สุดเศร้า ต้น พลกฤษณ์ โพสต์อาลัย นักแสดงช่อง 7 เสียชีวิตในวัย 59 ปี

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2824067

สุดเศร้า ต้น พลกฤษณ์ โพสต์อาลัย นักแสดงช่อง 7 เสียชีวิตในวัย 59 ปี

6 พ.ย. 2567 16:41 น.

สุดเศร้า ต้น พลกฤษณ์ โพสต์อาลัย นักแสดงช่อง 7 เสียชีวิตในวัย 59 ปี

วงการบันเทิงต้องเผชิญกับการสูญเสียอีกครั้ง กับนักแสดงดังจากช่อง 7 สี ฉายา โอ๋ ถ้ำเสือ ที่มักจะรับบทเป็นสตั๊นท์แมนอยู่บ่อยๆ ได้จากไปอย่างสงบในวัย 59 ปี

ล่าสุด ต้น พลกฤษณ์ นักแสดงละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ ได้ออกมาโพสต์ข้อความอาลัยผ่านโซเชียล โดยเผยว่า “R.I.P. โอ๋ ถ้ำเสือ” โดยกล่าวว่า ได้ร่วมงานกับ “โอ๋” บ่อยครั้งในหลายๆ ละครแอ็คชั่นที่ผ่านมา และเพิ่งได้มีโอกาสทักทายกันเมื่อไม่นานมานี้ โดยทราบว่า “โอ๋” ป่วย แต่ไม่คิดว่าจะจากไปเร็วขนาดนี้

สำหรับกำหนดการสวดอภิธรรมศพของ โอ๋ ถ้ำเสือ จะตั้งที่ วัดม่วงชุม จังหวัดกาญจนบุรี และจะมีการประชุมเพลิงในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 เวลา 15.00 น. ทางบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปครั้งนี้ด้วยนะคะ

โซเชียลติด #ทวงความยุติธรรมให้จีกามิน #แบนแน็กชาลี หลัง กามิน แถลงข่าวที่ไทย

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2824092

โซเชียลติด #ทวงความยุติธรรมให้จีกามิน #แบนแน็กชาลี หลัง กามิน แถลงข่าวที่ไทย

6 พ.ย. 2567 16:24 น.

โซเชียลติด #ทวงความยุติธรรมให้จีกามิน #แบนแน็กชาลี หลัง กามิน แถลงข่าวที่ไทย

หลังจากที่ จีกามิน TikToker สาวเกาหลี อดีตคนรู้ใจของพระเอกหนุ่ม แน็ก ชาลี ไตรรัตน์ นัดสื่อมวลชนเปิดใจ ณ โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟรวิงส์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยชี้แจงประเด็นต่างๆ ทั้งประเด็นเลิกกับแน็ก ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าจบกันด้วยดี รวมถึงเคลียร์ข่าวลือร้ายๆ ต่างๆ มากมายว่าไม่เป็นความจริง

โดยในระหว่างที่ กามิน เปิดใจกับสื่อมวลชน เจ้าตัวก็ออกอาการร้องไห้ หลังถูกถามว่าตอนแรกที่มีข่าวออกมาเยอะเคยคิดสั้นหรือไม่ และในส่วนความสัมพันธ์กับ แน็ก ชาลี ก็จบกัน หลังจากฝ่ายชายบอกเลิก พร้อมทั้งบอกว่าจะเตรียมฟ้องร้องบุคคล 5 คน ซึ่งมีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ส่วนคดีของแม่ตั๊ก กรกนก ที่เจ้าตัวเคยไปไลฟ์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร

และในระหว่างการแถลงข่าว ในโลกทวิตเตอร์ (X) ก็ได้ติดแฮชแท็ก #แบนแน็กชาลี รวมถึง #ทวงความยุติธรรมให้จีกามิน จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ (X) ประเทศไทย พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นมากมาย อาทิ ใครเป็นผู้โชคดี 5 คนนั้น ที่ได้รับสิทธิก่อน [ให้กำลังใจนะคะ สู้ๆ นะคะ(เสียงกามิน)], กามินตั้งโต๊ะแถลงแบบเป็นทางการ ยืดเยื้อมานานมากกกกก ครั้งนี้จะจบมั้ย ใครพูดจริงไม่จริง รู้อยู่แก่ใจแหละ แล้วก็ขึ้นอยู่กับแฟนคลับ รักใครชอบใครก็เชื่อฝั่งนั้น แต่ช่วยเมนต์กันอย่างมีสติ สงสารเขา,

อยากให้ฟ้องคนให้ข้อมูลเท็จ ด่าหยาบคาย ขู่ทำร้าย สร้างวาทกรรมชังชาติ รับคำขอโทษเป็นเงินสด ไปเลย อย่ารับกระเช้า อย่าใจดีกับคนที่ใจร้ายกับเรา, พวกผู้ใหญ่ในวงการหลายๆ คนที่เคยออกมาว่าผู้หญิงเขาไว้ ไม่ต้องเขินอายนะถ้าอยากจะขอโทษเด็กที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ตอนด่าด่าเสียงดังไม่คิดจะขอโทษเขาหน่อยเหรอ ป่านนี้นั่งหน้าชาแล้วมั้ง ฯลฯ

กามิน อดีตแฟน แน็ก ชาลี ตั้งโต๊ะแถลง เปิดโปงความจริงทุกเรื่อง ฟ้องแล้ว 5 ราย (คลิป)

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2824068

6 พ.ย. 2567 16:15 น.

กามิน อดีตแฟน แน็ก ชาลี ตั้งโต๊ะแถลง เปิดโปงความจริงทุกเรื่อง ฟ้องแล้ว 5 ราย (คลิป)

จากกรณีที่เน็ตไอดอลสาว จี กามิน อดีตคนสนิทของ แน็ก ชาลี ได้เดินทางมายังเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อต้องการจะพิสูจน์ความจริง หลังจากเคยตกเป็นประเด็นดราม่าใหญ่ จนถูกวิจารณ์อย่างหนักจากโซเชียล

ล่าสุดวันนี้ (6 พ.ย. 2567) กามิน ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว พร้อมกับทนายพรชัย พฤกษ์พิชัยเลิศ ณ โรงแรม Grand Four Wings Convention ศรีนครินทร์ โดยมีล่ามไทยเป็นคนช่วยแปลภาษาให้

“ดิฉันก็ไม่อยากให้มาถึงวันนี้ แต่ในเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันทำให้ดิฉันและครอบครัวได้รับผลกระทบ เลยต้องออกมาพูด

เข้ามาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2567 รู้สึกดีใจและรู้สึกอบอุ่นมากที่ได้รับการต้อนรับจากทุกคนอย่างล้นหลาม ตอนนั้นยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องการสื่อสารกันบ้าง แต่ทุกคนก็พยายามช่วยเหลือจนสามารถเข้าใจกันได้ ซึ่งเรารู้สึกมีความสุขและสนุกสนาน โดยเฉพาะครอบครัวและทุกคนที่ทำงานด้วยกันมีความอบอุ่นเป็นกันเองมาก

ในส่วนของรายได้ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ได้รับการจัดสรรโอเคดีมาก ในช่วงเดือนมีนาคม ก็จะมีบ้างที่พักโรงแรมและสตูดิโอ รวมถึงพักที่บ้านของคู่กรณี ส่วนทางครอบครัวของเขาให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเสมอมา แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังอยากขอบคุณ

จากข่าวที่บอกว่าเราไปพักโรงแรม ยอมรับว่าเป็นความจริง แต่โรงแรมที่ได้พักเราไม่ได้เป็นคนจองเอง แต่ทางบริษัทของคู่กรณีเป็นคนจัดการให้ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้เลยว่ามีใครเข้าออกโรงแรมบ้าง และทั้ง 2 ฝ่ายมีคีย์การ์ดเข้าออกโรงแรม ถ้าจะนัดพบกับคนอื่นจริงๆ คงไม่นัดที่โรงแรมนี้เพราะกามินไม่ได้เป็นคนจองเอง ซึ่งข่าวที่ออกมานั้นยืนยันว่าไม่ใช่ความจริง

ส่วนข่าวที่บอกว่าเรา ‘ติดเหล้าและแอลกอฮอล์’ จริงๆ แล้วเราเป็นคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ได้ เพราะอยู่เกาหลีก็มีสังสรรค์กับเพื่อนบ้าง แต่มาเมืองไทยแทบจะไม่ดื่มเลยอาจจะเดือนละ 1-2 ครั้ง ยืนยันว่าไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์ในขณะทำงาน

และในเรื่องของ ‘ค่าจ้างงานต่างๆ’ เราแทบจะไม่ทราบเลยว่าทางผู้ว่าจ้างจะจ้างมาเท่าไหร่ เราจะรู้จากทางบริษัทเราเท่านั้น ส่วนตัวรู้สึกพอใจกับค่าจ้างและขอบคุณมากๆ และค่าจ้างที่ได้รับจากบริษัทจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นที่เรียบร้อย และในส่วนข่าวลือค่าจ้างไลฟ์ สด ค่าตัวเรา 1 ล้านบาท ยืนยันว่าไม่ใช่ความจริง

ในส่วนของข่าว ‘ไฟไหม้บ้าน’ วันนั้นเราไปช้อปปิ้ง พอรู้ข่าวก็ได้กลับไปถึงที่บ้าน และมีทีมงานอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว ซึ่งพอกลับมาถึงบ้านจะเริ่มได้กลิ่นไหม้ ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ชั้น 3 แต่พอขึ้นไปไฟดับเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบ้านหลังนั้นปกติเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคู่กรณีอยู่แล้ว เท่าที่เห็นก็ไม่ทราบว่ามีของมีค่าอะไร เพราะมันไม่ใช่บ้านของเรา และไม่ทราบจริงๆ ว่าเหตุการณ์วันนั้นจะเกิดขึ้นได้ยังไง คิดว่าอาจจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ

สำหรับข่าวที่บอกว่าเราพูดว่า ‘คนไทยหลอกง่าย’ ยืนยันว่าไม่เคยพูดคำนั้น เพราะว่าเราได้รับความรักจากคนไทยมาตลอด และไม่รู้ว่าข่าวนี้มาจากที่ไหน ถ้าคนพูดประโยคนั้นจริงๆ ว่าเราเป็นคนพูดว่าคนไทยเป็นคนหลอกง่ายคงต้องไปถามคนที่พูดดีกว่า เพราะสำหรับเราไม่เคยพูดแบบนั้น และไม่มีเหตุผลที่จะต้องพูดคำนั้นกับใคร

กับคำพูดที่มีคนว่าเรา ‘สก๊อยเกาหลี สุวรรณมาลี’ คำพูดเหล่านี้ ฟังครั้งแรกเราไม่ทราบความหมายของคำพวกนั้น เพิ่งทราบความหมายคำเหล่านั้นเมื่อช่วงเร็วๆ นี้ และเราก็ไม่เคยเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังว่าความหมายของคำนั้นแปลว่าอะไร เพราะกลัวท่านจะเสียใจ เราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงมีคำพูดรุนแรงกับเราขนาดนั้น

ในส่วนที่มีคนบอกว่า ‘เราฟอกเงิน หรือเป็นอาชญากร’ ยืนยันว่าครอบครัวของดิฉันและดิฉันไม่เคยทำอะไรเหล่านั้น และครอบครัวของดิฉันก็ไม่ใช่แก๊งต้มตุ๋น และอาชญากร

แท้จริงแล้วความฝันของเรา กามินเรียนเกี่ยวกับการเต้นมาตลอดตั้งแต่สมัยมัธยม และเรียนต่อระดับอุดมศึกษาในด้านของการเต้นมาตลอด เพราะมีความฝันว่าอยากจะเป็นครูสอนเต้น และดิฉันก็เคยเดินทางไปที่กรุงโซล เพื่อเรียนเกี่ยวกับด้านการเต้นในระดับปริญญาโท อยู่ที่อยู่ที่นั่นประมาณ 5-6 ปี และทำกิจกรรมอยู่ประมาณ 1 ปี และดิฉันมีความฝันว่าอยากจะเป็นแม่คน ตั้งใจอยากมีชีวิตที่มั่นคงตั้งแต่ตอนแรก

ยืนยันว่าดิฉันไม่เคยพูดให้ร้ายใคร และไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนั้น แม้กระทั่งการที่ออกมาที่นี่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมาพูดเพื่อว่าร้ายใคร และก็ไม่เคยมีการพูดคำหยาบอะไรแบบนั้นเลย และจากกระแสข่าวที่ออกมาทั้งหมด ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เข้มแข็ง แต่พอเวลาผ่านไปเราก็เป็นคนๆ หนึ่งที่มีหัวใจ แม้กระทั่งพี่ชายต้องลาพักร้อนจากงานเพื่อมาดูแลเราตลอด 1 เดือนเต็ม

สุดท้ายเราอยากจะบอกทุกคนว่า เราอยากขอบคุณทุกคนที่ให้ความรักเขา ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับรวมถึงพี่ๆ นักข่าว จริงๆ วันนี้อยากออกมาปกป้องตัวเอง และครอบครัวตัวเอง รวมถึงการออกมาพูดความจริง เชื่อว่าคนทั่วไปอาจจะมีความเข้าใจที่แตกต่างกันไปบ้าง รวมถึงเรื่องของภาษาและนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เข้าใจในความแตกต่าง และอาจมีปัญหาจนทำให้เลิกกัน ยืนยันว่าการคบกันไม่ได้มีปัญหาใหญ่ อาจจะเป็นในส่วนของภาษาที่ทำให้เราไม่เข้าใจกัน ส่วนเราก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว และเขาก็เห็นในสิ่งที่เราพยายามมาตลอด ยืนยันว่าความรักทั้งหมดเป็นความรักที่จริงใจ”

ด้านทนายเสริมต่อว่า “ยอมรับว่าไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น เพียงเพราะคำพูดจากบุคคลบางกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดี ซึ่งคิดว่าทุกคนจะต้องได้รับการฟ้องร้อง เพราะเขาต้องได้รับความยุติธรรมจากเรื่องนี้ ถ้าพูดมันส์ปากก็จะได้รับสิทธิ์ตามกฎหมาย ตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป และตอนนี้มีรายชื่อที่ส่งให้ทางกฏหมายแล้ว 5 คน แล้วก็จะตามมาอีกหลายๆ คน ส่วนคู่กรณีอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา หากมีการก้าวล่วงกันเพิ่มก็จะอยู่ในขั้นตอนพิจารณาต่อไป”

บุคคลในข่าว 7 พฤศจิกายน 2567

https://www.thairath.co.th/lifestyle/2824064

บุคคลในข่าว 7 พฤศจิกายน 2567

7 พ.ย. 2567 05:16 น.

บุคคลในข่าว 7 พฤศจิกายน 2567

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…..ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…..ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2567

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “พระจักราวตาร” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เขตห้วยขวาง เมื่อวันก่อน.

การจุดพลุยกเลิก MOU 2544…..เป้าหมายโฟกัสไปที่ต้นเรื่อง การทำข้อตกลง เจรจาปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล….สมัย รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร….ยาวมาหลายรัฐบาล มีการนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. สมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มี กษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ ที่ ขอเสนอให้มีการยกเลิก MOU 2544…ไม่มีคำตอบสุดท้ายจะเลิกไม่เลิก

ตัวจริงเสียงจริง ชวน หลีกภัย, คำรณ ณ ลำพูน, กมล อุชุปาละนันท์, วิสิทธิ์ ส่งวัฒนา และชัยวัฒน์ พสกภักดี พร้อมเพื่อนนิติศาสตร์ 2501 มาร่วมแสดงความยินดีแก่ มานิจ สุขสมจิตร ในโอกาสได้รับรางวัล “จิตวิญญาณธรรมศาสตร์” ที่สมาคมธรรมศาสตร์ ซอยงามดูพลี วันก่อน.

สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.ต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย นำเรื่อง MOU 2544 เข้าหารืออีกครั้ง……พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเจรจากับกัมพูชา โดยมีรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าคณะ….แต่การเจรจาไม่สำเร็จ เพราะมีปัญหาภายในของฝ่ายไทยมาแทรกซ้อน…..สุดท้ายถูกหยิบมาเป็น ชนวนการเมือง อีกกระทอกในสมัย รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร…..เพื่อ?…..“อินทรีเหล็ก” อยากจะตั้งข้อสังเกต เหตุใดรัฐบาลไม่ทำความเข้าใจ MOU 2544 ให้ชัดเจน…..ว่าไม่ใช่เป็นการเจรจาการลากเส้นเขตแดน หรือ แบ่งผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล ในสาระของ MOU 2544….แต่เป็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเจรจา เพื่อยุติข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2515…..ที่ไม่ว่าจะออกหัวออกก้อย……เกาะกูดเป็นของประเทศไทย วันยังค่ำ

บูรณะวัด นวลพรรณ ล่ำซำ เป็นประธานในพิธีถวายผ้ากฐินสามัคคี ประจำปี 2567 เพื่อนำไปใช้บูรณปฏิสังขรณ์ประตูทางเข้า โดยมี ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์, วาสิต ล่ำซำ, ปุณฑริกา ใบเงิน และ นวลวรรณ ล่ำซำ มาร่วมในพิธีด้วย ที่วัดประชาวาส อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา วันก่อน.

ที่จะต้องแยกคนละประเด็นกับการที่รัฐบาลชุดนี้จะ นำเรื่อง MOU 2544 มาปัดฝุ่น ให้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็น ประธานคณะกรรมการด้านเทคนิค ในการเดินหน้าแบ่งผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา…นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และ สุพรรณวษา โชติกญาณ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย….ออกมาอธิบายถึงข้อสงสัยและความชัดเจนให้กับที่ ประชุมหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลและประชาชน ได้ทราบ …..โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982…และที่มาของ OCA (Overlapping Claims Area) ระหว่างไทยกัมพูชา……ที่มีพื้นที่ประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร เกิดจากการประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทย ของทั้งสองประเทศ…..และเป็นที่มาของ การอ้างสิทธิไหล่ทวีประหว่างไทยกับกัมพูชา หรือที่เรียกว่า MOU 2544….ตามพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ร่วมกัน……เนื้อหาสาระของ MOU 2544 ก็มีอยู่เพียงแค่นี้……ส่วน ใครจะถือโอกาสนี้เข้าไปแทรกแซงเพื่อรอรับผลประโยชน์ในอนาคต ก็เป็นอีกเรื่อง จริงมะ

เที่ยวไทย สรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดคูหาประเทศไทย ในงาน World Travel Market 2024 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทย โดยมี จักรพล ตั้งสุทธิธรรม, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ และ นิธี สีแพร มาร่วมงานด้วย ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันก่อน.

สู้ไม่ถอย รัฐบาลนายกฯแพทองธาร ชินวัตร สั่ง ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย–กัมพูชา (JTC)…..หารือกรอบการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หรือ MOU 44….โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วย ตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน กฤษฎีกา เป็นต้น……แสดงว่าหมูไม่กลัวน้ำร้อนอีกต่อไป

รถไฟฟ้า ธีรรัตน์ จงประเสริฐ จัดงานเปิด “เดนซ่า ซีทีเอส ทองหล่อ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า Denza โดยมี พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี, หลิว เสวียเลี่ยง, ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา และ ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา มาร่วมงานด้วย ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ วันก่อน.

ส่วนงานนี้ถอยดีกว่า รองนายกฯภูมิธรรม บอกเอง….การสรรหาประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ที่ต้องเลื่อนออกไป เป็นเพราะ กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.พาณิชย์ และ รมว.คลัง สมัย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกต่อต้าน เพราะเกรงว่าการเมืองจะเข้าไปแทรกแซงการทำงานของ ธปท. ……ทางออกที่ดีที่สุดคือ ให้กิตติรัตน์ถอนตัว……ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

คดีดิ ไอคอน ยังเป็นไฟลามทุ่ง…..วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาการอธิการบดีรามคำแหง ออกมายืนยัน พบนักการเมืองคนดัง ที่เป็นข่าวเกี่ยวโยงกับคดีดิ ไอคอน ส่งคนเข้าสอบ แทนวิชาภาษาอังกฤษ….หลักฐานมัดตัวขนาดนี้ ดิ้นไม่หลุด

จากยูเค มาร์ค กูดดิ้ง ทูตอังกฤษ เปิดงาน “DISCOVER UK : WINTERFEST” เทศกาลสินค้าอาหาร วัตถุดิบระดับพรีเมียมจากสหราชอาณาจักรกว่า 1,300 รายการ จัดถึง 12 พ.ย. โดยมี สุพัตรา จิราธิวัฒน์ และ จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัลเวิลด์ วันก่อน.

ส่วนการดำเนินคดีอาญากับดิ ไอคอน กรุ๊ป พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุ…….ที่ประชุมร่วมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีมติเป็นเอกฉันท์…แจ้งข้อกล่าวหาต่อบุคคล 148 ราย และนิติบุคคล 1 ราย…ตามความผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.ขายตรง และตลาดแบบตรง….ส่วนจะพ่วง ข้อหาฟอกเงิน ด้วยหรือไม่นั้น….มีคำตอบจากรักษาการอธิบดีดีเอสไอ ต้องพิจารณาเป็นรายกรรม และ เส้นทางเงินอีกกระทอก…..จบข่าว

ให้ทุน อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา มอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา โดยมี ดร.นวลอนงค์ ธรรมเจริญ มาร่วมในพิธีด้วย ที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ วันก่อน.

การเลือกตั้งประธานา ธิบดีสหรัฐฯ ลุ้นกันทั่วโลก คะแนนนิยมที่ห่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปด….ไม่ว่าจะออกหัวออกก้อย…ไม่ว่า คามาลา แฮร์ริส หรือ โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่…… ประเทศไทย ยังต้องเข้าสู่สนามการแข่งขันทางการค้า ในยุค สงครามการค้า ที่เข้มข้น…..โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังตกสะเก็ด…..พิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง…เคยพูดเอาไว้ในสภา…..การแจกเงินดิจิทัล ในเฟสสอง….ต้องดูความต่อเนื่อง เวลาที่เหมาะสม….ไม่น่าจะทันภายในปีนี้….รัฐบาลก็ยังโชคดี เพราะในช่วงสงครามการค้า…..ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ…..สงครามการค้าจะเกิดขึ้นแน่นอน…..ไทยเราจะได้ประโยชน์ทั้งจากสหรัฐฯและจีน…….แปะติดข้างฝาไว้เลย……ครม. เห็นชอบตั้ง พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ อดีตเลขาฯ สมช. เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นที่เรียบร้อย พร้อม คารม พลพรกลาง และ ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ เป็นรองโฆษกรัฐบาลอีกกระทอก…..แจ้งล่วงหน้า วันที่ 8 พ.ย. เวลา 09.30 น. ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานกรรมการจัดประชุมสมัชชาแห่งชาติ เปิดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประเด็นการท่องเที่ยวแนวใหม่ สู่สุขภาวะและเศรษฐกิจไทยยั่งยืน ที่ห้องวีนัส โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

เรื่องความงาม วราภรณ์ ธรรมจรีย์ จัดงาน “COSMEX 2024” มหกรรมงานแสดง เทคโนโลยีอุปกรณ์เสริมความงามและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปด้านเครื่องสำอาง จัดถึง 7 พ.ย. โดยมี ศิริรัตน์ สังข์วิชัย และ คชกิจชาญ สำเนียงล้ำ มาร่วมงานด้วย ที่ไบเทค บางนา วันก่อน.

“อินทรีเหล็ก”

คลิกอ่านคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” เพิ่มเติม

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ส่องปัจจัยพา ทรัมป์ ได้เก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่ 2

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824207

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ส่องปัจจัยพา ทรัมป์ ได้เก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่ 2

7 พ.ย. 2567 10:30 น.

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ส่องปัจจัยพา ทรัมป์ ได้เก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่ 2

  • โดนัลด์ ทรัมป์ คัมแบ็กครั้งประวัติศาสตร์ คว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปครั้ง หลังพลาดไปในการเลือกตั้งคราวก่อน โดยเอาชนะคู่แข่งอย่าง คามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครตไปได้อย่างไม่ยากเย็น
  • หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นนี้ คือความกังวลเรื่องเศรษฐกิจของชาวอเมริกัน โดยนายทรัมป์ถูกยกให้เป็นต่อเรื่องนโยบายเศรษฐกิจมากกว่าแฮร์ริสมาตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ
  • การที่เดโมแครตสูญเสียคะแนนจากกลุ่มที่ไม่ใช่คนผิวขาว ซึ่งควรเป็นฐานเสียงของพวกเขา ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้ทรัมป์คว้าชัยชนะในรัฐสวิงสเตทได้ทุกแห่ง

4 ปีหลังลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างปรากฏการณ์ “คัมแบ็ก” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ หลังชาวอเมริกันหลายล้านคนให้โอกาสเขาอีกครั้ง โดยโหวตเลือกเขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาว

สถานการณ์ของทรัมป์ค่อนข้างเป็นต่อคู่แข่งจากฝ่ายเดโมแครต เขารอดจากความพยายามลอบสังหารถึง 2 ครั้ง และคู่ชิงดั้งเดิมอย่าง โจ ไบเดน ก็ต้องถอนตัวกลางคัน และดัน คามาลา แฮร์ริส เข้าสู่สนามแข่งกลางทาง โดยเหลือเวลาให้หาเสียงไม่กี่เดือน ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ทรัมป์มีโอกาสที่จะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้มากกว่า

แต่ที่เหนือความคาดหมาย คือชาวอเมริกันส่วนใหญ่ในรัฐสมรภูมิ หรือ สวิงสเตท ทั้ง 7 แห่ง เลือกโหวตให้เขา ต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อน (ค.ศ. 2020) ที่เกือบทุกรัฐโหวตให้ไบเดน แม้แต่กลุ่มคนผิวดำและชาวฮิสแปนิก ซึ่งควรจะเป็นฐานเสียงของแฮร์ริส ก็ลงคะแนนให้เขามากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ และส่งให้โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของสหรัฐฯ ที่นั่งเก้าอี้สมัยที่ 2 โดยไม่ต่อเนื่องจากสมัยแรก

นโยบายทรัมป์โดนใจ

ผลเอ็กซิตโพลที่ออกมาหลังปิดหีบเลือกตั้งเมื่อคืนวันอังคารที่ 5 พ.ย. ชี้ว่า เรื่องค่าครองชีพ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้โหวตกังวลมากที่สุดอันดับที่ 2 และเป็นหนึ่งในปัญหาที่เร่งด่วนและเห็นได้ชัดมากที่สุด เนื่องจากพวกเขากำลังประสบกับมันด้วยตัวเอง จึงไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะไม่อยากได้ผู้นำจากพรรคการเมืองเดิม ที่แก้ปัญหาให้พวกเขาไม่ได้

ตลอดการหาเสียงก่อนถึงวันเลือกตั้ง นายทรัมป์เน้นประเด็นเรื่องเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทั้งสัญญาว่าจะลดภาษีเงินได้ ลดข้อจำกัดของอุตสาหกรรมรถยนต์ และตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าเพื่อช่วยเหลือผลิตภัณฑ์ในประเทศ ทำให้แคมเปญของเขาถูกมองว่า โดดเด่นกว่าฝ่ายแฮร์ริสในเรื่องเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นจนจบ

และวาทกรรมที่ว่า “คุณในตอนนี้ดีกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนหรือไม่?” ที่นายทรัมป์พูดพูดทุกครั้งในการหาเสียง ก็สะกิดใจผู้ที่กำลังเผชิญพิษเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ชอบเขาหรือไม่ก็ตาม

ในทางกลับกัน สิ่งที่ฝ่ายแฮร์ริสชูคือเรื่องความเป็นประชาธิปไตย และสิทธิ์ในการทำแท้ง ผลเอ็กซิตโพลชี้ว่า ผู้โหวตเพียง 14% ที่ให้สิทธิ์ในการทำแท้งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงคะแนนเสียงของพวกเขามากที่สุด

อัตราเงินเฟ้อก็อาจมีส่วนทำให้ระยะห่างระหว่างกลุ่มผู้มีรายได้มาก กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยขยายกว้างมากขึ้น โดยเอ็กซิตโพลชี้ว่า เดโมแครตได้ส่วนแบ่งคะแนนเพิ่มขึ้น 9% จากกลุ่มผู้โหวตที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่ไม่รายได้มากกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่รีพับลิกันได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นถึง 12% จากผู้โหวตกลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่านั้น ซึ่งคิดเป็น 60% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด

อีกเรื่องที่นายทรัมป์พูดมาตลอดคือ จะแก้ปัญหาเรื่องผู้อพยพเข้าประเทศผิดกฎหมาย ซึ่งเพิ่มขึ้นทุบสถิติสุดในปี 2566 และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ชาวอเมริกันกังวลมากที่สุด ผู้ที่โหวตให้ทรัมป์ส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกเหยียดเชื้อชาติ หรือเชื่อที่เขาบอกว่าผู้อพยพกินสัตว์เลี้ยง พวกเขาเพียงต้องการการคุ้มกันชายแดนที่เข้มแข็งขึ้นเท่านั้น

ได้คะแนนจากคนกลุ่มอื่น นอกจากคนขาวมากขึ้น

ผลเอ็กซิตโพลประเมินว่า ฝ่ายเดโมแครตได้รับการสนับสนุนจากชาวอเมริกันที่ไม่ใช่คนผิวขาวน้อยลง ถึงแม้จะได้แรงหนุนจากกลุ่มคนขาวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่อาจเอาชนะฝ่ายรีพับลิกัน โดยผลเอ็กซิตโพลชี้ว่า นายทรัมป์ได้คะแนนจากกลุ่มคนขาวมากกว่าแฮร์ริสถึง 12% (55% ต่อ 42%) ช่องว่างหดลงเพียง 5%

ขณะเดียวกัน ฝ่ายรีพับลิกันกลับคะแนนจากชาวอเมริกันที่ไม่ใช่คนขาวมากขึ้น โดยเฉพาะชาวฮิสแปนิกและชาวลาติโน ถึงจะไม่สามารถแซงฝ่ายเดโมแครตได้ แต่สามารถลดช่วงว่างส่วนต่างได้ถึง 26 จุด ไปอยู่ที่ 53% (เดโมแครต) ต่อ 45%

คะแนนโหวตที่ทรัมป์ได้จากชาวลาตินนับว่าดีที่สุดนับตั้งแต่ยุคของจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในปี 2547 โดยหากนับเฉพาะชาวลาตินอย่างเดียว พวกเขาขยับไปฝ่ายทรัมป์มากถึง 33%

ส่วนเหตุผลที่เป็นเช่นนี้ สืบเนื่องมาจากข้อที่ 1 คือเรื่องเศรษฐกิจ โดนัลด์ ทรัมป์ มีความชัดเจนกว่ามากว่าเขาจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แม้จะยังไม่รู้ว่าแก้ได้จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็มีอะไรให้จับต้อง ในขณะที่แฮร์ริสยังไม่สามารถสลัดตัวเองจากภาพของ โจ ไบเดน ที่ชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่า ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เลย

ผู้สนับสนุนเดโมแครตออกมาใช้สิทธิ์น้อยลง

นอกจากปัญหาเศรษฐกิจและคะแนนจากกลุ่มคนผิวดำแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เดโมแครตทำผลงานได้ไม่ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ผู้สนับสนุนของพวกเขาออกมาใช้สิทธิ์น้อย

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่นับบัตรเลือกตั้งไปแล้ว 140.3 ล้านโหวต และคาดว่าจำนวนสุดท้ายจะอยู่ที่ราวๆ 152 ล้านโหวตเท่านั้น ลดลงจากการเลือกตั้งในปี 2020 ที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ถึง 158 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 61% และ 66% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดในสหรัฐฯ ตามลำดับ

แฮร์ริสได้คะแนนมหาชน หรือ ป๊อปปูลาร์โหวต น้อยกว่าไบเดนในการเลือกตั้งครั้งก่อนเกือบ 14 ล้านคะแนน ขณะที่นายทรัมป์ได้น้อยลง 2 ล้านคะแนน โดยจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ตามเคาน์ตีที่เป็นของเดโมแครต ในรัฐสวิงสเตทแห่งต่างๆ ลดลงอย่างมาก ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจำนวนที่ลดลงนี้ ส่งผลกระทบต่อพวกเขามากน้อยเพียงใด

แต่ดูเหมือนฝ่ายเดโมแครตก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ เพราะในวันเลือกตั้ง ตอนที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าตัวเองมั่นใจสุดๆ ว่าจะชนะ แฮร์ริสยังไปออกรายการวิทยุ เรียกร้องให้ผู้คนออกมาใช้สิทธิ์อยู่เลย


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : abcnews , bbc

ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ : ชัยชนะทรัมป์ ส่งผลอะไรต่อยูเครน ตะวันออกกลาง และจีน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824206

ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ : ชัยชนะทรัมป์ ส่งผลอะไรต่อยูเครน ตะวันออกกลาง และจีน

7 พ.ย. 2567 10:18 น.

ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ : ชัยชนะทรัมป์ ส่งผลอะไรต่อยูเครน ตะวันออกกลาง และจีน

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการกลับสู่ทำเนียบขาวโดนัลด์ ทรัมป์ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญด้านต่างประเทศของสหรัฐฯ ท่ามกลางสงครามและความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคทั่วโลก

โดยในช่วงการหาเสียง ทรัมป์ได้ให้คำมั่นแบบไม่เฉพาะเจาะจง ไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่เน้นย้ำคำว่า“อเมริกาต้องมาก่อน”

ทางสำนักข่าวบีบีซีจึงได้รวบรวมแนวทางที่เป็นไปได้ จากทั้งความคิดเห็นที่ทรัมป์เขาแสดงระหว่างหาเสียง รวมทั้งจากการทำงานของเขาในช่วงปี 2017 ถึง 2021 ที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำสหรัฐฯ

รัสเซีย ยูเครน และนาโต้

ในช่วงการหาเสียง ทรัมป์กล่าวซ้ำๆ ว่าเขาสามารถยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนได้ในวันเดียว” โดยระบุเพียงว่าเขาจะเจรจา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยที่เขียนโดยอดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์ 2 คนเมื่อเดือนพฤษภาคม แนะนำว่าสหรัฐฯ ควรส่งอาวุธให้ยูเครนต่อไป แต่ควรกำหนดเงื่อนไขให้ยูเครนต้องเข้าสู่การเจรจาสันติกับรัสเซียด้วย

ส่วนทางฝั่งของรัสเซีย ฝ่ายตะวันตกอาจให้สัญญาว่าจะเลื่อนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต้ของยูเครน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนต้องการอย่างมาก และควรมีการเจรจาตามแนวเส้นแบ่งดินแดนในปัจจุบันเพื่อขอคืนดินแดนทั้งหมดจากการยึดครองของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ทางพรรคเดโมแครตมองว่า วิธีการนี้เท่ากับการยอมจำนนของยูเครน และจะเป็นอันตรายต่อยุโรปทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่างานวิจัยของอดีตที่ปรึกษาจะสะท้อนความคิดของทรัมป์ได้มากน้อยเพียงใด แต่มีความเป็นไปได้ที่แนวทางนี้จะถูกนำไปเป็นแนวทางให้ทรัมป์พิจารณา

แนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ในการยุติสงครามยังครอบคลุมไปถึงประเด็นยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตของนาโต้ โดยทรัมป์มักจะแสดงความกังขาในเจตนาของนาโต โดยกล่าวหาว่ายุโรปอาศัยการคุ้มครองของอเมริกาโดยไม่แบกรับภาระที่เท่าเทียมกัน และอาจจะนำไปสู่การถอนสหรัฐฯ ออกจากนาโต้ ซึ่งจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ด้านกลาโหมข้ามแอตแลนติกในเกือบหนึ่งศตวรรษ

ตะวันออกกลาง

เช่นเดียวกับกรณียูเครน ทรัมป์สัญญาว่าจะนำสันติภาพ มาสู่ตะวันออกกลาง ซึ่งหมายความว่าเขาจะยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาสในกาซา และระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน แต่เขายังไม่ได้บอกวิธีการที่ชัดเจน

เขากล่าวซ้ำๆ ว่าหากเขาเป็นผู้นำแทนที่โจ ไบเดน ฮามาสจะไม่โจมตีอิสราเอล เนื่องจากนโยบาย กดดันสูงสุดของเขาต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่สนับสนุนกลุ่มฮามาส

โดยรวมแล้ว มีแนวโน้มว่าทรัมป์จะพยายามกลับไปใช้นโยบายเดิม ซึ่งเคยทำให้รัฐบาลของเขาถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่ออิหร่าน และสังหารนายพลกาเซ็ม โซไลมานี ผู้บัญชาการทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่าน

ตอนที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ดำเนินนโยบายที่สนับสนุนอิสราเอลอย่างเข้มแข็ง โดยการประกาศให้กรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลและย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟมาอยู่ที่นั่น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่กระตุ้นฐานเสียงของผู้เผยแผ่ศาสนาชาวคริสเตียนของทรัมป์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหลักของพรรครีพับลิกัน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยังเคยเรียกทรัมป์ว่าเป็น เพื่อนที่ดีที่สุดที่อิสราเอลเคยมีในทำเนียบขาว

ส่วนฝ่ายปาเลสไตน์ก็คว่ำบาตรรัฐบาลของทรัมป์ เนื่องจากสหรัฐฯละทิ้งข้อเรียกร้องของพวกเขาที่มีต่อกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และทางศาสนาสำหรับชีวิตของชาวปาเลสไตน์

พวกเขาถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเมื่อทรัมป์เป็นตัวกลางในการทำข้อตกลง “Abraham Accords” ซึ่งเป็นข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับหลายประเทศอาหรับและมุสลิม ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องให้อิสราเอลยอมรับการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสระเคียงข้าง ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “การแก้ปัญหาสองรัฐ” ที่เคยเป็นเงื่อนไขของประเทศอาหรับสำหรับข้อตกลงเช่นนี้ในภูมิภาค

ประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้ได้สิทธิเข้าถึงอาวุธขั้นสูงจากสหรัฐฯ เป็นการตอบแทนการรับรองอิสราเอล ทำให้ปาเลสไตน์อยู่ในจุดที่โดดเดี่ยวที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์

ทรัมป์เคยแถลงหลายครั้งระหว่างการหาเสียงว่าเขาต้องการให้สงครามในกาซายุติลง เขามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและบางครั้งมีปัญหากับเนทันยาฮู แต่ก็มีความสามารถในการสร้างแรงกดดันต่อเขาเช่นกัน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีประวัติความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำในประเทศอาหรับสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับฮามาส

จึงยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะสนับสนุนผู้นำอิสราเอล ในขณะที่พยายามยุติสงครามนี้ได้อย่างไร

จีนและการค้า


แนวทางของสหรัฐฯ ต่อจีนถือเป็นนโยบายต่างประเทศที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่สุด และมีผลกระทบมากที่สุดต่อความมั่นคงและการค้าระดับโลก

ในสมัยที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง เขาเรียกจีนว่าเป็น“คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์” และเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้าจากจีนบางประเภท ซึ่งก่อให้เกิดการตอบโต้จากจีนที่เรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน

แม้จะมีความพยายามลดความตึงเครียดทางการค้า แต่การแพร่ระบาดของโควิดได้ทำให้ความเป็นไปได้นั้นหมดไป และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยิ่งแย่ลงเมื่อทรัมป์เรียกโควิดว่าเป็นไวรัสจีน

ในขณะที่รัฐบาลไบเดนอ้างว่าดำเนินนโยบายที่รับผิดชอบมากขึ้นต่อจีน แต่ความจริงก็คือพวกเขายังคงภาษีศุลกากรหลายรายการที่กำหนดไว้ในสมัยของทรัมป์

ทรัมป์เคยชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ว่าเป็นทั้งผู้นำที่ เฉลียวฉลาด และ อันตราย อีกทั้งยังเป็นผู้นำที่เก่งกาจที่ปกครองประชากร 1.4 พันล้านคนด้วย กำปั้นเหล็ก แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าทรัมป์จะไม่ทำตามแนวทางของรัฐบาลไบเดน ที่สร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งขึ้นกับประเทศอื่นในภูมิภาคเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีน

ทรัมป์กล่าวเมื่อเดือนตุลาคมว่า หากเขากลับมาเป็นผู้นำอีกครั้ง เขาไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารเพื่อป้องกันไม่ให้จีนปิดล้อมไต้หวัน เพราะประธานาธิบดีสีรู้ว่าเขาจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่รุนแรงกับสินค้านำเข้าจากจีนหากเรื่องนี้เกิดขึ้น.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ทรัมป์ชนะแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับคดีที่เขาถูกฟ้อง?

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824161

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ทรัมป์ชนะแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับคดีที่เขาถูกฟ้อง?

7 พ.ย. 2567 07:00 น.

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ทรัมป์ชนะแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับคดีที่เขาถูกฟ้อง?

โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่รับตำแหน่งในขณะที่ถูกฟ้องร้องคดีอาญาหลายคดี การได้เป็นประธานาธิบดี จะส่งผลอย่างไรกับคดีความเหล่านี้บ้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับตำแหน่งโดยถูกฟ้องร้องคดีอาญาอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแดนลุงแซม นักวิเคราะห์คาดว่า คดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลายคดีจะถูกยกฟ้องหลังเขารับตำแหน่ง ขณะที่ทีมของนายทรัมป์กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคดีที่เขาถูกฟ้องตามกฎหมายกลาง หารือกันมานานแล้วว่าจะชะลอกระบวนการอย่างไร

ปัจจุบัน คดีอาญาที่นายทรัมป์ถูกฟ้องร้องอยู่มีทั้งสิ้น 4 คดี และอะไรจะเกิดขึ้นกับคดีเหล่านี้บ้าง

คดีจ่ายเงินปิดปาก-ปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ

เมื่อเดือนพฤษภาคม นายทรัมป์ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดทั้ง 34 ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ เพื่อปกปิดเรื่องการจ่ายเงินให้แก่ น.ส.สตอร์มี แดเนียลส์ ดาราหนังผู้ใหญ่ ไม่ให้เธอออกมาเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโดนัลด์ ทรัมป์

ผู้พิพากษา ฮวน เมอร์ชาน เลื่อนวันประกาศบทลงโทษของนายทรัมป์จากในเดือนกันยายน ไปเป็น 26 พ.ย. หรือหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเขาอาจดำเนินการตามกำหนดเดิมได้ แม้นายทรัมป์จะชนะเลือกตั้ง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า นายทรัมป์อาจไม่ถูกลงโทษจำคุกในคดีนี้ เนื่องจากเป็นการกระทำผิดครั้งแรก

อย่างไรก็ดี ถ้าเขาถูกตัดสินจำคุก ทนายของทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์ทันที โดยใช้ข้อแก้ต่างว่า ช่วงเวลาที่ถูกจำคุกทำให้นายทรัมป์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และเขาควรเป็นอิสระระหว่างรอศาลพิจารณาคดี

คดี 6 มกราคม จลาจลรัฐสภา

อัยการพิเศษ แจ็ค สมิธ ยื่นฟ้องร้องคดีอาชญากรรมต่อนายทรัมป์เมื่อปีก่อน กล่าวหาทรัมป์ว่าพยายามล้มล้างผลการเลือกตั้งในปี 2563 ซึ่ง โจ ไบเดน เป็นผู้ชนะ

นายทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหา และคดีก็เข้าสู่ภาวะชะงักงัน หลังศาลสูงสุดตัดสินว่า นายทรัมป์มีความคุ้มครองบางส่วน จากการถูกดำเนินคดีอาญา สำหรับการกระทำอย่างเป็นทางการที่เกิดขึ้นระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่นายสมิธก็โต้แย้งว่า การพยายามล้มล้างผลการเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของประธานาธิบดี

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของนายทรัมป์ทำให้คดีนี้หมดปัญหาแล้ว โดยนายนีมา ราห์มานี อดีตอัยการศาลรัฐบาลกลาง ระบุว่า สหรัฐฯ มีระบบที่วางมาอย่างดีว่า ประธานาธิบดีในตำแหน่งไม่สามารถถูกดำเนินคดีได้ ดังนั้นคดีการฉ้อโกงเลือกตั้งที่ศาลแขวง ดี.ซี. จะถูกยกฟ้อง

แต่ถ้านายสมิธไม่ยอมถอนฟ้อง นายทรัมป์ก็แค่ปลดเขาออกจากตำแหน่ง เหมือนกับที่ลั่นวาจาไว้เมื่อเดือนตุลาคมเท่านั้น

คดีจัดการเอกสารลับ

นี่เป็นอีก 1 คดีที่ยื่นฟ้องร้องโดยนายสมิธ โดยเขากล่าวหานายทรัมป์ว่า บริหารจัดการเอกสารลับของราชการอย่างไม่เหมาะสม หลังออกจากทำเนียบขาว ซึ่งแน่นอนว่านายทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหา

นายทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า เก็บเอกสารที่มีเนื้อหาอ่อนไหว ไว้ในรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของเขา และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมที่พยายามไปเก็บเอกสารกลับมา

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาในคดีนี้คือ น.ส.ไอลีน แคนนอน ที่ทรัมป์เป็นผู้แต่งตั้งเองกับมือ และเธอก็ยกฟ้องคดีนี้ในเดือนกรกฎาคม โดยอ้างว่า นายสมิธได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษอย่างไม่เหมาะสม เพื่อมาทำคดีนี้

นายสมิธกำลังยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำตัดสิน แต่เมื่อนายทรัมป์กำลังจะรับตำแหน่งประธานาธิบดี ชะตากรรมของคดีนี้ก็คงไม่ต่างจากคดีฉ้อโกงการเลือกตั้ง

คดีล้มล้างการเลือกตั้งที่จอร์เจีย

นายทรัมป์ถูกฟ้องร้องคดีอาญาที่ศาลรัฐจอร์เจีย ข้อหาสมรู้ร่วมคิดพยายามล้มล้างผลการเลือกตั้งปี 2563 ในรัฐจอร์เจีย

คดีนี้เผชิญอุปสรรคมากมาย รวมถึงความพยายามทำให้ น.ส.ฟานี วิลลิส อัยการศาลแขวงขาดคุณสมบัติ จากการที่เธอมีความสัมพันธ์กับอัยการอีกคนที่เธอจ้างมาเพื่อทำคดีนี้ และตอนนี้ศาลอุทธรณ์กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า วิลลิสควรได้ทำคดีนี้ต่อหรือไม่

แต่ตอนนี้ ทรัมป์กลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปแล้ว คดีนี้ก็อาจจะถูกลากยาวออกไป หรือถูกยกฟ้องไปเลย เนื่องจากสิทธิ์คุ้มครองจะทำให้การพิจารณาคดีนี้จะไม่เกิดขึ้น จนกว่าเขาจะลงจากตำแหน่งในอีก 4 ปีข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : bbc

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : แฮร์ริสแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ ยินดีกับโดนัลด์ ทรัมป์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824164

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : แฮร์ริสแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ ยินดีกับโดนัลด์ ทรัมป์

7 พ.ย. 2567 05:23 น.

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : แฮร์ริสแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ ยินดีกับโดนัลด์ ทรัมป์

แฮร์ริสมาแล้ว ขึ้นเวทีแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุน และแสดงความยินดีกับโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสงบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นเวทีปราศรัยที่มหาวิทยาลัย ฮาวาร์ด ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธที่ 6 พ.ย. 2567 แล้ว หลังจากปิดปากเงียบมาตลอด นับตั้งแต่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา หลังผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ไม่เป็นไปตามที่หวัง

แฮร์ริสขึ้นเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือต้อนรับของเหล่าผู้สนับสนุน โดยเธอเริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “วันนี้หัวใจของฉันเต็มเปี่ยม เต็มไปด้วยความขอบคุณสำหรับความเชื่อมมั่นที่พวกคุณมอบให้ฉัน เต็มไปด้วยความรักที่มอบให้แก่ประเทศของเรา และเต็มไปด้วยความเน่วแน่”

รองประธานาธิบดีกล่าวต่อว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดหวัง แต่ “แสงไฟแห่งคำมั่นสัญญาของอเมริกา จะยังคงสว่างไสว ตราบใดที่เราไม่ยอมแพ้ และตราบใดที่เรายังสู้ต่อไป”

จากนั้น แฮร์ริสก็กล่าวขอบคุณครอบครัว โดยเฉพาะนายดั๊ก เอมฮอฟฟ์ ผู้เป็นสามี และ โจกับจิล ไบเดน รวมไปถึง ทิม วอลซ์ กับครอบครัวของเขา, เหล่าทีมงาน, อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่สำนักงานเลือกตั้งท้องถิ่น “ฉันภูมิใจเหลือเกินที่ได้ที่ร่วมการแข่งขั้นนี้”

“ฉันรู้ดีว่าตอนนี้ทุกคนกำลังรู้สึกและประสบกับความรู้สึกที่หลากหลาย … ฉันเข้าใจ” แฮร์ริสกล่าว และเสริมว่า “เราต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง” และยืนยันว่า เธอได้คุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ และแสดงความยินดีในชัยชนะของเขาไปแล้ว และบอกเขาด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจจะเป็นไปอย่างสงบ และเธอจะช่วยในกระบวนการด้วย

“หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยคือ การยอมรับผลเลือกตั้ง” แฮร์ริสกล่าว และย้ำว่า นี่เป็นสิ่งที่แยกเราออกจากจอมเผด็จการ

“ในประเทศของเรา เราไมได้ภักดีต่อประธานาธิบดีหรือพรรคการเมือง แต่ต่อรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา และภักดีต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราและพระเจ้าของเราเอง” แฮร์ริสกล่าว “ด้วยความภักดีต่อทั้ง 3 สิ่ง ฉันจึงขอกล่าวว่า ในขณะที่ฉันยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง แต่ฉันไม่ยอมแพ้การต่อสู้ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการหาเสียงนี้”

แฮร์ริสระบุว่า เธอกำลังต่อสู้เพื่อ เสรีภาพ, โอกาส, ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน ซึ่งเป็นตัวแทนของแนวคิดต่างๆ ที่สะท้อนความเป็นอเมริกาออกมาได้อย่างดีที่สุด

“ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้การต่อสู้เพื่ออนาคตที่ชาวอเมริกัน จะสามารถไล่ตามความฝัน, ความทะเยอทะยาน และแรงบันดาลใจของตัวเอง อนาคตที่ผู้หญิงในอเมริกามีเสรีภาพที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง และไม่ต้องให้รัฐบาลมาบอกว่าพวเธอทำอะไรกับร่างกายตัวเองได้บ้าง

“อเมริกาจะไม่มีวันยอมแก้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อหลักนิติธรรม ความเท่าเทียมอย่างเป็นธรรม และสิทธิเสรีภาพ ที่ต้องได้รับความเคารพและยึดถือ” แฮร์ริสกล่าว “เราจะสู้ต่อไปทั้งในบูทลงคะแนน, ในศษล และตามจัตุรัสสาธารณะ”

แฮร์ริสกล่าวว่า งานของเธอจะดำเนินต่อไปในเบื้องหลัง และทีมของเธอกำลังหาทางต่อสู้ในวิธีที่เงียบลงกว่าเดิม “การต่อสู้เพื่อประเทศของเรานั้นคุ้มค่าเสมอ” รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว

“ไม่เป็นไรหรอกที่จะรู้สึกเสียใจและผิดหวัง แต่โปรดรู้ว่า ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” “บางครั้งการต่อสู้ก็ใช้เวลานาน นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ชนะ”

“อย่ายอมแพ้” แฮร์ริสบอกกับฝูงชน “พวกคุณล้วนมีพลัง”

“อย่าสิ้นหวัง นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะแสดงความโกรธ แต่เป็นเวลาเตรียมพร้อมลงมือทำ” แฮร์ริสกล่าวและเสริมว่า นี่เป็นเวลาของการรวบรวม, ระดมพล และมีส่วนร่วม เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม และอนาคตที่เรารู้ว่าเราสามารถสร้างมันด้วยกันได้

แฮร์ริสปิดการปราศรัยของเธอด้วยการบอกเหล่าผู้สนับสนุนของเธอว่า “มีเพียงเวลาที่มืดพอเท่านั้น เราจึงจะเป็นแสงดาว” “ฉันรู้ว่าผู้คนรู้สึกว่าเรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาอันมืดมิด ซึ่งฉันหวังว่ามันจะไม่ใช่แบบนั้น” และเรียกร้องให้ผู้สนับสนุน ถมท้องฟ้าให้เต็มไปด้วยดาวแห่งการคิดบวก

“ขอให้ดาวเหล่านั้นนำทางเราไปยังคำมั่นสัญญาแห่งสหรัฐอเมริกาอันแสนพิเศษ” แฮร์ริสกล่าวส่งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : bbc

สู้จีนอาจส่งผลดี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824042

สู้จีนอาจส่งผลดี

7 พ.ย. 2567 04:50 น.

สู้จีนอาจส่งผลดี

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใน 5 พ.ย. หรือ 6 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นไทย ยังเป็นที่น่าจับตาว่าใครจะเป็นฝ่ายกุมบังเหียนประเทศ ระหว่าง “คามาลา แฮร์ริส” รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต วัย 60 ปี และ “โดนัลด์ ทรัมป์” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน วัย 78 ปี ซึ่งจะเริ่มปิดคูหาเพื่อนับคะแนนเสียงในเวลา 06.00 น. ของวันที่ 6 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นไทย

ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมหลักสูตร “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” ครั้งที่ 6 จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หัวข้อ “สงครามการค้า 2.0” (Trade War 2.0) โดยอาจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่าไม่เพียงแค่เรื่องปากท้องของประชาชน ปัญหาผู้อพยพหรือสงครามที่ทวีความรุนแรงเท่านั้นที่จะทำให้ชาวอเมริกันจะหันมาเทคะแนนเสียงให้ฝ่ายใด แต่ยังมีประเด็นที่ชวนคิดคือ “ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีน” โดยเฉพาะเรื่อง “เศรษฐกิจและการค้า”

ในกรณีนี้จึงมองว่าการที่ทรัมป์จะขึ้นกำแพงภาษีต่อจีน อาจเป็นการทำสงครามการค้ากับจีนอีกครั้ง แม้จะถูกมองว่าระบบเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯไม่สามารถหย่าขาดจากจีนได้ เพราะทั้ง 2 ฝ่ายยังคงต้องพึ่งพากัน อย่างเช่นอุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่เมื่อย้อนดูในช่วงที่ทรัมป์ ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ การกดดันจีนให้สั่งซื้อสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ก็ทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้ากับจีนน้อยลง

นอกจากนี้ นโยบายเศรษฐกิจและการค้าของทรัมป์ อย่างความต้องการดึงการลงทุนกลับมาที่สหรัฐฯในพื้นที่อุตสาหกรรมเก่าอย่าง “รัสต์ เบลท์ สเตท” (Rust Belt State) เช่น รัฐเพนซิลเวเนียและรัฐวิสคอนซิน กลับมาสร้างงานสร้างอาชีพให้ชาวสหรัฐฯ อีกครั้งจากแต่เดิมที่โรงงานต่างๆถูกย้ายออกไปยังจีนและเวียดนาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจดึงดูดให้ชาวอเมริกันหันมาเลือกพรรครีพับลิกัน โดยอาจารย์อาร์มยังมองว่าทรัมป์อาจเป็นฝ่ายคว้าชัยก็ได้.

ญาทิตา เอราวรรณ

คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : 7 สิ่งที่ทรัมป์สัญญาว่าจะทำ หากได้กลับไปเป็นประธานาธิบดี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824160

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : 7 สิ่งที่ทรัมป์สัญญาว่าจะทำ หากได้กลับไปเป็นประธานาธิบดี

7 พ.ย. 2567 04:32 น.

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : 7 สิ่งที่ทรัมป์สัญญาว่าจะทำ หากได้กลับไปเป็นประธานาธิบดี

โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง โดยระหว่างการหาเสียง หาให้สัญญาไว้ว่าจะลงมือทำหลายอย่าง ทั้งเรื่องผู้อพยพ, เศรษฐกิจ และสงครามในยูเครน

คาดกันว่า นโยบายของเขาจะได้รับการสนับสนุนจากสภาคองเกรส หลังพรรครีพับลิกันกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้อีกครั้ง ขณะที่ในสภาผู้แทนราษฎรก็มีแนวโน้มว่าจะได้เสียงข้างมากเช่นกัน

แถลงการณ์การประกาศชัยนะ นายทรัมป์ระบุว่า “ผมจะบริหารด้วยคำขวัญง่ายๆ คือ ‘สัญญาต้องเป็นสัญญา’ เราจะรักษาสัญญาของเรา” โดยต่อไปนี้คือ 7 เรื่องที่ โดนัลด์ ทรัมป์ สัญญาเอาไว้ว่าจะทำหากได้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง

1.เนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย

ระหว่างหาเสียงทรัมป์สัญญาว่า จะเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และว่าจะสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ที่เขาเริ่มไว้ตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ให้แล้วเสร็จ

สหรัฐฯ เผชิญจำนวนผู้อพยพข้ามชายแดนทางใต้มากทุบสถิติ ในปี 2566 ในยุคการปกครองของโจ ไบเดน ก่อนจะลดลงในปี 2567 แต่นายทรัมป์ก็หยิบเรื่องนี้มาใช้โจมตีไบเดน และคามาลา แฮร์ริส อย่างได้ผล

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเนรเทศผู้อพยพในจำนวนที่นายทรัมป์สัญญานั้น จะต้องเจอกับความท้าทายทางกฎหมาย และการขนส่งอีกมาก ซึ่งอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัวลง

2. เรื่องเศรษฐกิจ, ภาษี และกำแพงภาษี

ข้อมูลเอ็กซิตโพลชี้ว่า เรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาหลักี่ผู้โหวตใช้ประกอบการตัดสินใจว่า จะเลือกใครเป็นผู้นำคนต่อไปของประเทศ โดยทรัมป์เคยให้คำมั่นว่าจะยุติการพุ่งสูงของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเคยขึ้นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ระหว่างการปกครองของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ก่อนจะลดลงในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม อำนาจของประธานาธิบดีที่จะมีอิทธิพลต่ออัตราเงินเฟ้อโดยตรงได้นั้น มีจำกัด

ทรัมป์ยังสัญญาณจะลดการเก็บภาษีเงินได้อย่างครอบคลุม ขยายจากมาตรการในปี 2560 ของเขา โดยจะทำให้เงินได้จากทิปปลอดภาษี, ยุติการเก็บภาษีเงินประกันสังคม และเลิกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล

ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเสนอจะตั้งกำแพงภาษีสินค้าต่างประเทศเกือบทั้งหมด อย่างน้อย 10% เพื่อลดการขาดดุลการค้า ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนอาจเผชิญกำแพงภาษีสูงถึง 60% ท่ามกลางเสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์บางคนว่า การทำแบบนี้ จะทำให้ราครสินค้าเพิ่มสูงขึ้นแทน

3.ลดกฎระเบียบด้านสภาพอากาศ

ตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก นายทรัมป์ย้อนคืนมาตรการที่ออกมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมหลายร้อยมาตรการ และทำให้อเมริกากลายเป็นประเทศแรกของโลก ที่ถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ที่หลายร้อยประเทศร่วมกันลงนามเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

คราวนี้ นายทรัมป์ให้คำมั่นว่า เขาจะลดข้อบังคับด้านสภพาอากาศ โดยเฉพาะมาตรการที่กระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของอเมริกัน เขายังโจมตีรถยนต์ไฟฟ้ามาตลอด และสัญญาจะจัดการกับมาตรการกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถยนต์พลังงานสะอาจของรัฐบาลไบเดนด้วย

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังสัญญาจเพิ่มความคุ้มครองงเชื้อเพลิงฟอสซิลของสหรัฐฯ ใช้วาทะกรรมว่า “ขุด ขุด ขุด” และต้องการเปิดพื้นที่อย่าง มหาสมุทรอาร์ติก สำหรับการขุดเจาะน้ำมัน อาจว่าจะทำให้ราคาพลังงานถูกลง แต่นักวิเคราะห์ยังคงกังขา ว่าลดลงจริงหรือไม่

4.ยุติสงครามยูเครน

ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์มาตลอดที่รัฐบาลไบเดนทุ้มเทงบประมาณหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซีย โดยเขาสัญญาว่า จะยุติความขัดแย้งนี้ภายใน 24 ชั่วโมง ผ่านการเจรจา

เขาไม่ได้พูดถึงความคิดของตัวเองว่า ฝ่ายใดควรยอมแพ้ แต่พรรคเดโมแครตระบุว่า การทำตามที่นายทรัมป์พูด จะเป็นประโยชน์ต่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย

ทั้งนี้ นายทรัมป์ต้องการให้สหรัฐฯ หลุดออกจาการพัวพันกับความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยในเรื่องสงครามที่ฉนวนกาซา ทรัมป์วางตัวเป็นผู้สนับสนุนอิสราเอล แต่ก็เรียกร้องให้พวกเขายุติปฏิบัติการ และสัญญาณจะยุติความรุนแรงในเลบานอน แต่ไม่บอกว่าจะทำอย่างไร

5.ไม่แบนทำแท้ง

นายทรัมป์กล่าวระหว่างการดีเบตกับคามาลา แฮร์ริส ว่า เขาจะไม่ลงนามบังคับใช้กฎหมายที่จะห้ามการทำแท้งทั่วประเทศ และจะให้แต่ละรัฐตัดสินใจเรื่องการออกกฎหมายเอง ซึ่งขัดต่อความต้องการของผู้สนับสนุนเขาบางส่วน

ย้อนกลับไปในปี 2565 ผู้พิพากษาศาลสูงสุด ซึ่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมครองเสียงข้างมาก คว่ำคำตัดสินคดี โรกับเวด ซึ่งเป็นคดีตัวอย่างที่ถูกใช้เพื่อรับรองสิทธิ์ในการทำแท้งของสตรี ทำให้เรื่องสิทธิ์การทำแท้งกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็กหลักที่ชาวอเมริกันให้ความสำคัญ

6.อภัยโทษผู้ก่อจลาจลอาคารรัฐสภา 6 ม.ค.

ทรัมป์สัญญาว่าจะปล่อยผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดระหว่างการจลาจลครั้งใหญ่ ที่อาคารรัฐสภาเมื่อ 6 ม.ค. 2564 จำนวนหนึ่ง

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้สนับสนุนของนายทรัมป์ บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา เพื่อพลิกผลเลือกตั้ง ซึ่ง โจ ไบเดน เป็นผู้ขนะในตอนนั้น ส่งผลให้มีผู้เสีวิตหลายราย ส่วนนายทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ยุยงปลุกปั่น

ทรัมป์พยายามลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ลงมาตลอด และเรียกผู้ที่ถูกจับกุมในคดีนี้ว่า นักโทษการเมือง และหลายคนถูกจำคุกอย่างไม่ถ฿กต้อง แต่ก็ยอมรับว่า มีบางคนที่เกินการควบคุมไปบ้าง

7.ปลดแจ็ก สมิธ อัยการพิเศษ

นายทรัมป์ประกาศกร้าวว่า เขาจะปลดนาย แจ็ก สมิธ ออกจากตำแหน่งภายใน 2 วินาทีหลังจากเขาได้กลับไปเป็นประธานาธิบดี

ทั้งนี้ แจ็ก สมิธ เป็นอัยการอาวุโสและเป็นผู้นำการสืบสวนและฟ้องร้องเอาผิดนายทรัมป์ข้อ พยายามล้มผลเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2563 และบริหารจัดการเอกสารลับอย่างไม่เหมาะสม ขณะที่นายทรัมป์ตอบโค้ว่า เขากำลังตกเป็นเหยื่อการล่าแม่มดของนายสมัธ

ทรัมป์ปฏิเสธการกระทำผิดของทุกช้อกล่าวหา และสามารถยื้อจนการพิจารณาดคีไม่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี

หากไม่มีอะไรผิดพลาด นายทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เคยถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในคดีอาชญากรรม โดยเขาถูกตัดสินความผิดจากคดีปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : bbc