ทบ.แฉเขมรยิงมั่ว BM-21ถล่มพื้นที่พลเรือนไทย กระสุนเฉี่ยว‘รพ.พนมดงรัก’

ทบ.แฉเขมรยิงมั่ว  BM-21ถล่มพื้นที่พลเรือนไทย  กระสุนเฉี่ยว‘รพ.พนมดงรัก’

ทบ.แฉเขมรยิงมั่ว BM-21ถล่มพื้นที่พลเรือนไทย กระสุนเฉี่ยว‘รพ.พนมดงรัก’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทบ.เผยเขมรยังไม่สิ้นฤทธิ์ งัด BM-21 ยิงถล่ม หลายแนวรบลงพื้นที่พลเรือนฝั่งไทย เฉี่ยวรพ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ หึ่ง เขมรยิงมั่วโดนพวกเดียวกันที่ปราสาทคนา บาดเจ็บเพียบ “นฤมล” สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปลี่ยนเป็นศูนย์พักพิง 102 แห่ง พร้อมส่งอาชีวะ ช่วยประชาชนในพื้นที่ ด้าน กกล.บูรพา ออกคำสั่ง ห้าม ประชาชน 4 อำเภอ จ.สระแก้วชายแดนไทย-กัมพูชา ออกนอกเคหะสถานช่วง 1 ทุ่ม ถึงตี 5 เพื่อความปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 1 รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว วันที่10 ธ.ค. 68 ห้วงเวลา 09.00 น.จำนวน 3 แนวรบหลัก ได้แก่ บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา มีการปะทะเป็นระยะด้วย ป. และ ค. บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง มีการปะทะเป็นระยะด้วย ป. และ ค. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 ตกลงหมู่บ้าน และ บ้านหนองจาน อ.โคกสูง มีการปะทะเป็นระยะด้วย ป. และ ค. ยังไม่มีรายงานการสูญเสีย

เขมรยิ่งใส่พวกเดียวกัน

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น.ตามที่ได้เกิดการสู้รบตามแนวชายไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอสรุปผลการปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

สถานการณ์ ในห้วงคืนที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาระดมโจมตีต่อช่องบก ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืนจังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะเนิน 677 ด้วยฝูงโดรนกว่า 80 เที่ยว ใช้จรวด BM21 โจมตีเพื่อเข้ายึดภูมะเขือ ใช้รถถัง และอาวุธเล็งตรง ยิงจากที่ตั้งบนเขาพระวิหารต่อกำลังฝ่ายเราบริเวณสถูปคู่ และห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ฝ่ายเรายิงทำลายที่ตั้งแอนตี้โดรน บริเวณทิศใต้ช่องจอมเพื่อสนับสนุนการกวาดล้างกัมพูชาบริเวณสวนมะม่วงที่ปลูกล้ำเส้นปฏิบัติการเข้ามาบริเวณช่องระยี ฝ่ายกัมพูชาใช้ จรวด BM 21 ระดมยิงบริเวณปราสาทคนา โดยไม่คำนึงถึงกำลังฝ่ายเดียวกันที่วางกำลังต้านทานการการเข้าควบคุมพื้นของฝ่ายเรา

จัดดนตรีปลุกขวัญผู้อพยพ

การอพยพประชาชน ปัจจุบันได้ศูนย์พักพิงชั่วคราว รวมทั้งสิ้น จำนวน 696 จุด มีผู้เข้าพักจำนวน 171,681 คน ประกอบด้วย จังหวัด อุบลราชธานี จำนวน 29,865 คน จังหวัดศรีษะเกษ จำนวน 72,907 คน จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 62,846 คน และจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 6,063 คน

เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 75 จุด มีผู้เข้าพัก จำนวน 4,350 คน ประกอบด้วย จังหวัด อุบลราชธานี จำนวน 170 คน จังหวัดศรีษะเกษ จำนวน 177 คน จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 3,594 คน และจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 509 คน

กองทัพภาคที่ 2 ได้กิจกรรมแสดงดนตรี หนังกลางแปลงเพื่อบำรุงขวัญกำลังใจ และการจัดกิจกรรมสันทนาการให้กับเด็กเช่นการแข่งขันกีฬา บ้านบอล วาดภาพระบายสี มุมของเล่นเด็ก เพื่อผ่อนคลายความ ตึงเครียดให้กับพี่น้องประชาชน

เขมรใช้โบราญสถานเป็นฐานทัพ

แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า จากกรณีที่ทหารกัมพูชาได้ใช้พื้นที่ “ปราสาทตาควาย” เป็นที่วางกำลังที่ทหารกัมพูชา และตั้งเป็นฐานปฏิบัติการและจุดยิงอาวุธทั้งวิถีตรงและวิถีโค้ง ซึ่งเป็นภัยคุกคามเชิงยุทธวิธีที่มุ่งสร้างความสูญเสียต่อกำลังปฏิบัติการของฝ่ายไทย เป็นการใช้ พื้นที่ “ปราสาทตาควาย” ซึ่งเป็นโบราณสถาน ผิดวัตถุประสงค์จากหลักสากลที่กำหนดให้โบราณสถานต้องปลอดกิจกรรมทางทหาร แต่กลับถูกกัมพูชานำไปใช้ เป็นทางปฏิบัติการทางทหาร จนได้รับความเสียหาย ไม่เป็นการเคารพกติกาสากลโลก

ยิ่งไปกว่านั้น มีข้อมูลบ่งชี้ถึงการนำบุคคลในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องในภารกิจที่ควรเป็นของกำลังทหารโดยเฉพาะ อันเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยทางทหารและหลักมนุษยธรรมสากล

“การใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางการทหาร ฐานยิงอาวุธ และดำเนินการโดยมิชอบเช่นนี้ เป็นพฤติการณ์ที่สร้างความตึงเครียด ความหวาดระแวง และความรุนแรง โดยไม่จำเป็นและขัดต่อบรรทัดฐานสากลอย่างชัดเจน” แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 กล่าว

แฉเขมรระดมยิงBM21 ล่าสุด

เมื่อเวลา 11.15 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความรายงานไทม์ไลน์กัมพูชา ใช้ปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง BM21 ยิงใส่พื้นที่พลเรือนฝั่งไทย จนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างทั้ง 4 จังหวัดชายแดน รวม50 นัด ตำบลกระสุนตก ดังนี้

จ.ศรีสะเกษ จำนวน 17 นัด คือ วันที่ 8 ธ.ค. เวลา 05.43 น. ที่ ม.2 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 2 นัด เวลา 05.43 น. ที่ ม.9 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 2 นัด เวลา 05.48 น. ที่ ม.12 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 5 นัด เวลา 06.10 น. ที่ ม.9 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 1 นัด เวลา 06.40 น. ที่ ม.4 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 1 นัด เวลา 07.19 น. ที่ ม.11 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 3 นัด เวลา 07.31 ที่ ม.1 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 1 นัด เวลา 08.43 น. ที่ ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ 2 นัด

จ.บุรีรัมย์ จำนวน 12 นัด คือ วันที่ 7 ธ.ค. เวลา 08.30 น. ที่ บ.สายโท 10 อ.บ้านกรวด 2 นัด วันที่ 8 ธ.ค. เวลา 09.10 น. ที่ ม.7 ต.เขาดินเหนือ อ.บ้านกรวด 5 นัด วันที่ 9 ธ.ค. เวลา 09.10 น .ที่ ม.7 ต.เขาดินเหนือ อ.บ้านกรวด 5 นัด

จ.สุรินทร์ จำนวน 20 นัด คือ วันที่ 7 ธ.ค. เวลา 08.45 น. ที่ ม.6 ต.โคกกลาง อ.พนมดงรัก 4 นัด วันที่ 7 ธ.ค. เวลา 09.20 น. ที่ ต.โคกตะเคียน อ.กาบเชิง 3 นัด วันที่ 7 ธ.ค. เวลา 14.05 น. ที่ ม.16 ต.บักได อ.พนมดงรัก 5 นัด 8ธ.ค. 0740 ม. 6 ต.โครกกลาง อ.พนมดงรัก 2 นัด วันที่ 8 ธ.ค.เวลา 08.06 น. ที่ ม.11 ต.บักได อ.พนมดงรัก 2 นัด วันที่ 9 ธ.ค. เวลา 09.45 น. ที่ ต.บักได อ.พนมดงรัก 4 นัด และ ที่ จ.อุบลราชธานี จำนวน 1 นัด คือ วันที่ 7ธ.ค. เวลา 06.55 น. ที่ ต.สีวิเชียร อ.น้ำยืน

โดยปัจจุบัน ยังไม่มีการรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่มีความเสี่ยงสูง อยู่ระหว่างรอการสำรวจ

ทบ.จับตาอย่างไกล้ชิด

กองทัพบก ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่า เมื่อเวลา 07.15 น. วันนี้ ทหารกัมพูชาได้ระดมยิงจรวด BM-21 เข้ามายังพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนในวงกว้าง ครอบคลุม ตำบลตาเมียง ตำบลบักได และตำบลจีกแดก รวมกว่า 50 นัด โดยตรวจพบว่ามีกระสุนตกบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลพนมดงรัก จำนวน 5 ลูก ภายหลังเกิดเหตุ หน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งอพยพผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และประชาชนพลเรือนทั้งหมดเข้าสู่พื้นที่กำบังเรียบร้อยแล้ว เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ กองทัพบกยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการป้องกันผลกระทบและดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

กองทัพบกขอประณามการใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนของกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของไทย และขัดต่อหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง การยิงจรวดหลายลำกล้องเข้าสู่เขตชุมชนและบริเวณสถานพยาบาล ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ และเป็นภัยอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ กองทัพบกยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการป้องกันและตอบสนองต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบอย่างเหมาะสม ภายใต้กฎการใช้กำลังตามหลักสากล เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยเป็นสำคัญ

สั่งปิดโรงเรียนเพิ่มเป็น1,168แห่ง

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงสถานการณ์ของสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการต้องสั่งปิดสถานศึกษาเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ขณะเดียวกัน โรงเรียนในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 102 แห่ง ได้ถูกจัดตั้งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

กกล.บูรพาประกาศห้ามออกจากบ้าน

วันเดียวกัน มีประกาศกองกำลังบูรพา ที่ 166 / 2568 เรื่อง ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด ด้วยพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 กำหนดให้อำนาจแก่ฝ่ายทหารในเขต พื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก เพื่อให้เกิดความมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง มีความปลอดภัย เกิดความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ และรอดพ้นจากความหวาดระแวงภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย อาศัยอำนาจตามมาตรา 11(6) แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกพุทธศักราช 2457 จึงกำหนดมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้

ข้อ1 ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลา 19.00-05.00 ในพื้นที่ 4 อำเภอ ตามแนวชายแดน ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเภอคลองหาดข้อ 2ใช้มาตรการตามกฎหมาย ให้การปฏิบัติยังคงเป็นไปตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 อย่างเคร่งครัด อำนาจที่ให้นี้ ครอบคลุมถึงการควบคุมพื้นที่ การควบคุมบุคคล การตรวจค้น ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือกระทบต่อความมั่นคง ข้อ3 การมีผลบังคับใช้ประกาศนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“แม้เข้าใจได้ว่า “สงครามจะสร้างวีรบุรุษให้นักการเมืองใช้ในการหาเสียง” แต่มันย่อมไม่ใช่เวลาที่จะมาท้วงติง เพราะมันเป็นเวลาที่จะต้องรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อต่อต้านผู้รุกรานอธิปไตยเสียก่อน”

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

อดีตนักการเมือง

เตรียมโทรศัพท์หาผู้นำไทย-เขมร ‘ทรัมป์’ป่วนอีกแล้ว โวจะหยุดสงครามระหว่าง2ประเทศ

เตรียมโทรศัพท์หาผู้นำไทย-เขมร  ‘ทรัมป์’ป่วนอีกแล้ว  โวจะหยุดสงครามระหว่าง2ประเทศ

เตรียมโทรศัพท์หาผู้นำไทย-เขมร ‘ทรัมป์’ป่วนอีกแล้ว โวจะหยุดสงครามระหว่าง2ประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เตรียมโทรศัพท์หาผู้นำไทย-เขมร ‘ทรัมป์’ป่วนอีกแล้ว โวจะหยุดสงครามระหว่าง2ประเทศ ‘อนุทิน’ชี้ยังไม่ประสานมา ย้ำยังไม่กลับขึ้นโต๊ะเจรจา

“ทรัมป์”เตรียมโทรศัพท์หาผู้นำไทย-กัมพูชา หลังเหตุปะทะชายแดนปะทุอีกครั้ง “อนุทิน”เช็คมือถือ รอ“ทรัมป์”สายตรงประสานไทย-เขมรหยุดยิง เผยหลังประชุมรัฐสภาผู้นำสหรัฐ ยังไม่ประสานมา ชี้การพูดคุยระดับผู้นำมีขั้นตอน-ยังไม่ตัดสินใจกลับไปโต๊ะเจรจา ยันไม่ได้โยนทหารตัดสินใจทุกเรื่อง ไม่ตอบจบเมื่อไหร่ เป็นเรื่องของความมั่นคง ย้ำไทยอยู่บนพื้นฐานรักษาอธิปไตย-ดินแดน-ความปลอดภัยปชช. ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ เผย “ปธน.สหรัฐ”ยังไม่ประสานคุยสองประเทศ ย้ำไม่ใช่เวลาเจรจา-ไทยยังไม่ปลอดภัย

ความเคลื่อนไหวหลังสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯเผย เตรียมโทรศัพท์ติดต่อผู้นำประเทศไทยและกัมพูชาวันนี้ (10 ธันวาคม) หลังเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่จะใช้มาตรการจำกัดทางการค้ากับทั้งไทยและกัมพูชา เพื่อยุติการสู้รบเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ยังเป็นผู้สนับสนุนการลงนามข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur Accords) ซึ่งวางแนวทางสู่สันติภาพ รวมถึงข้อตกลงทางการค้ากับทั้งสองประเทศ

นายกฯเช็กมือถือรอทรัมป์สายตรงมา

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยกโทรศัพท์มือถือมาดูข้อความที่คาดว่าสมาชิกพรรค แจ้งข่าวกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เตรียมจะโทรหาไทยและกัมพูชา เพื่อขอให้หยุดยิง จากนั้น นายกฯได้โทร.กลับโดยไม่ทราบว่าคุยรายละเอียดในเรื่องใด

เผยยังไม่มีใครประสานมาคุยปมปะทะ

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเผยแพร่ภาพนายอนุทินนั่งดูข้อความไลน์ในโทรศัพท์มือถือ ขณะเข้าร่วมประชุมรัฐสภาวันนี้ว่า ไม่มีอะไร อาจจะเป็นเพราะช่วงเช้าตนให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากสหรัฐฯ จึงมีคนส่งมาให้ดูว่ามีแล้ว ซึ่ง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯพูดแล้ว จึงมีคนส่งคลิปมาให้ดู ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ และวันนี้เป็นวันหยุดราชการ มาประชุมสภาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายข้าราชการเขาหยุด จึงยังไม่ได้รับรายงาน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร ส่วนกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้นำสหรัฐฯาจะติดต่อขอเจรจากับผู้นำประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อยับยั้งสงครามระหว่างสองประเทศนั้น ยังไม่ได้มีใครประสานมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ คนเดียวใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เวลาหารือทางโทรศัพท์ระดับผู้นำจะมีการนัดหมายกัน เพราะมีช่องทางอยู่ ถามต่อว่า ถ้าเขาติดต่อมาให้ไทยกลับไปอยู่บนพื้นฐานการเจรจา นายกฯ กล่าวว่า ระดับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โทรศัพท์มาเราก็ต้องรับสาย และต้องพูดคุย แต่เราก็ต้องอธิบายให้ท่านเข้าใจ ท่านไม่มีทางรับทราบข้อมูลมากกว่าตัวของตนอยู่แล้ว ต้องอธิบายให้ท่านฟัง

ชี้ลงนามสันติภาพเป็นบทเรียน

ถามย้ำว่า ถ้าทรัมป์โทรศัพท์มา ไทยจะอยู่ในจุดยืนเดิมของไทยใช่หรือไม่ จะมาบอกให้ไทยหยุดตอนนี้ไม่ได้ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า คนละเรื่องกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องคู่กรณีระหว่างสองประเทศ แต่ก็มีผู้นำประเทศอื่นที่ปรารถนาดีอยากเห็นสันติภาพ เราก็ต้องอธิบายว่ามันมีปัญหาอะไร และทำไมต้องเป็นเช่นนี้ ซึ่งหากนัดกันระดับผู้นำ ไม่ใช่จะกดโทรก็โทร ต้องนัดหมายกันและวางประเด็นที่จะคุย ฉะนั้นเรายังมีเวลาที่จะเตรียมประเด็นต่างๆ ขณะเดียวกันการพูดคุยก็จะต้องมีการเชิญ รมว.ต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และถ้าจำเป็นก็ต้องเชิญผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และ รมว.กลาโหม เข้าร่วมด้วย

เมื่อถามอีกว่า มีผู้นำประเทศอื่นๆ ติดต่อมาพูดคุยบ้างหรือไม่ เช่น ประเทศจีน นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี และการติดต่อต้องผ่านช่องทางการทูต เมื่อมีการติดต่อกันเรียบร้อยแล้วทางกระทรวงการต่างประเทศจึงจะแจ้งให้ตนทราบ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการลงนามครั้งที่ผ่านมา เป็นบทเรียน แต่เป็นสิ่งที่ต้องการจะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ และมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติทั้งสองฝ่าย แต่ปรากฏว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติ แต่ไทยปฏิบัติครบ จะอธิบายกับใครก็ง่าย ไม่มีผิดแม้แต่ข้อเดียว ตอนนั้นจะแถมเรื่องการปล่อยตัวเฉลยศึกด้วย

ยันทรัมป์ต้องฟังไทย-ปัดตอบจบเมื่อไหร่

ถามว่า หากผู้นำสหรัฐขอให้ไทยกลับไปอยู่ในจุดการเจรจาไทยจะยอมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ ท่านต้องฟังคำอธิบายสถานการณ์จากผมก่อน”

เมื่อถามย้ำว่า ตอนนี้นายกฯ ให้ทหารตัดสินใจหลายอย่างใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องของการรบก็ต้องเป็นเรื่องของทหารอย่างแน่นอน และที่ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มากล่าวหาว่าตนโยนทุกอย่างให้ทหาร ยืนยันไม่ใช่การโยน แต่เป็นการมอบหมาย และตอนนี้เป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

เมื่อถามอีกว่า การเจรจาอะไรต้องฟังทหารด้วยใช่หรือไม่ นายกฯ ย้อนถามกลับว่า เรื่องอะไร ต้องดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้มีการสู้รบกันขนาดนี้ต้นตอของการสู้รบมาจากไหน เพราะประเทศกัมพูชาโจมตีประเทศไทยก่อน และทำร้ายทหารไทยก่อน รวมถึงไม่ปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา

ส่วนจะหยุดที่จุดไหน หรือจะสู้รบกันไปแบบนี้ไม่มีจุดสิ้นสุดจนกว่าจะชนะกันไปข้างหนึ่ง นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ตอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องของความมั่นคง เมื่อถามอีกว่า สองสัปดาห์นี้จะจบหรือไม่ นายกฯ กล่าวย้ำว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง ไม่สามารถให้ความเห็นได้ เรารักษาอธิปไตย รักษาดินแดนของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน เรามีเป้าหมายอยู่

กต.กร้าวไทยรู้สึกไม่ปลอดภัยยังไม่คุย

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในเรื่องนี้ว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อมายังฝ่ายไทยแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะพูดคุยกันระหว่างผู้นำสองประเทศและทรัมป์หรือไม่ แต่หากได้รับการติดต่อมา ไทยจะรับฟัง แต่คาดว่าคำตอบของฝ่ายไทยจะยังคงเหมือนเดิมคือ ฝ่ายไทยยังไม่พร้อมทำข้อตกลงใดๆทั้งสิ้น โดยนอกจากมาเลเซียแล้ว ยังไม่มีการติดต่อมาจากประเทศอื่นๆ แต่อย่างใด

“ไทยยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดต้องมีการพูดคุยและเจรจากัน เพียงแต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะฝ่ายไทยรู้สึกว่าขณะนี้ยังไม่ปลอดภัย จึงต้องรอให้มีความมั่นใจก่อนว่าประเทศไทยจะปลอดภัยถึงจะเปิดการเจรจา” นายนิกรเดช กล่าว

อันวาร์โพสต์คุยอนุทิน-ฮุนมาเน็ตปมปะทะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anwar Ibrahim ระบุว่า ตนติดต่อกับนายกฯของกัมพูชาและไทย เพื่อหารือเรื่องความไม่สงบที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนของสองประเทศ และยืนยันมาเลเซียยังคงสนับสนุนการเจรจาอย่างปลอดภัย การแก้ปัญหาบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อรักษาเสถียรภาพและความปลอดภัยของภูมิภาคของเราไว้ด้วยกัน“

‘รัฐสภา’ไฟเขียว ‘สูตร20หยิบ1’เลือก‘ผู้ร่างรธน.’ ด้าน‘พริษฐ์’แจงป้องผูกขาดเสียงข้างมาก

‘รัฐสภา’ไฟเขียว ‘สูตร20หยิบ1’เลือก‘ผู้ร่างรธน.’ ด้าน‘พริษฐ์’แจงป้องผูกขาดเสียงข้างมาก

‘รัฐสภา’ไฟเขียว ‘สูตร20หยิบ1’เลือก‘ผู้ร่างรธน.’ ด้าน‘พริษฐ์’แจงป้องผูกขาดเสียงข้างมาก

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

“รัฐสภา”ไฟเขียว “สูตร20หยิบ1″เลือก”ผู้ร่างรธน.” ด้าน”พริษฐ์”แจงป้องผูกขาดเสียงข้างมาก ชี้สูตรอื่นถูกกินรวบมากกว่า เคลมต่อจ่อใช้เป็นนโยบาย”พรรคส้ม”รณรงค์ตอนหาเสียง

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสอง โดยได้เข้าสู่มาตราสำคัญ ว่าด้วยวิธีการได้มาของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้รัฐสภาคัดเลือกด้วยสูตร 20 หยิบ 1 ที่ให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มกันกลุ่มละ 20 คน เลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 1 คน เสนอต่อรัฐสภา ซึ่งการเสนอดังกล่าวจะถือว่าได้รับเลือกโดยไม่มีการลงมติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในร่างมาตราดังกล่าว กมธ.เสียงข้างน้อย ได้สงวนความเห็นแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพราะมองว่าที่มาดังกล่าวตามมติของ กมธ.เสียงข้างมาก ไม่สามารถป้องกันการครอบงำ หรือจัดตั้งได้ โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ข้อกำหนดให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญมาจากรัฐสภาคัดเลือก และกำหนดให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มเลือกนั้น ตนมองว่าเป็นเนื้อหาที่ขัดหรือแย้ง เนื่องจากกำหนดว่ารัฐสภาคัดเลือกดังนั้นต้องเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพราะข้อกำหนดให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่ม 20 คนเลือกนั้นเป็นสถานะของสมาชิกไม่ใช่ฐานะรัฐสภา

นพ.ชลน่าน อภิปรายต่อว่า ดังนั้นตนขอเสนอว่า เมื่อรัฐสภาได้รายชื่อผู้สมัครเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องให้รัฐสภาออกเสียงลงคะแนน เป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่ง และจำนวนดังกล่าวต้องมีสมาชิกรัฐสภาที่มีสถานะเป็นฝ่ายค้านเห็นชอบ 20% ของจำนวนฝ่ายค้านที่มีอยู่ และได้เสียงเห็นชอบ สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ 40 คน โดยใช้วิธีการขานชื่อลงคะแนนไปทั้ง 35 คน เพื่อป้องกันการครอบงำ ชี้นำ และจัดตั้งของสีใดสีหนึ่งได้ เพราะต้องได้ความเห็นร่วมจากฝ่ายค้าน และ สว.ซึ่งวิธีนี้จะตัดปัญหาสูตร 20 หยิบ 1 ที่มีปัญหาการจัดตั้งและครอบงำ

ขณะที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.อภิปรายว่า สูตร 20 หยิบ 1 นั้น เป็นประเด็นที่สะท้อนการกำหนดสัดส่วนตามความหลากหลายของสมาชิกรัฐสภา แม้มี 20 คน เป็นเสียงส่วนน้อยยังสามารถได้คนร่างรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้นตอนเลือกตั้งสามารถนำนโยบายไปขายได้ว่า เลือกพรรคไหนจะได้รัฐธรรมนูญแบบใด

“ถือเป็นความรับผิดรับชอบทางการเมือง ในเลือกตั้งสามารถนำเสนอนโยบายว่าจะแก้กติกาการอยู่ร่วมกันอย่างไรและผมต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำพันธสัญญากับประชาชนและเมื่อกลับมารัฐสภาต้องโหวตเห็นชอบก่อนทำประชามติมีหลายขั้นตอนเพื่อป้องกันการผูกขาด และมีหลายขั้นตอนรับผิดชอบทางการเมือง” นายภัณฑิล กล่าว

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่าสูตร 20 หยิบ 1 ไม่ได้เสนอมาแทนที่คูหาให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง แต่ป้องกันการผูกขาด กินรวบ โดยสีใดสีหนึ่งได้ ไม่ว่าจะมีคูหาเลือกตั้งผู้ร่างหรือไม่ และแม้สูตร 20 หยิบ 1 อาจจะทำให้กลุ่มใดมีเสียงข้างมากในรัฐสภากลายเป็นมีเสียงข้างมากร่างเช่นกันหากใช้ร่างอื่นที่เสนอ ทั้งเกณฑ์เสียงข้างมาก หรือเกณฑ์สูตรผสม กลุ่มใดก็ตามที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาจะทำให้เกิดการผูกขาดกินรวบได้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยกว่าสูตร 20 หยิบ 1 ทั้งนี้ เจตนาของ นพ.ชลน่าน ตรงกันคือป้องกันการกินรวบและผูกขาด แต่ตีความคำว่ารัฐสภาคัดเลือกแตกต่างไป ทำให้ต้องเพิ่มขั้นตอนให้รัฐสภาลงมติรับรองรายชื่อที่มาจากการรวมกลุ่ม อย่างไรก็ดีประเด็นดังกล่าวอาจมองต่างกัน หรือคิดว่าเป็นประเด็นที่จะรณรงค์กับสังงคมให้มีความรับผิดรับชอบทางการเมืองของรัฐสภาว่าแต่ละกลุ่มนั้นเสนอ กมธ.ที่หลากหลาย หรือเหมาะสมหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ได้อภิปรายแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติ โดยเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก เห็นชอบกับประเด็นที่มาของกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญด้วยสูตร 20 หยิบ 1

โฆษก กต.ตอบชัด! หากทรัมป์เสนอให้เจรจา คำตอบคือ’ยังไม่พร้อม’

โฆษก กต.ตอบชัด! หากทรัมป์เสนอให้เจรจา คำตอบคือ'ยังไม่พร้อม'

โฆษก กต.ตอบชัด! หากทรัมป์เสนอให้เจรจา คำตอบคือ’ยังไม่พร้อม’

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.48 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงกรณีกระแสข่าว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยกหูโทรศัพท์หาผู้นำไทยและกัมพูชา ว่า “จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อจากฝ่ายสหรัฐฯ”

ทั้งนี้ นายนิกรเดช กล่าวว่า หากมีการพูดคุยกันจริง ไทยจะรับฟังก่อนว่าผู้นำสหรัฐฯ ต้องการส่งสารอะไร โดยคาดว่าอาจเป็นเพียงข้อความแสดงความหวังดีต่อสองประเทศ ทั้งนี้ หากมีข้อเสนอให้เจรจา ไทยยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่า “ยังไม่พร้อม”

“นับจนถึงบัดนี้ ยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆ ว่าจะมีการขอคุยกันในระดับผู้นำ คือท่านนายกรัฐมนตรี หากมีการคุยกัน อย่างแรกเราก็ต้องรับฟังก่อนว่าท่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการจะส่งข้อความอะไร ท่านอาจจะเพียงต้องการส่ง message ถึงความหวังดีต่อสองประเทศเท่านั้น” นายนิกรเดช กล่าว และย้ำว่า หากมีการเสนอให้มีการพูดถึงการเจรจา คำตอบคงเป็นคำตอบเดียวกันกับที่เราให้ฝ่ายมาเลเซีย คือฝ่ายไทยยังไม่พร้อม

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า ไทยตอบรับข้อเสนอหยุดยิงจากนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย โดยยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใดๆ

‘กมธ.แก้รธน.’ปรับใหม่ ให้สิทธิ‘นักวิชาการ’สมัครเป็น‘ผู้ร่างรธน.’ได้ ไม่ต้องลาออกจากต้นสังกัด

‘กมธ.แก้รธน.’ปรับใหม่ ให้สิทธิ‘นักวิชาการ’สมัครเป็น‘ผู้ร่างรธน.’ได้ ไม่ต้องลาออกจากต้นสังกัด

‘กมธ.แก้รธน.’ปรับใหม่ ให้สิทธิ‘นักวิชาการ’สมัครเป็น‘ผู้ร่างรธน.’ได้ ไม่ต้องลาออกจากต้นสังกัด

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.31 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสอง หลังจากที่ที่ประชุมพักการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง ได้กลับมาพิจารณา โดย นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.ได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงผลการหารรือว่า กมธ.มีมติให้เพิ่มวรรคสี่ ในร่างมาตรา 256/4 โดยกำหนดข้อยกเว้นในส่วนของลักษณะต้องห้ามต้องไม่เป็นข้าราชการหรือมีตำแหน่งเงินเดือนประจำ และเป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ให้นำมาบังคับใช้กับผู้สมัครเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของนักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้ ได้กำหนดลักษณะเดียวกันกับ กมธ.รับฟังความคิดเห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ กมธ.ปรับแก้ไขนั้น อาจเปิดช่องให้นักวิชาการที่เป็นเครือข่ายมีโอกาสได้เข้ามาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่ต้องลาออกจากตำแหน่งวิชาการ ซึ่งเท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติ เมื่อเทียบกับตำแหน่งอื่นที่มีระเบียบ และข้อกำหนดให้ต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว

ทั้งนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.ชี้แจงว่า กรณีที่ กมธ.บัญญัติลักษณะต้องห้ามให้ข้าราชการที่ตำแหน่งและเงินเดือนประจำเข้าสมัคร เพราะในองค์กรมีระเบียบปฏิบัติว่าต้องขออนุญาต อีกทั้งระยะเวลาการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำหนดเวลา 360 วันนั้น อาจทำให้กระทบต่อการทำงานได้

อย่างไรก็ดี เมื่อสมาชิกรัฐสภาอภิปรายแล้วเสร็จ แต่ยังติดใจจึงต้องขอมติเพื่อตัดสิน โดยมติข้างมากเห็นชอบกับเนื้อหาที่ กมธ.เสียงข้างมากแก้ไข

‘เลขาอาชีวะ’นำทัพ’Fix It-จิตอาสา’ ฟื้นฟู’อยุธยา’หลังน้ำลด

'เลขาอาชีวะ'นำทัพ'Fix It-จิตอาสา' ฟื้นฟู'อยุธยา'หลังน้ำลด

‘เลขาอาชีวะ’นำทัพ’Fix It-จิตอาสา’ ฟื้นฟู’อยุธยา’หลังน้ำลด

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอบางไทร จังหวัพระนครศรีอยุธยา นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามความห่วงใยของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ขณะนี้ระดับน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลดลงแล้ว สอศ.จึงได้จัดกิจกรรม Fix It – จิตอาสา : ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด ครอบคลุม 11 อำเภอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า กิจกรรม Fix it – จิตอาสา ในครั้งนี้ มีสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสิงห์บุรี ร่วมระดมกำลังครูและนักเรียนอาชีวะสาขาวิชาชีพ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ลงพื้นที่ให้บริการประชาชน ฟรีทุกรายการ ให้บริการเต็มรูปแบบ เช่น ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องมือประกอบอาชีพ บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง-ตรวจเช็กรถจักรยานยนต์ ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ บริการตัดผมชาย-หญิง และแจกอาหาร-น้ำดื่ม พันธุ์ไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

“ขอชื่นชมความทุ่มเทของนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ น้องๆ อาชีวะของเรามีหัวใจจิตอาสาเต็มร้อย ได้ทักษะจริงจากการทำงานภาคสนาม ได้ประสบการณ์ตรง และสำคัญที่สุดคือได้ความสุขจากการช่วยเหลือคนอื่น นี่คือจิตวิญญาณอาชีวะที่แท้จริง” นายยศพล กล่าว

บรรยากาศการให้บริการได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน โดย ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งนำรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ที่ใช้ขายของมาซ่อม เล่าว่า รถสตาร์ทไม่ติดหลังจมน้ำหลายวัน ทำให้ไม่สามารถออกไปค้าขายได้ แต่เมื่อมาถึงศูนย์ Fix It น้องๆ อาชีวะช่วยซ่อมจนรถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เจ้าตัวกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง พร้อมย้ำว่า “อาชีวะช่วยได้จริง ทำให้กลับไปทำมาหากินต่อได้”

จัดโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและเครือข่าย สอจ.สิงห์บุรี และลพบุรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568 ครอบคลุม 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางปะอิน อำเภออุทัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอนครหลวง อำเภอบางบาล อำเภอเสนา อำเภอบ้านแพรก อำเภอมหาราช อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอบางซ้าย และอำเภอบางไทร

– 006

ที่ปรึกษานายกฯ ฮุน มาเนต เผยกัมพูชาพร้อมเจรจาหยุดยิงภายใน 1 ชั่วโมง แต่ไทยต้องแสดงความจริงใจก่อน

ที่ปรึกษานายกฯ ฮุน มาเนต เผยกัมพูชาพร้อมเจรจาหยุดยิงภายใน 1 ชั่วโมง แต่ไทยต้องแสดงความจริงใจก่อน

10 ธ.ค. 2568 17:58 น.

ที่ปรึกษานายกฯ ฮุน มาเนต เผยกัมพูชาพร้อมเจรจาหยุดยิงภายใน 1 ชั่วโมง แต่ไทยต้องแสดงความจริงใจก่อน

ที่ปรึกษานายกฯ ฮุน มาเนต เผยกัมพูชาพร้อมขึ้นโต๊ะถกหยุดยิงภายใน 1 ชั่วโมง แต่ไทยต้องแสดงความจริงใจก่อน ขณะไทยย้ำฝั่งกัมพูชาต้องแสดงท่าทีลดความตึงเครียดก่อน  

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายซัวส์ ยารา ที่ปรึกษาอาวุโสของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส จากกรุงพนมเปญ ระบุว่าสำหรับสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา อีกหนึ่งชั่วโมงจากนี้ หากทั้งสองฝ่ายตกลง กัมพูชาก็พร้อมนั่งโต๊ะเจรจาทันที นี่คือสิ่งที่ดีสำหรับทั้งสองประเทศ

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กัมพูชาจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้น เพราะต้องอาศัยความตั้งใจร่วมกัน ของทั้งสองประเทศในการดับไฟสงคราม

รายงานข่าวระบุว่า สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุขึ้นรุนแรงต่อเนื่อง หลังทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้ละเมิดเงื่อนไขหยุดยิงที่สหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนกลางช่วยเจรจาเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

ด้านสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ พร้อมเรียกร้องไทยและกัมพูชาให้ยุติการสู้รบทันที ปกป้องประชาชน และกลับไปสู่มาตรการลดความรุนแรงตามข้อตกลงเดิม

ที่ผ่านมาไทยกล่าวหากัมพูชาว่าละเมิดสนธิสัญญาหลายครั้ง รวมถึงการวางกับระเบิดเพิ่มเติมในเขตพิพาท โดยเฉพาะเหตุระเบิดเมื่อเดือนก่อนที่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บสาหัส จนไทยประกาศถอนตัวจากข้อตกลงขณะที่กัมพูชาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเดือนตุลาคมอย่างเคร่งครัด.

ที่มา Reuters

กัมพูชาจับกุมชาวไทย 75 คนในพนมเปญ สงสัยพัวพันหลอกลวงออนไลน์

กัมพูชาจับกุมชาวไทย 75 คนในพนมเปญ สงสัยพัวพันหลอกลวงออนไลน์

10 ธ.ค. 2568 15:39 น.

กัมพูชาจับกุมชาวไทย 75 คนในพนมเปญ สงสัยพัวพันหลอกลวงออนไลน์

เจ้าหน้าที่กัมพูชาบุกตรวจค้นฟาร์มแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ และจับกุมตัวชาวไทย 75 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางออนไลน์ พร้อมยึดของกลางได้จำนวนหนึ่ง

สำนักข่าว เฟรชนิวส์ (freshnews) ของกัมพูชารายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ผสมร่วมของกัมพูชาออกปฏิบัติการตรวจค้นฟาร์มชื่อ “อมระ” (Amara) ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านเกาะกระบือ 1 (Koh Krabei 1) ในเขตชบา อัมปอว (Chbar Ampov) กรุงพนมเปญ หลังการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีการลักลอบกระทำอาชญากรรมฉ้อโกงทางเทคโนโลยี ในรูปแบบการหลอกลวงออนไลน์

ปฏิบัติการเกิดขึ้นในช่วงบ่ายวันที่ 9 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ภายใต้การนำและการประสานงานจากสำนักเลขาธิการของคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงทางระบบเทคโนโลยีร่วมกับกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คณะบัญชาการเอกภาพกรุงพนมเปญ และด้วยการประสานงานทางนิติวิธีจากผู้แทนอัยการประจำศาลชั้นต้นกรุงพนมเปญ และการเข้าร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้เข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยดังกล่าวและนำไปสู่การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสิ้น 75 คน เป็นชาวไทยทั้งหมด และในจำนวนนี้เป็นสตรี 48 คน

เจ้าหน้าที่ยังยึดของกลางที่เป็นวัตถุพยานรวมถึงคอมพิวเตอร์พกพาและโทรศัพท์มือถือได้อีกจำนวนหนึ่งด้วย

หลังจากมีปฏิบัติการดังกล่าว ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังประสานงานกับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติมต่อไป เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อหัวหน้าขบวนการฉ้อโกงเหล่านี้ ในขณะที่ผู้ต้องสงสัยและของกลางถูกส่งมอบให้กับกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไปแล้ว และฟาร์มที่เกิดเหตุก็ถูกสั่งปิดชั่วคราว

เจ้าหน้าที่กัมพูชาย้ำด้วยว่า พวกเขาจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดที่สุดต่อหัวหน้าแก๊งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฉ้อโกงทางระบบเทคโนโลยีนี้โดยไม่มีการยกเว้นใด ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnews

“ฮุนเซน” วอนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคช่วยทหาร–ชาวบ้านอพยพ แนะส่งข้าวเม่า “อัมบก” ให้ทหารแทนบะหมี่กึ่งฯ

“ฮุนเซน” วอนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคช่วยทหาร–ชาวบ้านอพยพ แนะส่งข้าวเม่า “อัมบก” ให้ทหารแทนบะหมี่กึ่งฯ

10 ธ.ค. 2568 12:08 น.

“ฮุนเซน” วอนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคช่วยทหาร–ชาวบ้านอพยพ แนะส่งข้าวเม่า “อัมบก” ให้ทหารแทนบะหมี่กึ่งฯ

ฮุนเซน โพสต์ขอแรงผู้ใจบุญช่วยบริจาคสิ่งของ–เงินทุนผ่านรัฐบาล ชี้ทหารแนวหน้าขอข้าวเม่าคั่ว “อัมบก” มากกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพราะกินแล้วมีกำลัง สู้ศัตรูได้ดีขึ้น

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้ผู้มีจิตศรัทธาและผู้ประกอบการ ร่วมบริจาคสิ่งของและเงินสนับสนุนผ่านรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือกำลังพลตามแนวรบ และประชาชนที่ต้องอพยพหนีเหตุรุนแรงจากผู้รุกราน

ฮุน เซน ระบุว่า ทหารนายหนึ่งจากแนวหน้าได้ร้องขอ “อัมบก” หรือข้าวเม่าคั่วแบบกัมพูชา แทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยให้เหตุผลว่า กินอัมบกร้อนๆ จะมีกำลังมากขึ้นในการสู้รบ อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า การบริจาคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังคงจำเป็น และควรส่งต่อควบคู่กันไป

ฮุน เซน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ จึงขอให้ผู้ใจบุญช่วยซื้อข้าวเม่าไปทำอัมบก หรือซื้ออัมบก จากชาวบ้าน เพื่อนำไปแจกทหารและผู้ประสบภัย โดยแนะนำให้บรรจุเป็นถุง 1–2 กิโลกรัม เพื่อให้ทหารพกพาได้สะดวก หากบรรจุเป็นกระสอบหรือกล่องใหญ่ จะกระจายไปถึงแนวหน้าทำได้ยาก.

ที่มา Facebook/ Samdech Hun Sen of Cambodia