ด่วน! ทรัมป์เตรียมโทรคุยผู้นำไทย-กัมพูชา หวังหยุดศึกชายแดนอีกรอบ

ด่วน! ทรัมป์เตรียมโทรคุยผู้นำไทย-กัมพูชา หวังหยุดศึกชายแดนอีกรอบ

10 ธ.ค. 2568 11:11 น.

ด่วน! ทรัมป์เตรียมโทรคุยผู้นำไทย-กัมพูชา หวังหยุดศึกชายแดนอีกรอบ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย ว่าเตรียมต่อสายโทรศัพท์คุยผู้นำไทย-กัมพูชา  หวังหยุดศึกชายแดนที่ปะทุขึ้นมาอีกรอบ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการปราศรัยหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย ว่าเขาจะโทรศัพท์หารือกับผู้นำของกัมพูชาและไทย หลังสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศกลับมารุนแรงอีกครั้ง

 สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ทรัมป์ระบุว่า “พรุ่งนี้ผมต้องโทรหาทั้งสองประเทศ ผมจะเริ่มการหารือทางโทรศัพท์ และจะยุติสงครามระหว่างสองประเทศที่ทรงอิทธิพลนี้ให้ได้” ขณะที่ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ หลังเกิดการโจมตีและปะทะหลายจุด ทำให้ประชาชนพื้นที่ใกล้เขตแดนต้องอพยพหนีภัยจำนวนมาก.

ที่มา Bloomberg

จีนแถลงหวังไทย-กัมพูชา ใช้ความอดทนไม่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขยายวง

จีนแถลงหวังไทย-กัมพูชา ใช้ความอดทนไม่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขยายวง

10 ธ.ค. 2568 10:50 น.

จีนแถลงหวังไทย-กัมพูชา ใช้ความอดทนไม่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขยายวง

จีนแถลงหวังไทย-กัมพูชา ใช้ความอดทน และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดขยายวงบานปลาย หลังสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง

วานนี้ (9 ธ.ค.) ทางการจีนออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ หลังสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันตั้งแต่วันจันทร์ รวมถึงการโจมตีทางอากาศของไทยในพื้นที่พิพาท ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องเร่งอพยพออกจากเขตเสี่ยง

โดยนายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงต่อสื่อที่กรุงปักกิ่ง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง โดยบอกว่า ในฐานะเพื่อนและเพื่อนบ้านใกล้ชิดของทั้งกัมพูชาและไทย จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ความอดทน และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดขยายวงบานปลายอีกครั้ง 

นอกจากนี้ จีนย้ำว่าพร้อมสนับสนุนให้ทั้งไทยและกัมพูชาคืนสู่โต๊ะเจรจา เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน.

อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย

อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย

10 ธ.ค. 2568 07:04 น.

อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย

อิสราเอลจัดพิธีอำลาศพแรงงานไทยวัย 42 ปี เหยื่อเหตุโจมตีคิบุตซ์เบเอรี หลังฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด โดยพิธีจัดขึ้นสนามบินเบนกูเรียน ก่อนเตรียมส่งกลับไทย

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ทางการอิสราเอลได้มีพิธีรำลึกและอำลาศพนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษณ์ แรงงานคนไทย วัย 42 ปี อย่างเป็นทางการ ที่สนามบิน เบน กูเรียน โดยหลังพิธีอำลา ร่างของนายสุทธิศักดิ์จะถูกส่งกลับประเทศไทย เพื่อให้ครอบครัวประกอบพิธีตามความเชื่อทางศาสนาต่อไป

นายสุทธิศักดิ์ เป็นแรงงานภาคเกษตร ทำงานอยู่ที่ คิบุตซ์เบเอรี ทางตอนใต้ของอิสราเอล หนึ่งในชุมชนที่ถูกโจมตีหนักที่สุดในการบุกจู่โจมของกลุ่มติดอาวุธเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 

โดยเขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ฮามาสโจมตี จากนั้นศพของเขาก็ถูกนำไปไว้ในเขตกาซา โดยอิสราเอลยืนยันการเสียชีวิตของนายสุทธิศักดิ์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ก่อนที่กลุ่มฮามาสจะส่งคืนศพตัวประกันศพล่าสุดเมื่อวันพุธ ที่ 3 ธ.ค. ตามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรก.

ญี่ปุ่นประเมิน แผ่นดินไหว 7.5 เจ็บ 34 ราย น้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

ญี่ปุ่นประเมิน แผ่นดินไหว 7.5 เจ็บ 34 ราย น้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

10 ธ.ค. 2568 06:04 น.

ญี่ปุ่นประเมิน แผ่นดินไหว 7.5 เจ็บ 34 ราย น้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

ญี่ปุ่นประเมินความเสียหายจากแผ่นดินไหวระดับ 7.5 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยพบผู้บาดเจ็บแล้ว 34 ราย ขณะที่มีรายงานน้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว แต่ทางการยืนยันว่าไม่อันตราย

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ญี่ปุ่นกำลังประเมินความเสียหายจากแผ่นดินไหวระดับ 7.5 ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมเตือนประชาชนว่ามีโอกาสเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา โดยล่าสุดพบผู้บาดเจ็บแล้ว 34 ราย อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายเล็กน้อย และเกิดคลื่นสึนามิขนาดย่อมพัดเข้าสู่ชายฝั่งหลายจุด

สำนักงานดับเพลิงและจัดการภัยพิบัติกล่าวว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 34 ราย โดยหนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส ขณะที่สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า การบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากวัตถุที่ตกลงมา

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ได้มีการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน โดยเธอให้คำมั่นต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป พร้อมย้ำเตือนให้ประชาชนปกป้องชีวิตของตนเอง

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 7.5 เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:15 น.วันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดอาโอโมริ ทางเหนือสุดของเกาะฮอนชู ประมาณ 80 กม. และอยู่ลึกลงไปใต้ทะเลราว 44 กม. ทำให้ทางการต้องประกาศเตือนภัยสึนามินานหลายชั่วโมง ก่อนจะยกเลิกในเวลา 06:30 น. วันอังคาร

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า ตรวจพบคลื่นสึนามิสูง 70 ซม. ที่ท่าเรือคุจิในจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งอยู่ทางใต้ของอาโอโมริเล็กน้อย และมีคลื่นสูง 50 ซม.ซัดเข้าสู่ชุมชนอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน สร้างความเสียหายให้แก่แพเลี้ยงหอยนางรมบางส่วน

ด้านนายมิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกล่าวว่า มีบ้านเรือนประมาณ 800 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ และรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็นและรถไฟท้องถิ่นบางสายถูกระงับการให้บริการในบางพื้นที่เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันอังคาร ก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติในเวลาต่อมา ขณะที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ก็กลับมาในช่วงเช้าวันเดียวกัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชินจิโร โคอิซูมิ กล่าวว่า มีประชาชนประมาณ 480 คนต้องเข้าพักพิงที่ฐานทัพอากาศฮาชิโนเฮะ และได้ระดมเฮลิคอปเตอร์ป้องกันประเทศ 18 ลำเพื่อประเมินความเสียหาย

สำนักข่าว NHK รายงานว่า มีผู้โดยสารประมาณ 200 คนติดค้างที่สนามบินนิวชิโตเสะ ในฮอกไกโด และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศส่วนหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ในวันอังคาร เนื่องจากบางส่วนของเพดานแตก และตกลงมากองกับพื้น

ส่วนสำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น (NRA) เปิดเผยว่า มีน้ำประมาณ 450 ลิตร รั่วไหลออกจากพื้นที่หล่อเย็นเชื้อเพลิงใช้แล้วที่โรงงานแปรรูปเชื้อเพลิง “ร็อกคาโช” ในจังหวัดอาโอโมริ แต่ระดับน้ำยังถือว่าอยู่ในช่วงปกติและไม่มีข้อกังวลด้านความปลอดภัย ขณะที่ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วอื่น ๆ

JMA เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยกล่าวว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่จะเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8 แมกนิจูด และอาจเกิดสึนามิขึ้นตามแนวชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ตั้งแต่จังหวัดชิบะ (Chiba) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว ไปจนถึงฮอกไกโด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

เกาหลีใต้ส่งบินรบขึ้นฟ้า หลังเครื่องบินรัสเซีย-จีน ล้ำเขตป้องกันภัยทางอากาศ

เกาหลีใต้ส่งบินรบขึ้นฟ้า หลังเครื่องบินรัสเซีย-จีน ล้ำเขตป้องกันภัยทางอากาศ

10 ธ.ค. 2568 04:36 น.

เกาหลีใต้ส่งบินรบขึ้นฟ้า หลังเครื่องบินรัสเซีย-จีน ล้ำเขตป้องกันภัยทางอากาศ

(ภาพจาก AFP PHOTO / SOUTH KOREAN DEFENCE MINISTRY)

เกาหลีใต้ส่งเครื่องบินรบขึ้นฟ้า หลังตรวจพบเครื่องบินทหารของรัสเซียกับจีน บินเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศ แต่ไม่มีการเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 เกาหลีใต้เปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาส่งเครื่องบินรบออกปฏิบัติการ หลังจากตรวจพบว่า เครื่องบินทหารของรัสเซีย 7 ลำ และของจีนอีก 2 ลำ บินรุกล้ำเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศของพวกเขา โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ว่า เครื่องบินของรัสเซียและจีนได้เข้าสู่ เขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลี (KADIZ) เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ไม่มีเครื่องบินลำใดที่ละเมิดน่านฟ้าของเกาหลีใต้

ทางการเกาหลีใต้สั่งการให้เครื่องบินขับไล่ขึ้นปฏิบัติการทางยุทธวิธี เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันใด ๆ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เครื่องบินของรัสเซียกับจีนบินอยู่ในเขต KADIZ นานประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนจะบินออกไป

ทั้งนี้ เขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ เป็นพื้นที่ที่ถูกขยายออกไปจากเขตน่านฟ้าของประเทศต่าง ๆ กำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับตรวจสอบอากาศยานด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง แต่เขตนี้ไม่ถือเป็นน่านฟ้าของประเทศนั้น ๆ และการบินเข้าไปก็ไม่ถือว่าเป็นการรุกล้ำน่านฟ้า

กระทรวงกลาโหมของจีนเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า กองทัพของพวกเขาดำเนินการซ้อมรบร่วมกับกองทัพรัสเซีย ตามแผนความร่วมมือประจำปี บริเวณทะเลจีนตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกในวันอังคาร โดยเป็นการฝึกซ้อมลาดตระเวนทางอากาศเชิงยุทธศาสตร์ร่วมครั้งที่ 10 ของพวกเขา

อนึ่ง นับตั้งแต่ปี 2562 จีนกับรัสเซียส่งเครื่องบินทหารบินเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลีใต้เป็นประจำโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยอ้างว่าเป็นการฝึกซ้อมร่วม โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน เกาหลีใต้ก็ต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นสกัดกั้น เนื่องจากเครื่องบินทหารของจีน 5 ลำและรัสเซีย 6 ลำบินผ่านเขตป้องกันภัยทางอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กต.สหรัฐฯ กังวลไทยปะทะกัมพูชา เรียกร้องหยุดยิงทันที

กต.สหรัฐฯ กังวลไทยปะทะกัมพูชา เรียกร้องหยุดยิงทันที

10 ธ.ค. 2568 03:23 น.

กต.สหรัฐฯ กังวลไทยปะทะกัมพูชา เรียกร้องหยุดยิงทันที

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันที และกลับไปใช้กระบวนการสันติภาพ

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันที และกลับไปใช้มาตรการตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า “สหรัฐฯ มีความกังวลเกี่ยวกับการสู้รบและจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย”

“เราขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้มีการยุติความเป็นปรปักษ์โดยทันที, การคุ้มครองพลเรือน และให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปใช้มาตรการลดความตึงเครียดที่ระบุไว้ในปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและไทยลงนามร่วมกันเมื่อ 26 ตุลาคม โดยมีประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซียเป็นสักขีพยาน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : state.gov

ทรัมป์จวกยับ ยุโรปกำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ-หยุดสงครามไม่ได้

ทรัมป์จวกยับ ยุโรปกำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ-หยุดสงครามไม่ได้

10 ธ.ค. 2568 02:37 น.

ทรัมป์จวกยับ ยุโรปกำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ-หยุดสงครามไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวโจมตีสหภาพยุโรปว่ากำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ ตัดสินใจไม่เด็ดขาดทำให้หยุดสงครามในยูเครนไม่ได้

สำนักข่าว โพลิติโก เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 โดยนายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์ประเทศในยุโรปว่ากำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ ล้มเหลวในการควบคุมการอพยพ หรือมีมาตรการที่เด็ดขาดเพื่อยุติสงครามยูเครนกับรัสเซีย และปล่อยให้เคียฟต่อสู้ “จนกว่าพวกเขาจะหมดแรง”

ในการสัมภาษณ์ ทรัมป์อ้างว่าความแตกแยกทางอุดมการณ์กำลังเสี่ยงที่จะทำลายพันธมิตรของวอชิงตัน เมื่อถูกถามว่าผู้นำที่เขาเห็นว่าอ่อนแอยังคงเป็นพันธมิตรได้หรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า “ก็แล้วแต่ … ผมคิดว่าพวกเขาอ่อนแอ และคิดว่าพวกเขากังวลเรื่องความถูกต้องทางการเมือง (politically correct) มากเกินไป ผมว่าพวกเขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร”

เมื่อถูกถามว่ายุโรปสามารถช่วยยุติสงครามได้หรือไม่ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า: “พวกเขาพูดคุยกัน แต่พวกเขาไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ และสงครามก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ”

คำพูดของนายทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำยุโรป กำลังพยายามเข้าไปมีบทบาทในแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามในยูเครน เนื่องจากพวกเขากังวลว่า สหรัฐฯ จะเลือกหาทางออกอย่างรวดเร็ว จนตัดทอนผลประโยชน์ในระยะยาวของทวีปยุโรป

ที่สหราชอาณาจักร สำนักงานนายกรัฐมนตรีปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายทรัมป์ที่ระบุว่า ยุโรปไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย โดยระบุว่า ยุโรปมีบทบาทในการคว่ำบาตรรัสเซียและสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

นายทรัมป์ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ให้ยอมทำข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง และเรียกร้องให้เขา “ร่วมมือ” ด้วยการยกดินแดนบางส่วนให้กับมอสโก แต่เซเลนสกีปฏิเสธการยอมเสียดินแดน และว่ายูเครนกำลังเตรียมนำเสนอแผนสันติภาพฉบับปรับปรุงต่อทำเนียบขาว

เซเลนสกีโพสต์ข้อความผ่าน X ในช่วงเย็นวันอังคาร ระบุว่า ยูเครนและยุโรปกำลังทำงานอย่างแข็งขันใน “ทุกองค์ประกอบของขั้นตอนที่เป็นไปได้ในการยุติสงคราม” และว่าองค์ประกอบของแผนฝ่ายยูเครนกับยุโรปมีพัฒนาการไปมากแล้ว และเคียฟพร้อมที่จะนำเสนอแผนดังกล่าวต่อพันธมิตรของพวกเขาในสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

10 ธ.ค. 2568 00:35 น.

ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมาย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์แล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เมื่อเที่ยงคืนวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์แล้ว นับเป็นประเทศแรกของโลกที่มีมาตรการเช่นนี้ ส่งผลให้เด็กกว่า 5 ล้านคนในประเทศ ไม่สามารถล็อกอินเข้าบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเองได้อีกต่อไป

ตามข้อกำหนดในกฎหมายใหม่นี้ พ่อแม่กับลูกที่ฝ่าฝืนจะไม่ต้องรับโทษใดๆ แต่บริษัทเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่อนุญาตให้เด็กใช้งานจะถูกปรับเงินสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1 พันล้านบาท)

แพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, Threads, TikTok, X, YouTube, Reddit และแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Kick และ Twitch

แต่แพลตฟอร์มสำหรับเด็กอย่าง YouTube Kids, Google Classroom และแอปพลิเคชันส่งข้อความอย่าง WhatsApp จะยังคงเปิดให้เด็กเล็กใช้งานได้

รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า การแบนนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเยาวชนจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย โดยอ้างผลการศึกษาฉบับหนึ่งซึ่งพบว่า 96% ของเด็กอายุ 10-15 ปีในออสเตรเลีย ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ และ 7 ใน 10 ส่วนของจำนวนนี้ ได้สัมผัสกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น การแสดงความเกลียดชังผู้หญิง, มีความรุนแรง รวมถึงเนื้อหาที่ส่งเสริมการกินที่ผิดปกติและการจบชีวิตตัวเอง

แต่นักวิจารณ์ชี้ว่า การทำเช่นนี้อาจเป็นการตัดขาดวัยรุ่นที่อยู่ในสภาพเปราะบางจากสังคม และผลักเด็กๆ เข้าสู่มุมมืดที่ไม่มีการตรวจสอบในอินเทอร์เน็ต

เด็กชาย เอสซา โชลล์ ชาวเมลเบิร์นอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยอัมพาตเขตขาทั้ง 4 ส่วน บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า โซเชียลมีเดียทำให้เขาสามารถเข้าถึงชุมชนของผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกันได้

“ผมติดตาม NBA, ฟุตบอลออสเตรเลีย, ผมติดตามบัญชีเกี่ยวกับภาพยนตร์และดนตรี” โชลล์กล่าวก่อนที่ข้อห้ามจะมีผลบังคับใช้ “การแบนโซเชียลมีเดียจะทำให้โลกของผมเล็กลง”

ขณะที่เด็กหญิง ปาโลมา อายุ 12 ปี ในนครซิดนีย์กล่าวว่า เธอใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียระหว่าง 30 นาทีถึงสองชั่วโมงต่อวัน และเธอเสียใจกับการแบน

“ฉันรู้สึกไม่พอใจ… เพราะฉันเป็นส่วนหนึ่งของหลายชุมชนบน Snapchat และ TikTok” ปาโลมากล่าว “ฉันได้พัฒนาความเป็นเพื่อนที่ดีบนแอปพลิเคชันเหล่านี้ กับผู้คนในสหรัฐฯ และนิวซีแลนด์ ที่มีสิ่งที่สนใจร่วมกัน เช่น การเล่นเกม และมันทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด ไฟไหม้อาคารสูง 7 ชั้นในจาการ์ตา ดับแล้ว 22 ศพ

สลด ไฟไหม้อาคารสูง 7 ชั้นในจาการ์ตา ดับแล้ว 22 ศพ

9 ธ.ค. 2568 22:27 น.

สลด ไฟไหม้อาคารสูง 7 ชั้นในจาการ์ตา ดับแล้ว 22 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 22 ศพ โดยสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเป็นผลจากแบตเตอรี่โดรนระเบิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดไฟไหม้รุนแรงลุกลามอาคารสำนักงานของบริษัทโดรนแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ สำนักงานดับเพลิงต้องระดมเจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย กับรถน้ำอีก 29 คัน จึงสามารถดับไฟลงได้ หลังจากผ่านไป 3 ชั่วโมง

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า อาคารดังกล่าวถูกใช้เป็นสำนักงานขายและสำนักงานเก็บสินค้าของบริษัทโดรนแห่งหนึ่ง โดยขณะเกิดเหตุพนักงานหลายคนในอาคารออกไปรับประทานอาหารกลางวัน ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า แบตเตอรี่โดรนลูกหนึ่งเริ่มมีประกายไฟในพื้นที่เก็บและทดสอบสินค้า และลุกลามไปยังชั้นบนของอาคาร

อย่างไรก็ตาม นายสุสัตโย ปูร์โนโม คอนโดร ผู้บัญชาการตำรวจกรุงจาการ์ตา บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสืบสวนของทีมปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ โดยยืนยันว่า ตำรวจจะสืบสวนเหตุไฟไหม้ครั้งนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

ด้านนาย นูร์ฮายาติ อายุ 53 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า ไฟเริ่มลุกไหม้ในช่วงพักทานอาหารกลางวัน และไฟลุกลามจนมีขนาดใหญ่แล้วในตอนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ “ประตูถูกปิด เมื่อนักดับเพลิงพังประตูเข้าไป ไฟก็ไหม้รุนแรงและเป็นสีแดงฉานแล้ว”

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 17 ศพ ก่อนจะปรับเพิ่มเป็น 22 ศพในเวลาต่อมา โดยเป็นผู้หญิงถึง 15 ราย และหนึ่งในนั้นกำลังตั้งครรภ์ ขณะเดียวกัน มีผู้รอดชีวิต 19 คนได้รับการช่วยเหลือหลังจากพวกเขาหนีขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าของอาคาร

นายสุสัตโยระบุอีกว่า ผู้บังคับการตำรวจท้องที่ได้รับบาดเจ็บขณะช่วยเหลือในการอพยพผู้คนออกจากอาคาร ในขณะที่นักดับเพลิงกำลังพยายามลดอุณหภูมิของอาคารและการระบายควันหนาแน่นออกจากชั้นต่างๆ และเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจค้นสถานที่อีกครั้งเมื่อเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้ว

ผู้บัญชาการตำรวจจาการ์ตาบอกด้วยว่า ตำรวจกำลังสอบปากคำพยานทั้งหมด รวมถึงเจ้าของธุรกิจและเจ้าของอาคาร และกำลังสืบสวนว่าสาเหตุของเพลิงไหม้เชื่อมโยงกับความประมาทเลินเล่อ หรือมีบุคคลอื่นที่ต้องรับผิดชอบหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กรมปศุสัตว์เร่งส่งอาหารสัตว์-ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา

กรมปศุสัตว์เร่งส่งอาหารสัตว์-ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา

กรมปศุสัตว์เร่งส่งอาหารสัตว์-ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

กรมปศุสัตว์เร่งส่งหญ้าแห้ง อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ และทีมสัตวแพทย์ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา ต่อเนื่อง

10 ธันวาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าจากปัญหาการสู้รบไทย–กัมพูชาเขมร ล่าสุดกรมปศุสัตว์เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังเกิดสถานการณ์สู้รบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร ตลอดจนปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงจำนวนมากในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด และสระแก้ว จำนวน 20 อำเภอ 196 ตำบล 1,704 หมู่บ้าน จากการสำรวจ

ทั้งนีัเบื้องต้น ณ.วันที่ 9 ธันวาคม 2568  พบว่าประชากรสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 5,599,993 ตัว ประกอบด้วย โค 432,585 ตัว กระบือ 90,672 ตัว สุกร 122,716 ตัว แพะและแกะ 23,959 ตัว สัตว์ปีกกว่า 4.7 ล้านตัว รวมถึงสุนัข 148,647 ตัว และแมวอีก 65,139 ตัว โดยขณะนี้ได้รับรายงานสัตว์ตายหรือสูญหายแล้ว 432 ตัว ในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ โดยส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีก โค และกระบือ

สำหรับการส่งความช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน กรมปศุสัตว์ได้แจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์ไปแล้ว 11,000 กิโลกรัม อาหารสุนัข–แมว 8,000 กิโลกรัม อาหารโค 1,000 กิโลกรัม สนับสนุนกรงสุนัข-แมว ชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) อพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว 30 ตัว และจัดทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าดูแลต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนหญ้าฟ่อนแห้งจากกรมการสัตว์ทหารบก และมีแผนจัดส่งเสบียงอาหารสัตว์เพิ่มเติมอีก 111,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องโดยกรมปศุสัตว์ได้ประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯทุกวันเพื่อติดตามสถานการณ์และให้การสนับสนุนได้อย่างรวดเร็วในระยะเผชิญเหตุรวมถึงในระยะหลังเหตุการณ์สงบอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นายสัตวแพทย์สมชวนบอกอีกว่าเกษตรกรที่ต้องการแจ้งข้อมูลหรือความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ / จังหวัด หรือผ่าน แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเบอร์ติดต่อด่วน: อุบลราชธานี: 064-295-5989 , ศรีสะเกษ: 045-612-928 , สุรินทร์: 044-511-488 , บุรีรัมย์: 044-611-988 , สระแก้ว: 037-258-039 , จันทบุรี: 039-312-601 , ตราด: 081-831-6590