ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755739

ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากรอกันนานกว่า 3 เดือนตั้งแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 14 พ.ค. 2566 ประเทศไทยก็มีรัฐบาลชุดใหม่ นำโดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมของรัฐสภา เมื่อวันที่22 ส.ค. 2566 จากนั้นราชกิจจานุเบกษาประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2566 และในวันที่ 11-12 ก.ย. 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) “เศรษฐา 1” จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

แน่นอนว่า รัฐบาลถือเป็นความหวังของประชาชนในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก เห็นได้ภาพหนึ่งที่คุ้นชินเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใดหรือมีที่มาอย่างไร คือในแต่ละวันจะมีมวลชนกลุ่มต่างๆ รวมตัวกันมายื่นหนังสือเรียกร้องที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2566 มีการประชุม ครม. (นัดพิเศษ) อันเป็นการประชุมครั้งแรกของ ครม. เศรษฐา 1ตั้งแต่ช่วงเช้าก็มีมวลชน เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง

อาทิ “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)” องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ขับเคลื่อนประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน สิทธิชุมชนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 9 ด้าน 1.ด้านสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย 2.ด้านการกระจายอำนาจ 3.นโยบายการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 4.นโยบายที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม 5.นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 6.นโยบายด้านการป้องกันภัยพิบัติ 7.นโยบายการคุ้มครองชาติพันธุ์และสิทธิความเป็นมนุษย์ 8.นโยบายสิทธิของคนไร้สถานะ และ 9.ด้านนโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิชุมชน ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ

1.เร่งออกกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมแก่ราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ซึ่งรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทางกระทรวงยุติธรรมได้ทำการศึกษาและนำเสนอต่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาของกลุ่มพีมูฟ ลงวันที่ 16 มี.ค. 2566 โดยระหว่างรอการออกกฎหมายดังกล่าว ขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยการชะลอการดำเนินคดีหรือบังคับคดี เพื่อดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเกี่ยวกับคดีที่ดิน-ป่าไม้

นอกจากนั้น ขอให้ใช้ระบบไต่สวนและลูกขุนในการพิจารณาคดีแทนระบบกล่าวหา ในคดืที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและคดีที่เกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการพิจารณาคดีประเภทนี้ไม่อาจใช้เฉพาะหลักฐานทางราชการ แต่ต้องวิเคราะห์หลักฐานด้านสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ชาติพันธุ์วิทยา รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนจนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุด เป็นต้น

2.ยุตินโยบายที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่า เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่าแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 มติ ครม. 26 พ.ย. 2561 เรื่อง มาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภท รวมถึงมติ ครม. อื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน อาทิ มติ ครม.ว่าด้วยการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ปี 2528และ 2532

3.เร่งกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ผลักดัน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ซึ่งเก็บภาษีตามมูลค่าและขนาดการถือครองอย่างแท้จริงพ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อป้องกันมิให้ที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างผิดประเภททบทวนแนวทางและมาตรการในโครงการจัดที่ดินชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เนื่องจากไม่สอดคล้องกับหลักการของสิทธิชุมชน

โดยให้ผลักดัน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร (โฉนดชุมชน) ปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ดิน เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบ และที่ดินรกร้างว่างเปล่า กระจายที่ดินให้ชุมชนไร้ที่ดิน รวมถึงศึกษาแนวทางจำกัดการถือครองที่ดิน ปรับปรุงแก้ไขกระบวนการการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ที่ดินทิ้งร้าง สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนจนเมือง โดยรัฐต้องมีนโยบายนำที่ดินของรัฐประเภทต่างๆมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยรับรองคนจนเมืองในรุปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมกันของชุมชน

4.การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องคุ้มครองวิถีชีวิตและระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น และต้องส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงประโยชน์ของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจนั้นอย่างเท่าเทียม ไม่กระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดิน ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รัฐต้องมีนโยบายช่วยเหลือด้านงบประมาณในการจัดที่อยู่อาศัยและพัฒนาสาธารณูปโภคกับผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ

และ 5.การแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์และคนไร้สถานะทางทะเบียน เร่งรัดดำเนินการตามมติ ครม. 2 มิ.ย. และ 3 ส.ค. 2553 เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวเลและชาวกะเหรี่ยงจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ตามมติ ครม. ดังกล่าวซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการต้องมีองค์ประกอบของภาคประชาสังคมและชุมชนมากกว่ากึ่งหนึ่ง มีหน้าที่ร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหา นโยบายต่อคณะกรรมการระดับชาติในการติดตามการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์

ผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. … ที่ภาคประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อไว้จำนวน 16,559 รายชื่อ โดยขอให้นายกรัฐมนตรีลงนามเพื่อส่งต่อให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 70 เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อให้สัญชาติและสิทธิสถานะแก่กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อดำเนินการตามมติ ครม. 2 มิ.ย. และ 3 ส.ค. 2553

ขยายมติ ครม. 18 ม.ค. 2548 เพื่อสำรวจคนตกหล่น ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ครอบคลุม ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะเป็นกรรมการกลางที่มีผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีประสบการณ์ทำงานกับกลุ่มคนไร้สถานะ และอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มอย่างเร่งด่วน สั่งการให้เกิดการปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยการสร้างการมีส่วนร่วม ติดตามตรวจสอบและประเมินผลงาน ให้นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง รวมถึงจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนที่รอการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน

รวมถึง “เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ” กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะไปเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉี่ยวชนบุคคลอื่นจนหลายคนต้องกลายเป็นผู้พิการ เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เอาจริงเอาจังกับการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุบนท้องถนน เนื่องจากเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตคนไทยหลักหมื่นศพต่อปี ไม่รวมผู้บาดเจ็บและผู้พิการอีกจำนวนมาก กระทั่งก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลก WHO) ยังเคยจัดอันดับให้ถนนประเทศไทยอันตรายติด 1 ใน 10ของโลก

โดยเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับมีข้อเสนอแนะ 1.แก้กฎหมายให้ผู้แจ้งเบาะแสคนทำผิดกฎจราจรได้ส่วนแบ่งค่าปรับร้อยละ 50 สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยจัดการผู้ไม่เคารพกฎจราจรเพราะเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนและก่อให้เกิดความสูญเสียบนท้องถนนจากอุบัติเหตุ 2.แก้กฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้งบประมาณจัดหาหมวกกันน็อกสำหรับเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีเด็กเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่สวม หากทำได้นอกจากจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยแล้ว ยังปลูกฝังการเคารพกฎจราจรตั้งแต่เยาว์วัยด้วย

3.แก้กฎหมายให้สถานประกอบการหรือบุคคลที่สนับสนุนให้ผู้มีอายุต่ำกว่า20 ปี ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากไปเกิดอุบัติเหตุต้องร่วมรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา เพื่อป้องปรามผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หาผลประโยชน์จากเด็กและเยาวชน และ 4.ควรสนับสนุนให้ผู้ผลิตรถยนต์ติดกล้องหน้ารถจากโรงงานในรถใหม่ทุกคันเพื่อเป็นการใช้เทคโนโลยีสอดส่องคนทำผิดกฎจรจาจร!!!

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ยกระดับคุณภาพการศึกษา สอดคล้องตลาดแรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755673

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ยกระดับคุณภาพการศึกษา สอดคล้องตลาดแรงงาน

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ยกระดับคุณภาพการศึกษา สอดคล้องตลาดแรงงาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.19 น.

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในชุมชน สังคมและท้องถิ่น

10 กันยายน 2566  เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารราชนครินทร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ โดยมีนางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ดร.กัญจน์โชติ สหพัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัดฉะเชิงเทรา ตลอดจนตัวแทนจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ ร่วมลงนามร่วมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี หลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและสังคมในท้องถิ่น ตระหนักถึงการ พัฒนาบุคลากรในจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงได้จัดมีโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และประสานความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์กับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ รวมไปถึงเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงานในชุมชน สังคมและท้องถิ่น ตลอดจนเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ให้กับผู้สนใจที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในการจัดกิจกรรมทาง วิชาการและกิจกรรมด้านอื่น ๆ ร่วมกัน

‘นิพิฏฐ์’ เชื่อ คดี ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ ขาดอายุความแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558243

11 ก.ย. 2566

'นิพิฏฐ์' เชื่อ คดี 'อิทธิพล คุณปลื้ม' ขาดอายุความแล้ว

คดีของอดีตนายกเมืองพัทยา ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ ออกใบอนุญาตสร้างคอนโดฯ โดยมิชอบ ถูกมองจาก ‘นิพิฏฐ์’ อินทรสมบัติ ว่าขาดอายุความแล้ว

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุงพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายเหตุผลที่มองว่า คดีของนาย อิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยากรณีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร โครงการ วอร์เตอร์ฟรอนท์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ โดยมิชอบ ขาดอายุความแล้วด้วยเหตุว่า

คดีของอดีตนายกเมืองพัทยานี้ เหตุเกิด 10 กันยายน 2551 มีอายุความ 15 ปี แม้ต่อมา มีกฎหมายออกใหม่ ให้คดีที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ไม่ขาดอายุความ หากหลบหนีระหว่างถูกดำเนินคดี ปัญหานี้ไม่ซับซ้อนอะไร คดีที่เกิดก่อนแก้ไขกฎหมาย ไม่ให้ใช้ย้อนหลังเป็นโทษกับบุคคล  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2

นิพิฏฐ์ ยืนยันว่าศาลฎีกา ยึดแนวนี้มาตลอด คือ ไม่ให้นับอายุความย้อนหลัง  และเคยเขียนมาแล้วครั้งหนึ่ง คือฎ.17905/2557,ฎ.9955/2558,ฎ.10166/2558, ฎ.10616/2558, ฎ.(ประชุมใหญ่ ที่ 14/2560,คดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อม.ที่1/2551 และ อม.4/2551 )

นิพิฏฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ตอนขอออกหมายจับครั้งแรก ขอออกหมายจับเพียง 10 กย.2566 ต่อมา ปปช.ได้ขอถอนหมายจับ และขอให้ศาลออกหมายจับใหม่ เป็นหมายจับไม่มีอายุความ ซึ่งผมเห็นว่าแปลกๆ คดีอดีตรัฐมนตรีอิทธิพล คุณปลื้ม เขาจะผิด-ถูก อย่างไร ก็ต้องมีการพิสูจน์ แต่เรื่องอายุความ คิดว่า ขาดอายุความแล้ว ตามเหตุผลข้างต้น

‘ถ่ายทอดสด’ ‘แถลงนโยบาย’ ก้าวไกลจัดหนัก ‘รัฐบาลเศรษฐา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558206

11 ก.ย. 2566

'ถ่ายทอดสด' 'แถลงนโยบาย' ก้าวไกลจัดหนัก 'รัฐบาลเศรษฐา'

ก้าวไกลจัดหนัก 30 ขุนพล ถล่ม ‘แถลงนโยบาย’ ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ‘ถ่ายทอดสด’ 09.30 น. เริ่มวันที่ 11 กันยายนนี้ ใส่เต็มที่ไม่มีผ่อน

ก้าวไกล คัดยอดฝีมือ ชำแหละแถลงนโยบาย รัฐบาลเศรษฐา วันพรุ่งนี้ ตั้งเป้า ใช้ 720 นาทีอย่างคุ้มค่า อภิปรายนโยบาย รัฐบาลเศรษฐา ถ่ายทอดสดเริ่ม  09.30 น. วันนี้ พรรคก้าวไกล เล่นใหญ่ อบรมผู้อภิปราย ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ จำนวน 30 คน แบบมาราธอน ระหว่างวันที่ 8- 10 กันยายน

โดยผู้อภิปรายทุกคน ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการกลั่นกรองผู้อภิปรายของพรรคเช่น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล และ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล กรรมการบริหารพรรค

คณะกรรมการใช้เวลา 1 สัปดาห์ จาก สส.ทั้ง 66 คน ที่ต้องการอภิปรายทยอยมาเล่ามุมมอง และข้อมูลของตนเองเกี่ยวกับการอภิปราย จนเหลือ 30 คน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการคัดสรร จะนำข้อมูลไปให้เพื่อน สส.ผู้อภิปราย ขมวดปมพูดในสภาฯ แทน

เนื่องจากพรรคก้าวไกลต้องบริหารเวลาที่ได้รับมา 720 นาที ให้อภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐาได้ครอบคลุมทั้งหมด เช่น นโยบายเกี่ยวกับกองทัพ หรือปฏิรูปกองทัพ จะมี นายชัยธวัช เป็นขุนพลนำอภิปราย

เปิดอภิปรายวันที่ 11 กันยายน  น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้อภิปรายเปิดเป็นคนแรกในภาพรวมการแถลงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทขณะที่ผู้อภิปรายด้านเศรษฐกิจคนอื่นๆ อาทิ นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สส.บัญชีรายชื่อ

ส่วนผู้อภิปรายปิดสรุปประเด็นสุดท้าย คือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นผู้อภิปรายนโยบายด้านการเมือง เรียกร้องให้นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เข้ามาตอบข้อซักถามด้วยตัวเอง

ก้าวไกล ชนะ ‘เลือกตั้งซ่อมระยอง’ เขตสาม ตามคาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558232

10 ก.ย. 2566

ก้าวไกล ชนะ 'เลือกตั้งซ่อมระยอง' เขตสาม ตามคาด

‘เลือกตั้งซ่อมระยอง’ เขตสาม พงศธร จากพรรคก้าวไกลชนะขาดคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมแก่ฉลิงชัยชนะ หลังกกต.ประกาศผลอย่างเป็นทางการ

ผลการนับคะแนน เลือกตั้งซ่อม สส.ระยอง เขต 3นับครบ 100% แล้วอย่างไม่เป็นทางการผลปรากฏว่า ผู้สมัครฯจากพรรคก้าวไกล ชนะคู่แข่งเกินหมื่นคะแนน โดยผลการเลือกตั้งมีดังนี้

  • พงศธร ศรเพรนรินทร์ จากพรรคก้าวไกล ได้คะแนน  39,296 คะแนน
  • นพ. บัญญัติ เจตนจันทร์ พรรคประชาธิปัตย์ได้   26,466 คะแนน
  • ร.ต.ต. เรืองชัย สมบัติภูธร พรรคแรงงานสร้างไทย 881 คะแนน

ก้าวไกลชนะเลือกตั้งซ่อมสส.ระยองก้าวไกลชนะเลือกตั้งซ่อมสส.ระยอง

ทั้งนี้พรรคก้าวไกล เตรียมการแถลงชัยชนะ เวลา 20.30 น. หลังกกต.ประกาศผลการนับคะแนน อย่างเป็นทางการ การเลือกตั้งซ่อมระยองครั้งนี้ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ แทบไม่ต่างจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา 

‘เลือกตั้งซ่อม’ สส. ‘ระยอง’ เขต 3 เงียบเหงา คาดไม่เกิน 21.00 น.รู้ผลเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558227

10 ก.ย. 2566

'เลือกตั้งซ่อม' สส. 'ระยอง' เขต 3 เงียบเหงา คาดไม่เกิน 21.00 น.รู้ผลเลือกตั้ง

กกต.’ระยอง’ หวัง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งขต 3 ออกมาใช้สิทธิ ‘เลือกตั้งซ่อม’ 65 % ปิดหีบ เมื่อ 17.00 น.ที่ผ่านมาค่อนข้างเงียบเหงา

กกต.ระยอง ยอมรับคนตื่นตัวใช้สิทธิ์น้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทำให้เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 ระยอง เงียบเหงา ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์บางตาจนถึงเวลาปิดเหีบเลือกตั้ง 17.00 น.และยังไม่พบเรื่องผิดกฎหมาย จากการสังเกตการณ์ตามหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ พบผู้คนทยอยออกมาใช้สิทธิ์บางตา ผู้ออกมาใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ เป็นผู้สูงอายุ ที่ให้ลูกหลานพาออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

นายใจเพชร สาครพานิช ผู้อำนวยการ กกต.ระยอง ระบุว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ยอมรับว่า น่าจะมีผู้มีสิทธิ์ออกมาใช้สิทธิ์น้อยกว่าการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ก่อนปิดหีบลงคะแนน มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์มีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น 

แต่ก็มั่นใจว่าน่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ถึงร้อยละ 65 จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 122,582 คน ส่วนผลการตรวจนับคะแนน หลังปิดหีบบัตร 17.00 น. คาดว่าน่าจะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการได้ไม่เกิน 21.00 น. เนื่องจากการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีบัตรใบเดียว

อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมของการเลือกตั้งซ่อม แม้จะผ่านไปแล้วค่อนวัน แต่ก็ยังไม่พบการกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง หรือการทุจริตเลือกตั้งเกิดขึ้นแต่อย่างใด รวมทั้งปัญหาการร้องเรียนต่างๆ ก็ยังไม่มีการร้องเรียนเข้ามา

และสำหรับการเลือกตั้ง สส.คราวที่แล้ว เขต 3 ระยอง มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์มากถึงร้อยละ 77 จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งสิ้น 122,582 คน

‘รมว.กลาโหม’ เตรียมตั้งที่ปรึกษา 2 ราย มาจาก ‘ตระกูลชินวัตร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558207

10 ก.ย. 2566

'รมว.กลาโหม' เตรียมตั้งที่ปรึกษา 2 ราย มาจาก 'ตระกูลชินวัตร'

‘ตระกูลชินวัตร’ ยึดเก้าอี้ ที่ประธานที่ปรึกษาและเลขานุการ ประจำตัว ‘รมว.กลาโหม’ เข้ากระทรวงวันที่ 13 กันยายนนี้

นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เตรียมออกคำสั่งกระทรวงกลาโหม ในการแต่งตั้งประธานที่ปรึกษารมว. กลาโหม เลขานุการประจำตัวรมว.กลาโหม หัวหน้าสำนักงาน รองหัวหน้าสำนักงาน และคณะที่ปรึกษารมว.กลาโหม 

ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง 2535 ที่ รมว.กลาโหม สามารถ แต่งตั้งบุคคลซึ่งเห็นสมควรตามเหตุผล ในทางการเมืองประกอบด้วย

  1.  นายพายัพ ชินวัตร  แกนนำพรรคเพื่อไทยที่ดูแลภาคอีสาน  น้องชาย อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร  เป็น ประธานที่ปรึกษา รมว. กลาโหม
  2.   นายพอพงษ์ ชินวัตร  บุตรชาย นายพายัพ เป็น เลขานุการประจำตัว รมว.กลาโหม
  3. พล.ท.เดชนิธิศ เหลืองงามขำ เจ้ากรมการเงินกลาโหม เป็น หัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม  จากเดิม ที่เป็นชื่อ พลเอก เลิศฤทธิ์ ช่องวารินทร์
  4. พล.ท.เพชรรัตน์ ลิ้มประเสริฐ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น รองหัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม
  5. พล.อ.ต.วรชาติ ฟองชล ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น คณะที่ปรึกษารมว.กลาโหม
  6. พล.ต.อัครภณ ทองสุทธิ์ผู้ชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น คณะที่ปรึกษารมว.กลาโหม

ทั้งนี้นาย สุทิน คลังแสง  รมว.กลาโหมมีกำหนดจะเข้ากระทรวงวันที่ 13กันยายนนี้

ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ก สุทิน คลังแสงว่า ตามที่มีกระแสร์ข่าวว่ามีการแต่งตั้งบุคคลรับตำแหน่งต่างๆนั้น ขอเรียนว่า ยังไม่มีการแต่งตั้งหรือเตรียมแต่งตั้งใครเลย เพราะ ณ เวลานี้ยังไม่สามารถสั่งราชการได้ ต้องรอกระบวนการตามกฎหมายคือ ต้องหลังจากการแถลงนโยบายต่อสภาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อน เอกสารที่ปรากฏถือเป็นของปลอม ของผู้ไม่หวังดี

ร่างหนังสือแต่งตั้งคณะที่ปรึกษา รมว.กลาโหมร่างหนังสือแต่งตั้งคณะที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

จับตาแถลงนโยบายรัฐบาล ชี้ขาด ‘บัตรคนจน’ ไปต่อหรือไม่ ฝ่ายค้านเอาด้วยไหม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558208

10 ก.ย. 2566

จับตาแถลงนโยบายรัฐบาล ชี้ขาด 'บัตรคนจน' ไปต่อหรือไม่ ฝ่ายค้านเอาด้วยไหม?

พรุ่งนี้ ครม.แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ลุ้นโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” (บัตรคนจน) ในกำมือพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่พรรคฝ่ายค้านจะเห็นด้วยหรือไม่

พรุ่งนี้ (11 ก.ย. 2566) คณะรัฐมนตรีจะ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นโยบายที่น่าจับตามองคือ “โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” (บัตรคนจน) จะได้รับการสานต่อโครงการหรือไม่ 

ที่ประชุมรัฐสภาไทยที่ประชุมรัฐสภาไทย

ผู้แถลงโครงการ “บัตรคนจน” น่าจะเป็น “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตเคยเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เจ้าของโครงการ “บัตรคนจน”

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

โครงการ “บัตรคนจน” เคยเป็นดราม่าถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณี “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ปาดหน้า “พล.อ.ประยทธ์” ลงพื้นที่ในหลายจังหวัด สังคมตั้งคำถามว่า สรุป “โครงการนี้เป็นของพรรคไหน แบบนี้คือแย่งกันหรือไม่”

พรรคพลังประชารัฐ ขณะหาเสียงก่อนการเลือกตั้งปี 2566พรรคพลังประชารัฐ ขณะหาเสียงก่อนการเลือกตั้งปี 2566

สุดท้าย “พีระพันธุ์” ออกมาตอบว่า โครงการนี้อันที่จริงมาจาก “พล.อ.ประยุทธ์” และก็ต้องถือเป็นของรัฐบาล เพราะฉะนั้น ทุกพรรคร่วมรัฐบาลก็สามารถใช้ได้หมด แต่ที่สำคัญคือ มันจะเป็นอย่างไรสุดท้ายขอให้ประชาชนได้ประโยชน์ก็พอแล้ว

ความสงสัยคลายชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พูดถึงประเด็นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่า “พีระพันธุ์” ได้หารือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว และได้นำนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติบรรจุไว้ในนโยบายที่แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาด้วย 

ประชาชนผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จ.แม่ฮ่องสอนประชาชนผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จ.แม่ฮ่องสอน

นโยบายส่วนใหญ่มีความใกล้เคียงกัน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการสานต่อโครงการ “บัตรคนจน” ของรัฐบาลที่ผ่านมา

สำหรับข้อสรุปเรื่องกรอบเวลาการอภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาล ต่อรัฐสภา มีการประชุม 2 วัน คือวันจันทร์ ที่ 11 ก.ย. 2566 และวันอังคาร ที่ 12 ก.ย. 2566 ใช้เวลารวม 30 ชั่วโมง แบ่งดังนี้

– ประธานรัฐสภา 1 ชั่วโมง

– ฝ่ายคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงและชี้แจง รวม 5 ชั่วโมง

– ฝ่าย สว. 5 ชั่วโมง

– สส.ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง

– สส.ฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง

อย่างไรก็ดี พรุ่งนี้โครงการ “บัตรคนจน” จะได้ดำเนินต่อไปหรือไม่ “คมชัดลึก” จะรายงานให้ทราบต่อไปหลังแถลงนโยบายรัฐบาล

ประชาชนชาวแม่ฮ่องสอน เมื่อครั้งได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2561

‘แถลงนโยบาย’ ‘รัฐบาลเศรษฐา’ แนะดูตัวอย่าง จากยิ่งลักษณ์ -ทักษิณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558197

10 ก.ย. 2566

'แถลงนโยบาย' 'รัฐบาลเศรษฐา' แนะดูตัวอย่าง จากยิ่งลักษณ์ -ทักษิณ

ประชาธิปัตย์ติงคำ ‘แถลงนโยบาย’ ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ต่ำกว่ามาตรฐานเดิม แนะนายกรัฐมนตรี ควรชี้แจงให้ชัดในสภา 4 ประเด็นสำคัญ

สี่ประเด็นที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า รัฐบาลเศรษฐา ควรชี้แจง คำแถลงนโยบายให้ชัดในสภาประกอบด้วย

  • นโยบายส่วนมากยังขาดเป้าหมาย ไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่พอจะทำให้เห็นความสำเร็จของนโยบาย
  • ไม่มีนโยบายที่เคยประกาศหาเสียงไว้หลายเรื่อง บางเรื่องก็คลุมเครือจนไม่เห็นทิศทางที่แน่ชัดว่าจะทำอย่างไร
  • นโยบายหลายเรื่องตอนหาเสียงบอกว่าจะลงมือทำทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล แต่ไม่มีปรากฎในนโยบายว่าจะทำทันที
  • รายละเอียดของแผนปฏิบัติการที่พอทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำนโยบายไปทำให้เกิดผลได้ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐมนตรีชี้แจงจนสับสนอลหม่าน ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจว่าจะทำได้ฟ

การแถลงนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาในวันที่ 11-12 กันยายนนี้คือสัญญาประชาคม เข็มทิศในการทำงานตลอด 4 ปี นับจากนี้ไป โดยมีพื้นฐานมาจากนโยบายสาธารณะที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่เคยนำเสนอนโยบายมาหาเสียงเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้ง

เมื่อพิจารณาร่างคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะนำเสนอสมาชิกรัฐสภาในที่ประชุมสภาแล้วเห็นว่ารัฐบาลเพื่อไทยชุดนี้ซึ่งมีที่มาจากพรรคไทยรักไทย มีมาตรฐานการทำนโยบายต่ำกว่าเดิม ต่ำกว่าสมัยคุณทักษิณและสมัยคุณยิ่งลักษณ์

ในสมัยทักษิณหลายนโยบายมีความชัดเจน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค แม้แต่ในสมัยยิ่งลักษณ์ก็พูดชัดว่า ในหนึ่งปีจะมีนโยบายอะไรที่ทำบ้าง แต่นโยบายของรัฐบาลนี้จะแบ่งเป็นนโยบายระยะสั้น นโยบายระยะยาว ไม่รู้ว่าสั้นยาวกี่ปีกี่เดือนกี่วัน



นายกรัฐมนตรีจึงควรชี้แจงในสภาเพื่อความชัดเจนก่อนที่จะนำนโยบายไปปฏิบัติเพราะฉะนั้นการแถลงนโยบายของรัฐบาลจึงควรทำให้ประชาชนเห็นเป้าหมายและแผนปฏิบัติการเบื้องต้นที่พอจะทำให้ประชาชนคาดหวังได้รัฐบาลเศรษฐาจะทำนโยบายให้สำเร็จได้แบบไหนอย่างไร

โพลหนุนก้าวไกลเลือก ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ มากกว่า ‘รองประธานสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558195

10 ก.ย. 2566

โพลหนุนก้าวไกลเลือก 'ผู้นำฝ่ายค้าน' มากกว่า 'รองประธานสภา'

นิด้าโพล หนุนพรรคก้าวไกลเลือกตำแหน่ง ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในสภาผู้แทนราษฎร มากกว่า ‘รองประธานสภา’ ผู้แทนราษฎรคนที่ 1

ผลสำรวจของประชาชน เรื่อง พรรคก้าวไกลควรเลือกอะไร ของนิด้าโพล ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วย

การสุ่มตัวอย่าง ใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ นิด้าโพล สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

เมื่อถามประชาชนเกี่ยวกับพรรคก้าวไกลในเรื่องตำแหน่งที่คิดว่าสำคัญระหว่างรองประธานสภาผู้แทนราษฎรกับผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พบว่า

  • ร้อยละ 38.40 ระบุว่า สำคัญพอ ๆ กัน
  • ร้อยละ 29.85 ระบุว่า ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำคัญกว่า ร้อยละ 28.55 ระบุว่า รองประธานสภาผู้แทนราษฎร สำคัญกว่า
  • ร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่สำคัญทั้งสองตำแหน่ง
  • และร้อยละ 1.52 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ความคิดเห็นของประชาชนต่อตำแหน่งที่พรรคก้าวไกลควรเลือกระหว่างรองประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พบว่า

  • ร้อยละ 56.11 ระบุว่า ควรเลือกตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 
  • ร้อยละ 39.08 ระบุว่า ควรเลือกตำแหน่ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร 
  • และร้อยละ 4.81 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ความคิดเห็นของประชาชนต่อตำแหน่งที่พรรคก้าวไกลควรเลือกระหว่างรองประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พบว่า

  • ร้อยละ 56.11 ระบุว่า ควรเลือกตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 
  • ร้อยละ 39.08 ระบุว่า ควรเลือกตำแหน่ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร 
  • และร้อยละ 4.81 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานร่วมกันของพรรคก้าวไกลกับพรรคประชาธิปัตย์ในการเป็นฝ่ายค้าน พบว่า 

  • ร้อยละ 37.25 ระบุว่า ทั้งสองพรรคจะทำงานร่วมกันได้ค่อนข้างดี 
  • ร้อยละ 28.55 ระบุว่า ทั้งสองพรรคจะทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี 
  • ร้อยละ 17.79 ระบุว่า ทั้งสองพรรคจะทำงานร่วมกันได้ไม่ค่อยดี ร้อยละ 12.82 ระบุว่า ทั้งสองพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้เลย
  • และร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลสำรวจนิดาโพล "พรรคก้าวไกลควรเลือกอะไร"ผลสำรวจนิดาโพล “พรรคก้าวไกลควรเลือกอะไร”