‘หมออ๋อง’ โดนแล้ว ศรีสุรรณ ยื่น ‘ปปช.’ สอบ ‘มาตรฐานจริยธรรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559958

02 ต.ค. 2566

'หมออ๋อง' โดนแล้ว ศรีสุรรณ ยื่น 'ปปช.' สอบ 'มาตรฐานจริยธรรม'

ยื่น ‘ปปช.’ สอบ ‘มาตรฐานจริยธรรม’ ‘หมออ๋อง’ และพรรคก้าวไกล ปมขับพ้นพรรค เพื่อรักษาเก้าอี้รองประธานสภา และผู้นำฝ่ายค้าน

ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อ ปปช.ขอให้ไต่สวนและมีความเห็นเอาผิดพรรคก้าวไกลและนายปดิพัทธ์ สันติภาดาหรือหมออ๋อง กรณีที่ประชุมร่วมพรรคก้าวไกลใช้เล่ห์กลมีมติขับหมออ๋องออกจากสมาชิกภาพเพื่อให้สมประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ อันไม่เป็นไปตามนัยยะทางกฎหมายที่กำหนดไว้หรือไม่

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ และ สส. ก้าวไกลมีมติเมื่อ 28 ก.ย. 66  ให้นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือหมออ๋อง ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนฯได้ต่อไป และหัวหน้าพรรคก้าวไกลก็จะได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯได้

โดยให้เหตุผลในแถลงการณ์ที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดียว่า การขับหมออ๋อง เพื่อให้พรรคก้าวไกลสามารถทำหน้าที่เป็น ฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์ ได้พร้อมกับโพสต์รูปภาพและข้อความว่าแยกกันเดิน เปลี่ยนประเทศด้วยกัน ถูกสังคมและโซเชียลตำหนือย่างรุนแรงว่า เป็นก้าวไกลการละคร นิติกรรมอำพราง เสพติดอำนาจ แผนสมคบคิดกัน หรือเลห์ฉล และหรือเป็นกลฉ้อฉลทางกฎหมายหรือไม่

นอกจากนี้พฤติการณ์หรือการกระทำอาจขัดหรือแย้งต่ออุดมการณ์ของพรรคที่ได้จดทะเบียนไว้กับนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อ 23 มิ.ย.63 ความผิดถึงขั้นขับสมาชิกออกจากพรรคนั้นไม่สอดคล้องกับข้อบังคับของพรรคก้าวไกล ข้อ 119 ประกอบข้อ 121 แต่อย่างใด

และอาจเป็นทฤษฎีสมคบคิดกัน ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่งอันเป็นข้อห้ามของมาตรฐานจริยธรรมฯที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ตาม ม.219 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของ ปปช.ที่จะไต่สวนและมีความเห็นได้โดยตรง

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2729469

"สุเมธ บุญบรรดารสุข" มอบเงินสมทบทุนแก่มูลนิธิชัยพัฒนา

2 ต.ค. 2566 04:54 น.

“สุเมธ บุญบรรดารสุข” มอบเงินสมทบทุนแก่มูลนิธิชัยพัฒนา

@สุเมธ บุญบรรดารสุข ประธานรุ่นหลักสูตร วพน.3 มอบเงินจำนวน 936,500 บาท ให้ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เพื่อสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา โดยมี วิเชษฐ์ เกษมทองศรี, สุพัตรา จิราธิวัฒน์, ชนินทร์ รุ่งแสง และ วิษณุ เทพเจริญ มาร่วมมอบด้วย ที่มูลนิธิชัยพัฒนา วันก่อน.@

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…..ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…..ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2566

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการสวดพระอภิธรรม พระพรหมวชิรคุณ (หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล) เวลา 18.00 น. ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ณ วัดเทพนิมิตสุดเขตแดนสยาม อ.เชียงของ จ.เชียงราย
แลกเปลี่ยน เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม และ ฉาง ยู่เหมิง เปิดงาน “จันทร์แทนใจ สานสายใยสองแผ่นดิน” ฉลองเปิดศูนย์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมตะวันออก-ตะวันตก โดยมี พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และ วรพนิต รวยรุ่งเรือง มาร่วมงานด้วย ที่โครงการเรนวูด พาร์ค ลำลูกกา วันก่อน.
  • นายกฯ ที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เศรษฐา ทวีสิน ขึ้นเหนือลงใต้ ไปประเทศเพื่อนบ้าน พบปะผู้นำประเทศกัมพูชา กลับมากระตุ้น การท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน….ก่อนจะโกอินเตอร์ไปประชุม สุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ สหรัฐฯ อีกรอบ ในกลางเดือน พ.ย. ….ประกาศจะดึง นักลงทุนจากทั่วโลก ทำสนธิสัญญาทางการค้า หรือ FTA ที่ยังตามหลัง เวียดนาม…มั่นใจว่าจะมี เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าประเทศ ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านเหรียญ….เดือน ธ.ค. นี้จะเดินทางไป ญี่ปุ่น หารือเรื่อง ยานยนต์ ที่กังวลว่า นโยบาย ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ของรัฐบาลจะทำให้เสียเปรียบด้านธุรกิจ…ยืนยันว่า รัฐจะสนับสนุนรถยนต์สันดาป ต่อไป…. “อินทรีเหล็ก” ได้แต่หนักใจเกี่ยวกับ นโยบายและงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล….ที่ต้องใช้จ่ายใน โครงการนโยบายเร่งด่วน การช่วยเหลือค่าครองชีพ การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี กระเป๋าเงินดิจิทัล หรือโครงการต่อเนื่อง อาทิ การสนับสนุนยานยนต์ EV ในประเทศไทย ทั้งในส่วนของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เฉพาะโครงการนี้เป็น วงเงินงบประมาณ ไม่ต่ำกว่า 3 พันล้าน…ดิจิทัลวอลเล็ต อีก 5.6 แสนล้าน….พักหนี้เกษตรกร อีก 2.8 แสนล้าน….รวมแล้วน่าจะใช้งบประมาณเกือบล้านล้าน…..ในขณะที่รัฐจะต้องแก้ พ.ร.บ.ระเบียบการเงินการคลังของประเทศ กำหนดเพดานก่อหนี้ จากร้อยละ 32 หรือ 1.11 ล้านล้าน เป็นร้อยละ 45 หรือ 1.56 ล้านล้าน …..ในขณะที่ รายได้เข้าประเทศ ทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออก ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ว้าเหว่
วพน.3 สุเมธ บุญบรรดารสุข ประธานรุ่นหลักสูตร วพน.3 มอบเงินจำนวน 936,500 บาท ให้ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เพื่อสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา โดยมี วิเชษฐ์ เกษมทองศรี, สุพัตรา จิราธิวัฒน์, ชนินทร์ รุ่งแสง และ วิษณุ เทพเจริญ มาร่วมมอบด้วย ที่มูลนิธิชัยพัฒนา วันก่อน.
  • อีกทั้งศึกใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ นายกฯเศรษฐา เป็นประธาน ก.ตร. ….ลงมติเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ได้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ว่าที่ ผบ.ตร.ไปแบบค้านสายตากรรมการ…ท่ามกลางมรสุมและความอึมครึมในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ …..ยังคาใจว่าทำไม รอง ผบ.ตร. อาวุโสอันดับแรก พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ ถึงไม่ได้รับการแต่งตั้ง ทั้งที่ระเบียบ สตช. การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ให้ยึดหลักอาวุโส ที่มีคะแนนถึง 50%…..และงานนี้จะต้องแยกเรื่อง การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ จาก กรณีที่ตำรวจ PCT เข้าตรวจค้นบ้านพัก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. และดำเนินคดีกับ นายตำรวจ ใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ถูกกล่าวหาว่าไปพัวพันกับ ผู้ต้องหาคดีเว็บพนันออนไลน์…ไล่ไปจนถึง การรับผลประโยชน์จากพนันออนไลน์…..เปิดประเด็นออกมาอล่างฉ่างขนาดนี้ จะตัดจบเอาดื้อๆ หรือ นายกฯเศรษฐา จะไม่สนใจ ขยะที่ซุกอยู่ใต้พรม…..และ อาจจะสบายใจ ที่มีภาพของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กอดเอว แล้วบอกว่า ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีความขัดแย้ง …..แล้วจะจบ ไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด….เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การจินตนาการ แต่ มีตัวผู้กระทำความผิด และมี ผู้ต้องหา ชัดเจน….จะอ้างว่ากรณี การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่จบแล้ว จะจบทุกเรื่อง…..น่าจะหน่อมแน้มไปหน่อย…..คดีกำนันนก เริ่มจะจืดมาปูดเรื่อง รอง ผบ.ตร. กับ พนันออนไลน์ อีกกระทอก….ได้แต่เห็นใจ ทนายความ ที่กระโดดเข้ามารับลูก ในเกมชิงอำนาจสีกากี…..สามีภรรยาทะเลาะกันชาวบ้านตาดำๆต้องรับกรรมไปด้วย
ร่วมพัฒนา สนั่น อังอุบลกุล ประธาน AFS ลงนามความร่วมมือกับ ขจิต ชัชวานิชย์ ปลัด กทม. เพื่อพัฒนาทักษะครูและนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม. โดยมี ผศ.พราวพรรณ เหลืองสุวรรณ, พยอม วลัยพัชรา และ ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ มาร่วมในพิธีด้วย ที่ศาลาว่าการ กทม. วันก่อน.
  • อ้าการเมืองก็มี นิติกรรมอำพราง ไม่แพ้กัน….ในที่สุด ก้าวไกล ก็แบไต๋ออกมาจนได้….การขับ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ออกจากพรรคก้าวไกล….เพื่อยังให้ ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ ได้ต่อไป….ในกรณีที่ ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล จะขึ้นรับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภา…..เป็นการใช้เหลี่ยมการเมืองในการหลบข้อกฎหมาย ก็เท่านั้น…….จะมาอ้างเหตุผลว่ามี จุดมุ่งหมายการทำงานไม่ตรงกัน หรือ อ้างประสิทธิภาพ ความโปร่งใสและยึดโยงกับประชาชน….เพื่อ การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมบูรณ์……อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่…….ไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย หรือ อนุรักษนิยม ก็ไม่ต่างกัน……ล้วนแต่เห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม……ล้วนแต่สร้างภาพสวมหน้ากากคนดี จริงมะ
คลังสินค้า วราพรรณ วัชรพล ซีอีโอบริษัทไทยรัฐ โลจิสติคส์ มาร่วมแสดงความยินดีแก่ ปรวรรณ มหัทธนะสุข ในโอกาสเปิดคลังสินค้า “SCGH NDC รังสิต” ศูนย์กระจายสินค้าวัสดุก่อสร้างของบริษัทเอสซีจีโฮม รีเทล โดยมี พีรภัทร สืบสันติกุล มาร่วมงานด้วย ที่รังสิต จ.ปทุมธานี วันก่อน.
  • ศึกในประชาธิปัตย์ ยังนัวๆ….มีกระแสข่าวว่า กลุ่มอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค จะ ออกไปตั้งพรรคใหม่….ถึง ชัยชนะ เดชเดโช รักษาการรองเลขาธิการพรรค จะรีบออกมาปฏิเสธ…ยืนยันว่า ในเดือน ต.ค.นี้ จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการ…เพื่อ เลือกกรรมการบริหารชุดใหม่และหัวหน้าพรรค ภายในเดือน พ.ย.นี้…..โดยหัวหน้าพรรคคนใหม่ก็ยังจะเสนอชื่อ นราพัฒน์ แก้วทอง คนเดิม…..สรุปว่าพรรคก็คงจะแตกเหมือนเดิม
เวลคัม สุพัตรา จิราธิวัฒน์, สุทธิภัค จิราธิวัฒน์ และ ธานี ทองภักดี ให้การต้อนรับ เซอร์เกรแฮม เบรดี้ สมาชิกสภาสามัญ พรรคอนุรักษนิยม ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาสหราชอาณาจักร-ไทย ในโอกาสมาเยือนประเทศไทย ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ วันก่อน.
  • ฮัดเช้ย แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แบ่งรับแบ่งสู้กับข่าวจะขึ้น รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในเดือน ต.ค.นี้เช่นกัน
เพลิดเพลิน วิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิด โครงการเล่นสนุกกับภาษาจีนกันเถอะ โดยมี อรัญ เอี่ยมสุรีย์, ศิริกุล โอภาสวงศ์, วิชิต ชินวงศ์วรกุล, วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ และ สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร มาร่วมงานด้วย ที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ วันก่อน.
  • ภาพเป็นข่าว สว.หมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศ ไอซ์แลนด์…แล้วถูก เจ้าของร้านที่เป็นคนไทยไล่ออกจากร้านเนื่องจากรับไม่ได้กับการกระทำ ของ หมอพรทิพย์….ชาวเน็ตเลยพากันตั้งคำถาม….ใน ระหว่างสมัยประชุม สว. ลาประชุมไปเที่ยวได้ด้วยหรือ….จบข่าว
ให้คุณแม่ ตรีรนันท์ ลีฬหาวงศ์ มอบเงินและของใช้จำเป็นในแคมเปญ “Central/Robinson Mother’s Day 2023” มูลค่า 1,373,438 บาท ให้ สุรเดช เจตกรุณา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคุณแม่ผู้สูงอายุด้อยโอกาสทั่วประเทศ โดยมี กันตพัฒน์ ยังวาณิช มาร่วมมอบด้วย ที่เซ็นทรัล ชิดลม วันก่อน.
  • ททท. เปลี่ยนแปลง ผู้บริหารระดับรองผู้ว่าการ จำนวน 5 ตำแหน่ง ดังนี้…..ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้…..สมฤดี จิตรจง ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ….นิธี สีแพร ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด….ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการ 2 ตำแหน่ง รุจิรัศมิ์ ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านบริหาร และ ธีระศิลป์ เทเพนทร์ รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา…..โดยผู้บริหารระดับสูงยังดำรงตำแหน่งเดิม…ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลางและอเมริกา น้ำฝน บุณยะวัฒน์ รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน และ อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว……สังคมวันนี้ 08.30 น. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับ บริษัท อี.เอ็น. ซ็อฟท จัดอบรมโครงการซื้อขายพร้อมติดตั้งอุปกรณ์สำหรับใช้งานในอาคาร ที่ห้องเวอร์โก้โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

“อินทรีเหล็ก”

ตุรกีโต้ทันที โจมตีทางอากาศฐานที่มั่นกบฏเคิร์ด หลังเกิดเหตุระเบิดในอังการา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729690

ตุรกีโต้ทันที โจมตีทางอากาศฐานที่มั่นกบฏเคิร์ด หลังเกิดเหตุระเบิดในอังการา

2 ต.ค. 2566 14:23 น.

ตุรกีโต้ทันที โจมตีทางอากาศฐานที่มั่นกบฏเคิร์ด หลังเกิดเหตุระเบิดในอังการา

ตุรกีตอบโต้ทันที เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มฐานที่มั่นกลุ่มกบฏชาวเคิร์ด PKK ทางภาคเหนือของตุรกี หลังออกมาอ้างอยู่เบื้องหลัง เหตุระเบิด บริเวณหน้ากระทรวงมหาดไทย ในกรุงอังการา

สำนักข่าวบีบีซีวันที่ 2 ต.ค. 2566 รายงาน ตุรกีเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏชาวเคิร์ด ทางตอนเหนือของอิรัก เมื่อวันอาทิตย์ (1 ต.ค) ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุมือระเบิดฆ่าตัวตายก่อเหตุระเบิด หน้ากระทรวงมหาดไทย ในกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี เมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกัน และต่อมา กลุ่มแบ่งแยกดินแดนพรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน หรือ PKK ได้ออกมายอมรับอยู่เบื้องหลังการส่งมือระเบิดไปก่อเหตุรุนแรงครั้งนี้

กระทรวงกลาโหมตุรกีกล่าวว่า การโจมตีทางอากาศถล่มฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏ ชาวเคิร์ด PKK นั้นกองทัพตุรกีมุ่งเป้าไปที่ถ้ำ คลังเก็บอาวุธ และบังเกอร์ของกลุ่มกบฏ ส่งผลให้เป้าหมายทั้ง 20 แห่ง ถูกทำลาย และสมาชิกกลุ่มกบฏจำนวนมากถูกปลดอาวุธ 

ขณะที่สื่อท้องถิ่นของชาวเคิร์ด รายงานว่า การโจมตีของตุรกีได้มุ่งเป้าไปที่เทือกเขาคันดิล (Mount Qandil) ใกล้ชายแดนอิหร่าน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นฐานที่มั่นของกลุ่ม PKK

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน โดยอ้างคำพูดของกระทรวงกลาโหมตุรกีว่า การโจมตีของตุรกีในครั้งนี้ เป็นปฏิบัติการ “เพื่อปลดอาวุธกลุ่มกบฏ PKK และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ อีกทั้งเพื่อปกป้องชาวตุรกีจากการโจมตีโดยกลุ่มกบฏจากตอนเหนือของอิรัก และเพื่อรับประกันความปลอดภัยบริเวณชายแดนตุรกี”

กลุ่มแบ่งแยกดินแดน PKK เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ทางตอนเหนือของอิรัก และด้านตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีเป็นหลัก โดยกลุ่ม PKK เป็นกลุ่มก่อการร้าย ที่ถูกขึ้นบัญชีจากทั้งตุรกี สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา 

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ 1 ต.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุระเบิดหน้ากระทรวงมหาดไทย ใกล้อาคารรัฐสภา ในกรุงอังการา ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจของตุรกีได้รับบาดเจ็บ 2 นาย 

รายงานระบุ ผู้ก่อเหตุมีทั้งหมด 2 ราย โดยผู้ก่อเหตุรายแรกได้ลงมาจากรถที่ใช้ในการก่อเหตุ และเขวี้ยงระเบิดไปที่อาคารของกระทรวงมหาดไทย เพื่อล่อให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยออกมา ก่อนที่ผู้ก่อเหตุรายที่สองจะระดมยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ตรงทางเข้ากระทรวง และจุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตาย ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุรายที่สองเสียชีวิตทันที ขณะที่ผู้ก่อเหตุรายแรกถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในเวลาต่อมา

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ด PKK ออกมายอมรับว่า มือระเบิดที่ลงมือก่อเหตุบริเวณด้านหน้ากระทรวงมหาดไทย คือ “กองพันอมตะ” (Immortals Battalion) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังติดอาวุธของ PKK 

นายเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีของตุรกี กล่าวระหว่างพิธีเปิดประชุมสภาวานนี้ว่า การโจมตีครั้งนี้จะเป็นการก่อการร้ายครั้งสุดท้าย และกลุ่มคนเลวที่ต้องการทำลายสันติภาพ และความปลอดภัยของชาวตุรกี ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของพวกเขาได้ และคนเหล่านั้นจะไม่มีทางบรรลุเป้าหมายนี้ได้ 

กลุ่ม PKK ก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 2510 และในปี 2527 พวกเขาก็เริ่มเปิดฉากต่อสู้กับรัฐบาลตุรกี เพื่อเรียกร้องเอกราชให้กับชาวเคิร์ดในตุรกี อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นทศวรรษ 2530 พวกเขาได้ลดข้อเรียกร้องเป็นขอให้ชาวเคิร์ดมีอำนาจในการปกครองตนเองมากขึ้น ซึ่งความขัดแย้งนี้ ทำให้มีชาวเคิร์ดต้องสังเวยชีวิตไปมากกว่า 40,000 ราย.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไฟไหม้ใหญ่สำนักงานตำรวจในอียิปต์ บาดเจ็บอย่างน้อย 38 คน (ชมคลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729692

ไฟไหม้ใหญ่สำนักงานตำรวจในอียิปต์ บาดเจ็บอย่างน้อย 38 คน (ชมคลิป)

2 ต.ค. 2566 13:46 น.

ไฟไหม้ใหญ่สำนักงานตำรวจในอียิปต์ บาดเจ็บอย่างน้อย 38 คน (ชมคลิป)

เกิดไฟไหม้ขนาดใหญ่ที่สำนักงานตำรวจในเมืองอิสไมเลีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์ เบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บ 38 ราย

กระทรวงสาธารณสุขอียิปต์ เปิดเผยว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ (2 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ที่สำนักงานตำรวจในเมืองอิสไมเลีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 38 คน เพลิงไหม้ดังกล่าวได้ทำลายอาคารสำนักงานตำรวจจำนวนหลายชั้น 

โฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย ได้รับการรักษาที่จุดเกิดเหตุ ขณะที่อีก 26 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยผู้บาดเจ็บเกือบทั้งหมดมีอาการหายใจลำบาก ผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย ได้รับการรักษาและออกจากโรงพยาบาลแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังคงไม่แน่ชัดว่ามีตำรวจอยู่ในอาคารกี่คนในช่วงเวลาที่เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งทำให้อาคารได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นเปลวไฟและควันดำพวยพุ่งออกมาจากอาคาร

ด้านสำนักข่าวมีนา ของทางการอียิปต์ รายงานว่า ยังไม่ทราบสาเหตุของเพลิงไหม้ในขณะนี้ และระบุว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว

อียิปต์มีมาตรฐานความปลอดภัยและกฎข้อบังคับเรื่องอัคคีภัยที่มีการบังคับใช้อย่างหละหลวม และเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตจำนวนมาก ในเดือนสิงหาคม 2565 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในโบสถ์นิกายคอปติกออร์โธด็อกซ์ที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน ระหว่างการประกอบพิธีทางศาสนาในช่วงเช้า ในกรุงไคโร คร่าชีวิตผู้มาสักการะ 41 ศพ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศ ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติอียิปต์ ในปี 2565 เกิดเพลิงไหม้ในอียิปต์มากกว่า 49,300 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 203 ศพ และบาดเจ็บ 855 ราย.

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นพัฒนาหุ่นยนต์คล้าย “กันดั้ม” มูลค่าเฉียด 100 ล้าน (ชมคลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729685

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นพัฒนาหุ่นยนต์คล้าย "กันดั้ม" มูลค่าเฉียด 100 ล้าน (ชมคลิป)

2 ต.ค. 2566 12:25 น.

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นพัฒนาหุ่นยนต์คล้าย “กันดั้ม” มูลค่าเฉียด 100 ล้าน (ชมคลิป)

บริษัทสตาร์ทอัพในญี่ปุ่นกำลังทำให้ความฝันของมนุษย์ที่จะได้บังคับหุ่นยนต์ขนาดใหญ่กลายเป็นจริง ด้วยการผลิตหุ่นยนต์คล้าย “กันดั้ม” ในราคาเกือบ 100 ล้านบาท

“ซึบาเมะ อินดัสทรีส์” (Tsubame Industries) บริษัทสตาร์ทอัพของญี่ปุ่น ได้พัฒนาหุ่นยนต์สี่ล้อที่มีความสูง 4.5 เมตร ซึ่งดูคล้ายกับหุ่นยนต์กันดั้ม จากซีรีส์แอนิเมชันยอดนิยมของญี่ปุ่น และคนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของหุ่นยนต์ตัวนี้ได้ในราคาราว 400 ล้านเยน หรือประมาณ 98.19 ล้านบาท

หุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อเรียกว่า ARCHAX ตามชื่อไดโนเสาร์จำพวกนก ซึ่งมีจอภาพภายในห้องควบคุมที่รับภาพจากกล้องที่เชื่อมต่อกับภายนอก เพื่อให้ผู้ใช้สามารถบังคับแขนและมือด้วยจอยสติ๊กจากภายในลำตัวหุ่นยนต์ได้

หุ่นยนต์น้ำหนัก 3.5 ตัน ซึ่งจะเปิดตัวในงาน “เจเแปน โมบิลิตี้ โชว์” (Japan Mobility Show) ในช่วงปลายเดือนนี้ มีโหมดการทำงานสองโหมด ได้แก่ “โหมดหุ่นยนต์” ในแนวตั้ง และ “โหมดยานพาหนะ” ซึ่งสามารถเดินทางด้วยความเร็วถึง 10 กม.ต่อชม.

เรียว โยชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญในด้านแอนิเมชัน เกม หุ่นยนต์ และรถยนต์ ดังนั้นผมคิดว่าคงจะดีไม่น้อยหากผมสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่นำองค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้” และกล่าวว่า “ผมอยากจะสร้างสิ่งที่บอกว่า ‘นี่คือญี่ปุ่น'”

โยชิดะ วางแผนที่จะสร้างและขายหุ่นยนต์ 5 เครื่องสำหรับแฟนหุ่นยนต์ผู้มีฐานะดี แต่หวังว่าวันหนึ่งหุ่นยนต์จะสามารถนำมาใช้เพื่อบรรเทาภัยพิบัติ หรือในอุตสาหกรรมอวกาศได้

โยชิดะ เริ่มสนใจด้านการผลิตตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเรียนรู้วิธีการเชื่อมโลหะที่โรงงานเหล็กของปู่ จากนั้นจึงก่อตั้งบริษัทที่ผลิตมือเทียมไมโออิเล็กทริก เขากล่าวว่าเขากระตือรือร้นที่จะรักษาความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่นในด้านการผลิตให้คงอยู่ “ผมหวังว่าจะได้เรียนรู้จากคนรุ่นก่อนๆ และสืบสานธรรมเนียมนี้ต่อไป.”

…

ออสเตรเลียกำหนดวันลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ รับรองสิทธิชนพื้นเมืองหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729658

ออสเตรเลียกำหนดวันลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ รับรองสิทธิชนพื้นเมืองหรือไม่

2 ต.ค. 2566 11:51 น.

ออสเตรเลียกำหนดวันลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ รับรองสิทธิชนพื้นเมืองหรือไม่

  • รัฐบาลออสเตรเลีย กำหนดวันลงประชามติ 14 ตุลาคม 2566 ชี้ชะตาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองหรือไม่ โดยจะดำเนินงานผ่านกลุ่มที่ปรึกษา The Aboriginal and Torres Strait Islander Voice ซึ่งเป็นสายตรงของรัฐบาล
  • ประชาชนจะได้ออกเสียงว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับการตั้งคณะที่ปรึกษาที่จะประกอบด้วยกลุ่มชนพื้นเมือง ที่จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อรัฐบาลในประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา
  • การลงประชามติครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ไม่เพียงเพราะที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ยากและแก้ไขไม่ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะมันได้สะท้อนประเด็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานหลายศตวรรษ

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย กล่าวปราศรัยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ประชาชนชาวออสเตรเลียทุกคนจะมีโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะนำประเทศชาติมารวมกันและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น โดยในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ผู้ลงคะแนนเสียงที่ลงทะเบียนไว้มากกว่า 17 ล้านคนทั่วประเทศ จะไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงว่า จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อรับรองผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมของดินแดนนี้หรือไม่ โดยจะเป็นกระบวนการจัดการผ่านกลุ่มที่ปรึกษา ซึ่งมีสายตรงต่อรัฐบาล

เนื้อหาของการทำประชามติครั้งนี้ จะมีการถามคำถามเพียงข้อเดียวที่ต้องเลือกคำตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่” สำหรับกฎหมายที่เสนอ: เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรับรองชนชาติกลุ่มแรกๆ ของดินแดนออสเตรเลีย โดยการก่อตั้งคณะที่ปรึกษา The Aboriginal and Torres Strait Islander Voice จากกระบอกเสียงของชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส ซึ่งจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่รัฐสภาและรัฐบาลออสเตรเลียในเรื่องต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส

คำถามนี้ได้ถูกนำไปพาดหัวข่าวและเป็นหัวข้อการอภิปรายถกเถียงทางออนไลน์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากทั้งกลุ่ม Yes หรือกลุ่ม Voice ที่จะเห็นด้วย และกลุ่ม No ที่จะไม่เห็นด้วย ต่างรณรงค์อย่างแข็งขันเพื่อโน้มน้าวคนส่วนใหญ่ในทุกรัฐและดินแดน

โดยทันทีที่มีการประกาศกำหนดวันลงประชามติขึ้นมา ทางฝ่ายแคมเปญ No ก็ได้ส่งข้อความเรียกร้องการสนับสนุนทันที และบอกว่ามีเวลาจนถึง 14 ตุลาคมที่จะเอาชนะฝ่ายตรงกันข้าม

สื่อท้องถิ่นของออสเตรเลียอธิบายว่า การลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้ จำเป็นต้องมีการลงคะแนนเสียงข้างมากให้ได้เกินกว่าสองเท่า เพื่อให้คะแนนเสียงผ่าน หรือต้องผ่านมากกว่า 50% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ และอย่างน้อย 50% ในรัฐส่วนใหญ่ คิดเป็นอย่างน้อย 4 ใน 6 ของการลงคะแนนเสียง

การลงประชามติครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ไม่เพียงเพราะที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ยากและแก้ไขไม่ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะมันได้สะท้อนประเด็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานหลายศตวรรษ

หากได้รับการอนุมัติ จะมีการตั้งคณะทำงานตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อให้คำแนะนำแก่รัฐบาลเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา

บรรดาผู้สนับสนุนมองว่า การลงคะแนนเสียงเป็นโอกาสในการรักษาบาดแผลอันเจ็บปวดที่เกิดจากความอยุติธรรม เพื่อรับฟังประชาชนกลุ่มที่เคยอาศัยอยู่ดั้งเดิม หลังจากถูกกดขี่ข่มเหง เหยียดเชื้อชาติ และคนรุ่นต่อรุ่นถูกรัฐบาลละเลยเพิกเฉยมาโดยตลอด

ขณะที่หลายคนบอกว่า เนื้อหาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังบ่งชี้ว่า อย่างดีที่สุดจะไม่ประสบผลสำเร็จ และทำให้ประเทศเสี่ยงต่อการถูกแบ่งแยก ด้วยการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวออสเตรเลียบางคนเหนือคนอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหานี้มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยผู้ที่อยู่ในฝ่าย Yes  ซึ่งเชื่อว่า การลงคะแนนเห็นด้วยนั้นเป็นจุดยืนเล็กๆ ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติที่ถูกกำหนดให้แสดงโดยผู้ลงคะแนนเสียง No บางคน ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นสูง ขณะที่กลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมมองว่า การลงประชามติในครั้งนี้ จะเป็นเหมือนการล้างมลทินให้แก่ชาวออสเตรเลียจากการดำเนินการที่สำคัญใดๆ ต่อการเหยียดเชื้อชาติ 

โดยขณะนี้มีการกำหนดวันที่เป็น 14 ตุลาคม ซึ่งทางนักรณรงค์คาดว่า ในขณะที่รัฐบาลพรรคแรงงานต้องการให้ลงคะแนนเสียงว่า Yes พรรคการเมืองหลักอื่นๆ ของออสเตรเลีย ได้แก่ พรรคเสรีนิยมและพรรคเนชันแนล ซึ่งกลุ่มพันธมิตรถูกเขี่ยออกเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว หลังจากอยู่ในอำนาจนาน 9 ปี กำลังสนับสนุนพรรคที่โหวต “No”

แม้ว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งออสเตรเลีย จะกำลังพยายามจะกำจัดข่าวลือ ข่าวปลอมที่ไม่เป็นความจริงออกไป โดยเกิดกรณีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้นำเสรีนิยม ปีเตอร์ ดัตตัน แนะนำว่ากระบวนการเลือกตั้งบกพร่อง เนื่องจากประชาชนมีแนวโน้มที่จะยอมรับการทำเครื่องหมายว่าใช่ แต่ไม่ใช่กากบาทสำหรับไม่ใช่

นายดัตตันกล่าวว่า ดูเหมือนว่าทางการกำลังถือโอกาสบิดเบือนการเลือกตั้ง เพื่อสนับสนุนการลงคะแนนเสียงว่าใช่ ขณะที่ชาวออสเตรเลียเพียงต้องการการเลือกตั้งที่ยุติธรรม ไม่ใช่การเลือกตั้งที่พยายามจะหลบเลี่ยง

คณะกรรมการการเลือกตั้งออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์ว่า ได้ปฏิเสธข้อเสนอแนะของบางคนโดยสิ้นเชิง และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่กำหนดไว้ จะต้องเปิดเผยและเป็นที่รู้จักอย่างโปร่งใส เพื่อทำลายความไม่เป็นกลางในการลงประชามติครั้งนี้

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการรับรองสิทธิชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย ยังถือเป็นประเด็นที่ติดอยู่ในใจของประชาชน เกี่ยวกับการรับรู้เรื่องชนพื้นเมือง 235 ปี หลังจากการมาถึงของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้ที่บรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยอยู่ในอนุทวีปออสเตรเลียเป็นเวลานับหมื่นปีอย่างไม่อาจแก้ไขได้

ขณะเดียวกัน สถิติของรัฐบาลที่มีการเปิดเผยออกมาในแต่ละปี แสดงให้เห็นถึงการล่าอาณานิคมที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชากรชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีกลุ่มที่แตกต่างกันหลายร้อยกลุ่ม คิดเป็นน้อยกว่า 4% ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 800,000 คน ในประเทศที่มีจำนวน 26 ล้านคน.

หมีกริซลีโหด ขย้ำสองสามีภรรยาและสุนัขตายขณะเดินป่าในแคนาดา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729643

หมีกริซลีโหด ขย้ำสองสามีภรรยาและสุนัขตายขณะเดินป่าในแคนาดา

2 ต.ค. 2566 10:34 น.

หมีกริซลีโหด ขย้ำสองสามีภรรยาและสุนัขตายขณะเดินป่าในแคนาดา

เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าแคนาดาต้องการุณยฆาตหมีกริซลีขนาดใหญ่ หลังก่อเหตุขย้ำ 2 สามีภรรยา รวมทั้งสุนัขของพวกเขาดับอนาถ ขณะที่ออกไปเดินป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

เกิดเหตุสลดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ ซึ่งตั้งอยู่ในเทือกเขาร็อกกี้ ในตอนใต้ของรัฐอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา บริเวณ เรด เดียร์ ริเวอร์ วัลเลย์ หลังจากสองสามีภรรยาพร้อมสุนัข มาเผชิญหน้ากับหมีกริซลีตัวใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่อุทยานได้รับการแจ้งเตือนจากจีพีเอสว่า มีเหตุหมีทำร้ายในช่วงเวลาราว 2 ทุ่มตามเวลาในท้องถิ่น แต่กว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าถึงพื้นที่ได้ก็กินเวลานานถึงช่วงเวลาราวตี 1 เนื่องจากสภาพอากาศไม่เป็นใจ และจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ห่างไกลจากถนน ทำให้วิธีเดียวที่จะเข้าถึงอย่างการเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถทำได้ จนกระทั่งมาพบว่าสองสามีภรรยากลายเป็นศพไปแล้ว ขณะที่สุนัขคู่ใจของพวกเขาก็ถูกหมีขย้ำตายเช่นกัน โดยเจ้าหมีที่ก่อเหตุยังวนเวียนอยู่ไม่ไกล และแสดงท่าทีดุร้าย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจทำการุณยฆาตเจ้าหมี เพื่อความปลอดภัยของมนุษย์

นายคิม ทิชเชเนอร์ เพื่อนของสองสามีภรรยาผู้เสียชีวิต และเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรพิทักษ์หมี เล่าว่า สามีภรรยาคู่นี้ชอบทำกิจกรรมเดินป่าเป็นประจำ และรู้วิธีเอาตัวรอดในป่าเป็นอย่างดี ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุร้ายแบบนี้ขึ้นกับพวกเขา ขณะที่ธรรมชาติของหมีมักจะไม่ออกมาโจมตีคนจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยพบว่ามีเหตุหมีโจมตีมนุษย์จนถึงขั้นเสียชีวิตเพียง 14 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเป็นเหตุบังเอิญ ที่ทั้งสามชีวิตเข้าไปใกล้หมีในระยะประชิดโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้หมีป้องกันตัวเองตามสัญชาตญาณจนเกิดเหตุสลดขึ้น โดยตามปกติช่วงนี้ของปีจะเป็นช่วงที่หมีหิวโหย เพราะมันเตรียมตัวจะเข้าสู่ช่วงจำศีลในฤดูหนาวแล้ว ซึ่งประเทศแคนาดามีรายงานมนุษย์ถูกหมีทำร้ายราว 40 ครั้งต่อปี.

ที่มา : 9news

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “หมีกริซลี่“

เปิดใจบ่าวสาวอิรัก รอดตายจากไฟไหม้งานแต่ง แต่สูญเสียญาติเกือบหมด รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729638

เปิดใจบ่าวสาวอิรัก รอดตายจากไฟไหม้งานแต่ง แต่สูญเสียญาติเกือบหมด รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น

2 ต.ค. 2566 10:22 น.

เปิดใจบ่าวสาวอิรัก รอดตายจากไฟไหม้งานแต่ง แต่สูญเสียญาติเกือบหมด รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น

คู่บ่าวสาวชาวอิรักที่รอดชีวิตจากเหตุไฟไหม้ในงานแต่งงาน ที่กลายเป็นโศกนาฏกรรมคร่าชีวิตแขกเหรื่อกว่า 100 ศพ ออกมาให้สัมภาษณ์เปิดใจครั้งแรก ว่าสูญเสียญาติพี่น้องทั้งสองฝั่งเกือบหมด แม้จะรอดชีวิต แต่กลับเหมือนตายทั้งเป็น

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2566 เว็บไซต์ข่าว Sky News ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์พิเศษ นายเรวาน อิสโฮ และนางฮานีน ภรรยา บ่าวสาวผู้รอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ในห้องจัดเลี้ยง “ไฮธาม รอยัล เวดดิง ฮอลล์” ในเมืองฮัมดิยาห์ ทางตอนเหนือของอิรัก ซึ่งคร่าชีวิตแขกเหรื่อในงานไปกว่า 100 ศพ และบาดเจ็บประมาณ 150 ราย

ก่อนหน้านี้ สื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่าบ่าวสาวเสียชีวิตทั้งคู่ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 วันมีการออกมาเปิดเผยว่าทั้งคู่รอดชีวิต แต่เพราะในช่วงแรกสถานการณ์อยู่ในความสับสนวุ่นวาย ผู้บาดเจ็บจำนวนมากต่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนโดยที่ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นใคร

โดยนายเรวาน วัย 27 ปี เล่าว่า หลังจากเห็นไฟลุกไหม้ เขาได้รีบคว้าตัวเจ้าสาวแล้วลากออกจากห้อง ผ่านทางประตูไปยังห้องครัวไปยังด้านนอก ระหว่างทางที่หนีออกมาก็เห็นว่าเจ้าสาวได้รับบาดเจ็บที่ขา ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างกำลังวิ่งหนีพยายามเอาตัวรอด

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นในงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของทั้งคู่ ซึ่งจัดแบบชาวคริสต์ โดยมีแขกเหรื่อร่วมงานกว่า 900 คน ซึ่งทุกคนอยู่ในอาการแตกตื่นตกใจ พยายามหนีออกไปด้านนอก ในขณะที่วัสดุก่อสร้างถูกเผาไหม้ได้ปลิวร่วงลงมา ตำรวจระบุว่าเป็นเพราะวัสดุก่อสร้างต้นทุนต่ำ ติดไฟง่ายในอาคาร ทำให้เปลวไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว จนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่  

นายเรวาน กล่าวว่า พวกเขาตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่ที่อื่น เพราะทนอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว โดยทุกครั้งที่พวกเขาพยายามจะมีความสุขก็กลับเกิดเรื่องไม่ดีที่มาทำลายความสุข โดยตอนนี้ภรรยาของเขาซึ่งมีอายุ 18 ปี กำลังอยู่ในสภาพเสียใจสุดขีด พูดอะไรไม่ออก เพราะสูญเสียครอบครัว ทั้งแม่ และน้องชาย ในขณะที่พ่อกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เช่นเดียวกับตัวเขาที่สูญเสียญาติไป 15 คน แม้ตอนนี้พวกเขาจะมานั่งให้สัมภาษณ์พูดคุยได้ แต่ข้างในใจเหมือนตายแล้วทั้งเป็น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สื่อต่างๆ รายงานว่า สาเหตุเพลิงไหม้อาจเกิดจากพลุที่จุดในงาน ในขณะที่เจ้าบ่าวเชื่อว่าต้นเพลิงอาจมาจากไฟฟ้าลัดวงจร และเกิดการเผาไหม้ของวัสดุตกแต่งเพดานจนรู้สึกมีความร้อนด้านบน เขาบอกว่าก่อนเริ่มงานพ่อของเขาได้ถามเจ้าของสถานที่ให้แน่ใจแล้วว่าพลุจะไม่กระเด็นมาโดนชุดลูกสะใภ้ไฟไหม้แน่หรือ โดยเจ้าของสถานที่ตอบว่าไม่มีทาง เพราะเป็นพลุไฟฟ้า ไม่มีประกายไฟ ต่อให้เอามือ หรือพลาสติกมาโดนก็ไม่ไหม้

ทางด้านชาวอิรักจำนวนมากเดินทางไปร่วมพิธีศพของผู้เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้งานแต่งงาน ซึ่งทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายมากกว่า 100 ราย ขณะตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยที่อาจต้องรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้แล้ว 14 คน.

อินโดฯ เตรียมเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงสายแรกในอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729633

อินโดฯ เตรียมเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงสายแรกในอาเซียน

2 ต.ค. 2566 10:20 น.

อินโดฯ เตรียมเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงสายแรกในอาเซียน

อินโดนีเซีย นำร่องชาติแรกในอาเซียน เปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูง โดยเป็นความร่วมมือระหว่างจีนและอินโดนีเซีย ส่วนหนึ่งของโครงการสายแถบและเส้นทางของจีน

อินโดนีเซียเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงสายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในวันนี้ โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 268,000 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสายแถบและเส้นทางของจีน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยในตอนแรกตั้งเป้าว่าจะแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2019 แต่การก่อสร้างต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากการระบาดของโควิด-19

สำหรับเส้นทางของรถไฟความเร็วสูงระยะทาง 138 กิโลเมตรนี้ จะวิ่งให้บริการระหว่างกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ไปยังเมืองบันดุง ของจังหวัดชวาตะวันตก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ และยังเป็นเมืองศูนย์กลางของศิลปะและวัฒนธรรมด้วย

โดยรถไฟหัวกระสุนที่ผลิตในจีนขบวนนี้มีชื่อว่า “วูช” (Whoosh) เป็นขบวนรถไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้า โดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนโดยตรง ภายในขบวนรถจะมีที่นั่ง 3 ประเภท ได้แก่ ชั้น 1 ชั้น 2 และวีไอพี โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ไวไฟ และจุดชาร์จ ยูเอสบี สามารถจุผู้โดยสารได้ 601 คน โดยสามารถแล่นด้วยความเร็วสูงสุดที่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่นระยะเวลาในการเดินทางระหว่างกรุงจาการ์ตากับเมืองบันดุง จาก 3 ชั่วโมง เหลือเพียง 45 นาที

นอกจากนี้ขบวนรถไฟยังมีการปรับให้เข้ากับสภาพอากาศเขตร้อนของอินโดนีเซีย และมีระบบที่รองรับกับการเกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม รวมทั้งสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ ด้วย โดยหลังจากนี้อาจจะมีการขยายเส้นทางไปถึงสุราบายาต่อไป และมีแผนอาจจะเพิ่มจุดจอดรถที่เมืองหลักๆ อย่าง เซมารัง และยอร์กยาการ์ตาในอนาคตอีกด้วย.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “รถไฟความเร็วสูง”

หลังคาโบสถ์เม็กซิโกพังถล่ม ทับผู้คนที่ประกอบพิธีทางศาสนา ดับอย่างน้อย 7 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729634

หลังคาโบสถ์เม็กซิโกพังถล่ม ทับผู้คนที่ประกอบพิธีทางศาสนา ดับอย่างน้อย 7 ศพ

2 ต.ค. 2566 09:02 น.

หลังคาโบสถ์เม็กซิโกพังถล่ม ทับผู้คนที่ประกอบพิธีทางศาสนา ดับอย่างน้อย 7 ศพ

เกิดเหตุหลังคาของโบสถ์ในรัฐตาเมาลิปัส ของเม็กซิโก พังถล่มลงมาในขณะที่คริสตศาสนิกชนจำนวนมากกำลังประกอบพิธีทางศาสนาอยู่ด้านใน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ศพ เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาอีกกว่า 30 ราย ที่เชื่อว่าติดอยู่ใต้ซากแห่งนี้

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2566 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุหลังคาของโบสถ์ “ซานตา ครูซ” ในเมืองซิอัวแดด มาเดโร ในรัฐตาเมาลิปัส ของเม็กซิโก พังถล่มลงมาทับผู้คน ในขณะที่คริสตศาสนิกชนจำนวนมากกำลังประกอบพิธีทางศาสนาอยู่ด้านในโบสถ์แห่งนี้

รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ศพ นอกจากนี้มีผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีก 10 ราย และมีคนถูกทับอยู่ใต้ซากหลังคาอีกประมาณ 30 คน ในจำนวนนี้รวมไปถึงเด็กๆ หลายคนด้วย

ตำรวจระบุว่าเหตุเกิดเมื่อเวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 03.30 น. ของคืนที่ผ่านมา ตามเวลาในไทย ขณะเกิดเหตุมีคนประกอบพิธีทางศาสนาในโบสถ์แบ๊บติสต์แห่งนี้ประมาณ 100 คน จนถึงขณะนี้จ้าหน้าที่กู้ภัยยังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อเร่งค้นหาคนที่ติดอยู่ใต้ซากตึก ส่วนสาเหตุที่หลังคาพังลงมานั้นยังไม่ทราบแน่ชัด

ทางด้าน สาธุคุณโฮเซ่ อาร์แมนโด อัลวาเรซ คาโน บิชอฟแห่งแทมปิโก ส่งสารให้กำลังใจบรรดาญาติพี่น้องของผู้สูญหาย ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาใต้ซากอาคารโบสถ์ พร้อมระบุว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และขอให้พระผู้เป็นเจ้าคุ้มครองทุกคน.