เปิดไทม์ไลน์ความสัมพันธ์อินเดีย-แคนาดา ตึงเครียดสุดในรอบหลายปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783400

เปิดไทม์ไลน์ความสัมพันธ์อินเดีย-แคนาดา ตึงเครียดสุดในรอบหลายปี

6 พ.ค. 2567 11:55 น.

เปิดไทม์ไลน์ความสัมพันธ์อินเดีย-แคนาดา ตึงเครียดสุดในรอบหลายปี

  • ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างแคนาดา และอินเดีย ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอันตึงเครียดมานานหลายปี จากกรณีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ที่เคลื่อนไหวอยู่ในแคนาดา และจนกระทั่งเกิดชนวนเหตุ นายฮาร์ดีป สิงห์ นิจจาร์ แกนนำชาวซิกข์ ถูกสังหารในแคนาดา และล่าสุดแคนาดาจับกุมตัวพร้อมตั้งข้อหาชาวอินเดีย 3 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัย
  • นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด และนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี ตอบโต้วิวาทะกันอย่างรุนแรง เกี่ยวกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซิกข์ในแคนาดา และบทบาทของหน่วยข่าวกรองอินเดีย ที่แคนาดาเชื่อว่าอยู่เบื้องหลัง

แคนาดาเป็นที่ตั้งของชุมชนซิกข์ที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศอินเดีย ข้อมูลของรัฐบาลกลางแคนาดาระบุว่ามีประชากรชาวซิกข์อยู่ประมาณ 770,000 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 2.1 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ

ชาวซิกข์ในแคนาดาบางคนยืนยันว่า การผลักดันให้เกิด “คาลิสถาน” (Khalistan) ถือเป็นอิสระในการเคลื่อนไหวอย่างสันติเพื่อเอกราชของชาวซิกข์ในอินเดีย และที่ผ่านมาชาวซิกข์ในแคนาดาจำนวนหนึ่ง สนับสนุนการก่อตั้งดินแดนชาวซิกข์ที่แยกออกมาจากอินเดีย พวกเขาได้ส่งเงินและทรัพยากรไปเพื่อสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน และยังจัดการลงประชามติอย่างไม่เป็นทางการในแคนาดา เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหว ซึ่งทางการอินเดียออกมาประณามการกระทำของคนกลุ่มนี้ 

ขณะที่ นายทรูโด ผู้นำแคนาดาก็เหมือนกับผู้นำคนก่อนๆ ที่ยืนยันว่า รัฐบาลแคนาดาสนับสนุน “อินเดียที่รวมกันเป็นหนึ่ง” แต่ก็ไม่ได้ปราบปรามการแสดงวาทกรรมแบ่งแยกดินแดนของกลุ่มชาวซิกข์ แม้ว่ารัฐบาลอินเดียจะเคยดำเนินการกดดันแคนาดาอย่างหนักให้ทำเช่นนั้นก็ตาม

เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ความสัมพันธ์อินเดียและแคนาดาร้าวฉานอย่างหนัก เมื่อผู้นำแคนาดากล่าวต่อสาธารณะว่า ทางการแคนาดา “ดำเนินการตามข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้น” ระหว่างกลุ่มตัวแทนที่ทำงานให้กับรัฐบาลอินเดีย และการฆาตกรรมนายฮาร์ดีป สิงห์ นิจจาร์ Hardeep นอกคุรุทวารา ในเมืองเซอร์เรย์ รัฐบริติชโคลัมเบีย เกิร์ดวารา ในเดือนมิถุนายน 2023

ขณะที่รัฐบาลอินเดียปฏิเสธคำกล่าวอ้างของนายทรูโด โดยบอกว่า “ไร้สาระ” และกล่าวหาว่ารัฐบาลแคนาดาพยายามแทรกแซงกิจการภายในของอินเดีย จากนั้นทั้งสองประเทศก็มีคำสั่งขับนักการทูตของแต่ละฝ่ายออกจากประเทศ 

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา นายมานดีป มูเคอร์ ผู้กำกับการตำรวจทีมสืบสวนคดีฆาตกรรมร่วมของแคนาดา (IHIT) กล่าวว่า ตำรวจได้ดำเนินการจับกุมชาวอินเดีย 3 คน พร้อมตั้งข้อหาพวกเขาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหาร นายฮาร์ดีป สิงห์ นิจจาร์ 

โดยระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คนได้แก่ นายคาราน บราร์ อายุ 22 ปี นายคามาล พรีต สิงห์ อายุ 22 ปี และนายคาราน พรีต สิงห์ อายุ 28 ปี ทั้ง 3 คนอาศัยอยู่ในเมืองเอ็ดมอนตัน รัฐแอลเบอร์ตา และพวกเขาถูกตั้งข้อหา ฆาตกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาสมคบคิดกันก่อเหตุฆาตกรรม


ตำรวจแคนาดาระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน อยู่ในแคนาดามา 3-5 ปีแล้ว และตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนในประเด็นอื่นๆของคดี รวมถึงความเชื่อมโยงกับรัฐบาลอินเดีย ขณะที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีคนอื่นเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมนี้ และอาจมีการจับกุมหรือตั้งข้อหาเพิ่มอีก อย่างไรก็ตาม ตำรวจแคนาดาบอกอีกว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังทำงานร่วมกับตำรวจอินเดีย แต่ความร่วมมือค่อนข้างยากลำบากและท้าทายมานานหลายปีแล้ว

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุการณ์ต่างในอดีตที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอินเดียกับแคนาดามีความซับซ้อนและตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

กุมภาพันธ์ 2018


นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด เดินทางไปเยือนอินเดีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และหวังบรรเทาความตึงเครียดที่คุกรุ่นมายาวนานเกี่ยวกับการสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนของชาวซิกข์พลัดถิ่นในแคนาดาพลัดถิ่น และเพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ทางการค้าที่ค่อนข้างอ่อนแอของแคนาดากับอินเดีย แต่สุดท้ายทริปนี้กลับโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก 

แต่การมาเยือนต้องหยุดชะงักลงเมื่อมีข่าวว่ายัสปาล อัตวาล จากรัฐบริติชโคลัมเบีย ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามสังหารนักการเมืองชาวอินเดียในแคนาดา ได้รับเชิญจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสรีนิยมให้ไปร่วมงาน ซึ่งมีนายทรูโดเข้าร่วมด้วย แม้ว่าคำเชิญนี้จะไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากนายทรูโด แต่ก็ถือเป็นเรื่องน่าอับอายทางการทูต

นอกจากนี้ ทรูโด และครอบครัวของเขา ยังถูกล้อเลียนที่สวมชุดอินเดียแบบดั้งเดิมในระหว่างการเยือน ซึ่งเป็นการถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแคนาดาและต่างประเทศ

มิถุนายน 2023


เกิดวิวาทะของที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของนายทรูโด ซึ่งออกมากล่าวหาอินเดียเป็นเบอร์ใหญ่อันดับต้นๆ ของการแทรกแซงจากต่างชาติในแคนาดา

และต่อมา นายเอส. ชัยชังการ์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดีย วิพากษ์วิจารณ์แคนาดาที่อนุญาตให้มีขบวนแห่ในขบวนพาเหรดที่แสดงภาพการลอบสังหาร นางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีอินเดียในขณะนั้น ซึ่งเป็นฝีมือของบอดี้การ์ดของเธอ ในปี 1984 อินเดียมองว่า เป็นความพยายามในการเชิดชูความรุนแรงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์

สองสัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 18 มิถุนายน นายฮาร์ดีพ ซิงห์ นิจจาร์ ผู้นำชุมชนชาวซิกข์ถูกยิงเสียชีวิตนอกคุรุทวารา ศาสนสถานของศาสนาซิกข์ ในเมืองเซอร์เรย์ รัฐบริติชโคลัมเบีย บรรดาผู้ชุมนุมต่างเรียกการสังหารว่าเป็นการโจมตีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง การเสียชีวิตของนายนิจจาร์ นำไปสู่การประท้วงอย่างดุเดือดต่อเจ้าหน้าที่อินเดียตลอดฤดูร้อนปีที่แล้ว

ทางด้านกลุ่ม Sikhs for Justice เรียกร้องให้ประชาชนปิดล้อม สถานกงสุลอินเดีย และเสนอรางวัลเงินสดสำหรับการบุกรุกบ้านของนักการทูตอินเดีย

กันยายน 2023


เกิดความเคลื่อนไหวที่ไม่คาดคิด เมื่อแคนาดาระงับการเจรจาเกี่ยวกับสนธิสัญญาการค้าที่เสนอกับอินเดีย ขณะที่นางแมรี อัง รัฐมนตรีการค้าระหว่างประเทศของแคนาดา ยังได้เลื่อนภารกิจไปเยือนอินเดีย ซึ่งวางแผนไว้สำหรับเดือนตุลาคมด้วย

ขณะที่ความตึงเครียดเด่นชัดอย่างมาก ระหว่างนายกรัฐมนตรีทรูโด และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่กรุงนิวเดลี

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 18 กันยายน นายทรูโดเปิดเผยว่า หน่วยข่าวกรองของแคนาดากำลัง “ติดตามข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้น” ระหว่างรัฐบาลอินเดียกับการเสียชีวิตของนายนิจจาร์

ต่อมาอินเดียออกกฎ จำกัดวีซ่าสำหรับชาวแคนาดา โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักการทูตอินเดียในแคนาดา พร้อมโจมตีแคนาดาว่าเป็น “ที่หลบภัยสำหรับผู้ก่อการร้าย กลุ่มหัวรุนแรง” และ “นักกิจกรรมต่อต้านอินเดีย”

ตุลาคม 2023


อินเดียยกเลิกความคุ้มครองทางการทูตสำหรับนักการทูตแคนาดา 41 คน พร้อมคุ้มครองความปลอดภัยสำหรับญาติของพวกเขา นั่นทำให้นักการทูตแคนาดา กว่า 2 ใน 3 ต้องเดินทางกลับประเทศในทันที ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแคนาดา นางเมลานี โจลี ออกมาให้คำมั่นที่จะหารือเพิ่มเติมกับอินเดียเป็นการส่วนตัวต่อไป

พฤศจิกายน 2023


ศาลนิวยอร์กเปิดผนึกคำฟ้องร้องที่กล่าวหาว่านักการทูตอินเดียมีการจ้างวานวางแผนฆาตกรรมเพื่อต่อต้านกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ เมื่อต้นปีนั้น เจ้าหน้าที่อเมริกันกล่าวหาว่า ผู้อยู่เบื้องหลังแผนการนี้กำลังวางแผนจะลอบสังหารอีก 3 ครั้งในแคนาดา รวมถึงเหตุการณ์สังหารนายนิจจาร์ ด้วย

มกราคม 2024


คณะกรรมการไต่สวนอิสระเกี่ยวกับการแทรกแซงกิจการของแคนาดาโดยต่างประเทศขอให้รัฐบาลแคนาดาแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อินเดียจะเข้าไปแทรกแซงในการเลือกตั้ง

ด้านรัฐบาลนิวเดลีปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และย้ำมุมมองที่มีมายาวนานว่าแคนาดายอมให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนซิกข์เข้ามาแทรกแซงกิจการของอินเดีย

มีนาคม 2024


สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลอินเดียส่งรายงานไปยังสหรัฐฯ ซึ่งรับทราบว่าสายลับอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องในแผนการฆาตกรรมของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็นฝ่ายปฏิบัติการรุนแรง

รายการ The Fifth Estate ของ CBC เผยแพร่วิดีโอจากกล้องรักษาความปลอดภัย เผยให้เห็นรายละเอียดการโจมตีที่มีการประสานงานระดับสูง และจบลงด้วยการสังหารนายนิจจาร์

พฤษภาคม 2024


CBC News รายงานว่า ตำรวจแคนาดาได้จับกุมชาวอินเดีย 3 คนโดยเชื่อว่าได้รับมอบหมายงานมาจากรัฐบาลอินเดียให้สังหารนายนิจจาร์.

แควนตัสถูกปรับ 2,400 ล้านบาท ขายตั๋ว “เที่ยวบินผี”

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783409

แควนตัสถูกปรับ 2,400 ล้านบาท ขายตั๋ว "เที่ยวบินผี"

6 พ.ค. 2567 11:34 น.

แควนตัสถูกปรับ 2,400 ล้านบาท ขายตั๋ว “เที่ยวบินผี”

สายการบินแควนตัส ตกลงที่จะจ่ายค่าปรับ 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 2,427 ล้านบาท สำหรับการขายตั๋วในเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจำนวนหลายพันเที่ยวบิน

สายการบินแควนตัส ตกลงที่จะจ่ายค่าปรับ 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 2,427 ล้านบาท สำหรับการขายตั๋วในเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจำนวนหลายพันเที่ยวบิน หลังคณะกรรมาธิการการแข่งขันและผู้บริโภคของออสเตรเลีย (เอซีซีซี) ยื่นฟ้องสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่ศาลรัฐบาลกลางเมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการฯ กล่าวหาว่าแควนตัสมีส่วนร่วมในพฤติกรรมอันเป็นเท็จ ทำให้เข้าใจผิด หรือหลอกลวงโดยการโฆษณาบัตรโดยสารมากกว่า 8,000 เที่ยวบินตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 ถึงกรกฎาคม 2565 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว

แควนตัสตกลงที่จะยุติคดีนี้ด้วยการจ่ายค่าปรับ 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2,428 ล้านบาท) ให้กับรัฐบาลออสเตรเลีย และมีแผนที่จะจ่ายเงินชดเชยกว่า 20 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 478 ล้านบาท) ให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 86,000 ราย โดยกรณีดังกล่าวที่ถูกเรียกว่า “เที่ยวบินผี” ซึ่งดำเนินการฟ้องร้องโดยเอซีซีซีในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ที่อ้างว่าในบางกรณีแควนตัสขายตั๋วสำหรับเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกเป็นเวลาหลายสัปดาห์

ทั้งนี้ ข้อตกลงการลงโทษระหว่างแควนตัส และเอซีซีซี จะต้องได้รับการอนุมัติจากศาลรัฐบาลกลางของออสเตรเลีย ภายใต้แผนดังกล่าว ลูกค้าที่ซื้อตั๋วสำหรับเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกไปแล้วเป็นเวลา 2 วันขึ้นไป จึงจะได้รับเงินชดเชย แควนตัสระบุว่า ผู้โดยสารจะได้รับเงินชดเชย 225 ดอลลาร์ออสเตรเลีย สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และ 450 ดอลลาร์ออสเตรเลีย สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ

วาเนสซา ฮัดสัน ซีอีโอของแควนตัส กล่าวว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในสายการบินแห่งชาติ หลังสายการบินกลับมาให้บริการอีกครั้งหลังจากการระบาดของโควิด และสายการบินตระหนักดีว่าทำให้ลูกค้าผิดหวัง

เอซีซีซี ระบุว่า แควนตัสยังยอมรับว่ากระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หรือมากกว่า 1 ปี ก่อนที่เอซีซีซีจะยื่นฟ้องต่อศาล

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่แควนตัสประกาศผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 หลังจากขาดทุนหลายปีเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19.

ที่มา AP

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ศึกนี้ยาว ‘เศรษฐา’ ถอย พท.รุก ‘แบงก์ชาติ’ นายใหญ่ปักธงรื้อกฎหมาย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574240

07 พ.ค. 2567

12:04 น.

ศึกนี้ยาว ‘เศรษฐา’ ถอย พท.รุก ‘แบงก์ชาติ’ นายใหญ่ปักธงรื้อกฎหมาย

พลิกตำนานปลด 4 ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ หลังรัฐประหาร 2549 กลุ่มอนุรักษ์ นิยมแก้กฎหมาย ธปท. ทำให้ฝั่งการเมืองแทบจะปลดผู้ว่าฯไม่ได้

จุดเกิดเหตุ วิวาทะเพื่อไทย-แบงก์ชาติ รอบใหม่ในงานอีเวนต์ 10 เดือนไม่รอ สัปดาห์ที่แล้วจุดเกิดเหตุ วิวาทะเพื่อไทย-แบงก์ชาติ รอบใหม่ในงานอีเวนต์ 10 เดือนไม่รอ สัปดาห์ที่แล้ว

ศึกนี้ไม่จบ เศรษฐา ถอนฟืนจากไฟ ไม่ปลดผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ย้อนปมเพื่อไทยจ้องรื้อกฎหมาย ธปท.ปี 51 จากยิ่งลักษณ์ถึงเสี่ยนิด

พลิกตำนานปลด 4 ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ หลังรัฐประหาร 2549 กลุ่มอนุรักษ์ นิยมแก้กฎหมาย ธปท. ทำให้ฝั่งการเมืองแทบจะปลดผู้ว่าฯไม่ได้

สงครามเย็นระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทะลักจุดเดือด เมื่ออุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร เขย่าความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ ทำให้เกิดแรงสะท้อนกลับไปที่พรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จึงพยายามลดความร้อนแรง ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อที่ร้อยเอ็ด 2 ประเด็นคือ ไม่มีแนวคิดที่จะปลดผู้ว่าฯแบงก์ชาติ และไม่มีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมาย ธปท.ปี 2551

ประเด็นร้อนเรื่องเพื่อไทยงัดแบงก์ชาติ ช่วงวันหยุดยาว เริ่มจาก อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย วิ่งชนกำแพงวังบางขุนพรหมในงานอีเวนต์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2567

วาทะของลูกสาวเถ้าแก่ใหญ่ที่ว่า “กฎหมายพยายามให้ ธปท.เป็นอิสระจากรัฐบาล จึงเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” จึงถูกตีความว่า เพื่อไทย จะแก้ ไข พรบ.แบงก์ชาติ ปี 2551 ลดความเป็นอิสระ เปิดทางให้ฝั่งการเมืองแทรกแซงได้

อันที่จริง พรรคเพื่อไทย กับธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง สมัยโน้น ขัดแย้งเรื่องนโยบายดอกเบี้ยกับแบงก์ชาติ ถึงขั้นมีความคิดที่จะไล่ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ พ้นตำแหน่ง 


ขณะที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ตอนนั้น ตั้งรับนิ่งสงบ และขุนคลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ไม่กล้าปลดออกจากตำแหน่ง

ดังที่ทราบ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ มีภูมิคุ้มกันชั้นเยี่ยมคือ พรบ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายเรื่อง โดยเฉพาะการปลดผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ทำได้ยากขึ้นกว่าในอดีต

ปีกอนุรักษนิยมปกป้อง


หลังรัฐประหาร 2549 รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ตัวแทนปีกอนุรักษนิยม ได้เสนอแก้ไข พรบ.แบงก์ชาติ เมื่อเดือน ส.ค.2551

จากกฎหมายเดิมที่ให้อำนาจรัฐมนตรีคลัง เสนอปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติได้ โดยไม่ต้องระบุเหตุผลหรือข้อหา จึงมีการปรับปรุงแก้ไข
 
ใน พรบ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับปรับปรุงปี 2551 มาตรา 28/19 (4) ให้อำนาจรัฐมนตรีคลังเสนอคณะรัฐมนตรี ปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติได้แต่จะต้องมีเหตุผลในการสั่งปลดคือ มีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง หรือทุจริตต่อหน้าที่

นอกจากนี้ ในมาตรา 28/19 (5) ได้ให้อำนาจคณะกรรมการแบงก์ชาติ เสนอรัฐมนตรีคลังสั่งปลดผู้ว่าฯแบงก์ชาติได้ด้วย หากมีความผิดบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือหย่อนความ สามารถ

สรุปว่า ตามกฎหมายใหม่ ฝั่งการเมืองแทบจะปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติไม่ ได้เลย กรณีขัดแย้งเชิงนโยบาย อย่างรัฐบาลเศรษฐา กับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนปัจจุบัน 


ปลด 4 ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ

70 กว่าปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ระหว่างแบงก์ชาติกับกระทรวงการคลัง จนถึงขั้นมีการปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ  4 คน จากทั้งหมด 20 คน

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง 4 คนนั้น เกิดขึ้นตาม พรบ.แบงก์ชาติฉบับเก่า 

1.โชติ คุณะเกษม ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ คนที่ 6 ถูกปลด โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ข้อหาพัวพันกรณีจ้างฝรั่งพิมพ์ธนบัตร

2.นุกูล ประจวบเหมาะ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ คนที่ 10 ถูกปลดโดยสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีคลัง สาเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องนโยบาย อาทิ นโยบายคุ้มเข้มสินเชื่อ และการเสนอตั้งสถาบันประกันเงินฝาก

3.กำจร สถิรกุล ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ คนที่ 11 ถูกปลดโดย ประมวล สภาวสุ รัฐมนตรีคลัง สาเหตุมาจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องอัตราดอกเบี้ย


4. ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ คนที่ 16 ถูกปลดโดยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีคลัง สาเหตุมาจากความขัดแย้งเชิงนโยบายเรื่องค่าเงินบาท  

ดังนั้น การปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติในยุคหลัง แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะกฎหมายฉบับใหม่ ปกป้องคุ้มครองผู้ว่าฯเต็มที่

รมว.คลัง ยก ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เป็นงานประจำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574235

07 พ.ค. 2567

10:53 น.

รมว.คลัง ยก ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เป็นงานประจำ

รมว.คลัง ยก ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เป็นงานประจำ เตรียมหารือผู้ว่า ธปท. ลดความขัดแย้ง รมช.คลัง เผย เตรียมประชุมบอร์ดดิจิทัลวอลเล็ต สัปดาห์นี้

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า จะมีการหารือกันภายใน เพื่อแบ่งงานกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท จะถือเป็นงานประจำ ซึ่งจะมีการพูดคุยกับรัฐมนตรีช่วยฯ ในช่วงบ่ายวันนี้เพื่อรายงานความคืบหน้า ซึ่งทุกอย่างมีข้อมูลอยู่แล้ว

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายพิชัย ยังกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล กับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ว่า เป็นเรื่องปกติในฐานะที่ตนเองมีหน้าที่ และความรับผิดชอบ ที่จะต้องทำงานร่วมกับ ธปท. เพื่อผลักดันให้เครื่องจักรทางนโยบายการคลังและการเงินต้องสอดคล้อง และเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ก่อนจะเดินทางร่วมกันได้ จะต้องตกผลึก และทำความเข้าใจว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องเข้าไปพูดคุยกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าฯ ธปท. และเชื่อมั่นว่า ผู้ว่าฯ ธปท. ก็ดูงานด้วยข้อเท็จจริง และมีเหตุผล โดยในอดีตตนเคยทำงานสัมผัสร่วมกันบ้าง

ส่วนกระแสข่าวที่จะมีการแก้ไขกฎหมายลดความเป็นอิสระของ ธปท. นายพิชัย ชี้แจงว่า เรื่องนี้ต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าใช่ปัญหาหรือไม่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวต่อต้านว่า ธปท.จะต้องมีความเป็นอิสระ แต่หากมีการพูดคุยกันจนตกผลึกแล้ว เชื่อว่า ความเห็นต่างจะค่อย ๆ แคบลง และจะนำมาซึ่งข้อสรุปที่ดีสำหรับตนเองแล้ว และมองว่าเรื่องนี้ ธปท.มีอิสระอยู่แล้ว ในเรื่องนโยบายการเงิน เพียงแต่ว่าความอิสระนั้นมีมาโดยตลอด สามารถที่จะกำหนดและตัดสินด้วยวิจารณญาณคนที่เข้ามาร่วมตัดสิน แต่การตัดสินนโยบายทั้งหมดนั้น จะเป็นแนวทางที่จะต้องสนับสนุนนโยบายภาครัฐ

ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะหมดไปหรือไม่นั้น นายพิชัย เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ขอตอบ เพราะขอให้ตนได้หารือกับ ผู้ว่าฯ ธปท.ก่อน

เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ขณะที่นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เรื่องนี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยฯ ทั้ง 3 คน ซึ่งทุกคนจะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ เพื่อที่จะดูแลในทุกแง่มุมของโครงการฯ และภายหลังมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ก็เตรียมที่จะมีการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ต ภายในสัปดาห์นี้ 

ส่วนเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อลดอำนาจนั้น นายเผ่าภูมิ ยืนยันว่า ยังไม่มีนโยบายนี้

นายกฯ เผย KPI ครม.ชุดใหม่ ปรับเปลี่ยนได้ตลอด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574233

07 พ.ค. 2567

10:19 น.

นายกฯ เผย KPI ครม.ชุดใหม่ ปรับเปลี่ยนได้ตลอด

นายกฯ เผย KPI ครม.ชุดใหม่ ปรับเปลี่ยนได้ตลอด ตอนนี้หลายกระทรวงเริ่มแบ่งงาน รัฐมนตรีใหม่สานงานต่อรัฐมนตรีเก่า เป็นเรื่องดีหาก รมว.คลัง หารือผู้ว่า ธปท. ลดความขัดแย้ง

นายเศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแบ่งงานของรัฐมนตรีกระทรวง​ต่างๆ นายกฯ บอกว่า ต้องให้เกียรติรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างๆ ว่าจะแบ่งการกันอย่างไร ส่วนตำแหน่งของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะนี้มีการแบ่งงานเรียบร้อยแล้ว 95% บางกระทรวงอาจจะต้องมีการพูดคุยกับรัฐมนตรีคนเก่าถ้ายังมีงานค้าง พร้อมย้ำว่าการแบ่งงานในส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้ายังมีบางเรื่องที่ยังทับซ้อนกันอยู่บ้าง ก็ต้องมาพูดคุยกัน ส่วนจำเป็นต้องพูดคุยกับรัฐมนตรีคนเก่าหรือไม่ หากท่านสะดวก หรือจะพูดคุยกับปลัดกระทรวงก็ได้ ตนไม่อยากให้เป็นบรรทัดฐานในการทำงาน  บางครั้งก็มีโครงการค้างอยู่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไรก็ต้องทำต่อไป

สำหรับกรณีที่ รมว.คลัง เตรียมหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าทุกความเคลื่อนไหวมันทำให้ลดความขัดแย้ง เป็นเรื่องที่เหมาะสม และเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ เพราะอย่างน้อยสองฝ่ายมีความพยายาม ก็เป็นเรื่องที่ดี

ส่วนการสำรวจความเห็นของประชาชน 7 เดือน ที่ทำงานมา ได้ 6-7 คะแนน ปรับ ครม. แล้วจะได้คะแนนเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายกฯ​ กล่าวว่า การให้คะแนนเป็นเสียงสะท้อนอย่างหนึ่ง การมาอยู่ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่ต้องรับฟังเสียงสะท้อน ไม่ว่าจะได้คะแนนเท่าใด มันก็ไม่เต็มสิบ ดังนั้นเราก็มีความพยายามทำงานต่อไป จะต้องมานั่งดูว่าส่วนใดที่ทำได้ไม่ดี แต่หากสิ่งไหนที่พยายามแล้ว แต่ยังติดขัด ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับคณะทำงานด้วย​

เมื่อถามว่า จะต้องมีการกำหนด KPI รัฐมนตรีใหม่หรือไม่ ว่าผลงานต้องเห็นชัดภายในกี่เดือน นายกฯ​ กล่าวว่า​ ต้องมีการพูดคุยกัน บางเรื่องต้องให้เสร็จเมื่อไหร่ บางเรื่องเราก็อาจจะพูดถึงสิ่งที่เราอยากเห็น เงื่อนไขของเวลา บางครั้งก็มีตัวแปรอื่น ที่มันไม่สามารถควบคุมได้ แต่ KPI พวกนี้เราก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด

ส่วนจะกำหนด KPI ในระยะเวลา 6-7 เดือนเหมือนเดิมหรือไม่ นายกฯ​ กล่าวว่า​ ไม่เกี่ยว บางเรื่องหากต้องจบภายใน 2 สัปดาห์ก็ต้องจบ บางเรื่องต้องใช้เวลา 2 – 3 ปีก็มี เพราะหลายเรื่องมันต้องใช้เวลา เช่นเรื่องการลงทุนต้องประสานงานกับทุกฝ่าย แต่ตนมั่นใจว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทุกคนจะให้ความสำคัญกับปัญหาของประชาชนหลังเป็นหลัก

ฝนตกหนักไล่ ครม.ใหม่ ต้องเปลี่ยนที่ถ่ายรูป

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574232

07 พ.ค. 2567

10:02 น.

ฝนตกหนักไล่ ครม.ใหม่ ต้องเปลี่ยนที่ถ่ายรูป

ฝนตกหนักไล่ ครม.ใหม่ ต้องเปลี่ยนที่ถ่ายรูป จากปกติถ่ายหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เปลี่ยนไปถ่ายในห้องโถงตึกสันติไมตรีแทน

ตามธรรมเนียมหลังมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รัฐมนตรีทั้งหมดจะต้องมาถ่ายรูปหมู่รวมกันกลางแจ้งหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งช่วงเช้าวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ เตรียมตัวถ่ายรูปหมู่ตั้งแต่เช้า

เจ้าหน้าที่เตรียมสถานที่ถ่ายรูป หน้าตึกไทยคู่ฟ้าเจ้าหน้าที่เตรียมสถานที่ถ่ายรูป หน้าตึกไทยคู่ฟ้า

โดย นายเศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลในเวลา​ 08.25 น.​ เดินลงมาที่ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อตรวจความพร้อมในการถ่ายรูปหมู่ของคณะรัฐมนตรี พร้อมเร่งรัดให้มีการถ่ายรูปเร็วขึ้น เพราะเกรงว่าฝนจะตก โดยระบุว่าหากรัฐมนตรีมาพร้อมแล้วขอให้มาถ่ายรูปเลยไม่ต้องรอเวลา แต่เมื่อให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเสร็จฝนตกลงมาพอดี ทำให้ต้องย้ายที่ถ่ายรูปหมู่ ครม.ชุดใหม่ ในห้องโถงตึกสันติไมตรีแทน

สุดท้ายฝนตกหนัก ต้องถ่ายรูปหมู่ ครม.ชุดใหม่ ในห้องโถงตึกสันติไมตรีสุดท้ายฝนตกหนัก ต้องถ่ายรูปหมู่ ครม.ชุดใหม่ ในห้องโถงตึกสันติไมตรี

‘ภูมิธรรม’ ชิม ‘ข้าวกะเพรา’ หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574223

06 พ.ค. 2567

19:56 น.

'ภูมิธรรม' ชิม 'ข้าวกะเพรา' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

‘ภูมิธรรม’ ตรวจสอบคุณภาพข้าว 2 โกดังสุดท้ายใน ‘โครงการจำนำข้าว’ พบ 10 ปี ยังหุง-กินได้ เตรียมเปิดประมูล พ.ค.นี้

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล ตาม “โครงการรับจำนำข้าว” ที่ บจก.พูนผลเทรดดิ้ง หลัง 4 ต.เฉลียง อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ โดยนำตัวอย่างข้าวที่เก็บอยู่ในโกดังคลังกิตติชัย หลัง 2 อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ มาหุงทั้ง 2 โกดัง พร้อมชิมข้าวผัดกะเพราและไข่เจียว 

นายภูมิธรรม ระบุว่า กลิ่นหอมอาจจะอ่อนไปนิด แต่ความนุ่มนวลใช้ได้ นอกจากนี้ผู้ส่งออกข้าวที่ร่วมชิมมีความเห็นตรงกันว่า คุณภาพและรสชาติยังใช้ได้ไม่มีแมลงเจาะ หากนำไปขัดเพิ่มเชื่อว่าตลาดส่งออกยอมรับได้

\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า วันนี้พาพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย ข้าว 10 ปียังสามารถหุง มีกลิ่น มีคุณภาพดีอยู่หรือไม่ หากสิ้นข้อสงสัยภายในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดประมูลสาธารณะให้ทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมในโครงการประมูลได้ คาดว่า ราคากลางจะอยู่ที่ 18 บาท/กก. ซึ่งราคาประมูลจะมากน้อยอยู่ที่กระบวนการ โดยจะป้องกันไม่ให้มีการละทิ้งข้าว คาดว่าจะจัดอันดับผู้ประมูลอันดับ 1-5 และมีมาตรการที่เข้มข้นหากประมูลไปแล้วไม่สามารถเอาไปได้จะมีการปรับและเลื่อนลำดับอื่นขึ้นมา โดยให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเสนอให้ชัดเจน ซึ่งได้ข่าวจากโกดังกิตติชัย ที่มีข้าวอยู่ 112,711 กระสอบ และที่โกดังพูนผล 32,879 กระสอบ รวมประมาณ 150,000 กระสอบ โดยเป็น 2 โกดังสุดท้ายของโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่ปี 2556/57 ร่วม 10 ปี ที่เข้าสู่โครงการจำนำข้าวในช่วงนั้น

\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ถ้าดูทางกายภาพ เมล็ดข้าวยังมีจมูกข้าว ยังดูสวยงาม สีสันอาจมีความเหลืองมากขึ้นซึ่งเป็นธรรมชาติของข้าวอายุ 10 ปี เรากำลังมาเคลียร์เอาเงินเข้ารัฐ คาดว่าจะได้เงินประมาณ 200-400 ล้านบาท กลับเข้ามาโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องมาจ่ายคืนค่าเช่าค่าใช้จ่ายอื่นคืนเข้ารัฐ 

“ครั้งที่แล้วมีคนบอกว่า ไม่จริงจัดฉาก ข้าวจริง 5 ปีก็เน่าแล้ว ซึ่งข้าว 5 ปี หรือ 2 ปีก็เน่าได้ ถ้าไม่เก็บรักษาอย่างดี แต่ที่เห็นมีการเข้าออกอย่างเคร่งครัด ไม่มีน้ำรั่วที่ทำให้ข้าวเสียหาย มีการรมยาที่โกดังกิตติชัยรมยาทุก 2 เดือน ที่โกดังพูนผลรมยาทุกเดือน เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมีเซอร์เวย์เยอร์ที่ลงทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศที่ได้รับมาตรฐานเพื่อความโปร่งใสชัดเจนให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย สะสางโครงการจำนำข้าวใน 2 โกดังสุดท้าย ให้สิ้นสงสัยจบกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนต่างๆ ” นายภูมิธรรม กล่าว

\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้
\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้
\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

‘สมศักดิ์’ ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574219

06 พ.ค. 2567

19:09 น.

'สมศักดิ์' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.

‘สมศักดิ์’ แจ้งข่าวดีชาว อสม. เตรียมออกกฎหมาย หวังมีค่าตอบแทน-ยั่งยืน ไม่ต้องลุ้น 2,000 บาททุกเดือน พร้อมเปิด ‘กุฏิชีวาภิบาล’ ช่วยรักษาพระสงฆ์อาพาธ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แจ้งข่าวดีให้กับเจ้าหน้าที่ อสม. ในพื้นที่จ.สุโขทัยทราบว่า ได้หารือเบื้องต้นกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยจะช่วยออกกฎหมาย เป็น พ.ร.บ.สำหรับ อสม. เพื่อให้มีค่าตอบแทน และมีความยั่งยืน ไม่ต้องกังวลว่า ในอนาคตจะได้เดือนละ 2,000 บาทหรือไม่ ที่ผ่านมาต้องใช้มติ ครม. ในการอนุมัติ ถ้า ครม. ไม่ให้ อสม. ก็จะไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกฎหมายแล้ว จะเกิดความยั่งยืน ซึ่งรู้สึกดีใจที่ได้เจอและมีความภาคภูมิใจที่ได้อยู่กับกลุ่มคนที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชนให้มีอายุยืนยาว ซึ่งตนทราบว่า อสม.ทุกคนเหนื่อยในการดูแลผู้คน เพราะต้องการให้ทุกคนหลุดพ้นจากความเจ็บป่วย 

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ เป็นประธานพิธีเปิด “กุฏิชีวาภิบาลจังหวัดสุโขทัย” ที่วัดราษฎร์ศรัทธาราม ตำบลทับผึ้ง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการช่วยเหลือพระสงฆ์อาพาธ เพราะจากข้อมูลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี 2564 มีพระสงฆ์ สามเณร จำนวน 241,368 รูป ซึ่งพระสงฆ์ในจำนวนนี้ มากกว่า 50% เป็นผู้สูงอายุ และมีพระอาพาธระยะสุดท้าย ถึงจำนวน 9,655 รูป โดยที่ผ่านมา พระอาพาธติดเตียง หรือ พระอาพาธระยะท้าย มีความประสงค์จะกลับวัด แต่สถานที่รองรับพระอาพาธมีน้อยมาก ซึ่งวัดก็ยังขาดบุคลากรผู้ดูแลประจำวัด รวมถึงญาติที่รับไปดูแลที่บ้าน ส่วนใหญ่ก็มักต้องลาสิกขา

\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.

กรมการแพทย์ จึงดำเนินโครงการกุฏิชีวาภิบาล ตั้งแต่ปี 2567 ด้วยงบประมาณ 4.3 ล้านบาท เพื่อเป็นสถานที่ดูแลพระอาพาธระยะท้าย ซึ่งเริ่มต้นโครงการ มีการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาลต้นแบบแล้ว จำนวน 5 แห่ง คือ 1.วัดทับคล้อ จ.พิจิตร เขตสุขภาพที่ 3 , 2.วัดหนองกะพ้อ จ.สระแก้ว เขตสุขภาพที่ 6 , 3.วัดท่าประชุม จ.ขอนแก่น เขตสุขภาพที่ 7 , 4.วัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช เขตสุขภาพที่ 11 และ 5.วัดห้วยยอด จ.ตรัง เขตสุขภาพที่ 12

โดยโครงการมีเป้าหมาย จัดตั้งกุฏิชีวาภิบาล ให้ครอบคลุมทั้ง 12 เขตสุขภาพ ซึ่งโครงการนี้ จะมีการพัฒนาศักยภาพพระคิลานุปัฏฐาก หรือ พระดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในการช่วยดูแลพระอาพาธ โดยขณะนี้ มีพระคิลานุปัฏฐาก ที่ผ่านมาอบรมแล้ว คือ หลักสูตรพระบริบาลภิกษุไข้ ระยะเวลา 35 ชั่วโมง จำนวน 10,13 รูป หลักสูตรกรมอนามัย ระยะเวลา 70 ชั่วโมง จำนวน 13,414 รูป และหลักสูตรการดูแลพระอาพาธระยะท้าย กรมการแพทย์ ระยะเวลา 140 ชั่วโมงจำนวน 363 รูป

ในส่วนของจังหวัดสุโขทัย เปิดกุฏิชีวาภิบาลครบทั้ง 9 อำเภอ 11 แห่ง รวม 17 เตียงแล้ว ล่าสุดเพิ่มอีก 1 แห่ง คือ ที่วัดราษฎร์ศรัทธาราม จำนวน 4 เตียง ทำให้ปัจจุบันจังหวัดสุโขทัยมีกุฏิชีวาภิบาล จำนวน 12 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 9 อำเภอ มี 21 เตียง ซึ่งถือว่าเพียงพอเพราะขณะนี้ มีพระสงฆ์อาพาธ เพียงจำนวน 2 เตียง และมีการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ในจังหวัดสุโขทัย แล้ว 278 รูป 

นอกจากนี้ทางสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ยังไม่นิ่งนอนใจ มีการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ แล้วจำนวน 1,802 รูป พบว่า เป็นกลุ่มปกติ 1,290 รูป กลุ่มป่วย 512 รูป และอาพาธติดเตียง 11 รูป จึงถือได้ว่า โครงการนี้มีประโยชน์เป็นอย่างมากที่จะช่วยรองรับดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธติดเตียง หรือ พระอาพาธระยะท้าย เพื่อให้มีคนดูแล โดยไม่ต้องถูกทอดทิ้ง

\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.
\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.
\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.
\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.

มังกรส้มโหน ‘พิธา’ ชนฉลามดำยึด ‘อบจ.นครสวรรค์’ ปากน้ำโพเปลี่ยน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574216

06 พ.ค. 2567

17:57 น.

มังกรส้มโหน ‘พิธา’ ชนฉลามดำยึด ‘อบจ.นครสวรรค์’ ปากน้ำโพเปลี่ยน

ด้อมส้มปากน้ำโพ โหนกระแสพิธา ฝ่าด่านฉลามดำ สมศักดิ์ ปักธงนายก อบจ.นครสวรรค์ บ้านใหญ่ชิงลาออก ค่ายส้มตั้งตัวไม่ทัน

ปลุกกระแสพิธา ฝ่าด่านบ้านใหญ่ฉลามดำ สมศักดิ์ ปักธงนายก อบจ.นครสวรรค์ ก้าวไกลปากน้ำโพ เจอเกมชิงลาออก ค่ายส้มไม่ทันตั้งตัว

4 ปีที่แล้ว ธนาธรทุ่มสุดตัว ฮึดสู้ก๊วนฉลามดำ สมศักดิ์ แต่พ่ายขาด เที่ยวนี้ปากน้ำโพเปลี่ยน ได้ สส.สีส้ม เพราะกระแสพิธาฟีเวอร์

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ ลาออกก่อนครบวาระ จึงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 23มิ.ย.2567 พร้อมเปิดรับสมัครนายก อบจ. วันที่ 13-17 พ.ค.2567

พลันที่ทราบข่าวอดีตนายกฯ สมศักดิ์ ลาออก สส.ป๊อป-กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี สส. นครสวรรค์ เขต 1 พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊คว่า “ก้าวไกลนครสวรรค์ ตอบรับการแข่งขัน และ พร้อมปักธง อบจ.นครสวรรค์  ครั้งนี้ครับ”

ปีที่แล้ว ด้วยพลานุภาพด้อมส้ม กระแสพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายกฯในฝัน ก้าวไกลจึงเจาะ สส.นครสวรรค์ ได้ 1 ที่นั่ง และ สส.ป๊อป กฤษฐ์หิรัญ ก็มองไกลไปถึงการเลือกตั้งท้องถิ่น

เพียงแต่ สส.ป๊อป คาดไม่ถึงว่า การเลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ จะเกิดขึ้นเร็วมาก และคาดว่า ในเร็ววันนี้ สส.ป๊อป-กฤษฐ์หิรัญ และพรรคก้าวไกล คงจะได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์

ขณะที่ ฉลามดำ-พล.ต.อ.สมศักดิ์ ได้นัดรวมพลสมาชิกสภา อบจ.นครสวรรค์ ที่ภัตตาคารเล่งหงษ์ อ.เมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2567 เพื่อเช็กขุมกำลัง สจ. ปรากฏว่า ไม่มีใครแตกแถว

“อบจ.นครสวรรค์เป็นบ้านหลังใหญ่ เมื่อออกไปทำหน้าที่กันเสร็จแล้ว ก็กลับ           นครสวรรค์บ้านเรา เป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม ทำงานร่วมกันต่อไป” พล.ต.อ.สมศักดิ์ เตรียมจะลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ อีกครั้งในนามกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา

สส.ป๊อป กฤษฐ์หิรัญ มังกรปากน้ำโพสีส้มคนแรก พร้อมสู้ศึกนายก อบจสส.ป๊อป กฤษฐ์หิรัญ มังกรปากน้ำโพสีส้มคนแรก พร้อมสู้ศึกนายก อบจ

สรุปว่า ศึกท้องถิ่นปากน้ำโพครั้งใหม่ จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคก้าวไกลกับกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา หรือกลุ่มฉลามดำ

มังกรส้มปากน้ำโพ

การเลือกตั้ง สส.นครสวรรค์ เมื่อ 14 พ.ค.2566 ได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ กระแสชนะกระสุนในเขต 1 เมื่อ ป๊อป-กฤษฐ์หิรัญ ชนะภัทราวดี นิโรจน์ ทายาทภิญโญ นิโรจน์ อดีต สส.นครสวรรค์ หลายสมัย

ช่วงหาเสียง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้มาเปิดเวทีปราศรัยหลายครั้ง และเกิดกระแสด้อมส้มทั้งจังหวัด จึงปักธง สส.สีส้มสำเร็จ

สส.ป๊อป มังกรส้มปากน้ำโพคนแรก ประกาศเมื่อต้นปีนี้ว่า สนามต่อไปคือ อบจ.นครสวรรค์

มีกระแสข่าวว่า สจ.เอ-วิทูร เจริญชัยฤทธิ์ ส.อบจ.นครสวรรค์ อ.เมืองนครสวรรค์ เขต 4 ซึ่งเป็นลูกชายของ สมชัย เจริญชัยฤทธิ์ อดีต สส.นครสวรรค์ ปี 2548 เสนอตัวลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์

สำหรับ สจ.เอ วิทูร เจริญชัยฤทธิ์ สมัยที่แล้ว ลงสมัคร ส.อบจ.ในนามกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา ของ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

ขณะเดียวกัน ทนายฮั๊ว-ศรัญ ฤกษ์อัตถการ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ ปี 2563 ก็ประสงค์จะลงสนามแก้มืออีกครั้ง

4 ปีที่แล้ว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส่งทนายฮั๊ว-ศรัญ ฤกษ์อัตถการ ลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ ในนามคณะก้าวหน้า แข่งกับ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ผลปรากฏว่า ทนายฮั๊วแพ้ขาดลอย

ฉลามดำพลัดถิ่น

ฉลามดำ-พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ เป็นนายก อบจ.นครสวรรค์ คนแรกที่ไม่ใช่คนปากน้ำโพโดยกำเนิด

พล.ต.อ.สมศักดิ์ เกิดที่เชียงใหม่ มารับราชการตำรวจที่ปากน้ำโพ เริ่มจากเป็นผู้หมวดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรชุมแสง จ.นครสวรรค์ ก่อนได้เข้าร่วมทีมเฉพาะกิจฉลามดำ ของ พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์ มือปราบฉลามดำรุ่นแรก

ปี 2561 พล.ต.อ.สมศักดิ์ ลาออกจากราชการตำรวจ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรค

การเลือกตั้งปี 2562 พล.ต.อ.สมศักดิ์ ได้ช่วย พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ นำทัพผู้สมัคร ส.ส.นครสวรรค์ และกำแพงเพชร

หลัง พ.ต.ท.บรรยิน เผชิญวิบากกรรมคดีฆ่าเสี่ยชูวงษ์ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จึงหันไปจับมือกับชาดา ไทยเศรษฐ์ และหิมาลัย ผิวพรรณ จัดตั้งกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา ลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์

ด้วยความพร้อมทั้งทรัพยากรและอำนาจรัฐ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จึงชิงลาออกก่อนครบวาระ เพื่อชิงความได้เปรียบในสมรภูมิท้องถิ่นเมืองสี่แคว

ทสท. ชี้ ‘ธนาคารชาติ’ ต้องคงความเป็นอิสระ รักษาเสถียรภาพทางการเงิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574203

06 พ.ค. 2567

14:58 น.

ทสท. ชี้ 'ธนาคารชาติ' ต้องคงความเป็นอิสระ รักษาเสถียรภาพทางการเงิน

‘ไทยสร้างไทย’ แนะรัฐบาลฟังเสียงองค์กรอิสระ ‘ธนาคารชาติ’ ต้องคงความเป็นอิสระ รักษาเสถียรภาพทางการเงิน ควบคุมเงินเฟ้อ

นายศรัณยู อึ๊งภากรณ์ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ กล่าวถึงการแถลงผลงานรัฐบาล โดยแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาว่า มีประเด็นที่น่าสนใจและเกิดคำถามเป็นวงกว้างในสังคม หลังจากที่หัวหน้าพรรคดังกล่าวได้แสดงทัศนะคติถึงความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยว่า เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ หากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ยอมให้ความร่วมมือ จะไม่สามารถลดเพดานหนี้ได้เลย นั้น 

ทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทยแสดงความกังวลและไม่เห็นด้วยต่อทัศนคติอันแปลกประหลาด โดยได้ออกมาต่อว่า ถึงบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หากย้อนกลับไปพิจารณา ตามพันธกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยจะพบว่า มีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพด้านราคา การป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจมีความผันผวนมากเกินไป พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน 

ซึ่งปฎิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งอาจเกิดความขัดแย้งกับเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการ เพราะในบางกรณีรัฐบาลอาจมีเป้าหมายที่ต้องการเห็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ซึ่งอาจขัดแย้งกับเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพของธนาคารกลางได้ เช่น การดำเนินนโยบายการเงินที่ขยายตัวมากเกินไปนั้น อาจมีผลดีต่อการแก้ไขปัญหาการว่างงานและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่อาจล้มเหลวต่อการสภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เนื่องจากอาจสร้างสภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 

แม้แต่ในด้านการพิมพ์ธนบัตรซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานที่สามารถพิมพ์ธนบัตร ได้ซึ่งสวนทางกับรัฐบาลที่มีความต้องการเข้าถึงแหล่งเงิน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมานั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระเพื่อให้สามารถรักษาความมั่นคงของการเงินและไม่เป็นปัจจัยที่กีดกันในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นายศรัณยู อึ๊งภากรณ์นายศรัณยู อึ๊งภากรณ์

ไม่เพียงเท่านั้น ความเป็นอิสระของธนาคารกลางยังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนต่างชาติด้วย อันเห็นตัวอย่างได้จากประเทศตุรกีที่มีการแทรกแซงเชิงนโยบายการเงินของธนาคารกลางโดยรัฐบาลตุรกี ที่เน้นนโยบายการเงินที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งท้ายที่สุด ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นถึง 60% และทำให้มูลค่าของเงินลดต่ำลงอย่างมีนัยยะสำคัญซึ่งทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมากขนเงินออกนอกประเทศ 

ดังนั้น พรรคไทยสร้างไทย ขออ้างอิงจากผลการวิจัยขององค์กรนานาชาติอย่าง IMF ที่แสดงผลเชิงประจักษ์ในการใช้กลุ่มตัวอย่างมากกว่า 50 ประเทศจากทุก ๆ กลุ่มเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2564 ซึ่งพบว่า ความอิสระของธนาคารกลางมีผลกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้ออย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีผลต่อการเสถียรภาพทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินมีผลต่อการเติบโตของประเทศในทุกมิติอย่างต่อเนื่องระยะยาว 
 

คำถามสำคัญที่ควรกลับไปถามตัวเองคือ ทุกวันนี้ ฟังเสียงแจ้งเตือนขององค์กรอิสระหรือไม่ พร้อมทั้งหาวิธีประสานงานให้เกิดความราบรื่นต่อการบริหารประเทศมากกว่าที่จะทำการตัดพ้อต่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอุปสรรคการดำเนินนโยบายของตนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ การแก้ไขปัญหาระยะยาวไม่ควรจบลงที่การจะเข้าไปก้าวก่ายองค์กรอิสระแต่ควรเป็นการหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในปัจจุบัน