พรรครัฐบาลเกาหลีใต้ จ่อขวางยื่นถอดถอน ปธน. ยุนซอกยอล

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829362

พรรครัฐบาลเกาหลีใต้ จ่อขวางยื่นถอดถอน ปธน. ยุนซอกยอล

5 ธ.ค. 2567 09:27 น.

พรรครัฐบาลเกาหลีใต้ จ่อขวางยื่นถอดถอน ปธน. ยุนซอกยอล

พรรครัฐบาลเกาหลีใต้ ประกาศขัดขวางญัตติถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอกยอล ทำให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับกระบวนการนี้ หลังกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายค้าน 6 พรรค ร่วมกันยื่นญัตติ จากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวของผู้นำเกาหลีใต้

ฮัน ดงฮุน หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พีพีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กล่าววันนี้ (5 ธ.ค.) ว่า เขาจะพยายามรวบรวมพรรคเข้าด้วยกันเพื่อขัดขวางการผ่านญัตติที่นำโดยฝ่ายค้านในการถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอกยอล

การประกาศของนายฮันเกิดขึ้นหลังจากที่พรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักและพรรคการเมืองย่อยอีก 5 พรรค ได้รายงานญัตติถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอกยอล จากการประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี โดยคาดว่าจะมีการลงมติในเช้าวันศุกร์

ฮันกล่าวระหว่างการประชุมพรรคว่า “ในฐานะหัวหน้าพรรค ผมจะทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าญัตติถอดถอนนี้จะไม่ผ่าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากความวุ่นวายที่ไม่ได้เตรียมการไว้ต่อประชาชนและผู้สนับสนุน” ฮันชี้แจงว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่การ “ปกป้องกฎอัยการศึกที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” ของยุน และย้ำเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออกจากพรรค

เขากล่าวว่า ผู้ที่รับผิดชอบต่อการก่อความไม่สงบต่อสาธารณชนและก่อให้เกิดความเสียหายผ่านกฎอัยการศึกที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมถึงประธานาธิบดี ต้องแสดงความความรับผิดชอบอย่างจริงจัง 

การเสนอญัตติถอดถอนซึ่งเสนอโดยสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้าน 191 คน จำเป็นต้องมีเสียงข้างมาก 2 ใน 3 จึงจะผ่านรัฐสภา จากสมาชิกรัฐสภา 300 คน ฝ่ายค้านจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนแปดเสียงจากสมาชิกรัฐสภาพรรค PPP จึงจะผ่านร่างกฎหมายนี้ได้

สำนักงานของประธานาธิบดียุนระบุว่า ประธานาธิบดียอมรับการลาออกของนายคิม ยอง-ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันพฤหัสบดี และเสนอชื่อนายชเว บยอง-ฮยอก เอกอัครราชทูตประจำซาอุดีอาระเบีย ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงและสมาชิกฝ่ายค้านที่ยื่นเอกสารถอดถอนนายยุน ระบุว่า นายคิมแนะนำให้นายยุนนประกาศกฎอัยการศึกเมื่อช่วงค่ำวันอังคาร ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดความไม่พอใจแก่ประชาชน และความกังวลในหมู่พันธมิตรระหว่างประเทศ

สมาชิกรัฐสภาของพรรครัฐบาล 108 คนไม่มีใครเข้าร่วมการเสนอญัตติถอดถอน ญัตติดังกล่าวเปิดทางให้มีการลงมติในอีก 24 ถึง 72 ชั่วโมงข้างหน้า ด้านประธานาธิบดียุนซึ่งไม่ได้กล่าวต่อสาธารณะตั้งแต่การลงมติฉุกเฉินในรัฐสภา ที่ทำให้เขาต้องยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก อาจกล่าวปราศรัยต่อประเทศในวันนี้.

ที่มา Yonhap

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สุดทึ่ง นกป่าที่อายุมากที่สุดในโลก วางไข่ด้วยอายุ 74 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829359

สุดทึ่ง นกป่าที่อายุมากที่สุดในโลก วางไข่ด้วยอายุ 74 ปี

5 ธ.ค. 2567 08:55 น.

สุดทึ่ง นกป่าที่อายุมากที่สุดในโลก วางไข่ด้วยอายุ 74 ปี

เจ้าวิสดอม นกอัลบาทรอสสายพันธุ์ลายซาน ที่ได้รับการบันทึกให้เป็นนกป่าที่อายุมากที่สุดในโลก ได้วางไข่อีกครั้งด้วยอายุประมาณ 74 ปี สร้างความประหลาดใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก

เจ้าวิสดอม นกป่าที่อายุมากที่สุดในโลก ถูกบันทึกภาพโดยหน่วยบริการสัตว์ป่าและประมงแห่งสหรัฐอเมริกาที่เขตสงวนสัตว์ป่ามิดเวย์เอทอลล์ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะอยู่กับคู่รักใหม่ของเธอ ซึ่งกำลังช่วยกันดูแลไข่

นกในสายพันธุ์นี้โดยทั่วไปมีอายุขัยเพียง 12-40 ปี แต่เจ้าวิสดอมถูกติดแท็กในปี 1956 เมื่อเธอมีอายุประมาณ 5 ปี ในตอนนี้มันจึงมีอายุราว 74 ปีแล้ว

ลูกนกตัวสุดท้ายของที่เจ้าวิสดอมฟักออกมาคือเมื่อปี 2021 โดยเชื่อว่ามันให้กำเนิดลูกนกมาแล้วมากกว่า 30 ตัวตลอดชีวิตของมัน

หน่วยงานบริการสัตว์ป่าและประมงแห่งสหรัฐอเมริการะบุบน Xว่า วิสดอมมีคู่ตัวใหม่ในปีนี้ และคู่ของมันก่อนหน้านี้ที่ชื่อ อาเคอากามาอิ ไม่ได้ปรากฏตัวมาหลายปีแล้ว ตามธรรมชาตินกสายพันธุ์นี้จะผสมพันธุ์กันตลอดชีวิต จึงคาดว่าคู่ของเจ้าวิสดอมน่าจะตายไปแล้ว ขณะที่เจ้าวิสดอมอาจจะมีคู่มาแล้วถึง 3 ตัว

จอน พลิสเนอร์ นักชีววิทยาด้านสัตว์ป่าและหัวหน้างานของเขตสงวนสัตว์ป่ากล่าวในรายการ Today ของ BBC Radio 4 ว่า วิสดอมเป็นหนึ่งในนกอัลบาทรอสสายพันธุ์ลายซาน 2 ถึง 3 ล้านตัวที่เดินทางมาที่มิดเวย์เอทอลล์เพื่อผสมพันธุ์

โดยนักชีววิทยาไม่เคยพบเจอนกตัวอื่น ที่มีอายุใกล้เคียงกับมัน โดยนกที่อายุมากที่สุดที่เคยพบอายุเพียง 45 ปี เจ้าวิสดอมจึงกลายเป็นที่สนใจจากคนทั่วโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็เฝ้ารอคอยการกลับมาของมันทุกปีอย่างใจจดใจจ่อ

พลิสเนอร์กล่าวต่อว่า วิสดอมยังคงมีพลังและสัญชาตญาณในการเลี้ยงลูกนกอีกตัว และคาดว่ามีโอกาส 70-80% ที่ไข่จะฟักออกมา

ทั้งนี้ พ่อแม่ของนกอัลบาทรอสจะช่วยกันดูแลการฟักไข่ และเมื่อไข่ฟักออกมาแล้ว ก็จะช่วยกันดูแลและให้อาหารลูกนกต่อไป โดยมิดเวย์เอทอลล์เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะฮาวาย แต่ไม่ได้ตั้งอยู่ในรัฐฮาวาย ถือเป็นเขตแดนที่ไม่รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฮาวายของสหรัฐอเมริกา โดยเขตพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่ามิดเวย์เอทอลล์เป็นที่อยู่ของนกอัลบาทรอสที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อายุมากที่สุดในโลก

ยูเนสโกรับรอง “เคบายา” มรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศอาเซียน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829355

ยูเนสโกรับรอง "เคบายา" มรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศอาเซียน

5 ธ.ค. 2567 08:38 น.

ยูเนสโกรับรอง “เคบายา” มรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศอาเซียน

เคบายาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโกแล้ว โดยเป็นมรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย

ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 (The nineteenth session of the Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ซึ่งมีสมาชิก 24 ประเทศ ที่กรุงอะซุนซิออง ประเทศปารากวัย

เคบายาได้รับการเสนอชื่อโดยประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 5 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย และถือเป็นการเสนอชื่อจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด ในแง่ของจำนวนประเทศที่เสนอชื่อ

การเสนอชื่อเป็นไปตามเกณฑ์การประเมินทั้ง 5 ประการที่ IGC ใช้ ประเทศผู้เสนอชื่อได้รับการยกย่องถึงระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคในระหว่างกระบวนการเสนอชื่อพิจารณา

ยูเนสโกระบุในเว็บไซต์ว่า เคบายาเป็นเสื้อเปิดหน้าซึ่งมักประดับด้วยงานปักที่ประณีตและสวมใส่กับอุปกรณ์ยึด เช่น เข็มกลัดหรือกระดุม มีความยาวแตกต่างกันไปและสามารถสวมใส่กับผ้าโสร่งที่เข้าชุดกัน เคบายาเป็นวิธีการแต่งกายที่พัฒนาตามไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสวมใส่ได้ทั้งในงานทางการและไม่เป็นทางการ งานสังสรรค์ทางสังคมและงานเทศกาล นอกจากนี้ยังสวมใส่ในศิลปะการแสดง เช่น การแสดงเต้นรำ ละครเวที และภาพยนตร์ การออกแบบร่วมสมัยมักปรากฏในการประกวดนางงามและพิธีมอบรางวัลเพื่อสะท้อนถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้สวมใส่

การทำเคบายาต้องใช้ทักษะและความรู้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเตรียม การออกแบบ การคัดเลือก และการตัดเย็บผ้าและเครื่องประดับ ตลอดจนรูปแบบการเย็บและปักที่แตกต่างกัน โดยปกติ ทักษะและความรู้เหล่านี้จะถูกถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกสาวอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ชายก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน และมีการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการผ่านโรงเรียนและเวิร์กช็อป

เคบายาเป็นส่วนสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชุมชนต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าวิธีการทำและการสวมใส่เคบาย่าจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังคงเป็นองค์ประกอบทางวัฒนธรรมร่วมกันที่ข้ามพ้นจากเชื้อชาติ ศาสนา และพรมแดนต่างๆ เอื้อให้เกิดการสนทนาและการรวมตัวของชุมชน

รายการมรดกทางวัฒนธรรมจัดทำขึ้นโดยยูเนสโก เมื่อปี 2551 และประกอบด้วยองค์ประกอบมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากประเทศต่างๆโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการปฏิบัติและการแสดงออกดังกล่าว ส่งเสริมให้เกิดการสนทนาที่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนให้การยอมรับอย่างเหมาะสมต่อการปฏิบัติและการแสดงออกของชุมชนทั่วโลก.

ที่มา UNESCO

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนสาเกญี่ปุ่นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829350

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนสาเกญี่ปุ่นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

5 ธ.ค. 2567 08:13 น.

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนสาเกญี่ปุ่นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

องค์การยูเนสโก ประกาศให้สาเกญี่ปุ่น เป็นส่วนหนึ่งของ “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” ร่วมกับผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากทั่วโลก เช่นเดียวกับต้มยำกุ้งของไทย 

สาเก ไวน์ข้าวของญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้อีก 1 รายการ นอกเหนือจากต้มยำกุ้งของไทย ชีสขาวบราซิล ขนมปังจากมันสำปะหลังของแคริบเบียน และสบู่มะกอกจากปาเลสไตน์ โดยสาเกเป็นไวน์ข้าวที่นุ่มนวล มีบทบาทสำคัญในประเพณี หรืองานฉลองต่างๆของญี่ปุ่น และถือเป็นเครื่องดื่มที่มีความสำคัญไม่ต่างจากซูชิในวัฒนธรรมญี่ปุ่น

นายคาโน ทาเคฮิโระ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำยูเนสโก นี่เป็นข่าวดีที่มีความหมายมากสำหรับญี่ปุ่นและชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตสาเก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจในการผลิตสาเกแบบดั้งเดิม ทั้งในญี่ปุ่นและนอกญี่ปุ่นต่อไป

สำหรับกระบวนการผลิตสาเกจะใช้ “โคจิ” ซึ่งเป็นเชื้อราที่ใช้ในข้าว เพื่อแปลงแป้งข้าวให้กลายเป็นน้ำตาลที่สามารถหมักได้ ซึ่งคล้ายกับกระบวนการการผลิตเบียร์ที่ใช้มอลต์ในการหมัก ซึ่งในประเทศญี่ปุ่น ข้าวถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีอิทธิพลทางการตลาดอย่างมากในฐานะส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ

ตามข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตสาเกและโชจูญี่ปุ่นระบุว่า ญี่ปุ่นมีการส่งออกสาเกมูลค่ากว่า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกาและจีน.

ที่มา : เอพี

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ยูเนสโก

ระทึก มือมีดไล่แทงคนในแวนคูเวอร์ ก่อนโดนตำรวจยิง ยังไม่รู้ชะตากรรม

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829336

ระทึก มือมีดไล่แทงคนในแวนคูเวอร์ ก่อนโดนตำรวจยิง ยังไม่รู้ชะตากรรม

5 ธ.ค. 2567 05:47 น.

ระทึก มือมีดไล่แทงคนในแวนคูเวอร์ ก่อนโดนตำรวจยิง ยังไม่รู้ชะตากรรม

มือมีดไล่แทงผู้คนในเมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดา โดยตำรวจยิงปืนเข้าใส่คนร้ายนับสิบนัด แต่ยังไม่มีการยืนยันว่า มือมีดและเหยื่อของเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้ของมีคมเป็นอาวุธ ไล่แทงผู้คนในย่านกลางเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อวันพุธที่ 4 ธ.ค. 2567 ก่อนที่ตำรวจจะยิงปืนเข้าใส่คนร้าย แต่ยังไม่มีการยืนยันว่า สถานะของคนร้ายหรือผู้ที่ถูกแทงเป็นอย่างไร

ตำรวจแวนคูเวอร์โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า เกิดเหตุแทงกันใกล้ห้องสมุดกลางในย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองแวนคูเวอร์ บริเวณถนนแฮมิลตัน กับถนนร็อบสัน ขณะที่คลิปวิดีโอที่สื่อแคนาดาเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า ตำรวจยิงปืนจากหลังเคาน์เตอร์ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น และยิงเข้าใส่คนร้ายอย่างน้อย 10 นัด

ผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนบอกว่า มีคนอย่างน้อย 2 คนถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาลไปจากที่เกิดเหตุ แต่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นใคร ขณะที่มีคลิปแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กำลังปั๊มหัวใจใครบางคนที่นอนอยู่ด้วย

ขณะที่นาย ไมนุล อิสลาม พนักงานส่งของพาร์ทไทม์ ซึ่งอยู่ใกล้เซเว่นอีเลฟเว่นในเวลาเกิดเหตุ เล่าว่า เขาเห็นชายไร้บ้านคนหนึ่งเดินกวัดแกว่งมีดที่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ และผู้เห็นเหตุการณ์คนอื่นๆ ก็โทรศัพท์แจ้งตำรวจ ซึ่งเดินทางมาถึงภายใน 1 นาที ก่อนจะมีการยิงกันเกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cbc

ญัตติถอดถอน ปธน.ส่งถึงที่ประชุมใหญ่รัฐสภาแล้ว จ่อลงมติสุดสัปดาห์นี้

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829333

ญัตติถอดถอน ปธน.ส่งถึงที่ประชุมใหญ่รัฐสภาแล้ว จ่อลงมติสุดสัปดาห์นี้

5 ธ.ค. 2567 05:17 น.

ญัตติถอดถอน ปธน.ส่งถึงที่ประชุมใหญ่รัฐสภาแล้ว จ่อลงมติสุดสัปดาห์นี้

ญัตติเรียกร้องถอดถอนประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ออกจากตำแหน่ง กรณีประกาศกฎอัยการศึก ถูกส่งถึงที่ประชุมใหญ่รัฐสภาแล้ว เตรียมลงมติภายในสุดสัปดาห์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ญัตติเรียกร้องถอดถอนประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ออกจากตำแหน่ง จากกรณีที่เขาประกาศกฎอัยการศึก ทำให้ประเทศตกอยู่ในความวุ่นวายเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ถูกส่งถึงที่ประชุมใหญ่ของรัฐสภาแห่งชาติแล้ว ในช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ 5 ธ.ค. 2567 ตามเวลาท้องถิ่นของเกาหลีใต้

ญัตติดังกล่าว ซึ่งได้รับการลงนามโดย สส.ฝ่ายค้าน 190 เสียง กับ สส.อิสระอีก 1 เสียง ถูกส่งเข้าที่ประชุมในเวลาประมาณ 0.48 น. วันพฤหัสบดี หรือไม่ถึง 1 วันหลังจากนายยุนยอมยกเลิกกฎอัยการศึก หลังสมาชิกสภาฝ่ายค้าน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภา ลงมติคว่ำกฎอัยการศึก

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของเกาหลีใต้ รัฐสภาจะต้องอภิปรายญัตติและโหวตลงมติหลัง ญัตติถูกส่งเข้าที่ประชุมใหญ่แล้ว 24 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หมายความว่า การโหวตจะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในเวลา 0.49 น. ของวันศุกร์ที่ 6 ธ.ค.นี้

ในญัตติถอดถอนของฝ่ายค้าน พวกเขากล่าวหานายยุนว่า การประกาศกฎอัยการศึกของเขานั้น ละเมิดรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน และการแบ่งแยกอำนาจ ทั้งยังละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก เนื่องจากกำหนดให้สื่อทั้งหมด ต้องอยู่ใต้การควบคุมของกองทัพ และห้ามชุมนุมหรือผละงานประท้วง

อนึ่ง ฝ่ายค้านตั้งใจจะลงมติโดยเร็วที่สุด โดยการถอดถอนประธานาธิบดีจำเป็นต้องใช้เสียงของสมาชิกรัฐสภาจำนวน 2 ใน 3 หรือในกรณีนี้คือ 200 จาก 300 เสียง โดยฝ่ายค้านครองเสียงในสภาไปแล้ว 192 เสียง ขาดอีกเพียง 8 เสียงเท่านั้นจะถึงกำหนด

หากสมาชิกรัฐสภาผ่านญัตติถอดถอน การทำงานของประธานาธิบดีจะถูกระงับทันที จากนั้นจะมีการส่งเอกสารฟ้องร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับศาลฎีกา ให้พิจารณาว่าจะรับหรือปฏิเสธคำร้องขอถอดถอน โดยรับฟังหลักฐานจากสภา เพื่อพิจารณาว่า ประธานาธิบดีละเมิดกฎหมายหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhap

ไม่รอด นายกฯ ฝรั่งเศสพ้นตำแหน่ง หลังแพ้การลงมติไม่ไว้วางใจ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829332

ไม่รอด นายกฯ ฝรั่งเศสพ้นตำแหน่ง หลังแพ้การลงมติไม่ไว้วางใจ

5 ธ.ค. 2567 04:45 น.

ไม่รอด นายกฯ ฝรั่งเศสพ้นตำแหน่ง หลังแพ้การลงมติไม่ไว้วางใจ

นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสถูกบีบให้ออกจากตำแหน่งแล้ว เนื่องจากพ่ายแพ้การลงมติไม่ไว้วางใจ หลังพยายามใช้อำนาจพิเศษผลักดันกฎหมายงบประมาณ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมิเชล บาร์นิเยร์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว ในวันพุธที่ 4 ธ.ค. 2567 หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ร่วมมือกันสนับสนุนญัตติไม่ไว้วางใจ ด้วยคะแนนเห็นชอบ 331 เสียง จากทั้งหมด 577 เสียง

นายบาร์นิเยร์กลายเป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนแรกที่แพ้โหวตไม่ไว้วางใจนับตั้งแต่ปี 2505 และทำสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีวาระสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น

ทั้งนี้ พรรค “ฟรานซ์ อันโบลด์” (France Unbowed – LFI) ฝ่ายซ้ายจัด กับพรรค “เนชันแนล แรลลี” (National Rally-RN) ของ น.ส.มารีน เลอ เปน ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค. 2567 หลังจากนายบาร์นิเยร์พยายามใช้อำนาจพิเศษ ผ่านกฎหมายงบประมาณประจำปี โดยข้ามขั้นตอนการลงมติของรัฐสภา

โดยหลังจากนี้คาดกันว่า คณะรัฐมนตรีของนายบาร์นิเยร์จะทำหน้าที่รักษาการไปก่อน จนกว่าประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง จะเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะเขาถูกบีบให้ต้องเอาใจสมาชิกสภาทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ที่ครองอำนาจในสภาอยู่ 2 ใน 3

อนึ่ง การเมืองฝรั่งเศสแบ่งเป็น 3 ขั้วอำนาจ หลังกลุ่มพันธมิตรพรรคฝ่ายซ้าย “นิว ป๊อปปูลาร์ ฟรอนต์” (New Popular Front – NFP) ชนะการเลือกตั้งรัฐสภาฝรั่งเศสเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เหนือกว่ากลุ่ม ‘เอนเซมเบิล’ (Ensemble) พันธมิตรการเมืองของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง และพรรค RN ฝ่ายขวาจัด

นายมาครงแต่งตั้งนายบาร์นิเยร์เป็นนายกรัฐมนตรี ควบคุมรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยต้องหวังพึ่งคะแนนโหวตจากกลุ่มขั้วอำนาจอื่นๆ เพื่อผ่านกฎหมายต่างๆ

อย่างไรก็ตามกลุ่ม NFP ไม่พอใจการตัดสินใจของนายมาครง ที่เอนเอียงไปทางขวามากขึ้น ด้วยการเลือกนายบาร์นิเยร์เป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศกร้าวว่าจะไม่โหวตช่วยรัฐบาล ทำให้นายบาร์นิเยร์เหลือที่พึ่งเดียวคือพรรค RN แต่เขาไม่คิดว่าจะสามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณด้วยวิธีปกติได้ จึงต้องใช้อำนาจพิเศษมาตรา 49.3

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นอมินี รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ลั่นทรัมป์ยังหนุน หลังลือหึ่งอาจโดนเปลี่ยนตัว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829330

นอมินี รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ลั่นทรัมป์ยังหนุน หลังลือหึ่งอาจโดนเปลี่ยนตัว

5 ธ.ค. 2567 01:45 น.

นอมินี รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ลั่นทรัมป์ยังหนุน หลังลือหึ่งอาจโดนเปลี่ยนตัว

พีท เฮกเซธ ผู้ที่ทรัมป์เลือกเป็นให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ยืนยันว่า ว่าที่ประธานาธิบดีผู้นี้ยังคงหนุนหลังเขา หลังมีข่าวลือว่า ทรัมป์กำลังหาคนอื่นมาแทนเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย พีท เฮกเซธ ทหารผ่านศึกและพิธีกรของสำนักข่าว ฟ็อกซ์นิวส์ ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกให้เป็นผู้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลใหม่ของเขา ออกมายืนยันว่า เขายังได้รับการสนับสนุนจากนายทรัมป์ หลังมีข่าวลือว่า เขาอาจโดนเปลี่ยนตัวเพราะเรื่องอื้อฉาวเรื่องการประพฤติมิชอบ

ก่อนหน้านี้ สื่อสหรัฐฯ หลายเจ้ารวมถึง ซีบีเอส นิวส์ รายงานว่า นายทรัมป์กำลังพิจารณาเลือกนายรอน เดซานติส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา เป็นนอมินีตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมแทนนายเฮกเซธ ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ และขุดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในอดีตมาโจมตี โดยนายเฮกเซธปฏิเสธ และย้ำว่า เขาไม่เคยถูกจับกุมหรือถูกตั้งข้อหาเลย

ล่าสุดในวันพุธที่ 4 ธ.ค. 2567 นายเฮกเซธ ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้คุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว และว่าที่ประธานาธิบดี คนต่อไปของสหรัฐฯ ยังหนุนหลังเขา “เขาพูดว่า ‘ลุยเลย สู้ต่อไป ผมจะหนุนหลังคุณไปจนสุดทาง’”

ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าวันพุธ นายเฮกเซธโพสต์ข้อความผ่าน X กล่าวหากลุ่มฝ่ายซ้ายว่า พยายามใส่ร้ายป้ายสีเขาด้วยเรื่องที่ไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ การเป็นนอมินีของนายเฮกเซธถูกตั้งคำถามแม้แต่ในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันเอง ซึ่งรวมถึง ลินด์เซย์ เกรแฮม หนึ่งในวุฒิสมาชิกซึ่งมีอำนาจในการยืนยันหรือปฏิเสธการรับตำแหน่งของเขา “ฉันคิดว่าบทความเหล่านี้น่ากังวลมาก เขามีโอกาสที่จะปกป้องตนเองที่นี่ แต่บางเรื่องก็อาจเป็นเรื่องยาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อกนิวยอร์ก มือปืนดักยิงซีอีโอ UnitedHealthcare คนร้ายยังลอยนวล

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829328

ช็อกนิวยอร์ก มือปืนดักยิงซีอีโอ UnitedHealthcare คนร้ายยังลอยนวล

4 ธ.ค. 2567 23:49 น.

ช็อกนิวยอร์ก มือปืนดักยิงซีอีโอ UnitedHealthcare คนร้ายยังลอยนวล

มือปืนดักยิงซีอีโอบริษัท UnitedHealthcare เสียชีวิตกลางเมืองแมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์ก โดยตำรวจชี้ว่า นี่เป็นการยิงแบบเจาะจงเป้าหมาย และตอนนี้คนร้ายยังคงลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย ไบรอัน ทอมป์สัน ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท UnitedHealthcare ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตในย่านมิดทาวน์ ของเมืองแมนฮัตตัน เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 4 ธ.ค. 2567 ตามเวลาท้องถิ่น โดยดูเหมือนเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย

ขณะเกิดเหตุ นายทอมป์สันกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังโรงแรมฮิลตัน นิวยอร์ก ในย่านมิดทาวน์ แมนฮัตตัน เพื่อเข้าร่วมการประชุมนักลงทุนประจำปีของบริษัท ซึ่งจัดที่ขึ้นที่ห้องเต้นรำของโรงแรมแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า มือปืน ซึ่งเชื่อว่ามี 1 ราย สวมหน้ากากยืนรอท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บนานประมาณ 10 นาที ก่อนที่นายทอมป์สันจะเดินมาถึงโรงแรม จากนั้นจึงเปิดฉากยิงปืนเข้าใส่หลายนัดจากระยะห่างประมาณ 20 ก้าว ก่อนจะหลบหนีไปโดยวิ่งผ่านตรอก ไปขี่จักรยานที่เตรียมเอาไว้

เจ้าหน้าที่สืบสวนยังคงปูพรมค้นหาในพื้นที่ โดยตำรวจเผยว่า คนร้ายหนีไปที่ย่านเซ็นทรัล พาร์ก แล้ว และยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

ส่วนนายทอมป์สัน วัย 50 ปี ถูกกระสุนเข้าที่หน้าอก เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินพาเขาไปยังโรงพยาบาล เมาท์ ไซนาย เวสต์ ในสภาพบาดเจ็บอาการวิกฤติ ก่อนที่แพทย์ของโรงพยาบาลจะประกาศว่าเขาเสียชีวิตแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ตำนานนักเขียนไต้หวัน ผู้แต่ง “องค์หญิงกำมะลอ” จบชีวิตตัวเองในวัย 86 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829323

ตำนานนักเขียนไต้หวัน ผู้แต่ง “องค์หญิงกำมะลอ” จบชีวิตตัวเองในวัย 86 ปี

4 ธ.ค. 2567 22:42 น.

ตำนานนักเขียนไต้หวัน ผู้แต่ง “องค์หญิงกำมะลอ” จบชีวิตตัวเองในวัย 86 ปี

นักเขียนนิยายระดับตำนาน ผู้แต่งเรื่อง องค์หญิงกำมะลอ ถูกพบศพที่บ้านของเธอในเมืองนิวไทเป โดยการสืบสวนเบื้องต้นชี้ว่า เป็นการจบชีวิตตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฉง เหยา หนึ่งในนักเขียนนิยายภาษาจีนแนวโรแมนติกที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก ถูกพบเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านของเธอเองที่เมืองนิวไทเป ของไต้หวัน เมื่อวันพุธที่ 4 ธ.ค. 2567 โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นชี้ว่า เธออาจทำอัตวินิบาตกรรม

ฉง เหยา หรือชื่อจริงคือ เฉิน เจ๋อ เกิดที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีนในปี 2481 เริ่มเขียนนิยายตั้งแต่อายุ 18 ปี และมีนิยายได้รับการตีพิมพ์มากกว่า 60 เรื่อง และส่วนใหญ่ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ และได้รับความนิยมมาตลอดหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น เธอยังประสบความสำเร็จในด้านการเขียนบทและอำนวยการสร้าง โดยหนึ่งละครที่ได้รับความนิยมที่สุดของเธอคือเรื่อง My Fair Princess หรือ “องค์หญิงกำมะลอ” ซึ่งให้กำเนิดดาราชื่อดังมากมาย

เมื่อวันพุธที่ 4 ธ.ค. ฉง เหยา ในวัย 86 ปี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ลาก่อน ผู้เป็นที่รักของฉัน ฉันโชคดีมากที่ในชีวิตนี้ฉันได้พบและรู้จักพวกคุณ” ข้อความของเธอยังย้ำเตือนคนหนุ่มสาวด้วยว่า “อย่ายอมแพ้กับชีวิตง่ายๆ” และให้เผชิญหน้ากับความตายเมื่อพวกเขาอยู่จนถึงอายุ 86 หรือ 87 ปีแล้ว และขอให้ผู้ที่ติดตามเธออย่าโศกเศร้าเสียใจเพื่อเธอ

ฉง เหยา ห่างหายจากวงการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เธอตกเป็นข่าวใหญ่ในปี 2560 หลังเธอขัดแย้งกับบรรดาลูกเลี้ยงของเธอว่าจะดูแลสามีของเธอที่ตอนนั้นเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะอย่างไร

ทั้งนี้ ฉง เหยา ใช้ชีวิตบางช่วงในวัยเด็กของเธอในประเทศจีน และต้องย้ายที่อยู่ไปทั่วประเทศระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่น ก่อนที่เธอกับครอบครัวจะย้ายไปอยู่ไต้หวันในปี 2492 หลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดการควบคุมจีนแผ่นดินใหญ่

นิยายเรื่องแรกของ ฉง เหยา คือเรื่อง Outside The Window โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวความรักของตัวเธอเองกับครูสมัยของเธอสมัยอยู่มัธยมปลาย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

ส่วนละครโทรทัศน์เรื่อง องค์หญิงกำมะลอ เป็นหนึ่งในละครภาษาจีนที่ได้รับความนิยมที่สุดตลอดกาล และแจ้งเกิดให้แก่ดาราดังมากมายเช่น หลิน ซินหรู, จ้าว เหว่ย และ ฟ่าน ปิงปิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc