“เพื่อไทย” ออกแถลงการณ์ ยุติวงจร “รัฐประหาร” ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575136

21 พ.ค. 2567

13:10 น.

"เพื่อไทย" ออกแถลงการณ์ ยุติวงจร "รัฐประหาร" ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

“เพื่อไทย” ออกแถลงการณ์ 10 ปีที่ผ่านไป จาก “รัฐประหาร” 22 พฤษภาคม 2557 “ยุติวงจรรัฐประหาร ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง 10 ปีที่ผ่านไป จาก “รัฐประหาร” 22 พฤษภาคม 2557 “ยุติวงจรรัฐประหาร ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” โดยมี นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย เป็นผู้แถลง

โดยในแถลงการณ์ได้กล่าวว่า “22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 อํานาจอธิปไตยของคนไทยดับสิ้นลง จากคณะรัฐประหารที่ชื่อว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยึดอํานาจรัฐบาลเพื่อไทย รัฐบาลที่มาจากความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน”

การกระทําการ รัฐประหาร คือ การกระทําที่ผิดกฎหมาย ทําลาย ประชาธิปไตย ผลักประเทศให้เดินถอยหลังไปสู่ความถดถอยภายใต้อํานาจเผด็จการ สิ่งที่เราสูญเสียไปคือ ‘โอกาสของประเทศ’ ทั้งที่สามารถประเมินมูลค่าได้ และอีกนานัปการที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า เราปฏิเสธการรัฐประหาร ไม่ยอมรับสารตั้งต้นที่อาจเป็นการสร้างเงื่อนไขไปสู่การรัฐประหาร และปฏิเสธการนิรโทษกรรมต่อการรัฐประหารในทุกกรณี  ศาลและองค์กรรัฐอื่นๆ ต้องยกเลิกบรรทัดฐานที่ว่า การรัฐประหารโดยใช้กําลังอาวุธสําเร็จ เป็น รัฏฐาธิปัตย์

เรายืนยันแนวคิดให้มีการตรากฎหมายต่อต้านการรัฐประหารขึ้น โดยห้ามมิให้ศาลยอมรับการรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และยืนยันในแนวคิดว่า ความผิดในการรัฐประหารไม่มีอายุความ โดยให้ถือเป็นประเพณีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย

พรรคเพื่อไทย ออก แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย ออก แถลงการณ์

เพื่อไทย ยืนยันว่า การรัฐประหาร คือ อาชญากรรมร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ เป็นอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย เรายึดมั่นในหลักการว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เราจะร่วมกันต่อต้านการรัฐประหาร การรัฐประหารจะต้องหมดไปจากประเทศไทย

การรัฐประหารที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ผ่านมา จะมีข้ออ้างเสมอมาว่ารัฐบาลประชาธิปไตยบริหารประเทศล้มเหลว อ้างสถานการณ์ที่นําไปสู่การยึดอํานาจโดยใช้กําลังอาวุธ แต่ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่การรัฐประหาร นําพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า มีแต่นําไปสู่ความตกต่ำ ถดถอย และล้าหลัง ดังที่เห็นกันอยู่ตลอดมา

พรรคเพื่อไทย ในฐานะสถาบันการเมือง ในฐานะแกนนํารัฐบาลของพี่น้องประชาชน เราจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างดีที่สุด เราจะร่วมมือกันกับคนไทยผู้รัก ประชาธิปไตย ไม่ให้การรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศไทยอีก

แถลงการณ์แถลงการณ์

‘พิชิต’ ท้าสู้ วงจรอุบาทว์ พร้อมเปิดใจเรื่อง ‘ถุงขนม2ล้าน’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575130

21 พ.ค. 2567

11:45 น.

'พิชิต' ท้าสู้ วงจรอุบาทว์ พร้อมเปิดใจเรื่อง 'ถุงขนม2ล้าน'

‘พิชิต’ ท้าสู้ ดวลตัวต่อตัวกับ วงจรอุบาทว์ พร้อมเปิดใจเรื่อง ‘ถุงขนม2ล้าน’ ลั่นเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯมาหลายคนแล้ว

นายพิชิต ชื่นบานนายพิชิต ชื่นบาน

วันที่21พ.ค.2567 นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ โดยก่อนการประชุม ให้สัมภาษณ์เปิดใจกรณีการเข้าชื่อของ 40สว. ต่อประธานวุฒิสภา ส่งต่อไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย คุณสมบัติ การเป็น นายกรัฐมนตรี ของ นายเศรษฐา ทวีสิน  และ นายพิชิต ชื่นบาน ในฐานะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ทำอะไรผิดแผกจาก นายกรัฐมนตรี ในอดีต เพราะเวลาจัดคณะรัฐมนตรีจะต้องมีการกรอกรับรอง คุณสมบัติ ต้องห้ามเมื่อกรอกแล้ว จะมีสำนักเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำงานอย่างมืออาชีพไม่สามารถช่วยใครได้เมื่อรับเอกสารแล้วก็จะส่งเรื่องไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  , คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ , กรมบังคับคดี 

เพื่อตรวจสอบว่าใครมีคดีในประวัติอาชญากรรม และเมื่อดูทุกเรื่องแล้ว หากมีข้อสงสัยจะส่งเรื่องไปถามกฤษฎีกา ถามว่าจะเอาผิดนายกรัฐมนตรีทำไม เพราะท่านเป็นคนตั้งใจทำงาน

ขอพูดแบบไม่อาย ว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯและพิทักษ์มาหลายนายกฯแล้ว ไม่ได้มาเพราะอภิสิทธิ์เพราะคนนั้นคนนี้ แต่มาเพราะสมอง ถ้าทำผิดทำชั่วคงไม่มายืนตรงนี้ พร้อมขอโอกาสให้นายกฯเศรษฐาได้ปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามประกาศไว้ต่อที่ประชุมรัฐสภา เพราะหลายปัญหาของประชาชนประชาชนยังต้องการการแก้ไข

นายพิชิต ย้ำว่า นายกรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิ์คิดเองทำเองใดๆทั้งสิ้น  ในการแต่งตั้งบุคคลเป็นรัฐมนตรี ทำงานมา6-7 เดือน ไม่เคย ประจบสอพลอ และนายเศรษฐาเป็นคนตั้งใจทำงานตรงไปตรงมา แม้ท่านจะเมตตาตั้งตนแทบตาย ถ้าตนมีปัญหาจริงก็ตั้งไม่ได้ ไม่มีใครช่วยได้ เพราะมีระบบตรวจสอบ และก่อนหน้านี้ขอถอนตัวว่าไม่รับตำแหน่งเพราะอยากให้บ้านเมืองเดินหน้า แต่เมื่อตั้งรัฐบาลแล้ว อยากใช้ตนทำงาน ตนก็มาทำงาน ยืนยันว่าไม่มีเรื่องปัจจัยไม่มีเรื่องตัวเงินตั้งแต่แรก พร้อมยกมือไหว้ ขอวิงวอนให้นายเศรษฐาได้ทำงานต่อ

นายพิชิต กล่าวว่า ขอบคุณ 40สว. และขออโหสิกรรม ตนขอบใจมาก เพราะสิ่งที่ตนโดนกระทำ หลายคนไม่เคยศึกษาชีวิตตน  ตั้งแต่ปี 51 ตนโหยหาความยุติธรรมมาทั้งชีวิต

ทั้งนี้ มั่นใจว่าหลักนิติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญมีจริง ไม่หวั่นไหว และคำวินิจฉัยศาลฎีกาไม่ได้ผูกพัน ศาลรัฐธรรมนูญ  เพราะฉะนั้นประเด็นตามคำสั่งศาลฎีกา ขอท้าให้ไปดูว่าหากมีตรงไหนที่ตนเป็นคนหิ้วถุง 2,000,000 บาท ตนลาออกวันนี้เลย ไม่ต้องรอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย 

หลายคนที่ว่ากล่าวติติงตนว่า เป็นไอ้ทนายถุงเงิน 2,000,000 บาท เป็นการพูดอย่างคนไร้สติ ไม่มีเหตุไม่มีผล และถามว่าในสมัยที่ตนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและมีคนหมั่นไส้ตนทำไมไม่ยื่นถอดถอนตนในข้อเท็จจริง ข้อนี้  

เรื่องคำว่า วินัย จะเริ่มจับเมื่อรับข้าราชการ จะไม่มีการจับก่อนรับตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอพวก สว. ดูกันให้ดี เพราะคำว่า จริยธรรม ต้องมาใช้กับตนตอนนี้  ซึ่งคำอธิบายของกฤษฎีกาก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว ว่า ยกเว้นคำสั่งหมายความว่าตนมีคุณสมบัติและไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามเป็นรัฐมนตรี จึงไม่มีอะไรเชื่อมโยงว่านายกฯเศรษฐาเป็นคนผิด

แต่ เรื่องนี้เป็นวาระวงจรอุบาทว์ ที่พยายามจะทำให้ผู้นำประเทศต้องหลุดจากตำแหน่ง ตนมีเพื่อนใน สว. และทราบดีว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร แต่ไม่ขอพูด วันนี้ขอใช้คำว่าเปิดใจ ไม่ต้องมาถามว่ากังวลไหม สบายๆ ชี้แจงได้ทุกเรื่อง

ขณะเดียวกัน นายพิชิต ยังชี้แจง ถึงกระแสข่าวกรณีการลาออกจากตำแหน่ง ว่า ทำหน้าที่โดยยึดมาตรา 164 ตามรัฐธรรมนูญ ว่า การเป็นรัฐมนตรีต้องซื่อสัตย์สุจริตคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพราะตนเข้ามาทำงานไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง

คำตอบของการแก้วงจรอุบาทว์ คือ ใครก็ได้คิดกันมาเลยบอกว่าถ้าพิชิตลาออกแล้วทุกอย่างจบ ผมจะทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ พร้อมยกมือไหว้เหนือหัว ผมพูดกลางแดดต่อหน้าพระสยามเทวาธิราช ในองค์การพยพของกระบวนการยุติธรรม ว่า สิ่งที่ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์แบบนี้ แล้วให้พิชิตลาออก มันจบปัญหา ประเทศเดินหน้าได้ วันนี้พรุ่งนี้มะรืนนี้เดือนนี้เดือนไหน ผมพร้อมเลยครับ

นายพิชิต ยังยืนยันด้วยว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับ นายกรัฐมนตรี ตนรักและเคารพนายกฯ จึงไม่อยากทำอะไรให้ลำบากใจ ตอนนี้เป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯเศรษฐา พร้อมบอกทั้ง 40สว. และนักกฎหมาย ทีละคน มาดวลกับพิชิตคนเดียว บางคนยื่นชื่อไปยังไม่รู้เรื่องว่าเรื่องอะไร 

เมื่อถามว่า กระบวนการที่พูดถึงมาจากขั้วอำนาจเก่าหรือไม่  นายพิชิต กล่าวว่า ไม่ขอตอบคำถาม แต่แน่นอนว่าเป็นกระบวนการที่ต้องการล้มนายกรัฐมนตรี หากตนมีคุณสมบัติต้องห้ามก็ยื่นร้องมาที่ตนคนเดียวเลย แต่บอกเลยว่าการยื่นครั้งนี้ตนขอขอบคุณเพราะเข้าทางตน ที่โหยหาความยุติธรรมมานานแล้ว

นายพิชิต ยังย้ำในช่วงท้ายว่า จะลาออกก็ต่อเมื่อ มีการพิสูจน์แล้วว่าลาออกแล้วทุกอย่างจบ เพราะการบริหารราชการแผ่นดินจะเอามันไม่ได้

ส่วนจะดำรงตำแหน่งจนกว่าจะมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือ ให้พ้นจากหน้าที่ ใช่หรือไม่ ตนเคารพในดุลยพินิจศาลไม่ขอก้าวล่วง

ทั้งนี้ นายพิชิต ให้สัมภาษณ์เกือบ1ชั่วโมง โดยช่วงแรกมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมบอกว่า สมนามสกุล “ชื่นบาน” ขณะที่ในช่วงท้ายที่เริ่มอธิบายเข้าเนื้อหาได้มีสีหน้าจริงจังและน้ำเสียงดุดัน โดยภายหลังการให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นก่อน จะเข้าร่วมประชุม ครม. นายพิชิตได้หันหน้ากลับมาหา สื่อมวลชนพร้อมชูกำปั้นข้างขวา เป็นสัญลักษณ์ว่าพร้อมสู้

ขณะเดียวกัน เวลา 10.30 น. ที่ สภาทนายความ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) กองทัพธรรม และศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เข้ายื่นหนังสือ ร้องเรียนและร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี ของ นายพิชิต ชื่นบาน ออกจากการเป็นทนายความ เพื่อเป็นหลักฐานเพิ่มเติมยื่นให้ ปปช.และ กกต. ถึง ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิดต่อการกระทำผิดของบุคคลทั้ง นายเศรษฐา และ นายพิชิต ต่อไป

เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) กองทัพธรรม และศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เข้ายื่นหนังสือ ร้องเรียนต่อสภาทนายความ ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี ของนายพิชิต ชื่นบานเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) กองทัพธรรม และศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เข้ายื่นหนังสือ ร้องเรียนต่อสภาทนายความ ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี ของนายพิชิต ชื่นบาน

‘ไทย-บราซิล’พร้อมหนุนด้านเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805827

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ หารือร่วมกับนายโรแบร์โต เซอร์โรนี เปโรซา ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และอุปทานอาหาร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ด้านการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมด้วยนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ

ทั้งนี้ การหารือดังกล่าว ฝ่ายไทยและฝ่ายบราซิล เห็นพ้องที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าร่วมกัน โดยฝ่ายบราซิลได้เห็นถึงการเติบโตในทางที่ดีของประเทศไทย รวมทั้งฝ่ายบราซิลได้มีความสนใจถึงการรับรองเมล็ดพันธุ์พืช และมีความต้องการที่จะมีความร่วมมือกันในด้านเมล็ดกาแฟ รวมถึงเตรียมความพร้อมที่จะผลักดันการนำเข้า-ส่งออก สินค้าการเกษตรร่วมกันในอนาคต นอกจากนี้ สำหรับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน ทั้งสองประเทศมีการลงนาม MOU ด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ซึ่งสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการดำเนินงาน ดังนั้น หากประเด็นด้าน SPS ที่ไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตของ MOU ด้านการเกษตร สามารถพิจารณาหยิบยกติดตาม เพื่อให้กรอบดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุด

นายบุญสิงห์กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สามารถดำเนินการลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีข้อมูลการฝึกอบรม และความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งฝ่ายไทยและฝ่ายบราซิลยังมีการหารือถึงกำหนดการที่เหมาะสม สำหรับจัดการประชุมคณะทำงานร่วม ครั้งที่ 1 ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

‘อภัย’จับมือกลาโหม ป้องกันการลักลอบ นำเข้าสินค้าเกษตร แก้ปัญหาล้นตลาด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805825

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะทำงานรับซื้อผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จัดตั้งจุดจำหน่าย และการกระจายสินค้าเกษตร และคณะทำงานความร่วมมือด้านการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายตามแนวชายแดน โดยมี น.ส.ช่อฉัตรโตชูวงศ์ ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม และ พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานคณะทำงานความร่วมมือด้านการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายตามแนวชายแดน โดยกระทรวงเกษตรฯ ประสานความร่วมมือกระทรวงกลาโหม เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทั้ง 3 ประเภท ประกอบด้วย พืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อป้องกันการทำลายกลไกตลาดเนื่องมาจากสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทะลักเข้าสู่ประเทศ อีกทั้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ ที่ส่งผลต่อกระบวนการผลิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินค้าประเภทประมงและปศุสัตว์ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานคณะทำงานรับซื้อผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จัดตั้งจุดจำหน่าย และการกระจายสินค้าเกษตร เพื่อการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน ในการดำเนินการช่วยเหลือประชาชน และฟื้นฟูการประกอบกิจกรรมภาคการเกษตรแก่เกษตรกร อีกทั้งเป็นการกระจายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและราคาที่เป็นธรรมเพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด

รมว.เกษตรฯผลักดันอ.ต.ก. จัดหาพื้นที่ขายสินค้าเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805828

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการดำเนินงานขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะประธานกรรมการ อ.ต.ก. นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการ อ.ต.ก. เข้าร่วม

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า การดำเนินงานของ อ.ต.ก.ในปี 2567-2568 จะต้องมีการปรับรูปการทำงานให้เป็นแบบเอกชนมากขึ้น โดย อ.ต.ก.ต้องทำหน้าที่เป็นพ่อค้าสินค้าเกษตรทุกประเภท ทั้งสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยการเป็นแหล่งรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง และจัดหาพื้นที่ในการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ต้องมองหาตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” เพื่อขยายตลาดและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสินค้าภาคการเกษตรของไทย อย่างไรก็ตาม จะต้องบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด และเป็นการแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ

สทนช.เตือนรับมือฝนหนัก สั่งบูรณาการแผนจัดการทุกลุ่มน้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805826

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ฤดูฝนปีนี้จะมีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยและมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์ลานีญา อาจเกิดภาวะน้ำท่วมในบางพื้นที่ จึงดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ภายใต้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยออกประกาศเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ พร้อมทั้งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อน 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อรองรับฤดูแล้ง ปี 2567/2568 ตามมติของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างเคร่งครัด ตลอดจนให้หน่วยงานต่างๆ เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการตามภารกิจให้สอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝนดังกล่าว และรายงานผลการดำเนินงานมายัง สทนช.รับทราบอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำ บูรณาการหน่วยงานในพื้นที่เตรียมความพร้อม ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยตลอดช่วงฤดูฝนปีนี้ ลดพื้นที่เกิดอุทกภัยในทุกลุ่มน้ำ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้แต่ละจังหวัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ร่วมเป็นคณะทำงาน ติดตาม วิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และเหตุการณ์ที่อาจจะส่งผลให้เกิดสาธารณภัยในช่วงฤดูฝน รวมทั้งให้จัดทำแผนเผชิญเหตุ ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงแหล่งกักเก็บน้ำ คันกั้นน้ำ การวางแผนการระบายน้ำ และการจัดหาพื้นที่รองรับน้ำเพิ่มขึ้น ตลอดจนการแจ้งเตือนภัยและการช่วยเหลือประชาชน

สำหรับพื้นที่ กทม.มีการเฝ้าระวังติดตามข้อมูลสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ เร่งรัดกำจัดวัชพืช ขยะ และสิ่งกีดขวางทางน้ำอื่นๆ เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลให้เหมาะสม รวมทั้งเตรียมแผนในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ จัดชุดปฏิบัติการ กำชับเจ้าหน้าที่ประจำจุดสูบน้ำเร่งทำการแก้ไขปัญหาตามแผนที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะพื้นที่เขตชุมชนและพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนให้ตระหนักรู้กรณีเกิดสถานการณ์อุทกภัย

“แม้ขณะนี้จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ แต่ด้วยสภาพดินที่แห้งแล้งมายาวนานหลายเดือนทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาซึมลงดินเกือบทั้งหมด ปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ยังไม่มากนัก ดังนั้น เขื่อนแต่ละแห่งยังมีความจำเป็นจะต้องสำรองน้ำไว้เพื่อจัดสรรน้ำใช้ในช่วงต้นฤดูฝน คาดว่าประมาณเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2567 เมื่อดินชุ่มน้ำแล้ว จึงจะมีปริมาณน้ำท่าไหลเข้าเขื่อนมากขึ้น การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนจะต้องสอดคล้องกับปริมาณฝนและปริมาณน้ำท่าในช่วงนั้นๆ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 2 ปี โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่จะสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2567/68 ให้ปริมาณน้ำมีเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรม” นายไพฑูรย์ กล่าว

‘เกษตรกร’ร้องกรมศุลฯประชุมแก้‘หมูเถื่อน’ไม่คืบ-คดีล่าช้า วอนเร่งสานต่อให้จบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805710

‘เกษตรกร’ร้องกรมศุลฯประชุมแก้‘หมูเถื่อน’ไม่คืบ-คดีล่าช้า วอนเร่งสานต่อให้จบ

‘เกษตรกร’ร้องกรมศุลฯประชุมแก้‘หมูเถื่อน’ไม่คืบ-คดีล่าช้า วอนเร่งสานต่อให้จบ

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.48 น.

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ วอนอธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะ“ประธานคณะทำงานประสานงานแก้ไขปัญหาหมูเถื่อน” เร่งสานต่อคดีให้จบ หลังร้างราการเรียกประชุมหารือคณะทำงานมานานกว่า 10 เดือน  ทำคดีไม่คืบและปัญหายังไม่คลี่คลาย เกษตรกรทั่วประเทศมองการทำงานภาครัฐด้วยความหนักใจ หวั่น “ผู้ร้าย” ทำลายหลักฐาน โยกย้ายเงิน และหลบหนี จนเจ้าหน้าที่รัฐคว้าน้ำเหลว 

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่าเกษตรกรมีความหนักใจเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินคดีหมูเถื่อนที่ขณะนี้หยุดชะงักอยู่หลายคดี ไม่ว่าจะเป็น “คดี 161 ตู้” และ “คดี 2,385 ใบขน” ซึ่งแตกเป็นคดีย่อยอีกหลายคดี ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการไม่มีการประชุมติดตามงานใดๆ ในคณะทำงานฯ (คณะทำงานประสานงานแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าประเภทเนื้อสุกรหรือชิ้นส่วนสุกรที่ผิดกฎหมายและการบริหารจัดการของกลาง) มานานกว่า 10 เดือนแล้ว จนเป็นเหตุให้การสืบสวนสอบสวนหาหลักฐานข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนการทำงานของ DSI – ป.ป.ช. ไม่คืบหน้า

“ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา สมาคมฯมีการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศให้กลับมาประกอบอาชีพได้อย่างปกติสุข หลังบอบช้ำแสนสาหัสจากปัญหาหมูเถื่อน แต่ในช่วงเกือบปีมานี้กลับไม่มีการเรียกประชุมคณะทำงานฯเพื่อติดตามความคืบหน้าด้านการสอบสวนและแก้ปัญหาใดๆ จนทำให้เกษตรกรทั่วประเทศหนักใจ เกรงคดีล่าช้าจนเกิดความเสียหาย หรือนำไปสู่การทำลายหลักฐานของผู้ร้ายในขบวนการหมูเถื่อน ปัญหานี้หากถูกซ่อนไว้ใต้พรม เงียบหาย มันจะวกกลับมาทำลายเกษตรกรได้อีกในอนาคต” นายสิทธิพันธ์กล่าว 

นอกจากนี้ การทำงานของกรมศุลกากรเองก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผยในหลายประเด็น อาทิ การสอบสวนการยื่นขอเปิดเขตปลอดอากร (Free Zone) รวมถึงการตรวจสอบตู้ตกค้างในท่าเรือกรุงเทพและลาดกระบัง ตลอดจนเหตุผลที่ไม่มีการอายัดสินค้าในเขตปลอดอากรของผู้ต้องหา 2 บริษัทในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีที่โดนจับไปก่อนหน้า อีกทั้งยังไม่มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่กรมประมง ที่อนุมัตินำเข้าสินค้าหมูเถื่อนที่สำแดงเท็จเป็นปลาแช่แข็ง  ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่จะทำให้คดีเดินหน้าต่อไปได้ 

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากรเพื่อขอให้สานต่อภารกิจของคณะทำงานฯ แล้ว 

“เราคาดหวังการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว รวมถึงการวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต เพื่อรักษาอาชีพของเกษตรกรทุกคน ภายใต้ศรัทธาและความเชื่อมั่นในกระบวนการทางกฎหมายของบ้านเมือง ที่ควรเอาผิดผู้ร้ายให้ได้ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร” นายสิทธิพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ คณะทำงานประสานงานแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าประเภทเนื้อสุกรหรือชิ้นส่วนสุกรที่ผิดกฎหมายและการบริหารจัดการของกลาง ตั้งขึ้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2566 มี “อธิบดีกรมศุลกากร” เป็นประธานคณะทำงานฯ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เป็นคณะทำงานหลายภาคส่วน อาทิ ผอ.สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ  ผอ.สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ และ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เป็นต้น

สืบสาน ส่งเสริม นาฏกรรมลํ้าค่า‘โขน’ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805731

สืบสาน ส่งเสริม นาฏกรรมลํ้าค่า‘โขน’  มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทย

สืบสาน ส่งเสริม นาฏกรรมลํ้าค่า‘โขน’ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทย

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“โขน” นับเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่โดดเด่นด้านความสง่างาม อ่อนช้อย และองค์ประกอบศิลป์ที่ตระการตา และยังเป็นเสมือนศูนย์รวมของศาสตร์และศิลป์ที่มากด้วยเสน่ห์ มีทั้งวรรณกรรม วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ การจัดให้มีการแสดงโขน นอกจากเป็นการสืบสานศิลปะชั้นสูงของไทย ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์แล้ว “โขน” ยังเป็นหนึ่งใน Soft Power มรดกทางวัฒนธรรมไทยที่อยากให้ทุกคนได้ชื่นชมและภูมิใจร่วมกัน

พาราไดซ์ พาร์ค ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ร่วมสืบสานและต่อยอดมรดกวัฒนธรรมของชาติให้คนไทยทุกคนภาคภูมิใจ เปิดโอกาสให้คนที่ชื่นชอบศิลปวัฒนธรรมไทย ได้รับชมการแสดงโขนมากขึ้น กับ โขนนาฏยศาสตร์แห่งแผ่นดิน PARADISE PARK KHON THE THEATER ในทุกๆ เดือน โดยเนรมิตพื้นที่บริเวณ ลานรอยัล พาร์ค พลาซ่า จัดการแสดง โขนนาฏยศาสตร์แห่งแผ่นดิน PARADISE PARK KHON THE THEATER ที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากวรรณกรรมชั้นครู เรื่อง “รามเกียรติ์”ในตอน “นารายณ์ปราบนนทก” และ“สำมนักขาก่อศึก” ตั้งแต่เดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ชมและผู้ที่ชื่นชอบการแสดงโขนเป็นอย่างยิ่ง บรรยากาศการแสดงเต็มไปด้วยความเนืองแน่นของผู้ชมที่สนใจ จนเต็มพื้นที่ในทุกรอบ

คู่แม่-ลูก ที่ไม่พลาดมาชมแสดงโขนที่พาราไดซ์ พาร์ค ทุกครั้ง วิภาพร เนตรกระจ่างกุล อายุ 87 ปี และสุภัชดา เนตรกระจ่างกุล อายุ 65 ปี ที่ยอมรับว่า พวกเขาหลงใหลและประทับใจจากการมาชมการแสดงโขนตั้งแต่ครั้งแรกและในครั้งนี้เช่นกันที่ตั้งใจมาชม “มาพาราไดซ์ พาร์ค เป็นประจำ จะมากับลูกๆ ทุกอาทิตย์ วันนี้ตั้งใจมาดูการแสดงโขน และเป็นการชมครั้งที่ 2 แล้วเพราะมาชมครั้งแรกเมื่อเดือนก่อน รู้สึกประทับใจมาก ชอบมาก จนต้องกลับมาดูอีก อีกอย่างตนไม่ได้ดูการแสดงโขนนานแล้ว สมัยก่อนตอนอยู่ต่างจังหวัดยังมีโอกาสได้ดูบ่อย พอมาอยู่กรุงเทพฯไม่ได้มีโอกาสดูพอทราบว่าที่พาราไดซ์ พาร์คจัดให้มีการแสดงโขน ลูกๆ เลยพามาดู ส่วนการแสดงวันนี้ ดูทั้ง 2 รอบเลย แสดงดีมาก สนุก ชอบนักแสดงทุกท่าน”

สุภัชดา ลูกสาว กล่าวเสริมว่า“โขนเป็นอีกหนึ่งศิลปะของไทยน่าชมและอนุรักษ์ไว้ เป็นการแสดงที่หาดูยากขอเชิญชวนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มาชมกันเยอะๆ เพราะถือเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ที่สำคัญ พาราไดซ์ พาร์ค นำการแสดงโขนแบบสดมาให้ดูถึงที่ ทำให้เราไม่ต้องไปหาดูที่ไหนไกล”

สำหรับกลุ่มผู้ชมโขนนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มผู้ใหญ่ หรือกลุ่มคนวัยทำงานเท่านั้น แต่มีบรรดาน้องๆ เยาวชนที่ให้ความสนใจมานั่งชมการแสดงโขนเช่นกัน อย่าง ด.ช.สิทธิโชค แสนทวีสุข อายุ 10 ปีกล่าวหลังการแสดงชมจบว่า “พอทราบว่าที่พาราไดซ์ พาร์คจัดให้มีการแสดงโขน ผมตั้งใจที่จะมาชม เพราะชื่นชอบการแสดงแบบนี้ เป็นการแสดงก็สนุกมาก ชอบทั้งดนตรีและคำร้องที่นักแสดงถ่ายทอดออกมา โดยส่วนตัวชื่นชอบตัวละคร “พระราม” ที่มีความเก่งกล้า และแข็งแรง ก็อยากจะเชิญชวนให้เพื่อนๆ มาชมการแสดงโขน ที่พาราไดซ์ พาร์ค ในทุกๆ เดือนกันนะครับ”

ด.ช.ธาวิน สิทธิชัย อายุ 6 ขวบ กล่าวว่า “วันนี้ผมตั้งใจมาดูโขนเรื่องสำมนักขาก่อศึก ประทับใจมาก ผมชอบโขน ชอบตัวละคร “หนุมาน” และที่ชอบอีกอย่าง คือ วงปี่พาทย์ เพราะผมชอบดนตรีไทย ยิ่งได้เห็นการแสดง วงปี่พาทย์ ในการแสดงนี้ ผมยิ่งประทับใจในการชมมากครับ”

คุณแหน : 21 พฤษภาคม 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805761

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● “สุเขน ผุฎฐา อถวา ทุกเขน อุจจาวจัง ปัณฑิตา ทัสสยันติ” คนฉลาดได้ยศหรือหมดตำแหน่งไม่แสดงอาการหวั่นไหว… อดีต รมต. สำนักนายกฯ สายมู พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ย่อมเข้าใจในสัจธรรมดังกล่าว ยอมรับเงื่อนไขทางการเมืองของพรรคฯ ที่ต้องหมุนเวียนดูแลบุคลากรสำคัญอย่างทั่วถึง อดีต รมต. ยังคงยิ้มแย้มเดินหน้าประสานงานให้พรรค และคอยดูแลความต้องการต่างๆ ของ สส. กทม และเขตปริมณฑล ส่วนผู้มีศรัทธาสายมูที่มาร่วมการสักการบูชาพระราหูที่บ้านพักซอยวิภาวดี 60 ทุกเย็นวันพุธก็ยังคึกคักเข้มแข็งเหมือนเดิม…ชมอยู่ได้ 2 วัน หน.พรรคเพื่อไทย ออกคำสั่งแต่งตั้งท่านอดีต รมต.เป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ดูแลกิจกรรมของ สส. กทม. อย่างทั่วถึง…

●● แม้จะเป็นเหตุการณ์นอกราชอาณาจักรไทยเป็นเรื่องราวที่กินใจคนจำนวนมากทั้งในสหราชอาณาจักรและเมืองไทยจนต้องมาเล่าเป็นตำนาน เมื่อ เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการ/โค้ชทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล ชาวเยอรมัน ประกาศอำลาทีมหลังซีซั่นนี้ หลังจากรวบรวมผลงานชิ้นโบแดงประวัติศาสตร์ไว้ให้ลิเวอร์พูล อาทิแชมป์ PREMIER LEAGUE ครั้งแรกในรอบ 30 ปี, แชมป์ยุโรป UCL ในปี 2019 และถ้วยรางวัลในทัวร์นาเมนต์สำคัญอีกมากมายในรอบ 9 ปี และที่สำคัญยิ่ง คล็อปป์สามารถทำให้ทีมลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมขวัญใจคนทั่วโลกได้อย่างน่าพิศวง วันอาทิตย์ที่ผ่านมาหลังทีมลิเวอร์พูลจบการแข่งขันกับทีมเจ้าภาพเวสต์แฮม เจ้าภาพให้เกียรติคล็อปป์ “MAKE THE FINAL ROUND” เดินรอบสนามของเมืองโบกมืออำลาแฟนทีมคู่ปรับจำนวนสี่หมื่นคนนอกจากจะตอบสนองเขายังพร้อมใจร่ำไห้อำลา…ไม่กี่วันก่อนหน้า ERIC CLAPTON นักร้อง/โซโล่ กีตาร์ยิ่งใหญ่ของโลก แสดงคอนเสิร์ตในโลคัลฮอลล์ต่อหน้า FC นับหมื่น ท้ายรายการเขาหยุดกล่าวสดุดีวีรบุรุษคล็อปป์ แล้วนำฝูงชนร้องเพลงอมตะเพื่อระลึกถึง “YOU’LL NEVER WALK ALONE”… ผลน้ำตานองหน้า…

●● พิธีสวดพระอภิธรรม คุณแม่อมรศรี อรุโณทอง มารดา ศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง 20, 21, 23 พ.ค.18.30 น. ณ ศาลา 4วัดลาดบัวขาว (ราชโยธา) และฌาปนกิจ 25 พ.ค.13.00 น. …

●● เสียใจด้วยกับ จารุภา อยู่พูล ที่สูญเสีย คุณแม่วิไล กำหนดสวดพระอภิธรรม ที่ศาลา 16 วัดชลประทานรังสฤษดิ์ 19-24 พ.ค. 19.00 น.(เว้น 22 พ.ค.) ประชุมเพลิง 25 พ.ค. 16.30 น. …

●● ข่าวน่ายินดีเมื่อ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ผศ.พิเศษ นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์รับตำแหน่งใหม่เป็น “รองอธิบดีกรมการแพทย์”เมื่อ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา…

●● บรรดาลูกน้องใน “กองตะวันออก” กระทรวงการต่างประเทศ ก็ดีใจด้วยกับ ผอ.คนเก่ง ผู้ใจดีและประเสริฐสุด ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี Chief of Staff คนใหม่…ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ…

●● ช่วงนี้ วรวิมล ณ ระนอง ไปเที่ยวเมืองจีน ส่วน สุพจน์-รัตนาภรณ์ เกษมอมรลักษณ์ ก็ไปทริปเมืองจีนเช่นกัน…สนุกสุขสันต์กันมากๆ…

●● ยามนี้ การเมืองคึกคัก บรรดาข้าราชการเกษียณหลายคนทั้งตำแหน่งใหญ่ๆ อย่าง ผู้ว่าราชการจังหวัด,อดีตอธิบดี, อดีตนายทหาร-นายตำรวจ รวมไปถึงประชาชนคนธรรมดา หาญกล้าลงสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในครั้งนี้มากหน้าหลายตา…ขอให้เลือก(กันเองในกลุ่ม)ได้คนดีๆ มีคุณธรรมเข้าสภาฯ กันนะเจ้าคะ !!…●●

บารอนแนส

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมอนามัย ประสานพลังสถานประกอบการ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพแรงงานสตรีไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805737

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมอนามัย ประสานพลังสถานประกอบการ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพแรงงานสตรีไทย

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมอนามัย ประสานพลังสถานประกอบการ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพแรงงานสตรีไทย

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดทำโครงการสถานประกอบการต้นแบบสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพหญิงวัยเจริญพันธุ์และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมี โสภา เกียรตินิรชา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขรองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผน พัฒนาคุณภาพและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดลรองศาสตราจารย์ ดร.เอมพร รตินธรคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ณ ห้องประชุมภัทรมหาราชการุณย์ ชั้น 5 อาคารมหิดลอดุลยเดช-พระศรีนครินทร คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม

จากการศึกษาข้อมูลสตรีวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งหมายถึงสตรีช่วงอายุ 15-49 ปีสตรีกลุ่มนี้ส่วนมากต้องทำงานนอกบ้านอันเนื่องมาจากภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวพบว่า สตรีวัยเจริญพันธุ์ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะทำงานในสถานประกอบการขนาดเล็ก (จำนวนพนักงาน 1-50 คน) รองลงมาคือ สถานประกอบการขนาดกลาง (จำนวนพนักงาน 51-200 คน)และขนาดใหญ่ (จำนวนพนักงานมากกว่า 200 คน) ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าว แสดงถึงนัยสำคัญประการหนึ่ง คือ สตรีที่ทำงานนอกบ้านจำนวนมากมีสถานะโสด หรือมีบุตรน้อย จากการมีรายได้น้อยและขาดแคลนสวัสดิการที่ช่วยคุ้มครองความเป็นมารดาและการเลี้ยงดูเด็ก และสตรีบางรายอาจมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านอนามัยเจริญพันธุ์ ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลสุขอนามัยตนเอง รวมถึงสตรีที่ตั้งครรภ์ยังขาดการดูแลทั้งตนเองและบุตรในครรภ์ และเมื่อคลอดบุตรแล้ว ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรด้วยนมแม่ได้ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ดังนั้น ที่ทำงานหรือสถานประกอบการจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อและเหมาะสมต่อสตรีวัยเจริญพันธุ์ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับสตรีได้อย่างยั่งยืน

โสภา เกียรตินิรชา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับแรงงานสตรี การคุ้มครองสิทธิสตรี การสร้างความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติทางเพศ การพัฒนาศักยภาพสตรีการเข้าถึงสวัสดิการที่เหมาะสมเป็นนโยบายที่กระทรวงแรงงานมอบให้หน่วยงานหรือสถานประกอบการยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังส่งเสริมให้สถานประกอบการมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้สตรีสามารถดูแลสุขภาพตนเองและบุตรได้ เช่น การมีสถานที่ปั๊มนมมีตู้เย็นที่อุณหภูมิเพียงพอต่อการแช่นม เป็นต้น ดังนั้น การกำหนดมาตรฐานสำหรับสถานประกอบการนอกจากจะเป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของแรงงานสตรีแล้ว ยังช่วยยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการให้เป็นที่ยอมรับในสังคมยิ่งขึ้น

นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สตรีวัยแรงงานนอกจากจะต้องได้รับความคุ้มครองพื้นฐานตามกฎหมายแรงงานแล้ว การส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ ถือเป็นบทบาทสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อช่วยให้แรงงานสตรีลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค สามารถดูแลสุขอนามัยได้อย่างเหมาะสม รวมถึงกลุ่มสตรีที่ต้องเลี้ยงดูบุตร สามารถดูแลตนเองและบุตรได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เลี้ยงดูบุตรด้วยนมแม่ที่นอกจากจะเป็นการสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างแม่กับลูกแล้ว ยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ทารกอีกด้วย เด็กที่ดื่มนมแม่จะมีพัฒนาการที่ดี ซึ่งเป็นส่วนช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับครอบครัวได้

รองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรสมภพประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผน พัฒนาคุณภาพและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมหิดล มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุนการจัดทำมาตรฐานคุณภาพด้านการบริการวิชาการและบริการสุขภาพสู่สากล ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย ดังนั้น การสร้างมาตรฐานสำหรับสถานประกอบการ เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้คำนึงถึงสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของสตรีเพื่อให้เกิดการดูแลแบบองค์รวม ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ 8 : ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน และ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาสถานประกอบการต้นแบบเพื่อสร้างมาตรฐานของสถานประกอบการที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพสตรี โดยเฉพาะในช่วงระยะตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงระยะการให้นมบุตร ซึ่งจะทำให้สถานประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและมั่นใจจากทั้งพนักงานและสังคม และทำให้เกิดแนวทางการดูแลสุขภาวะสตรี วัยแรงงานอย่างยั่งยืน และในวันนี้มีสถานประกอบการที่จะร่วมกันพัฒนาให้เป็นสถานประกอบการต้นแบบ คือ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด และในอนาคตคาดว่าจะมีสถานประกอบการแห่งอื่นเข้าร่วมเพิ่มขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.เอมพร รตินธร คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คณะพยาบาลศาสตร์มีพันธกิจหลัก คือ ผลิตบัณฑิตพยาบาลที่มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพของสังคมไทยและสังคมโลก นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างงานวิจัยชี้นำนโยบายระบบบริการสุขภาพของประเทศ และการให้บริการวิชาการที่มุ่งเน้นการสร้างแกนนำในการสร้างเสริมสุขภาวะแก่สังคม จึงได้จัดทำโครงการสถานประกอบการต้นแบบสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพหญิงวัย เจริญพันธุ์และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ขึ้น โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรนภา ตั้งสุขสันต์ หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา และประธานศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสุขภาพเด็กปฐมวัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหิดล เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อทำการศึกษาสถานการณ์การดูแลสุขภาพสตรีและการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานประกอบการ และนำไปจัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินคุณภาพของสถานประกอบการที่ส่งเสริมสุขภาพสตรีและการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ที่จะยกระดับให้เป็นสถานประกอบการต้นแบบในการส่งเสริมสุขภาพสตรีและการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อให้สตรีมีสุขภาพดีทั้งในระยะยาว คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีในทุกมิติ