‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ สร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ สร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ สร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การบริการด้านสาธารสุขที่เพียบพร้อม อาจไม่ได้เข้าถึงกับคนไทยทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่พื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่เข้าถึงยาก แม้กระทั่งการเดินทางไปสถานีอนามัย โรงพยาบาลศูนย์ประจำพื้นที่ล้วนแต่ต้องใช้เวลานานเหล่านี้คือเรื่องที่เป็นไปได้ยากแม้กระทั่งในโลกปัจจุบัน

จากจุดเริ่มต้นของโครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ผสานความร่วมมือกับ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน เพื่อร่วมสานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ของคุณเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนาภักดี ที่ได้กล่าวไว้ว่า “คนไทย ให้กันได้” อันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อน และผลกระทบอย่างรุนแรงจากภัยพิบัติหนาวในพื้นที่ภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับเป็นเวลา 26  ปี ของคาราวานผ้าห่มผืนเขียวได้ออกเดินทางส่งมอบรอยยิ้ม และความอบอุ่นภายใต้  “ผ้าห่มผืนเขียว” ให้ทุกคนได้บรรเทาความหนาวเย็น ปีละจำนวน 200,000 ผืน นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา จำนวนกว่า 5,200,000 ผืน พร้อมกับมอบโอกาสในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านต่างๆ  อย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงแค่ส่งมอบความอบอุ่นแล้ว ยังได้ขยายความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ตลอดจนการดูแลเรื่องการศึกษา กีฬา การพัฒนาชุมชนส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพและสาธารณสุขที่เล็งเห็นถึงปัญหาด้านการเข้าถึงบริการทางสุขภาพของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ร่วมกับ หน่วยงานสาธารณสุขประจำจังหวัด หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ อาทิ ช้างคลินิกเคลื่อนที่ โรงพยาบาลรวมแพทย์ยโสธร มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ลงพื้นที่พร้อมกับคาราวานผ้าห่มผืนเขียว เพื่อบริการตรวจสุขภาพให้กับพี่น้อง 15 จังหวัด ตั้งแต่ตรวจวัดโรคทั่วไป วัดความดัน วัดปริมาณน้ำตาลในเลือด โรคผิวหนัง โรคตา ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบริการฝังเข็มแก้อาการปวด และบริการตัดผมอีกด้วย

ในปี 2565  โครงการ “ไทยเบฟ รวมใจต้านภัยหนาว” โดย มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก ได้พบผู้ป่วยคอพอก ที่ อ.เมืองอาย จ.เชียงราย ซึ่งผู้ป่วยมีก้อนบริเวณคอขนาดใหญ่ อันเนื่องจากอาการต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่ผิดปกติ จากนั้นได้ดำเนินการส่งตัวไปรักษาต่อที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ทำการผ่าตัดรักษาจากทีมแพทย์เฉพาะทางที่เชียวชาญ จนผู้ป่วยได้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รศ.นพ. ณัฐพงศ์ โฆชุณหนันท์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ และอาจารย์ประจำหน่วยระบบต่อไร้ท่อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการรักษาของผู้ป่วยกรณีนี้ว่า “คนไข้มีอาการคอพอกขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดโตตั้งแต่อายุ 20 ปี ต่อมไทรอยด์จะโตเร็วขึ้นในช่วง 2 ปีหลัง นอกจากนี้มีอาการหายใจติดขัด บางครั้งมีอาการกลืนอาหารลำบาก นอกจากนึ้คนไข้ยังมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจด้วย”

ผศ.นพ.เศรษฐพงศ์ บุญศรี รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ และอาจารย์ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า “ผู้ป่วยรายมีก้อนไทรอยด์ที่โตอาจกดทับทางเดินหายใจ เลยต้องใช้วิธีนำสลบโดยแก๊สนำสลบและใส่ท่อช่วยหายใจผ่านกล้องส่องกล่องเสียงซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีอาการลิ้นหัวใจห้องขวารั่ว ส่งผลทำให้หัวใจห้องขวาบน และหัวใจห้องขวาล่างโต ตลอดการผ่าตัดไม่มีภาวะแทรกซ้อน”

นับเป็นการตอกย้ำปณิธานแห่งการ “ให้” และการ “แบ่งปัน” ภายใต้ “ผ้าห่มผืนเขียว” สัญลักษณ์ที่เป็น “มากกว่าความอบอุ่น คือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน”

‘ปุ๊ อัญชลี’นำทัพ ฟิตเต็มพลังก่อนลุย ‘7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล @ PARADISE PARK’

‘ปุ๊ อัญชลี’นำทัพ ฟิตเต็มพลังก่อนลุย ‘7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล @ PARADISE PARK’

‘ปุ๊ อัญชลี’นำทัพ ฟิตเต็มพลังก่อนลุย ‘7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล @ PARADISE PARK’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งท้ายปีแบบจึ้งๆ 7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล @ PARADISE PARK”  ที่ ช่อง 7HD ร่วมกับ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) รวมตัวศิลปินดังแห่งยุค 80 รุ่นใหญ่มากฝีมือ การรวมตัวครบวงของ “The Palace”  ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ, จิ๊ป-วสุ แสงสิงแก้ว (วงพลอย), จี๊ด-สุนทร สุจริตฉันท์ (วงรอยัลสไปรท์ส), ต้น-วงศกร รัศมิทัต (วงแมคอินทอช) , สายชล ระดมกิจ (วงThe Innocent), สัน-พีรสันติ จวบสมัย ( วงThe Innocent), เต้ย-รณภพ อรรคราช (วงอินคา) และ จืด-มนตรี กิตติกัลป์ (วงฟอร์เอฟเวอร์) พร้อมกับ โอ-ชัยรัตน์ เทียบเทียม นอกจากนี้ยังมีนักแสดงช่อง 7HD อ้น-อัครวัฒน์ จุมพลวิวัฒน์  มาร่วมร้องเพลงพิเศษด้วย ผลิตโดย บริษัท เซเว่น สตาร์ สตูดิโอ จำกัด  ซึ่งจะเป็นเพลงแนวไหนรอติดตามกันได้เลย บอกได้คำเดียวว่าทุกเพลงฮิตที่คิดถึง  พร้อมจัดเต็มเพื่อแฟน ๆ เต็มที่อย่างแน่นอน แต่ก่อนจะได้สนุกสุดเหวี่ยงกันในวันคอนเสิร์ต วันนี้เรามาเก็บบรรยากาศการรวมตัวในวันซ้อมทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก เรียกว่ามาเต็มใส่สุดทุกเพลงเหมือนจริงแบบนอนสต็อป  ชนิดที่ว่าไม่มีใครเบรกใครได้  ไม่ว่าจะเพลงฮิต เพลงซึ้ง เพลงช้า  มีให้ครบทุกโหมดอารมณ์กันเลยทีเดียว เรียกว่ายังไม่ทันวันจริงแต่ความมันพุ่งเกิน 100 แล้ว! วันจริงจะสนุกขนาดไหน ปักหมุดรอกันได้เลย  ส่วนจะมีเพลงไหนบ้าง ต้องมาเจอกันให้ได้ที่หน้าเวที  การันตีความมัน จากพิธีกรคู่หูคนดีคู่เดิม  เจด้า  ศรัณย่า และแอมป์ พีรวัศ

โดย ปุ๊ อัญชลี  เป็นตัวแทนศิลปิน เผยถึงการมาเยือนเวที 7 สีคอนเสิร์ตครั้งนี้ว่า“ถ้ามา 7 สี คอนเสิร์ต ในนาม The Palace”  นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือน  แต่ถ้าในชีวิตการเป็นศิลปิน แต่ละคนเคยแวะเวียนมากันอยู่แล้ว ต้องบอกว่าวันเสาร์นี้พวกเราทุกคนตื่นเต้น ที่ได้มารวมตัวกัน ซึ่งแต่ละคนมีเพลงของตัวเอง พวกเราเตรียมเพลงในยุคของเรา มาให้ทุกคนมาร้องมาเต้นไปด้วยกัน  ซึ่งจะมีเพลงอะไรบ้าง อยากให้ทุกคนมาติดตามได้ที่หน้าเวที  มาร้อง มาเต้นไปพร้อมกัน”แฟน ๆ เตรียมปักหมุดมาเจอกันได้  วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 15.30 น. ณ ชั้น 1 รอยัล พาร์ค พลาซา ศูนย์การค้าพาราไดซ์ หรือร่วมรับชมถ่ายทอดสดทาง  ช่อง 7HD กด 35 ตั้งแต่เวลา 15.30-17.00 น. และสดทางออนไลน์ Facebook / YouTube / TikTok : Ch7HD และ Bugaboo.tv  ที่มันไม่มีเบรก 2 ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่ 15.30-17.30 น. ย้ำกันอีกครั้ง งานนี้เข้าชมฟรี ! ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com  

วาเนสซ่า เปิดใจ หลังรับหน้าที่ถือป้ายกัมพูชาในพิธีเปิดซีเกมส์ 2025

วาเนสซ่า เปิดใจ หลังรับหน้าที่ถือป้ายกัมพูชาในพิธีเปิดซีเกมส์ 2025

วาเนสซ่า เปิดใจ หลังรับหน้าที่ถือป้ายกัมพูชาในพิธีเปิดซีเกมส์ 2025

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.23 น.

10 ธันวาคม 2568 กลายเป็นซีนไวรัลที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์ สำหรับขบวนพาเหรดนักกีฬาในพิธีเปิด ซีเกมส์ 2025 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อค่ำวันที่ผ่านมา (9 ธ.ค.) โดยหนึ่งในไฮไลต์ที่หลายคนจับตามอง คือ ใครจะเป็นตัวแทนนำป้ายประเทศกัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในขณะนี้

       และผลที่ออกมาคือ “วาเนสซ่า เว้งค์” Miss Intercontinental Thailand 2025 ผู้ครองตำแหน่งนางงามมากความสามารถ ได้รับหน้าที่ถือป้ายประเทศกัมพูชา ซึ่งเธอปรากฏตัวอย่างสง่างามในชุดไทยวิจิตร

       หลังเสร็จสิ้นภารกิจ วาเนสซ่าได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ชี้แจงถึงเจตนารมณ์ในการทำหน้าที่ครั้งนี้ โดยระบุว่า “ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพิธีการครั้งนี้ วาเนสซ่าตั้งใจทำทุกอย่างด้วยความเป็นมืออาชีพที่สุดค่ะ ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเป็นอย่างไร หน้าที่ของวาเนสซ่าคือการทำให้พิธีดำเนินไปอย่างสง่างาม ให้เกียรติกับผู้เข้าร่วมทุกประเทศอย่างเท่าเทียม เพราะในพื้นที่ของกีฬา นักกีฬาทุกคนสมควรได้รับกำลังใจโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือความเห็นใด ๆ

และแม้ว่าวาเนสซ่าจะทำหน้าที่ในระดับนานาชาติ แต่เมื่อก้าวลงจากเวที วาเนสซ่าคือคนไทยเสมอค่ะ ความรัก ความภักดี และความผูกพันต่อประเทศไทยเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของวาเนสซ่าตลอดเวลา และไม่เคยลดลงแม้เพียงครั้งเดียว

วาเนสซ่าอยากชวนทุกคนมองกีฬาในมุมที่งดงามที่สุด มองเห็นความพยายาม ความมีวินัย และความมุ่งมั่นของนักกีฬาทุกชาติ มากกว่าพรมแดนที่แบ่งแยกเราออกจากกัน
ขอให้ทุกคนร่วมส่งแรงใจให้กับนักกีฬาทุกคน เพราะพวกเขาทุกคนคือผู้ที่ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อความฝันของตัวเองอย่างแท้จริงค่ะ

สำหรับหน้าที่ที่ได้รับในครั้งนี้ วาเนสซ่าได้ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ตัวเองเสมอนะคะ
ขอบคุณชุดสวยๆจาก ตั๋ม ชุดวิวาห์ ท่าเรือ นะคะ”

ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม : @vanessanck.w ,@makeup_mario

เล่นบทเหยื่ออีกแล้ว! แวนด้า โพสต์ประณามอ้างไทยรุกรานก่อน

เล่นบทเหยื่ออีกแล้ว! แวนด้า โพสต์ประณามอ้างไทยรุกรานก่อน

เล่นบทเหยื่ออีกแล้ว! แวนด้า โพสต์ประณามอ้างไทยรุกรานก่อน

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

10 ธันวาคม 2568 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อ แวนด้า (VannDa) เป็นแร็ปเปอร์ชาวกัมพูชา ที่เคยออกมาเคลื่อนไหว เมื่อตอนที่กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนในการปะทะครั้งที่ 1 จนมีข่าวว่า ถูกแบรนด์ดังระดับโลกถอดออกจากการเป็นพรีเซนเตอร์

ล่าสุด เจ้าตัวก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความร่ายยาว อีกครั้งว่า “วันนี้ ความรุนแรงได้กลับมาปะทุขึ้นอย่างน่าเศร้าโศก โดยส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตพลเรือน เด็กชาวกัมพูชาไม่สามารถเรียนหนังสือให้จบหลักสูตรได้ และกลับต้องหลบหนีเพื่อความปลอดภัย หลังจากที่ฝ่ายไทยเปิดฉากยิง พลเมืองสูงอายุของเราถูกบังคับให้อพยพออกจากบ้านของตนอีกครั้ง”

เป้าหมายของการโจมตีได้ขยายไปถึงมรดกทางวัฒนธรรมด้วย วัดพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์และบริเวณโดยรอบถูกยิงถล่มด้วยกระสุนปืนใหญ่จากกองทัพไทย ประชาชนชาวกัมพูชาขอประณามการใช้กำลังอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายที่กระทำโดยกองทัพของราชอาณาจักรไทยในวันนี้อย่างหนักแน่น การรุกรานนี้ได้ทำร้ายประชาชนของเราอย่างรุนแรง และส่งผลให้เกิดการรุกล้ำทางทหารเข้ามาในอาณาเขตอธิปไตยของกัมพูชา

ด้วยเหตุนี้ พ่อ สามี ลูกชาย และปู่ย่าตายายทุกคนจึงต้องมุ่งหน้าสู่แนวหน้าในตอนนี้ ทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลังเพื่อทำตามหน้าที่ เราขอแสดงการสนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลงต่อกองกำลังของเรา รวมถึงหญิงและชายผู้กล้าหาญที่ชายแดน ซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา เราภาวนาให้คุณจงก้าวไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็งและกลับมาหาพวกเราอย่างปลอดภัย เราขอขอบคุณที่แบกรับความหวังของประเทศชาติไว้”

เพจดังเผย F-16ไทยทิ้งไข่ใส่บ่อนกาสิโน-คลังน้ำมัน ย่านจุ๊บโกกี เขมร

เพจดังเผย F-16ไทยทิ้งไข่ใส่บ่อนกาสิโน-คลังน้ำมัน ย่านจุ๊บโกกี เขมร

เพจดังเผย F-16ไทยทิ้งไข่ใส่บ่อนกาสิโน-คลังน้ำมัน ย่านจุ๊บโกกี เขมร

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

เพจดังเผย F-16ไทยทิ้งไข่ใส่บ่อนกาสิโน-คลังน้ำมัน ย่านจุ๊บโกกี เขมร สถานที่ใช้ปล่อยโดรนพลีชีพ-เก็บอาวุธหนัก

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “มีรายงานว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา เครื่องบินรบขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทย ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ โดยทิ้งระเบิดแรงสูงใส่เป้าหมายบ่อนคาสิโน ในย่านจุ๊บโกกี อำเภอบันเตียอำปึล จังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา

นอกจากนี้ ทหารไทยยังได้ระดมยิงปืนใหญ่สนับสนุนเข้าโจมตีใส่ คลังน้ำมันของกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการใกล้ๆ กันกับ บ่อนคาสิโนในย่านจุ๊บโกกี ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับจุดผ่อนปรนช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

การโจมตีนี้มีขึ้นหลังพบว่า บ่อนคาสิโนและคลังน้ำมันดังกล่าวถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ได้แก่ เป็นสถานที่ปล่อยโดรนพลีชีพโจมตีทหารไทย, เป็นคลังเก็บอาวุธหนัก, และเป็นจุดเติมเชื้อเพลิงให้แก่รถยิงจรวด BM-21″

แนะ’อนุทิน’เดินเกม 2 ทาง ไทยต้องชนะทั้งเขมร-เวทีโลก

แนะ'อนุทิน'เดินเกม 2 ทาง ไทยต้องชนะทั้งเขมร-เวทีโลก

แนะ’อนุทิน’เดินเกม 2 ทาง ไทยต้องชนะทั้งเขมร-เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.57 น.

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แนะอนุทิน ไทยต้องชนะทั้งเขมรและเวทีโลก

เมื่อประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศว่า จะยกหูโทรศัพท์มาคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และนายฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งที่เกิดการสู้รบกัน โดยจะให้ปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพ ที่ลงนามกันทั้ง2ฝ่าย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ และนายอันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียน ลงนามเป็นสักขีพยาน

จะเห็นได้ว่าหลังจากทหารไทยกับทหารกัมพูชา เกิดปะทะกัน มีการสู้รบกัน ระยะเวลาล่วงเลยมา 2-3วัน ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ก็แสดงท่าทีเข้ามาเกี่ยวข้องและเข้ามากดดัน ไม่ว่านายอนุทินจะประกาศว่าไม่เจรจา ยังไม่ต้องการที่จะสงบศึกในครั้งนี้ เป็นความเห็นของนายอนุทิน ที่แสดงท่าทีต่อฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้คนไทยได้เข้าใจ รู้สึกสบายใจ และทำตามความต้องการของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ต้องการจะให้ทหารไทยจัดการกับทหารกัมพูชาให้สิ้นซาก

แต่ในขณะเดียวกัน นายอนุทินก็ควรจะเดินเกมการเมืองแบบเล่น2ทาง คือ ต่อประเทศกัมพูชาต้องแข็งกร้าว และเอาจริงเอาจัง ไม่ยอมอ่อนข้อ เพื่อให้บทเรียนกับฝ่ายกัมพูชา และต้องการดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาเหิมเกริม และละเมิดอธิปไตยของไทยอีก ต้องทำลายสภาพของกองทัพหรือทางการทหารให้หมดสภาพไป

แต่ในขณะเดียวกันต่อประชาคมโลกในทางสากล นายอนุทินต้องเดินเกมเอาโลกล้อมกัมพูชาให้ได้ การเปิดเจรจาพูดคุยหรือรับโทรศัพท์จากประธานาธิบดีโดนัท ทรัมป์ และนายอันวาร์ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะต้องดึงมาเป็นพวก และให้สนับสนุนฝ่ายไทย ในขณะเดียวกันนายอันวาร์ ในฐานะประธานอาเซียน ก็ต้องพูดคุยและเอามาเป็นพวกให้ได้ เพราะจะทำให้ประเทศในอาเซียนมาเป็นพวกกับประเทศไทย และปล่อยให้กัมพูชาโดดเดี่ยว

จึงอยากจะให้นายอนุทินเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศ ในลักษณะเดิน2ทาง คือเอาใจนานาชาติ และเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวแข็งกร้าวกับฝ่ายกัมพูชา มิฉนั้นเราจะชนะศึกกับกัมพูชาได้ แต่เราอาจจะแพ้ ทางการทูตในระดับสากล และเราจะถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก

จึงอยากให้ศึกครั้งนี้ ประเทศไทยต้องได้รับชัยชนะ ทั้งศึกสู้รบกับกัมพูชาและบนเวทีโลก ไทยจะต้องได้รับชัยชนะด้วย

‘ทัพภาค 2’ลั่น‘การทูต’คือชุดสูท ‘การทหาร’คือชุดเกราะ พลังเดียวกันปกป้องประเทศ

‘ทัพภาค 2’ลั่น‘การทูต’คือชุดสูท ‘การทหาร’คือชุดเกราะ พลังเดียวกันปกป้องประเทศ

‘ทัพภาค 2’ลั่น‘การทูต’คือชุดสูท ‘การทหาร’คือชุดเกราะ พลังเดียวกันปกป้องประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.11 น.

‘ทัพภาค 2’ลั่น‘การทูต’คือชุดสูท ‘การทหาร’คือชุดเกราะ พลังเดียวกันปกป้องประเทศ

11 ธันวาคม 2568 เพจ “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความหัวข้อ “SMART Soldiers Update การทหาร x การทูต ไม่มีใครนำใคร เพราะเรากำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน” ระบุว่า…

SMART Soldiers Update

การทหาร x การทูต

ไม่มีใครนำใคร เพราะเรากำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

การทูตคือชุดสูท…การทหารคือชุดเกราะ

ทั้งสองคือพลังเดียวกันเพื่อปกป้องประเทศ

วันนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สดกับสถานีโทรทัศน์ Al Jazeera พร้อมย้ำชัดในทุกประเด็นว่า ประเทศไทยไม่ใช่ผู้เริ่มต้นความรุนแรง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาที่เปิดฉากยิงก่อน และยังไม่ปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามไว้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ท่านกล่าวว่า

“กลไกทางการทูตจะทำงานได้… หากสถานการณ์เปิดพื้นที่ให้การทูต แต่ต้องขอโทษ…ตอนนี้เราไม่มีพื้นที่แบบนั้น”

คำกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เหตุผล แต่คือความจริงในสนามรบ ที่ทหารไทยกำลังเผชิญทุกชั่วโมง การเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกำลังพลหลายครั้ง แม้เราจะลงนามถ้อยแถลงร่วมแล้วก็ตาม คือหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาไม่รักษาคำมั่น

+ เมื่อพื้นที่การทูตถูกปิด การทหารต้องยืนเป็นแนวหน้า

รัฐมนตรีต่างประเทศชี้ว่า ไทยอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด แต่ท่าทีของกัมพูชาคือการยั่วยุและการใช้อาวุธโจมตีจนเกิดสถานการณ์ที่เห็นอยู่ในวันนี้ เมื่อผู้ประกาศข่าวถามถึงกรณีปราสาทพระวิหาร รัฐมนตรีไทยตอบตรงไปตรงมาว่า

– ไทยเคารพคำตัดสินศาลโลก

– แต่ไม่ใช่โบราณสถานทุกแห่งที่อยู่ในดินแดนกัมพูชา

– และอารยธรรมเขมรไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกัมพูชาเท่านั้น

+ ไทยเปิดประตูการทูตเสมอแต่ก้าวแรกต้องมาจากกัมพูชา

ไทยพร้อมเจรจา พร้อมใช้กลไกทางการทูต แต่ถ้อยแถลงร่วมที่มีสหรัฐฯ และมาเลเซียเป็นสักขีพยานกลับไม่ถูกปฏิบัติตามโดยฝ่ายกัมพูชา แม้กัมพูชาบอกว่าพร้อม แต่สถานการณ์ความเป็นจริงในพื้นที่กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง

ไทยไม่ใช่ประเทศที่ก้าวร้าว เราเชื่อในพลังของการทูต ประเทศไทยเป็นชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รักษาเอกราชไว้ได้ด้วยการทูต และวันนี้ไทยก็ยังยึดมั่นในแนวทางนั้น แต่ในขณะเดียวกัน ทหารไทยก็ต้องปกป้องแผ่นดินในทุกลมหายใจ เพราะเมื่อการทูตไร้พื้นที่ การทหารต้องยืนเป็นโล่กำบังให้ประชาชนก่อน

“การทูตคือชุดสูท…การทหารคือชุดเกราะ ทั้งสองคือพลังเดียวกันเพื่อปกป้องประเทศ”

ประเทศไทยเดินด้วยสองขา ทหารและนักการทูต ไม่มีใครนำใคร เพราะภารกิจเดียวของเราคือ ปกป้อง อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ผลประโยชน์ของชาติ และความสงบสุขของประชาชน

แนวรบชายแดน‘ไทย-เขมร’ระอุ ปะทะกันเดือด! บึ้มเครนบน‘เขาพระวิหาร’

แนวรบชายแดน‘ไทย-เขมร’ระอุ  ปะทะกันเดือด!  บึ้มเครนบน‘เขาพระวิหาร’

แนวรบชายแดน‘ไทย-เขมร’ระอุ ปะทะกันเดือด! บึ้มเครนบน‘เขาพระวิหาร’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แนวรบชายแดน‘ไทย-เขมร’ระอุ ปะทะกันเดือด! บึ้มเครนบน‘เขาพระวิหาร’ ฐานที่ตั้งระบบแอนตี้โดรน ทร.ถล่มรังสแกมเมอร์-บ่อน ซุกอาวุธหนัก/ซ่อนกำลังพล

ไทย-กัมพูชาปะทะเดือดวันที่สี่ ตลอดแนวชายแดน 4 จังหวัด 12 แนวรบ “บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ-อุบลฯ” ระดมปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด–อาวุธประจำกายถล่มเป็นระลอก เขมรเปิดฉากถล่มไทยตั้งแต่ตีห้า ส่วนทภ.2 ทำลายเครนบน“เขาพระวิหาร” หลังข่าวกรองชี้ชัดเป็นที่ตั้งระบบ “แอนตี้โดรน”และระบบกล้องวงจรปิดแบบสัญญาณเรดาร์ ด้าน ทร. โดยนาวิกโยธินจัดหนัก ยิงทำลายฐานสแกมเมอร์ -ตึกกาสิโน บ่อนทมอดา หลังพบเขมรวางสไนเปอร์ 4 จุด พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เตรียมถล่มอธิปไตยไทยจากที่สูง พร้อมใช้ปืนใหญ่สกัดเขมรส่งรถสายพาน 3 คัน หวังบุกบ้านหนองจาน ก่อนประกาศเตือนคนเขมรที่อยู่ใกล้สะพานจัยจุมเนี้ยะ ให้อพยพ เพราะจะระเบิดสะพานนี้ตัดเส้นทางลำเลียงปืนใหญ่มาคุกคามอธิปไตยไทย

สถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชายังคงดำเนินต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ ตั้งแต่เวลา 05.20 น. วันที่ 10 ธันวาคม รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เผยว่า เช้ามืดวันนี้ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิง ด้วยกระสุนปืนใหญ่ เข้ามามายังพื้นที่ฝั่งไทยก่อนตลอดแนวชายแดน 4 จังหวัด

ไทย-เขมรปะทะเดือดตลอดชายแดน4จว.

โดยในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ 1 แนวรบหลัก ช่วงแนวรบช่องสายตะกู เริ่มปะทะ ด้านจ.สุรินทร์ 5 แนวรบหลัก คือ 1.แนวรบช่องจอม-ช่องเปรอ-ช่องระยียิงเป็นระยะ 2.แนวรบปราสาทคนา มีการยิงเข้ามาเป็นระยะ โดยมีการยิงด้วยปืนใหญ่เข้ามายังฝั่งไทย 3. แนวรบปราสาทตาควาย เขมรยิงเข้ามายังฝั่งไทยเป็นระยะ หน่วยประจำกายและปืนใหญ่ปืนไร้แรงสะท้อน (ปรส.) 4. แนวรบช่องกร่าง มีการยิงเป็นระยะ ด้วยอาวุธประจำกายและ กระสุนปืน ค. 5. แนวรบปราสาทตาเมือนธม มีการยิงเป็นระยะ ด้วยอาวุธประจำกายและเครื่องลูกระเบิดมายังฝั่งไทย

ส่วนจ.ศรีสะเกษ 4 แนวรบหลักคือ 1. แนวรบพระวิหาร (ช่องซำแต-โดนตวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า) ปะทะเป็นระยะ 2. แนวรบพระวิหาร (ปราสาทพระวิหาร-ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย) ปะทะเป็นระยะ 3.แนวรบภูมะเขือ-ช่องโดนเอาว์-พลาญยาว-พลาญหินแปดก้อน ปะทะเป็นระยะ 4. แนวรบช่องสะงำ สำหรับพื้นที่ชายแดน จ.อุบลราชธานี 2 แนวรบหลักคือ 1.แนวรบช่องบกปะทะเป็นระยะ ด้วยอาวุธประจำกายและปืนใหญ่ 2.แนวรบช่องอานม้า ปะทะเป็นระยะ ด้วยอาวุธประจำกายและปืน ค.

ทำลายเครนทางขึ้นพระวิหารที่ตั้งแอนตี้โดรน

เวลา 14.00 น. กองทัพภาคที่ 2 ทำลายเครนที่อยู่ทางขึ้นเขาพระวิหารหลังตรวจพบว่า ใช้เป็นที่ติดตั้งแจมเมอร์ หรือแอนตี้โดรน รวมทั้งติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดด้วยสัญญาณเรดาร์บนพื้นที่เขาพระวิหาร โดยพบว่ามีระบบ Spoofing GPS ก่อกวนนำร่องด้วยดาวเทียม (GNSS/GPS) ส่งผลให้โดรนและระบบอื่นๆในพื้นที่ของไทยมีปัญหา และยังใช้กล้องวงจรปิดบันทึกภาพ รวมทั้งดูการปฏิบัติของกำลังฝ่ายเราในพื้นที่รอบเขาพระวิหาร

ทร.เปิดยุทธการตราดปราบปรปักษ์

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดจันทบุรีและตราด พื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือได้เปิดยุทธการ “ตราดปราบปรปักษ์” สนธิกำลังรบในทุกมิติทั้ง น้ำ-ฟ้า-ฝั่ง ในการดูแลรักษาอธิปไตยพื้นแผ่นดินไทย

โดยเรือหลวงเทพา เข้าพื้นที่ปฏิบัติการตรวจการและลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง กำลังพลทุกนายถูกยกระดับให้สู่สภาวการณ์พร้อมรบ อาวุธประจำเรือทุกชนิดถูกเตรียมพร้อมตอบสนองต่อสถานการณ์ทันที ทั้งนี้กองทัพเรือแจ้งเตือนเรือประมงไทยทุกลํา ให้หลีกเลี่ยง หลีกเลี่ยงเดินเรือเข้าเส้นเขตแดนทางทะเลไทยกัมพูชา และหากพบเห็นเรือรบกัมพูชาโปรดแจ้ง ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือโดยด่วน

โดยวานนี้ (9 ธันวาคม เรือหลวงเทพาให้การสนับสนุนการยิงฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ สนับสนุนกำลังทางบก เพื่อยึดพื้นที่บ้านสามหลังที่ บ.หนองรี ฝ่ายไทยทำลาย ฐานที่มั่นกัมพูชาไปแล้ว 80 % โดยกำลังจากนาวิกโยธิน เผาทำลายบ้านทั้ง3หลังได้ รวมถึงบังเกอร์ที่คาดว่าจะใช้ในเก็บยุทโธปกรณ์และอมภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งก็ถูกทำลายไปแล้วด้วยเช่นกัน จากนี้อยู่ในขั้นตอนการเข้ายึดพื้นที่ แต่ฝ่ายกัมพูชา ได้ขุดบังเกอร์และคูเลต เป็นที่หลบกำบัง ก่อนใช้อาวุธหนักปืนใหญ่ ตอบโต้กำลังของฝ่ายไทย ทำให้กำลังพลกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดยังไม่สามารถเข้ายึดพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ

ยิงปืนค.ถล่มฐานสแกมเมอร์-บ่อน

เวลา 10.00 น.วันนี้ (10 ธันวาคม) กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ยิงปืนค. ทำลายฐานสแกมเมอร์ ในพื้นที่ทมอดา จ.โพธิสัตว์ ตรงข้าม ต.ชำราก จ.ตราด ซึ่งฐานปฏิบัติการแห่งนี้ ถูกใช้เป็นสถานที่สะสมกำลังพลของฝ่ายกัมพูชา โดยยังมีรายงานข่าวอีกว่าทหารกัมพูชาใช้ตึกกาสิโน ที่ทมอดา ที่เป็นอาคารสูงนำทหารสไนเปอร์4 คน และมีอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของไทยอีกด้วย

น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เปิดเผยว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดได้ใช้จรวดโทว์ (จรวดต่อต้านรถถัง) ยิงจากรถถังใส่กาสิโนที่บ้านทมอดา ต.เวียงเวล อ.เวียงเวล จ.โพธิสัตว์ ที่ตั้งของแก๊งสแกมเมอร์ ที่ผ่านมาในการปะทะวันแรก ทหารนาวิกโยธินตราดใช้ปืนใหญ่ระดมยิงแต่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายมากนัก วันนี้จึงได้ใช้จรวดโทว์ยิงเข้าไปอีก ในการปฏิบัติการครั้งนี้ถูกเป้าหมาย แต่ยังไม่สามารถถล่มกาสิโนให้พังลงมาได้ ซึ่งทหารนาวิกโยธินตราดจะดำเนินการต่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะสภาพของกาสิโน ซึ่งมีสภาพแข็งแรงมาก จรวดโทว์ยังไม่สามารถทำลายได้ ต้องใช้ความพยายามต่อไป

ทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะตัดกำลังเขมร

เวลา 10.10 น.วันเดียวกัน รายงานข่าวจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)เผยว่าตรวจพบการลำเลียง อาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะปืนใหญ่สนาม ที่เป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยไทย เพื่อเป็นการตัดการส่งกำลังบำรุง และการเสริมกำลังของกัมพูชา กปช.จต.จำเป็นต้องทำการทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ อ.เวียลเวง จังหวัดโพธิสัตว์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามจ.ตราดของไทย เพื่อตัดเส้นทางการส่งเสบียงบำรุงของทหารเขมร จึงขอให้ชาวกัมพูชาที่อยู่ใกล้สะพาน “จัยจุมเนี้ยะ” อพยพออกจากพื้นที่ห่างจากบริเวณสะพานเกินรัศมี 1.5 กิโลเมตร

ทภ.1ใช้ปืนใหญ่ยิงสกัดรถสายพานเขมร

ด้านกองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) รายงานสถานการณ์ชายแดนจ.สระแก้ว เวลา 12.00 น. เปิด 5 แนวรบหลัก บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา มีการปะทะเป็นระยะ ด้วย ป. และ ค. ควบคุมพื้นที่ อยู่ระหว่างเสริมความมั่นคงและสถาปนาที่มั่นตั้งรับ บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง มีการปะทะเป็นระยะด้วย ป. และ ค. ควบคุมพื้นที่ สถาปนาที่มั่นตั้งรับ บ้านหนองจาน อ.โคกสูง ปะทะเป็นระยะด้วย ป. และ ค. บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ เฝ้าระวัง มีการปะทะเล็กน้อย อ.คลองหาด พบรถสายพานฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ 3 คัน ไทยใช้อาวุธปืนใหญ่ยิงสกัด

ทบ.โต้ฮุนเซน-ไทยไม่ใช่ผู้รุกรานเขมรเริ่มก่อน

จากกรณีสื่อกัมพูชารายงานว่า ฮุน เซน ออกแถลงการณ์ด่วนถึงกองกำลังแนวหน้าระบุขณะนี้ตนได้ลงมาบัญชาการรบร่วมกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แล้ว และกล่าวหาว่าฝ่ายไทยคือผู้รุกราน ได้ใช้อาวุธหนักระดมยิงใส่ฝั่งกัมพูชา พร้อมกล่าวว่าเป็นกลยุทธ์ยั่วยุ หวังดึงให้กัมพูชาโต้ตอบ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างฉีกสัญญาหยุดยิงและทำลายแถลงการณ์สันติภาพ พร้อมสั่งให้ทหารกัมพูชาอดทน

ในประเด็นนี้ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกออกมาแถลงว่า ที่ผ่านมาไทยเชื่อมาตลอดว่าฮุน เซน คือ ผู้สั่งการบังคับบัญชาตัวจริงของกัมพูชา ส่วนประเด็นบิดเบือนที่พยายามกล่าวหาไทยเป็น ‘ผู้รุกราน’ กลับแย้งกับความจริงว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน โดยนำกำลังพร้อมอาวุธเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยหลายพื้นที่ รวมทั้งใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากบริเวณแนวชายแดน และตลอดช่วงหยุดยิงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา กัมพูชามีพฤติกรรมยั่วยุตลอด ที่สำคัญคือใช้ทุ่นระเบิดทำร้ายฝ่ายไทย มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน จนทำให้ฝ่ายรัฐบาลไทยขอระงับข้อตกลงร่วม ที่เป็นผลจากการกระทำของกัมพูชา กัมพูชาจึงเป็นผู้ฉีกสัญญา โดยเจตนาผ่านการกระทำของตัวเอง อีกทั้ง เขมรไม่ได้ใช้ความอดทนจริงอย่างที่ฮุนเซนกล่าว เพราะตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ทหารกัมพูชายิงใส่ทหารไทยอย่างโหดร้าย ไม่มีการแจ้งเตือนก่อน และหลังจากนั้นเขมรใช้อาวุธทุกชนิดโจมตีไทยอย่างหนักตลอด 3 วันที่ผ่านมา มีพื้นที่พลเรือนได้รับผลกระทบจำนวนมาก

“ยืนยันว่ากองทัพบกมีสิทธิป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามชายแดนจะยุติ เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของคนไทยตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม ยืนยันไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มความรุนแรง แต่มีหน้าที่ต้องตอบสนองต่อการล่วงละเมิดอธิปไตยอย่างจำเป็นและเหมาะสม”โฆษกกองทัพบกกล่าว

กองทัพไทยแจงผช.ทูตทหาร19ชาติ

ทีมโฆษกกองทัพไทยระบุ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา กองทัพไทยจัดการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคง ไทย-กัมพูชา มีพลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นประธาน ให้ข้อมูลสำคัญต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย 19 ประเทศ ที่ กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ การชี้แจงมุ่งประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดน โดยเฉพาะเหตุการณ์ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงโจมตีก่อน และแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อฝ่ายไทยมากขึ้น ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ในพื้นที่ ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และกระจายไปหลายพื้นที่ อาทิ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว และตราด เป็นเหตุให้กำลังพลฝ่ายไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากนี้ ยังปรากฏการใช้อาวุธต่อประชาชน โดยยิงอาวุธ BM-21 ของกัมพูชาโจมตีพื้นที่บ้านสายโท 10 ใต้ จังหวัดบุรีรัมย์ บ้านเรือนประชาชน และยังเป็นเหตุให้กำลังพลฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งไทยจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการปะทะ เพื่อยับยั้งการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ยืนยันจุดยืนของไทยในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ทั้งนี้ การปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไปจนกว่ากัมพูชาจะเปลี่ยนแนวทางและแสวงหาสันติภาพ

ขณะที่เสนาธิการทหาร ย้ำถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของไทยในการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีตามหลักสากล แต่จากเหตุการณ์ยั่วยุที่ผ่านมา ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการตอบโต้ตามสัดส่วน โดยถือเป็นสิทธิ์ของไทยในการปกป้องอธิปไตย

ย้ำไทยแยกเป้าหมายทหารออกจากปชช.

พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วย ผบ.ทอ. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาเปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายพื้นที่ ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด บางพื้นที่มีบ้านเรือนประชาชนเสียหาย ประชาชนต้องอพยพ และต้องปิดโรงเรียน พร้อมยืนยันว่า ไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มปะทะ โดยใช้สิทธิป้องกันตนเองภายใต้มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ไทยขอยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นความรุนแรง แต่จำเป็นต้องใช้สิทธิป้องกันตนเอง เพื่อคุ้มครองอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน ปฏิบัติการทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ยึดหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็น การไม่ใช้กำลังเกินกว่าเหตุและการแยกเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือนอย่างชัดเจน ไทยไม่มีนโยบายโจมตีพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานของประชาชนเด็ดขาด การใช้กำลังทางอากาศเป็น “ทางเลือกสุดท้าย”
เพื่อยุติภัยคุกคาม

ยันใช้กำลังทางอากาศเป็นทางเลือกสุดท้าย

พลอากาศเอกประภาส ยังระบุว่า การใช้กำลังทางอากาศในบางพื้นที่ เป็นมาตรการที่ดำเนินการด้วยความจำเป็น เพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อพื้นที่ชุมชนลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่ ไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ อย่างที่เคยเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทุกการปฏิบัติเป็นไปด้วยความรอบคอบ บนพื้นฐานของข่าวกรอง ใช้ความแม่นยำสูง และคำนึงถึงความปลอดภัยของพลเรือนเป็นอันดับแรก ไทยยังยึดมั่นสันติภาพ และใช้กลไกการทูตควบคู่กับการดูแลความมั่นคงมาตลอด พร้อมสื่อสารข้อมูลต่อประเทศพันธมิตรอาเซียนและองค์การระหว่างประเทศอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อความปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยของชาติถูกคุกคาม จำเป็นต้องใช้ทุกมาตรการที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองเสถียรภาพประเทศ

ลึกลับในสนามข่าว : 11 ธันวาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 11 ธันวาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 11 ธันวาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…เห็นแล้วก็อดไม่ได้ขอกระเซ้ารมต.ประจำสำนักนายกฯ “เฮียลูกแบด – ภราดร ปริศนานันทกุล” ผู้แทนฯ-รัฐมนตรีหนุ่มไฟแรง อนาคตไกล เห็นโพสต์ใส่ชุดออกกำลังกาย เลยขอตามเข้าไปดู เพราะสงสัยว่ามีเวลาออกกำลังกายด้วยพอแอบดู จึงรู้ว่ารมต.แบดไปร่วมเปิดงาน “ราชสีห์ชวนวิ่ง 2025” เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน กิจกรรมดีๆจัดโดยกำนันผู้ใหญ่บ้านเมืองอ่างทอง ออกสตาร์ท กันแต่มืดตีสี่ตีห้า แม้งานราษฎร์งานหลวงงานประจำงานพื้นที่จะหนักแค่ไหน รมต.แบด ก็ไม่ท้อไม่มีเหนื่อย จัดสรรจัดตารางเวลาไปร่วมงานให้ได้ให้ครบ…เท่าที่จะทำได้…

ภราดร ปริศนานันทกุล

…ถึงจะนอนดึกตื่นเช้าแค่ไหน รมต.แบดก็ไม่มีท่าทีอิดโรย สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส คล่องแคล่ว วิ่งปร๋อราวกับเตรียมตัวซักซ้อมมานาน กระจอกข่าวเห็นคลิปเห็นภาพก็อดชื่นชมไม่ได้ เพราะตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจวิ่งจริงๆ ถึงแม้จะเฉลยตอนท้ายว่า มีกล้องอยู่ข้างหน้าก็ตาม!!!! อิอิ…. เริ่มวิ่งจากเส้นชัยตอนฟ้ายังไม่แจ้งจนแดดเริ่มมา ก็วิ่งๆ เดินๆ กันแล้ว แต่รมต.แบดของเรายังวิ่งแข็งขันอยู่จ้า ก่อนเร่งสปีด แล้วเปิดไฟเลี้ยวเข้าหาโต๊ะข้าวต้ม กาแฟ ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ ก่อนจะหยิบชามข้าวต้ม หยิบแก้วชงกาแฟ พร้อมจัดปาท่องโก๋ หนุบหนับ หนุบหนับ หน้าตามีความสุขมากกกกกกก ถึงจะมีแฟนคลับมาขอถ่ายภาพ แต่มือก็ยังไม่วางถ้วยข้าวต้มนะจ๊ะ ยิ้มแก้มตุ่ย แชะภาพเสร็จก็รับทานต่อ น่าเอ็นดู….กระจอกข่าวว่า งานนี้นะ รมต.แบดมีความสุขที่สุดก็ตอนรับทานอาหารเช้านี่ละจ้า เพราะตั้งแต่รับตำแหน่งรมต.ภราดรตะลอนกิน ก็อาจไม่ได้ตะลอนเท่าไหร่ และก็ไม่ค่อยได้เห็นภราดรพาโซ้ยกะเตี๋ยวเหมือนกัน เพราะเวลาจำกัด ฉะนั้น พอมาร่วมราชสีห์ชวนวิ่งฯ ถึงเวลาพักเติมพลัง รมต.แบดก็ขอจัดเต็มทุกเมนูเลยจ้า ชดเชยตระเวนทานร้านอร่อยซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ของอาหร่อยทั้งน้าน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จัดเลยสิคร้าบ…รออะไร…อิอิ…nn

‘หนู’พยักหน้ารับ ร่างพรฎ.ยุบสภารอเอาไว้แล้ว ยุบวันไหนต้องดูสถานการณ์

‘หนู’พยักหน้ารับ  ร่างพรฎ.ยุบสภารอเอาไว้แล้ว  ยุบวันไหนต้องดูสถานการณ์

‘หนู’พยักหน้ารับ ร่างพรฎ.ยุบสภารอเอาไว้แล้ว ยุบวันไหนต้องดูสถานการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯย้ำร่างพระราชกฤษฎีกา “ยุบสภา”รอไว้แล้ว แต่ยุบหรือไม่ต้องประเมินสถานการณ์ พร้อมสวนพวกหลุดจากตำแหน่ง ทำใจไม่ได้ หลังแซะภาพเปิดตัวผู้สมัครสส.ขัดสถานการณ์แก้ปัญหาชายแดน หวังแก้รัฐธรรมนูญ เดินถึงวาระ3 ตามข้อตกลงเอ็มโอเอ ด้านที่ประชุมรัฐสภามีมติ328เสียง ไฟเขียว‘กลไกทำรธน.ใหม่’ให้มี‘กมธ.ร่างรธน.-กมธ.รับฟังความเห็น’มาจาก‘รัฐสภา’เป็นผู้คัดเลือก

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กระแสข่าวเรียกแกนพรรคร่วมรัฐบาลพูดคุยเตรียมความพร้อมยุบสภาว่า คุยเมื่อไหร่ ตนยืนอยู่ตรงนี้ บอกว่าไม่มี แล้วจะมีได้อย่างไร ยังยืนยันการยุบสภา เป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะทูลเกล้าฯขึ้นไป เมื่อถามว่า ยังเป็นไทม์ไลน์เดิม ในวันที่ 31ม.ค.69 หรือจะเร็วขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นอำนาจของนายกฯ เมื่อถามว่าการประชุมหัวหน้าหน่วยราชการเมื่อวันที่ 9ธ.ค.บอกว่า อาจจะเร็วกว่าเดิมเหลือเพียงแค่ลงวัน ว.เวลา น.ใช่หรือไม่ นายกฯ ก็ใช่ เราก็ดูสถานการณ์ความเหมาะสม

เมื่อถามว่า ย้ำว่าร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา มีการเตรียมไว้แล้วใช่หรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถามแค่พยักหน้ายอมรับ เมื่อถามว่า กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์การเปิดตัวผู้สมัครสส.ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9ธ.ค.มีการประชุมพรรคภูมิใจไทย ที่ประชุมทุกวันอังคารก็เพื่อเตรียมความพร้อมและทำการบ้าน สำหรับการประชุมสภาฯทุกวันพุธ ต้องคุยท่าทีของพรรคหากมีการลงมติ ทิศทางจะเป็นอย่างไร ตนก็อยู่ที่พรรคภูมิใจไทย“อย่าไปจับเรื่องเล็กๆน้อยๆ คนว่างงานก็ชอบพูดแบบนี้ การทำการเมืองแบบนี้มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่สร้างสรรค์ แต่ละคนที่ออกมาพูดเหมือนทำใจไม่ได้ที่หลุดจากตำแหน่งใด” นายกฯ กล่าว เมื่อถามว่า การแก้รัฐธรรมนูญวาระ2 วันนี้จะเดินไปถึงวาระ 3 ได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็พยายามเต็มที่ เรามีเอ็มโอเออยู่

เวลา09.20น.ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ…..ซึ่งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยก่อนเข้าวาระการประชุมประธานรัฐสภา ได้ขอความร่วมมือจากสมาชิก ให้อยู่ร่วมในการประชุมเพื่อให้การพิจารณาเรียงรายลำดับมาตรา ซึ่งจะมีการลงมติทุกมาตราดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และขอให้คณะกรรมการประสานสานงานของทั้งฝ่ายสภาฯและวุฒิสภา หารือร่วมกันเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปขป.) กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256และเพิ่มเติมหมวด15/1 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำลังพิจารณาในวาระที่ 2 ว่า แม้ร่างจะมีจุดแข็งเรื่องกำหนดให้การร่าง รธน.ฉบับใหม่ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ ดังปรากฏใน ม.256/26 และกำหนดให้ต้องมีการบรรจุหมวด1หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ ซึ่งก็คือการห้ามแตะหมวด1หมวด2 ดังที่ปรากฏใน ม.256/26/1นั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อดูรายละเอียดเนื้อหา ม.256/26 อันเป็นมาตราสำคัญที่ได้กำหนดเงื่อนไขบังคับให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการบรรจุสาระสำคัญ 9 ข้อไว้ด้วยนั้น จะพบว่าใน9ข้อ ไม่มีข้อไหนที่บังคับให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ องค์กรอิสระและอื่นๆ ต้องมีมาตรฐานจริยธรรมกำกับ รวมทั้งไม่มีข้อไหนที่บังคับให้ต้องมีเนื้อหาสำคัญ ของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่ระบุไว้ในมาตรา160(4) (5) ที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และ ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงแต่อย่างใด

“การไม่บังคับให้มีเนื้อหาดังกล่าวหมายความว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะระบุเรื่องนี้ไว้หรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่ระบุไว้หรือทำสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงหายวับไปกับตาก็แปลว่า รัฐธรรมนูญใหม่ก็ไม่ได้มีหลักประกันในประเด็นนี้ว่า เท่าเทียม หรือดีไปกว่ารัฐธรรมนูญปี60 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจส่งผลตอนทำประชามติได้ว่า ถ้าอย่างนั้นจะแก้กันไปทำไม ถ้าแก้แล้วไม่ได้ดีขึ้น”นายจุรินทร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ซึ่งที่ประชุมได้ใช้เวลาเกือบ 3ชั่วโมง เพื่อพิจารณาร่างมาตรา4 ซึ่ง กมธ.เสียงข้างมาก เสนอให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 35คน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของผู้สมัครได้รับเลือกด้วยสูตร20หยิบ1และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ 35คน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมัครรับคัดเลือก ด้วยสูตร20หยิบ1 เมื่อการอภิปรายแล้วเสร็จ ได้ลงมติ ผลปรากฎว่า มติเสียงข้างมาก 328เสียง เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ต่อเสียงไม่เห็นด้วย 266เสียงและมีผู้งดออกเสียง 21เสียง จากนั้นเข้าสู่การพิจารณามาร่างมาตรา ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวกับที่มาของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญและกมธ.รับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้ ก่อนเริ่มพิจารณาเนื้อหา นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็น ได้ขอถอนประเด็นที่สงวนไว้ เนื่องจากในร่างมาตราก่อนหน้านั้นแพ้มติเสียงข้างมากของรัฐสภา