เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ชี้ 3 เทรนด์สุขภาพสำคัญแห่งอนาคต จัดงาน ‘เมดิคอล แฟร์ ไทยแลนด์ 2023’ หนุนไทยเป็นฮับการแพทย์อาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755697

เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ชี้ 3 เทรนด์สุขภาพสำคัญแห่งอนาคต จัดงาน ‘เมดิคอล แฟร์ ไทยแลนด์ 2023’ หนุนไทยเป็นฮับการแพทย์อาเซียน

เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ชี้ 3 เทรนด์สุขภาพสำคัญแห่งอนาคต จัดงาน ‘เมดิคอล แฟร์ ไทยแลนด์ 2023’ หนุนไทยเป็นฮับการแพทย์อาเซียน

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เกอร์นอท ริงลิ่ง

บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย พร้อมสนับสนุนประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ ด้วยการจัดงาน “เมดิคอล แฟร์ ไทยแลนด์ 2023” มหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ดึงพันธมิตร 800 รายด้านการแพทย์และสุขภาพ จาก 40 ประเทศทั่วโลก ตอบรับเทรนด์การแพทย์และการดูแลสุขภาพ 3 เทรนด์สำคัญ “สังคมสูงวัย-สุขภาพจิต-โรคอุบัติใหม่” ชี้คนไทยเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ต่อเนื่องโดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่องทางสดใส แนะนวัตกรและนักลงทุนปรับตัวตามให้ทัน

นายเกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย เปิดเผยว่า จากการเติบโตของธุรกิจการแพทย์ และการลงทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เมสเซ่ดุสเซลดอร์ฟ ในฐานะพันธมิตรที่จัดงานระดับโลกในไทยมากว่า 20 ปี พร้อมที่จะสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจด้วยการจัดงานเมดิคอล แฟร์ ไทยแลนด์ 2023 สนับสนุนประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ (Medical Hub) โดยงาน เมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ เป็นมหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ภายในงานมีผู้แสดงสินค้ากว่า 800 ราย จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกมาร่วมนำเสนอผลงานนวัตกรรมด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทุกด้าน เช่น นวัตกรรมด้านเครื่องมือวินิจฉัย ระบบกำจัดเชื้อ อุปกรณ์ฟื้นฟูสมรรถภาพ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ ฯลฯ ที่พร้อมจะขยายธุรกิจและความร่วมมือทางการแพทย์ในตลาดอาเซียน ซึ่งงานเมดิคอลแฟร์ไทยแลนด์ ได้จัดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี 2019 และการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้หลังจากเว้นระยะไป 4 ปี ในพื้นที่การจัดงานที่ใหญ่ขึ้น จะมาสร้างความน่าสนใจในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ งานเมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก คือ 1) สตาร์ทอัพพาร์ค เพื่อสร้างความร่วมมือและต่อยอดทางธุรกิจ ผลักดันสตาร์ทอัพให้เติบโตควบคู่กับสุขภาพของประชาชน 2) พาวิลเลี่ยนดูแลสุขภาพชุมชน ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องเทรนด์สุขภาพในอนาคต ทั้งระบบอัจฉริยะและเครื่องมือในดูแลรักษาโรค เวชศาสตร์ผู้สูงวัย การฟื้นฟูสมรรถภาพ ฯลฯ และ 3) พาวิลเลี่ยนอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไฮไลท์พิเศษที่เปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปีนี้นำเสนอนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านวัสดุ ผลิตภัณฑ์ แพ็กเกจจิ้ง และบริการขั้นสูง จนถึงไมโครโปรเซสเซอร์และนาโนเทคโนโลยี ซึ่งการเติบโตของวงการการเฮลธ์เทคนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการลงทุน และเศรษฐกิจในระดับมหภาค” นายเกอร์นอท กล่าว

ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์นวัตกรรม และสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (IFI) กล่าวว่า IFI ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เป็นสถาบันเฉพาะทางที่ส่งเสริมและสนับสนุนการนำการมองอนาคต (Foresight) มาใช้ในการติดตามแนวโน้มของสังคม เพื่อวิเคราะห์และวางแผนการพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นระบบ และเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะยาว สำหรับประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตคนไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี แต่การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตยังไม่ครอบคลุม เพราะฉะนั้นต้องสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยยกระดับสุขภาวะของคนไทย ซึ่งปัจจุบันก็มีสตาร์ทอัพไทยจำนวนมากที่มีบริการนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทางด้านสุขภาพจิตหลากหลายรูปแบบ เช่น การทำแอปพลิเคชั่นที่นำเสนอกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพจิตรูปแบบต่างๆ และแชทบอทที่ช่วยเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์ความเสี่ยงอาการซึมเศร้า เป็นต้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับการอุบัติของโรคใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากรที่สวนทางกับทรัพยากรทางธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยเหล่านี้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่างๆ และมีโอกาสที่ทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่ และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านสุขภาพ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น การพัฒนาประเทศต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน

ด้าน นายแพทย์ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ กล่าวว่า งานวิจัยพบว่า ทั่วโลกจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 21.5% ของประชากรทั้งหมด หรือกว่า 2,092 ล้านคน ในปี 2593 โดยประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (มีประชากรอายุ60 ปีขึ้นไปมากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด) ในปี 2576 และพบว่าผู้สูงอายุจำนวนมากมีกำลังทรัพย์ในการใช้จ่าย โดยมีธุรกิจที่เติบโตได้ดีในสังคมผู้สูงอายุ ได้แก่ ธุรกิจบริการสุขภาพ ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจเกี่ยวกับความงาม และธุรกิจนำเที่ยวผู้สูงวัย โดยเฉพาะธุรกิจสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ

แม้ว่าตลาดสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็ยังไม่พอและไม่ทันกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นมาก อายุยืนยาวขึ้น และอัตราการเสียชีวิตช้าลง ดังนั้น ตลาดต้องปรับตัวโตให้ทัน โดยกลุ่มธุรกิจเฮลธ์เทคสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบ B2B เช่น ระบบจัดการข้อมูลผู้ป่วย จัดสรรบุคลากรและยา ระบบปรึกษาแพทย์ทางไกล แพลตฟอร์มเชื่อมโยงบริการสุขภาพครบวงจร การใช้ AI วิเคราะห์โรคเบื้องต้น และรูปแบบ B2C เช่นแอปพลิเคชั่นข้อมูลสุขภาพ ออกกำลังกายออนไลน์ Virtual class บริการสุขภาพที่บ้าน ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่บ้าน อุปกรณ์การแพทย์ที่บ้าน

สำหรับงานเมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์2023 ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน 2566 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา และระหว่างวันที่16-22 กันยายน 2566 ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงงานให้กว้างขึ้น นอกจากในแวดวงการแพทย์และสุขภาพแล้ว จะขยายไปถึงกลุ่มธุรกิจนำเข้า ส่งออก การศึกษาและวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมอีกด้วย ภายในงานมีการจัดแสดงสินค้าอุตสาหกรรมด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพจากหน่วยงานชั้นนำทั่วโลกพร้อมด้วยหัวข้องานประชุมทางการแพทย์ระดับโลก สามารถติดตามการจัดงานเมดิคอลแฟร์ไทยแลนด์ ครั้งที่ 10 ได้ที่ www.medicalfair-thailand.com

ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์

ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์

นพ.ฆนัท ครุธกูล

นพ.ฆนัท ครุธกูล

‘ป๋อ ณัฐวุฒิ’ลั่น! ไม่ตลกด้วย พูดถึงเพลงดังไวรัล เจอชาวเน็ตสวนกลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/755779

'ป๋อ ณัฐวุฒิ'ลั่น! ไม่ตลกด้วย พูดถึงเพลงดังไวรัล เจอชาวเน็ตสวนกลับ

‘ป๋อ ณัฐวุฒิ’ลั่น! ไม่ตลกด้วย พูดถึงเพลงดังไวรัล เจอชาวเน็ตสวนกลับ

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.01 น.

‘ป๋อ ณัฐวุฒิ’ ลั่นไม่ได้โลกสวยนะ พูดถึงเพลง ‘คนจนมีสิทธิ์ไหมคะ’ ไวรัลดัง ถามนี่เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงกันครับ ชาวเน็ต

กลับมาเป็นไวรัลดังกันเลยทีเดียว เมื่อบทเพลง “คนจนมีสิทธิ์ไหมคะ” ที่ถูกคัฟเวอร์โดย คุณแม่เดือนเพ็ญ เด่นดวง ในงานแสดงหมอลำเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยมีเนื้อหาว่า “คนจนละมีสิทธิ์ไหมคะ คนจนละมีสิทธิ์ไหมคะ มีงานให้ทำมั้ยคะ ปริญญาไม่มี แต่มี _ี นะคะ แต่มี _ นะคะ “ ซึ่งแท้จริงแล้วเพลงนี้ ต้นฉบับเดิมนั้นเป็นของ มืด ไข่มุก มีเนื้อร้องว่า “คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ คนจนมีเสียงไหมครับ มีอะไรให้ทำไหมครับ มีงานให้ทำไหมครับ เส้นไม่ใหญ่ไม่โต โล่ไม่มีจะโชว์ แต่งตัวก็ไม่โก้ แต่ไม่โป๊นะครับ”  

ขณะที่ดารานักแสดงอย่าง ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ ยังออกมาตั้งคำถามถึงไวรัลเพลงดังกล่าว ว่า 

ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี!!……พยายามเข้าใจนะว่าผมอาจจะมาจากดาวดวงอื่น แต่ดันมีชีวิตมาจนถึงต้องอยู่อาศัยบนดาวดวงนี้ พยายามเข้าใจมาตลอด แต่หลายสิ่งที่รับไม่ได้จริงๆ แล้วไม่ตลกด้วย คือ

-มีการร้องเพลง แล้วใส่คำว่า..ี ,….ย(อวัยวะเพศหญิง-ชาย)ในเนื้อเพลง แล้วก็เห็นว่าเป็นเรื่องตลก ขบขัน ผมว่า มันหยาบคาย หยาบโลน ตื้นเขิน ไม่รับผิดชอบ และกังวลว่าเด็กๆในวัยที่ยังไม่พร้อมมาเปิดดูคลิปเพลงพวกนี้จะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆก็พูดกัน ใครๆก็ร้องกัน เราร้องบ้างดีกว่า สนุกดี ฮาดี……..เอาจริงดิ นี่เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงกันครับ ผมไม่ได้โลกสวยนะ แต่ใครช่วยตอบผมที

#ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังอยู่ในใจ เอาไว้มาระบายให้ฟังละกัน วันนี้เอาไปเรื่องเดียวก่อนนะ

ด้านชาวเน็ตจำนวนมาก ยังเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อโพสต์นี้ด้วยว่า 

“คุณป๋อไม่น่าพูดนะครับ คุณเกิดและดังในยุคที่พระเอกละครไทยข่มขืนนางเอกแล้วเรียกละครน้ำดีกันได้ เรื่องเพลงนี่ดูเบากว่าเยอะอีกนะ”

” ไม่ต้องปิดกั้น แต่ควรสอน ต่อให้เด็กฟังเพลงนี้ เราก็ทำให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมและความต่างได้ จริงๆ ไม่ว่าจะ หมอลำ เพลงโคราช ลำตัด หรือ ฉ่อย เนื้อร้องก็เกี่ยวพาราสีและสื่อไป 2 แง่ 2 ง่าม ทั้งนั้น เรื่องเพศ เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่ต้องเข้าใจและให้ความรู้ความเข้าใจนะ ส่วนบริบทเพลงที่เขาร้อง เขาก็ร้องในงานหมอลำโชว์ทั่วไป ไม่ใช่งานโรงเรียน เป็นงานบันเทิงรื่นเริงเหมือนอาชีพคุณป๋อนั้นแหละครับ คลิปก็ 30 ปีแล้วจะบอกว่าไม่รับผิดชอบสังคมก็ตลกคนวิจารณ์ ” 

” ขออนุญาตเห็นต่าง เรากลับมองว่าคำเหล่านี้ก็คือคำปกติของมัน ไม่ทราบด้วยว่าคำเหล่านี้ทำไมถึงนิยามว่ามันคือคำหยาบโลน ทั้งที่มันก็มีวัตถุประสงค์เรียกสิ่งๆหนึ่งเช่น แขนและขา สังคมเราต่างหากที่ตีตราไว้ว่าคำเหล่านั้นหยาบโลนทั้งที่เราก็อยู่กับเขาประจำ และเหตุผลที่เห็นต่างอย่างมากคือ คนที่เขาฟัง เขารับชมด้วยความบันเทิง ชีวิตประจำวันเรื่องดราม่ามีค่อนข้างเยอะ อะไรที่ทำให้เขายิ้มเขาหัวเราะได้ย่อมเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เฉกเช่นกันที่เราดูละครไทย มีความรู้สึกว่าบทละครและการแสดงในสื่อทีวีไทยก็ไม่ได้น่าดูขนาดนั้น แต่เรายังคงนั่งดูเป็นเพื่อนแม่เพราะมันสามารถสร้างเสียงหัวเราะให้กับเขาได้ ถ้าเรามองว่าประโยชน์ของสื่อเหล่านั้นถูกสร้างมาเพื่อสร้างความสุข ได้โปรดมองมุมที่เขาสร้างสุขให้พวกเราเถอะค่ะ ” 

‘เชฟชุมพล’ปลื้ม! ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ควงคุณแม่มาทานอาหารที่ร้าน เผยเมนูที่อยากกินเป็นพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/755776

'เชฟชุมพล'ปลื้ม! 'ลิซ่า แบล็กพิงก์'ควงคุณแม่มาทานอาหารที่ร้าน เผยเมนูที่อยากกินเป็นพิเศษ

‘เชฟชุมพล’ปลื้ม! ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ควงคุณแม่มาทานอาหารที่ร้าน เผยเมนูที่อยากกินเป็นพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 08.06 น.

11 กันยายน 2566 เตรียมร้านแตกอีกแน่ๆ เมื่อ ‘เชฟชุมพล’ หรือ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟชื่อดังจากร้านมิชลินสตาร์ 2 ดาว R-HAAN Thai Fine Dining ได้โพสต์รูปภาพลงในอินสตาแกรมส่วนตัว ‘starchefchumpol’ เมื่อเจอ ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ หรือ ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ที่ตอนนี้กลับมาพักผ่อนที่ประเทศไทยและได้ควงคุณแม่มาทานอาหาร พร้อมระบุข้อความว่า “ขอบคุณ หลานสาวที่สวย และ เก่งที่สุดในโลก @lalalalisa_m และคุณแม่ ที่มาอุดหนุน ร้าน อาหาร และ หวานไทย ของอาเชฟ และคุณต้อดคุณนุ่น ครับ” งานนี้ทำเอาเชฟชุมพลถึงกับโพสต์ภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกเลยทีเดียว  

โดยทีมงานของเชฟชื่อดังได้เปิดเผยว่า ได้ถามเมนูที่สาวลิซ่าอยากทาน ซึ่งสาวลิซ่าออกปากอยากทาน’ยำมะม่วง’ซึ่งเชฟชุมพลเข้าครัวทำเมนูนี้ให้สาวลิซ่าได้ทานเลยในทันที 

ทางด้านบลิ๊งไทยดีกรีนางเอกอย่าง สาวนุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี ก็ออกมาโพสต์ในอินสตาแกรมส่วนตัว‘nuneworanuch’ที่ถ่ายรูปคู่กับสาวลิซ่า พร้อมข้อความที่ชวนให้อิจฉาว่า “เจอน้องลิซ พี่สาวก้อว้าวุ่นเลอะ”

‘พลพล,ต่าย อรทัย,เปาวลี’ นำทีมศิลปินจีเอ็มเอ็มทีวี รวมพลัง รวมใจ ช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส เนื่องในวันมหิดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/755681

‘พลพล,ต่าย อรทัย,เปาวลี’ นำทีมศิลปินจีเอ็มเอ็มทีวี รวมพลัง รวมใจ ช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส เนื่องในวันมหิดล

‘พลพล,ต่าย อรทัย,เปาวลี’ นำทีมศิลปินจีเอ็มเอ็มทีวี รวมพลัง รวมใจ ช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส เนื่องในวันมหิดล

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศิลปินแกรมมี่ พลพล- ทชภณ พลกองเส็ง, ซิง-หฤษฎ์ ชีวการุณและ แจน-พลอยชมพู ศุภทรัพย์ ร่วมงานแถลงข่าว 24 กันยายน “วันมหิดล” ศิลปินรวมใจช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” พร้อมเดินรณรงค์ออกรับบริจาคบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลศิริราช เพื่อหารายได้สมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสโรงพยาบาลศิริราชร่วมกับนักศึกษาวิทยาเขตบางกอกน้อย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าแฟนคลับและประชาชนร่วมบริจาคเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ต่าย-อรทัย, เปาวลี พรพิมลพร้อมด้วย ทอย-ปฐมพงศ์, อู๋-ธนบูรณ์ และบูม-ธราธร ร่วมเชิญชวนประชาชนรวมพลังแห่งการให้ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ โดยการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสโรงพยาบาลศิริราช พร้อมรับธงมหิดลเป็นที่ระลึก

พลพล เปิดเผยว่า “รู้สึกปลื้มใจมากครับ ที่วันนี้มีโอกาสมาทำกิจกรรมดีๆ เชิญชวนทุกท่านมาร่วมทำบุญด้วยการบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสของโรงพยาบาลศิริราช สำหรับท่านที่บริจาค 20 บาท จะได้รับธงผืนเป็นที่ระลึก หรือบริจาค 300 บาทได้รับธงผืนพร้อมเสาเป็นที่ระลึกครับ มาร่วมกันมอบรอยยิ้มและสร้างโอกาสในการรักษาให้กับผู้ป่วยด้อยโอกาสไปด้วยกันนะครับ”

ต่าย-อรทัย เปิดเผยว่า “ขอเชิญชวนทุกคนร่วมกันมอบความหวังให้ผู้ป่วยด้อยโอกาสที่กำลังรอความช่วยเหลือด้วยการบริจาคพร้อมรับธงมหิดล สามารถบริจาคผ่านศิริราชมูลนิธิ หรือธนาคารทุกสาขาทั่วประเทศ ทุกการบริจาคของท่านช่วยให้ผู้ป่วยด้อยโอกาสได้รับโอกาสในการรักษามากขึ้นค่ะ มาร่วมกันบริจาคเยอะๆ นะคะ”

ทอย-ปฐมพงศ์ เปิดเผยว่า “เชิญชวนผู้ใจบุญร่วมบริจาคสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อผู้ป่วยยากไร้โรงพยาบาลศิริราช สามารถบริจาคได้ตามกำลังศรัทธาเลยครับ เพราะทุกการบริจาคสามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ได้รับโอกาสรับการรักษาที่ดีมาร่วมแบ่งปันความสุขไปด้วยกันนะครับ”

สามารถร่วมบริจาคเพื่อร่วมสมทบทุนผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ บริจาคผ่านช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://www.si.mahidol.ac.th/siriraj_found/gift.asp และบริจาคผ่านธนาคารทุกสาขาทั่วประเทศ ชื่อบัญชี “ศิริราชมูลนิธิ” (ธงวันมหิดล) หรือบริจาคด้วยตนเองที่ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปสอบถามเพิ่มเติมโทร.02-4197658 หรือ Line : @sirirajfoundation

‘เมเปิ้ล’ ยกนิ้ว ‘จตุรงค์’ โจวซิงฉือเมืองไทย มั่นใจฝีมือกำกับ ‘ไชน่าทาวน์ ชะช่า’โดนใจคอหนัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/755682

‘เมเปิ้ล’ ยกนิ้ว ‘จตุรงค์’ โจวซิงฉือเมืองไทย มั่นใจฝีมือกำกับ ‘ไชน่าทาวน์ ชะช่า’โดนใจคอหนัง

‘เมเปิ้ล’ ยกนิ้ว ‘จตุรงค์’ โจวซิงฉือเมืองไทย มั่นใจฝีมือกำกับ ‘ไชน่าทาวน์ ชะช่า’โดนใจคอหนัง

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตัวพ่อคอเมดี้-แอ๊กชั่นมาเองแบบนี้มีหรือจะเบา งานนี้ เมเปิ้ล-พัชชุดาญ์ พันธุ์พิพัฒน์ CEO สาวคนเก่งแห่ง บริษัท เวลาเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้สร้างหนังเรื่อง ไชน่าทาวน์ ชะช่า (CHINATOWNCHACHA) ออกมายกนิ้วให้รัวๆ คอนเฟิร์มเสียงดังฟังชัดว่าการกลับมากำกับหนังในรอบ 10 กว่าปี ของ จตุรงค์ พลบูรณ์ไม่ธรรมดาแน่นอน ถึงขนาดซูฮกให้เป็นตำนานแห่ง โจวซิงฉือ เมืองไทย เรื่องทำหนังให้ฮาสนั่นโรง น้ำตาเล็ดเป็นใครไม่ได้ในประเทศไทยมีเพียง “พี่รงค์-จตุรงค์” คนเดียวเท่านั้น แฟนๆ หนังเตรียมตัวให้พร้อม เราจะมาเฮฮาบู๊สนั่นลั่นโรงภาพยนตร์ไปพร้อมกันในเร็ววันนี้

“ถามว่าทำไมต้องเป็น พี่รงค์ (จตุรงค์ พลบูรณ์) มากำกับหนังเรื่องนี้ ก่อนอื่นเมเปิ้ลบอกเลยว่ากว่าจะมาเป็นหนังเรื่อง ไชน่าทาวน์ ชะช่า (CHINATOWN CHACHA) ทางพี่เจี๊ยบ (ธัญญธร เกตุเลขา) โปรดิวเซอร์หนังและ เมเปิ้ล ใช้เวลาในการศึกษาทำข้อมูลกันอย่างหนักเป็นปีๆ เลยเพราะเราอยากให้หนังเรื่องนี้เป็นเป็นแอ๊กชั่น-คอเมดี้ที่ครบเครื่องจริงๆ และคนแรกที่คิดถึงและอยากให้มากำกับหนังเรื่องนี้ก็คือพี่รงค์คนแรกและคนเดียวเท่านั้น เพราะเมเปิ้ลได้มีโอกาสดูผลงานของพี่รงค์มาหลายเรื่องและชอบมาก หนังสไตล์โจวซิงฉือเมืองไทย ต้องเป็นพี่รงค์เท่านั้นก็เลยติดต่อพี่รงค์ให้มากำกับหนังเรื่องนี้ จากนั้นพอได้พูดคุย ทำงานด้วยกัน ต้องยกนิ้วให้เลย เพราะพี่รงค์ทำการบ้านมาเกินร้อยมากๆ คือใส่เต็ม พี่รงค์เป็นทั้งนักแสดง เป็นทั้งผู้กำกับที่น่ารักมาก ไม่มีความอีโก้สูงเลย เป็นคนที่เปิดรับความคิดเห็นของเมเปิ้ล และพี่เจี๊ยบ โปรดิวเซอร์อยู่ตลอด เมเปิ้ลมั่นใจมากๆ ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่มีแอ๊กชั่น-คอเมดี้ครบเครื่อง นักแสดงนำก็แสดงได้ดี เรื่องตลกไม่ต้องพูดถึง สไตล์ถนัดของพี่รงค์เค้าอยู่แล้ว ในส่วนของฉากแอ๊กชั่นก็จัดเต็มมากๆ ทั้งโลเกชั่น เสื้อผ้า หน้าผม หนังแสดงเอ็กซ์ตร้า เรียกว่าบริษัท เวลาเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ของเราทุ่มเกินร้อยก็อยากจะเชิญชวนทุกคนเลยนะคะ ฝากเมเปิ้ล ฝากพี่รงค์ ฝากผลงานของบริษัทเวลาฯ ไชน่าทาวน์ ชะช่า เป็นหนังแอ๊กชั่น-คอเมดี้ที่มีมุขตลก ครบรส มันฮาแอ๊กชั่น มีทุกอย่าง เมเปิ้ลเชื่อมั่นพี่รงค์มากๆ ว่าจะทำให้หนังเรื่องนี้ได้ 100 ล้าน แน่นอนค่ะ เร็วๆ นี้ ได้ชมกันแน่นอน ยังไงขอฝากด้วยนะคะ” เตรียมตัวตัวใจให้พร้อม เราจะมาเฮฮาบู๊ลั่นสนั่นโรงภาพยนตร์ไปกับหนังแอ๊กชั่น-คอเมดี้แห่งปี ไชน่าทาวน์ ชะช่า (CHINATOWNCHACHA) เร็วๆ นี้

‘Moving’ กับการเล่าเรื่องสุดเข้มข้นชวนติดตาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/755683

‘Moving’ กับการเล่าเรื่องสุดเข้มข้นชวนติดตาม

‘Moving’ กับการเล่าเรื่องสุดเข้มข้นชวนติดตาม

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ซีรี่ส์ฟอร์มยักษ์จากเกาหลี Moving ที่นำเสนอเรื่องราวการจารกรรมระหว่างประเทศ เหล่าสายลับผู้มีพลังพิเศษ และมือสังหารสุดโหด ได้รับความนิยมไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นซีรี่ส์ออริจินัลเกาหลีที่มียอดรับชมมากที่สุดบน Disney+ Hotstar ทั่วโลก และบน Hulu ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอิงตามจำนวนชั่วโมงสตรีมหลังจากผ่านไป 7 วัน

ยิ่งไปกว่านั้น ในสัปดาห์แรกนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ซีรี่ส์ยอดฮิตเรื่องนี้ได้กลายเป็นซีรี่ส์ที่มียอดชมมากที่สุดบน Disney+ Hotstar ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงในไทย เกาหลี ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน (นับตามจำนวนชั่วโมงสตรีมของผู้ชม) และมียอดชมซีรี่ส์บน Disney+ ในประเทศเกาหลีมากที่สุด โดยอิงตามจำนวนชั่วโมงสตรีมในสัปดาห์แรกที่เปิดตัว ซีรี่ส์ Moving ได้รับการสตรีมไปกว่า 65 ประเทศทั่วโลกบน Disney+ Hotstar และในประเทศสหรัฐอเมริกาบน Hulu

“กระแสตอบรับของแฟนๆ จากทั่วโลกที่มีต่อซีรี่ส์ Moving 11 ตอนแรกเกินความคาดหมายของเรามาก” แครอล ชเว (Carol Choi) รองประธานบริหารฝ่ายกลยุทธ์คอนเทนต์ออริจินัล บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ เอเชียแปซิฟิก กล่าว “ซีรี่ส์เรื่องนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในประเทศสหรัฐอเมริกาไปจนถึงทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยการเล่าเรื่องราวอันเข้มข้นชวนติดตาม พร้อมทั้งยังมีทัพนักแสดงเกาหลีฝีมือชั้นนำระดับโลก ตลอดจนเอฟเฟกท์หลังการถ่ายทำสุดอลังการ โดยทุกองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ทำให้ซีรี่ส์ Movingสามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างน่าทึ่ง”

ซีรี่ส์เรื่องนี้ได้รับการยกย่องจาก KBS Media ว่า “พิสูจน์ได้ว่าเป็น K-content คุณภาพที่ทรงพลัง” ถูกขนานนามจาก Newsweek ว่าเป็น “ซีรี่ส์แอ๊กชั่นจากเกาหลีที่น่าจับตามอง” Forbes ได้ยกย่องว่าเป็น “เรื่องราวซูเปอร์ฮีโร่ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์” ตลอดจน Max Movie ที่ยกให้เป็น “เรื่องราวฮีโร่แนวใหม่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง” ซีรี่ส์ Moving สตรีม 11 ตอนแรกได้แล้ววันนี้ และสตรีมสองตอนใหม่ทุกวันพุธ โดยมีกำหนดตอนจบของซีรี่ส์สามตอนสุดท้ายในวันที่ 20 กันยายน

‘แบงค์-แอนน่า’ขอบคุณแฟนละคร ‘รักในรอยลวง’ ปิดฉากเรตติ้งส่งท้ายสวยงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/755680

‘แบงค์-แอนน่า’ขอบคุณแฟนละคร ‘รักในรอยลวง’ ปิดฉากเรตติ้งส่งท้ายสวยงาม

‘แบงค์-แอนน่า’ขอบคุณแฟนละคร ‘รักในรอยลวง’ ปิดฉากเรตติ้งส่งท้ายสวยงาม

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลาจอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับละคร “รักในรอยลวง”ของค่าย ปรากฏการณ์ดีที่ล่าสุด ทำเรตติ้ง15+ทั่วประเทศ ในตอนจบสูงถึง 4.5 (ข้อมูลวันที่ 5 กันยายน 2566) ซึ่งตลอดระยะเวลาการออกอากาศ แฟนๆ ของ ช่อง 7HD ที่ชื่นชอบละครแนวดราม่า สืบสวนสอบสวนต่างให้การตอบรับเป็นอย่างดี งานนี้พระ-นาง “แบงค์-อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์” และ “แอนน่ากลึคส์” เลยขอขอบคุณส่งท้ายละครมาว่า

แบงค์ “ขอบคุณ ช่อง 7HD มากๆ ครับ ที่คอยดูแลผมมาตั้งแต่เรื่องแรกที่เข้ามาช่อง 7HD ตลอดเวลา 7 ปี และได้รับบทบาทการแสดงดีๆ มาโดยตลอดและขอบคุณค่าย ปรากฏการณ์ดี ที่ส่งบทดีๆ มาให้ อีกทั้งขอบคุณแฟนๆ ช่อง 7HD ที่คอยซัพพอร์ตผม ผมมีความสุขมาก และสุดท้ายนี้ขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่ติดตามชมละคร รักในรอยลวง ขอบคุณที่ชื่นชอบบทบาทของ ณาศิส ผมยินดีและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสกลับมาร่วมงานกันอีกครับ”

แอนน่า “ละครจบไปแล้ว แอบใจหายเลยค่ะ แอนน่ารักบทละครเรื่องนี้ รวมถึงตัวละคร รัมภ์รดา ด้วย แอนน่าต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทาง ช่อง 7HD และค่ายปรากฏการณ์ดี ที่ให้โอกาสแอนน่า รวมถึงทีมงานทุกฝ่าย และทุกคนที่มีส่วนร่วมในละครเรื่องนี้ พี่ๆ นักแสดงทุกคนด้วยค่ะ แอนน่าได้วิชาจากพี่ๆ นักแสดงเยอะเลยหวังว่าเราจะได้เจอ และได้ร่วมงานกันอีกนะคะสุดท้ายแอนน่าขอขอบคุณแฟนละครทุกคน แอนน่าสัญญาว่าจะนำทุกคำติ และทุกคำชมไปปรับปรุงและพัฒนาตัวเองต่อไป เป็นกำลังใจให้แอนน่าด้วยนะคะ”

ติดตามชมละคร “รักในรอยลวง” ย้อนหลังได้ทาง BUGABOO.TV และอย่าพลาดชมละครหลังข่าวภาคค่ำเรื่องใหม่ สุดโรแมนติกแห่งปี “ลมพัดผ่านดาว” ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา20.30 น. ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook,G, X (Twitter), TikTok, YouTube : Ch7HD เว็บไซต์ www.ch7.com

‘ถนน คน เพลิน’ เอาใจคอลูกทุ่ง กับการรวมตัวของ 10 ศิลปินลูกทุ่งแห่งยุค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/755686

‘ถนน คน เพลิน’ เอาใจคอลูกทุ่ง กับการรวมตัวของ 10 ศิลปินลูกทุ่งแห่งยุค

‘ถนน คน เพลิน’ เอาใจคอลูกทุ่ง กับการรวมตัวของ 10 ศิลปินลูกทุ่งแห่งยุค

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว กับปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในวงการเพลงลูกทุ่งที่ ครูสลา คุณวุฒิ นำเอา 10 ศิลปินลูกทุ่งแนวหน้าของประเทศมาร่วมโปรเจกท์เดียวกัน นำโดย มนต์แคน แก่นคูน, ไมค์ ภิรมย์พร, ต่าย อรทัย, ไผ่ พงศธร, หญิงลี ศรีจุมพล, ลำเพลิน วงศกร, ครูเต้ย อภิวัฒน์, แซ็ค ชุมแพ, รำไพ แสงทอง และ เฟิร์น กัญญารัตน์ ภายใต้โปรเจกท์อัลบั้ม “ถนน คน เพลิน” จากความร่วมกันระหว่างค่ายแกรมมี่ โกลด์ และแอปพลิเคชั่น “Plern (เพลิน)”

โดยแบ่งเป็น 5 คู่ ขับร้อง 5 เพลงเพราะที่แต่งขึ้นใหม่ เพลงที่ 1 “เพิ่นบ่แม่นผู้สาวเฮา” มนต์แคน แก่นคูน X ลำเพลิน วงศกร, เพลงที่ 2 “ฮ้อยฮัก” ต่าย อรทัย X ครูเต้ย อภิวัฒน์, เพลงที่ 3 “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรคนละขัน” หญิงลี ศรีจุมพล X แซ็ค ชุมแพ, เพลงที่ 4 “ฮักจนบ่ฮู้สิฮักจังใด๋” ไผ่ พงศธร X เฟิร์น กัญญารัตน์, เพลงที่ 5 “เอิ้นขวัญวันลูกเจ็บ” ไมค์ ภิรมย์พร X รำไพ แสงทอง ซึ่งเป็นหนึ่งในอัลบั้มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Plern ORIGINAL ALBUM เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนฟังเพลง แบบเอาใจคอลูกทุ่งนั่นเอง

โดยเมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานแถลงข่าวโปรเจกท์อัลบั้ม “ถนน คน เพลิน” พร้อมเหล่าศิลปินทั้ง 10 ท่าน ที่เปิดตัวด้วยเพลงคู่ทั้ง 5 ผลงานเพลง ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสัมภาษณ์พูดคุยถึงแนวคิดและการทำงานร่วมกันระหว่าง แกรมมี่ โกลด์ และ แอปฯ Plern ที่เรียกได้ว่าทั้งได้ความรู้ในเชิงสร้างสรรค์ผลงานเพลง ความน่ารักระหว่างศิลปินในค่ายและนอกค่าย รวมทั้งยังได้เห็นน้ำตาแห่งความปิติระหว่างครูสลาและลำเพลินอีกด้วย นอกจากนี้แล้วแฟนเพลงที่อยู่ที่นี่ ยังได้ร่วมกิจกรรมลุ้นรับของที่ระลึกจากศิลปินที่ชื่นชอบแบบใกล้ชิด และได้ชมมิวสิกวีดีโอเพลงที่ 1 “เพิ่นบ่แม่นผู้สาวเฮา” จากศิลปิน มนต์แคน-ลำเพลินไปพร้อมๆ กันด้วย ส่วนแฟนเพลงที่ไม่ได้มาร่วมงานในวันนี้ สามารถเข้าไปฟังเพลงทั้ง 5 เพลงจาก 10 ศิลปินที่กล่าวข้างต้น รวมทั้ง MV “เพิ่นบ่แม่นผู้สาวเฮา” ได้แล้ว วันนี้! ที่แอปพลิเคชั่น Plern และช่อง YouTube : Grammy Gold Official

ฐิติพันธ์ เผ่าทรง EXECUTIVE VICE PRESIDENT GMM STREAM กล่าวว่า “วัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์อัลบั้ม “ถนน คน เพลิน” คือ แอปพลิเคชั่นเพลิน ต้องการขยายกลุ่มคนฟังให้กว้างขึ้น โดยมีกลุ่มหลักคือกลุ่มคนฟังเพลงลูกทุ่ง ซึ่งมีสัดส่วนหลักในกลุ่มคนฟังเพลงทั่วไป เรียกว่าเอาใจแฟนเพลงลูกทุ่งที่ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่อันดับต้นๆ ซึ่งทั้ง 5 เพลงในอัลบั้ม ถนน คน เพลิน สามารถฟังก่อนได้ที่แอปฯ เพลิน ครับ และนอกเหนือจากนี้ในแอปฯ เพลิน สามารถฟังเพลงโดยที่ไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ต โดยการออฟไลน์ ดาวน์โหลด รวมถึงการล็อกหน้าจอ และคุณภาพของเสียงจะเป็นแบบ Lossless quality ซึ่งเป็นเสียงคุณภาพดีที่สุดของการสตรีมมิ่งผ่านแอปพลิเคชั่นด้วยครับ”

ครูสลา คุณวุฒิ กล่าวว่า “ก่อนอื่นต้องขอบคุณ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่สร้างแอปฯ Plern (เพลิน) ขึ้นมา ให้ในโลกยุคใหม่ของเราเข้าถึงเพลงได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะกับค่ายเพลงที่ทำหน้าที่ในการสร้างเพลงให้กับประเทศนี้ได้อย่างลงตัวมากๆ ครูขอบคุณคำว่า “เพลิน” นะเพราะคำว่าเพลินทำให้ทุกคนยิ้มได้ และยิ่งพอได้รับมอบหมายให้มีส่วนในการดูแลอัลบั้มนี้ ครูจึงรู้สึกว่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่งครับ “ถนน คน เพลิน” เป็นความตั้งใจที่อยากจะให้มีเพลงลูกทุ่งในแบบร้องคู่กัน และอยากให้มีความพิเศษมากกว่านั้นคือ อยากให้มีการร้องคู่กันระหว่างศิลปินในค่ายกับนอกค่าย ซึ่งเราน่าจะหาโอกาสนี้ส่งสารความสุขบางอย่าง ในวิถีลูกทุ่งไปสู่แฟนเพลงตามคอนเซ็ปต์ที่ว่า ชีวิตใน พ.ศ.นี้ นอกจากหาวิถีสู้ เราต้องเรียนรู้วิชาเพลิน ขับขานเรื่องเล่าทั้ง 5 บทเพลง จาก 10 ศิลปิน เราช่วยเรียกเอาคำว่า “อัลบั้ม” กลับมาสู่วงการเพลงลูกทุ่งอย่างเป็นทางการ ผ่านอัลบั้ม “ถนน คน เพลิน” ครับ”

นวัตกรรม‘สมการประเมินค่าคาร์บอนเครดิต’ นักวิชาการ‘ม.มหิดล’หนุนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755741

นวัตกรรม‘สมการประเมินค่าคาร์บอนเครดิต’ นักวิชาการ‘ม.มหิดล’หนุนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นวัตกรรม‘สมการประเมินค่าคาร์บอนเครดิต’ นักวิชาการ‘ม.มหิดล’หนุนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ภาคตะวันออก” แม้จะเป็นที่“หยั่งราก” แหล่งที่สองของ “ยางพารา”พืชเศรษฐกิจของประเทศไทย และปลูกในพื้นที่ที่ไม่กว้างใหญ่มากนักเมื่อเทียบกับการปลูกยางพาราในภาคอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่เพาะปลูกต้นยางพาราซึ่งไม่แพ้มูลค่าการส่งออก คือ “ค่าคาร์บอนเครดิต” หรือตัวเลขของการปล่อยและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในระดับโครงการ (Project Base) ซึ่งวัดออกมาเป็นหน่วยของ “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” ที่ “อบก.” องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำหนดให้สามารถ “ซื้อ-ขาย” เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ผศ.ดร.มณฑิรา ยุติธรรม ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คิดค้นและพัฒนานวัตกรรม “สมการเพื่อการประเมินค่าคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ปลูกยางพารา” ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ด้วยเหตุผลว่า เนื่องจากเป็นต้นไม้ยืนต้นที่มีอายุยาวนานมากกว่า 20 ปี อีกทั้งเคยมีการศึกษาว่าหากเปรียบเทียบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนระหว่างพื้นที่ปลูกยางพารา กับป่าเสื่อมโทรมในประเทศไทย จะพบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ปลูกยางพาราสูงกว่า

เดิมการสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินค่าคาร์บอนต้องสิ้นเปลืองทั้งกำลังทรัพยากรมนุษย์และงบประมาณ ทีมวิจัยจึงได้คิดค้นและพัฒนาสมการเพื่อการประเมินค่าคาร์บอนเครดิตที่คำนวณจากขนาดพื้นที่ และอายุของยางพารา เพื่อหาค่าเฉลี่ยของปริมาณการกักเก็บก๊าซคาร์บอน ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับมาเป็นตัวช่วยสำคัญในเก็บข้อมูล ซึ่งทำให้สามารถประหยัดได้ทั้งกำลังทรัพยากรมนุษย์และงบประมาณ

ทั้งนี้ ตามข้อมูลโดย การยางแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2561 พบพื้นที่ปลูกต้นยางพาราในภาคตะวันออกของประเทศไทย สายพันธุ์ RRIM 600 RRIT 251 ประมาณ 2 ล้านไร่ มีการกักเก็บคาร์บอนที่อยู่ในดินประมาณ 16.19 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าที่ระดับความลึกของดิน 0-50 เซนติเมตร มีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือดิน 19.66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกยางพารา 1.93 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ผศ.ดร.มณฑิรา กล่าวต่อไปว่า การศึกษาในระยะแรกจะแยกเก็บข้อมูลตามช่วงอายุของต้นยางพารา โดยแยกเป็นอายุ 1 ปี 5 ปี 10 ปี15 ปี และ 20 ปี โดยมีนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมเก็บข้อมูลในทุกมิติ จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้เก็บน้ำยาง ศูนย์รับซื้อน้ำยาง สหกรณ์รับซื้อผลิตภัณฑ์ยาง ฯลฯ และในอนาคตจะได้มีการต่อยอดเพื่อศึกษาแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเชิงลึก เพื่อเสนอ อบก. รวมถึง และ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สู่การประยุกต์ใช้จริงระดับนโยบายในภาคอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไป

ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สร้างผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยชี้ชะตาการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบได้ต่อไปในอนาคต!!!

‘สสส.ผนึกกำลัง5สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าพัฒนา นักสื่อสารเพื่อสังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755740

‘สสส.ผนึกกำลัง5สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าพัฒนา นักสื่อสารเพื่อสังคม’

‘สสส.ผนึกกำลัง5สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าพัฒนา นักสื่อสารเพื่อสังคม’

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ (สภส.) จัดกิจกรรมเสวนา “สื่อสร้างสรรค์ภาคีสร้างสุข” by สภส.ภายใต้โครงการความร่วมมือการสื่อสารเพื่อสนับสนุนภาคีสุขภาวะ เพื่อสร้างความร่วมมือกับ 5 สถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนานักสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสื่อสารการขับเคลื่อนงานภาคีเครือข่ายสุขภาวะ

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS กล่าวว่า หัวใจสำคัญของสื่อในปัจจุบันและอนาคต คือ สื่อต้องสร้างความผูกพัน (Engagement) กับผู้ชมผู้ฟังให้มากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลแบบ Insight และติดตามผู้ชมผู้ฟังจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดี ดังนั้น คนทำสื่อรุ่นปัจจุบันจึงต้องเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมไปกับการเป็นนักสร้างสรรค์เนื้อหาที่ดีด้วย

“นอกจากนี้ สื่อต้องเป็น Fact Checker เป็นที่พึ่งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ประชาชน การเป็นนักสื่อสารที่ดีต้องเป็น Meaningful Creator คือการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากทำให้เกิดความหมายอะไรที่มีผลต่อการยกระดับจิตใจของประชาชน สื่อสารนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบร่วมกันหาทางออกให้สังคม ซึ่งปัจจุบันเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ จะช่วยให้สื่อแสดงบทบาทระดมการมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ (สภส.) กล่าวว่าโครงการความร่วมมือการสื่อสารเพื่อสนับสนุนภาคีสุขภาวะ มีเป้าหมาย 3 ประเด็นสำคัญ 1.สื่ออย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตัวเอง 2.สื่อสารที่นำไปสู่การขับเคลื่อนผลักดันนโยบายที่ดีต่อสุขภาพ 3.สื่อที่ดีต้องสานพลังภาคีเครือข่ายได้ ที่สำคัญคือหวังให้เกิดนักสื่อสารหน้าใหม่ เป็นตัวกลางถ่ายทอดผลงานภาคีเครือข่าย เพื่อให้สังคมเกิดการเห็นคุณค่าของนักสร้างเสริมสุขภาพ

“โดยสานพลังคนทำงานสื่อสาร กับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างนวันตกรรมใหม่ ให้เกิดรูปแบบการสื่อสารสุข นำไปสู่สุขภาพที่ดีใน 4 มิติ คือ กายที่ไม่เป็นโรค สุขภาพจิตที่ดี สุขภาพทางปัญญาที่ก่อให้เกิดการแยกแยะ การตรึกตรองและความรอบรู้ สุดท้ายคือ สุขภาพสังคม ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ” ดร.ณัฐพันธุ์ กล่าว

นายสุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งเพจ “Toolmorrow” ภาคีด้านเด็ก ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสื่อ กล่าวว่า แนวทางการทำงานสื่อที่จะตรงกับใจคนต้องมาจากประสบการณ์ร่วม และตั้งคำถาม ขับเคลื่อนสังคม จากประสบการณ์ค้นพบว่าทุกครั้งที่คลิปมีคนดูจำนวนมากแค่การรับรู้ไม่เพียงพอ จึงต้องขยับมาสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สร้างเนื้อหาให้เกิดความตระหนักรู้ สื่อสารให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และถึงกลุ่มเป้าหมาย

“คุณสมบัติที่นักสื่อสารต้องมี 1.เข้าอกเข้าใจ 2.เอาผู้ชมเป็นศูนย์กลาง 3.สร้างการมีส่วนร่วมในการคิดงาน อย่าด่วนสรุปว่าความคิดของเราเป็นสิ่งที่ดีต่อกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องสื่อสารให้คนกลุ่มนั้นมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ด้วยการขยายผลให้กลุ่มเป้าหมายเห็นผล เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ต้องหาตรงกลางให้ได้ว่า คนดูอยากดูอะไร แล้วเราจะสื่อสารอย่างไร” นายสุรเสกข์ กล่าว