สำรวจพบความนิยม ‘AI แชตบอต’ ในนักเรียน อาจารย์สหรัฐฯ พุ่งพรวด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2793037

สำรวจพบความนิยม ‘AI แชตบอต’ ในนักเรียน อาจารย์สหรัฐฯ พุ่งพรวด

13 มิ.ย. 2567 19:04 น.

สำรวจพบความนิยม ‘AI แชตบอต’ ในนักเรียน อาจารย์สหรัฐฯ พุ่งพรวด

AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาแรง ผลสำรวจความนิยม ‘AI แชตบอต’ ในนักเรียน ครูอาจารย์ในสหรัฐฯ พุ่งพรวด พบครูอาจารย์คุ้นเคยกับแชตจีพีที (ChatGPT) จากโอเพนเอไอ (OpenAI) ใช้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 79

สำนักข่าวซินหัวรายงาน เมื่อ 13 มิ.ย. 2567 ว่า ผลสำรวจระดับชาติจากสถาบันวิจัยผลกระทบแห่งมูลนิธิครอบครัววอลตัน ซึ่งเป็นมูลนิธิครอบครัวของแซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งวอลมาร์ต (Walmart) พบว่านักเรียนและครูอาจารย์ในสหรัฐฯ นิยมใช้งานแชตบอตพลังปัญญาประดิษฐ์ (AI chatbot) หรือเอไอ แชตบอตในการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2023

การสำรวจช่วงวันที่ 7-15 พ.ค. ซึ่งเป็นการสำรวจทัศนคติของครูอาจารย์และนักเรียนต่อแชตบอตพลังปัญญาประดิษฐ์ ครั้งที่ 2 ของมูลนิธิฯ นับตั้งแต่ปีก่อน พบการถกเถียงเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นและความแพร่หลายของปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษาและแวดวงอื่นๆ แต่การถกเถียงเหล่านี้ขาดมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ ได้แก่ พ่อแม่ นักเรียน และครูอาจารย์

สัดส่วนครูอาจารย์ที่เผยว่าพวกเขาคุ้นเคยกับแชตจีพีที (ChatGPT) แชตบอตพลังปัญญาประดิษฐ์จากโอเพนเอไอ (OpenAI) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 79 ขณะสัดส่วนดังกล่าวของนักเรียนระดับอนุบาลถึงมัธยมปลาย (K-12) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 37 เป็นร้อยละ 75 เมื่อเทียบกับปีก่อน

การสำรวจพบราวร้อยละ 75 ในแต่ละกลุ่มนักเรียน ครูอาจารย์ และพ่อแม่ผู้ปกครอง เผยว่าเคยใช้งานแชตบอตพลังปัญญาประดิษฐ์แบบส่วนตัวหรือที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน ขณะเดียวกัน ราวครึ่งหนึ่งของแต่ละกลุ่มเผยว่าใช้แชตบอตพลังปัญญาประดิษฐ์หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์หรือมากกว่านั้น

ส่วนใหญ่ของครูอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง และนักเรียนกลุ่มสำรวจยังเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์มีผลกระทบเชิงบวกต่อการศึกษาและจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของนักเรียนในอนาคต โดยมากกว่า 8 ใน 10 จากแต่ละกลุ่มตัวอย่างคิดว่าเทคโนโลยีในการศึกษามีผลกระทบเชิงบวก และส่วนใหญ่กังวลว่าอเมริกาเดินหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์เร็วเกินไป

คณะนักวิจัยระบุว่าแม้มุมมองเชิงลบต่อปัญญาประดิษฐ์พุ่งขึ้นในปีก่อน แต่นักเรียน ครูอาจารย์ และพ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกเชิงบวกในภาพรวมทั่วไป โดยพวกเขารู้สึกเชิงบวกในการใช้เทคโนโลยีที่โรงเรียน โดยเฉพาะหากพวกเขาใช้มันด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน ครูอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง และนักเรียนระดับอนุบาลถึงมัธยมปลายส่วนใหญ่ไม่คิดว่าโรงเรียนทำอะไรเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์มากนัก แม้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยส่วนใหญ่เผยว่าโรงเรียนไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ได้จัดการอบรมครูอาจารย์ และไม่ได้ตอบสนองความต้องการของนักเรียนที่อยากประกอบอาชีพที่ต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์

ที่มา: ข้อมูล-ภาพ Xinhua

สงครามเดือด ยูเครนโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศรัสเซีย S-400 ที่ไครเมีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2793007

สงครามเดือด ยูเครนโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศรัสเซีย  S-400 ที่ไครเมีย

13 มิ.ย. 2567 17:54 น.

สงครามเดือด ยูเครนโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศรัสเซีย S-400 ที่ไครเมีย

กองทัพยูเครนโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย ทั้ง S-300 และ S-400 บนคาบสมุทรไครเมีย ครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ หลังทัพรัสเซียส่งฝูงโดรนถล่มกรุงเคียฟ และอีกหลายแคว้น

สงครามยูเครนทวีความตึงเครียด กองทัพยูเครนใช้อาวุธจากชาติตะวันตกโจมตีถล่มระบบยิงขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย 3 เครื่อง บนแหลมไครเมีย เพื่อ ตอบโต้กองทัพรัสเซียที่ส่งโดรนติดอาวุธถล่มกรุงเคียฟ จนนับเป็นการโจมตีระบบยิงขีปนาวุธของกองทัพรัสเซียที่แคว้นไครเมียเป็นครั้งที่สองในสัปดาห์นี้ 

นายทหารระดับสูงของยูเครน เผยเมื่อ 13 มิ.ย. 2567 ว่า กองทัพยูเครนได้เล็งเป้า ยิงโจมตีระบบยิงขีปนาวุธ S-300 1 เครื่อง และ S-400 ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่า ถึง 2 เครื่อง ใกล้เมืองเบลเบก และเซวาสโตโปล บนคาบสมุทรไครเมีย หลังจากถูกประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผนวกเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซียเมื่อปี 2557

‘ผลการโจมตี ระบบเรดาร์ของ S-300 และ S-400 2 เครื่อง ถูกทำลาย ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับเรดาร์ เครื่องที่ 3 กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบยืนยัน’ นายพลยูเครนแจ้งผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม

การโจมตีระบบยิงขีปนาวุธของกองทัพรัสเซียที่ไครเมียครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ มีขึ้นหลังจากกองทัพรัสเซียได้ส่งฝูงโดรนโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงยูเครน เมื่อคืนวันที่ 12 มิถุนายน รวมทั้งที่แคว้นดนีโปรเปตตร็อฟสก์ ซาปอริชเชีย ปอลตาวา คาร์คีฟ และวินนีตเซีย 

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ของกองทัพรัสเซีย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารยูเครนยังกล่าวว่า กองทัพยูเครนสามารถสกัดขีปนาวุธรัสเซียได้ 5 ลูก จากจำนวน 6 ลูก และโดรน 24 ลำ ที่ส่งมาโจมตียูเครนเมื่อคืนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ของรัสเซียถูกพัฒนาขึ้นในยุคทศวรรษ 1990 โดยใช้ขีปนาวุธ 4 แบบครอบคลุมระยะการยิง 40 กม. ถึง 400 กม. และมีระบบเรดาร์มีระยะตรวจจับได้ไกลถึง 600 กม. โดยนิตยสาร “ดิ อีโคโนมิสต์” เคยยกย่องให้ S-400 เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ดีที่สุดในโลก มีสนนราคาของ S-400 อยู่ที่ 18,000 ล้านบาท ถึง 20,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ที่มา : independent

ออสซี่แก้เผ็ด จระเข้กินสัตว์เลี้ยง สุดท้ายถูกจับทำเป็นซุป

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792939

ออสซี่แก้เผ็ด จระเข้กินสัตว์เลี้ยง สุดท้ายถูกจับทำเป็นซุป

13 มิ.ย. 2567 13:45 น.

ออสซี่แก้เผ็ด จระเข้กินสัตว์เลี้ยง สุดท้ายถูกจับทำเป็นซุป

จระเข้น้ำเค็มที่มักเดินตามชาวบ้าน และกินสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยง ในรัฐนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรีของออสเตรเลีย ถูกยิงตาย ก่อนถูกนำมาทำเป็นอาหารสำหรับชุมชนชาวอะบอริจิน

จระเข้น้ำเค็มที่มักเดินตามชาวบ้าน และกินสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยง ในพื้นที่ห่างไกลของรัฐนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรีของออสเตรเลีย ถูกชาวบ้านยิงตาย ก่อนนำมาทำเป็นอาหารในงานฉลองสำหรับชุมชนชาวอะบอริจิน

จระเข้น้ำเค็มความยาว 3.63 เมตรตัวนี้ โผล่ขึ้นมาในแม่น้ำเบนส์ ห่างจากเมืองดาร์วิน เมืองเอกของรัฐนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 700 กม. ภายหลังเกิดน้ำท่วมในพื้นที่

ตำรวจนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี กล่าวว่า มีคนพบเห็นจระเข้ตัวนี้หลายครั้ง ในระยะห่างประมาณ 250 เมตรจากบ้านเรือน ตำรวจกล่าวในแถลงการณ์ว่า จระเข้เจ้าปัญหาดังกล่าวได้เดินสะกดรอยตามและพุ่งตัวขึ้นจากน้ำใส่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และมีรายงานว่าจระเข้ตัวนี้ได้กินสุนัขเลี้ยงในชุมชนไปหลายตัว “จากการปรึกษาหารือกับชาวบ้าน ทั้งผู้สูงอายุ สมาชิกในชุมชน รวมถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เจ้าหน้าที่จึงได้ยิงจระเข้ตัวดังกล่าวเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชุมชนต่อไป”

หลังจากจระเข้ถูกกำจัดออกไป สัตว์ดังกล่าวก็ถูกวางไว้ที่ท้ายรถตำรวจ และขนส่งไปยังหมู่บ้านบูลลา ซึ่งเป็นชุมชนชาวอะบอริจิน โดยชาวบ้านได้นำจระเข้มาทำเป็นอาหารสำหรับงานเลี้ยงตามประเพณีดั้งเดิม เจ้าหน้าที่แอนดรูว์ แมคไบรด์ กล่าวว่า จระเข้ตัวนี้ถูกนำไปปรุงเป็นซุปหางจระเข้ บาร์บีคิว โดยมีการนำเนื้อบางส่วนห่อด้วยใบตองและนำไปปรุงด้วยความร้อนในใต้ดิน

แมคไบรด์ กล่าวว่า “จระเข้ตัวนี้ถูกจับได้ในกับดักของสำนักงานอุทยานและสัตว์ป่า ที่วางไว้ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ก่อนที่มันจะถูกจับเขากล่าวว่า จระเข้ได้โผล่ขึ้นมาในที่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” หลังจากเกิดน้ำท่วมในวงกว้างทางตะวันตกของรัฐนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรีเมื่อต้นปีนี้

ทั้งนี้ คาดว่ามีประชากรจระเข้น้ำเค็มประมาณ 100,000 ตัว ในพื้นที่ทางเหนือสุดของรัฐนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี เมื่อต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลท้องถิ่นได้ประกาศว่าจะเพิ่มจำนวนจระเข้ที่ได้รับอนุญาตให้กำจัดในแหล่งน้ำในแต่ละปี จาก 300 ตัว เป็น 1,200 ตัว.

ที่มา ABC NEWS

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

อาร์เจนตินาปะทะเดือด ต้านข้อเสนอปฏิรูปเศรษฐกิจ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792915

อาร์เจนตินาปะทะเดือด ต้านข้อเสนอปฏิรูปเศรษฐกิจ

13 มิ.ย. 2567 12:08 น.

อาร์เจนตินาปะทะเดือด ต้านข้อเสนอปฏิรูปเศรษฐกิจ

ตำรวจปราบจลาจล ยิงแก๊สน้ำตา และฉีดน้ำ เพื่อสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงนอกรัฐสภาในกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ในขณะที่วุฒิสภาผ่านความเห็นชอบเบื้องต้นต่อแผนการตัดงบประมาณ

ตำรวจปราบจลาจล ยิงแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำเพื่อสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงนอกรัฐสภาในกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ในขณะที่วุฒิสภาผ่านความเห็นชอบเบื้องต้นต่อแผนการตัดงบประมาณ โดยผู้ประท้วงได้ขว้างระเบิดขวดและก้อนหิน ส่งผลให้รถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้ และมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง โดยสื่อท้องถิ่นเรียกสถานที่เกิดเหตุว่าเป็น “สนามรบ”

แผนการปฏิรูปที่เสนอโดยประธานาธิบดีฆาเบียร์ มิเล ผู้นำฝ่ายขวา เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำของอาร์เจนตินา ยังรวมถึงการประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ การตัดเงินบำนาญ และการลดหย่อนสิทธิแรงงาน มาตรการดังกล่าวถูกคัดค้านโดยพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย สหภาพแรงงาน และองค์กรทางสังคม

ทั้งนี้ ญัตติซึ่งเดิมซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนและคัดค้านเสมอกันที่ 36 ต่อ 36 เสียงในวุฒิสภา ได้รับความเห็นชอบในเบื้องต้นแล้วเมื่อวันพุธ (12 มิ.ย.) หลังจากที่รองประธานาธิบดี วิกตอเรีย บีญารูเอล ประธานวุฒิสภา ยกมือสนับสนุน โดยในขณะนี้จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวทีละจุด ก่อนที่จะได้รับการอนุมัติโดยสมบูรณ์ในวันนี้ (13 มิ.ย.) จากนั้นจะถูกส่งต่อไปที่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการต่อขั้นสุดท้าย

ก่อนการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวในวุฒิสภา ผู้ประท้วงต่างตะโกนว่า “ประเทศไม่ได้มีไว้ขาย ประเทศต้องได้รับการปกป้อง” ในขณะที่ป้ายผืนหนึ่งเขียนข้อความว่า “ประมุขแห่งรัฐจะเกลียดชังรัฐได้อย่างไร” การปะทะรุนแรงเกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันพุธ ซึ่งผู้ประท้วงพยายามปืนข้ามรั้วเข้าไปยังรัฐสภา โดยผู้ประท้วงขว้างก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ที่ฉีดสเปรย์พริกไทย

ผู้สังเกตการณ์ และ สส.ฝ่ายค้านกล่าวว่า ผู้ประท้วงหลายสิบคนและสส.เพียงไม่กี่คนได้รับการรักษาพยาบาล โดยมี สส.ฝ่ายค้านอย่างน้อย 5 คนที่อยู่ในกลุ่มฝูงชนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ด้านเจ้าหน้าที่กล่าวว่า ตำรวจอย่างน้อย 20 นายก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ส่วนกองกำลังความมั่นคงกล่าวว่า สามารถจับกุมผู้ประท้วงได้ 15 คน ในเวลาต่อมา ตำรวจได้ขับไล่ผู้ประท้วงซึ่งมีรายงานว่าได้จุดไฟเผารถยนต์ 2 คัน รวมถึงรถขององค์กรข่าวแห่งหนึ่งด้วย

ขณะที่สำนักงานของประธานาธิบดีมิเล ออกแถลงการณ์ขอบคุณกองกำลังความมั่นคงที่ปราบปราม “ผู้ก่อการร้าย” ที่พยายามก่อรัฐประหาร

ร่างกฎหมายซึ่งได้รับเสียงต่อต้านอย่างรุนแรง ได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรในเดือนเมษายน หลังจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมที่สำคัญ โดยนายมิเลเข้ารับตำแหน่งในปี 2566 หลังจากให้คำมั่นว่าจะลดการใช้จ่ายสาธารณะจำนวนมาก ในช่วงการรณรงค์หาเสียง เขายังโบกเลื่อยไฟฟ้าขณะกล่าวสุนทรพจน์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นของเขาในการปรับลดงบประมาณ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาได้ปรับลดคณะรัฐมนตรีลงครึ่งหนึ่ง รวมถึงลดตำแหน่งงานข้าราชการ 50,000 ตำแหน่ง การระงับสัญญางานสาธารณะฉบับใหม่ และลดเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงและการขนส่ง แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อต่อปีจะแตะระดับ 300% ก็ตาม.

ที่มา BBC

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ญี่ปุ่นช็อก คุณยายวัย 80 ปี สะดุดล้ม คอติดราวจับบันไดเลื่อน ดับสลด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792936

ญี่ปุ่นช็อก คุณยายวัย 80 ปี สะดุดล้ม คอติดราวจับบันไดเลื่อน ดับสลด

13 มิ.ย. 2567 14:06 น.

ญี่ปุ่นช็อก คุณยายวัย 80 ปี สะดุดล้ม คอติดราวจับบันไดเลื่อน ดับสลด

เกิดเหตุการณ์สุดช็อกหญิงชาวญี่ปุ่น อายุราว 80 กว่าปีประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เกิดเสียหลักขณะใช้บันไดเลื่อนที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง และคอของหญิงชราได้ไปติดกับช่วงปลายราวจับบันไดเลื่อน จนทำให้หญิงชราเสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงโตเกียวเปิดเผยว่า จากกล้องวงจรปิดในซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ แสดงให้เห็นว่า หญิงชราได้เสียหลักจนล้มลง ขณะพยายามยกวอล์กเกอร์ที่ใช้ในการช่วยเดินเพื่อให้พ้นจากบันไดเลื่อน ขณะบันไดเลื่อนลงมาถึงพื้นล่างสุด และเกิดเหตุสะเทือนใจ เมื่อคอของหญิงชราได้ไปติดระหว่างด้านล่างของปลายราวจับบันไดเลื่อนกับพื้น

บริษัท OK Corp.(โอเค คอร์ป) บริษัทผู้ประกอบกิจการซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ ได้ออกแถลงการณ์ว่าทางบริษัทจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่และขอแสดงความเสียใจต่อหญิงชราและครอบครัว โดยบริษัท OK Corp. ยังเผยว่าบันไดเลื่อนนี้เพิ่งถูกนำมาติดตั้งตอนเปิดซุปเปอร์มาร์เก็ตในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และไม่พบว่าบันไดเลื่อนทำงานผิดปกติหรือจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ

ทั้งนี้ อุบัติเหตุจากการใช้บันไดเลื่อนที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นับเป็นอุบัติเหตุล่าสุดที่เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น มีผู้สูงวัยมากถึงร้อยละ 29 ของจำนวนประชากรในประเทศ โดยก่อนหน้านี้ ได้เกิดอุบัติเหตุที่สถานีรถไฟฟ้า JR Mito ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว จนทำให้ชายสูงอายุ วัย 70 กว่าปี เสียชีวิตจากการหายใจไม่ออก เพราะเสื้อแจ็กเกตที่คุณตาสวมมานั้นไปติดกับราวบันไดเลื่อน โดยตั้งแต่ปี 2543-2566 เกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องจากการใช้บันไดเลื่อนในญี่ปุ่นแล้ว 54 ครั้ง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต

ที่มา :Kyodonews

กรีซเผชิญคลื่นความร้อน สั่งปิดร.ร. สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792912

กรีซเผชิญคลื่นความร้อน สั่งปิดร.ร. สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

13 มิ.ย. 2567 12:02 น.

กรีซเผชิญคลื่นความร้อน สั่งปิดร.ร. สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

กรีซ รับมือกับคลื่นความร้อน หลังคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ล่าสุดสั่งปิดโรงเรียน และสถานที่ท่องเที่ยวแห่งสำคัญทั่วกรุงเอเธนส์

ทางการกรีซสั่งปิดโรงเรียน รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างอะโครโพลิสแห่งเอเธนส์ ในวันพุธตามเวลาในท้องถิ่น และเตรียมพร้อมหน่วยแพทย์ประจำการทั่วกรุงเอเธนส์ หลังจากที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิพุ่งสูงจากคลื่นความร้อนระลอกแรกของฤดูร้อนนี้

โดยหน่วยงานด้านสภาพอากาศคาดการณ์ว่า อุณหภูมิหลายเมืองของกรีซน่าจะพุ่งสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ในวันพุธและวันพฤหัสบดีนี้ จากลมทางใต้ที่พัดพาอากาศร้อนและฝุ่นจากแอฟริกาเหนือเข้ามา

อะโครโพลิสแห่งเอเธนส์ ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมกรีกโบราณ โดยมีวิหารพาร์เธนอนเป็นไฮไลต์สำคัญของที่นี่ โดยต้องปิดงดเข้าชมตั้งแต่เที่ยงจนถึง 17.00 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานกาชาดต้องคอยแจกจ่ายน้ำดื่มให้แก่นักท่องเที่ยว

กรีซ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบเรื่องสภาพภูมิอากาศมากที่สุดในยุโรป โดยเมื่อปีที่แล้วอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงและฝนตกผิดปกติ จนทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่สุดเป็นประวัติการณ์ สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตรและความเป็นอยู่ของประชาชน นอกจากนี้ช่วงฤดูหนาวที่แล้วยังร้อนจัดสร้างสถิติ และมีปริมาณฝนน้อย ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นด้วย

โดยในปีนี้ไฟป่าในกรีซเริ่มเร็วกว่าที่คาด ทำให้ต้องระดมนักดับเพลิงและตำรวจลาดตระเวนป่าทั้งทางอากาศและทางบก เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีลมแรงจนถึงช่วงปลายสัปดาห์ เสี่ยงที่จะทำให้ไฟลุกลาม

นอกจากกรีซแล้ว เมื่อปีที่แล้วพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตอนใต้ก็ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศลักษณะเดียวกันทั้งที่ โปรตุเกส ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลีด้วย.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คลื่นความร้อน

ชาวเน็ตแตกตื่น นึกว่ามีเหตุฉุกเฉินบน ISS หลังนาซาพลาดทำคลิปเสียงขณะฝึกหลุด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792897

ชาวเน็ตแตกตื่น นึกว่ามีเหตุฉุกเฉินบน ISS หลังนาซาพลาดทำคลิปเสียงขณะฝึกหลุด

13 มิ.ย. 2567 11:07 น.

ชาวเน็ตแตกตื่น นึกว่ามีเหตุฉุกเฉินบน ISS หลังนาซาพลาดทำคลิปเสียงขณะฝึกหลุด

กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ ที่สร้างความแตกตื่นในโลกออนไลน์ หลังช่องยูทูบของนาซา เผยคลิปเสียงขณะนักบินอวกาศรายหนึ่งมีอาการป่วยฉุกเฉิน จนเพื่อนร่วมทีมต้องสื่อสารกับภาคพื้นดินเพื่อแนะนำวิธีการช่วยชีวิต ก่อนจะมีการชี้แจงว่าเป็นคลิปเสียงจำลองสถานการณ์ขณะฝึกซึ่งถูกปล่อยออกไปโดยไม่ตั้งใจ

เทปบันทึกเสียงการจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินในระหว่างการฝึกของนักบินอวกาศของนาซา ที่ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านทางยูทูบของนาซาด้วยความไม่ตั้งใจครั้งนี้ ส่งผลให้บรรดาผู้ติดตามนาซาถึงกับแตกตื่น เพราะนึกว่าเกิดเหตุการณ์ร้ายกับนักบินอวกาศจริงๆ จนมีการนำคลิปเสียงไปโพสต์ในเอ็กซ์ต่อๆ กัน และระบุว่า กำลังเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินบนสถานีอวกาศ ISS

โดยเทปเสียงดังกล่าวเป็นบทสนทนากันระหว่างนักบินอวกาศที่แจ้งว่า ลูกเรือคนหนึ่งมีอาการป่วยจากแรงกดดันอากาศ ก่อนจะมีเสียงผู้หญิงแนะนำว่าให้ผู้บัญชาการสวมชุดอวกาศ และให้เช็กชีพจร รวมทั้งเตรียมออกซิเจนให้เขาด้วย ก่อนจะระบุว่าเขาน่าจะมีอาการ DCS หรือหมายถึง มีภาวะที่ไนโตรเจนหรือแก๊สตัวอื่นเพิ่มปริมาณขึ้นในกระแสเลือด เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง และอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เรื่องจะลุกลามบานปลาย ช่องยูทูบของนาซาก็มีการขึ้นข้อความชี้แจงว่าเกิดเหตุผิดพลาด เนื่องจากระบบส่งสัญญาณภาพถูกรบกวน ขณะที่บัญชีของสถานีอวกาศ ISS ก็มีการโพสต์ข้อความระบุว่า คลิปเสียงดังกล่าว หลุดออกไปในช่องทางยูทูบด้วยความผิดพลาด โดยเป็นเพียงคลิปเสียงจำลองสถานการณ์การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ภาคพื้น และนักบินอวกาศในสถานการณ์ฉุกเฉินรูปแบบต่างๆ ขณะฝึก เพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือเหตุฉุกเฉินเท่านั้น ยืนยันว่าไม่ได้มีสถานการณ์ฉุกเฉินใดๆ เกิดขึ้นบนสถานีอวกาศในเวลานี้ โดยขณะที่เทปเสียงหลุด นักบินอวกาศบน ISS กำลังอยู่ในช่วงที่กำลังหลับพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวที่จะออกท่องอวกาศในช่วง 8.00 น. ในวันพฤหัสบดีนี้.

ที่มา : Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นาซา

นายกฯ ปลื้ม “ข้าวเหนียวมะม่วง” คว้าอันดับ 2 พุดดิ้งข้าวที่ดีที่สุดในโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576885

13 มิ.ย. 2567

20:40 น.

นายกฯ ปลื้ม "ข้าวเหนียวมะม่วง" คว้าอันดับ 2 พุดดิ้งข้าวที่ดีที่สุดในโลก

นายกฯ ปลื้ม “ข้าวเหนียวมะม่วง” – “มะม่วงน้ำปลาหวาน” ติดโผเมนูมะม่วง ดีที่สุดในโลก ย้ำ รัฐบาลพร้อมผลักดันวัฒนธรรมด้านอาหารของไทย

13 มิ.ย. 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นและผลักดันวัฒนธรรมอาหารของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ชื่นชมผลการจัดอันดับ 26 เมนูมะม่วงที่ดีที่สุดในโลก (26 Best Rated Dishes with Mango) จาก TasteAtlas เว็บไซต์ชั้นนำ ที่จัดให้เมนูข้าวเหนียวมะม่วงของไทยอยู่ในอันดับ 2 แสดงถึงความนิยม และความชื่นชอบต่ออาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า TasteAtlas เว็บไซต์ที่รวบรวมสูตรอาหาร การจัดอันดับอาหารในประเภทต่างๆ และรีวิวจากนักวิจารณ์อาหารทั่วโลก ได้ทำการจัดอันดับในประเภท 26 เมนูมะม่วงที่ดีที่สุดในโลก (26 Best Rated Dished with Mango) ซึ่งผลของการจัดอันดับ เมนูมะม่วงของไทย ติดอันดับถึง 5 เมนู

โดยใน 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 2. ข้าวเหนียวมะม่วง เมนูข้าวพุดดิ้งแบบดั้งเดิม ที่กินกับมะม่วงสุกฝาน เป็นเมนูของหวานที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการกินปิดท้ายมื้ออาหาร

อันดับที่ 10. มะม่วงน้ำปลาหวานไทย ทำจากมะม่วงมันของไทย ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ฉ่ำน้ำ และเนื้อกรอบ กินกับน้ำปลาหวาน น้ำจิ้มที่มีรสชาติหวานเค็มและมีความเหนียว ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากโดยเฉพาะฤดูร้อน

ข้าวเหนียวมะม่วง เครดิตภาพ : TasteAtlasข้าวเหนียวมะม่วง เครดิตภาพ : TasteAtlas

นอกจากนี้ยังมีเมนูมะม่วงของไทย อีก 3 ชนิดที่ติดอันดับอื่นๆ ได้แก่ อันดับที่ 11. ตำมะม่วง เมนูสลัดแบบดั้งเดิมของไทย ที่ผสมผสานระหว่าง มะม่วงเขียว กุ้งแห้ง หอมแดง พริก ถั่วลิสง น้ำปลา น้ำมะขาม น้ำมะนาว น้ำตาล และ ผักชี ผสมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเมนูสุดพิเศษ

อันดับที่ 16. น้ำปลาหวาน เมนูน้ำจิ้มที่นิยมกินกับผลไม้หลากหลายชนิด ทำมาจากน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ หอมแดง พริก กะปิ และ กุ้งแห้ง

อันดับที่ 23. มะม่วงดอง เมนูผลไม้ดองของไทย ที่ทำมาจาก มะม่วงเปรี้ยวฝาน เกลือ น้ำตาล น้ำส้มสายชู ไวน์ข้าว ไวน์หวาน นำมาทำการหมักดองจนมีรสชาติ

“นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในอาหารและขนมของไทยซึ่งล้วนมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ จากความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบในประเทศ ความพิถีพิถันในการตระเตรียมอาหารแต่ละเมนู และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำการประชาสัมพันธ์อาหารไทย นำเสนอให้เป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ด้านอาหารมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเมนูที่ได้รับความนิยม และเมนูใหม่ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางถึงวัฒนธรรมอาหารของไทย ในระดับโลก” นายชัย กล่าว

ขอบคุณภาพจาก : TasteAtlas

“ชัยธวัช” เตือน กกต. อย่าตีความกฎหมายแบบ “ศรีธนญชัย”

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576878

13 มิ.ย. 2567

19:01 น.

"ชัยธวัช" เตือน กกต. อย่าตีความกฎหมายแบบ "ศรีธนญชัย"

ยุบพรรคการเมือง ไม่ใช่เล่นขายของ “ชัยธวัช” เตือน กกต. อย่าตีความกฎหมายแบบ “ศรีธนญชัย” อุบตอบจะดำเนินคดีกลับ รอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน

13 มิ.ย. 2567 ที่ อาคารรัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่นายปกรณ์ มหรรณพ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงข่าวชี้แจงการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้มีการสั่งยุบพรรคก้าวไกล ว่า ตนเข้าใจว่า กกต. กำลังจะบอกว่า การยุบพรรคการเมืองนั้น มี 2 ช่องทาง คือ

1. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 ซึ่งก็เป็นเรื่องของ กกต. ที่หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก็สามารถยื่นได้เลย โดยที่ไม่ต้องมีกระบวนการสอบสวน สามารถใช้ดุลยพินิจได้ตามอำเภอใจ ที่จะยื่นคำร้อง

2. มาตรา 93 ซึ่งเป็นเรื่องของนายทะเบียน ไม่ได้เกี่ยวกับ กกต. หากมีความปรากฏว่า พรรคการเมืองกระทำผิดถึงขั้นยุบพรรค ก็ให้ไปสอบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงตามระเบียบที่ออกไว้ 

นายชัยธวัช กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่ กกต. กำลังสื่อสาร ซึ่งตนมองว่าเป็นปัญหา เพราะกระบวนการที่จะยื่นยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมีกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงสืบสวนสอบสวนเป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว “การอ่านกฎหมาย อย่าไปตีความแบบศรีธนญชัย กฎหมายเขียนลำดับไว้อย่างชัดเจน”

นายชัยธวัช ยืนยันว่า กกต.เอง เป็นคนบอกพรรคการเมืองมาโดยตลอด อย่างที่ตนได้อ้างเอกสารของ กกต. ในการอบรมพรรคการเมือง เขาไม่ได้บอกว่า การยุบพรรคตามมาตรา 92 ต้องดำเนินการตามมาตรา 93 ซึ่งตามระเบียบมีช่องทางเดียวเท่านั้น กกต. ไม่เคยอธิบายตรงไหนมาก่อนเลยว่า นอกจากช่องทางนี้แล้ว วันดีคืนดี กกต. เห็นว่าตัวเองมีหลักฐาน ก็สามารถยื่นคำร้องได้เลย โดยไม่มีกระบวนการสืบสวนสอบสวน เป็นไปได้หรือไม่

นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกลนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล

“เจ้าหน้าที่ตำรวจเจอคนขโมยของทำผิดซึ่งหน้า ยังต้องจับกุมไปดำเนินคดี เข้าสู่กระบวนการสอบสวนส่งอัยการ นี่ยุบพรรคการเมือง ไม่ใช่เล่นขายของ กกต.ยืนยันว่าทำได้ เพราะในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติได้ทำแบบนี้มาแล้ว ซึ่งคือไม่ได้ผ่านกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงตามมาตรา 93 และไม่ได้วินิจฉัยว่ากระบวนการคำร้องของ กกต. ชอบหรือไม่” นายชัยธวัช กล่าว

ขณะนั้น กกต. ยังไม่เคยมีการออกระเบียบสำหรับการยุบพรรคการเมืองโดยเฉพาะมาก่อน เลยอาจจะพอถูไถกันไปได้ เพราะคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเรื่องกระบวนการคำร้องชอบหรือไม่ เกิดขึ้นหลังจากนั้น ซึ่งคือคดียุบพรรคอนาคตใหม่ โดยในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักการยุบพรรคตามมาตรา 92 ต้องทำประกอบกับมาตรา 93 และระเบียบของ กกต.

เพียงแต่ ณ ขณะนั้น ระเบียบเก่าไม่ได้บังคับให้ กกต. รวบรวมข้อเท็จจริง และแจ้งให้กับพรรคผู้ถูกร้องทราบก่อน เพื่อให้มีการต่อสู้ชั้นต้นของ กกต.ก่อน แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ระเบียบที่ใช้ให้ไปใช้อีกระเบียบหนึ่งในการไต่สวนสอบสวนคดีอาญา โดยอนุโลม กกต. ให้ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบทุกข้อ มองว่า กกต. ชี้แจงแบบนี้ก็ไม่เป็นไร คงเป็นประเด็นที่ต้องไปต่อสู้กันในศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณีที่ กกต. ยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับลงวันที่ 31 ม.ค. 2567 ได้ระบุชัดเจนว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้ กกต.ไม่อาจจะทำอย่างอื่นได้นั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า คนละเรื่อง นั่นคือเรื่องของพยานหลักฐาน การมีพยานหลักฐานที่ กกต.เชื่อแล้วว่าเพียงพอ ไม่ได้หมายความว่า กกต.ไม่จำเป็นต้องทำกระบวนการรวบรวมหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนด อย่าสับสนระหว่าง กกต. เห็นว่า พยานหลักฐานมีน้ำหนักหรือไม่

“ที่ กกต. อ้างว่าคำวินิจฉัยที่แล้วผูกพัน ผมอยากถามว่า อะไรผูกพัน คำวินิจฉัยตามมาตรา 49 ในคำวินิจฉัย 3/2567 ผูกพันใคร นี่คือการวินิจฉัยสั่งการให้การกระทำ คือสั่งให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล เลิกการกระทำสองการกระทำ คือเลิกแสดงความคิดเห็นและรณรงค์ให้ยกเลิก 112 และห้ามไม่ให้มีการแก้ไข 112 ด้วยกระบวนการนิติบัญญัติโดยมิชอบ นี่คือผลของคำวินิจฉัยที่ผูกพัน ซึ่งผูกพันกับคนที่ถูกร้อง” นายชัยธวัช กล่าว

ส่วนหากพิสูจน์ทราบว่า กกต. ยื่นคำร้องโดยมิชอบด้วยกฎหมายจริง จะมีการดำเนินคดีกับ กกต. อย่างไร นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่าพึ่งพูดไป รอให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาก่อน

“พิธา” โต้ปม กกต. แถลงยื่น “ยุบพรรค” ชอบด้วย กม. ไม่ควรเทียบยุบ “ไทยรักษาชาติ”

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576874

13 มิ.ย. 2567

18:52 น.

“พิธา” โต้ปม กกต. แถลงยื่น “ยุบพรรค” ชอบด้วย กม. ไม่ควรเทียบยุบ “ไทยรักษาชาติ”

“พิธา” เผย ยื่น “ยุบพรรคก้าวไกล” ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แนะต้องมี 2 องค์กรขึ้นไปร่วมตรวจสอบ ไม่ใช่แค่ กกต. ชี้ไม่ควรใช้มาตรการเดียวยุบ “ไทยรักษาชาติ”

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กโต้กลับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ที่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย “ยุบพรรคก้าวไกล” เป็นไปตามมามมาตรา 92 (1) (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 

” ผมขอกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงข่าววันนี้ยืนยันว่าการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล ได้ดำเนินการตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 จึงไม่มีเหตุต้องไต่สวน ซึ่งทำเช่นเดียวกับกรณีพรรคไทยรักษาชาติ 

ผมขอไล่เรียงเหตุผลเป็น 3 ข้อแบบนี้ครับ

(1) กกต. จะนำคดีไทยรักษาชาติมาอ้างไม่ได้ เพราะคดีนั้น ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยประเด็นกระบวนการการยื่นคำร้องเป็นประเด็นแห่งคดีแต่อย่างใด ดังนั้น ในคดีดังกล่าว จึงไม่อาจเป็นบรรทัดฐานได้ แตกต่างจากคดียุบพรรคอนาคตใหม่ (กู้เงิน) ที่ศาลได้วินิจฉัยความเกี่ยวเนื่องของมาตรา 92 และมาตรา 93 เป็นประเด็นแห่งคดีไว้ 

(2) ในขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ วางหลักว่ากระบวนการตามมาตรา 93 เกี่ยวเนื่องกับการเสนอคำร้องตามมาตรา 92 แห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพียงแต่ขณะนั้นใช้ระเบียบ กกต. ว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 2560 ซึ่งกำหนดเรื่องกระบวนการเสนอคำร้องตามมาตรา 92 ให้นำระเบียบสืบสวนไต่สวนมาใช้บังคับโดยอนุโลม 

โดยระเบียบสืบสวนไต่สวนดังกล่าว เป็นระเบียบที่ใช้ในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งกำหนดให้ กกต. แจ้งข้อกล่าวหาก่อน แต่ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การนำมาใช้โดยอนุโลม คือไม่ต้องนำทุกข้อมาใช้บังคับแก่กรณี ดังนั้น กกต. จึงไม่แจ้งข้อหาก่อน ย่อมถูกต้องแล้ว 

แต่ปัจจุบัน ระเบียบ กกต. ว่าด้วยพรรคการเมืองปี 60 ถูกยกเลิกไปแล้ว และมีการออกระเบียบ กกต.ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมืองปี 2566 ออกมาใช้บังคับกับกรณีการยื่นคำร้องตามมาตรา 92 และมาตรา 93 ดังนั้น การเสนอคำร้องตามมาตรา 92 จึงต้องดำเนินการตามระเบียบปี 66 อย่างเคร่งครัด 

(3) ตามมาตรา 93 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 92 คณะกรรมการจะยื่นคำร้องเอง หรือจะมอบหมายให้นายทะเบียนเป็นผู้ยื่นคำร้องและดำเนินคดีแทน“ ก็เป็นการเท้าความถึงมาตรา 92 อยู่นั่นเอง ถ้าบอกว่ามาตรา 93 ไม่เกี่ยวกับมาตรา 92 แล้วตามวรรคสองของมาตรา 93 จะอ้างอิงมาตรา 92 ทำไม? 

ดังนั้น มาตรา 92 กับ มาตรา 93 ต้องใช้ประกอบกัน แยกเป็นเอกเทศไม่ได้ 

ผมและพรรคก้าวไกลเห็นว่าหลักการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ คือไม่ควรล้นเกิน แต่ต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมและการถ่วงดุลกัน ดังที่เห็นในรัฐธรรมนูญไทยไม่ว่าฉบับ 2540, 2550 หรือ 2560 

การยื่นคำร้องยุบพรรค ระบบกฎหมายกำหนดให้เป็นการแสดงเจตนาของ “องค์กรร่วม” เสมอมา เพื่อให้กระบวนการมีการกลั่นกรองและถ่วงดุลตั้งแต่ 2 องค์กรขึ้นไป ก่อนการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรค

นายพิธาโพสต์ข้อความ

นายพิธาโพสต์ข้อความ