักแน่นว่าทริปที่ผ่านมานั้น สมาชิกของเราน่ารักมาก ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กันและกันเลยแม้แต่น้อย ทุกคนน่ารัก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันดีมาก ทำให้หลายคนได้เพื่อนใหม่สืบต่อมาจนถึงบัดนี้

การท่องเที่ยวสไตล์ Mr.Flower นั้น เน้นการเที่ยวแบบเนิบๆ ช้าๆ ละมุนละไมไม่เร่งไม่รีบ ไม่ร้อนรน แต่ทุกอย่างต้องดี คือกินดี นอนดี และสมาชิกดี

ส่วนปัญหาในทริปที่ผ่านมาก็มีบ้าง เช่น สภาพของรถบัสที่ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แม้โดยภาพรวมจะดูดี แต่ก็ยังมีจุดอ่อน ข้อบกพร่องบางประการ เช่น ระบบเสียง เป็นต้น ก็ต้องขอน้อมรับข้อผิดพลาดไว้ แล้วจะพยายามแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องให้หมดสิ้นไปในทริปต่อๆ ไป

สำหรับเรื่องที่พักนั้น ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของโครงการเป็นอย่างสูงที่ช่วยให้ราคาที่พักแบบพิเศษสุดๆ กับทริปนี้ ขอบอกเลยว่าไม่มีทริปไหนจัดได้ราคาถูกพิเศษแบบที่ Mr.Flower จัดอย่างแน่นอน สาเหตุที่คณะของเราได้ราคาพิเศษ ก็เพราะเป็นผลบุญจากการที่พวกเราส่วนมากร่วมกันทำบุญทำทาน ทำกุศล ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส สัตว์จรจัดและทำบุญกับพระศาสนาเป็นประจำ 

ประกอบกับผู้จัดก็ไม่ได้เน้นกำไรเป็นที่ตั้ง แต่เราเน้นการเที่ยวด้วยกันแบบเพื่อนๆ ไปเที่ยวด้วยกัน อะไรที่แชร์ค่าใช้จ่ายกันได้ก็แชร์กัน แต่สิ่งที่ไม่สามารถประนีประนอมได้คือคุณภาพการเที่ยว คุณภาพการกิน และคุณภาพสถานที่นอน 

แม้จะจบทริปไปเกือบเดือนแล้ว สมาชิกหลายคนก็ยังถาม Mr.Flower ว่าจะเก็บเงินส่วนเพิ่มเมื่อไร หลายคนบอกว่าเงินที่จ่ายไปนั้นไม่น่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของทริปนี้ได้ก็ต้องเรียนตรงๆ ว่ายังไม่ได้เคลียร์บัญชีค่าใช้จ่ายครับ หลายคนอาจจะงงว่า จัดทริปอย่างไร มีด้วยหรือเที่ยวก่อนแล้วจ่ายเงินภายหลัง เพราะมีแต่เก็บเงินก่อน แล้วจึงเดินทางท่องเที่ยว ก็ต้องบอกอีกว่า มีครับ ทริปที่ Mr.Flower จัดมักจะเป็นแบบนี้ครับ เที่ยวก่อน จ่ายภายหลัง แต่ก็เน้นว่าทำแบบนี้เฉพาะกับคนที่สนิทชิดเชื้อเท่านั้นครับ ไม่ได้ทำเป็นการทั่วไป เพราะมิฉะนั้น มีหวังขายรถ ขายบ้านใช้หนี้แน่นอน

วันนี้ขออนุญาตนำภาพสวยๆ จากทริปเพชรบูรณ์ ศรีเทพ มาฝากคุณๆ อีกครั้ง เพื่อจะบอกว่า ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ปีนี้เราจะไปเที่ยวกันอีกครับ ขอขอบคุณภาพสวยๆ จากสมาชิกร่วมทริป ที่กรุณาแบ่งปันภาพงามๆ มาให้เราได้ชมกัน

ส่วน 24-25 ตุลาคมนี้ Mr.Flower นำคณะสมาชิกกลุ่มเล็กๆ 10 กว่าคนไปเที่ยวนครพนม บึงกาฬ ไปชมเทศกาลไหลเรือไฟ และชมถ้ำนาคา ไปไหว้พระธาตุพนม พระธาตุเรณู และชมบ้านเมือง โบราณสถานสำคัญของเมืองนครพนม สัปดาห์หน้าจะนำภาพสวยๆ จากทริปนครพนม บึงกาฬ มาฝากครับ 

ส่วนทริปเกาะกูดก็จะตามมาเร็วๆ นี้ครับและทริปบรมพุทโธ อินโดนีเซีย น่าจะไปกันในช่วงต้นปี  2567 แล้วจะตามมาด้วยทริปภูฏาน และทิเบต หากคุณๆ สนใจทริปไหน กรุณาติดต่อสอบถาม 091-7233615 

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764318

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เมื่อวันพฤหัสบดี (19 ต.ค.) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (BRF) ครั้งที่ 3 และเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า การประชุมฯ ถือเป็นโอกาสที่ผู้นำนานาประเทศได้รวมตัว เพื่อแนะนำแผนการพัฒนาของตนเอง และแสดงความตั้งใจจะทำงานร่วมกันเพื่อต่อยอดแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ให้เป็นปึกแผ่นและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เศรษฐากล่าวว่า แผนริเริ่มฯ ที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเชื่อมโยงนานาประเทศ สร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติด้วยการสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การค้าและการลงทุน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน พร้อมเสริมว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในพิธีเปิดการประชุมฯ ได้สื่อสารความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนาอย่างสันติและขยับขยายการเปิดกว้างยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เศรษฐายังได้เจรจาพูดคุยกับบริษัทผู้ประกอบการของจีนหลายแห่งระหว่างอยู่ปักกิ่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ไทย โดยเศรษฐาเผยว่าการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อส่งสารถึงบรรดาบริษัทผู้ประกอบการของจีนว่าไทยพร้อมต้อนรับกลุ่มนักลงทุนจากจีน

สำหรับแผนการส่งเสริมความร่วมมือไทย-จีน เศรษฐากล่าวว่าทั้งสองประเทศยังพัฒนาความร่วมมือในหลายด้าน ในด้านการพัฒนาพลังงานใหม่นั้น ปัจจุบันมีบริษัทยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนหลายแห่งเข้ามาลงทุนและก่อสร้างโรงงานในไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ในความร่วมมือการเกษตรระหว่างสองประเทศ เศรษฐายกการส่งออกทุเรียนเป็นตัวอย่าง โดยกล่าวว่าชาวจีนนิยมรับประทานทุเรียนอย่างมาก และคาดหวังว่าไทยจะสามารถส่งออกทุเรียนที่มีคุณภาพสูงสู่จีนเพิ่มขึ้นในอนาคต

เศรษฐาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและจีนเป็นประเทศแรกนอกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) ที่เศรษฐาเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ เขากล่าวว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและจีนนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ประชาชนของสองประเทศได้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันฉันญาติสนิทมิตรสหายขณะเดียวกันไทยมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี จึงหวังว่าจะเกิดความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทผู้ประกอบการของจีนภายใต้แผนริเริ่มฯ เพิ่มขึ้น ส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศและเดินหน้าการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

ก่อนหน้านั้น ปานปรีย์ พหิทธานุกรรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวซินหัวว่าแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ถือเป็นวิสัยทัศน์ระดับโลกอันชาญฉลาดที่ส่งเสริมการเชื่อมต่อและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงนำพาความเจริญมายังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ปานปรีย์ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (BRF)ครั้งที่ 3 ว่า แผนริเริ่มฯ เป็นโครงการที่มีความชาญฉลาดมาก มีการมองไปทางนอกเพื่อการพัฒนาภูมิภาค และเพื่อให้โลกมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พัฒนาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทำให้ประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้สูงมาก

แผนริเริ่มฯ ได้ยกระดับการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคผ่านโครงการต่างๆ อย่างทางรถไฟ ซึ่งเชื่อมต่อเมืองสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกิดการขนส่งสินค้าอย่างราบรื่นตลอดแนวเส้นทาง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างทางรถไฟจีน-ไทย ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางรถไฟจีน-ลาว และจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งจีน ลาวและไทย

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ปานปรีย์กล่าวว่า ประเทศจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เวลานี้เศรษฐกิจจีนจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นกลับมาได้ในสภาพที่ปกติเพื่อนบ้านหรือภูมิภาคที่อยู่ใกล้จีนก็สามารถค้าขายกับจีนได้อย่างเป็นปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การค้าในภูมิภาคของเอเชียมีความแข็งแรงทั้งหมด“ในมุมมองผม ก็ยังมองเศรษฐกิจของจีนในด้านดีและด้านบวก”

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและจีนนั้นหยั่งรากลึก โดยนอกจากการค้าและการลงทุนแล้ว ความร่วมมือทวิภาคียังครอบคลุมด้านอื่นๆเช่น ความมั่นคง สังคม และวัฒนธรรมขณะการทำงานร่วมกันมุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะการเกื้อหนุนห่วงโซ่อุปทานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนและไทยในปี 2022อยู่ที่ 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 4.9 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อนหน้า โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย

ปานปรีย์กล่าวว่าจีนเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ไทยได้ดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ส่วนการพัฒนาระดับภูมิภาค ปานปรีย์กล่าวว่าความสัมพันธ์จีน-อาเซียนที่แข็งแรงจะเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค รวมถึงไทยในหลากหลายด้าน เช่น การค้า การลงทุน และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมกับย้ำว่า ความสัมพันธ์นี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งอาเซียนและจีน

โดย ดาโน โทนาลี

หนังสือเด่น : เคล็ดลับพูดเก่งฉบับพนักงานออฟฟิศ เนื้อหาดี ทันสมัย ปรับใช้ได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764340

หนังสือเด่น : เคล็ดลับพูดเก่งฉบับพนักงานออฟฟิศ เนื้อหาดี ทันสมัย ปรับใช้ได้จริง

หนังสือเด่น : เคล็ดลับพูดเก่งฉบับพนักงานออฟฟิศ เนื้อหาดี ทันสมัย ปรับใช้ได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จากผลวิจัยของ JobKorea ปี ค.ศ. 2014 พบว่าส่วนใหญ่พนักงานเกาหลีมีปัญหาการสื่อสารในองค์กร โดยเฉพาะกับหัวหน้างานของตัวเองกว่า 60.4 เปอร์เซ็นต์ และไม่กล้าเสนอความคิดเห็นในที่ทำงานกว่า56.9 % ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีปัญหาเกินครึ่ง นอกจากนี้ ผลวิจัยหัวข้อ “ทักษะสนทนาภายในองค์กร” สำรวจโดย National Institute of Korean Language ค.ศ. 2015 เผยว่ามีผู้ไม่มีทักษะการพูดและทักษะต่ำถึง68.1 %  แต่ขาดทักษะการฟังเพียงแค่ 30% และขาดทักษะการอ่านคือเพียง39.2 %  และความสามารถในการเขียนต่ำจนถึงขาดทักษะจำนวนสูงถึง 69.4 % สรุปคือชาวออฟฟิศทั้งหลายมีทักษะการพูดและเขียนต่ำกว่าทักษะการฟังและการอ่าน พนักงานออฟฟิศไทยก็คงมีทักษะประมาณนี้เช่นกัน

“พูดแบบไหน สะกดใจคน (ฟัง) I Speak Simply” ผลงานของ  Rhee Dongwoo  (อีดงอู) ผู้แปลสุมาลี สูนจันทร์ เป็นสุดยอดหนังสือดีเด่นแห่งปี 2019 โดย Publication Industry Promotion Agency of Korea  ผู้เขียน “Rhee Dongwoo” เป็นกูรูทฤษฎีสรุปความ เจ้าของรายการฮิต “อ่าน 10 นาทีกับ Rhee Dongwoo” อันดับ 1 คลิปเสียงหมวดธุรกิจ 3 ปีซ้อน บนแพลตฟอร์ม Naver ได้กล่าวถึงสาเหตุของพนักงานที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งมีอยู่2สาเหตุ คือ เกิดจากผู้บังคับบัญชาได้สร้างผลกระทบ Waterfall Effectในองค์กร คือจะแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างเฉียบขาด คาดหวังให้ผู้บังคับบัญชาทำตามอย่างเคร่งครัด พนักงานถูกกดจนคิดว่าตัวเองพูดไม่เก่ง ปัญหานี้ต้องแก้ไขที่องค์กรและด้านการเป็นผู้นำ  สาเหตุข้อที่2 เป็นปัญหาของตัวพนักงานเองที่ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองพูดไม่เก่ง รู้สึกเสียใจและขายหน้า และคิดว่า ตัวเองพูดไม่เก่งเลย ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ผู้เขียนได้กล่าวว่า สาเหตุที่พนักงานพูดไม่เก่ง คืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สบายใจหรือวิตกกังวล และการขาดเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ และเมื่อต้องอธิบายหรือนำเสนอเนื้อหาที่คลุมเครือ ก็จะทำให้การพูดมีปัญหา ดังนั้น ผู้พูดต้องสรุปและทำความเข้าใจเนื้อหาให้ทะลุปรุโปร่ง ทำตัวสบายๆ ก็จะทำให้พูดได้อย่างลื่นไหลคล่องแคล่ว

 ผู้เขียนได้แนะนำการฝึกพูดด้วยการใช้ “กฎการพูด 10 ข้อที่สะกดใจคนฟัง” เพื่อฝึกให้เป็นคนพูดเก่งได้แก่ ถ้าอยากพูดเก่ง อย่าพูดเยอะในชีวิตประจำวัน พูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้น ถ้าไม่มีใครถามก็ไม่ควรพูด ยิ่งคุณพูดน้อยคนจะตั้งใจฟังสิ่งที่พูด, พูดเท่าที่จำเป็น ในการนำเสนองานหรือพูดกับหัวหน้า เพราะจะทำให้คำพูดทรงพลัง ,เขียนด้วยลายมือตัวเอง เพราะเป็นเหมือนการกดปลายปากกาย้ำไปที่สมอง  และถ้าจดคำสำคัญในที่ประชุม  จะทำให้คนพูดไม่กล้าพูดไร้สาระ และเราดูเป็นคนรอบคอบและขยันทำงาน,สร้างบรรยากาศการฟังที่ดี สร้างสภาพแวดล้อมให้อีกฝ่ายฟังเรื่องของเราได้เต็มที่ ในระยะห่างที่เหมาะสม ผ่อนคลายพร้อมจะฟัง,พูดเพียง3เรื่องเสมอ เพราะหน่วยความจำสมองตามปกติของคนจำได้เพียง3สิ่งเท่านั้น ,ควรพูดจากบทสรุป เพราะในยุค2000 คนให้ความสนใจปัจจุบันมากกว่าอนาคต ต้องดึงความสนใจทันที เมื่อพูดสรุปค่อยพูดสิ่งที่เหลือ อีกฝ่ายงุนงงแสดงว่าการสนธนาประสบความสำเร็จ  อีกฝ่ายตั้งใจฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข,พูดผิดก็ควรรับผิด,ไม่รู้ก็ควรบอกไม่รู้ยืดอกรับอย่างภาคภูมิ,ประชุมและอภิปรายอย่าเริ่มก่อน,ใช้วลีเด็ดโยงเข้าเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือพูดด้วยภาษาเข้าใจง่าย

นอกจากนี้ ผู้เขียนได้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนเนื้อหาให้ชัดเจนมากขึ้น อาทิ ทำไมการอ่านออกเสียงแล้วลงมือเขียนจึงเป็นกระบวนการสำคัญในการพูด และทำไมพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญให้ผู้พูดสามารถพูดและอธิบายเนื้อหายากๆ เคล็ดลับการพูดคล่องโดยไม่ดูโพย  ทำไมบริบทถึงสำคัญ รีเซ็ตสมอง ฯลฯ

หนังสือเล่มนี้ ถ่ายทอดเคล็ดลับการพูดที่ชัดเจน เรียบง่าย มีประเด็น และเนื้อหาทันสมัย เหมาะกับการพูดการนำเสนอผลงาน การอภิปรายในยุคใหม่ หนังสืออัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ความรู้เชาน์ปัญญาและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของผู้เขียนต่อการพูด ถ้าอยากพูดเก่ง หรือแม้แต่เขียนเก่งเขียนดี แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้  เนื้อหามีคุณค่าเหมาะสมกับเป็นหนังสือดีเด่นของเกาหลี

หนังสือจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ เชนจ์พลัส จัดจำหน่ายโดยซีเอ็ดยูเคชั่น ราคาเล่มละ 220บาท มีจำหน่ายในรูปแบบ e-book และaudiobook ด้วยเช่นกัน

วิธีปลดปล่อยและเยียวยาใจตัวเอง

ให้มีความสุขลืมเรื่องเลวร้ายในอดีต

“ชีวิตคือของขวัญ : The Gift” ผู้เขียน Edith Eger (อีดิธ อีเกอร์), Dr.,Esme Schwall Weigand (เอสเม่ ชวอลล์ ไวแกนด์) ผู้แปล นิภา เผ่าศรีเจริญ “ดร.อีดิธ อีเกอร์” นักจิตวิทยาผู้นี้ เคยถูกคุมขังอยู่ในค่ายกักกันนาซีตอนอายุ 16 ปี บอกว่า “คุกที่เลวร้ายที่สุด” ไม่ใช่คุกที่พวกนาซีจับเธอขังไว้ แต่คือ “คุกที่เธอสร้างขึ้นให้ตัวเอง” การรอดตายจากค่ายกักกันเป็นเพียงก้าวแรกสู่อิสรภาพเท่านั้น เธอยังคงเป็นนักโทษของอดีตอยู่หลายทศวรรษ แม้หลังได้รับการปลดปล่อย เธอเรียนต่อด้านจิตวิทยาจนจบปริญญาเอก แต่ก็พบว่าคงรักษาใครไม่ได้ หากไม่ได้เยียวยาตัวเองเสียก่อน คนที่ไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข คือตัวเราเอง เมื่อเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในชีวิต เรามักฝังตัวเองอยู่กับความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ความโกรธ ความโศกเศร้า ความเครียด ความรู้สึกผิด ความอับอาย การหลีกเลี่ยง และอีกสารพัดเราไม่สามารถก้าวออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แบบเดิมได้ หนังสือเล่มนี้ คือเรื่องราวของการเยียวยาที่เธอใช้ในชีวิตของตัวเอง และใช้กับบรรดาคนไข้ในงานทางคลินิกของเธอ ด้วยบทเรียน 14 ข้อนี้จะทำให้ตระหนักถึงคุกทางความคิดที่คุณสร้างขึ้น และให้กุญแจเพื่อไขตัวเองออกจากคุกเหล่านั้น แล้วจะพบว่า “ชีวิต” ไม่ว่าจะผ่านมากี่ทุกข์ กี่โศก ที่ความเจ็บปวด มันก็ “คือของขวัญชิ้นหนึ่ง” หนังสือราคา 325 บาท

เรียนรู้หลักการและแนวคิด

ของ “Steve Jobs แห่งโลกการลงทุน”

“Principles : Life & Work (ปกแข็ง)” ผู้เขียน Ray Dalio ผู้แปล จอมทรัพย์ สิทธิพิทยา    ในปี 1975 “Ray Dalio” ได้ก่อตั้ง “Bridgewater” จากอพาร์ตเมนต์สองห้องนอนในเมืองนิวยอร์ก และสี่สิบปีให้หลัง “Bridgewater” ได้กลายเป็นบริษัทเอกชนที่มีความสำคัญที่สุดอันดับที่ 5 ในสหรัฐอเมริกา (Fortune) และทำเงินให้กับนักลงทุนได้มากกว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์อื่นใดในประวัติศาสตร์ (Bloomberg) เขาถูกขนานนามโดยนิตยสาร “CIO” ว่าเป็น “Steve Jobs แห่งโลกการลงทุน”   ตลอดการผจญภัยของเขา “Dalio” ได้ค้นพบหลักการต่างๆ ที่เขาเชื่อและเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา และได้นำมาถ่ายทอดในหนังสือเล่มนี้ เนื้อหาจะพูดถึงแนวทางการตัดสินใจ อย่างเช่นแนวคิดของ Dalio ที่ได้พัฒนาจนกลายเป็น “การให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือ (Believability-Weighted)” ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ โดยไม่สำคัญว่าจะเป็นเรื่องอะไร นอกจากนี้ ยังนำเสนอต้นแบบที่ใช้สร้าง “แนวคิดความสามารถนิยม ที่มีเป้าหมายเพื่อการทำงานและความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ผ่านการใช้ความจริงอย่างแท้จริง และความโปร่งใสอย่างแท้จริง” สิ่งนี้เองคือเหตุผลที่ทำให้ “Bridgewater” ประสบความสำเร็จ  Ray Dalio” มีชื่ออยู่ในนิตยสาร Time ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลของโลก และยังมีชื่อติดอยู่ใน Forbes ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก  หนังสือเล่มนี้ No1 New York Times Bestseller และ No1 Amazon Business Book of The Year ราคาเล่มละ 777 บาท

แนะการเป็นผู้ที่ชนะในเกมธุรกิจ

ให้ยืนหยัด เติบโตได้ตลอดไป

“เกมของคนที่มองเห็นอนาคต : The Infinite Game”  ผลงานของ Simon Sinek  ผู้แปล วิโรจน์ ภัทรทีปกร หากเปรียบโลกธุรกิจเป็นเกม เกมนี้มีผู้เล่นอยู่สองแบบ แบบที่หนึ่ง ผู้เล่นจะมองเห็นแต่ปัจจุบัน มักล้มลุกคลุกคลานเมื่อเผชิญวิกฤติ และมีแนวโน้มจะฉุดธุรกิจให้ดิ่งลงเหว แบบที่สอง ผู้เล่นจะมองเห็นอนาคต ยืนหยัดอย่างมั่นคงในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน และสามารถนำพาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน คำถามคือ…ตอนนี้เราเป็นผู้เล่นแบบไหน? กำลังใช้วิธีเล่นแบบใด? ถ้าเป็นแบบที่หนึ่ง ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ เนื้อหาจะเป็นแนวที่เขียนขึ้นมาเพื่อปลุกระดมคนที่พร้อมจะท้าทายสภาพปัจจุบัน และแทนที่มันด้วยสภาพความเป็นจริงที่จะทำให้ธุรกิจไปต่อได้และเจริญก้าวหน้า ที่ตอบสนองต่อความต้องการส่วนลึกของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะรู้สึกปลอดภัย มีส่วนร่วมในการทำอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ หรือหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ซึ่งเป็นสภาพความเป็นจริงที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในเนื้อหากล่าวถึง อาทิ เกมแบบมีขอบเขตและเกมแบบไร้ขอบเขต ปณิธานอันดีงาม ผู้สืบสานปณิธาน  ความรับผิดชอบของธุรกิจ (ฉบับปรับปรุงใหม่) ทีมที่เชื่อใจกัน คู่ปรับที่คู่ควร เป็นต้น หนังสือราคา 295 บาท

พัฒนาหัวหน้างานให้รู้บทบาทตนเอง

และทำงานร่วมกับทุกคนได้เป็นอย่างดี

“เปลี่ยนหัวหน้างานให้เป็นผู้นำองค์กรอย่างมืออาชีพ” ผู้เขียน มงคล กรัตะนุตถะ การพัฒนาทักษะหัวหน้างาน นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ ในการพัฒนาคนและองค์กร เพราะหัวหน้างานต้องขับเคลื่อนนโยบายจากบนลงล่าง แปลงจากสิ่งที่เป็นนามธรรม คือ ความต้องการของผู้บริหาร และสื่อสารลงไปสู่คนปฏิบัติงานให้เกิดความเข้าใจ คิด และมองเห็นในทิศทางเดียวกับผู้บริหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทายคนเป็นหัวหน้างาน หนังสือเล่มนี้ จะทำให้ผู้อ่านเรียนรู้บทบาท ทักษะต่าง ๆ เครื่องมือต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดตรงจากประสบการณ์การบรรยายหัวหน้างานมากว่า 800 องค์กร ซึ่งบางองค์กรเติบโตเร็วมาก ๆ ทำให้ผู้เขียนมีประสบการณ์สายตรงในการพัฒนากลุ่มหัวหน้างาน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นหัวหน้างานและผู้นำองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากหัวหน้างานเข้าใจบทบาทของตนเอง เข้าใจคนทำงานร่วมกัน ทั้งกับเจ้านายและลูกน้อง งานย่อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน ปัญหาในการทำงานย่อมน้อยลง และการแข่งขันในเชิงธุรกิจย่อมมีโอกาสเติบโตจากคนทำงานในองค์กรเช่นกัน หนังสือราคา 275 บาท

แหวกฟ้าหาฝัน : เก็บความทรงจำบน Jungfrau ยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764316

แหวกฟ้าหาฝัน : เก็บความทรงจำบน Jungfrau ยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป

แหวกฟ้าหาฝัน : เก็บความทรงจำบน Jungfrau ยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Jungfrau

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนสวิสครั้งแรก สถานที่หนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงสวิสแม้จะมีค่าใช้จ่ายเพื่อไปให้ถึงสูงเรือนหมื่นก็ตาม นั่นคือ Jungfrauยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป คำว่า Jungfrauเป็นคำภาษาเยอรมันมาจากคำว่า Jungที่แปลว่าอ่อนเยาว์ และ Frau ที่แปลว่าผู้หญิง แปลรวมกันว่าหญิงบริสุทธิ์ Jungfrau เป็นจุดสูงสุดของเขา Jungfraujoch ที่มีธารน้ำแข็งเป็นรูปอานซึ่งเชื่อมยอดเขา 2 ยอดของ Bernese Alps ที่ชื่อ Jungfrau และ Monch เทือกเขาที่สูง 3,463 เมตรจากระดับน้ำทะเลนี้เป็นเทือกเขาที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันได้ตั้งแต่ปี 1912 แล้ว เนื่องจากมีรถไฟที่วิ่งจากเมือง Interlaken และ Kleine Scheidegg

Jungfrau เป็นยอดเขาที่เป็นศูนย์กลางของมรดกโลกที่เรียกว่า Swiss Alps Jungfrau-Aletsch อุโมงค์ที่พาไปสู่ Jungfrau นั้น เริ่มจาก Adolf Guyer-Zeller นักธุรกิจชาวสวิส ลูกชายเจ้าของโรงงานปั่นด้ายและส่งออกเสื้อผ้าแห่งเมืองซูริคซึ่งมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมการค้าในสวิสด้วยการสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมเมืองต่างๆ เป็นคนแรกที่คิดสร้างอุโมงค์ขึ้นในปี 1893 เขาตั้งใจให้อุโมงค์ที่พาไปยังยอด Sphinx มีสถานีทั้งหมด 7 แห่ง โดยเริ่มก่อสร้างในปี 1896 และใช้เวลาในการก่อสร้างรวม 16 ปี การก่อสร้างอุโมงค์เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงและหนาวเย็น รวมทั้งอุบัติเหตุหลายครั้งจากการระเบิดภูเขา อย่างไรก็ดีในที่สุด การก่อสร้างก็แล้วเสร็จจนได้ แต่มีสถานีได้เพียงแค่2 แห่งเท่านั้น

จุดเริ่มต้นจาก Eigersletscher ของอุโมงค์ที่มีความยาว 7 กิโลเมตรนี้มีจุดแวะชมวิวผ่านหน้าต่างเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นธารน้ำแข็งอยู่ 2 จุดคือ จุด Eigerwandที่มีกระจกยาว 8 เมตร และเคยเป็นที่ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Eiger Sanction ที่มี Clint Eastwood เป็นพระเอก หลังจากนั้นรถไฟจะวิ่งต่อไปยังจุดพักที่สอง Eismeer หรือ Sea of Ice ที่มีหน้าต่างให้ชมวิวเหมือนกัน การเดินทางขาขึ้น Jungfrau ใช้เวลา 50 นาทีส่วนขาลงใช้เวลา 35 นาที เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ รางรถไฟไปได้เพียงอานของ Jungfraujochแทนที่จะไปถึง Sphinx ซึ่งเป็นจุดสูงสุดถึงกระนั้นก็ตามความสำเร็จนี้ก็ถือเป็นความสำเร็จทางด้านวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะที่นี่กลายเป็นทางรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป

นอกจากภาพยนตร์ของ Clint Eastwood แล้ว Jungfrau ยังปรากฏในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง อาทิ The Sound of Music, James Bond 007 ตอน Golden Eye, The Day After Tomorrow และ Mission Impossible-Rogue Nation ส่วนหอคอย Sphinxที่มีความสูง 3,572 เมตรที่เป็นหนึ่งในหอคอยดูดาวที่สูงที่สุดในโลกโดยสูงเป็นอันดับสองของสวิสนั้นสามารถขึ้นไปได้โดยใช้ลิฟต์จาก Jungfraujoch หอคอยนี้ยังใช้เป็นสถานีศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลก และเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ด้วย ส่วนสถานีส่งวิทยุของ Jungfraujoch นั้นเป็นจุดส่งวิทยุที่สูงที่สุดของยุโรป แต่ไม่เปิดให้ประชาชนเข้าชม

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปJungfrau เอง โดยไม่ได้ซื้อทัวร์ ควรที่จะศึกษาการเดินทางก่อนว่าทางเลือกจากเมืองฐานที่ต้องการคือที่ไหน เดินทางอย่างไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ มีวิธีไปให้ถึงกี่แบบ แต่ละวิธีอาจผ่านหมู่บ้านไม่เหมือนกัน และค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน แม้ว่าการวางแผนก่อนเดินทางอาจดูยุ่งยาก แต่เมื่อไปถึงสวิส เมื่อเปิด google map จะมีทางเลือกมาให้เลือกได้เลย หากวางแผนมาก่อน ก็สามารถเดินทางได้ไม่ยุ่งยาก ไม่มีหลงทางเด็ดขาด นอกจากแผนการเดินทางแล้วการเตรียมตัวเที่ยวบนยอดเขา การเช็คอุณหภูมิเพื่อเตรียมเสื้อผ้าก็เป็นเรื่องสำคัญ แม้จะมีร้านค้าด้านบนขายเสื้อผ้าก็ตาม แต่ก็มีราคาสูงมาก

ในระหว่างทางขึ้นเขา นักท่องเที่ยวจะมีประสบการณ์กับการใช้พาหนะหลายแบบไม่ว่าจะเลือกวิธีการใดในการเดินทางก็ตาม ทั้งรถไฟ รถราง และเคเบิ้ลคาร์ อีกทั้งยังได้ชมวิวที่แสนจะงดงามตลอดเส้นทางด้วยบน Jungfrau ก็มีจุดถ่ายภาพมากมายโดยเฉพาะในถ้ำที่มีตุ๊กตาแกะสลักจากน้ำแข็ง ChocolateMuseum และยังสามารถออกจากตึกไปเดินเล่นถ่ายรูปบนหิมะได้หากอากาศเอื้ออำนวยด้วยเรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่แสนจะคุ้มค่าและประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

ถ้ำน้ำแข็ง

ถ้ำน้ำแข็ง

Chocolate Museum

Chocolate Museum

From cable car

From cable car

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เขาหัวแดง สงขลา’ ภูมิเมืองเก่าสู่แผนอนุรักษ์มรดกชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764317

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เขาหัวแดง สงขลา’ ภูมิเมืองเก่าสู่แผนอนุรักษ์มรดกชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เขาหัวแดง สงขลา’ ภูมิเมืองเก่าสู่แผนอนุรักษ์มรดกชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทิวทัศน์เขาแดง

เขาหัวแดง เป็นชุมชนโบราณตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของสยาม เดิมเป็นเมืองเก่าที่ยังปรากฏโบราณสถานอยู่ จากบันทึกของพ่อค้าและนักเดินเรือชาวอาหรับ-เปอร์เซีย ระหว่างปี พ.ศ.๑๙๙๓-๒๐๙๒ นั้นปรากฏชื่อเมืองซิงกูร์ หรือซิงกอร่า และในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยามของ นายกิโลลาส แซร์แวส เรียกชื่อเมืองนี้ว่า “เมืองสิงขร” “สิงหลา” (อ่าน สิง-หะ-ลา)หรือสิงขร โดยมีเหตุผลชื่อว่า สิงหลา นั้นแปลว่าเมืองสิงห์ จึงได้ชื่อนี้มาจากพ่อค้าชาวเปอร์เซีย อินเดีย ที่แล่นเรือมาค้าขาย และเห็นเกาะหนูเกาะแมว ในภาพไกลเป็นรูป สิงห์สองตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมืองสงขลา ทำให้ชาวอินเดียเรียกเมืองนี้ว่า สิงหลา ส่วนที่เรียกกันว่า เมืองสทิง ก็อ้างว่าชาวมลายูที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับเมืองสทิงนั้นก็เรียก เมืองสิงหลา เป็นสำเนียงเพี้ยนข้างฝรั่งเป็น ซิงกอร่า (Singora) ที่เป็นเหตุให้เพี้ยนเป็นสงขลา นัยว่าเพี้ยนมา จาก “สิงขร” แปลว่า ภูเขาโดยอ้างว่าเมืองสงขลาตั้งอยู่เชิงเขาแดงหรือเขาหัวแดง ภายหลังได้มีการพระราชทานนามเจ้าเมืองสงขลาว่า “วิเชียรคีรี” ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว

เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ว่า “สงขลา” เดิมชื่อ สิงหนคร (อ่านว่า สิง-หะ-นะ-คะ-ระ) เสียงสระอะอยู่ท้าย มลายูไม่ชอบ จึงเปลี่ยนเป็นอา และชาวมลายูพูดลิ้นรัวเร็ว ตัดหะ และ นะ ออก คงเหลือสิง-คะ-รา แต่ออกเสียงเป็น ซิงคะรา หรือ สิงโคราจนมีการเรียกเป็น ซิงกอรา ร่องรอยทางโบราณคดีนั้นมีการค้นพบหลักฐาน ขวานหิน เครื่องมือสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่อำเภอสทิงพระที่เชื่อว่า สทิงพระ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรเซี้ยะโท้หรือเซ็กโท ที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดียโดยตรงในอาณาจักรศรีวิชัย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๗ ศตวรรษถือว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองดินแดนที่อยู่รอบทะเลสาบสงขลาในสมัยนั้น 

การขุดค้นทางโบราณคดี พ.ศ.๒๕๒๙

เมืองสงขลาเก่าปัจจุบันยังมีคูเมือง กำแพงเมืองและป้อมปราการ เป็นอาณาเขตและเป็นปราการของเมือง แผนผังเมืองที่เขียนขึ้นในปีพ.ศ.๒๒๓๐ แสดงแผนผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีคูเมืองและกำแพงเมืองเป็นปราการด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก มีเขาแดง เขาน้อยและเขาค่ายม่วงเป็นปราการด้านทิศใต้ ภายหลังผู้คนได้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งที่อยู่แห่งใหม่ ณ บริเวณปลายสุดของคาบสมุทรสทิงพระ หรือบ้านแหลมสน และเรียกกันต่อมาว่า “เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ โดยอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเมืองเชื้อสายจีน

บริเวณดังกล่าวนี้ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๑๑๙ หน้า ๑๐๑๙๐ วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๕ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒,๔๖๐ ไร่ นับตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๐ เป็นต้นมา โบราณสถานเมืองสงขลาเก่า(บริเวณเขาหัวแดง) ได้รับผลกระทบกรณีการบุกรุก ทุบทำลายโบราณสถานหลายครั้งอย่างต่อเนื่องโดยไม่พบผู้กระทำผิด ซึ่งทำให้โบราณสถาน เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง และเสื่อมคุณค่าดังนั้นกรมศิลปากรโดย สำนักศิลปากรที่ ๑๑สงขลา จึงมีแผนฟื้นฟู บูรณะและพัฒนาโบราณสถานเมืองสงขลาเก่าให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์ มีความมั่นคงแข็งแรง และรักษาคุณค่าความเป็น ของแท้ดั้งเดิม ตลอดจนการปกป้องคุ้มครองมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติยั่งยืนสืบไป นางนิภาสังคนาคินทร์ ผอ.สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลาได้ให้ความสำคัญกับแผนงานเฝ้าระวังโบราณสถานเมืองสงขลาเก่า (เขาหัวแดง) จากกรณีการทุบทำลายโบราณสถานคืนกลับสภาพเดิม เป็นการลดผลกระทบต่อโบราณสถานอันเป็นมรดกของชาติ พร้อมกับจัด การอนุรักษ์ และพัฒนาโบราณสถานเมืองสงขลาเก่า (เขาหัวแดง) และโบราณสถานในจังหวัดสงขลา ให้ได้รับการฟื้นฟู บูรณะ อนุรักษ์ และพัฒนาตามหลักวิชาการและเพิ่มศักยภาพคุณค่า ความโดดเด่นของเมืองเก่าสงขลา เพื่อก้าวเข้าสู่เมืองมรดกโลกในอนาคต ซึ่งมีการจัดภูมิทัศน์วัฒนธรรมให้สมบูรณ์เพื่อรักษาคุณค่าและความโดดเด่นตามมาตรฐานสากล ที่ต้องพัฒนาต่อยอด ทุนทางวัฒนธรรม และประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความร่วมมืออนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ พัฒนาต่อยอดส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมต่อไป

ผอ.นิภา สังคนาคินทร์ นำผู้เชี่ยวชาญภูมิสถาปัตย์เข้าพื้นที่

ผอ.นิภา สังคนาคินทร์ นำผู้เชี่ยวชาญภูมิสถาปัตย์เข้าพื้นที่

ตรวจโบราณสถานบนเขาแดง

ตรวจโบราณสถานบนเขาแดง

ภาพมุมสูงเมืองสงขลาเก่า

ภาพมุมสูงเมืองสงขลาเก่า

ฐานเจดีย์ก่ออิฐบนยอดเขาน้อย

ฐานเจดีย์ก่ออิฐบนยอดเขาน้อย

เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง

เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง

ป้อมเมืองสิงหนคร

ป้อมเมืองสิงหนคร

ป้อมเมืองสิงหนคร

ป้อมเมืองสิงหนคร

ป้อมป้องกันทางทะเล

ป้อมป้องกันทางทะเล

ป้อมบริเวณเขาหัวแดง

ป้อมบริเวณเขาหัวแดง

โบราณสถานบนเขาแดง

โบราณสถานบนเขาแดง

มูลนิธิเอสซีจี จุดประกายสังคมให้ Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด ชูตัวอย่าง ‘ช่างมีด’ รุ่นใหม่ เรียนรู้ ปรับตัว มีรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764324

มูลนิธิเอสซีจี จุดประกายสังคมให้ Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด  ชูตัวอย่าง ‘ช่างมีด’ รุ่นใหม่ เรียนรู้ ปรับตัว มีรายได้

มูลนิธิเอสซีจี จุดประกายสังคมให้ Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด ชูตัวอย่าง ‘ช่างมีด’ รุ่นใหม่ เรียนรู้ ปรับตัว มีรายได้

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จำลอง สุนทอง ปราญช์ชุมชนช่างตีมีดโบราณ

การมีใบปริญญาติดฝาบ้าน ไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จในชีวิตอีกต่อไปแล้ว เพราะชีวิตที่ประสบความสำเร็จของแต่ละคน ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ ความมุ่งมั่นพยายาม ปรับตัวการไขว่คว้าโอกาสที่เข้ามากระทั่งจังหวะเวลาของแต่ละคน ดังเช่นแนวคิด Learn to Earn ที่มูลนิธิเอสซีจี กำลังขับเคลื่อน โดยสนับสนุนการเรียนรู้ ทั้ง Hard Skill ทักษะเพื่อการประกอบวิชาชีพ ผสานกับ Soft Skill หรือทักษะการใช้ชีวิต ซึ่งจะทำให้สามารถรับมือและอยู่รอดได้ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เอิร์ธ-ธรรมรัฐ มูลสาร วัย 22 ปี จากโครงการต้นกล้าชุมชน โดยมูลนิธิเอสซีจี ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างแนวคิดของการเรียนรู้เพื่ออยู่รอดนี้ หลังจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แม้ว่าเพื่อนๆ ร่วมชั้นต่างพากันเลือกเส้นทางชีวิตเข้าศึกษาต่อในสาขาต่างๆ ในหลากหลายมหาวิทยาลัย แต่ “เอิร์ธ” ค้นพบตัวเองว่าไม่ใช่คนเรียนเก่ง จึงตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ มุ่งหาคำตอบและทางรอดของชีวิตเพื่ออนาคตของตนเอง เมื่อมีโอกาสเข้ามา “เอิร์ธ” ตัดสินใจเลือกทางเดินสายอาชีพ ผ่านการเรียนรู้ “การตีเหล็กโบราณ” อาชีพคู่บ้านคู่ ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ด้วยการฝากตัวเป็นศิษย์ของ จำลอง สูนทอง ปราชญ์ที่เป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาแบบรุ่นสู่รุ่นและมีความเชี่ยวชาญการตีมีดแบบวิถีโบราณในหมู่บ้าน มุ่งมั่นและตั้งใจเล่าเรียนและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยความปรารถนาที่จะมีวิชาความรู้เพื่อสร้างอาชีพให้กับตนเอง และกล่าวได้ว่า “เอิร์ธ” เป็นช่างตีมีดรุ่นสุดท้ายและเป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวที่ได้รับวิชาความรู้การตีเหล็กโบราณจากสกุลช่างเมืองเพีย

สุวิมล จิวาลักษณ์ กก.และผจก.มูลนิธิเอสซีจี

“เอิร์ธ” เกิดในครอบครัวนักพัฒนาชุมชน ทำให้เขามีโอกาสได้ซึมซับบทบาทของการเป็นผู้นำ เพื่อพัฒนาบ้านเกิด จากบิดามารดา ซึ่งเป็นประธานเครือข่ายวิสาหกิจ
ท่องเที่ยววิถีเกษตรแก่งละว้า พื้นที่การเรียนรู้บ้านไฮ่ บ้านสวน ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้วิถีชุมชนอีสาน ท่องเที่ยววิถีเกษตรนิเวศวัฒนธรรม พร้อมทั้งโรงตีมีดโบราณของเขาก็ตั้งอยู่ในผืนที่ดินบริเวณเดียวกัน

“เอิร์ธ” เล่าว่า ครูที่สอนวิชาให้นั้นเป็นช่างคนเดียวที่เหลืออยู่ ที่ตัดสินใจมาเรียนนั้น คิดแค่ว่าอยากมีทักษะ มีความรู้ติดตัวและความเชื่อที่ว่าเด็กผู้ชายต้องมีฝีมือทางการช่างจนเมื่อฝึกฝีมือได้ที่จึงได้มีแนวคิดที่จะต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมากกว่าเพียงแค่มีด จึงเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาหลากหลาย เป็นการผสานมูลค่ากับคุณค่าเข้าด้วยกัน ทุกวันนี้ “เอิร์ธ” สามารถทำรายได้เลี้ยงตัวเองเดือนละประมาณ 20,000 บาท และยังช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนที่ทำอุปกรณ์เสริม เช่น ด้ามจับไม้สำหรับทำด้ามมีด ด้ามจอบ เสียม หรือถ่านไม้ที่นำมาใช้เผาเหล็ก หรือรายได้จากการจำหน่ายอาหารสำหรับกลุ่มคนที่มาเรียนรู้งานตีเหล็ก ฯลฯ สิ่งหนึ่งที่ “เอิร์ธ” พยายามทำเพิ่มเติมก็คือ การพยายามรักษาและขยายองค์ความรู้ช่างตีเหล็กให้คนในชุมชนต่อไป เพื่อคงไว้ซึ่งอาชีพดั้งเดิมที่สามารถสร้างรายได้ อาจก้าวสู่การเป็น “ช่างมีด” กูรูผู้มีความรู้ในเรื่องการใช้มีดของชุมชนเมืองเพียแห่งนี้

เอิร์ธ-ธรรมรัฐ มูลสาร

“จากสภาพทางเศรษฐกิจปัจจุบัน และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้เด็กและเยาวชนอีกจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสเรียนต่อ และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่เรียนจบมาแล้ว หางานทำไม่ได้ การสร้างทางเลือกของคนรุ่นใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการศึกษาในระบบแต่เพียงอย่างเดียว แต่การเลือกเรียนในสิ่งที่สามารถก่อเกิดเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ตัวเองและครอบครัว ให้สามารถอยู่รอดได้ คือความสำเร็จของการศึกษาอย่างแท้จริง การเลือกเรียนในสิ่งที่จะช่วยทำให้มีชีวิตรอดในยุคปัจจุบัน ควรมุ่งเน้นจากความรักความชอบในเรื่องนั้น และมุ่งมั่นเรียนรู้ ก่อเกิดเป็นอาชีพ และที่ผ่านมา มูลนิธิ ก็ได้สนับสนุนและให้โอกาสเยาวชนจำนวนมาก ถึงฝั่งฝันอย่างภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับความสำเร็จในวันนี้ของ “เอิร์ธ” หนึ่งในต้นกล้าชุมชนที่เราก็มีความภาคภูมิใจ ที่เราสามารถช่วยสนับสนุนให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เพราะการเรียนรู้เพื่ออยู่รอด สำคัญไม่แพ้การเรียนในระบบ และเรื่องราวของเขายังจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นต่อไปได้อีกด้วย” สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าว

แนวคิด Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอดเป็นแนวคิดที่มูลนิธิเอสซีจีมุ่งเน้นสื่อสารและต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่สาธารณชนในวงกว้างเพื่อสร้างการตระหนักรู้ทั้งในกลุ่มเยาวชน ตลอดจนกลุ่มพ่อแม่ ครู และผู้นำในทุกภาคส่วนที่จะช่วยกันขับเคลื่อนด้านการศึกษา โดยมีเป้าหมายให้เด็กไทย “เรียนรู้เพื่ออยู่รอด” ได้ในชีวิตจริง ด้วยการสนับสนุนด้านทุนการศึกษาประเภท Learn to Earn มาตั้งแต่ปี 2565 ที่ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนเร็ว จบเร็ว ได้งานเร็ว โดยมอบทุนไปแล้วถึง 2,059 ทุน เป็นมูลค่ากว่า 48 ล้านบาท โดยกว่า 80% นักเรียนทุนจบแล้วมีงานทำ สามารถประกอบการงานให้เป็นประโยชน์กับตนเองครอบครัวและสังคมได้

ครอบครัวน้องเอิร์ธ