อนุทิน ย้ำ ทำทุกวันให้ดีที่สุด ภท ไม่เน้นปราศรัยใหญ่

อนุทิน ย้ำ ทำทุกวันให้ดีที่สุด ภท ไม่เน้นปราศรัยใหญ่

อนุทิน ย้ำ ทำทุกวันให้ดีที่สุด ภท ไม่เน้นปราศรัยใหญ่

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.10 น.

เมื่อเวลา10.00 น.วันที่ 30 ธ.ค.  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ว่า เหลืออีกแค่  38 วัน ก็ขอให้ทุกฝ่ายได้หาเสียง โดยเน้นในเรื่องนโยบาย หรือสิ่งที่พี่น้องประชาชนควรได้รับทราบ และเป็นประโยชน์กับพวกเขา

เมื่อถามอีกว่าพรรคภูมิใจไทยจะเปิดตลาดในกรุงเทพฯหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียงด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีการจัดปราศรัยใหญ่ เพราะผู้สมัครทุกคนของพรรคภูมิใจไทย มีความคุ้นเคยในพื้นที่ของเขาอยู่แล้ว และมีการกำหนดตารางเวลาใครจะให้หัวหน้าพรรคไปไหน ถ้าว่างก็ไป ตอนนี้พรรคภูมิใจไทย มีผู้ที่สามารถไปดำเนินการ ในการช่วยหาเสียง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อนุทิน

เมื่อถามต่อว่าดูเหมือนนายกฯดูชิลๆ มั่นอกมั่นใจว่าจะได้กลับมาในครั้งหน้า นายอนุทิน ฮัมในลำคอว่า หืม!  พูดอย่างนี้อีกแล้ว ขอทำทุกวันให้ดีที่สุด

อนุทิน
อนุทิน

ปชป.ส่ง ทนงศักดิ์ ลงชิง สส.สมุทรปราการ ชูสโลแกน จริงใจ 10 เต็ม 10

ปชป.ส่ง ทนงศักดิ์ ลงชิง สส.สมุทรปราการ ชูสโลแกน จริงใจ 10 เต็ม 10

ปชป.ส่ง ทนงศักดิ์ ลงชิง สส.สมุทรปราการ ชูสโลแกน จริงใจ 10 เต็ม 10

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.09 น.

พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว นายทนงศักดิ์ ปิ่นถาวร เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดสมุทรปราการ เขต 8 หมายเลข 10 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารพรรคให้ลงพื้นที่แข่งขันในเขตเลือกตั้งสำคัญของจังหวัด

นายทนงศักดิ์ เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สามารถสื่อสารได้ 3 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ และจีน มีประสบการณ์ทำงานทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร อาทิ อดีตผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเคยเป็นคณะทำงานและที่ปรึกษาในหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง

การเลือกตั้งในเขตสมุทรปราการ เขต 8 ถือเป็นการแข่งขันที่น่าจับตา โดยมีผู้สมัครจากหลายพรรคการเมือง รวมถึงอดีต สส.แชมป์เก่าที่มีฐานเสียงในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า พร้อมลงสนามอย่างสร้างสรรค์ เน้นการนำเสนอนโยบาย การรับฟังปัญหาของประชาชน และการทำงานอย่างตรงไปตรงมา

นายทนงศักดิ์ ระบุว่า การตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ ต้องการนำประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา มาปรับใช้ในการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยยึดแนวทางการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้สโลแกน “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้” มุ่งเน้นความซื่อสัตย์ โปร่งใส และการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน และสังคมเศรฐกิจแบบสีเทาๆ ที่กัดกินชีวิตคนไทยมาช้านาน พร้อมกับทิ้งท้ายสโลแกนตัวเองว่า ทนงศักดิ์ เบอร์ 10 จริงใจ 10 เต็ม 10 ไม่มีหัก

นายก อวยพรปีใหม่ ขอคนไทยหมดเคราะห์ หมดทุกข์โศก

นายก อวยพรปีใหม่ ขอคนไทยหมดเคราะห์ หมดทุกข์โศก

นายก อวยพรปีใหม่ ขอคนไทยหมดเคราะห์ หมดทุกข์โศก

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

เมื่อเวลา10.00 น.วันที่ 30 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งวันเดียวกันนี้ถือเป็นการประชุม
ครม.นัดสุดท้ายของปี 2568 โดยนายกฯ อวยพรปีใหม่ประชาชนคนไทยว่า วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของปีนี้ ต้องขอบคุณทุกฝ่าย แม้กระทั่งสื่อมวลชน ที่ช่วยกันนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ประชาชน ทั้งประเทศได้รับทราบว่า รัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง ตนในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอถือโอกาสนี้ กราบอวยพรปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชน ขอให้ความทุกข์โศก เคราะห์ต่างๆ สิ่งร้ายๆทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นในปี2568 ที่ผ่านมา ขอให้หมดไปนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องรอข้ามปี และปีใหม่ 2569 ซึ่งเป็นปีม้า ขอให้เป็นปีที่ทุกคนมีความคึกคัก โลดโผน โจรทะยาน กระโจนไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงและแข็งแรง ประสบแต่ชัยชนะมีความสุข มีสุขภาพที่ดี 

เมื่อถามว่า ปีหน้าเป็นปีม้า นายอนุทิน จะขี่ม้าขาวเป็นนายกฯอีกสมัยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่พี่น้องประชาชน

นายก อวยพรปีใหม่ ขอคนไทยหมดเคราะห์ หมดทุกข์โศก

นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

30 ธ.ค. 2568 11:13 น.

นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เหตุเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่หยุด ส่งผลภัยพิบัติทั่วโลก คร่าชีวิตผู้คน-สร้างความเสียหายนับไม่ถ้วน

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นักวิทยาศาสตร์จาก World Weather Attribution (WWA) รายงานวิเคราะห์ล่าสุดที่ระบุว่า ปี 2568  ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามปี ที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา โดยระบุว่า พฤติกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน

รายงานวิเคราะห์ ซึ่งเผยแพร่ในยุโรปเมื่อวันอังคาร ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของโลกในช่วง 3 ปี พุ่งทะลุเพดาน 1.5 องศาเซลเซียส ตามกรอบข้อตกลงปารีสปี 2558 เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ต่ำกว่าระดับนี้มีความสำคัญต่อการปกป้องชีวิตมนุษย์และหลีกเลี่ยงหายนะด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

แม้ปี 2568 จะอยู่ในช่วง ลานีญา ซึ่งตามธรรมชาติช่วยลดอุณหภูมิโลก แต่ความร้อนยังคงอยู่ในระดับสูง นักวิจัยชี้ว่ามาจากการเผา น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศ โดยเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วคร่าชีวิตผู้คนหลายพันราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้นกำลังทดสอบขีดความสามารถในการรับมือของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “ขีดจำกัดของการปรับตัว” โดยยกตัวอย่าง เฮอริเคนเมลิสซา ที่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว จนประเทศหมู่เกาะอย่าง จาเมกา คิวบา และเฮติ ไม่สามารถรับมือความเสียหายได้ทัน.

สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้โทษ “เฆี่ยน” แก๊งสแกมเมอร์-บัญชีม้า สูงสุด 24 ครั้ง

สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้โทษ "เฆี่ยน" แก๊งสแกมเมอร์-บัญชีม้า สูงสุด 24 ครั้ง

30 ธ.ค. 2568 11:08 น.

สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้โทษ “เฆี่ยน” แก๊งสแกมเมอร์-บัญชีม้า สูงสุด 24 ครั้ง

รัฐบาลสิงคโปร์ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ขั้นสูงสุด เริ่มบังคับใช้บทลงโทษ “เฆี่ยน” สำหรับผู้กระทำผิดฐานฉ้อโกงและบัญชีม้า ขั้นต่ำ 6 ครั้ง สูงสุด 24 ครั้ง มีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. เป็นต้นไป หลังยอดความเสียหายจากสแกมเมอร์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ตั้งแต่วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2025 เป็นต้นไป กฎหมายอาญาฉบับแก้ไขของสิงคโปร์จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้การ “เฆี่ยน” เป็นบทลงโทษภาคบังคับสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงขั้นรุนแรง เพื่อเป็นการป้องปรามขบวนการมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก

กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์แถลงว่า “การต่อสู้กับสแกมเมอร์ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนระดับชาติ” เนื่องจากสถิติตั้งแต่ปี 2020 จนถึงครึ่งแรกของปี 2025 พบว่าสิงคโปร์มีผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 190,000 ราย และสูญเสียเงินรวมกันสูงถึง 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท)

ผู้ที่เป็นสมาชิกกลุ่มมิจฉาชีพ ผู้สรรหาคนเข้าขบวนการ หรือตัวการในการหลอกลวง จะต้องได้รับโทษ เฆี่ยนอย่างน้อย 6 ครั้ง และสูงสุดไม่เกิน 24 ครั้ง นอกเหนือจากโทษจำคุกและปรับเงิน

สำหรับ “บัญชีม้า” หรือผู้ที่ยินยอมมอบบัญชีธนาคาร ข้อมูล Singpass หรือซิมการ์ดให้มิจฉาชีพนำไปใช้ จะถูกลงโทษ เฆี่ยนสูงสุด 12 ครั้ง ตามดุลยพินิจของศาล

ปัญหาการฉ้อโกงในสิงคโปร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประชาชนทั่วไป แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรี “ลี เซียนลุง” ก็เคยเปิดเผยว่าเขาเคยตกเป็นเหยื่อการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้รับของเช่นกัน ขณะเดียวกัน ทางการยังคงเดินหน้าทลายเครือข่ายไซเบอร์สแกมข้ามชาติที่ใช้แรงงานทาสในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหลอกลวงเหยื่อในรูปแบบ “โรแมนซ์ สแกม” หรือการหลอกให้รัก และการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี

ล่าสุด ตำรวจสิงคโปร์ยังได้สั่งอายัดทรัพย์สินกว่า 115 ล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีชาวอังกฤษ-กัมพูชา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในกัมพูชา

ทั้งนี้ นอกจากการเพิ่มโทษทางอาญาแล้ว รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้ออกมาตรการป้องกันคู่ขนาน เช่น แอปพลิเคชัน ScamShield และสายด่วนแห่งชาติ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ และเน้นย้ำให้ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลทุกรูปแบบ.

ที่มา AFP

“คาเลดา เซีย” อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของบังกลาเทศ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี

"คาเลดา เซีย" อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของบังกลาเทศ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี

30 ธ.ค. 2568 10:34 น.

“คาเลดา เซีย” อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของบังกลาเทศ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี

“คาเลดา เซีย” อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศและผู้นำพรรค BNP หลังต่อสู้กับโรคร้ายมาอย่างยาวนาน ปิดตำนานคู่ปรับทางการเมืองแห่งทศวรรษของอดีตนายกฯ “ชีค ฮาสินา” ขณะที่บุตรชายเตรียมสานต่อภารกิจนำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) แถลงผ่านเฟซบุ๊กวันนี้ (30 ธ..ค.) ว่า นางคาเลดา เซีย อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพล ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเวลา 06.00 น. ณ โรงพยาบาลในกรุงธากา ขณะมีอายุได้ 80 ปี หลังจากเผชิญกับอาการป่วยเรื้อรังหลายโรคมาเป็นเวลานาน

ทีมแพทย์เปิดเผยว่าอาการของนางเซียเข้าขั้นวิกฤตตั้งแต่ช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเธอต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อประคับประคองอาการ อย่างไรก็ตาม ด้วยปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า ทั้งโรคไต โรคหัวใจ และปอดบวม ประกอบกับอายุที่มากขึ้น ทำให้การรักษาพยาบาลหลายอย่างเป็นไปได้อย่างจำกัด ท่ามกลางสมาชิกครอบครัวที่มาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย รวมถึง นายทาริก ราห์มาน บุตรชายที่เพิ่งเดินทางกลับจากลี้ภัยในต่างประเทศ

นางคาเลดา เซีย ก้าวเข้าสู่สปอตไลท์ทางการเมืองในฐานะภริยาของอดีตประธานาธิบดี เซียอูร์ ราห์มาน แต่หลังจากการลอบสังหารสามีในการรัฐประหารเมื่อปี 1981 เธอได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัวจนกลายเป็นผู้นำพรรค BNP

ความสำเร็จสูงสุดของเธอเกิดขึ้นในปี 1991 เมื่อเธอสร้างประวัติศาสตร์เป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศ” หลังนำพรรคชนะการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกในรอบ 20 ปี และได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2001-2006

ชีวิตทางการเมืองของนางเซียเต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ดุเดือดนานหลายทศวรรษกับ นางชีค ฮาสินา ผู้นำพรรคสันนิบาตอวามิ ซึ่งผลัดกันขึ้นครองอำนาจและเป็นฝ่ายค้านมาโดยตลอด ในปี 2018 นางเซียถูกตัดสินจำคุกในข้อหาคดีทุจริตภายใต้รัฐบาลของฮาสินา ซึ่งเธอยืนยันมาเสมอว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

เธอกลับมาได้รับอิสรภาพอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว หลังจากเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่จนทำให้นางฮาสินาต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ และแม้สุขภาพจะย่ำแย่ พรรค BNP เคยประกาศว่านางเซียมีแผนจะลงเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการปฏิวัติ

การจากไปของนางเซียเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่พรรค BNP กำลังเตรียมตัวกลับมามีอำนาจอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่า นายทาริก ราห์มาน วัย 60 ปี บุตรชายของเธอที่เพิ่งเดินทางกลับบังกลาเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังลี้ภัยในกรุงลอนดอนนาน 17 ปี จะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศคนใหม่หากพรรคชนะการเลือกตั้ง

ทางด้านนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้นำรัฐบาลรักษาการ ได้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจและยกย่องนางเซียว่าเป็น “แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของคนในชาติ” พร้อมขอให้ชาวบังกลาเทศร่วมกันสวดภาวนาให้ดวงวิญญาณของเธอไปสู่สุคติ.

ที่มา BBC

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

30 ธ.ค. 2568 08:38 น.

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา หลังสองประเทศบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พระสงฆ์และประชาชนชาวกัมพูชามากกว่า 2,500 คน เข้าร่วมพิธีทางพุทธศาสนา เพื่อไว้อาลัยแก่ทหารและพลเรือนที่เสียชีวิตจากเหตุความขัดแย้งตามแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย โดยพิธีจัดขึ้นที่ อนุสรณ์สถานวิน-วิน ในกรุงพนมเปญ

พิธีนี้นำโดยพระสงฆ์กว่า 100 รูป มีนักเรียนและพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วม เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิต พร้อมภาวนาให้เกิดสันติภาพอย่างถาวร ภายหลังทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลง หยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม หลังการสู้รบยืดเยื้อนานเกือบ 20 วัน โดยอนุสรณ์สถานวิน-วิน ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2561 เพื่อรำลึกถึงการยุติสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ถูกเลือกเป็นสถานที่ประกอบพิธีในครั้งนี้ สะท้อนความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการยุติความรุนแรงและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

รายงานข่าวระบุว่า การปะทะตามแนวชายแดนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และประชาชนเกือบ 1 ล้านคน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ รวมถึง จีนและสหรัฐฯ กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด ห้ามยิงหรือเคลื่อนกำลังโดยยั่วยุ และคุ้มครองทั้งเป้าหมายทางทหาร พลเรือน และโครงสร้างพื้นฐานตลอดแนวชายแดน.

ที่มา AP

เนทันยาฮูพบทรัมป์ จี้ฮามาสปลดอาวุธ ขู่อิหร่านอย่าพัฒนาอาวุธ

เนทันยาฮูพบทรัมป์ จี้ฮามาสปลดอาวุธ ขู่อิหร่านอย่าพัฒนาอาวุธ

30 ธ.ค. 2568 06:11 น.

เนทันยาฮูพบทรัมป์ จี้ฮามาสปลดอาวุธ ขู่อิหร่านอย่าพัฒนาอาวุธ

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเดินทางเข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐฟลอริดา และหารือกันในหลายประเด็นทั้งเรื่องกาซากับอิหร่าน ซึ่งนายทรัมป์เตือนว่าอย่าหวนกลับมาพัฒนาอาวุธอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธ.ค. 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เปิดรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ต้อนรับการมาเยือนของนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพื่อหารือครั้งสำคัญเกี่ยวกับการผลักดันแผนการพักรบในฉนวนกาซาที่ยังคงเปราะบางให้ก้าวไปสู่ระยะต่อไป

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือกันในประเด็นเรื่องอิหร่าน โดยทรัมป์กล่าวว่า หากเตหะรานเริ่มสร้างโรงงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ สหรัฐฯ จะ “ทำลายทิ้งให้สิ้นซาก”

ทรัมป์ยังได้ลดกระแสข่าวลือเรื่องความตึงเครียดกับเนทันยาฮู โดยระบุว่า “เขาสามารถเป็นคนที่รับมือได้ยากมาก” แต่อิสราเอล “อาจไม่คงอยู่แล้ว” หากไม่มีการนำของเนทันยาฮู ภายหลังจากเหตุการณ์ที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

ในการแถลงข่าวที่มาร์-อา-ลาโก นายทรัมป์กล่าวชื่นชมว่าการประชุมกับนายเนทันยาฮูนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยอมรับว่าแม้ทั้งสองผู้นำจะมีความเห็นที่ “แตกต่างกันน้อยมาก” ทว่าพวกเขายังคงมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องวิธีจัดการกับปัญหาความรุนแรงโดยกลุ่มชาวยิวผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง

“เราได้หารือกัน เป็นการหารือครั้งใหญ่และยาวนานเกี่ยวกับเรื่องเวสต์แบงก์ ผมคงไม่พูดว่าเราเห็นพ้องตรงกัน 100% ในเรื่องนี้ แต่เราจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเวสต์แบงก์อย่างแน่นอน” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว

เมื่อถูกจี้ถามว่ายังมีประเด็นใดบ้างที่ยังตกลงกันไม่ได้ ทรัมป์บอกกับ CNN ว่า “ผมไม่อยากทำอย่างนั้น (บอกรายละเอียด) มันจะมีการประกาศในช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่เขา (เนทันยาฮู) จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

นายทรัมป์บอกด้วยว่า กลุ่มฮามาสจะได้รับเวลาที่สั้นมาก ๆ ในการปลดอาวุธเพื่อเคลื่อนเข้าสู่เฟสที่สองของแผนการสันติภาพ และเขาไม่กังวลเรื่องการดำเนินการของอิสราเอล รวมถึงความเร็วในการขับเคลื่อนเข้าสู่เฟสที่สองด้วย

“ผมไม่ได้กังวลในสิ่งที่อิสราเอลกำลังทำอยู่เลย ผมกังวลในสิ่งที่คนอื่นกำลังทำ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำมากกว่า แต่อิสราเอลน่ะผมไม่กังวล พวกเขาทำตามแผนที่วางไว้ พวกเขาแข็งแกร่งมาก” นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว และเสริมว่า “อิสราเอลปฏิบัติตามแผนอย่างครบถ้วน 100%”

ในประเด็นเรื่องอิหร่าน ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านอาจกำลังพยายามสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธขึ้นมาใหม่ในสถานที่ที่ต่างไปจากจุดที่สหรัฐฯ เคยโจมตีไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

“ผมหวังว่าอิหร่านจะไม่พยายามเสริมกำลังอาวุธตามที่ผมได้อ่านมา ว่าพวกเขากำลังสร้างทั้งอาวุธและสิ่งอื่น ๆ ขึ้นมา” นายทรัมป์กล่าว “หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเขาก็คงไม่ได้ใช้สถานที่เดิมที่เราทำลายจนราบคาบไปแล้ว แต่อาจจะใช้สถานที่แห่งอื่นแทน”

ทรัมป์ได้เตือนอิหร่านอีกครั้งเกี่ยวกับการฟื้นฟูโครงการขีปนาวุธพร้อมขู่ว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ “รุนแรงมาก” หากอิหร่านยังคงดำเนินการต่อไป และเสริมด้วยว่า แม้เขาจะไม่เชื่อว่าอิหร่านพยายามขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ แต่เขาก็กังวลว่าอิหร่าน “อาจจะกำลังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม” โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดที่เจาะจงไปมากกว่านี้

“หากพวกเขาทำเช่นนั้นจริง เราจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกำจัดการเสริมกำลังนั้นอย่างรวดเร็ว” นายทรัมป์กล่าว “เรารู้ดีว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน กำลังทำอะไร และผมหวังว่าพวกเขาจะไม่ทำมันจริง ๆ”

ทรัมป์กล่าวทิ้งท้ายว่า “นี่เป็นเพียงสิ่งที่เราได้ยินมา ซึ่งตามปกติแล้ว ที่ไหนมีควัน ที่นั่นก็มักจะมีไฟ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฟอร์บส์ประกาศ นักร้องสาว “บียอนเซ่” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านครั้งแรก

ฟอร์บส์ประกาศ นักร้องสาว “บียอนเซ่” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านครั้งแรก

30 ธ.ค. 2568 05:19 น.

ฟอร์บส์ประกาศ นักร้องสาว “บียอนเซ่” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านครั้งแรก

ฟอร์บส์ประกาศว่า บียอนเซ่ นักร้องสาวชื่อดังระดับโลกก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีพันล้านของโลกได้เป็นครั้งแรก และมีคอนเสิร์ตกับอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อ 29 ธ.ค. 2568 นิตยสาร “ฟอร์บส์” (Forbes) ผู้นำเสนอข่าวสารด้านธุรกิจ การเงิน และไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกของสหรัฐฯ ประกาศให้ บียอนเซ่ นักร้องสาวชื่อดัง เป็นเศรษฐีพันล้าน (billionaire) อย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้เธอเป็นศิลปินเพลงรายที่ 5 ที่ได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบกลุ่มบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ฟอร์บส์รายงานว่า ซูเปอร์สตาร์ชาวอเมริกันรายนี้ได้เข้าร่วมกลุ่มศิลปินระดับอีลิทที่มีทรัพย์สินแตะระดับ 10 หลัก หรือ พันล้าน (หน่วยดอลลาร์) ซึ่งรวมถึง เทย์เลอร์ สวิฟต์, ริฮันนา, บรูซ สปริงส์ทีน และ เจย์-ซี สามีของเธอ ซึ่งนิตยสารทางธุรกิจฉบับนี้ระบุว่า เขามีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ฟอร์บส์เคยประเมินมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบียอนเซ่ไว้ที่ 800 ล้านดอลลาร์และคาดการณ์ว่าเธอจะก้าวข้ามขีดจำกัดสู่การเป็นเศรษฐีพันล้านเป็นครั้งแรก หลังจากประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี

ทัวร์คอนเสิร์ต “Renaissance World Tour” ในปี 2566 ของเธอทำรายได้รวมไปเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เธอกลายเป็นหนึ่งในไอคอนของวงการเพลงป็อปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเคียงคู่กับ เทย์เลอร์ สวิฟต์

บียอนเซ่ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์บันทึกการแสดงคอนเสิร์ตดังกล่าว ซึ่งเป็นทัวร์เดี่ยวครั้งแรกของเธอในรอบ 7 ปี และจัดจำหน่ายโดยตรงผ่านข้อตกลงกับเครือโรงภาพยนตร์ AMC ซึ่งทำให้เธอได้รับส่วนแบ่งเกือบครึ่งหนึ่งจากรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีมูลค่า 44 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน อัลบั้ม Cowboy Carter ในปี 2567 ของเธอ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองและให้ความสำคัญกับรากเหง้าของคนผิวดำในดนตรีคันทรี ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์และคว้ารางวัลอัลบั้มแห่งปี จากงานประกาศรางวัลแกรมมี (Grammy Awards) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่บียอนเซ่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ หลังเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงมาแล้วถึง 4 ครั้ง

ฟอร์บส์ประเมินว่าทัวร์ Cowboy Carter ซึ่งมีการปรากฏตัวของแขกรับเชิญอย่าง เจย์-ซี, ลูกสองในสามคนของพวกเขา รวมถึงเพื่อนร่วมวงเดสทินีส์ไชลด์ (Destiny’s Child) สามารถกวาดรายได้จากการจำหน่ายบัตรไปได้รวมกว่า 400 ล้านดอลลาร์ และอีก 50 ล้านดอลลาร์จากการจำหน่ายสินค้าหน้างานคอนเสิร์ต

แม้ว่าทัวร์ครั้งนี้จะทำลายสถิติยอดจำหน่ายบัตรที่สนามทอตแนมฮอตสเปอร์ในลอนดอน และที่สตาดเดอฟร็องส์ในปารีส แต่มันก็ประสบปัญหาการขายบัตรที่ล่าช้า จนผู้จัดต้องตัดสินใจลดราคาบัตรบางส่วนเพื่อหวังให้มีผู้ชมเต็มทุกที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม ทัวร์นี้มีราคาบัตรระดับพรีเมียมที่สูงที่สุดในบรรดาศิลปินที่มาเยือนสหราชอาณาจักรในปี 2568 โดยมีราคาสูงถึง 950 ปอนด์ (ราว 40,500 บาท) ในขณะที่บัตรที่ถูกที่สุดมีราคา 71 ปอนด์ (ราว 3,000 บาท)

ฟอร์บส์ระบุเพิ่มเติมว่า การแสดงโชว์ช่วงพักครึ่งเวลาพิเศษสำหรับการถ่ายทอดสดเกม NFL ในวันคริสต์มาสครั้งแรกของ Netflix ทำรายได้ให้บียอนเซ่ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ และมีรายได้อีก 10 ล้านดอลลาร์จากการเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาชุดใหญ่ของแบรนด์ลีวายส์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีปฏิเสธข้อกล่าวหา ยูเครนส่งโดรนโจมตีบ้านปูติน

เซเลนสกีปฏิเสธข้อกล่าวหา ยูเครนส่งโดรนโจมตีบ้านปูติน

30 ธ.ค. 2568 02:08 น.

เซเลนสกีปฏิเสธข้อกล่าวหา ยูเครนส่งโดรนโจมตีบ้านปูติน

เซเลนสกี ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่รัสเซียที่ว่า เคียฟส่งโดรนเกือบร้อยลำโจมตีบ้านพักของ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ขณะที่ปูตินยืนยันจะตอบโต้อย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธ.ค. 2568 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ว่า ฝ่ายยูเครนส่งโดรนโจมตีหนึ่งในที่พักของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน พร้อมทั้งกล่าวหามอสโกว่าพยายามขัดขวางการเจรจาสันติภาพ

ก่อนหน้านี้ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย อ้างว่ายูเครนส่งอากาศยานไร้คนขับ (UAV) พิสัยไกลจำนวน 91 ลำ เข้าโจมตีบ้านพักรับรองของประธานาธิบดีปูตินในภูมิภาคนอฟโกรอด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซียเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ถูกยิงสกัดได้ทั้งหมด โดยที่ไม่พบผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายแต่อย่างใด

เซเลนสกีปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้ โดยระบุผ่าน X ว่านี่เป็น “คำโกหกตามแบบฉบับของรัสเซีย” ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้รัฐบาลเครมลินของรัสเซีย มีข้ออ้างในการโจมตียูเครนต่อไป

เซเลนสกีกล่าวหาอีกว่า ก่อนหน้านี้รัสเซียเองต่างหากที่เป็นฝ่ายมุ่งเป้าโจมตีอาคารรัฐบาลต่างๆ ในกรุงเคียฟ และว่า “เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่โลกจะต้องไม่นิ่งดูดาย เราไม่อาจยอมปล่อยให้รัสเซียทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้”

ด้านทางการรัสเซียระบุว่า จากนี้จะมีการทบทวนจุดยืนของตนเองในการเจรจาสันติภาพ ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปูตินอยู่ที่ใดในช่วงเวลาที่ถูกอ้างว่าเกิดการโจมตีดังกล่าว

“เมื่อพิจารณาถึงความเสื่อมทรามถึงขีดสุดของระบอบอาชญากรรมในเคียฟ ซึ่งได้เปลี่ยนไปใช้นโยบายการก่อการร้ายโดยรัฐ จุดยืนในการเจรจาของรัสเซียจะถูกนำมาทบทวนใหม่” นายลาฟรอฟกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวทาสส์ (Tass) ของรัสเซียรายงานว่า นายลาฟรอฟได้กล่าวทิ้งท้ายว่ารัสเซียไม่ได้มีความตั้งใจที่จะถอนตัวจากการกระบวนการเจรจากับสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยในวันจันทร์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ “เสร็จสิ้นการต่อสายพูดคุยในเชิงบวก” กับปูติน ภายหลังจากการหารือระหว่างสหรัฐฯ และยูเครนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของรัฐบาลรัสเซียบอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ในระหว่างการพูดคุยนั้น ปูตินได้ชี้ให้เห็นว่าเหตุโจมตีที่พักของเขาตามที่รัสเซียกล่าวอ้างนั้น เกิดขึ้นแทบจะทันทีหลังจากการเจรจาระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับเซเลนสกี ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นความสำเร็จ

นายอูชาคอฟอ้างด้วยว่า “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตกใจกับข้อมูลนี้ เขารู้สึกโกรธและบอกว่าเขาไม่อยากจะเชื่อว่ามีการกระทำที่บ้าคลั่งเช่นนี้เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีการระบุด้วยว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อแนวทางที่สหรัฐฯ จะใช้ในการร่วมงานกับเซเลนสกีอย่างไม่ต้องสงสัย”

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการโจมตีที่รัสเซียกล่าวอ้างแต่อย่างใด

นายอูชาคอฟเสริมว่า ปูตินได้ประกาศว่า “การกระทำอันเป็นการก่อการร้ายที่ไร้ความยั้งคิด” ครั้งนี้ จะได้รับการตอบโต้อย่าง “รุนแรงที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc