เลขาฯ กกต. เดินหน้าสอบกลฮั้ว รับ ฝ่ายการเมืองเอี่ยวเลือก สว. สมประโยชน์กัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577760

24 มิ.ย. 2567

13:09 น.

เลขาฯ กกต. เดินหน้าสอบกลฮั้ว รับ ฝ่ายการเมืองเอี่ยวเลือก สว. สมประโยชน์กัน

แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง รับมีฝ่ายการเมืองเอี่ยวเลือก สว.สมประโยชน์กัน จับกุมได้ยาก เดินหน้าสอบ 4 กลโกงฮั้ว – ย้ำรับรอง 200 สว.ตามไทม์ไลน์

24 มิ.ย. 2567 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงการเอาผิด 4 กลโกงการฮั้ว เลือก สว. ที่มีการเรื่องการเสนอเงิน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ว่า ภายใน 2-3 วันนี้ กกต.ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหลายฝ่าย เช่น ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ชุดสืบสวนสอบสวน พนักงานของ กกต. หน่วยข่าวของตำรวจ ที่ทำงานร่วมกันเข้าไปดู ประมวลข้อมูลที่ได้มา เพื่อดำเนินการป้องปราม และจับกุมได้ให้ได้ เพราะเรื่องเหล่านี้ผิดกฎหมายอยู่แล้ว และยิ่งเป็นเรื่องการเมือง ก็จะมีทั้งเครือข่าย และผู้สนับสนุน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกครั้งกับการเมือง และมีอยู่ทุกประเทศ ซึ่งข้อมูลที่ได้รับมา มีทั้งเป็นเบาะแส เรื่องเล่า และผู้ร้องเรียน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.กับเวลาอีก 2-3 วันก่อนการเลือก สว.ระดับประเทศ 

ส่วนกรณีที่มีข้อพิรุธการจองที่พักโรงแรมใกล้สถานที่เลือก สว.เพื่อล็อบบี้กันนั้น เลขาธิการ กกต.ยืนยันว่า สำนักงาน กกต. และผู้เกี่ยวข้องจะไปตรวจสอบเช่นเดียวกัน พร้อมย้ำว่า หากผู้สมัครต้องการเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
 

เลขาธิการ กกต.ยังย้ำว่า การประกาศผลเลือก สว.ยังเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ได้กำหนดไว้ แม้จะมีคำร้องกว่า 330 เรื่องเข้ามาที่ กกต.แล้ว โดยกว่า 200 เรื่อง เป็นเรื่องคุณสมบัติ และการลงสมัครในกลุ่มที่รู้แล้วว่า ตัวเองไม่มีสิทธิ์ ซึ่งกกต.ได้วินิจฉัยไปบางส่วนแล้ว โดยการลงผิดกลุ่มนั้น เป็นเรื่องข้อกฎหมายที่ต้องรอการวินิจฉัย และ 2 วันที่ผ่านมา มีผู้ร้องเพิ่มเข้ามา 39 เรื่อง ซึ่งคาดว่า จะดำเนินการแล้วเสร็จก่อนวันเลือก สว. ระดับประเทศ ส่วนเรื่องการทุจริตมีรวมประมาณ 90 เรื่อง ซึ่งยังต้องใช้เวลา

ส่วนกรณีที่การเลือก สว.ครั้งนี้ มีกระแสข่าวฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลังนั้น นายแสวงกล่าว ยอมรับว่า การเมืองมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ตามกฎหมาย หากฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือช่วยเหลือจะถือว่า มีความผิด จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางทีการเมืองสมยอมสมประโยชน์กัน ทำให้ กกต.เข้าถึง หรือจับกุมได้ยาก ส่วนเรื่องการร้องทุจริต สว.ก็มีเหมือนกับการเลือก สส.แต่น้อยกว่า 

เลขาธิการ กกต.ยังกล่าวถึงความกังวลกรณีที่ผู้สมัครจะประท้วงระหว่างการ เลือก สว.ระดับประเทศนั้น เลขาธิการ กกต.ชี้แจงว่า ผู้สมัครสามารถไปร้องเรียนตามช่องทางได้ตามสิทธิเต็มที่ และ กกต.จะเน้นการเจรจา จะไม่ใช้ตำรวจเข้ามาควบคุม ดังนั้ย หากเกิดความไม่พอใจ ก็ขอให้ผู้สมัครใช้วิธีทักท้วง และใช้สิทธิทางศาลหรือตามขั้นตอน แต่อย่าทำให้เสียเวลาส่วนรวม 

เลขาธิการ กกต.ยังกล่าวถึงการทำหน้าที่ของ กกต.ในวันเลือก สว.ระดับประเทศ 26 มิถุนายนนี้ว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ในการทำหน้าที่ และแม้ประสบการณ์ที่ผ่านมา อาจจะมีข้อติดขัดอยู่บ้าง ตั้งแต่ระดับอำเภอ และจังหวัด แต่เมื่อมาถึงระดับประเทศ ก็คาดว่า จะไม่มีปัญหา และยืนยันว่า ไม่ได้กังวลเรื่องข้อกฎหมายแต่ในฐานะคนที่รับผิดชอบกระบวนการ จะต้องรักษากระบวนการเลือก สว. และรักษาเป้าหมายให้ได้ สว. 200 คน เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด และรักษากระบวนการเลือก ซึ่งอาจทำให้มีผู้นำไปร้องว่ากระบวนการเลือก มีปัญหาอาจทำให้กระบวนการเป็นโมฆะ ดังนั้น จึงต้องพยายามบริหารสถานการณ์ และปิดช่องว่างเหล่านี้

ที่ปรึกษาฯตั้งทีมงาน ตรวจสอบความผิด การสวมสิทธิ์ส.ป.ก. ถือครองที่ดินมิชอบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812224

ที่ปรึกษาฯตั้งทีมงาน  ตรวจสอบความผิด  การสวมสิทธิ์ส.ป.ก.  ถือครองที่ดินมิชอบ

ที่ปรึกษาฯตั้งทีมงาน ตรวจสอบความผิด การสวมสิทธิ์ส.ป.ก. ถือครองที่ดินมิชอบ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ว่าคณะทำงานฯ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับการถือครองที่ดินและใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยมิชอบ ตามที่ ส.ป.ก.ส่งมาเพื่อให้ความเห็นในการดำเนินการกรณีการถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้ ส.ป.ก.ส่งมอบให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีแพ่งและอาญา ตลอดจนร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปปง.สืบสวนสอบสวน ร้องทุกข์กล่าวโทษข้าราชการหรือผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่กระทำความผิด

นายธนดลกล่าวว่า พร้อมขับเคลื่อนตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก.ที่นายทุนรายใหญ่สวมสิทธิ์ผิดกฎหมาย ตามนโยบายที่มุ่งมั่นเอาจริงยึดคืนที่ดินของรัฐที่ยังอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน จะต้องเอาคืนมาให้เกษตรกรผู้ยากไร้ได้เข้าทำประโยชน์ ซึ่งหากพบการกระทำความผิดที่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบของ ส.ป.ก.ให้ดำเนินการตามขั้นตอนเพิกถอนทันที โดยคณะทำงานชุดนี้จะเป็นกำลังหลักในการลงพื้นที่ตรวจสอบทั่วประเทศซึ่งจะทำงานร่วมกับ ส.ป.ก.จังหวัด ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม จึงมอบหมายให้คณะทำงานฯ มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบดูแลแต่ละภูมิภาค

สทนช.งัด10มาตรการรับมือ ช่วงฤดูฝน-มั่นใจไม่ท่วมซ้ำรอยปี’54

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812225

สทนช.งัด10มาตรการรับมือ  ช่วงฤดูฝน-มั่นใจไม่ท่วมซ้ำรอยปี’54

สทนช.งัด10มาตรการรับมือ ช่วงฤดูฝน-มั่นใจไม่ท่วมซ้ำรอยปี’54

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่าหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ ขณะนี้ สทนช.ได้เร่งรัดให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน พร้อมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กนช.ยังได้เห็นชอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนและการส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภค-บริโภค เพื่อรองรับสถานการณ์ที่กำลังเข้าสู่สภาวะลานีญาซึ่งคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มรุนแรง โดยแผนงาน/โครงการภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนดังกล่าว จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับตั้งแต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ คาดว่าแต่ละหน่วยงานจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป

สำหรับกรณีที่หลายภาคส่วนมีข้อกังวล ว่าในปีนี้อาจเกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มเข้าสู่สภาวะลานีญาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องถึงปลายปี 2567 สทนช.ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ บูรณาการติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ฝน ตลอดจนสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง พบว่าสถานการณ์ในปีนี้แตกต่างจากปี 2554 หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฝนในช่วงต้นฤดูฝนปีนี้ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งพายุหมุนเขตร้อนที่พัดผ่านประเทศไทยปีนี้คาดว่าจะมีเพียง 1-2 ลูก นอกจากนี้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในช่วงปี 2554 ยังกระจัดกระจายขาดเอกภาพมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากถึง 48 หน่วยงาน ก่อให้เกิดปัญหาความทับซ้อน เพราะไม่มีหน่วยงานหลักเข้ามาดูแลบริหารจัดการภาพรวม แต่ปัจจุบันการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีเอกภาพมากขึ้น หลังจากการจัดตั้ง “สํานักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)”ขึ้นมาเมื่อปี 2560 ทำหน้าที่บูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยมี พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เป็นกฎหมายหลักในการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ประสานสอดคล้องกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน

เช่นเดียวกับการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไปประเทศไปสู่การปฏิบัติในปัจจุบัน ก็ได้มีการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นมา ทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ ในระดับชาติ โดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่จัดทำนโยบายและแผนแม่บท ตลอดจนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ ส่วนในระดับลุ่มน้ำ มีจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำขึ้นมาขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำ และในระดับพื้นที่ มีการตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ ขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ดังนั้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในปัจจุบันจึงมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติ สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

‘ธรรมนัส’ถกมุ่งเพิ่มรายได้เกษตรกร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812226

‘ธรรมนัส’ถกมุ่งเพิ่มรายได้เกษตรกร

‘ธรรมนัส’ถกมุ่งเพิ่มรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่กรมชลประทาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.ทรัพยากรการเกษตร ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง การตรวจดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม แผนปฏิบัติการฝนหลวง ปี 2567 ความก้าวหน้าการจัดซื้อเครื่องบินฝนหลวง และความก้าวหน้าการออกโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร

2.ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของสินค้าพืช ประมง และปศุสัตว์ ได้แก่ แผนส่งเสริมการปลูกพืชหลังทำนา สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2567 ธนาคารโค-กระบือ โครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม การส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ Gene Editing ความก้าวหน้าประเด็น IUU ความก้าวหน้าโครงการโฉนดต้นยางพารา และการส่งเสริมการปลูกกล้วยหอม 3.การตลาดและต่างประเทศ ได้แก่ การขยายตลาด อ.ต.ก.ไปสู่ภูมิภาค โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการศูนย์แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูง (E-Commerce) ความก้าวหน้า MOU กับจีน การยกวิทยฐานะของทูตเกษตร และการเปิดตลาดส่งออกเครื่องในเป็ด และ 4.การบูรณาการ งานวิจัย และงานอื่นๆ ได้แก่ การบูรณาการหน่วยงานภายใต้โครงการสำคัญปี 2567 ความต้องการงบประมาณด้านการวิจัย (เพิ่มเติม) โครงการเฉลิมพระเกียรติ ร.10 งานพืชสวนโลกและผลการปฏิบัติงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนการบริหารงาน มุ่งเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรตามนโยบายฯ

ปลัดฯลงพื้นที่เปิดการส่งน้ำ เตรียมพร้อมการทำนาปี’67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812227

ปลัดฯลงพื้นที่เปิดการส่งน้ำ เตรียมพร้อมการทำนาปี’67

ปลัดฯลงพื้นที่เปิดการส่งน้ำ เตรียมพร้อมการทำนาปี’67

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่เปิดการส่งน้ำเตรียมความพร้อมการทำนาปี 2567 โดยมี นายปรีชา พันธุ์วา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายวัชระ ไกรสัย ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 12 กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 12 จ.ชัยนาท และ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีการเปิดประตูระบายน้ำ 3 จุด ประกอบด้วย จุดที่ 1 ปากคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพ จุดที่ 2 ประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 1 ซ้าย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก และจุดที่ 3 ประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 1 ขวา รวมทั้งพบปะเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน กว่า 200 ราย ที่มารับฟังบรรยายการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และแนวทางการเพาะปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง

สำหรับวัตถุประสงค์ของกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการ Kick Off เพื่อเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการทำเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรใช้น้ำฝนทำเกษตรเป็นหลัก และใช้น้ำชลประทานสนับสนุนซึ่งเป็นการวางแผนการใช้น้ำภาพรวมของประเทศให้เพียงพอตลอดฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี 2567

เตรียม ร่าง พ.ร.บ.คุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็ก รับมือการตลาดยุค AI

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812307

เตรียม ร่าง พ.ร.บ.คุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็ก รับมือการตลาดยุค AI

เตรียม ร่าง พ.ร.บ.คุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็ก รับมือการตลาดยุค AI

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.09 น.

กรมอนามัย จับมือหลายองค์กร จัดเวทีเด็กไทย กินอย่างไร สุขภาพดี รู้เท่าทันการตลาดอาหารหวานมันเค็ม หวังพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก เกิดความตระหนักถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่ม พบเด็กไทยอ้วนสูงสุดในรอบ 20 ปี มีน้ำหนักเกินมากถึง 2 เท่า หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก (อาหารที่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง) ฉบับแก้ไขหลังประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและผลักดันร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์สำหรับเด็ก และคณะทำงานยกร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์สำหรับเด็ก ได้วิเคราะห์ว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว มีผลกระทบต่อเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง โดยตรง จึงได้จัดให้มีงานประชุม “เด็กไทย กินอย่างไร สุขภาพดี รู้เท่าทันการตลาดอาหารหวานมันเค็ม” โดยมีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย องค์การยูนิเซฟ แผนงาน WHO CCS-NCD และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมจัดเวทีเพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงในกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก เกิดความตระหนักถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.และผลกระทบจากการตลาดอาหารที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็ก

ดร.นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แม้ประเทศไทยมีมาตรการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในเด็ก แต่สิ่งสำคัญ คือ การสร้างให้เด็กไทยมีความรู้เท่าทันการตลาดอาหาร แต่ยังพบปัญหาโรคอ้วนในเด็กที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

“การเกิดโรคอ้วนสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินอาหารรสหวานมันเค็ม เช่น ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม รวมทั้งการตลาดที่ไปกระตุ้นให้เด็กซื้อและบริโภคอาหารเหล่านั้นเพิ่มขึ้น เช่น การโฆษณา ฉลากรูปการ์ตูน การแลก แจก แถมของเล่น การชิงโชคชิงรางวัล”

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวอีกว่า เพื่อลดปัญหาโรคอ้วนในเด็กอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก ที่ในขณะนี้ผ่านขั้นตอนประชาพิจารณ์กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและปรับแก้ไขเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้บริหารเพื่อเสนอเข้ากระบวนการทางกฎหมาย สำหรับการพัฒนาร่างอนุบัญญัติภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว ยังคงต้องหารือจากภาคส่วนต่างๆต่อไป

ขณะที่นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม กล่าวว่า สภาพวิถีชีวิตในปัจจุบันหลายครอบครัวไม่มีเวลาในการคัดเลือกสรรหาอาหารให้เด็กมากพอ ด้วยความเร่งรีบจึงคิดแค่อิ่มท้องก็พอ ไม่ต้องมีคุณค่ามากนัก ฉะนั้นเราจะต้องมาแก้ปัญหาให้ผู้ปกครองเข้าถึงและเลือกอาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพของลูกได้โดยง่าย ราคาไม่แพงมากนัก ผู้ปกครองเองก็ต้องเป็นตัวอย่างของการบริโภคภายในบ้าน ฝึกวินัยการกินอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพต่อลูกหลานของตัวเอง เลือกอาหารที่มีโภชนาการเหมาะสม เพียงพอ ปลอดภัย

ด้าน ดร.นงนุช จินดารัตนาภรณ์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชา กรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงงานวิจัยการติดตามการตลาดอาหารและเครื่องดื่มในเด็กของประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ว่า การตลาดอาหารมีผลต่อการซื้อการบริโภคอาหารของเด็กไทย พบว่ากว่าร้อยละ 50 ของเด็กไทยพบเห็นการตลาดจากรูปการ์ตูนหรือคนดังบนซองอาหารหรือขนมหรือขวดเครื่องดื่ม รองลงมาคือ ใช้พรี เซ็นเตอร์ เป็นดารานักแสดง นักร้อง นักกีฬา หรืออินฟลูเอนเซอร์โปรโมทอาหารเหล่านี้ ส่วนอันดับสาม คือ ป้ายลดราคาอาหาร และ การมีของแจกของแถม แลก ชิงโชค ชิงรางวัล ส่งสินค้าฟรี

สำหรับช่องทางที่เด็กไทยพบเห็นการตลาดอาหารมากที่สุดนั้น ดร.นงนุช ระบุว่าสื่อโซเชียลและวีดีโอแชร์ เช่น YouTube, Facebook, Instagram, TikTok, Twitter (หรือ X) รองลงมาคือ สื่อโทรทัศน์ เช่น ช่อง 3,7,One31, GMM25, Mono29  อันดับที่สาม คือ สื่อกลางแจ้ง เช่น โรงเรียน ป้ายโฆษณา ร้านสะดวกซื้อ

“ด้านผลกระทบการตลาดอาหารที่มีต่อเด็กไทย พบว่า การตลาดอาหารทำให้เกิดความชื่นชอบต่อผลิตภัณฑ์อาหาร และส่งผลให้เด็กต้องการบริโภคมากขึ้นร้อยละ 45 เกิดการร้องขอให้ซื้อมากขึ้นร้อยละ 39 และต้องการรับประทานอาหารนั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 โดยเด็กไทยมีโอกาสที่จะซื้อและบริโภคตามแบรนด์ที่ชื่นชอบ ร้อยละ 54 และร้อยละ 51 ตามลำดับ”

ส่วน น.ส.วิลสา พงศธร ที่ปรึกษาด้านการศึกษา ขององค์การยูนิเซฟ(UNICEF) สำนักงานภาคพื้นเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวถึงเด็กวัย 11-25 ปี หรือ GEN-Z มีการใช้โซเชียลหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งเสี่ยงต่อกลยุทธ์ต่างๆในยุค AI มีการตรวจจับ หากมีการกดติดตาม หรือกดไลท์ สินค้าหรืออินฟลูเรนเซอร์ขนมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ด้วยความฉลาดของ AI สินค้านั้นๆ ก็จะมาให้เห็นซ้ำเรื่อยๆ

ทั้งนี้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 16 ว่าด้วยเด็กควรได้รับความเป็นส่วนตัว หรือ มาตรา 36 เด็กควรได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์ทุกรูปแบบ และมาตรา 17 ว่าด้วยรัฐควรจะต้องปกป้องเด็กจากข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเด็ก ฉะนั้นหากมี พ.ร.บ. ที่ควบคุมการตลาดอาหารที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในทุกช่องทางจะทำให้เกิดการคุ้มครองสิทธิเด็กในหลายมิติ

-(016)

อว.เร่งขับเคลื่อนงาน อววน.สู่การพัฒนาจว.ปัตตานี ยกระดับเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนใต้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812302

อว.เร่งขับเคลื่อนงาน อววน.สู่การพัฒนาจว.ปัตตานี ยกระดับเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนใต้

อว.เร่งขับเคลื่อนงาน อววน.สู่การพัฒนาจว.ปัตตานี ยกระดับเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.03 น.

“เพชรดาว” เปิดประชุม “การขับเคลื่อนงาน อววน.สู่การพัฒนาจังหวัดปัตตานี”  เพื่อความเป็นเลิศและความมั่นคงของชีวิต ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมพร้อมยกระดับเศรษฐกิจในครัวเรือน เศรษฐกิจชุมชน และเศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัดชายแดนใต้         

24 มิถุนายน 2567 พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.การกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การขับเคลื่อนงาน อววน.สู่การพัฒนาจังหวัดปัตตานี”  ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ ที่ปรึกษาด้านระบบบริหารการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายเอกพงศ์ มุสิกะเจริญ ผอ.กลุ่มส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กปว) สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ผศ.ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว อว.ส่วนหน้าจังหวัดปัตตานี ตลอดจนผู้บริหารหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัย (PMU)  ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั้ง 3 จังหวัด นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการ คณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายงานวิจัย ตัวแทนชุมชน ตัวแทนภาคประชาสังคม เข้าร่วม

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก พญ.เพชรดาว ได้เยี่ยมชมนิทรรศการโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำพื้นที่ภาคใต้ชายแดน สินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดปัตตานี ทุนการศึกษากองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน (กสค.) และ ทุนการศึกษากองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กขค.) และโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ม.อ.ปัตตานีและมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา

จากนั้น พญ.เพชรดาว กล่าวเปิดการประชุมว่า กระทรวง อว. มีภารกิจในการขับเคลื่อนการนำองค์ความรู้ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อววน.) ไปสู่การพัฒนาพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศให้ดีขึ้นอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นการนำศักยภาพของจังหวัดมาผนวกกับองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรมที่มาจากฐานความรู้แบบบูรณาการศาสตร์ข้ามศาสตร์ของสถาบันการศึกษา แต่สถาบันการศึกษานพื้นที่จะทำงานพัฒนาไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากกลไกภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่ ที่ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มศักยภาพทั้งกำลังคนและกำลังการผลิตในภาคต่าง ๆ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจในครัวเรือน เศรษฐกิจชุมชน และเศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัดชายแดนใต้ โดยเน้นให้ครัวเรือนและชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“กระทรวง อว. โดยการนำของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว.ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนากำลังคนขั้นสูงที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็น ทั้งการUpskill/Reskill/Newskill/ Changemaker Skill) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Live Long Learning และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นเพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางแรงงานและอาชีพในอนาคต ซึ่งกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะโดดเด่น ภายใต้สภาพสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม อว.จึงได้มีการจัดทำแผนงาน/โครงการต่าง ๆ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะ อาทิ การบริการจัดการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับมุสลิมเชื่อมโยงดาราศาสตร์มุสลิม โครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำพื้นที่ภาคใต้ชายแดน การยกระดับการผลิตด้านสินค้าปศุสัตว์ การพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น เป็นต้น กระทรวง อว.กำหนดทิศให้สถาบันอุดมศึกษามีการปฏิรูประบบการบริหาร ปรับเปลี่ยนหลักสูตร และการเรียนการสอนให้ทันสมัย เหมาะสมและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศตามอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างจุดต่างตามความถนัดและมีความหลากหลายตามพันธกิจและความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการนำ อววน. ไปสู่การพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดนต่อไป” พญ.เพชรดาว กล่าว

-(016)

ทีม ProPikaจาก University of Arkansas สหรัฐอเมริกา คว้าแชมป์ Bangkok Business Challenge 2024

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812290

ทีม ProPikaจาก University of Arkansas สหรัฐอเมริกา คว้าแชมป์  Bangkok Business Challenge 2024

ทีม ProPikaจาก University of Arkansas สหรัฐอเมริกา คว้าแชมป์ Bangkok Business Challenge 2024

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.47 น.

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management)ประกาศผลรางวัลชนะเลิศการแข่งขันแผนธุรกิจสตาร์ตอัประดับโลกสำหรับนิสิตนักศึกษา“Bangkok Business Challenge 2024” โดยมี บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Growing Impactful Ventures”การขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนโดยทีม ProPikaจากUniversity of Arkansasประเทศสหรัฐอเมริกา คว้ารางวัลชนะเลิศ รางวัลเกียรติคุณพระราชทาน HM The King’s Award จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมรางวัลเงินสด 18,000 เหรียญสหรัฐซึ่งทีม Allegrowจาก The Hong Kong University of Science and Technologyประเทศฮ่องกงคว้ารางวัลรองชนะเลิศ และทีม MetaCyclerจากUniversity of Waterlooประเทศแคนาดาได้รับรางวัลเกียรติคุณพระราชทาน HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn’s Sustainability Awardจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมรางวัลเงินสด 5,000 เหรียญสหรัฐทั้งนี้การแข่งขันในครั้งนี้ คัดเลือกจากผู้เข้าแข่งขันทั่วโลกทั้งสิ้น 276 ทีม จาก 62 สถาบันอุดมศึกษา ใน 19 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป โดยทำการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ณ สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา

‘รศ.ดร.สันติ พิมพ์ใจใส’นำทีมตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานภาคใต้ตอนล่าง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812279

'รศ.ดร.สันติ พิมพ์ใจใส'นำทีมตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานภาคใต้ตอนล่าง

‘รศ.ดร.สันติ พิมพ์ใจใส’นำทีมตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานภาคใต้ตอนล่าง

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.17 น.

วันที่ 22-23 มิถุนายน 2567 สมาคมเพื่อการศึกษาทางไกล โดย รศ.ดร.สันติ พิมพ์ใจใส กรรมการบริหารและผู้ตรวจการของสมาคมฯ พร้อมคณะ ร่วมตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานภาคใต้ตอนล่าง ณ โรงแรมลีการ์เด้น พลาซ่า  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยได้รับการต้อนรับจากผู้อำนวยการศูนย์ประสานงาน เป็นอย่างดี และได้ทำความร่วมมือกับสถาบันปอเนาะบ้านเขารักเกียรติ สถาบันศึกษาอัลกุรอานและวิทยาศาสตร์ และ สถาบันอัลอิสลามีย์ดารุรรอชีดีย์ โดยขับเคลื่อนตามนโยบายของสมาคมเพื่อการศึกษาทางไกล

ในครั้งนี้ ได้มีข้อตกลงร่วมกัน ในการประสานความร่วมมือ และสนับสนุนการจัดการศึกษาทางไกล นอกระบบและตามอัธยาศัย โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1.ส่งเสริม และผลักดันให้เกิดการศึกษาทางเลือก เพื่อนำพาผู้พลาดโอกาสทางการศึกษาในระบบ หรือผู้ที่ออกกลางครัน รวมถึงผู้ที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา เพื่อเป็นทักษะในการเรียนเรียนรู้เพื่อการดำเนินชีวิต 2.ผลักดันสิทธิมนุษยชนแบบบูรณาการ เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ในลักษณะต่อยอดหรือเติมเต็ม เพื่ออนาคตของผู้รับการศึกษา และนำไปพัฒนาประเทศชาติ 3.ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาแบบไร้พรมแดน

โดยมีสักขีพยานดังนี้ นายยูโสป  หีมหรีม  ครูฝ่ายปกครอง สถาบันตะห์ฟีซุลกุรอานดารุลมะห์หมูดราม่า / ผศ.ดร.สมัชญา  พลชัยประธานสมาพันธ์การศึกษาทางไกลแห่งประเทศไทย / ผศ.ดร.กาจพล  โกฉิม รองประธานสมาพันธ์การศึกษาทางไกลแห่งประเทศไทย / ดร.ณัฐชพงศทัต  หงส์สุวพัชร ประธานชมรมส่งเสริมการศึกษาทางไกล / นายทินกร  เงินอ่อน ที่ปรึกษาศูนย์การเรียนพัลลัส อธีน่า นครปฐม/ น.ต.หญิง จารุวรรณ  จิรชวาลวิสุทธิ์ ที่ปรึกษาสมาพันธ์การศึกษาทางไกลแห่งประเทศไทย / ดร.ภวิษย์กันฐพร  มงคลชาติ ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และการวางแผนสมาคมเพื่อการศึกษาทางไกล / นายจิระภาคย์  ยุพาพินนุรักษ์ ประชามนตรีเเละนายกสมาคมส่งเสริมวิชาชีพผู้สื่อข่าวเพื่อพิทักษ์สิทธิ์ / นายจำเนียร  ทาเเลบ ผู้อำนวยการจังหวัดตาก องค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(ภาคพลเมือง) / น.ส.รวิภา  กองแก้ว ประธานองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ(ภาคพลเมือง) / นายพิเชษฐ์  สง่าน้อย ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานจังหวัดสตูล สมาคมเพื่อการศึกษาทางไกล / นางพิชญาภา  ทาเเลบ เหรัญญิก องค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(ภาคพลเมือง)

อย่ามองข้าม โรคจิตหลงผิด ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812184

อย่ามองข้าม โรคจิตหลงผิด ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ

อย่ามองข้าม โรคจิตหลงผิด ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

การที่เรามีความเชื่อหรือความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากความเชื่อหรือความคิดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจริง อาจเข้าข่าย “โรคจิตหลงผิด”ซึ่งเป็นภัยเงียบที่รุนแรง เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองปกติดี จึงไม่มองหาหรือต้องการความช่วยเหลือ และไม่ได้รับการรักษาในที่สุด

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า โรคจิตหลงผิด (Delusional Disorder) เป็นโรคทางจิตเวชที่ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติทางความคิด มีความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริงเป็นเวลามากกว่า 1 เดือน โดยพบว่าผู้ป่วยโรคนี้จะไม่มีอาการประสาทหลอนเด่นชัดเหมือนผู้ป่วยโรคจิตเภท

สาเหตุของการเกิดโรคจิตหลงผิดไม่ได้มีการระบุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่ามักเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคจิตเภทหรือโรคทางจิตเวชบางชนิด ก็มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากขึ้น, ปัจจัยด้านชีวภาพ เป็นความผิดปกติของสมอง ระบบสื่อประสาท หรือสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุลทำให้เกิดอาการหลงผิดได้, ปัจจัยด้านจิตใจและสังคม เชื่อว่าการเลี้ยงดูและประสบการณ์ที่ไม่ดีในวัยเด็ก อาจส่งผลให้มีการใช้กลไกทางจิตที่ทำให้เกิดอาการตามมา นอกจากนี้ยังพบได้ในผู้ที่มีความเครียดสูง หรือได้รับความกดดันจากสภาวะทางสังคมสูงเช่นกัน

5 ประเภท โรคจิตหลงผิด มีดังนี้ Erotomanic type คือการหลงผิดคิดว่ามีคนมาหลงรักตัวเอง โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียง ดารา นักร้อง เป็นความรักที่คิดไปเองคนเดียว บุคคลเหล่านั้นไม่ได้รู้เรื่องด้วย Grandiose type หรือ ประเภทหลงคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ คือการหลงผิดคิดว่าตัวเองมีอำนาจ เป็นผู้มีอิทธิพลหรือเป็นคนสนิทเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ มีพรสวรรค์หรือมีพลังวิเศษบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ Jealous type หรือ ประเภทหึงหวง คือการหลงผิดว่าคนรักของตัวเองกำลังนอกใจ ไม่ซื่อสัตย์ โดยไม่มีหลักฐานหรือเหตุผล Persecutory type หรือ ประเภทหวาดระแวง คือการหลงผิดคิดว่าจะมีคนมาทำร้าย กลั่นแกล้งอยู่ตลอดเวลา อาจหลงผิดไปไกลจนถึงขั้นไปแจ้งความดำเนินคดีผู้อื่นทั้งๆ ที่ตัวเองเข้าใจผิดไปเอง Somatic type หรือ ประเภทเจ็บป่วยจากจิตสั่ง คือการหลงผิดเกี่ยวกับร่างกายหรือรูปร่างของตัวเอง เช่น คิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรคอะไรบางอย่าง แต่แพทย์ตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ หรือ คิดว่าตัวเองมีกลิ่นเหม็นตลอดเวลาทั้งๆ ที่ปกติดี

ด้วยความที่ผู้ป่วยโรคจิตหลงผิดมักคิดว่าตัวเองปกติดี จึงยากที่จะทำให้ตัวผู้ป่วยเข้ารับการช่วยเหลือหรือเข้าสู่กระบวนการรักษา แต่คนใกล้ชิดหรือครอบครัวก็ไม่ควรละเลยและปล่อยให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคต่อไปเรื่อยๆ ควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เข้าใจ และรับฟังสิ่งที่ผู้ป่วยคิดโดยไม่โต้แย้ง แต่ก็ไม่สนับสนุนความหลงผิดนั้น รวมถึงให้กำลังใจผู้ป่วยหากมีความเครียดหรือมีอารมณ์รุนแรงที่เป็นผลมาจากความหลงผิดนั้น

เมื่อผู้ป่วยไว้วางใจคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดแล้ว แนะนำให้พามาปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย เช่น การรับประทานยา หรือการทำจิตบำบัดเพื่อแก้ไขอาการและทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น มองเห็นความเป็นจริงที่เป็นไปตามความจริงมากขึ้น รวมถึงช่วยปรับความคิดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้กลับมาดีดังเดิม

ทั้งนี้ โอกาสหายของโรคจิตหลงผิดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการตอบสนองต่อการรักษา ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ มักมีอาการดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

พญ.ณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล