‘รมช.สุรศักดิ์’เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

https://www.naewna.com/local/836500

'รมช.สุรศักดิ์'เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

‘รมช.สุรศักดิ์’เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.18 น.

“รมช.สุรศักดิ์​”เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น​ เผยการทำงานร่วมกันของทุกภาคีเครือข่าย​ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนงาน พร้อมลงพื้นที่มอบบ้านตามโครงการมอบบ้านนักเรียนยากไร้และติดตามการศึกษา​ ​จ.ขอนแก่น​

เมื่อวัน​ที่​ 20​ ตุลาคม​ 2567​ นาย​สุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​ว​ร​กุล​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น โดยมี​ นายสุเทพ​ แก่งสันเทียะ​ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ​ ร่วมคณะมาด้วย​ และมี​ ครู​ บุคลากรทางการศึกษา​ และนักเรียน​ เข้าร่วมงาน

นาย​สุรศักดิ์​ กล่าวว่า​ ในวันนี้มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง​ ที่ได้มาเป็นประธานเปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษา พัฒนาคนขอนแก่น ซึ่งจากการรับฟังคำกล่าวรายงาน ทำให้ทราบว่าการบูรณาการด้านการศึกษาในจังหวัดขอนแก่น เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการศึกษา ให้เด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นทุกคน “เรียนดี มีความสุข” และเติบโตเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ซึ่งภาพการจัดงานในวันนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของชาวขอนแก่น ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชนจังหวัดขอนแก่นให้ดีขึ้น ตนยินดีมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของงาน​ ทั้งนี้ความเป็นจริงในการพัฒนาการศึกษา ไม่ได้พึ่งเริ่มดำเนินการมาเพียงแค่ 7 ปี แต่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่การมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด​ เป็นผู้แทนของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2560 จะเห็นภาพของการบูรณาการด้านการศึกษาเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานทางการศึกษา ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณภาพสูงสุด

“โครงการสานพลังชาวการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” และ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน ” We Are The One KHON KAEN Education Team” ได้ดำเนินงานภายใต้ความเชื่อที่ว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนา และเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลาน​ของเรา​ โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ซึ่งความสำเร็จต่างๆจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานทางการศึกษา ผู้บริหาร ครู​ บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการขับเคลื่อนการบูรณาการด้านการศึกษา ให้บรรลุเป้าหมายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถสานต่อพลังแห่งความร่วมมือนี้ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้น ให้กับการศึกษาในจังหวัดขอนแก่นและทั่วประเทศต่อไป” รมช.ศธ.กล่าว

จากนั้น รมช.ศึกษาธิการ​ พร้อมคณะได้เดินทางไปมอบบ้านให้นักเรียนที่ขาดแคลน​ ตามโครงการมอบบ้านนักเรียนยากไร้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่​ ต่อด้วยเดินทางไปตรวจเยี่ยมวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่นพร้อมมอบนโยบาย​ ก่อนเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านไผ่​เพื่อเปิดโครงการสุขาดี มีความสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น

– 006

สพฐ.เร่งสอบ‘ผอ.โรงเรียน’ ไม่จ่ายเงิน‘นักเรียนยากจน’ ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

https://www.naewna.com/local/836437

สพฐ.เร่งสอบ‘ผอ.โรงเรียน’ ไม่จ่ายเงิน‘นักเรียนยากจน’ ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

สพฐ.เร่งสอบ‘ผอ.โรงเรียน’ ไม่จ่ายเงิน‘นักเรียนยากจน’ ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.14 น.

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อห่วงใยและได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัด สพป.ขอนแก่น เขต 2 ไม่จ่ายเงินค่าปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำโดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ.และตน พร้อมด้วยทีมงานศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย และสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ.ได้ร่วมกันกำกับติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และรายงานผลให้ สพฐ.ทราบแล้ว

นายธีร์ กล่าวว่า จากการติดตามความคืบหน้าล่าสุด พบว่า หลังจากทราบเหตุที่เกิดขึ้น สพป.ขอนแก่น เขต 2 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยทันที และได้ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ตั้งแต่วันที่ 10 – 17 ตุลาคม 2567 โดยวิธีการตรวจสอบเอกสารด้านการเงินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมทั้งสอบปากคำ พยาน และผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้อำนวยการที่ถูกกล่าวหา คณะครูทั้งโรงเรียน ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน ตัวแทนนักเรียน ที่เกี่ยวข้องกับเงินงบประมาณที่เป็นประเด็นถูกกล่าวหา ซึ่งได้ดำเนินการสอบปากคำพยานมากกว่า 20 คน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ได้สรุปรายงานต่อ ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 สรุปความได้ว่า ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2563 ถึง ภาคเรียนที่ 2/2566 โรงเรียนไม่ได้จ่ายเงินค่าปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ให้แก่นักเรียนที่ได้รับจัดสรรจริง โดยอ้างว่านำเงินงบประมาณดังกล่าวไปใช้จ่ายเป็นค่านำนักเรียนไปทัศนศึกษา และค่าจัดซื้อเสื้อผ้า สิ่งของต่างๆ แต่ผู้ปกครองนักเรียนให้การตรงกันว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่าบุตรหลานของตนได้รับจัดสรรเงินทุนดังกล่าว และไม่เคยทราบว่าทางโรงเรียนนำเงินทุนนั้นไปใช้จ่ายเป็นค่านำนักเรียนไปทัศนศึกษา ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการสืบสวนฯ จึงได้เสนอความเห็นว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่เป็นไปตามรูปแบบ ขั้นตอน วิธีการ ที่กฎหมายกำหนด มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้นักเรียนที่ได้รับจัดสรรเงินทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ได้รับความเสียหาย จึงเสนอให้ดำเนินการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

ดังนั้น สพป.ขอนแก่น เขต 2 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 โดยมี รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 เป็นประธานฯ ผอ.กลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ และ ผอ.กลุ่มกฎหมายและคดี เป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมกันนี้ ได้ออกคำสั่งพักราชการ ผอ.โรงเรียน คนดังกล่าว และได้แต่งตั้ง ผอ.โรงเรียน สังกัด สพป.ขอนแก่น เขต 2 มาปฏิบัติหน้าที่รักษาการในตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานของโรงเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ และจะรายงานผลให้ สพฐ.ทราบต่อไป

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกำชับเขตพื้นที่ฯ ให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม และเร่งรัดผลการสืบสวนให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งกำชับโรงเรียนทุกแห่งให้ดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้ ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้ปกครองพบเห็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะเดียวกันนี้ สามารถแจ้งเหตุมายัง สายด่วน ศธ. 1579 ได้ตลอดเวลา หรือแจ้ง ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ.โทร. 0 2123 8789 เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ส.ป.ก.เน้นจัดสรรที่ดินเกษตรกรทำกิน

https://www.naewna.com/local/836480

ส.ป.ก.เน้นจัดสรรที่ดินเกษตรกรทำกิน

ส.ป.ก.เน้นจัดสรรที่ดินเกษตรกรทำกิน

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประธานเปิดโครงการสัมมนา เรื่อง “แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการและการตรวจการปฏิบัติราชการ ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2568” พร้อมทั้งมอบนโยบายแนวทางขับเคลื่อนภารกิจสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิณะโรจน์ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กทม.ว่า ส.ป.ก.ได้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญตามนโยบายด้านการเกษตร “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”ของรัฐบาล อีกทั้งยังคงสานต่อ 9 นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ 1.การปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ (ส.ป.ก. 4-01) เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร 2.โครงการโฉนดต้นไม้ในเขตปฏิรูปที่ดิน และ 3.โครงการตรวจสอบคุณสมบัติการใช้ประโยชน์ที่ดินของผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบตามกฎหมายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตร และส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งทุน เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นายอิทธิ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ในส่วนภูมิภาคบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งรัดการจัดทำโฉนดเพื่อการเกษตร และเร่งรัดดำเนินการบริหารจัดการที่ดินชุมชนเพื่อการอยู่อาศัยที่ถูกต้องตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เพื่อการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรและขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในองค์กรตามหลักการปลูกฝังและยึดมั่นจริยธรรมด้วยความสุจริตโปร่งใส เพื่อต่อยอดการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกร

รองปลัดฯเยี่ยมศูนย์ฯ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงโค-แพะ

https://www.naewna.com/local/836485

รองปลัดฯเยี่ยมศูนย์ฯ  ปลูกข้าวโพดเลี้ยงโค-แพะ

รองปลัดฯเยี่ยมศูนย์ฯ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงโค-แพะ

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ปัตตานีเพื่อติดตามการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงโคและแพะ เป็นการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้เกษตรกร อีกทั้งการปลูกข้าวโพดเพื่อเลี้ยงสัตว์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับเกษตรกร เนื่องจากช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรศึกษาข้อมูลและเตรียมการวางแผนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งในเรื่อง 1.การลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ได้แก่ ลดค่าอาหารสัตว์ ข้าวโพดเป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะแป้งและโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่สัตว์เคี้ยวเอื้องต้องการ ทำให้เกษตรกรสามารถลดการซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูปได้, การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า, การปลูกข้าวโพดสามารถใช้พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีอยู่, ลดการพึ่งพาแหล่งอาหารสัตว์ภายนอก,การมีแหล่งผลิตอาหารสัตว์เอง ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของอาหารสัตว์ได้ และลดความเสี่ยงการขาดแคลนอาหารสัตว์ช่วงที่ราคาสูง

2.การเพิ่มรายได้ ได้แก่ การขายข้าวโพดสด เกษตรกรสามารถตัดต้นข้าวโพดสดไปขายให้กับฟาร์มเลี้ยงสัตว์อื่นๆ หรือแปรรูปเป็นอาหารสัตว์หมักเพื่อจำหน่าย, การเพิ่มผลผลิตทางอ้อม, การปลูกข้าวโพดอาจช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน ทำให้พืชชนิดอื่นๆ ที่ปลูกหมุนเวียนสามารถเจริญเติบโตได้ดีขึ้น และเพิ่มผลผลิตได้, การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการมีรายได้หลายช่องทางจากการปลูกข้าวโพดและเลี้ยงสัตว์ จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น

‘นฤมล’เยือนคาซัคสถาน เปิดตลาดใหม่ขยายส่งออกสินค้า

https://www.naewna.com/local/836479

‘นฤมล’เยือนคาซัคสถาน เปิดตลาดใหม่ขยายส่งออกสินค้า

‘นฤมล’เยือนคาซัคสถาน เปิดตลาดใหม่ขยายส่งออกสินค้า

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เยือนสาธารณรัฐคาซัคสถาน เพื่อร่วมประชุมผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตรกับ Mr.Ermek Kenzhehanuly (นายเออร์เมกเคนเซฮานูลี) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงเกษตรสาธารณรัฐคาซัคสถาน เพื่อส่งเสริมการค้า การถ่ายทอดเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการเกษตรในสาขาต่างๆ โดยแลกเปลี่ยนนักวิชาการ การวิจัยร่วม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาตลาด การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า และการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยทางอาหาร เป็นต้น

“กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการเกษตรกับคาซัคสถานในด้านต่างๆ ทั้งมิติวิชาการและการค้า ซึ่งคาซัคสถานถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียกลาง ที่กระทรวงเกษตรฯ จะมีความร่วมมือด้วยอย่างเป็นทางการ แม้ว่าที่ผ่านมาการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับคาซัคสถาน จะมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่คาซัคสถานเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ด้วยประชากรประมาณ 20 ล้านคนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 450,000 บาทต่อปี และเป็นประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียกลาง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ คาซัคสถานมีนโยบายที่จะเป็นศูนย์กลางในการขนส่งของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) จึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องเกษตรกรของทั้งสองฝ่ายในส่วนของการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร เนื่องจากคาซัคสถานเป็น EAEU ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบของสหภาพยุโรป ทำให้การส่งออกสินค้าดังกล่าวจากไทยจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มประเทศดังกล่าว รวมถึงได้มีการหารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือและแนวทางในการส่งออกสินค้าในรูปแบบทวิภาคีกับคาซัคสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้าประมงแปรรูปและสินค้าฮาลาล รมว.เกษตรฯ จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานในเรื่องดังกล่าว โดยกระทรวงเกษตรฯ เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรระหว่างไทยและคาซัคสถาน ครั้งที่ 1 เพื่อให้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนโยบายเกษตรที่สำคัญ การผลักดันโครงการความร่วมมือด้านวิชาการเกษตร รวมทั้งการหารือแนวทางการขยายการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน

ชาววัฒนา’ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๊ 103 ปี๋’ คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ พร้อมฉลองรุ่น ’70-71-82-83-94-95-106-107′

https://www.naewna.com/lady/836453

ชาววัฒนา'ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๊ 103 ปี๋' คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ พร้อมฉลองรุ่น '70-71-82-83-94-95-106-107'

ชาววัฒนา’ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๊ 103 ปี๋’ คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ พร้อมฉลองรุ่น ’70-71-82-83-94-95-106-107′

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ครูวรรณดี คันธวงศ์ ฉลองครบรอบ 103 ปี ที่ยังดูสดใสและสุขภาพแข็งแรง

ศิษย์วัฒนาร่วมแรงร่วมใจเนรมิตงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 103 ปี คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ และงานครบ 5 รอบ 6 รอบ 7 รอบ และ 8 รอบ สำหรับศิษย์วัฒนา ภายใต้ธีมงาน “ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋ 103 ปี๋” และรุ่น 70, 71, 82, 83, 94, 95, 106, 107 ร่วมใจ๋ เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2567 ณ ห้องประชุมนีลสันเฮล์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ที่สดใสไปด้วยการประดับตกแต่งในธีมเหนือ บรรยากาศงานดำเนินไปด้วยความอบอุ่น สนุกสนานเป็นกันเองระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์รุ่นต่างๆรวมทั้ง ศาสนาจารย์ ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา พร้อมคณะกรรมการเข้มแข็งโดยในปีนี้มีศิษย์วัฒนา รุ่น 103,104,105ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน และมาร่วมอวยพรวันเกิดอาจารย์อย่างคับคั่ง

ภายในงานมีขบวนแห่ตุงเข้างานมีอาหารเหนือและอาหารจากศิษย์วัฒนารุ่นต่างๆ อาทิ ขนมจีนน้ำเงี้ยว, ไส้อั่ว เป็นต้น พร้อมโชว์การแสดงวีดิทัศน์ของรุ่นต่างๆ ที่ครบรอบแซยิด ตั้งแต่รุ่น 70, 71, 82, 83, 94, 95, 106, 107 แสดงเปิดงานโดยรุ่น 102 จากละครเพลง Hair Spray Musical ในเพลง You Can’t Stop the beat และการแสดงจากรุ่นแซยิดรุ่นต่างๆ อีกมากมาย เพิ่มความสนุกสนานครื้นเครงจาก Line Danceโดยศิษย์รุ่นพี่ ทั้ง พี่วิสาขา บรรหารศุภวาท,พี่ดาริกา ศรีสุข และคณะ Line Dance และเสียงเพลงคาราโอเกะโดยศิษย์วัฒนาหลากหลายรุ่นแล้ว ยังมีการบรรเลงเปียโนและร้องเพลงจาก บุปผา กิ่งชัชวาลย์, ผิงผิง-สรวีย์ธนพูนหิรัญ แชมป์ The Golden Song Season 2 ก่อนจะปิดท้ายงานด้วยเสียงเพลง Happy Birthday มอบให้คุณครูวรรณดีที่เคารพรักของเหล่าศิษย์วัฒนาทุกคน

ครูวรรณดี คันธวงศ์ ฉลองวันเกิดท่ามกลางศิษย์รักร่วมฉลอง นำโดย ลานทิพย์ ทวาทศิน ผจก.โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย, ดร.วิภาวดี ชีวะผลาบูรณ์, บุปผา กิ่งชัชวาลย์, ศิริลักษณ์ ไม้ไทย, จันทรกานต์ เทียนเงิน, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, มาณวิกา ชินวัตร และ ศาสนาจารย์ ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา

ครูวรรณดี คันธวงศ์ ฉลองวันเกิดท่ามกลางศิษย์รักร่วมฉลอง นำโดย ลานทิพย์ ทวาทศิน ผจก.โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย, ดร.วิภาวดี ชีวะผลาบูรณ์, บุปผา กิ่งชัชวาลย์, ศิริลักษณ์ ไม้ไทย, จันทรกานต์ เทียนเงิน, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, มาณวิกา ชินวัตร และ ศาสนาจารย์ ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา

ศิริลักษณ์ ไม้ไทย ตัวแทน รุ่น 103,104,105 มอบเทียนให้ตัวแทน รุ่น 106,107 เพื่อจัดงานวันเกิดให้ คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ ในปีต่อไป

ศิริลักษณ์ ไม้ไทย ตัวแทน รุ่น 103,104,105 มอบเทียนให้ตัวแทน รุ่น 106,107 เพื่อจัดงานวันเกิดให้ คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ ในปีต่อไป

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัยรุ่น 95 มอบเงินให้ชมรมครูเกษียณโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัยรุ่น 95 มอบเงินให้ชมรมครูเกษียณโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

คณะกรรมการ ส.ว.ว. นำโดย ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมฯ, ดร.ฤทัยวรรณ โต๊ะทอง, พุทธชาด สาคริก, ธนิดา ฤทธาคนี, มนนิตา ตนประเสริฐ, สุดาพร ชุตินธรานนท์, ดร.ชูพรรณ โกวานิชย์, อุรศา จิตต์ธรรมวานิช,
วรรณภัทร รัตนนรเศรษฐ, พัทนุช ซ้ายขวัญ, ดร.เพ็ญนี เศรษฐณาค์ และ ชนันภัสร์ วิจักษ์ลักษณ์

คณะกรรมการ ส.ว.ว. นำโดย ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมฯ, ดร.ฤทัยวรรณ โต๊ะทอง, พุทธชาด สาคริก, ธนิดา ฤทธาคนี, มนนิตา ตนประเสริฐ, สุดาพร ชุตินธรานนท์, ดร.ชูพรรณ โกวานิชย์, อุรศา จิตต์ธรรมวานิช, วรรณภัทร รัตนนรเศรษฐ, พัทนุช ซ้ายขวัญ, ดร.เพ็ญนี เศรษฐณาค์ และ ชนันภัสร์ วิจักษ์ลักษณ์

คณะกรรมการ ส.ว.ว. นำโดย ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมฯ, ดร.ฤทัยวรรณ โต๊ะทอง, พุทธชาด สาคริก, ธนิดา ฤทธาคนี, มนนิตา ตนประเสริฐ, สุดาพร ชุตินธรานนท์, ดร.ชูพรรณ โกวานิชย์, อุรศา จิตต์ธรรมวานิช,
วรรณภัทร รัตนนรเศรษฐ, พัทนุช ซ้ายขวัญ, ดร.เพ็ญนี เศรษฐณาค์ และ ชนันภัสร์ วิจักษ์ลักษณ์

คณะกรรมการ ส.ว.ว. นำโดย ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมฯ, ดร.ฤทัยวรรณ โต๊ะทอง, พุทธชาด สาคริก, ธนิดา ฤทธาคนี, มนนิตา ตนประเสริฐ, สุดาพร ชุตินธรานนท์, ดร.ชูพรรณ โกวานิชย์, อุรศา จิตต์ธรรมวานิช, วรรณภัทร รัตนนรเศรษฐ, พัทนุช ซ้ายขวัญ, ดร.เพ็ญนี เศรษฐณาค์ และ ชนันภัสร์ วิจักษ์ลักษณ์

วิวรรณ กรรณสูต, มัลลิกา คันธวงศ์, ระวิวรรณ เหมชะญาติ, ชลัยพร
สิมะเสถียร, เสาวรส ศิริวรรณ, แสงระวี อัศวกุล และ ผกามาศ กลินวิทยา ร่วมกันอวยพรมอบให้ครูอันเป็นที่รัก

วิวรรณ กรรณสูต, มัลลิกา คันธวงศ์, ระวิวรรณ เหมชะญาติ, ชลัยพร สิมะเสถียร, เสาวรส ศิริวรรณ, แสงระวี อัศวกุล และ ผกามาศ กลินวิทยา ร่วมกันอวยพรมอบให้ครูอันเป็นที่รัก

แสงสุนี ลิ้มพงษ์, พันธ์จันทร์ ครุฑเสน รุ่น 70 ครบ 8 รอบ กับศิษย์วัฒนาฯ รุ่น 104 ลิสา นะวงศ์
อดีตนายก ส.ว.ว., กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, ศศินี ลิ้มพงษ์ และ ชลาใส ราชกิจภารวิสัย

แสงสุนี ลิ้มพงษ์, พันธ์จันทร์ ครุฑเสน รุ่น 70 ครบ 8 รอบ กับศิษย์วัฒนาฯ รุ่น 104 ลิสา นะวงศ์ อดีตนายก ส.ว.ว., กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, ศศินี ลิ้มพงษ์ และ ชลาใส ราชกิจภารวิสัย

พวงทอง สัจจาภินันท์ อวยพรมอบให้ครูวรรณดี

พวงทอง สัจจาภินันท์ อวยพรมอบให้ครูวรรณดี

อ.สาลินี วีรเธียร กับสองศิษย์เก่า ผาณิต พูนศิริวงศ์
และ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร0

อ.สาลินี วีรเธียร กับสองศิษย์เก่า ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร0

ณัฎฐา พันธ์ทรัพย์, บุษกร ณ บางช้าง, ธัญรัศม์ พิมลสิงห์, ผาณิต พูนศิริวงศ์
และ ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์

ณัฎฐา พันธ์ทรัพย์, บุษกร ณ บางช้าง, ธัญรัศม์ พิมลสิงห์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์

โพยมฉวี เจริญผล, นันทลี จารุรัตน์ และศิษย์วัฒนาฯ

โพยมฉวี เจริญผล, นันทลี จารุรัตน์ และศิษย์วัฒนาฯ

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัย รุ่น 94 ครบ 6 รอบ

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัย รุ่น 94 ครบ 6 รอบ

ชลลกา เก่งระดมยิง อดีตนายกสมาคมฯ และ ผาณิต พูนศิริวงศ์ รุ่น 92 เก็บภาพที่ระลึกกับครูวรรณดี

ชลลกา เก่งระดมยิง อดีตนายกสมาคมฯ และ ผาณิต พูนศิริวงศ์ รุ่น 92 เก็บภาพที่ระลึกกับครูวรรณดี

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัย รุ่น 95 ครบ 6 รอบ

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัย รุ่น 95 ครบ 6 รอบ

อภิญญา บัวสรวง, ขนิษฐา สุนทรปักษิณ, ผาณิต พูนศิริวงศ์,ลานทิพย์ ทวาทศิน

อภิญญา บัวสรวง, ขนิษฐา สุนทรปักษิณ, ผาณิต พูนศิริวงศ์,ลานทิพย์ ทวาทศิน

ศุลีรัตน์ ลีนุตพงษ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ธนิดา ฤทธาคนี

ศุลีรัตน์ ลีนุตพงษ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ธนิดา ฤทธาคนี

สลิลดา อนันตสมบูรณ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, นิพภาดล พฤกษ์โสภณ และ พล.ร.ต.หญิงกมลา แสงไชย

สลิลดา อนันตสมบูรณ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, นิพภาดล พฤกษ์โสภณ และ พล.ร.ต.หญิงกมลา แสงไชย

ประณม ถาวรเวช ก็มาร่วมอวยพรให้ครูอันเป็นที่รัก

ประณม ถาวรเวช ก็มาร่วมอวยพรให้ครูอันเป็นที่รัก

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัย รุ่น 105 โชว์ร้องเพลง

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัย รุ่น 105 โชว์ร้องเพลง

โอ๋-บุปผา กิ่งชัชวาลย์ เล่นเปียโนกับเพื่อนๆ รุ่น 103 ร่วมกันร้องเพลง

โอ๋-บุปผา กิ่งชัชวาลย์ เล่นเปียโนกับเพื่อนๆ รุ่น 103 ร่วมกันร้องเพลง

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัย รุ่น 106 ครบ 5 รอบ

ศิษย์วัฒนาวิทยาลัย รุ่น 106 ครบ 5 รอบ

สพฉ. จับมือ ศิริราชวิทยวิจัย และ สวทช. ลงนาม MOU ยกระดับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ด้วยดิจิทัล iDEMS

https://www.naewna.com/lady/836436

สพฉ. จับมือ ศิริราชวิทยวิจัย และ สวทช. ลงนาม MOU  ยกระดับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ด้วยดิจิทัล iDEMS

สพฉ. จับมือ ศิริราชวิทยวิจัย และ สวทช. ลงนาม MOU ยกระดับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ด้วยดิจิทัล iDEMS

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้เกียรติเป็นประธานในการลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กับบริษัทศิริราชวิทยวิจัย จำกัด และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มการแพทย์ฉุกเฉิน iDEMS ยกระดับระบบบริการสารสนเทศการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลด้วยดิจิทัล ที่มีระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ หรือ SAVER ช่วยให้ทีมแพทย์เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทันทีที่มีการแจ้งเหตุ และผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าการลงนามในบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง สพฉ. ศิริราชวิทยวิจัย และสวทช. ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล iDEMS โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ครอบคลุมมีคุณภาพสูง ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน และผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินต่อไปได้ในวงกว้าง

เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะยกระดับการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล เมื่อมีประชาชนขอความช่วยเหลือผ่านโทรศัพท์ เบอร์ 1669 ผู้ปฏิบัติการในศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการสามารถทราบเบอร์โทร และตำแหน่งของผู้แจ้งเหตุ และตอบสนองได้ทันที อีกทั้งสามารถมองเห็นผู้ป่วย ณ จุดเกิดเหตุผ่านการโทร VDO call เพื่อให้คำแนะนำการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องก่อนรถพยาบาลไปถึง ส่งผลให้สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธานกรรมการ บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด ได้กล่าวถึงภารกิจที่สำคัญของศิริราชวิทยวิจัย คือ ทำให้นวัตกรรมในศิริราชเกิดประโยชน์กับสังคมให้มากที่สุดถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของสถาบันการศึกษา นอกเหนือจากเรื่องการเรียนการสอน การสร้างบุคลากรจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ การทำความร่วมมือกับ สพฉ. นี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำจุดแข็งของแต่ละองค์กรมาสร้างประโยชน์กับระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในประเทศต่อไป

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด กล่าวว่า บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด หรือ ศิวิทย์ เป็นวิสาหกิจศิริราช ที่กำเนิดจากศิริราชมูลนิธิ มีเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อสังคม การทำความร่วมมือนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาระบบสารสนเทศการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล SAVER : Smart Approach Vital Emergency Responses ซึ่งเป็นแหล่งเก็บรักษาข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อการวิจัย และเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกล่าวถึง ภารกิจของ สวทช. ในการร่วมพัฒนา iDEMS ให้สามารถลดความซ้ำซ้อนในนำเข้าข้อมูล และติดตามการปฏิบัติงานเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยก่อนถึงโรงพยาบาลได้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ผ่านระบบโทรศัพท์ Total Conversation ที่สามารถแจ้งเหตุได้ทั้งเสียง ข้อความ ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว พร้อมทั้งมีเทคโนโลยี AI ช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ด้วยระบบ Emergency Telemedical Directionสำหรับผู้ป่วยในรถพยาบาล รองรับการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลของรัฐบาลได้

ทั้งนี้ ความร่วมมือกันระหว่าง สพฉ. ศิริราชวิทยวิจัย และ สวทช. ที่จะร่วมกันจัดทำ ติดตามและประเมินผลการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล iDEMS อย่างต่อเนื่องภายใต้ความร่วมมือนี้ จะทำให้เกิดการบูรณาการการพัฒนาระบบสารสนเทศการแพทย์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการจากเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ในระยะยาว และตอบสนองความต้องการของประชาชนไทยได้ในอนาคต

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดโครงการ PRINCESS COLLECTION 2024 แบรนด์ SIRIVANNAVARI จับมือ วาโก้ รณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมตามพระราชดำริ

https://www.naewna.com/lady/836452

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดโครงการ PRINCESS COLLECTION 2024  แบรนด์ SIRIVANNAVARI จับมือ วาโก้ รณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมตามพระราชดำริ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดโครงการ PRINCESS COLLECTION 2024 แบรนด์ SIRIVANNAVARI จับมือ วาโก้ รณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมตามพระราชดำริ

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในเดือนตุลาคมของทุกปีนับเป็นเดือนที่ผู้คนทั่วโลกร่วมกันรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นประธานเปิดโครงการ “PrincessCollection 2024” กิจกรรมเพื่อสังคมแห่งปีตามพระราชดำริ เพื่อร่วมรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1ในผู้หญิงไทย โดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI จับมือร่วมกับ WACOAL (วาโก้) แบรนด์ชุดชั้นในชั้นนำระดับโลก สร้างสรรค์คอลเลคชั่นชุดชั้นในและเลานจ์แวร์ ในรูปแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น วางจำหน่ายเพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบแก่องค์กรพันธมิตร 3 องค์กร ได้แก่ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย, มูลนิธิกาญจนบารมีและสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้หญิงไทยทั่วประเทศ

นางรติรส จุลชาต รองประธานกรรมการ แบรนด์ SIRIVANNAVARIกล่าวว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ SIRIVANNAVARI ได้ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการ “PrincessCollection” ร่วมกับแบรนด์ WACOAL เมื่อปีพ.ศ. 2566ที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้หญิงไทยตระหนักถึงการใส่ใจสุขภาพร่างกาย ไม่เพียงแต่ทำงานหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวจนละเลยตนเอง อีกทั้งยังทรงต้องการส่งขวัญและกำลังใจให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกคน เพราะความหมายของคำว่า “EmpoweringWoman” คือ การส่งต่อกำลังใจและพลังบวกของผู้หญิงมอบให้แก่กันและกันอันเป็นแนวคิดหลักของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่ยึดถือในการสร้างสรรค์ผลงานในทุกด้านเสมอมา

โครงการ Princess Collection2023 ในปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จด้วยความร่วมมือจากพันธมิตร ทั้งชุดชั้นในวาโก้, มูลนิธิกาญจนบารมี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จึงทรงมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือให้ต่อเนื่อง โดยปีนี้มีพันธมิตรเพิ่มเติม ได้แก่ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ (เพื่อมะเร็งเต้านม)โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยซึ่งเป็นองค์กรหลักอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมาโดยตลอด”

คอลเลคชั่น “Princess Collection SIRIVANNAVARI x Wacoal” ลิมิเต็ด อิดิชั่น ประจำปี 2024 ประกอบด้วยชุดชั้นใน และเสื้อผ้าเลานจ์แวร์ ที่องค์ดีไซเนอร์ทรงถ่ายภาพแคมเปญโฆษณา และทรงออกแบบคอลเลคชั่นด้วยพระองค์เอง โดยธีม งานออกแบบสำหรับในปีนี้ จะเน้นโทนสีขาวและสีดำ และลูกเล่นออมเบรไล่เฉดสีประดับลูกไม้พรีเมียม โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟิกจากภาพวาดฝีพระหัตถ์รวมทั้งทรงออกแบบสัญลักษณ์รูปหัวใจ “Heart of Love” อันถ่ายทอดถึงความห่วงใยที่ทรงมีให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งรูปหัวใจนับเป็นภาษาสากลที่สื่อถึงความรักที่ทุกคนมอบให้แก่กัน

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ระลึกของโครงการ ออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI เพื่อมูลนิธิกาญจนบารมี อันประกอบด้วยเสื้อยืด, เสื้อโปโล, กระเป๋า, ขวดน้ำ และร่ม วางจำหน่ายอีกด้วย ทั้งนี้ โครงการ Princess Collection เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมประจำปี ที่ทางแบรนด์ SIRIVANNAVARI มุ่งมั่นร่วมกับพันธมิตร โดยหวังจะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตผู้หญิงอีกมากมาย ให้ได้รับกำลังใจ สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม, ได้รับโอกาสในการตรวจ และได้รับการรักษาอย่างครบวงจร ทันท่วงที

นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า “วาโก้ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI อีกครั้งในปีนี้ที่จะสานต่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมในทุกรูปแบบ ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการวาโก้โบว์ชมพูฯ และภารกิจของวาโก้ที่มุ่งมั่นตอบแทนสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม นอกจากจะจำหน่ายชุดชั้นในหลากหลายคอลเลคชั่นสำหรับทุกวัยแล้ว ยังมีWacoal Balancing Bra พร้อมเต้านมเทียม สำหรับสตรีผู้สูญเสียเต้านม ที่ออกแบบคำนึงถึงสรีระบริเวณเต้าทรงที่สูญหายไป เติมเต็มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ Wacoal Balancing Bra เป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่ไม่อยากขาย วาโก้จึงเน้นย้ำพร้อมรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยรู้จักการป้องกัน และเห็นความสำคัญของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง“พบเร็ว รักษาไว มีโอกาสหาย” แนวคิดสำคัญที่วาโก้อยากสื่อสารให้ผู้หญิงทุกคน มากกว่าการขาย Balancing Bra ให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Princess Collection 2024 และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ “Princess Collection SIRIVANNAVARI x Wacoal”ลิมิเต็ด อิดิชั่น ประจำปี 2024 ณ ร้าน SIRIVANNAVAR ชั้น 1 สยามพารากอนวาโก้ช็อปและเคาน์เตอร์วาโก้ 20 สาขาชั้นนำทั่วประเทศ พร้อมช่องทางวาโก้ออนไลน์ www.wacoal.co.th และผลิตภัณฑ์ที่ระลึกของโครงการ Princess Collection โดยมูลนิธิกาญจนบารมี ทางเพลตฟอร์มออนไลน์ Lazada ชื่อร้านค้า “Princess Collection โดยมูลนิธิกาญจนบารมี” ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นิ่วในถุงน้ำดี

https://www.naewna.com/lady/836438

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นิ่วในถุงน้ำดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นิ่วในถุงน้ำดี

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เราอาจจะพอรู้จักนิ่วกันมาบ้างแล้ว แต่จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่วันนี้เรามารู้จักเรื่องนิ่วในถุงน้ำดีกัน แต่ก่อนอื่นต้องไปรู้จักถุงน้ำดีกันก่อน ถุงน้ำดี (gallbladder) อยู่ในช่องท้องด้านบนขวา ติดกับด้านล่างของตับ มีหน้าที่ตรงตามชื่อก็คือเก็บน้ำดีที่ตับสร้าง เพื่อใช้ช่วยย่อยสารอาหารจำพวกไขมัน และก็เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นในร่างกาย ถุงน้ำดีก็เกิดโรคได้เช่นกัน เช่น โรคถุงน้ำดี หรือทางเดินน้ำดีอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี รวมถึงระบบทางเดินน้ำดี ก็เป็นบริเวณที่เกิดมะเร็งได้บ่อย แต่วันนี้ขอเน้นเรื่องนิ่วในถุงน้ำดี

การเกิดนิ่วในถุงน้ำดีแตกต่างจากนิ่วในไต นิ่วในถุงน้ำดีเกิดจากการที่สารต่างๆ ในน้ำดี เช่น คอเลสเตอรอล บิลิรูบิน และเกลือแคลเซียม ตกตะกอนและจับตัวกันเป็นก้อนแข็งภายในถุงน้ำดี เปรียบเสมือนคราบสกปรกที่เกาะกันเป็นก้อน 

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี เช่น ความไม่สมดุลของสารในน้ำดี เมื่อมีคอเลสเตอรอลในน้ำดีมากเกินไป หรือมีบิลิรูบินมากเกินไป จะทำให้สารเหล่านี้ตกตะกอนและเกิดเป็นนิ่วได้ง่าย การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้หญิงฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงปริมาณคอเลสเตอรอลในน้ำดี ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าผู้ชาย โรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ โรคทางเดินอาหาร สามารถส่งผลต่อการทำงานของตับและถุงน้ำดี ทำให้เกิดนิ่วได้เช่นกัน บางคนอาจมีกรรมพันธุ์ที่ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่ายขึ้น

ในระยะเริ่มต้น นิ่วในถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการ เมื่อเป็นมากขึ้นผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดท้อง มักเป็นใต้ลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา อาจร้าวไปที่ไหล่หรือหลัง มักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง อาการปวดมักเป็นอยู่นานเป็นชั่วโมง อาการอื่นที่พบร่วมด้วย ได้แก่ ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น กรณีที่เป็นมาก หรือตัวก้อนนิ่วไปอุดต้นอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ ผู้ป่วยอาจมีไข้ หนาวสั่น ถ้าโรคที่เป็นกระทบกับการทำงานของตับก็อาจมีความผิดปกติของตับเกิดร่วมด้วย เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง

วิธีการรักษานิ่วในถุงน้ำดีหลักๆ ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออก แต่บางครั้งแพทย์อาจพิจารณาให้ยาสลายก้อนนิ่วกรณีที่ก้อนเล็กมากหรือผ่าตัดไม่ได้ ซึ่งยาที่ว่าก็คือ ursodeoxycholic acid เป็นยาที่สามารถช่วยละลายนิ่วคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีได้ แต่มักจะใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล และนิ่วอาจกลับมาเกิดใหม่ได้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องยากับนิ่วในถุงน้ำดี เนื่องจากยาบางชนิดสามารถเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ ตัวอย่างยา ได้แก่ ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาคุมกำเนิด มีส่วนทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่นำไปสู่การเกิดนิ่วในถุงน้ำดียาฮอร์โมนทดแทนวัยหมดประจำเดือน ยาชนิดนี้มักใช้ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งก็มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีเช่นเดียวกันยาที่ใช้ในการลดระดับไขมันในเลือดบางชนิด เช่น ยาในกลุ่ม Fibrate อาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มขึ้นได้ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานยาบางชนิดในกลุ่ม Thiazolidinediones อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของน้ำดี ทำให้เกิดนิ่วได้ 

ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาเหล่านี้จึงต้องหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเอง เมื่อปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ หรือมีอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารแบบเป็นๆ หายๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม แต่ทั้งนี้ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเหล่านั้นด้วยตนเองเด็ดขาด

อย่างไรก็ดี เราสามารถลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ เช่น ลดบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง และเพิ่มอาหารมีใยอาหารสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และการหลั่งน้ำดี นอกจากนี้ รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมก็เป็นการลดความเสี่ยงได้ และถ้าอยากลดน้ำหนักอย่าอดอาหาร หรือลดเร็วเกินไปเพราะอาจกระทบกับสมดุลของน้ำดี ไม่ใช้ยาเกินความจำเป็น หรือหากจำเป็นต้องใช้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานต้องอยู่ในความดูแพทย์ หรือปรึกษาเภสัชกร

ทั้งนี้หากท่านมีข้อสงสัยว่ายาที่ท่านใช้อยู่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีหรือไม่ สอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถอดบทเรียนจาก ‘น้องฟาง’ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA สู่อนาคตแห่งการป้องกันและรักษาที่เหมาะสมในไทย

https://www.naewna.com/lady/836435

ถอดบทเรียนจาก ‘น้องฟาง’ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA สู่อนาคตแห่งการป้องกันและรักษาที่เหมาะสมในไทย

ถอดบทเรียนจาก ‘น้องฟาง’ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA สู่อนาคตแห่งการป้องกันและรักษาที่เหมาะสมในไทย

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“น้องฟาง” ณัฐภากร พรลี้เจริญ ผู้ป่วย SMA Type 3 และครอบครัว

ในโลกของผู้ป่วยโรคหายาก มีเรื่องราวอยู่มากมายที่รอคอยการถูกเล่าและให้ตระหนักถึง หนึ่งในนั้นคือเรื่องของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Spinal Muscular Atrophy (SMA) ที่อาจถูกมองว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยแต่มีความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยอย่างมาก มีอัตราการเกิดโรค 1:10,000 คน ซึ่งพบได้ตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยผู้ป่วยจะค่อยๆ สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และในกรณีที่รุนแรง สามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้ และสามารถสร้างบาดแผลทางจิตใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียอย่างไม่อาจประมาณได้

โรค SMA เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีน โดยพบว่าทุกๆ 1 ใน 50 คนของประชากรทั่วโลกจะมีโอกาสมียีนพาหะโรค SMA แฝงอยู่โดยที่ไม่แสดงอาการ ดังนั้นหากทั้งพ่อและแม่มียีนพาหะเหมือนกัน จะทำให้มีความเสี่ยงที่ลูกจะเกิดมาเป็นโรค SMA ในอัตรา 1:4 หรือ 25% ในทุกๆการตั้งครรภ์

ในอดีต การรักษา SMA มุ่งเน้นที่การรักษาแบบประคับประคองเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังขาดความตระหนักรู้ในเรื่องการวินิจฉัยและการรักษา แต่ปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยมีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคทั้งในหมู่แพทย์ ผู้ป่วย และภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดการพูดคุย ยกระดับการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมใหม่ เช่น การรักษาด้วยยีนบำบัด และมีชีวิตที่ดีขึ้น

แม้ปัจจุบัน โรค SMA จะเริ่มเป็นที่กล่าวถึงกันมากขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและหนทางอีกยาวไกลเพื่อเดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ในโรค SMA ดังเรื่องราวของ “น้องฟาง”ณัฐภากร พรลี้เจริญ ผู้ป่วย SMA Type 3 ที่มุ่งมั่นเป็นตัวแทนและเป็นกระบอกเสียงของกลุ่มครอบครัวผู้ป่วย SMA โดยน้องฟางได้เล่าว่า ตอนเด็กๆ ยังสามารถเดินได้ แต่ไม่ปกตินัก เรียกได้ว่าเดินคล้ายเพนกวิน ทางพ่อและแม่ของน้องฟางได้พาไปตรวจหลายครั้ง แต่มองย้อนไปช่วงเวลานั้น โรค SMA ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย การตรวจวินิจฉัยอย่างชัดเจนและตรงจุดว่าเป็นโรค SMA จึงล่วงเลยไปจนถึงวันที่น้องฟางอายุ 18 ปี

“ตอนแรกเราคิดว่าถ้ามันเป็นโรคทางกระดูกก็สามารถผ่าตัดได้ แต่ว่าพอตรวจเจอว่าฟางเป็นโรค SMA ซึ่งเป็นโรคที่มีความซีเรียสกว่า ก็รู้สึกกังวล เรียกได้ว่ากังวลมากทีเดียวค่ะ เพราะไม่ใช่แค่ข้อจํากัดทางร่างกายที่มีในตอนนั้น แต่การเป็นโรค SMA หมายความว่าร่างกายเรากําลังค่อยๆ เสื่อมถอยลงในอนาคตด้วย อะไรที่เราเคยทําได้อย่างการก้าวขึ้นบันได หรือการลุกขึ้นจากเก้าอี้ ในตอนนี้ก็เป็นเรื่องยากแล้วค่ะ อะไรที่เรายังพอทำได้อยู่ในตอนนี้ อย่างการเดิน ก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ และวันหนึ่งฟางก็จะเดินไม่ได้ในที่สุด” น้องฟาง กล่าว

เห็นได้ชัดว่าโรค SMA มีผลกระทบต่อผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงก่อนอายุ 20 ตอนที่ได้รับวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรค SMA Type 3 นั้น น้องฟางยังสามารถเดินและพึ่งพาตัวเองได้ตามปกติ เพียงแค่เดินช้า ลุกจากพื้นไม่ได้ ต้องเลี่ยงการยกของหนักหรือการเดินขึ้นลงบันได แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็เริ่มเสื่อมถอยลงตามอาการ ในช่วงเวลาสามปีมานี้ การอ่อนแรงที่มากขึ้น ส่งผลให้น้องฟางหกล้มและกระดูกหักจนต้องเข้ารับการผ่าตัดถึงสองครั้ง ทำให้ไม่สามารถพยุงตนเองได้และต้องเริ่มใช้วีลแชร์ น้องฟางจึงจำเป็นต้องพึ่งพาครอบครัวและคนรอบข้างเพื่อดำรงชีวิตประจำวันอย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกจากน้องฟาง ยังมีผู้ป่วย SMA อีกหลายคนในประเภทที่รุนแรงกว่าซึ่งการเสื่อมถอยของร่างกายอาจส่งผลร้ายแรง นี่คือสิ่งที่ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA จำนวนมากต้องเผชิญ

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการตระหนักรู้เรื่องโรค SMA และมีความฝันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและจับต้องได้จริงเพื่อกลุ่มผู้ป่วย น้องฟางยังมีบทบาทเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่ม SMA Thailand กลุ่มผู้ป่วย SMA ที่รวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเป็นกำลังใจให้แก่กัน ด้วยแนวทาง “ฝัน หวัง ไปต่อ”

“ในตอนที่ฟางยังเด็ก โรค SMAยังไม่เป็นที่ตระหนักรู้ในวงกว้าง และการรักษาค่อนข้างจำกัดค่ะ ต้องประคับประคองและรับมือตามอาการ ครอบครัวได้แต่เฝ้ามองผู้ป่วยค่อยๆ อ่อนแรงลง แต่ในปัจจุบัน ฟางเชื่อว่าเรารับมือกับสิ่งที่เผชิญได้อย่างแข็งแรงขึ้นค่ะ วันนี้โลกมีเทคโนโลยีการรักษาที่ก้าวหน้าขึ้นแล้ว มีการรักษาที่ช่วยชะลอการอ่อนแรง อีกทั้ง ยังมีการตรวจคัดกรอง (Screening) ที่ครอบคลุมตั้งแต่พ่อและแม่ในระยะก่อนตั้งครรภ์จนถึงเด็กในระยะแรกเกิด

ในหลายประเทศ ผู้คนมีความเข้าใจเลยว่าการตรวจคัดกรองโรค SMA เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเมื่อวางแผนจะมีลูก ในฐานะผู้ป่วยฟางจึงมองว่า นอกจากความพยายามเพื่อสร้างระบบที่ดีและโอบอุ้มผู้ป่วยในปัจจุบันให้เข้าถึงการรักษาและการดูแลที่เหมาะสมแล้ว การสร้างความตระหนักรู้เรื่องการคัดกรองทารกในครรภ์ (Prenatal screening), การคัดกรองพาหะ (Carrier screening) และการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด (Newborn screening) ในไทยเป็นสิ่งที่เราอยากเน้นย้ำมากๆ ไปพร้อมกันค่ะเพราะหากมีการตรวจและวินิจฉัยก่อนการตั้งครรภ์หรือในทารก ก็จะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที ผู้ที่มียีนพาหะในตัวเอง ก็จะมีทางเลือกในการสร้างครอบครัวที่แตกต่างออกไป หรือเด็กแรกเกิดที่ตรวจพบโรคก่อนแสดงอาการ ก็มีโอกาสได้รับการรักษาทันเวลาและมีประสิทธิภาพ” น้องฟาง กล่าวเสริม

ในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้ป่วยน้องฟางได้แสดงความขอบคุณทุกๆ หน่วยงานที่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาครัฐ ด้านทีมแพทย์ ทีมวิจัย และบริษัท โนวาร์ตีส สำหรับโครงการ APPIS Innovator program เพื่อขับเคลื่อนการตระหนักรู้ และมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย SMA เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่กำลังประกอบเข้าด้วยกันเป็นภาพที่สวยงามขึ้นในการเดินทางระยะยาวไปจนถึงวันที่การตระหนักรู้โรค SMA แพร่หลาย และคนทั่วไปมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรค SMA มากขึ้น

การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค SMA ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในอนาคตและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับตัวเองและครอบครัว ผ่านการตรวจคัดกรองพาหะ SMA ก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้วางแผนมีบุตร เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโรค SMA รวมถึงการให้ทารกแรกเกิดได้รับการตรวจคัดกรองโรคภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

น้องฟางและครอบครัวผู้ป่วย SMA ยังคงร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อเปล่งเสียงผลักดันให้เกิดความตระหนักรู้ โดยมีความฝันถึงการจัดการโรค SMA ที่ครบวงจร ครอบครัวผู้ป่วยกำลังขับเคลื่อนความฝันนี้ด้วยความตั้งใจและรอคอยอย่างมีหวังที่จะได้เห็นสังคมเข้าใจในโรค SMA มากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีระบบสนับสนุนที่ดี ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมเพื่อให้มีกำลังรับมือกับสิ่งที่เผชิญ ไปพร้อมกันกับสร้างอนาคตที่เด็กๆ ไม่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางร่างกายจากโรค SMA อีก