‘หมู-ภูษณะ’ ร้ายสุดขั้ว ชิงหัวหน้าแก๊งแข่ง ‘ฟีฟ่า’ เผย ‘มาเฟียลำซิ่ง’ แอ๊กชั่นเดือดสนุกครบรส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/754172

‘หมู-ภูษณะ’ ร้ายสุดขั้ว ชิงหัวหน้าแก๊งแข่ง ‘ฟีฟ่า’  เผย ‘มาเฟียลำซิ่ง’ แอ๊กชั่นเดือดสนุกครบรส

‘หมู-ภูษณะ’ ร้ายสุดขั้ว ชิงหัวหน้าแก๊งแข่ง ‘ฟีฟ่า’ เผย ‘มาเฟียลำซิ่ง’ แอ๊กชั่นเดือดสนุกครบรส

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เดินหน้าสร้างความสุขก่อนข่าวภาคค่ำอย่างต่อเนื่องสำหรับ “มาเฟียลำซิ่ง” ทาง ช่อง 7HDจากค่าย มีเดีย สตูดิโอหนึ่งในตัวละครสำคัญปองเทพ มาเฟียสายดาร์กรับบทโดย หมู-ภูษณะ บัวงามผู้ที่ต้องการยึดตำแหน่งหัวหน้าแก๊งมังกรแดง จาก มาวิน (ฟีฟ่า-เปรมอนันต์ ศรีพานิช)

โดย หมู ได้เปิดใจถึงการทำงานละครเรื่องนี้ว่า “ในละครมาเฟียลำซิ่ง ผมรับบท ปองเทพ ครับ เขาเป็นมาเฟียที่อยากขึ้นตำแหน่งเป็นหัวหน้า อยากเป็นประมุขของแก๊ง ความคิดของผมกับมาวิน จะคิดต่างกันแบบสุดขั้ว เราอยากคงความเป็นมาเฟียสายดำ ที่มีความโหดเหี้ยม พร้อมจะทำเรื่องผิดกฎหมายทุกอย่างแต่มาวินไม่ต้องการให้แก๊งของเราเป็นแบบนั้น เขาจะมาเป็นสายขาวซึ่งมันขัดกับวิถีที่เราเคยเป็นมาตลอด เรื่องนี้หมูทำการบ้านเยอะเหมือนกัน ในเรื่องของฉากแอ๊กชั่น เพราะจะต่างไปจากละครเรื่องอื่นๆ ที่เคยเล่น เรื่องนี้เราต้องต่อสู้กันด้วยมีด เลยต้องเวิร์กช็อปและซ้อมหนักทีเดียว ที่ผมเคยแสดงแอ๊กชั่นมา ส่วนใหญ่จะเป็นร้ายแบบไม่มีกติกา จับอะไรได้ก็สู้แต่พอต้องใช้มีดซึ่งค่อนข้างอันตราย เราต้องเรียนรู้หลักการตั้งแต่การจับมีดท่าทางการสู้ที่ต้องสวยด้วยและถูกต้องด้วยรวมถึงคิวจังหวะที่ต่อสู้กันต้องจำให้แม่นและซ้อมให้เยอะ เพื่อกันความผิดพลาดเวลาถ่ายทำ อย่างเวลาเข้าฉากต่อสู้กับฟีฟ่าจะบอกกับน้องเลยว่า ให้ใส่มาเต็มที่เลยนะไม่ต้องยั้ง เพราะอยากให้ทุกฉากที่ออกมาได้ภาพที่สมจริงที่สุด

ผมมองว่าละครเรื่องนี้นอกจากความสนุก ยังสอดแทรกข้อคิดไปด้วยนะครับ ตัวละครของผม ปองเทพจะสะท้อนความคิดของคนที่มีความต้องการ อยากได้ อยากมี อยากเป็น พร้อมจะทำทุกอย่างที่ให้ตัวเองไปในจุดนั้นให้ได้โดยไม่สนใจวิธีว่าจะทำแบบไหน ทำร้ายใครหรือเปล่า เขาขอแค่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วก็ยังเป็นคนที่ไม่รู้จักพอ ได้คืบจะเอาศอก ซึ่งผมอยากให้ทุกคนติดตามบทสรุปของตัวละครนี้ไปด้วยกันนะครับ ว่าท้ายที่สุดของคนที่มีความคิดและวิธีการดำเนินชีวิตแบบนี้จะจบลงยังไง ละครเรื่องนี้เป็นละครครบรสอีกเรื่องเลยคือมีทั้งเพลงเพราะๆ ที่ตัดสลับไปพร้อมกับเรื่องราวของมาเฟีย การต่อสู้ ฉากแอ๊กชั่น อยากให้ทุกคนมาติดตามความสนุกไปด้วยกันครับ ผมเชื่อว่าความเข้มข้นของละครจะสร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกคนแน่นอนครับ”ติดตามชมละคร “มาเฟียลำซิ่ง” ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.45 น.ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, X (Twitter), TikTok, YouTube: Ch7HD เว็บไซต์ www.ch7.com

เยียวยาเด็กจาก’ครอบครัวล่มสลาย’ให้ได้ภายใน 6 ขวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754194

เยียวยาเด็กจาก’ครอบครัวล่มสลาย’ให้ได้ภายใน 6 ขวบ

เยียวยาเด็กจาก’ครอบครัวล่มสลาย’ให้ได้ภายใน 6 ขวบ

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“การล่มสลายของครอบครัวจะส่งผลกระทบโดยตรงไปที่ลูก ลูกอาจจะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา” ไม่ว่าเป็นเรื่องของสภาวะทางจิตใจ อารมณ์ รวมไปถึงพฤติกรรมเชิงลบ ซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่มาจากครอบครัวล่มสลายที่ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว แตกแยก หย่าร้าง ล้มหายตายจาก ติดการพนัน ติดสารเสพติด ต้องกลายเป็นผู้ต้องขัง ไปจนถึงการมีปัญหาทางสุขภาพจิตที่รุนแรง และโรคติดเชื้อต่างๆ ฯลฯ

โดยพบร้อยละ 25 ในกลุ่มครอบครัวยากจนสภาวะด้อยเศรษฐานะซึ่งเกิดเช่นกันในต่างประเทศ เมื่อได้ติดตามอย่างต่อเนื่องไปจนถึง 3 รุ่น (Generation) ก็จะยังคงพบปัญหาในลักษณะวงจรเดียวกัน หากเด็กไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งแต่แรกเกิด-6 ขวบ ซึ่งรอคอยการหยิบยื่นโอกาสที่จะเติบโตไปมีชีวิตที่ดีขึ้น เด็กที่มาจากครอบครัวล่มสลายจะเติบโตไปสู่การมีชีวิตที่ดีได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการยอมรับของสังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่ติดเชื้อHIV ที่ปัจจุบันสังคมเริ่มเกิดการยอมรับ และอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า ระหว่างตั้งครรภ์ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันจะทำให้สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ผ่านทางรกเข้าสู่ตัวเด็กได้ถึงร้อยละ 96 และแม้เด็กจะติดเชื้อ HIV ระหว่างการตั้งครรภ์ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถรักษาเด็กหลังคลอดเพื่อไม่ให้พบการติดเชื้อในระยะยาว

หรือถ้าหากพบการติดเชื้อแล้วก็ยังสามารถที่จะประคับประคองอาการให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงสมบูรณ์ต่อไปได้ และเมื่อเด็กเข้าโรงเรียน หรือสู่ที่สาธารณะ จะไม่มีการเรียกร้องให้ตรวจหาเชื้อ HIV หรือแสดงผลการตรวจเชื้อ HIV แต่อย่างใด ในเมื่อที่ผ่านมาสังคมเราได้เรียนรู้กันมามากพอแล้วว่าจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยที่ไม่ให้เกิดการติดต่อเชื้อ

สำหรับเด็กที่หลุดออกมาจากครอบครัวล่มสลายด้วยสาเหตุต่างๆ ที่นำไปสู่ความต้องการ “ผู้ดูแลทดแทน” ในลำดับแรกให้พิจารณาจากญาติ ซึ่งจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนหาข้อตกลงร่วมเพื่อทำความเข้าใจในการจัดการอยู่อาศัยให้เหมาะสมสำหรับเด็ก โดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ย้ำว่า การมอบโอกาสให้เด็กได้เติบโตในสภาวะที่ทำให้รู้จักความรักและความผูกพันแบบครอบครัว ย่อมดีกว่าการให้เด็กจะต้องไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ ซึ่งสมควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว พร้อมเป็นกำลังใจ และทำหน้าที่ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานฯ มอบองค์ความรู้ หวัง“ตัดวงจร” ให้เด็กสามารถฟื้นจาก “สภาวะสิ้นหวัง” คืนสู่ “สังคมแห่งอนาคตที่ดีกว่า” พร้อมเป็น “พลัง” เพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป!!!

‘มข.’ชวนขจัดปัญหา‘ขยะอินทรีย์’ หนุน‘ทำปุ๋ยหมัก’เพื่อ‘ชุมชนเคียงมอน่าอยู่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754195

‘มข.’ชวนขจัดปัญหา‘ขยะอินทรีย์’ หนุน‘ทำปุ๋ยหมัก’เพื่อ‘ชุมชนเคียงมอน่าอยู่’

‘มข.’ชวนขจัดปัญหา‘ขยะอินทรีย์’ หนุน‘ทำปุ๋ยหมัก’เพื่อ‘ชุมชนเคียงมอน่าอยู่’

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดโครงการ “มข.ส่งเสริมชุมชนเคียงมอน่าอยู่” ณ โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม ชุมชนสามเหลี่ยม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหรือสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนรอบมหาวิทยาลัยให้เกิดสังคมน่าอยู่ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน และเป็นการสร้างความยั่งยืน ด้านการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคม ตามแผนยุทธศาสตร์การบริหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2563-2566 ตามยุทธศาสตร์ที่ การปรับเปลี่ยนการบริการวิชาการ จากความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) สู่การสร้างคุณค่าร่วมกัน (Creating shared value : CSV)

ณัฐสมล ธนกุลรังสฤษดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ความสำคัญกับชุมชนข้างเคียงมาโดยตลอด ซึ่งในโอกาสวาระพิเศษครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงจัดโครงการ มข.ส่งเสริมชุมชนเคียงมอน่าอยู่ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเคียงมอ และส่งเสริมการบริการวิชาการสู่สังคมที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ต่อชุมชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ชุมชนสามเหลี่ยม นับเป็นชุมชนต้นแบบแห่งแรก ที่ได้เข้ามาส่งเสริมการสร้าง ต้นแบบการแยกขยะ

โดยมีโรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และปลูกฝังเยาวชน ในจัดการขยะอินทรีย์ หรือขยะเปียกในครัวเรือน
ด้วยวิธีการหมักปุ๋ย เพื่อลดปริมาณขยะลง ให้สามารถต่อยอดการแยกขยะเปียกระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ พี่น้องประชาชนจะสามารถนำความรู้เหล่านี้นำไปปฏิบัติที่บ้าน ซึ่งโครงการดีๆเช่นนี้มหาวิทยาลัยจะพยายามทำอย่างต่อเนื่อง

สมชาติ ชัยอยุทธ์ ประธานชุมชนสามเหลี่ยม 3 กล่าวถึงความต้องการของชุมชนและแนวทางการพัฒนาชุมชน ว่า ชุมชนสามเหลี่ยม 3 ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียน และมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นอย่างดีมาโดยตลอด สำหรับปัญหาของชุมชนระยะหลัง เป็นปัญหาขยะมูลฝอยล้น ขณะเดียวกันรถจัดเก็บขนขยะทางเทศบาล ไม่สามารถมาเก็บตามกำหนดระยะเวลา สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมาโดยตลอด

แม้ว่าเทศบาลจะพยายามจัดซื้อรถขยะมาเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่สามารถจัดหามาได้เพียงพอ ทำให้ชุมชนต้องทบทวนถึงวิธีการกำจัดขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน จึงได้แลกเปลี่ยนปัญหาของชุมชนให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ทราบ หลังจากนั้นจึงได้รับความ ร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมาทำโครงการครั้งนี้ เพื่อให้ชุมชนรู้จักวิธีแก้ไข ปัญหาขยะภายในครัวเรือนด้วยตนเอง ซึ่งจะสามารถสร้างความยั่งยืนในการกำจัดขยะให้กับชุมชนและนำไปสู่ปัญหาขยะที่ลดลงต่อไป

ผศ.ดร.ธนภัทร์สกรณ์ สุกิจประภานนท์ เปิดเผยว่า โดยทั่วไปขยะครัวเรือนจะมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเศษพลาสติก โลหะ รวมไปถึงกลุ่มขยะอินทรีย์ ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมัก ใช้สำหรับปลูกผัก ใส่ต้นไม้ และยังเป็นการช่วยจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ลดต้นทุนด้านแรงงานไปด้วย โดยปกติเวลาเราทิ้งขยะ เทศบาลในแต่ละชุมชนจะมาจัดเก็บไป ต่อจากนั้นต้องมีการแยกขยะ การจัดการตรงจุดนี้จะมีต้นทุน

แต่ถ้าประชาชนแต่ละครัวเรือนมีการคัดแยกขยะเปียก เศษอินทรีย์ หากมองในภาพกว้าง เราจะสามารถลดต้นทุนและแรงงานในกระบวนการนี้ได้อย่างมาก ในการทำปุ๋ยอินทรีย์ ถ้าเป็นการใช้เองในระดับครัวเรือน จะไม่มีสูตรตายตัวขั้นตอนจะเริ่มที่ นำเศษอินทรีย์ ใบไม้ หรือเศษอาหารต่างๆ มาเทในที่ๆ จัดเตรียมไว้ต่อจากนั้นจะใส่ปุ๋ยคอก หรือมูลสัตว์เพื่อให้เกิดการย่อยสลาย แต่บางครั้งมูลสัตว์เลี้ยงอาจจะใช้ไม่ได้เพราะว่ามีปัญหาเรื่องกลิ่น และเติมน้ำเข้าไปเพื่อให้มีความชื้น

โดยสำหรับระยะในการย่อยสลาย ใบไม้แห้งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน เศษผักผลไม้สด ใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นกิ่งไม้จะต้องสับให้ชิ้นเล็กก่อน และ หมักทิ้งระยะเวลาไว้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็สามารถนำส่วนที่ย่อยสลายมาใช้เป็นปุ๋ยได้ จากการศึกษาวิจัยด้านการจัดการอินทรีย์วัตถุหลายชนิด พบว่า การทำปุ๋ยหมักที่มีการใส่ใบไม้แห้ง จะช่วยส่งผลให้สมบัติทางเคมี ฟิสิกส์ ของดิน มีความร่วนซุยอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกดินทรายก็สามารถ ดูดซับปุ๋ยได้มากขึ้น

คณบดี‘CIBA DPU’เผยความคืบหน้า โครงการ‘GSB Step & Boost up Program 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754193

คณบดี‘CIBA DPU’เผยความคืบหน้า โครงการ‘GSB Step & Boost up Program 2023’

คณบดี‘CIBA DPU’เผยความคืบหน้า โครงการ‘GSB Step & Boost up Program 2023’

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธนาคารออมสิน ร่วมกับ วิทยาลัยนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ. หรือ DPU) จัดโครงการ “GSB Step & Boost up Program 2023” หรือโครงการอบรมให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการโดยเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sustainable Growth ให้ทุกธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน” มีผู้ประกอบการ SMEs OTOPs และ Startups ที่ดำเนินธุรกิจด้านธุรกิจอาหาร ธุรกิจสุขภาพ และธุรกิจการเกษตร สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 700 กว่าราย เพื่อชิงทุนพัฒนาธุรกิจพร้อมโล่รางวัลมูลค่ากว่า 360,000 บาท

ดร.รชฏ ขำบุญ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า โครงการ GSB Step & Boost up Program 2023 เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯทั่วประเทศตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 โดยรอบแรกทุกคนได้ผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตามหัวข้อที่กำหนด อาทิ เรื่องหลักการแนวคิดนักธุรกิจยุคใหม่ การพลิกโฉมธุรกิจด้วยการตลาดดิจิทัล

การขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน เป็นต้น สำหรับความคืบหน้าล่าสุดหลังจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว ได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจำนวน 80 ราย ทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับคำปรึกษาเชิงลึก Biz Clinic จากผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายพัฒนาธุรกิจลูกค้า SMEs Start up ธนาคารออมสินและทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจาก CIBA DPU

สำหรับปีนี้ นอกจาก CIBA DPU ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการแล้ว ยังมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมในโครงการฯพร้อมลงพื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกให้กับผู้ประกอบการด้วย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ลงพื้นที่ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงพื้นที่ภาคอีสาน มหาวิทยาลัยบูรพา ลงพื้นที่ภาคตะวันออก และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ลงพื้นที่ภาคใต้ ส่วน CIBA DPU รับผิดชอบดูพื้นที่ส่วนกลาง

โดยหลังจากนี้ประมาณ 2 เดือนคณะกรรมการจากธนาคารออมสินและ CIBA DPU จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและโดดเด่นจาก 80 รายให้เหลือเพียงจำนวน 10 ราย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมประกวดสุดยอด GSB Change Maker โดยผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะได้ Pitching แผนธุรกิจในวันที่3 พฤศจิกายน 2566 ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เพื่อชิงทุนนำไปต่อยอดธุรกิจในอนาคต พร้อมสิทธิพิเศษจากทางธนาคารและมหาวิทยาลัยอีกมากมาย

ดร.รชฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นให้คำปรึกษาและแนะนำแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการพบว่า ในปัจจุบันผู้ประกอบการมีการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มีการนำองค์ความรู้ทางการบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการบริหารจัดการมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงต้องการผู้เชี่ยวชาญให้มาพัฒนาธุรกิจในด้านต่างๆ โดยมี 5 โจทย์หลัก คือ 1.การพัฒนาการวางแผนการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด Tiktok, Facebook, Shopee, Lazada เป็นต้น

2.การพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้แตกต่างกับสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด และการยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้เก็บได้นานขึ้น (เพื่อให้สามารถนำไปขายใน Marketplace ได้) 3.การพัฒนากระบวนการการผลิตให้ได้มาตรฐาน เช่น อย. หรือ GMP เป็นต้น 4.การพัฒนา Packaging ให้ดูดีขึ้น และสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากขึ้น และ 5.การนำวัสดุจากชุมชน หรือ วัสดุที่เหลือจากกระบวนการการผลิตมาใช้ใหม่ เพื่อลดต้นทุนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนต่อธุรกิจ

สำหรับปัญหาที่พบและทำให้ SMEs ไม่สามารถเติบโตไปได้ไกล คือ ผู้ประกอบการยังยึดหลักการทำธุรกิจแบบเดิมๆ คือ ผู้ประกอบการต้องทำงานเองทุกอย่าง ตั้งแต่ งานสั่งซื้อวัตถุดิบ งานผลิตสินค้า งานการตลาด งานจัดส่ง และการบัญชีการเงิน ทำให้ ผู้ประกอบการเหนื่อยกับการพยายามทำงานทุกอย่าง จึงอยากให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนความคิด (Mindset) ใหม่ อยากให้มองภาพให้กว้างมากขึ้น คือให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้คล่องตัว

“นั่นคือต้องมี Outsource ให้ Partner เข้ามาช่วยในด้านที่เราไม่ถนัด เช่น การทำการตลาด การทำบัญชี การจ้างผลิตผ่าน OEM เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการไปโฟกัสกับการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ นวัตกรรมตัวสินค้า เป็นต้น นั่นคือ หากยังดำเนินธุรกิจแบบเดิมโดยทุกอย่างทำเองหมด ธุรกิจจะไม่สามารถเติบโตได้และกลายเป็นเพียงธุรกิจในครอบครัวหรือในชุมชนเท่านั้น” ดร.รชฏ กล่าว

ดร.รชฏ กล่าวด้วยว่า ปัญหาหลักของผู้ประกอบการ คือ เรื่องเงินทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรืออยู่ในรูปแบบของบริษัท หรือมีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ดี ทำให้ธนาคารไม่สามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อรวมถึงการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของธนาคารได้ จึงทำให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องไม่สามารถจ้าง Partner ให้มาช่วยงานได้จึงทำให้ผู้ประกอบการเหนื่อยกับการทำธุรกิจเองในทุกๆ ด้านที่กล่าวมาตอนต้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาถึงการจดทะเบียนหรือการทำบัญชีที่ดี เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจตัวเองให้มากยิ่งขึ้น โดยผู้ประกอบการอาจขอคำปรึกษากับที่ปรึกษาทางธุรกิจ ร่วมกับธนาคารผู้ให้สินเชื่อ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แผนธุรกิจในเชิงลึก หากธุรกิจมีศักยภาพ และมีคำแนะนำจากที่ปรึกษาที่ดี จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการเหนื่อยน้อยลงและธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วขึ้นและยั่งยืนเป็นอย่างมาก

หากผู้ประกอบการทั่วไป สนใจอยากได้ข้อมูลด้านการพัฒนาธุรกิจเพิ่มเติม ทาง CIBA DPU ยินดีเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง ทั้งเรื่องสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารออมสิน และการการหาคู่ค้า (Partner) เข้ามาให้คำปรึกษาและ Support ธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจของทุกท่านเติบโตอย่างยั่งยืน!!!

วัดอาวุธวิกสิตารามจัดงานวันวางสังขาร‘คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม’ครบรอบปีที่59

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754144

วัดอาวุธวิกสิตารามจัดงานวันวางสังขาร‘คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม’ครบรอบปีที่59

วัดอาวุธวิกสิตารามจัดงานวันวางสังขาร‘คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม’ครบรอบปีที่59

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.17 น.

วัดอาวุธวิกสิตารามจัดงานวันวางสังขาร‘คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม’ครบรอบปีที่59

3 กันยายน 2566 ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม ซอยจรัญสนิทวงศ์ 72 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มีการจัดงานวันวางสังขาร “คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม” ครบรอบปีที่59 โดยมีการบวงสรวงและสวดพระพุทธมนต์

‘สุทิน’ เผยคุย ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ สนองนโยบายรัฐบาล ‘ลดเกณฑ์ทหาร’ เริ่มปี67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557678

03 ก.ย. 2566

'สุทิน' เผยคุย ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ สนองนโยบายรัฐบาล 'ลดเกณฑ์ทหาร' เริ่มปี67

‘สุทิน คลังแสง’ รมว.กลาโหม ลั่น กองทัพพร้อมสนองนโยบายรัฐบาล ระบุ ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ เห็นตรงกัน ปรับลดขนาดกองทัพ ลดเกณฑ์ทหาร คาด เกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ เริ่ม เม.ย.ปี 2567 พร้อมเตรียมยกเครื่องงานประชาสัมพันธ์กองทัพ-เดินสายรับฟังความคิดเห็นบิ๊กทหาร

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2566 นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปพร้อมกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เพื่อพูดคุยกับ ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ ว่า ไปพูดคุยถึงสถานการณ์ของประเทศไทย สอบถามปัญหา และแลกเปลี่ยนความต้องการของแต่ละฝ่าย ซึ่งทางฝ่ายการเมืองระบุว่าอยากผลักดันนโยบายเปลี่ยนการเกณฑ์ทหาร เป็นรูปแบบสมัครใจ

นายกฯและรมว.กลาโหม ร่วมวงรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับว่าที่ผบ.เหล่าทัพนายกฯและรมว.กลาโหม ร่วมวงรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับว่าที่ผบ.เหล่าทัพ

เกณฑ์ทหารสมัครใจ เริ่ม เม.ย.ปี67

รวมถึงสอบถามความต้องการของกองทัพว่าอยากให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องใดบ้าง และมีความกังวลหรืออุปสรรคอะไรเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งทางกองทัพมีความเห็นไปทิศทางเดียวกับรัฐบาล ไม่ขัดข้องอะไรและยินดีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนจะทำได้ช้าหรือเร็ว ก็จะสะท้อนให้รัฐบาลทราบเพื่อให้รัฐบาลช่วย

เมื่อถามว่า สิ่งที่กล่าวมาจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้เมื่อไร นายสุทิน กล่าวว่า จะเห็นผลเป็นรูปธรรมในทันที เช่น การเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารเป็นรูปแบบสมัครใจ ในเดือน เม.ย. 2567 ที่จะมีการเกณฑ์ทหารอีกครั้ง จะเห็นอัตราเกณฑ์ทหารที่ลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน และจะค่อยๆ หมดไปจนเหลือเพียงการเข้ากองทัพแบบสมัครใจ 

กองทัพมีแผนปรับลดกำลังพลปี70

รวมถึงการปรับลดขนาดกองทัพ ที่สังคมมองว่ากองทัพมีนายพลมากเกินไป เท่าที่พูดคุยกองทัพมีแผนปรับลดในส่วนนี้ภายในปี 2570 หรือในรัฐบาลนี้ กองทัพจะกระชับลง นายพลจะหายไปจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ ส่วนจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์นั้นกองทัพกำลังทำตัวเลขมาให้ดู และเท่าที่ได้พูดคุยกันนั้น นายกฯได้ฟังความเห็นของกองทัพแล้วก็มีความสบายใจ

สุทิน บอกสบายใจทำงานกับทหารมีวินัย

เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่กับการคุมกองทัพ นายสุทิน กล่าวว่า เดิมหนักใจ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้สบายใจขึ้นมาก เพราะการทำงานกับคนมีวินัยเขาพูดง่าย และเท่าที่ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดใหม่ๆ ถือเป็นจังหวะที่ดีของตนที่ได้เข้าไปพัฒนา ส่วนนโยบบายที่จะเอาทหารออกมาเพิ่มบทบาท พัฒนาเป็นที่พึ่งประชาชน เขาก็ตอบรับว่าเป็นภารกิจของกองทัพอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องปราบยาเสพติด ทหารเคยรับบทบาทนี้มาโดยตลอด เขาก็ยินดีสนองนโยบายรัฐบาล โดยทั่วไปถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดี ทำให้มั่นใจว่า กองทัพจะมีบทบาทออกมาช่วยแก้ปัญหาประเทศร่วมกับรัฐบาล ทั้งนี้จากการพูดคุยสิ่งที่ทั้งฝ่ายการเมืองและกองทัพเห็นตรงกันคือ กองทัพต้องต้องยกเครื่องงานประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมากองทัพทำเรื่องที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก แต่สังคมรับรู้อีกอย่าง ทำให้สังคมมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อกองทัพ

รมว.กลาโหม จ่อเดินสายพบบิ๊กทหาร

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า หลังจากพูดคุยกับ ว่าที่ผบ.เหล่าทัพแล้ว หลังจากนี้จะไปพบ พล.อ.อ.สุกําพล สุวรรณทัต อดีตรมว.กลาโหม, พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรมว.กลาโหม และกำลังประสานเข้า พบ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา และ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะพบนักวิชาการด้านความมั่นคง อาทิ นายสุรชาติ บำรุงสุข นายปราโมทย์ นาครทรรพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแง่มุมต่างๆ ด้านความมั่นคงต่อไป

‘บิ๊กแป๊ะ’ รับถูกทาบเป็น ‘ผช.รมว.กลาโหม’ จ่อลาออก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557675

03 ก.ย. 2566

‘บิ๊กแป๊ะ’ รับถูกทาบเป็น ‘ผช.รมว.กลาโหม’ จ่อลาออก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.

‘บิ๊กแป๊ะ’ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะที่ปรึกษา ผู้ว่าฯ กทม. รับ ‘บิ๊กทิน’ สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ทาบเป็น ผู้ช่วย รมว.กลาโหม จ่อยื่นลาออก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. 1-2 สัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2566 ‘บิ๊กแป๊ะ’ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ได้เชิญตนไปพูดคุยแล้ว โดยแจ้งให้ตนทราบว่า จะให้มาช่วยงานที่กระทรวงกลาโหม โดยให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยได้มอบหมายงานในบางส่วนให้แล้ว 

บิ๊กแป๊ะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ว่าที่ผู้ช่วย รมว.กลาโหมบิ๊กแป๊ะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ว่าที่ผู้ช่วย รมว.กลาโหม

ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล อาทิ การปรับวิธีการคัดเลือกทหารกองเกิน การปรับโครงสร้างกองทัพ การทำหน่วยทหารให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงมากขึ้นโดยหน่วยทหารใดที่มีโรงพยาบาลทหาร ก็ให้เปิดรับรักษาประชาชนเพิ่มมากขึ้น การใช้พื้นที่ของทางราชการทหารให้เป็นประโยชน์ทางด้านการเกษตรเพิ่มมากขึ้น และการทำกองทัพให้ทันสมัย เป็นต้น

ดร.สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหมดร.สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม

ปัจจุบันนี้ หน่วยทหารเราไม่ได้ไปรบกับใครแล้ว แต่ละประเทศก็ต่างทำมาหากินกัน ประเทศเพื่อนบ้านเราก็พูดกันรู้เรื่องหมด เราเป็นเพื่อนกันหมดแล้ว ทหารเราก็มาทำให้ประชาชนได้กินอิ่ม นอนอุ่นกัน

ทั้งนี้ ตนเตรียมที่จะยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.(นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์)  ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้

‘เศรษฐา-สุทิน’ คุยว่าที่ผบ.เหล่าทัพ เห็นผลแน่ ‘ยกเลิกเกณฑ์ทหาร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557674

03 ก.ย. 2566

'เศรษฐา-สุทิน' คุยว่าที่ผบ.เหล่าทัพ เห็นผลแน่ 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร'

‘เศรษฐา-สุทิน’ ร่วมวงทานข้าว ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ พร้อมทำงานร่วมกัน ปีหน้าเตรียม ‘ยกเลิกเกณฑ์ทหาร’ เป็นสมัคร ปรับลดขนาดกองทัพ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายปานปรีย์ พิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรรัฐมนตรีง่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเที่ยง กับว่าที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปประกอบด้วยพล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ว่าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในขณะที่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ว่าที่ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งจะเดินทางกลับในวันที่ 9 ก.ย.นี้

มีรายงานว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง เริ่มรับประทานอาหารตั้งแต่เวลา 11.30-เวลา 13.00 น. เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความมั่นคงและรับทราบปัญหาต่างๆ ในการทำงานของกองทัพ นโยบายการทำงานเพื่อไทยที่จะทำร่วมกับกองทัพเท่านั้น รวมถึงแนะนำนายปานปรีย์ และนายสุทิน ให้ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ แต่ละคนให้ได้รู้จัก แต่ไม่มีการคุยเรื่องการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของแต่ละเหล่าทัพ 

ด้านนายสุทิน เปิดเผยว่า ไปพูดคุยถึงสถานการณ์ของประเทศ สอบถามปัญหาและแลกเปลี่ยนความต้องการของแต่ละฝ่าย ซึ่งทางฝ่ายการเมืองระบุว่าอยากผลักดันนโยบายเปลี่ยนการเกณฑ์ทหารเป็นรูแบบสมัครใจ รวมถึงสอบถามความต้องการของกองทัพว่า อยากให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องใดบ้าง และมีความกังวลหรืออุปสรรคอะไรเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ทางกองทัพมีความเห็นไปทิศทางเดียวกับรัฐบาล ไม่ขัดข้องอะไรและยินดีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนจะทำได้ช้าหรือเร็ว ก็จะสะท้อนให้รัฐบาลทราบเพื่อให้รัฐบาลช่วย 

นายสุทินยังกล่าวถึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรมทันที เช่น การเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารเป็นรูปแบบสมัครใจ ในเดือน เม.ย.2567 ที่จะมีการเกณฑ์ทหารอีกครั้ง จะเห็นอัตราเกณฑ์ทหารที่ลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน และจะค่อยๆหมดไปจนเหลือเพียงการเข้ากองทัพแบบสมัครใจ การปรับลดขนาดกองทัพ ที่สังคมมองว่ากองทัพมีนายพลมากเกินไป 

เท่าที่พูดคุยกองทัพมีแผนปรับลดในส่วนนี้ภายในปี 2570 หรือในรัฐบาลนี้ กองทัพจะกระชับลง นายพลจะหายไปจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ ส่วนจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์นั้นกองทัพกำลังทำตัวเลขมาให้ดู และเท่าที่ได้พูดคุยกันนั้น นายกฯได้ฟังความเห็นของกองทัพแล้วก็มีความสบายใจ

นายสุทิน ยอมรับ เดิมหนักใจ แต่ตอนนี้สบายใจขึ้นมาก เพราะการทำงานกับคนมีวินัยเขาพูดง่ายและเท่าที่ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดใหม่ๆ ถือเป็นจังหวะที่ดีของตนที่ได้เข้าไปพัฒนา 

ส่วนนโยบบายที่จะเอาทหารออกมาเพิ่มบทบาทพัฒนาเป็นที่พึ่งประชาชน ทางฝ่ายกองทัพก็ตอบรับว่าเป็นภารกิจอยู่แล้ว และเรื่องปราบยาเสพติด ทหารเคยรับบทบาทนี้มาโดยตลอด เขาก็ยินดีสนองนโยบายรัฐบาล โดยทั่วไปถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดี ทำให้มั่นใจว่า กองทัพจะมีบทบาทออกมาช่วยแก้ปัญหาประเทศร่วมกับรัฐบาล

นอกจากนี้ยังเห็นตรงกัน คือ ต้องยกเครื่องงานประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมากองทัพทำเรื่องที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก แต่สังคมรับรู้อีกอย่าง ทำให้สังคมมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อกองทัพ

โดยพรุ่งนี้จะไปพบ พล.อ.อ.สุกําพล สุวรรณทัต อดีตรมว.กลาโหม และหลังจากนี้จะไปพบ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรมว.กลาโหม และกำลังประสานเข้าพบ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา และ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะพบนักวิชาการด้านความมั่นคง อาทิ นายสุรชาติ บำรุงสุข นายปราโมทย์ นาครทรรพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแง่มุมต่างๆ ด้านความมั่นคงต่อไป

‘ศาลฎีกา’ ยกฟ้อง ‘ชาญชัย อิสระเสนารักษ์’ อดีต สส.ปชป. ‘คดีคิงเพาเวอร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557672

03 ก.ย. 2566

'ศาลฎีกา' ยกฟ้อง 'ชาญชัย อิสระเสนารักษ์' อดีต สส.ปชป. 'คดีคิงเพาเวอร์'

ศาลฎีกา ยกฟ้อง ‘ชาญชัย อิสระเสนารักษ์’ คดีคิงเพาเวอร์ ฟ้องปิดปากเป็นคดีที่12 เผยแม้ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่แถลงข่าวในฐานะอดีต สส.นครนายก ปชป.

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตัดสินยกฟ้องในคดีที่ตนได้ฟ้องกรรมการ ทอท. และกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ เรื่องจัดเก็บและแบ่งปันผลประโยชน์ตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรภายในสนามบินสวรรณภูมิไม่เป็นไปตามสัญญา เนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงและศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี จึงได้มาแถลงข่าวว่าจะนำคำพิพากษาดังกล่าวส่งให้แก่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ไปติดตามเงิน 1.4 หมื่นล้านบาทเข้าแผ่นดิน เนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง พร้อมกับจะนำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลถวายฎีกาเพื่อให้ทรงทราบถึงสถานการณ์ ทำให้ตนถูกกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ฟ้องร้องกล่าวหาว่าพูดเท็จ หมิ่นประมาท

จากคดีดังกล่าวมีการต่อสู้กันถึง 3 ศาล จนบัดนี้ คดีถึงที่สุด โดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นได้ตัดสินว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 จำคุก 8 เดือน กับให้ลงโฆษณาคำพิพากษาฉบับเต็มในหนังสือพิมพ์ มติชน ข่าวสด เดอะเนชั่น และสยามรัฐ 7 วันติดต่อกัน โดยให้นายชาญชัยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จากนั้นในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา ศาลได้ตัดสินว่านายชาญชัยไม่มีความผิด และยกฟ้อง ด้วยเหตุผลว่า การแถลงข่าวล้วนเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล อท. การแจกสำเนาคำพิพากษาเป็นการเผยแพร่คำพิพากษา แม้คำพิพากษาจะพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายแต่ศาลก็ยังไม่ได้วินิจฉัยว่ามีการกระทำผิดตามฟ้องและไม่มีการปั้นแต่งข้อความอื่นนอกเหนือไปจากข้อความในคำพิพากษา ถือได้ว่าเป็นการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการโดยเปิดเผยในศาลโดยสุจริต ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์

ส่วนการที่จะไปดำเนินการต่อด้วยการทูลเกล้าถวายฎีกาหรือร้องต่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เพื่อให้มีการตรวจสอบและเอาเงินคืน ก็เป็นเรื่องที่แจ้งให้สื่อมวลชนทราบว่าจะดำเนินการต่อไปเท่านั้น มิใช่เป็นการหมิ่นประมาท

ส่วนที่กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ฟ้องว่า มีการแถลงข่าวหลายครั้ง การกระทำมีเจตนาทุจริตทำให้ได้รับความเสียหายนั้น ศาลเห็นว่านายชาญชัย เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ ฯ เข้าร่วมตรวจสอบ,ประชุม โดยมีพยานหลักฐานแน่ชัดน่าเชื่อถือล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานของนายชาญชัยทั้งสิ้น จากพยานหลักฐานทำให้มีเหตุอันสมควรเชื่อเช่นนั้นโดยสุจริตว่า คำแถลงของตนเป็นความจริงโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อส่วนรวม การร่วมกันรักษาปกป้องประโยชน์ส่วนรวมของประเทศย่อมเป็นหน้าที่พลเมืองดี เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ทั้งเป็นการป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม

โดยในชั้นฎีกา ได้ให้เหตุผลถึงประเด็นที่เกี่ยวกับถ้อยคำในการแถลงข่าว ไว้ 4 เหตุผลดังนี้

1. ถ้อยแถลงเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล อท. นายชาญชัยแถลงว่า ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า นายชาญชัยไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และนายชาญชัยยังแถลงด้วยว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีตามคำฟ้องศาลยังไม่ได้วินิจฉัย พร้อมกับแจกสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่สื่อมวลชน การที่นายชาญชัยกล่าวถ้อยคำแก่สื่อมวลชนเช่นนั้น มิได้ทำให้ผลของคำพิพากษาศาล อท. เปลี่ยนแปลงไปได้ว่าโจทก์กระทำการทุจริตตามคำฟ้อง

2. ถ้อยคำว่า จะเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท ก็เป็นเรื่องที่นายชาญชัยแจ้งว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร ไม่มีข้อความตอนใดในเอกสารถอดเทปการแถลงข่าว ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้กระทำการทุจริตโดยชัดแจ้ง เพียงมีความหมายทำให้เข้าใจได้ว่าควรจะต้องมีการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่านั้น

3. ถ้อยแถลงว่า “เราทำทุกวิถีทางแล้วในฐานะภาคประชาชน ตามรัฐธรรมนูญก็แล้ว ตามอะไรก็แล้ว มันไปไม่ได้จริง ๆ มีปัญหาอุปสรรค ทั้งระบบด้วย ทั้งข้อกฎหมายด้วย ทั้งอำนาจรัฐด้วย ทั้งกระบวนการยุติธรรมด้วย นายชาญชัยจะเขียนด้วยลายมือนายชาญชัยเองจากเอกสารและหลักฐานนำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อถวายรายงานพระองค์ท่านให้ทราบสถานการณ์” นั้น เป็นเพียงข้อความที่ตัดพ้อถึงขั้นตอนการตรวจสอบการทุจริตว่าไม่อาจตรวจสอบได้เนื่องจากติดปัญหาต่างๆจึงคิดว่าจะดำเนินการต่อไปโดยจะกราบบังคมทูลถวายฎีกาเพื่อที่จะให้ทรงทราบถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบ มิได้เฉพาะเจาะจงว่าโจทก์เป็นผู้กระทำการทุจริตหรือเป็นผู้มีอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายแต่อย่างใด


4. โจทก์นำถ้อยคำตามเอกสารถอดเทปคำแถลงข่าวมาแยกเป็นตอนๆเพื่อที่จะให้เห็นว่าเป็นถ้อยแถลงที่เป็นการหมิ่นประมาทซึ่งตามความเป็นจริงแล้วจะต้องฎีกาถึงถ้อยแถลงของนายชาญชัยทั้งหมดในคราวเดียวกัน เพราะการที่จะพิจารณาว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาถึงถ้อยแถลงจากเอกสารทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อที่จะทราบถึงเหตุผล มูลเหตุจูงใจและเจตนาของผู้แถลงว่ามีเจตนาในการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากการแถลงข่าวของนายชาญชัย ประกอบกับข้อความตามเอกสารถอดเทปคำแถลงข่าวแล้วจะเห็นได้ว่ามูลเหตุที่มีการแถลงข่าวเกิดจากการที่ศาล อท. พิพากษายกฟ้อง นายชาญชัยจึงจัดแถลงข่าวเกี่ยวกับผลคดีที่เกิดขึ้นว่า ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยโดยยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งคดี พร้อมกับแจกสำเนาคำพิพากษาแก่สื่อมวลชน ซึ่งนายชาญชัยในฐานะที่เคยเป็น สส. และได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ ฯ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามคำฟ้องในคดี อท. จึงได้แถลงข่าวตามข้อเท็จจริงที่รับรู้มาโดยมิได้มีการยืนยันว่าโจทก์กระทำการทุจริต เพียงแต่มีการเสนอให้มีการตรวจสอบเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้มีการนำเสนอไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญกับเครื่องการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นายชาญชัยมิได้กล่าวอ้างขึ้นมาโดยปราศจากข้อมูล 

ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังการแถลงข่าว นายชาญชัยได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรมต.คลัง ตามถ้อยแถลงข่าวจริง แสดงให้เห็นว่าต้องการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแท้จริง

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับอำนาจ-หน้าที่ในการแถลงข่าว ศาลฎีกาได้ให้เหตุผลว่า การที่โจทก์อ้างว่า นายชาญชัยในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการ ฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่แถลงข่าวถึงผลการปฏิบัติงานต่อสื่อมวลชน และจะแสดงความคิดเห็นติชมหรือชี้นำสังคมในเรื่องใดไม่ได้ การแถลงข่าวของนายชาญชัยไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของอนุกรรมาธิการ ฯ นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า ในขณะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนนายชาญชัยไม่ได้อ้างว่าแถลงข่าวในฐานะอนุกรรมาธิการ ฯ แต่แถลงข่าวในฐานะที่เคยเป็น สส.และในฐานะโจทก์ในคดี อท. ที่พิพากษายกฟ้อง โดยจะเห็นได้ว่ามีการแถลงข่าวที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)

‘ทีดีอาร์ไอ’ แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-‘วีแฟร์’ แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557671

03 ก.ย. 2566

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

‘ทีดีอาร์ไอ’ แนะสร้างสมดุลแกนการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ ‘ธนิต’ เสนออัดฉีดเงินเพื่อพยุงการจ้างงาน ชี้ค่าแรง 600 บาท SME เจ๊งหมด ‘เกียรติอนันต์’ ขออย่าแตะแผนปฏิรูปการศึกษา ‘เครือข่ายวีแฟร์’ แซะไร้นโยบายสวัสดิการ ชี้ช่องตัดงบกองทัพ-เรือดำน้ำ จ่ายผู้สูงอายุได้สบาย

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา ครั้งที่1/2566หัวข้อ “การบ้าน ครม.เศรษฐา1แก้วิกฤตประเทศ” โดยมี ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)และนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายWe Fair(วีแฟร์) ร่วมเสวนา

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ
'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

แนะสร้างสมดุลแกนการเมือง 3 มุม

ดร.นณริฎ ระบุว่า แกนการเมืองจะมี 3 มุม คือ เสรีนิยม รัฐสวัสดิการ และอนุรักษ์นิยม ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากอนุรักษ์นิยมมาเป็นเสรีนิยม และเกิดโยบายใหม่ ๆ ที่ต้องมาตกผลึกว่าจะเหมาะสม เกิดผลดีหรือผลเสียกับประเทศไทยหรือไม่ ซึ่ง ‘รัฐบาลเศรษฐา1’ รวมกับ2ลุง ก็จะมีทั้งฝ่ายของเสรีนิยม สวัสดิการ และอนุรักษ์นิยมด้วย ในแง่วิชาการไม่มีถูกผิด 

ดร.นณริฎ พิศลยบุตรดร.นณริฎ พิศลยบุตร

แต่ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็ตาม จะขึ้นอยู่กับว่าเรามีรัฐบาลที่ดีหรือไม่ เช่น เสรีนิยม หากเป็นการเมืองที่ดีก็อยากจะเห็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีนวัตกรรม ผลักดันประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแต่ไม่อยากเห็นทุนผูกขาด กระจุกตัว 

ขณะที่รัฐสวัสดิการ อยากให้ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาส มีสวัสดิการที่เป็นธรรม มีนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่ไม่อยากเห็นการแจกเงินโดยไร้ความรับผิดชอบ ไร้จำเป็น และเป็นภาระการคลัง 

ส่วนสุดท้ายคือสมดุลอนุรักษ์นิยม ซึ่งไทยมีวัฒนธรรมที่ดี แต่ก็อยากเติบโตแบบโลกยุคใหม่ จึงอยากที่จะอยู่ร่วมกันได้ของสังคม ไม่อยากเห็นการเกรงกลัวต่างชาติเกินไป ปกป้องไม่ลืมหูลืมตา ดังนั้น นับว่าเป็นความท้าทายใหม่ขอรัฐบางที่จะสร้างสมดุลทั้ง3รูปแบบนี้ให้อยู่ในรูปแบบการเมืองที่ดี

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

ดร.นณริฎ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจย้อนหลังปี1997 เศรษฐกิจเราโตเฉลี่ย7.27% หลังจากนั้นก็ตกลงมา 4.8%และตกลงมาเรื่อยๆ กระทั่งหลังโรคโควิด-19 เหลืออยู่ที่ 3% 

สะท้อนว่า หลังวิกฤต เศรษฐกิจไทยต่ำลง แปลว่าเราไม่สามารถปรับโครงสร้างเพื่อรับกับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้เลย นั่นแปลว่าการทำอะไรแบบเดิมไม่สามารถไปได้ไกล จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ที่ต้องมีมาตรการเสริมเข้ามา มองไปข้างหน้า โดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ วางยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นประเทศร่ำรวยประมาณปี 2035

แต่เมื่อดูตัวเลขหลังพ้นวิกฤติ จะกลายเป็นปี2043-2048 เรียกว่าดี เข้าใกล้กับการวางเป้าหมายของเวียดนาม ดังนั้นนี่เป็นเรื่องสำคัญที่ท้าทายที่ภาครัฐต้องหาช่องทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ จะทำแบบเดิมไม่ได้ เช่น ภาคการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยว 2019 มี40 ล้านคน ตอนนี้ยังดันกลับมาไม่ได้ ส่วนหนึ่งคือการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเพียง30-40% อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามีทรัพยากรเท่าเดิมจึงต้องพัฒนาในส่วนของเราเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณดังนั้นต้องเปลี่ยนแปลงที่อุตสาหกรรมอาหาร ถ้าเป็นครัวโลก

‘เงินดิจิทัล10,000บาท’เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายระยะสั้นคือต่อสู้ระหว่างแรงกดดันที่อยากให้รัฐบาลทำตามที่หาเสียง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน จึงควรคัดนโยบายที่สำคัญ เหมาะสมกับช่วงระยะเวลา บางนโยบายอาจจะไม่จำเป็นต้องทำแล้ว บางนโยบายอาจจะปรับขนาด เช่น เงินดิจิทัล10,000บาท ที่เป็นเรือธงของพรรคเพื่อไทย แต่ต้องดูว่าในปัจจุบันว่าเราจะเป็นต้องกระตุ้นระดับไหน โดยเปรียบเทียบกับการเติมโตของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจไทยที่ควรจะเป็นซึ่งหากประมาณการณ์ว่าควรโต3.7-3.8 % แต่แบงค์ชาติระบุว่า เศรษฐกิจไทยโตเพียง2.8%เท่านั้น แปลว่าหายไป1%หรือราวๆ1-2แสนล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น การให้งบ5.6แสนล้าน อาจจะเยอะเกินไป เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นหากตัดบางส่วนมาใช้สำหรับรัฐสวัสดิการก็เป็นทางออกได้

อีกเรื่องคือแก้ปัญหาหนี้สิน ที่ไม่ใช่การยกหนี้ แต่ต้องมีการจัดกลุ่มหนี้หนี้ แล้วแก้ปัญหาหนี้นั้นให้ตรงจุด โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีข้อมูลมาร่วมวางแผนแก้ไขปัญหา ยกตัวอย่าง ครัวเรือนของไทยที่สูงถึง90%ต่อจีดีพี คนที่มีปัญหามากที่สุด คือ คนที่ไม่มีเงินออมเลย ขณะที่ในทางเศรษฐศาสตร์บอกว่าคนเราควรมีเงินออมอย่างน้อย3 -6เดือนแต่คนรุ่นใหม่อาจจะน้อยกว่านี้อีก ดังนั้นเป็นโจทย์ที่จะต้องปลูกฝังการออม ลดการเติบโตผ่านการจับจ่ายใช้ นอกจากนี้ต้องพูดถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจการกระจายทรัพยากรเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง ตลอดจนการต่อยอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เข้าถึงคนจนจริงแต่เพิ่มให้มีการเข้าถึงมากขึ้น ที่สำคัญคือเนื่องจากเรามีการแจกมาระยะหนึ่งแล้ว จากนี้ต้องเป็นการเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้

ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

‘เศรษฐา ทวีสิน’ตัวเลือกที่เราไม่มีทางเลือก

ดร.ธนิต ระบุว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นตัวเลือกที่เราไม่มีทางเลือก แต่ดีที่สุดในแคนดิเดตทั้งหลาย แต่นายเศรษฐา คงไม่ต้องเรียนรู้งานมากเพราะมาจากภาคเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพที่บอบช้ำต่อเนื่องมาหลายปี จากรัฐประหาร ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้การลงทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง วันนี้ก็ยังไม่ฟื้น จากนั้นก็มีรัฐบาลเดิมมานาน9ปี ที่เน้นความมั่นคง จากนั้นก็มาเจอวิกฤติโรคโควิด-19ซึ่งเป็นทั้งโลก พอกำลังจะฟื้นก็เจอเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูด แล้วดึงราคาพลังงาน และสินค้าต่างๆ ให้เพิ่มตามไปด้วย เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง8%วันนี้ไม่ลดลงเลย แม้จะขึ้นมาก0.38%ปีนี้จะทำให้ได้1%แต่ก็ไม่ถือว่าลดลง กลับมาเจอวิกฤติโลกที่มีแนวโน้มว่าปี้หน้าจะยิ่งหนัก

ดังนั้นเศรษฐกิจบอบช้ำมากถึงจะบอกว่ากลับมาได้แต่ก็ไม่มาก ส่งผลให้สภาพคล่องทั้งธุรกิจและครัวเรือนแรงมาก หนี้สินต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งหนี้NPLหนี้ระยะยาว ต่างๆ เกือบ 9 แสนล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไข หนี้NPLรายไหนปล่อยเงินได้ก็ต้องปล่อยและที่แทรกซ้อนเข้ามา คือการส่งออกซึ่งหดตัว 6.2%ในเดือนกรกฎาคม เพราะเป็นภาคส่วนที่มีการอุ้มแรงงานถึง 3ใน 4 ของประเทศ จากนี้ต้องส่งออก9%จากที่ติดลบเฉลี่ยทุกเดือน 5%แต่เป็นไปไม่ได้ พยากรณ์ว่าปีนี้จะติดลบมากกว่า 3%ทั้งหมดทำให้กำลังซื้ออ่อน กำลังการผลิตต่ำ ข้อสุดท้ายคือความเชื่อมั่นของการค้า การลงทุน ดัชนีชี้วัดต่างๆ ติดลบหมดทุกเรื่อง

เงินดิจิทัล ประชาชน หวังจะได้ทุกๆปี

ดร.ธนิต กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ควรทำให้เห็นผล 3 เดือน ไม่ใช่ออกมานโยบายมา24-25ข้อ แต่เป็นเรื่องไกลตัว ดังนั้น ที่ต้องเร่งสุดคืออัดฉีดเงินในรูปแบบต่างๆ เพื่อพยุงการจ้างงาน เพราะขณะนี้เริ่มมีการเลิกจ้าง แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้ธุรกิจ และมีก้อนใหม่มา ส่วนกระเป๋าเงินดิจิตอล แค่อยากถามว่าจะให้ครั้งเดียวหรือตลอดไป เพราะประชาชนหวังว่าจะได้ทุกปี ต้องตอบให้ชัด 

ปรับค่าแรง 600 บาท SME เจ๊งหมด

ส่วนแรงงาน โดยเฉพาะค่าแรง 600 บาทนั้น ถือว่าหนักแม้จะใช้กรอบ 4 ปี ถ้าเป็นโรงงานใหญ่ไม่สะเทือน แต่เอสเอ็มอีเจ๊งหมด ดังนั้นควรพิจารณาอย่างพอเหมาะ ส่วนเงินเดือนปริญญาตรี ที่เพิ่มขึ้นมาอีก10,000บาท ซึ่งกลุ่มปริญญาตรี รวมเกษตรกร30%แล้วจะทำให้เด็กตกงาน แล้วดันเด็กอาชีวะเข้าเรียนปริญญาตรีหมด

สุดท้ายเรื่องพลังงานดีเซลลต้องลด หรือตรึงราคาไม่เกิน32บาท เพราะราคาน้ำมันเพิ่ม ราคาสินค้าก็จะเพิ่มขึ้นด้วย อนาคตถ้าน้ำมันลง ราคาของก็ไม่ลงแล้วถ้ายาวกว่านั้นน้ำมันขึ้น3 -4บาทราคาของก็ขึ้นอีก อย่างก็ได้ตาม ตนเข้าใจ“รัฐบาลเศรษฐา”ซึ่งเข้ามากับความท้าทาย และมาภายใต้ความคาดหวัง แต่อย่างน้อยที่เห็นขั้วทั้งหลายมีการจับมือกันแล้ว

หวั่นรัฐไทยล้มเหลว ตามรอย อาร์เจนตินา

ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า เข้าใจว่าทุกคนอยากมีรายได้สูง แต่ก็จะตามมาด้วยค้าครองชีพที่สูงขึ้น เหมือนที่ญี่ปุ่นเงินเดือน5หมื่นบาท แต่น้ำเปล่าขวดละ100บาท ราเมงชามละ300บาท ค่าเช่าบ้านเดือนละ30,000-40,000บาท อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาตัวอย่างรัฐที่ล้มเหลว อย่างฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา ซึ่งเราเองก็เดินตามเขาเป๊ะๆ คือ การเอาใจรากหญ้า ค่าจ้างเท่าสหรัฐอเมริกา แต่อุตสาหกรรมอยู่ไม่ได้ ย้ายฐานการผลิต เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ทั้งๆ ที่ประเทศเราไม่ได้ร่ำรวย มีคนเสียภาษี 4 ล้านคน เพื่อเลี้ยงคน66.5ล้านคน 

ดังนั้นเรื่องค่าจ้างต้องเหมาะสม อยู่ได้ทั้งนายจ้าง ลูกจ้างส่วนเรื่องของฝีมือแรงงานนั้นประเทศไทยมีความไม่สมดุลในเรื่องของจำนวนการพัฒนาแรงงานมีฝีมือ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้นเรื่องนี้ตนเตรียมที่จะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาที่การ กระทรวงแรงงานในเรื่องหลักสูตรพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเชิญนายจ้างมาช่วยสะท้อนปัญหาและความต้องการ และสิ่งที่ต้องทำด้วยกันคือการพัฒนาเจ้าของธุรกิจ ส่งเสริมเทคโนโลยีในการทำงาน มีกองทุนเรื่องนี้ชัดเจนสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี กระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ต้องหลุดจากกรอบ2.0

ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.
แนะ อัพสกิลคนวัยทำงาน 12 ล้านคน

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า วิกฤติที่เข้ามาจะมี3แบบคือ วิกฤติที่มาจากอดีต วิกฤติในอนาคตและที่รัฐบาลจะสร้างเองเมื่อดูการศึกษากับแรงางาน ต้องทำทั้งกลุ่มวัยเรียน และกลุ่มวัยทำงานที่ต้องทำไปพร้อมๆ กันโดยเฉพาะคนที่ทำงานแล้ว12 ล้านคน ต้องมีการอัพสกิลให้สูงขึ้น ทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่อย่างนั้นคนจะตกงานเยอะ 

แต่ยังไม่เห็นนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนที่ชัดเจนในการเพิ่มสกิลให้คนทำงาน ที่ตนมองว่าต้องทำในกลุ่มนี้ก่อนเพราะเป็นกลุ่มที่จะทำให้เกิดการขยายจีดีพี ทำให้รัฐบาลมีงบฯ ในการสร้างคน ใช้ในด้านต่างๆถ้า1ปียังไม่เป็นรูปธรรมเกรงว่าจะไม่ทัน 

อีก6-7ปี มีคน 20%ไปต่อไม่ได้

ส่วนกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งโลกหลังจากนี้ทุกๆ3-5ปี จะไม่เหมือนเดิม เทรนด์ทักษะการทำงานจะเปลี่ยนไป จึงต้องระวังเรื่องการศึกษา นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะเวลาคนลำบาก พ่อแม่ต้องทำงานเยอะ ไม่มีเวลาดูแลลูกค่าใช้จ่ายไม่พอ ทุพโภชนาการ (กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ความเหลื่อมล้ำ)

ในขณะที่ตลาดแรงานที่ต้องการคนเก่ง คนที่ได้เปรียบคือคนมีฐานะดี ดังนั้นหากไม่ได้แก้เรื่องการศึกษาที่ดี อีก 6-7 ปีจะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างใหม่ มีคน20 %ไปต่อได้ และมีกำลังไม่พออุ้มคน 80% ดังนั้น หากไม่แก้ด้วยอัพสกิล รีสกิลแรงงาน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ อีก 2 ปีได้เรื่อง 4 ปีเลือกตั้งใหม่ได้เรื่องอย่างไรก็ตามก็ต้องรอดูการแถลงนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

การศึกษาสายพานพัฒนาคน

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวถ้าให้ตั้ง เคพีไอ(KPI)ของรัฐบาลแบบผ่านโปร คือ เพิ่มจีดีพี(GDP) โตอย่างน้อย 5% ยากมาก ปีต่อไป7-8% และถ้าตั้งเคพีไอตัวที่2 คือการเติบโตในปีต่อๆ ไป ขอให้เติบโตแบบที่คนตัวเล็กตัวน้อยได้มากขึ้น เพราะเข้าใจว่าถ้าจะเอาปีแรกแล้วทุกคนได้ทันทีนั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่หากเลือกแก้แบบนี้ปีแรกๆ อาจจะโดนด่าไมสนใจคนรากหญ้า แต่เราต้องประคองโครงสร้าง เป็นการถางทางเพื่ออนาคต ทั้งนี้เมื่อมองเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นสายพานในการพัฒนาคนตลอดชีวิต โดยกระทรวงอว. ที่ผ่านมามีการใช้นวัตกรรมแบบหัวแตก ดังนั้นต้องกำหนดทิศทางของประเทศว่า จะไปสายไหน เอาให้ชัดเจน1-2เรื่อง แล้วขับเคลื่อนจริงจัง

กลับไปเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อคนทั้งมวล

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่า คือ การทำเรื่องอาหารอย่างจริงจัง ไปให้สุด เป็นการกินเพื่อชาติ ซึ่งจะไปส่งเสริมเรื่องของการท่องเที่ยวด้วย ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องกลับไปเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อคนทั้งมวล ปรับตัวและสื่อสารเป็นหลักสูตรระยะสั้น พอดีสำหรับการทำงาน เพื่อสะสมความรู้แล้วค่อยรับใบปริญญาในภายหลังก็ได้ เพราะถ้ารอจบ4ปีนั้นนานเกินไป ควรดึงคนเก่งมาสร้างคลังสมอง สร้างแพลตฟอร์มการเรียนกลาง กระทรวงศึกษาธิการตรึงเด็กกลุ้มเปราะบางให้อยู่ในระบบการศึกษาให้ได้

ในส่วนของอาชีวะศึกษา ต้องถูกอัพเกรดให้มีความรู้ความสามารถที่ทันกับโลกอนาคต เรียนต้นแบบเครื่องจักรยุคใหม่ สภาพการทำงานใหม่ เพราะมองว่าหลังจากนี้หลังเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่3(ม.3)  จะไม่ได้เรียนต่อเยอะ หากไม่เตรียมพร้อมคนไทยจะวนอยู่กับการเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ลูกหลานก็จนต่อเนื่อง และพยายามอย่าใช้คำว่า “10อาชีพดาวรุ่ง” เพราะทำให้คนแห่เรียนเยอะ กลายเป็นตกงานแทน ทั้งนี้การศึกษาจะช่วยได้มากในการแก้ไขความยากจน ซึ่งความจนนี้หากอยู่กับคนแล้วจะอยู่ไป 3 รุ่น หากแก้ความจนคน1รุ่นก็จะแก้ไปได้100-200ปี
 

ขออย่าแตะแผนปฏิรูปการศึกษา

“ถ้าพูดถึงแผนการปฏิรูปการศึกษา ผมยกมือไหว้เลย ทุกกระทรวงอย่าทำ เพราะที่ผ่านมาเรามีแผนที่ดีอยู่ กรุณาทำงาน อย่าทำแผน ถ้าทุกวันทำแผน คือ การไม่ทำงาน ดังนั้นทุกกระทรวงมีของดีอยู่แล้ว วางทุกอย่างไว้ เราต้องการคนทำงาน วันแรก ก็ต้องทำงานเลย เวลาของประเทศไม่มีแล้ว ช่วงฮันนิมูนจบไปตั้งแต่เมื่อ2สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว”ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
 

ตนมองหน้าตารัฐบาลนี้แล้วเห็นว่า มีความเสี่ยง ซึ่งหลายคนก็ตั้งคำถาม แต่เมื่อคัดสรรกันมาแล้วก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด นโยบายที่ดี ซึ่งภาคประชาชน วิชาการ สื่อ ต้องร่วมกันตั้งคำถาม ตรวจสอบ ส่งเสียง อย่าหวังว่าเขาจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ไม่ดีก็เตือน ขาดก็เสริม สื่อช่วยส่งเสียง และขอย้ำด้วยว่า เรื่องการตรวจสอบต่างๆ นั้นควรใช้ไม้บรรทัดอันเดียวกันสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้านนักการเมืองทุกคนแบบเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติหรือให้เอกสิทธิ์กับนักการเมืองคนไหน หากเราใช้ไม้บรรทัดเดียวกัน จะส่งผลให้คนมีอำนาจเกิดการละอายใจ และเปลี่ยนมาใช้ไม้บรรทัดเดียวกันได้ เราต้องโลกสวย ต้องมีความหวังและกล้าที่จะเปลี่ยน

นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายWe Fairนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายWe Fair

ติง รัฐบาลเศรษฐา ไร้นโยบายสวัสดิการ

ขณะที่นายนิติรัตน์ ระบุว่า หากเอางบประมาณ 5.6 แสนล้านบาทมาเป็นตัวตั้ง เดิมเราเดินสายคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ มี 9 เรื่อง ประกอบด้วยเงินอุดหนุนเด็ก การศึกษาฟรี ระบบสุขภาพ 3 กองทุน ที่อยู่อาศัย แรงงานมีคุณค่า ประกันสังคมครอบคลุม บำนาญถ้วนหน้า สวัสดิการเสมอหน้าเท่าเทียมและการปฏิรูปภาษี อย่างไรก็ตามแม้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งตอนนี้เป็นอดีตไปแล้ว จะบอกว่าเป็นเทคนิคหาเสียง แต่ก็เป็นที่จดจำแน่นอน ซึ่งเรายื่นกกต.แล้ว เพราะการทำตามที่หาเสียงไว้เป็นเรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือถ้ามองรัฐมนตรีที่นั่งคุมกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการแล้วกลับไม่มีนโยบายด้านนี้เลย แต่โดยภาพรวมสวัสดิการที่มีนั้นมุ่งไปสู่รัฐสวัสดิการแน่นอน อย่างเช่นตอนหาเสียงไม่มีพรรคการเมืองไหนจะตัดเบี้ยยังชีพ แต่กระทรวงมหาดไทยกลับจะตัดให้เฉพาะคนจนเท่านั้น

นายนิติรัตน์ กล่าวอีกว่าเส้นความยากจน คือ มีรายได้เดือนละ 2,803 บาท ซึ่งมีราวๆ 4.4 ล้านคน เกือบคน 4.8 ล้านคน ดังนั้นรวมแล้ว 9.2 ล้านคน หนี้สินครัวเรือนแตะ 90% ของจีดีพี ประเทศไทยมีคนจนมากในอันดับ 55 ของโลก แต่อันดับความคุ้มครองทางสังคมอยู่ที่ 69 การศึกษา 62 จาก 82 ประเทศ เรียกว่าอยู่อันดับเกือบท้าย ลูกคนรวยมีโอกาสร่ำรวยต่อ คนจนก็มีโอกาสจนต่อ เรียกว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ส่งต่อความจน ขณะที่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยติด 1 ใน 5 ของโลก ปี 2564 ครัวเรือน มีทรัพย์สินรวม 31% ของจีดีพีประเทศ 

ส่วนสถานการณ์ความเปราะบาง เด็กเยาวชน ว่างงาน เข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคม ผู้สูงอายุ พิการ ขณะที่ ILOระบุว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองทางสังคมของไทยต่ำมากเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในเอเชีย และระดับโลก

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบรัฐมนตรี เรื่องการพัฒนาเด็ก และศูนย์เด็กเล็ก เงินอุดหนุนเด็ก ข้อเสนอของเราไม่ปรากฏนโยบายหาเสียงของชาติไทยพัฒนา และพรรคเพื่อไทย ส่วนเรื่องการศึกษา ในช่วงท้ายของพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ(สธ.) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ช่วงท้ายมาพูดถึงการฟรีปริญญาตรี แต่ไม่มีในเอกสารที่ส่ง กกต. มีการสร้างระบบการเรียนออนไลน์ ไม่มีนโยบายหลักที่พูดถึงการพัฒนาเรียนฟรี เงินอุดหนุนการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย 

ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังมีพูด ขณะที่เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งพรรคเพื่อไทยเข้ามาดูก็บอกว่าจะยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ประเทศไทยมีมี 3 กองทุนซึ่งบัตรทอง และประกันสังคมมีงบรายหัวอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่สิทธิข้าราชการอยู่ที่ 15,000 บาท ดังนั้นจะทำอย่างไรให้มีสิทธิเท่ากัน 

รวมถึงเรื่องที่อยู่อาศัยของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ก็ไม่มีนโยบายด้านนี้ แต่เราเสนอให้ปรับลดดอกเบี้ย ให้มีบ้านเช้าที่มีมาตรฐาน ราคาถูก สำหรับคนทั้งสังคม ด้านการทำงานและรายได้ ตรวจสอบแล้วไม่พบว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายด้านแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพื้นฐาน ลดชั่วโมงการทำงาน สิทธิลาคลอด 180 วัน การรับรองอนุสัญญาILOเป็นต้น

ลดงบกองทัพ-เรือดำน้ำ ดูแลผู้สูงวัยได้สบาย

ย้ำว่า สวัสดิการของประชาชนไม่ควรจะตัดไปมากกว่านี้ แล้วถ้าเอางบ 5.6 แสนล้านบาท สำหรับนโยบายเงินดิจิทัลนั้น คิดว่าสามารถนำมาใช้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐสวัสดิการด้านต่างๆ ได้ 20 % และควรพูดถึงการปฏิรูปภาษีต่างๆ การปฏิรูปกองทัพ ซึ่งมีงบฯ กว่าแสนล้านล้านบาท หากลดลง 20% เท่ากับว่าจะได้เงินงบฯกว่า 4 หมื่นล้านบาท ถ้าลดเงินซื้อเรือดำน้ำอีก 3 หมื่นล้านบาท ก็จะมีเงินในเป็นสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุได้นานถึง 1 ปี ทันที 

ถ้ามองว่านโยบายเงินดิจิทัล เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว แต่ถ้ามองใหม่เงินสำหรับผู้สูงอายุ 3,000 บาท แต่ปรับการให้ปีแรกเป็น 1 พันบาท จากเดิม 600 บาท เท่ากับว่าปรับเพิ่ม 400 บาท แล้วธรรมชาติของผู้สูงอายุเมื่อได้รับเงินแล้วก็มีการใช้จ่ายเลย จึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่นกัน ที่สำคัญตนมองว่า เรื่องสวัสดิการประชาชนนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจริงๆ ทะลายกำแพงระหว่างคนรวย คนจนลงได้

ยังมีเรื่องสำคัญคือ กู้วิกฤติข้ามขั้ว คณะรัฐมนตรี(ครม.)หน้าเดิมบวกเพื่อไทย เรื่องเร่งด่วนเลยคือ เราไปโฟกัสนโยบายนรัฐจะดูดีกว่าMOU8 พรรคเดิมหรือไม่ก็ต้องดูต่อไป ตนให้โอกาสเพื่อไทยได้ แต่รัฐมนตรีที่อยู่มา 4 ปี แล้วเราคงไม่ได้โอกาสนั้น แต่จะเร่งในการตรวจสอบมากกว่า สุดท้ายเวลาพูดเรื่องรัฐสวัสดิการ คงแยกไม่ได้ขาด กับการแก้โครงสร้าง คือรัฐธรรมนูญ เรื่องกระจายอำนาจ การรวมตัวอย่างๆ ดังนั้น เรื่องเร่งด่วนเหมือนกันคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายเศรษฐาบอกว่าเป็น 1 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ และในมาตรา 12 ของรัฐธรรมนูญ 2489 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสถานะเสมอกัน ตามกฎหมายฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิดก็ดี โดยแต่งตั้งก็ดี หรือโดยประการอื่นใดก็ดี ไม่ทำให้เกิดเอกสิทธิ์อย่างใดเลย ซึ่งพออ่านแล้วนึกถึงโรงพยาบาลชั้น 14

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ
'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ