ชป.ขานรับข้อสั่งการ ‘รมว.ธรรมนัส’ รับมือฝนตกหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756975

ชป.ขานรับข้อสั่งการ 'รมว.ธรรมนัส' รับมือฝนตกหนัก

ชป.ขานรับข้อสั่งการ ‘รมว.ธรรมนัส’ รับมือฝนตกหนัก

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.36 น.

กรมชลประทาน ขานรับข้อสั่งการ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ทุกโครงการชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำ หลังกรมอุตุนิยมวิทยา เตือนจะมีฝนตกหนักโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานอย่างใกล้ชิด ย้ำบริหารจัดการน้ำฤดูฝนควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด หวังบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศและศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง  พร้อมนำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนไว้ให้ได้มากที่สุด เน้นย้ำน้ำอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศต้องเพียงพอ พร้อมกำชับให้ทุกโครงการชลประทาน  จัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ อาทิ หนอง บึง แก้มลิงต่างๆ เร่งเข้าปรับปรุง ขุดลอก  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป  

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ขณะนี้มีปริมาณฝนตกอย่างต่อเนื่อง  ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  พร้อมร่วมกันบริหารจัดการน้ำระหว่างพื้นที่อย่างเชื่อมโยงกัน  จัดจราจรน้ำให้สอดคล้อง เพื่อให้การระบายน้ำทำได้ดีและรวดเร็ว  รวมทั้งตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทาน โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ที่มีปริมาณน้ำมาก   ตลอดจนสำรวจศักยภาพการรับน้ำของพื้นที่ท้ายอ่างฯ  บริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดควบคู่ไปกับการเก็บกัก   พิจารณาการระบายน้ำให้เหมาะสม โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายอ่างฯ  พร้อมทำการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง  จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที  เน้นย้ำให้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง   เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ศุภมาส’เข้าใจหัวอกแม่ ยันให้ความเป็นธรรมเหยื่อ สั่งทบทวนกิจกรรมรับน้องทุกสถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756909

‘ศุภมาส’เข้าใจหัวอกแม่ ยันให้ความเป็นธรรมเหยื่อ สั่งทบทวนกิจกรรมรับน้องทุกสถาบัน

‘ศุภมาส’เข้าใจหัวอกแม่ ยันให้ความเป็นธรรมเหยื่อ สั่งทบทวนกิจกรรมรับน้องทุกสถาบัน

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.05 น.

‘ศุภมาส’ยันให้ความเป็นธรรมเหยื่อรับน้อง เผยเข้าใจหัวอกแม่ด้วยกันที่สูญเสีย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุดพร้อมเยียวยา ให้ทบทวนการจัดกิจกรรมรับน้องทุกสถาบันอุดมศึกษา

15 กันยายน 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวถึงกรณีที่แม่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันดังย่านปทุมวัน เข้ายื่นหนังสือถึง รมว.อว. เพื่อร้องขอความยุติธรรมและการเยียวยาหลังจากสูญเสียลูกชายจากกิจกรรมรับน้องของสถานบันดังกล่าว ว่า กระทรวง อว. ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะตนก็เป็นแม่คนจึงเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ด้วยกัน ซึ่งการสูญเสียลูกไปไม่มีสิ่งใดจะมาทดแทนหรือเยียวยาได้

“ขณะนี้ตนได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด และขอให้มั่นใจว่าจะให้ความยุติธรรม โดยเฉพาะกับผู้ที่สูญเสีย และพร้อมจะเร่งเยียวยา โดยหลังจากนี้จะต้องมีการทบทวนการจัดกิจกรรมการรับน้องในทุกสถาบันอุดมศึกษา และต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานหรือกระทรวงอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับลูกใครอีก” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ย.66 แม่ของนักศึกษาผู้เสียชีวิตได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความยุติธรรมและการเยียวยาที่อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ คณะทำงาน รมว.กระทรวง อว. , นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. รับหนังสือ และมีนางสาวภัสริน รามวงศ์ สส. เขตบางซื่อ-ดุสิต พรรคก้าวไกล , นายปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.เขตบางเขน จตุจักร-หลักสี่ พรรคก้าวไกล ร่วมพูดคุยหารือเพื่อยกระดับการควบคุมและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก

‘ชวน’ฝากเชือด‘กู้ กยศ.’ไม่คืน ให้งดร่วมชั้นเรียนสถาบันพระปกเกล้า ชี้แค่เริ่มต้นก็โกงแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756908

‘ชวน’ฝากเชือด‘กู้ กยศ.’ไม่คืน ให้งดร่วมชั้นเรียนสถาบันพระปกเกล้า ชี้แค่เริ่มต้นก็โกงแล้ว

‘ชวน’ฝากเชือด‘กู้ กยศ.’ไม่คืน ให้งดร่วมชั้นเรียนสถาบันพระปกเกล้า ชี้แค่เริ่มต้นก็โกงแล้ว

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.04 น.

‘ชวน’ฝากเชือด‘กู้ กยศ.’ไม่คืน ให้งดร่วมชั้นเรียนสถาบันพระปกเกล้า ชี้แค่เริ่มต้นก็โกงแล้ว

15 กันยายน 2566 ที่ห้องประชุมสโมสรราชพฤกษ์ นอร์ธปาร์ค นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง(พตส.) รุ่นที่ 13 จัดเสวนานำเสนอยุทธศาสตร์ หัวข้อ “ยุทธศาสตร์เสริมสร้างให้ระบบการเลือกตั้งได้รับการยอมรับ” โดยมีนายสันทัศน์ ศิริอนันต์ไพบูลย์ กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นประธานในพิธี และมีนายชวน หลักภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานรัฐสภา กล่าวปาฐกถาเรื่อง “ฉากทัศน์ประเทศไทยหลังการจัดตั้งรัฐบาล”

นายชวน กล่าวตอนหนึ่ง ว่า ตนได้ย้ำกับเลขาสถาบันพระปกเกล้าว่า ทุกหลักสูตรต้องตรวจสอบว่าคนมาเรียนนั้นได้กู้ กยศ.หรือไม่ ถ้ากู้แล้วไม่คืนก็ไม่รับ เพราะมาเรียนได้อย่างไร แค่เริ่มต้นด้วยการโกง ถ้าไม่มีงานไม่มีเงิน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมีงานทำแล้ว รายได้เป็นแสน เป็นล้านก็มี แต่ไม่คืนกยศ.แบบนี้ สถาบันพระปกเกล้าต้องกำหนดเงื่อนไขพิเศษ และขอให้เลขาฯ บรรยายในชั่งโมงแรกเลย เพราะไม่อยากให้คนที่จบหลักสูตรแล้ว ความรู้ดีกว่าเดิม แต่ทุกจริตเก่งกว่าเดิม

“อยากให้หลักสูตรสร้างคนดี ถ้าคนสีเทาเข้ามาก็อยากให้ออกไปเป็นสีใส ส่วนสีใสที่เข้ามาไม่อยากให้ออกไปสีเทา” นายชวน กล่าว

‘สอศ.’ รับลูก ‘เพิ่มพูน’ ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ ‘เรียนดี มีความสุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756846

'สอศ.' รับลูก 'เพิ่มพูน' ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ 'เรียนดี มีความสุข'

‘สอศ.’ รับลูก ‘เพิ่มพูน’ ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ ‘เรียนดี มีความสุข’

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.29 น.

“สอศ.” รับลูก “เพิ่มพูน” ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ “เรียนดี มีความสุข” จัดทำแอคชั่นแพลน ส่งต่อสถานศึกษาปฎิบัติอย่างเคร่งครัด 

นที่ 15 กันยายน 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดประชุมเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาตามข้อสั่งการและแนวปฏิบัติของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบนโยบายแก่ข้าราชการ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดย เบื้องต้น สอศ. ได้คลี่นโยบายดังกล่าว และกำหนดผู้รับผิดชอบทุกสำนัก หน่วย ศูนย์ ในกำกับของสอศ. จัดทำแนวปฏิบัติในเรื่องที่เกี่ยวข้อง จัดนำเสนอภายในวันที่ 22 กันยายน 2566 นี้ ในทุกมิติของนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมาย  โดยกำหนดแนวปฏิบัติ และกำชับสถานศึกษาถือปฏิบัติในด้านต่าง ๆ  ดังนี้ 

ด้านข้อสั่งการและการปฏิบัติ 6 ข้อ ได้แก่ 1. ให้นำนโยบายด้านการศึกษาของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม (Action plan) 2. ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น การบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย (ห้ามซื้อ-ขายตำแหน่ง) ห้ามทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุ คุรุภัณฑ์ ชุดนักเรียน อาหารกลางวัน และอื่นๆ และต้องจัดซื้อจัดจ้าง วัสดุ ครุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ 3. น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ  4. ให้ร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด 5. ส่งเสริมการอ่านยังเป็นกระบวนการโดยครูต้องเป็นต้นแบบในการรักการอ่าน และ 6. การลงพื้นที่ตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยมให้เฉพาะผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม โดยให้มีการดำเนินการอย่างเรียบง่าย และประหยัด เช่น ไม่ต้องติดป้ายต้อนรับ ไม่มีของที่ระลึก-ของฝาก เป็นต้น 

 เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า นอกจากแนวข้อสั่งการและแนวปฏิบัติแล้ว สอศ.ได้จัดเตรียมแผนงานในด้านการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และด้านการลดภาระผู้เรียนและผู้ปกครอง ตามนโยบายในทุกเรื่องทุกมิติ โดยให้ส่วนกลางของ สอศ. ดำเนินจัดทำแอคชั่นแพลนในเรื่องต่าง ๆ (Action plan) ตามแนวปฏิบัติ พร้อมได้สั่งการไปยังสำนักอาชีวศึกษาจังหวัด และสถานศึกษาในสังกัด ทั่วประเทศ เตรียมรองรับการขับเคลื่อนแบบเข้มข้น และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

สุวัจน์ ขอบคุณ ‘เศรษฐา’ แต่งตั้ง ‘เทวัญ’ 1 ใน 9 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558688

16 ก.ย. 2566

สุวัจน์ ขอบคุณ ‘เศรษฐา’ แต่งตั้ง ‘เทวัญ’ 1 ใน 9 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

สุวัจน์ ขอบคุณ ‘เศรษฐา’- เพื่อไทย ที่ให้เกียรติ ‘เทวัญ’ เป็น 1 ใน 9 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ย้ำ ชาติพัฒนากล้า ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการทํางานร่วมกับรัฐบาล

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ได้กล่าวขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณพรรคแกนนําพรรคเพื่อไทยที่ได้กรุณาให้เกียรติให้หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ได้เข้าไปเป็น 1 ใน 9 ของคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า

“พรรคชาติพัฒนกล้าเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร เมื่อบ้านเมืองมีวิกฤตก็ได้ร่วมมือกันทำให้งานที่ยากลําบากผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เป็นความร่วมมือของ 11 พรรคร่วมรัฐบาลในการที่จะสานต่อรวมพลังกันทํางานในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้ประสบความสําเร็จ ฉะนั้น พรรคชาติพัฒนากล้า ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการทํางานร่วมกับรัฐบาล”

นายสุวัจน์ กล่าวว่าการทํางานของรัฐบาลเศรษฐา 1 ทำได้รวดเร็ว อะไรทําได้ทําทันที ถูกใจและตรงกับปัญหาของพี่น้องประชาชน ถ้าสามารถรักษาอัตราความเร็วของการทํางานบวกกับประสิทธิภาพแล้วสามารถจะแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายระยะสั้น ระยะยาวที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน คือ เรื่องสินค้าราคาแพง, เรื่องลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน, การพักหนี้เกษตรกร, การพักหนี้ SME,การกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท

ส่วนระยะยาว คือ การสร้างรายได้ สร้างโอกาส และการรักษาคุณภาพชีวิต โดยการเพิ่มรายได้การส่งออกเป็นหลัก,การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล, การหาตลาดการค้าใหม่, การปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม แสงแดดทำให้ต้นทุนไฟฟ้าถูกลง,การแสวงหา แก๊ส น้ำมัน ในอ่าวไทย, การกำหนดโครงสร้างค่าการกลั่นน้ำมัน,การสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนในเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ทำกิน

การหยิบ soft power มาเป็นพลังในการต่อยอดเศรษฐกิจ ต่อยอดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ soft power 

โดยภาพรวมถ้ารัฐบาลสามารถที่จะขับเคลื่อนนโยบายที่ได้แถลงต่อสภาทั้งระยะสั้น ระยะยาวให้เป็นไปตามกรอบ ตามแนวทาง พร้อมรับข้อเสนอของฝ่ายค้านได้จะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

‘ชัยธวัช’ เผย กก.บห.ชุดใหม่ พร้อมเปิดทาง ‘พิธา’ กลับมาผงาดอีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558676

15 ก.ย. 2566

'ชัยธวัช' เผย กก.บห.ชุดใหม่ พร้อมเปิดทาง 'พิธา' กลับมาผงาดอีกครั้ง

‘ชัยธวัช’ เผย 23 ก.ย.ประชุมวิสามัญ เลือกกก.บห.ชุดใหม่ หากศาลตัดสิน ‘พิธา’ ไม่ผิด พร้อมเปิดทางให้กลับมาเป็น ‘ผู้นำพรรค’

ความเคลื่อนไหว นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค หลังจากที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยวันที่ 23 ก.ย. จะมีการประชุมวิสามัญของพรรค วาระสำคัญจะเป็นการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ส่วนการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ก็คงต้องรอผลสรุปในที่ประชุมอีกครั้ง

ส่วนพรรคก้าวไกลชัดเจนแล้วว่าจะเอาตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 จะต้อง ถูกขับออกจากพรรคหรือจะให้ลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ต้องรอได้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่และคงจะมีการหารือกับนายประดิพัทธ์อีกรอบ ตอนนี้พรรคก้าวไกล คิดว่าเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ควรมีสถานะพรรคฝ่ายค้านอย่างสมบูรณ์ และควรมีผู้นำฝ่ายค้านที่มาจากพรรคฝ่ายค้านหลัก เนื่องจากผู้นำฝ่ายค้านมีบทบาทสำคัญ เปรียบเสมือนหัวเรือใหญ่ในการกำหนดทิศทางการทำงานของฝ่ายค้าน 

ส่วนบทบาทของนายพิธาหลังจากนี้ ต้องรอกรรมการบริหารชุดใหม่ จะมีการจัดวางว่านายพิธาจะอยู่ตำแหน่งใด แต่นายพิธาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นผู้นำของพรรคอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค 

เมื่อถามต่อว่า หากอนาคตศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า นายพิธาไม่มีความผิดและคืนสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) นายพิธาจะไม่ได้ตำดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน แต่จะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนใช่หรือไม่ นายชัยธวัช มองว่า ผู้นำชุดใหม่ของพรรคก็พร้อม เปิดทางให้นายพิธากลับมาเป็นผู้นำพรรค 

หากศาลตัดสินว่านายพิธาไม่ผิดแล้ว ทุกองคาพยพในพรรค ยอมรับในความเป็นผู้นำของนายพิธาอยู่แล้ว นายชัยธวัช เผยว่า ก่อนหน้านี้นายพิธาระบุ พรรคก้าวไกลควรจะทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านให้ได้สมบูรณ์ และผู้นำฝ่ายค้านควรจะมาจากพพรรคฝ่ายค้าหลัก ซึ่งเป็นความชัดเจน และเป็นเหตุผลที่นายพิธาตัดสินใจสละตำแหน่งหัวหน้าพรรค

นายชัยธวัช ยอมรับ เสียใจ แต่เป็นการตัดสินใจของนายพิธาเอง และเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในส่วนตัวของตน นับถือการตัดสินใจของนายพิธา และเจ้าตัวก็ยืนยันด้วยว่าไม่ได้หายไปไหน และยังทำหน้าที่เป็นผู้นำคนหนึ่งของพรรคก้าวไกล 

เชื่อว่าหุ้น itv ไม่มีปัญหาอะไรเพียงแต่รอระยะเวลาที่จะกลับมาทำหน้าที่ส.สได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง ย้ำว่า หากศาลตัดสินหุ้น itv ของนายพิธาว่าไม่ผิด ก็เป็นไปได้ที่นายพิธาจะกลับมาเป็นผู้นำของพรรคฝ่ายค้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในที่ประชุมเสนอให้ นายชัยธวัช ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมทำหน้าที่หรือไม่ นายชัยธวัช ระบุว่า ค่อยว่ากัน ส่วนตัวยังชอบเป็นเลขาธิการพรรคอยู่ (หัวเราะ)  

นายชัยธวัช ตุลาธนนายชัยธวัช ตุลาธน

พิธา เดินสายทั่วประเทศ นำปัญหาชงผ่าน ก้าวไกล – ศิริกัญญา เหมาะนั่งหน.พรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558675

15 ก.ย. 2566

พิธา เดินสายทั่วประเทศ  นำปัญหาชงผ่าน ก้าวไกล - ศิริกัญญา  เหมาะนั่งหน.พรรค

รักษาการหัวหน้าพรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ” เคลียร์ปมลาออกจากหัวหน้าพรรค ไม่มีอะไรซับซ้อน ต้องการให้มีผู้นำฝ่ายค้าน  ที่จะมาเป็นธงหลักทำงาน ทั้งมหภาค – จุลภาค ประกาศแผนจากนี้เดินสายทั่วประเทศ เขย่าปัญหาของประชาชน ส่วนผู้ที่จะกุมบังเหียน ศิริกัญญา ตันสกุล เหมาะ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ รักษาการหัวหน้าพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า   การลาออกจากหัวหน้าพรรคก้าวไกล   เป็นการเห็นส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เป็นสำนึกของนักการเมือง คือในเรื่องของส่วนรวม ในบริบทการเมืองปัจจุบัน ฝ่ายค้านต้องทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพทั้ง มหภาคและจุลภาค ในทางมหภาคผู้นำฝ่ายค้าน  จำเป็นที่จะต้องเป็นเรือหลัก นำทิศทางการอภิปรายงบประมาณ อภิปรายแนะนำรัฐบาล อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ แม้แต่เรื่องจุลภาคอย่างเรื่องการแต่งตั้งวิปฝ่ายค้าน ตามข้อบังคับก็เป็นหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านนี่เป็นเรื่องส่วนรวม   “ไม่ต้องห่วงผม ห่วงประชาชน ห่วงบ้านเมือง ห่วงประเทศดีกว่า ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ผมยังยืนยันคำเดิม ผมไม่ยึดติดกับหัวโขน  ไม่ยึดติดกับตำแหน่งและเชื่อว่าปัจจุบัน ผมสามารถทำงานได้ แม้ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลย “


นายพิธา  กล่าวว่า  สถานะขณะนี้   ยังเป็นสส.ที่เข้าสภาไม่ได้ เป็นสส. ที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่และเป็นสส.ที่ยังสามารถทำงานในฐานะสมาชิกพรรคก้าวไกล  จิตใจยังเกินร้อย และเดินหน้าทำงานในช่วงที่รอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ  อาจจะเจอตนมากกว่าเดิม เพราะมีกำหนดการเดินทางไปทั่วประเทศ ทั้งจังหวัดที่มีสส.เขตและจังหวัดที่ได้คะแนนบัญชีรายชื่อเยอะ รวมถึงจะมีการเดินทางไปต่างประเทศ ที่จะไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  จะเดินหน้าเขย่าการเมืองไทย และเขย่าปัญหาประชาชน ผ่านตะแกรงร่อนส่งต่อไปยังสส.พรรคก้าวไกล ที่ยังอยู่ในสภา 

 “ไม่ได้เป็นการเดินเกม แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ รัฐธรรมนูญที่เราต้องการจะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ เราจึงต้อง เอาส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว และคิดว่าสามารถทำงานได้โดยที่ไม่ต้องมีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และตอนนี้เวลาลพื้นที่ก็มีคนฟัง   ตามกฎหมายยังเป็นรักษาการหัวหน้าพรรค จนถึงวันที่ 23 ก.ย.   ที่จะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ และวันที่ 24 ก.ย.  พรรคจะมีการจัดกิจกรรมที่ดินแดง  และ หลังจากที่พรรคก้าวไกลได้หัวหน้าพรรคใหม่ในวันที่ 24 ก.ย.  ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายค้านเชิงรุกตามที่เคยประกาศเอาไว้”

เขา กล่าวว่า   บุคคลที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค  มี 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือขึ้นอยู่กับการประชุมวิสามัญพรรค และอีกประเด็นคือขึ้นอยู่กับคนที่ถูกเสนอชื่อจะยอมเป็นหรือไม่ ส่วนตัวมองว่ามีผู้ที่เหมาะสม  4-5 คน ที่พร้อมจะเป็นหัวหน้าพรรคแทน  ในช่วงเวลาที่รอคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ   รวมทั้ง น.ส.  ศิริกัญญา ตันสกุล  รองหัวหน้าพรรค  ก็เป็นหนึ่งในนั้น   อย่างไรก็ตามเป็นความเห็นของตนคนเดียวต้องรอดูต่อไป มีเวลาอีก 7-8 วัน     ไม่ได้กังวลใจอะไร เพราะพรรคไม่ใช่พรรคที่มีเจ้าของ หรือสืบทอดอำนาจได้ มีข้อบังคับพรรคมีกฎหมายควบคุมอยู่

พิธา เดินสายทั่วประเทศ  นำปัญหาชงผ่าน ก้าวไกล - ศิริกัญญา  เหมาะนั่งหน.พรรค

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล

.

นายพิธา กล่าวว่า   กระแสข่าวที่เตรียมจะขับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก ออกจากพรรคก้าวไกล เพื่อรักษาตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ไว้ และได้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านด้วย   ต้องรอหลังการประชุมวิสามัญของพรรค เพราะเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่  ที่จะต้องหารือกับนายปดิพัทธ์ แล้วต้องฟังความคิดเห็นจากนายปดิพัทธ์ด้วย


สำหรับที่มีชื่อติดหนึ่งในร้อยลำดับผู้ทรงอิทธิพลแห่งอนาคต ในนิตยสาร Time   ดีใจที่ทั่วโลกที่ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย มีความพยายามที่จะเขย่าการเมืองไทย และพร้อมที่จะขยับเขยื้อนให้ประเทศไทยมีส่วนสำคัญในบริบทอาเซียน และบริบทโลก และการถ่วงดุลอำนาจ มหาอำนาจเพื่อให้ประเทศไทยไปสู่อนาคตได้   “ขอฝากถึงผู้ที่ติดตามว่า ต่อไปนี้ เจอกันทั่วประเทศ เจอกันทั่วโลก และจนกว่าเราจะกลับมาเจอกันใหม่” นายพิธา ระบุ

วงในปูด ‘ก้าวไกล’ ส่อขับ ‘ปดิพัทธ์’ – เปิดทางหาสังกัดใหม่ ยึดรองประธานสภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558670

15 ก.ย. 2566

วงในปูด  'ก้าวไกล' ส่อขับ 'ปดิพัทธ์' - เปิดทางหาสังกัดใหม่ ยึดรองประธานสภาฯ

ความเป็นไปได่ต่อการอยู่ในตำแหน่ง “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร” ของ ปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก ยังมีทางออก วงในเผยอาจจะใช้สูตร ขับเจ้าตัวออกจากพรรค เพื่อไปหาสังกัดใหม่ ควบกับการทำหน้าที่ได้ต่อ ส่วน “ก้าวไกล” จะไม่มีข้อติดขัด เข้าองค์ประกอบรับตำแหน่งผู้นำฝายค้าน

แหล่งข่าวจากพรรคก้าวไกล   เปิดเผยว่า   ภายหลังนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเปิดทางให้หัวหน้าพรรคคนใหม่ สามารถทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีผลต่อ  ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก ของพรรคก้าวไกล  ดำรงตำแหน่งอยู่ 2      ทำให้สถานการณ์ขณะนี้  มี 2  ทางเลือก คือ หากพรรคก้าวไกล ต้องการจะดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายปดิพัทธ์ ก็จะต้องลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำให้พรรคก้าวไกล มีเพียงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น 

อีกทางเลือกหนึ่ง หากพรรคก้าวไกล ต้องการทั้งตำแหน่ง “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร” และ “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” พรรคก้าวไกล จำเป็นจะต้องหาเหตุ ขับนายปดิพัทธ์ พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล เหมือนกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ เคยขับกลุ่ม สส. ที่อยู่ภายใต้การนำของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ออกจากพรรคฯ แล้วไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย เนื่องจาก หากนายปดิพัทธ์ เลือกที่จะลาออกจากตำแหน่งสมาชิกพรรคก้าวไกล ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นจะทำให้นายปดิพัทธ์ ต้องพ้นจากสมาชิกภาพ สส. และพ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการสูญเสียโอกาส   พรรคก้าวไกล จึงจำเป็นจะต้องเลือกวิธีการ  ด้วยการขับนายปดิพัทธ์ ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้นายปดิพัทธ์ มีเวลา 30 วัน ในการหาสังกัดพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งก็จะช่วยให้พรรคก้าวไกล เข้าเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วย คือ เป็นพรรคการเมือง ที่ไม่มี สส.ของพรรคดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 

แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า สำหรับพรรคการเมือง ที่พรรคก้าวไกล จะฝากนายปดิพัทธ์  ก็อาจจะเป็นพรรคการเมืองในฝั่งของฝ่ายค้าน เช่น พรรคเป็นธรรม ที่มีนายกัณวีร์ สืบแสง เป็น สส.  ในระบบบัญชีรายชื่อ    แต่หากที่สุดแล้ว พรรคก้าวไกล ตัดสินใจที่จะเอาตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเพียงตำแหน่งเดียว ก็จะทำให้สภาผู้แทนราษฎร ต้องเลือกตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ซึ่งจะกลายไปเป็นสิทธิของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีเสียงมากเป็นอันดับที่ 2 

วงในปูด  'ก้าวไกล' ส่อขับ 'ปดิพัทธ์' - เปิดทางหาสังกัดใหม่ ยึดรองประธานสภาฯ

ปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล  รองประธานสภาผู้แทนราษฎร

‘ธีรัจชัย’ เชื่อ ‘นายกฯ’ ไม่กล้าถอดชื่อ ‘พล.ต.อ.เพิ่มพูน’ ออกจาก ‘รมว.ศธ.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558645

15 ก.ย. 2566

'ธีรัจชัย' เชื่อ 'นายกฯ' ไม่กล้าถอดชื่อ 'พล.ต.อ.เพิ่มพูน' ออกจาก 'รมว.ศธ.'

‘สส.ก้าวไกล’ เชื่อ ‘นายกฯ’ ไม่กล้าถอดชื่อ ‘พล.ต.อ.เพิ่มพูน’ ออกจาก ‘รมว.ศธ.’ หลัง ป.ป.ช. ส่งชื่อให้พิจารณา จี้เร่งตามตัว ‘บอส อยู่วิทยา’ อย่างจริงใจ ลดความเหลื่อมล้ำกระบวนการยุติธรรม

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคก้าวไกล แถลงข่าวกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งชื่อ “พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการทางวินัย จากปมมีความเห็นตามอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี “บอส อยู่วิทยา” 

นายธีรัจชัย กล่าวว่า คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2555 นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ จนเสียชีวิต เป็นกรณีที่ประชาชนสนใจ และในคดีข้อสงสัยมากมาย เช่น มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วของรถต่ำกว่ากฎหมายกำหนด มีการย้ายนายตำรวจที่จะออกหมายแดงเพื่อติดตามตัวนายวรยุทธ ที่หลบหนีอยู่นอกประเทศ มีนายตำรวจท่านใหม่มาและมาเปลี่ยนให้เป็นหมายที่ใช้ในหน่วยงานของรัฐเท่านั้น มีการย้ายนายตำรวจที่จะมีความเห็นแย้งอัยการ และมีตำรวจท่านใหม่เข้ามาทำให้ไม่แย้งอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง 

โดยเรื่องนี้หลังจากมีการดำเนินคดีมีการสั่งฟ้องนายวรยุทธหลายข้อหา แต่ต่อมามีการร้องเรียนอัยการถึง 13 ครั้ง จนกระทั่งครั้งที่ 14 ประสบความสำเร็จอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ซึ่งตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจหนึ่งครั้ง รวมถึงในคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ของสภาผู้แทนราษฎร ได้สอบสวนจนสิ้นกระแสความและส่งเรื่องให้กรรมการป.ป.ช. 

นายธีรัจชัย กล่าวว่า มาวันนี้เป็นเรื่องที่ต้องถามนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร แม้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลเป็นเรื่องวินัย แต่ได้ส่งเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธาน ก.ตร. เป็นผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการต่อ พิจารณาความเหมาะสมในตำแหน่งของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ที่เหมือนเป็นครูใหญ่ของประเทศ จะออกนโยบายต่างๆ สั่งสอนเด็กให้ซื่อสัตย์สุจริต ให้มีประสิทธิภาพต่างๆอย่างไร เพราะมีความด่างพร้อยตรงนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีควรพิจารณาถอดถอน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ออกจากตำแหน่ง รมว.ศึกษาฯ หรือไม่ นายธีรัจชัย ระบุว่า หากต้องการความเหมาะสมควรทำในสิ่งที่ไม่ให้ประเทศชาติด่างพร้อยเสียหาย แต่ผมเชื่อว่า นายกฯไม่กล้า เพราะพรรคที่ท่านสังกัดและได้เป็นรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นพรรคที่สำคัญ มีเสียงสูงในขณะนี้ 

“คิดว่านายกรัฐมนตรีจะไม่กล้า แต่เมื่อไม่กล้าแล้วจะทำอย่างไร จะอธิบายอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ จึงคิดว่าท่านไม่กล้าเพราะเป็นพรรคการเมืองหลักในการตั้งรัฐบาล” นายชัยธวัช กล่าว

นอกจากนี้นายชัยธวัช ยังขอให้ตรวจสอบดำเนินการคนที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด และติดตามจับกุมตัวนายวรยุทธด้วย Biometric หากนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจต้องสั่งการไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญ ให้ 26-27 ประเทศในกลุ่มวีซ่าเชงเก้น มีเครือข่ายบริษัทของนายวรยุทธตั้งอยู่ ให้ติดตามว่ามีเครื่องบินของเขาเข้าออก ก็สามารถตามจับได้ไม่ยาก หากใส่ใจทำ เป็นการวัดใจนายกรัฐมนตรีว่าจะเห็นความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

สุดอึ้ง เปิดทรัพย์สิน ‘มนพร เจริญศรี’ รมช.คมนาคม มีเงินอยู่แค่นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558644

15 ก.ย. 2566

สุดอึ้ง เปิดทรัพย์สิน 'มนพร เจริญศรี' รมช.คมนาคม มีเงินอยู่แค่นี้

ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘มนพร เจริญศรี’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คนใหม่ มีเงินติดบัญชีอยู่แค่นี้ ไม่มีหนี้สิน

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 102 ที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะต้องยื่น “บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน” ของตน คู่สมรส และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง ภายใน 60 วัน นับถัดจากวันเข้ารับตำแหน่ง หรือวันพ้นจากตำแหน่ง ในส่วนของ “มนพร เจริญศรี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เรียกได้ว่าสุดทึ่ง เมื่อเปิดทรัพย์สิน พบว่ามีอยู่เพียงกว่า 6 พันบาท

มนพร เจริญศรีมนพร เจริญศรี

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย มีรายได้ต่อปี เป็นเงินเดือนจำนวน 1,362,720 บาท มีรายจ่ายต่อปี เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และเบี้ยประกันชีวิต รวม 730,714 บาท 

แต่ทรัพย์สินของนางมนพร มีอยู่เพียง 6,819.94 บาท เป็นบัญชีเงินฝาก 3 บัญชี แบ่งเป็นธนาคารกสิกรไทย 2 บัญชี และธนาคารกรุงไทย 1 บัญชี  ไม่มีที่ดิน รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ และไม่มีหนี้สินเช่นกัน

สำหรับนางมนพร เจริญศรี ปัจจุบันอายุ 57 ปี เคยดำรงตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วน จ.นครพนม, สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วน จ.นครพนม เมื่อปี 2537 เขตอำเภอเมืองฯ รวม 2 สมัย รองนายกองค์การบริหารส่วน จ.นครพนม 2 สมัย ถือเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรก ของ จ.นครพนม นอกจากนี้ ยังเป็น ประธานกรรมการพัฒนาสตรีนครพนม มีบุตรสาว 1 คน

‘เดือน มนพร เจริญศรี’ นอกจากผ่านประสบการณ์ทางการเมืองระดับการเมืองท้องถิ่นแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสนามระดับชาติ มากมาย อาทิ

  • โฆษกคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฏร
  • โฆษกคณะกรรมาธิการ พุทธศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร
  • เลขานุการคณะกรรมาธิการ การคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร,รองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย
  • เลขานุการ วิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร,ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดนครพนม (กพสจ.)
  • รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ปี 2566