เลือกตั้งเมียนมารอบแรก คนรุ่นใหม่เมินใช้สิทธิ คนลงคะแนนบางตา ถูกประณามเป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ

เลือกตั้งเมียนมารอบแรก คนรุ่นใหม่เมินใช้สิทธิ คนลงคะแนนบางตา ถูกประณามเป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ

29 ธ.ค. 2568 09:36 น.

เลือกตั้งเมียนมารอบแรก คนรุ่นใหม่เมินใช้สิทธิ คนลงคะแนนบางตา ถูกประณามเป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ

เลือกตั้งเมียนมารอบแรกภายใต้รัฐบาลทหารได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ท่ามกลางสัญญาณผู้ใช้สิทธิต่ำกว่าปี 63 อย่างมาก และคนรุ่นใหม่เมินออกมาลงคะแนน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า เป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเลือกตั้งทั่วไปแบบแบ่งเป็น 3 ระยะของเมียนมา ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อปี 2564 ได้ปิดการลงคะแนนรอบแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. โดยมีสัญญาณชัดเจนว่า อัตราผู้มาใช้สิทธิต่ำกว่าการเลือกตั้งปี 2563 อย่างมาก

รายงานข่าวระบุว่า ประชาชนอย่างน้อย 10 รายจากหลายเมืองทั่วประเทศให้ข้อมูลว่า หน่วยเลือกตั้งมีผู้มาใช้สิทธิบางตา แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก และกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่ได้ให้ความสนใจในการออกมาลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการประกาศกำหนดวันประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จะจัดทั้งหมด 3 ระยะ คือวันที่ 28 ธ.ค. 11 ม.ค. และ 25 ม.ค. ครอบคลุม 265 จาก 330 เมือง ทั่วประเทศ แม้ในความเป็นจริง รัฐบาลทหารจะ ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทั้งหมดได้ เนื่องจากหลายพื้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์และกลุ่มต่อต้าน

นับตั้งแต่รัฐประหาร เมียนมาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง กลุ่มติดอาวุธที่ก่อตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร รวมถึงกองกำลังชาติพันธุ์ที่มีอยู่เดิม ได้ต่อสู้กับกองทัพในหลายภูมิภาค ส่งผลให้มี ผู้พลัดถิ่นกว่า 3.6 ล้านคน และกลายเป็นหนึ่งใน วิกฤตมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในเอเชีย

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารระบุว่า การเลือกตั้งแบบแบ่งระยะจะช่วยนำเสถียรภาพทางการเมืองกลับคืนสู่ประเทศ แม้จะถูก สหประชาชาติ ชาติตะวันตก และองค์กรสิทธิมนุษยชน ประณามว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เสรี ไม่ยุติธรรม และขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายต่อต้านถูกตัดสิทธิ และการวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ขณะที่ นางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และอดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือน ซึ่งถูกโค่นอำนาจหลังพรรค NLD ชนะเลือกตั้งถล่มทลายในปี 2563 ยังคงถูกคุมขัง และพรรคของเธอถูกยุบอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าผู้สมัครส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของกองทัพ ขณะที่องค์การสหประชาชาติระบุว่าการเลือกตั้งจัดขึ้นภายใต้บรรยากาศของความรุนแรงและการกดขี่  โดยเจ้าหน้าที่สหประชาชาติรายหนึ่งถึงกับเปรียบเปรยว่าเป็นการเล่นละครที่ไร้สาระ.

ที่มา Irrawaddy ,The Guardian

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

29 ธ.ค. 2568 06:13 น.

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงระดับตำนาน ผู้ปฏิวัติวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศส ก่อนจะผันตัวไปเป็นผู้อุทิศตนเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 ว่า บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศสผู้ปฏิวัติวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสในยุค 1950 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางเพศ เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุ 91 ปี

มูลนิธิ บริจิตต์ บาร์โดต์ ซึ่งนักแสดงหญิงระดับตำนานรายนี้ก่อตั้ง เป็นผู้เปิดเผยข่าวร้ายในครั้งนี้ โดยทางมูลนิธิรำลึกถึงเธอในฐานะ “นักแสดงผู้มีชื่อเสียงระดับโลก” แต่ในแถลงการณ์ ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าบาร์โดต์เสียชีวิตที่ไหนหรือเมื่อใด

ไอคอนแห่งโลกภาพยนตร์รายนี้ หรือที่คนในประเทศบ้านเกิดรู้จักกันดีในชื่อ “บีบี” (BB) มีผลงานการแสดงภาพยนตร์เกือบ 50 เรื่อง รวมถึงเรื่อง “And God Created Woman” ทว่าเธอได้ตัดสินใจอำลาวงการในปี 2516 เพื่ออุทิศชีวิตให้กับการทำงานด้านสวัสดิภาพสัตว์

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่าคนทั้งชาติกำลังร่วมไว้อาลัยต่อ “ตำนานแห่งศตวรรษ” ในขณะเดียวกัน มารีน เลอ เปน นักการเมืองขวาจัดของฝรั่งเศส กล่าวว่า ฝรั่งเศสได้สูญเสีย “สตรีผู้เหนือธรรมดา ทั้งด้วยพรสวรรค์, ความกล้าหาญ, ความตรงไปตรงมา และความงามของเธอ”

อนึ่ง สามีของบาร์โดต์ที่แต่งงานกันในปี 2535 คือ แบร์นาร์ ดอร์มาล อดีตที่ปรึกษาของ ฌอง-มารี เลอ เปน อดีตนักการเมืองขวาจัดผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นบิดาของมารีน เลอ เปน นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบั้นปลายชีวิต ชื่อเสียงของบาร์โดต์ได้รับความเสื่อมเสีย หลังจากที่เธอมีพฤติกรรมใช้คำพูดเหยียดกลุ่มคนมีความหลากหลายทางเพศ และถูกสั่งปรับหลายครั้งในข้อหายุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ

บาร์โดถูกโปรโมตอย่างหนักในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศ
บาร์โดถูกโปรโมตอย่างหนักในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศ

ทั้งนี้ บริจิตต์ อาน-มารี บาร์โดต์ เกิดที่กรุงปารีสในปี 2477 ในครอบครัวที่มั่งคั่งซึ่งปรารถนาจะให้เธอเป็นนักเต้นบัลเลต์ แต่ถูกค้นพบตั้งแต่วัยเยาว์หลังจากได้ถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร Elle และกลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วประเทศบ้านเกิดในเวลาอันรวดเร็ว จนถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าสู่โลกแห่งภาพยนตร์

บาร์โดต์ได้รับบทบาทระดับตำนานมากมาย ที่โดดเด่นที่สุดคือภาพยนตร์เรื่อง “And God Created Woman” ในปี 2499 ซึ่งกำกับโดย โรเฌร์ วาดิม สามีของเธอในขณะนั้น โดยเธอรับบทเป็นสตรีที่มีความอิสระเสรีทางเพศ

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงให้กับสาธารณชนชาวอเมริกันจนถูกสั่งห้ามฉายในบางรัฐของสหรัฐฯ ในขณะที่ ซีโมน เดอ โบวัวร์ นักปรัชญาลัทธิสัจนิยมชาวฝรั่งเศส ได้ยกย่องเธอว่าเป็นไอคอนแห่ง “เสรีภาพที่สมบูรณ์แบบ”

ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 50 และ 60 เธอได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกผ่านบทบาทในภาพยนตร์อย่าง The Truth ซึ่งทำให้เธอได้รับคำชื่นชมจากเหล่านักวิจารณ์ในด้านการแสดงที่มีมิติและลึกซึ้ง, Contempt ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ ฌ็อง-ลุก กอดาร์ และ Viva Maria! ที่เผยให้เห็นพรสวรรค์ด้านการแสดงตลกของเธอเคียงคู่กับ ฌาน มอโร

นอกเหนือจากบทบาทระดับตำนานเหล่านี้ บาร์โดต์ยังได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายในภาพยนตร์อย่าง Love on a Pillow ที่เธอรับบทเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนและสับสนทางอารมณ์ และ Two Weeks in September ภาพยนตร์ดราม่าโรแมนติกที่เน้นย้ำถึงความสามารถของเธอในการถ่ายทอดความอ่อนแอ

ในเรื่อง The Bear and the Doll เธอได้นำเสน่ห์ที่ขี้เล่นมาสู่บทบาทตลก ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเธอสามารถแสดงได้ทุกประเภท แม้ภาพยนตร์เหล่านี้จะได้รับความนิยมน้อยกว่าเรื่องอื่น แต่ก็ได้ตอกย้ำถึงความสามารถของเธอในการดึงดูดผู้ชมผ่านเรื่องราวที่หลากหลาย

นอกจากผลงานด้านภาพยนตร์แล้ว บาร์โดต์ยังจะเป็นที่จดจำในฐานะไอคอนแห่งโลกแฟชั่น ด้วยทรงผมสีบลอนด์ยุ่งๆ อันเป็นเอกลักษณ์ และการกรีดอายไลเนอร์ที่โฉบเฉี่ยว ซึ่งได้กลายเป็นเทรนด์ความงามไปทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากที่เธอสวมชุดเปิดไหล่ในเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปี 2496 จนกลายเป็นสไตล์ที่รู้จักในชื่อ “คอเสื้อทรงบาร์โดต์” (Bardot neckline)

บาร์โดต์ผ่านการสมรสมาทั้งหมด 4 ครั้ง และมีบุตรชายหนึ่งคนชื่อ นิโกลาส์ ซึ่งเกิดกับ ฌาก ชาร์ริเยร์ นักแสดงและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นิโกลาส์ได้ฟ้องร้องมารดาของตนเองในข้อหาสร้างความเสียหายทางจิตใจ หลังจากที่เธอเขียนในหนังสืออัตชีวประวัติว่า เธอ “อยากให้กำเนิดลูกหมาตัวน้อยมากกว่า” ลูกชายของเธอเอง

บาร์โดต์ถูกทำการตลาดอย่างหนักหน่วงในภาพลักษณ์ของหญิงเจ้าสำราญ ซึ่งสร้างความอึดอัดใจให้กับเธอที่มีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นนักแสดงที่เน้นฝีมืออย่างจริงจัง จนกระทั่งเธอได้ประกาศอำลาวงการในวัยเพียง 39 ปี ในช่วงที่ชื่อเสียงของเธอพุ่งถึงขีดสุด แล้วหันไปอุทิศชีวิตที่เหลือให้กับการดูแลสวัสดิภาพสัตว์

“ฉันมอบความสาวและความงามให้แก่ผู้ชายไปแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะขอมอบสติปัญญาและประสบการณ์ที่มีให้แก่สัตว์โลก” บาร์โดต์เคยกล่าวเอาไว้และมันก็กลายวาทะอันโด่งดัง โดยในปี 2529 เธอก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิ บริจิตต์ บาร์โดต์ ขึ้นมา เพื่อทำงานปกป้องทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง

บาร์โดผ่านตัวไปเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์
บาร์โดผ่านตัวไปเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์

จากนั้นบาร์โดต์ก็หันมาบริโภคอาหารมังสวิรัติ และในปี 2556 เธอถึงขั้นเคยขู่ว่าจะขอสัญชาติรัสเซียเพื่อประท้วงแผนการที่จะฆ่าช้างที่ป่วยสองเชือกในสวนสัตว์ของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม แต่แม้จะประสบความสำเร็จในโลกภาพยนตร์และมีผลงานด้านสวัสดิภาพสัตว์มากมาย แต่บาร์โดต์ก็สร้างข้อถกเถียงมากมาย จากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม, กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน และกระแส #MeToo ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเธอ

นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 90 บาร์โดต์ถูกสั่งปรับหลายครั้งในข้อหายุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ หลังจากที่เธอแสดงความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์และในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับชาวมุสลิม

ในปี 2551 เธอถูกสั่งปรับเป็นเงิน 15,000 ยูโร (ราว 549,000 บาท) หลังเธอโพสต์ตัดพ้อในเว็บไซต์ของตนเองว่าชาวมุสลิมกำลัง “ทำลายประเทศของเราด้วยการยัดเยียดวิถีปฏิบัติของพวกเขา”

นอกจากนั้น บาร์โดต์ยังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหนังสือ “A Cry in the Silence” ที่ตีพิมพ์ในปี 2546 ซึ่งเธอกล่าวหาว่า กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน, ศิลปะสมัยใหม่, นักการเมือง และผู้อพยพ คือผู้ที่ทำลายวัฒนธรรมฝรั่งเศส

ในปี 2561 บาร์โดต์โจมตีเหล่านักแสดงหญิงที่ออกมาพูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศผ่านกระแส #MeToo ว่าเป็นพวก “มือถือสากปากถือศีล, น่าขำ และน่ารำคาญ”

“มีนักแสดงหญิงหลายคนที่หว่านเสน่ห์ใส่ผู้อำนวยการสร้างเพื่อให้ได้บทแสดง” บาร์โดต์กล่าวในการสัมภาษณ์กับนิตยสาร Paris Match ของฝรั่งเศส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เห็นชอบแผนสันติภาพแล้ว 90% ยังไม่เคลียร์ปมดินแดน

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เห็นชอบแผนสันติภาพแล้ว 90% ยังไม่เคลียร์ปมดินแดน

29 ธ.ค. 2568 05:33 น.

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เห็นชอบแผนสันติภาพแล้ว 90% ยังไม่เคลียร์ปมดินแดน

เซเลนสกีเข้าพบและหารือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ฟลอริดา โดยระบุว่า พวกเขาเห็นชอบแผนการสันติภาพไปแล้ว 90% แต่ปัญหาเรื่องดินแดนยังไม่ได้ข้อยุติ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ต. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เดินทางเข้าพบ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่รีสอร์ต มาร์-อา-ลาร์โก ในรัฐฟลอริดา เพื่อหารือกันเรื่องแผนการสันติภาพ 20 ข้อ รวมถึงเรื่องที่ฝ่ายยูเครนเป็นผู้เสนอ

ในการแถลงข่าวหลังการหารือ นายทรัมป์กล่าวว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากยูเครน พร้อมกับชื่นชมพวกเขาว่าเป็น “กลุ่มคนที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่”

จากนั้น เซเลนสกีได้กล่าวขอบคุณทรัมป์สำหรับ “การประชุมที่ยอดเยี่ยม” และว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันในทุกแง่มุมของกรอบความร่วมมือเพื่อสันติภาพ และมีการเห็นชอบแผนสันติภาพ 20 ข้อร่วมกันแล้วกว่า 90% ในขณะที่การรับประกันความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ-ยูเครนนั้นได้รับความเห็นชอบร่วมกันเต็ม 100% แล้ว

“หลักประกันความมั่นคงคือ หมุดหมายสำคัญในการบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืน” เซเลนสกีกล่าวในลำดับถัดมา ก่อนจะเสริมว่า ทีมงานจากยุโรปและยูเครนจะเดินหน้าทำงานในเรื่องนี้ต่อไป และจะมีการพบปะกัน “ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” เพื่อ “หาข้อสรุปในทุกประเด็นที่ได้หารือกันไว้”

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะให้การต้อนรับคณะทำงานดังกล่าว ณ กรุงวอชิงตัน ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ด้วย

ต่อมานายทรัมป์กล่าวว่า การรับประกันความมั่นคงนั้นเสร็จสิ้นไป “เกือบ 95%” แล้ว แต่เสริมว่า “ผมไม่ค่อยชอบพูดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่”

เมื่อถูกถามว่ามีการตกลงกันเรื่องเขตการค้าเสรีในภูมิภาคดอนบาสแล้วหรือยัง ทรัมป์ตอบว่าเรื่องนี้ยัง “ไม่ได้ข้อยุติ แต่ก็ขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นมาก”

จากนั้นเซเลนสกีถูกถามถึงประเด็นเรื่องดอนบาส ซึ่งผู้นำยูเครนตอบว่า เราเคารพดินแดน “ที่เราควบคุมอยู่” พร้อมระบุว่าท่าทีของยูเครนต่อดอนบาสนั้น “ชัดเจนมาก” และ “เรามีจุดยืนที่แตกต่างจากรัสเซีย”

เมื่อถูกถามว่าประเด็นใดที่ “ยากลำบากที่สุด” ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ทรัมป์ตอบสั้นๆ ว่า “เรื่องดินแดน”

“คุณควรจะตกลงกันให้ได้ในตอนนี้จะดีกว่า” เขากล่าว พร้อมเสริมว่ายูเครนนั้น “กล้าหาญมาก… และสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล” แต่ “มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติ” ความขัดแย้งนี้

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า เขาเปิดกว้างสำหรับการเดินทางไปเยือนยูเครน แต่ต้องการให้ข้อตกลงเสร็จสิ้นก่อน เขายังระบุด้วยว่าได้เสนอตัวที่จะไปกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภายูเครน หากเซเลนสกีคิดว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งเซเลนสกีตอบกลับว่า “คุณได้รับการต้อนรับเสมอ”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า เขาได้พูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียของยูเครน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียมาตั้งแต่ช่วงเริ่มสงคราม

“อันที่จริง ประธานาธิบดีปูตินกำลังทำงานร่วมกับยูเครนเพื่อให้โรงไฟฟ้ากลับมาเปิดใช้งานได้” ทรัมป์กล่าว “เขาทำได้ดีมากในแง่นี้ เขาต้องการเห็นมันเปิดใช้งาน” และเสริมว่า “เขาไม่ได้ยิงขีปนาวุธใส่โรงไฟฟ้านั้น”

เมื่อถูกถามว่าสงครามนี้จะใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะยุติ ทรัมป์ตอบว่าอาจจะจบลงภายในไม่กี่สัปดาห์ “ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราจะได้รู้กันว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร” เขากล่าว

เมื่อถูกถามว่าเขามองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดการประชุมไตรภาคีระหว่างรัสเซีย สหรัฐฯ และยูเครนหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่าเขามองเห็นโอกาสนั้นในเวลาที่เหมาะสม “เขา (ปูติน) ต้องการให้มันเกิดขึ้น” ทรัมป์กล่าว “เขาบอกกับผมอย่างหนักแน่นมาก และผมเชื่อเขา”

ทรัมป์เสริมด้วยว่า ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้นำรัสเซียเป็นเวลานานถึงสองชั่วโมงครึ่ง โดยนักข่าวถามต่อว่า รัสเซียจะต้องมีส่วนรับผิดชอบในการช่วยฟื้นฟูยูเครนด้วยหรือไม่

“พวกเขาจะเข้ามาช่วย” ทรัมป์กล่าวถึงรัสเซีย “รัสเซียต้องการเห็นยูเครนประสบความสำเร็จ”

ผู้นำสหรัฐฯ บอกอีกว่า ปูตินแสดงความเอื้อเฟื้ออย่างมากในความปรารถนาที่จะเห็นความสำเร็จของยูเครน ซึ่งรวมถึง “การจัดหาพลังงาน ไฟฟ้า และสิ่งอื่น ๆ ในราคาที่ต่ำมาก” แต่ปูตินยังไม่ได้ตอบตกลงในเรื่องการหยุดยิง เพราะเขาไม่ต้องการหยุดรบแล้วต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งซึ่ง “ผมเข้าใจจุดยืนนั้น” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเสริม

จากนั้นเซเลนสกีถูกถามถึงประเด็นเกี่ยวกับชาวยูเครนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และคำถามที่ว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมในการลงประชามติเพื่อเห็นชอบต่อข้อตกลงใดๆ ในการยุติสงครามได้หรือไม่

“พวกเขามีสิทธิ์ในเรื่องนี้” ผู้นำยูเครนกล่าว พร้อมเสริมว่าจำเป็นจะต้องมีการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง ก่อนที่การแถลงข่าวร่วมของผู้นำทั้งสองคนจะสิ้นสุดลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสำราญฉาว ก่อเรื่องอีก หลังทิ้งผู้โดยสารดับบนเกาะ

เรือสำราญฉาว ก่อเรื่องอีก หลังทิ้งผู้โดยสารดับบนเกาะ

29 ธ.ค. 2568 03:01 น.

เรือสำราญฉาว ก่อเรื่องอีก หลังทิ้งผู้โดยสารดับบนเกาะ

เรือสำราญ คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์ ซึ่งเคยลืมผู้โดยสารสูงวัยไว้บนเกาะจนทำให้เธอเสียชีวิต ก่อเรื่องอีก โดยแล่นไปเกยตื้นที่นอกชายฝั่งของปาปัวนิวกินี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 ธ.ค. 2568 ว่า เรือสำราญ “คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์” (Coral Adventurer) แล่นไปเกยตื้นที่ชายฝั่งปาปัวนิวกินี ในการเดินทางเที่ยวแรกหลังจากเกิดเหตุผู้โดยสารสูงอายุเสียชีวิตเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์ กำลังถูกสอบสวนจากเหตุการณ์การเสียชีวิตของนาง ซูซาน รีส อายุ 80 ปี ซึ่งถูกเรือสำราญลำนี้ลืมทิ้งไว้บนเกาะลิซาร์ด อันห่างไกลแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย จนส่งผลให้เธอเสียชีวิต

โฆษกประจำเรือระบุว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 ธ.ค.) เรือประสบ “อุบัติเหตุเกยตื้น” บริเวณชายฝั่งตะวันออกของปาปัวนิวกินี ห่างจากเมืองเล (Lae) ประมาณ 30 กิโลเมตร แต่ผู้โดยสารกับลูกเรือทุกคนบนเรือปลอดภัยดี และผลการตรวจสอบในเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่อตัวเรือ (Hull)

โฆษกของสำนักงานความปลอดภัยทางทะเลแห่งออสเตรเลีย (AMSA) ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งถึง BBC ว่า ทางหน่วยงานไม่ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือ คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์ แต่อย่างใด

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ทางหน่วยงานกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ และพร้อมที่จะสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของปาปัวนิวกินีหากมีความจำเป็น ในขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการเดินทางในเที่ยวปัจจุบันซึ่งมีกำหนด 12 วัน และมีกำหนดการสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ธันวาคมนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ซูซาน รีส ออกไปเดินป่าบนเกาะลิซาร์ดพร้อมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ และได้แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อพักผ่อน แต่คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์กลับออกเดินทางไปโดยไม่มีเธอ และวนกลับมาในอีกหลายชั่วโมงต่อมาหลังจากที่ลูกเรือตระหนักว่ามีผู้โดยสารสูญหายไป

ปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ได้พบร่างของเธอในวันถัดมา

ในช่วงเวลาที่นางรีสเสียชีวิต เรือลำนี้เพิ่งเริ่มการเดินทางได้เพียง 2 วัน จากกำหนดการเดินทางทั้งหมด 60 วัน โดยการล่องเรือที่เหลือทั้งหมดในเที่ยวนั้นถูกยกเลิก และมีการคืนเงินเต็มจำนวนให้แก่ผู้โดยสารทุกคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์โทรคุยปูติน ก่อนเซเลนสกีเยือนฟลอริดา หารือแผนสันติภาพ

ทรัมป์โทรคุยปูติน ก่อนเซเลนสกีเยือนฟลอริดา หารือแผนสันติภาพ

29 ธ.ค. 2568 01:39 น.

ทรัมป์โทรคุยปูติน ก่อนเซเลนสกีเยือนฟลอริดา หารือแผนสันติภาพ

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย โทรศัพท์คุยกับวลาดิเมียร์ ปูติน ก่อนที่ผู้นำยูเครนจะเข้าพบเขาที่รัฐฟลอริดา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับปรับปรุงใหม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า เขาได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียแล้ว ก่อนที่เขาจะต้อนรับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนที่รีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

“ผมเพิ่งเสร็จสิ้นการหารือทางโทรศัพท์ที่ดีและสร้างสรรค์มากกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซีย” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ และเสริมว่า การพบปะกับนายเซเลนสกีจะจัดขึ้น ณ ห้องรับประทานอาหารหลักของรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก และเชิญให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ด้านรัฐบาลเครมลินของรัสเซียออกมายืนยันเช่นกันว่า การพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำทั้งสองได้เกิดขึ้นจริง

ในอีกส่วนหนึ่งของโพสต์ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ยกย่องบทบาทของรัฐบาลเขาในฐานะผู้สร้างสันติภาพโลก โดยอ้างถึงข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่ระหว่างกัมพูชาและไทย พร้อมกับโจมตีสหประชาชาติว่า “ให้ความช่วยเหลือน้อยมาก” ในการแก้ไขความขัดแย้งต่าง ๆ รวมถึงในยูเครน

“บางทีสหรัฐอเมริกาอาจจะกลายเป็น “สหประชาชาติที่แท้จริง” ไปแล้ว” นายทรัมป์ระบุ

ขณะนี้นายเซเลนสกีเดินทางถึงรัฐฟลอริดาแล้ว และมีกำหนดจะเข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ในเวลา 13:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ โดยทั้งคู่จะหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพ 20 ข้อฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ประสานงานหลัก อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียยังไม่ได้ให้การยอมรับแผนดังกล่าว

นายเซเลนสกีกล่าวก่อนหน้านี้ว่า “หลายสิ่งหลายอย่างสามารถตัดสินให้จบได้ก่อนวันขึ้นปีใหม่” และเสริมว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีหลายพันครั้งในสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์โพสต์ยินดี ไทย-กัมพูชาหยุดยิง โวหยุดสงคราม 8 แห่ง

ทรัมป์โพสต์ยินดี ไทย-กัมพูชาหยุดยิง โวหยุดสงคราม 8 แห่ง

28 ธ.ค. 2568 22:59 น.

ทรัมป์โพสต์ยินดี ไทย-กัมพูชาหยุดยิง โวหยุดสงคราม 8 แห่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความ ประกาศการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมแสดงความยินดีกับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ และว่าสหรัฐฯ คือสหประชาชาติที่แท้จริง เพราะหยุดสงครามไปแล้ว 8 แห่ง

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ประกาศการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมขอแสดงความยินดีกับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ ที่บรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและยุติธรรม และย้ำว่า สหรัฐอเมริกายินดีที่ได้ช่วยเหลือ

ข้อความของทรัมป์ระบุว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า การสู้รบที่ปะทุขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาจะยุติลงในทันที และทั้งสองประเทศจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ตามสนธิสัญญาฉบับดั้งเดิมที่เราเพิ่งตกลงกันไป ผมขอแสดงความยินดีกับผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่าน สำหรับความชาญฉลาดในการบรรลุข้อสรุปที่รวดเร็วและยุติธรรมมากในครั้งนี้! มันเป็นไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดอย่างที่สถานการณ์แบบนี้ควรจะเป็น! สหรัฐอเมริกาภูมิใจเสมอที่ได้ช่วยเหลือ!”

“ด้วยสงครามและความขัดแย้งทั้งหมดที่ผมได้เข้าไปจัดการและยุติลงในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีถึง 8 แห่ง บางทีสหรัฐอเมริกาได้กลายเป็น ‘สหประชาชาติที่แท้จริง’ ไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาสหประชาชาติ (UN) ให้ความช่วยเหลือน้อยมากในทุกเหตุการณ์ รวมถึงโศกนาฏกรรมที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนด้วย สหประชาชาติต้องเริ่มตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วมในสันติภาพโลกได้แล้ว!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial/@realDonaldTrump

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวนให้กัมพูชา

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวนให้กัมพูชา

28 ธ.ค. 2568 21:53 น.

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวนให้กัมพูชา

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 20 ล้านหยวนให้แก่กัมพูชา ในขณะที่รัฐมนตรีไทยกับกัมพูชาเดินทางไปพบกันที่จีน เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 ทางการจีนประกาศมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินแก่กัมพูชามูลค่ารวมกว่า 20 ล้านหยวน (ราว 88.6 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือผู้พลัดถิ่น

นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “ความช่วยเหลือชุดแรกจากจีน ซึ่งประกอบด้วยอาหาร เต็นท์ และผ้าห่ม ถูกส่งถึงกัมพูชาแล้วในวันอาทิตย์”

ความเคลื่อนไหวของจีนเกิดขึ้นในขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยกับกัมพูชา เปิดฉากการเจรจานาน 2 วันที่ประเทศจีนในวันเดียวกันนี้ โดยรัฐบาลจีนพยายามยกระดับบทบาทของตนในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชายแดนของทั้งสองประเทศ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่

ข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระบุให้มีการยุติการสู้รบที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์บริเวณพื้นที่ชายแดน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 100 ราย และทำให้ประชาชนกว่า 500,000 คนในทั้งสองประเทศต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าว มาพร้อมกับระยะเวลาสังเกตการณ์ 72 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว ไทยได้ตกลงที่จะส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายกลับประเทศ โดยทหารกลุ่มนี้ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่การสู้รบครั้งก่อนในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งการปล่อยตัวทหารเหล่านี้ถือเป็นข้อเรียกร้องหลักของทางฝั่งกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา มีกำหนดการเข้าพบกัน ณ มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย

แถลงการณ์จากสำนักงานของนายสีหศักดิ์ ระบุว่า การเจรจาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการหยุดยิงจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ ส่วนนายปรัก สุคน ได้ระบุในแถลงการณ์ภายหลังการหารือกับนายหวัง อี้ โดยแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อ “บทบาทอันสำคัญยิ่ง” ของจีนในการสนับสนุนให้เกิดการหยุดยิงในครั้งนี้

อนึ่ง นายหวัง อี้ มีกำหนดการประชุมทวิภาคีกับรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา และการประชุมไตรภาคีในวันจันทร์นี้ (29 ธ.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไม่เป็นไรใช่ว่าปลอดภัย ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี

ไม่เป็นไรใช่ว่าปลอดภัย ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี

ไม่เป็นไรใช่ว่าปลอดภัย ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปีใหม่กำลังจะมาถึง มาเริ่มต้นดูแลสุขภาพกันตั้งแต่ต้นปี ตลอดทั้งปีใครบ้างที่ใช้ร่างกายมาอย่างหนัก ต้องดูแลกันหน่อยนะคะ แม้ว่าร่างกายจะปกติดีแต่ไม่ควรประมาท เหมือนคำพูดที่ว่า ไม่เป็นไรใช่ว่าปลอดภัย

พญ. กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Anti-Aging Medical Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาให้ข้อมูลเรื่องการตรวจสุขภาพประจำปีจำเป็นอย่างไร?   การตรวจสุขภาพประจำปีคือการตรวจเช็คร่างกาย การทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงและความผิดปกติที่อาจจะนำไปสู่โรคร้ายในอนาคตได้ เช่น ตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด  ตรวจหาระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด  ตรวจระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ตรวจการทำงานของไต      ตรวจการทำงานของตับ เป็นต้น       ซึ่งบางโรคอาจจะไม่แสดงอาการชัดเจน หรือเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญอย่างมาก    ในการคัดกรองความเสี่ยงโรคหรือตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนป้องกันและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุผลที่ต้องตรวจสุขภาพประจำปี

สภาวะสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่เพิ่มขึ้น วิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้สร้างความกังวลและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมากมาย และยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจ โรคทางระบบผิวหนัง เป็นต้น ไม่เพียงแต่ฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น เรายังต้องเผชิญกับควันจากการใช้รถยนต์และการเผาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสารพิษที่อาจปนเปื้อนมากับน้ำอาหาร การอุตสาหกรรมอื่นๆ การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยสืบเสาะหาความผิดปกติในร่างกายได้อย่างละเอียดก่อนที่จะเกิดโรคหรือแสดงอาการ เพื่อการรักษาได้อย่างทันท่วงที

พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่รีบเร่ง สาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพนั้นมักมาจากพฤติกรรม การดำเนินชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การรับประทานอาหารรสหวาน มัน เค็มจัด การรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ การทานผักและผลไม้น้อยลง และขาดการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีภาวะเครียดสะสม พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวนี้ มักส่งผลให้หลายคนเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ฉะนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงและยังใช้เวลานานอีกด้วย

พันธุกรรมเสี่ยง หลายต่อหลายครั้งที่เรามักคิดว่าร่างกายของเราแข็งแรงดี ไม่มีโรคหรืออาการผิดปกติที่แสดงให้เห็น โรคทางพันธุกรรม (Genetic Disorders) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติในพันธุกรรม หรือเกิดขึ้นในโครโมโซม ซึ่งสามารถถ่ายทอดภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นได้ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นอีกทางเลือกในการดูแลสุขภาพ ป้องกันการเกิดโรค และเข้าถึงการรักษาได้ในระยะเริ่มต้น

ทุกวัยควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อประเมินความเสี่ยงและป้องกันโอกาสในการเกิดโรคร้ายแรง ซึ่งในแต่ละช่วงอายุจะมีการตรวจที่แตกต่างไป เช่น ผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจมะเร็งปากมดลูก และเมื่ออายุถึง 40 ปีขึ้นไปต้องเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสำหรับผู้ชายและผู้หญิงที่มี อายุเกิน 45 ปี ควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทุก 5 ปี เป็นต้น

ทั้งนี้ ที่แอดไลฟ์มีบริการตรวจสุขภาพโดยทีมแพทย์มากประสบการณ์หลากสาขาวิชา มีโปรแกรมตรวจสสุขภาพ Advance Check-Up Programs หลายโปรแกรม พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ช่วยให้ตรวจและวินิจฉัยโรคได้อย่างละเอียด โดยโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีของแอดไลฟ์จะช่วยดูแลคุณและคนที่คุณรักให้มีสุขภาพที่ดีและรักษาโรคได้อย่างรวดเร็ว

ต้อนรับปีม้า ‘วาโก้’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Gallop of Fortune’ พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่งกับผลงาน ‘ยูน-ปัณพัท’ ศิลปินไทยฝีมือระดับโลก

ต้อนรับปีม้า ‘วาโก้’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Gallop of Fortune’ พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่งกับผลงาน ‘ยูน-ปัณพัท’ ศิลปินไทยฝีมือระดับโลก

ต้อนรับปีม้า ‘วาโก้’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Gallop of Fortune’ พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่งกับผลงาน ‘ยูน-ปัณพัท’ ศิลปินไทยฝีมือระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Wacoal x Phannapast ประเดิมศักราชใหม่ด้วยการเผยโฉมคอลเลกชันพิเศษ “Gallop of Fortune”  พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่ง ต้อนรับปีมะเมีย ปีนักษัตรตรงกับปีม้า โดยถ่ายทอดพลังแห่งความมุ่งมั่น ความสำเร็จและความโชคดี ผ่านแรงบันดาลใจจาก “ภาพวาดม้า 8 ตัว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลของชาวไทยเชื้อสายจีนมายาวนาน โดยเชื่อกันว่าม้า 8 ตัวเป็นตัวแทนของความก้าวหน้า ความคล่องแคล่วว่องไว และความสำเร็จที่มาถึงอย่างไม่หยุดยั้ง ช่วยเสริมพลังชีวิตและดึงดูดโอกาสดีๆ เข้ามา

อินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)

นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คอลเลกชัน Gallop of Fortune เป็นชุดเลานจ์แวร์ที่ออกแบบอย่างมีสไตล์ โดดเด่นด้วยการเลือกสรรเนื้อผ้าเกรด พรีเมียมที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น น้ำหนักเบา เหมาะกับสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ พร้อมดีไซน์เรียบหรูแฝงกลิ่นอายแห่งการเริ่มต้นใหม่ ไม่เพียงช่วยเสริมลุคให้โดดเด่นขึ้นแต่ยังสร้างความรู้สึกดีที่ได้สวมใส่ หรือมิกซ์แอนด์แมทช์กับกับบราวาโก้ผ้าลูกไม้หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งคอร์เซ็ท (บราผ้าลูกไม้แบบครึ่งตัว) เพื่อเสริมลุคให้ดูโดดเด่น หรูหราและมั่นใจในทุกโอกาส ตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาเสื้อผ้าชิ้นพิเศษสำหรับปีใหม่ ปาร์ตี้ส่งท้ายปีหรือการพบปะคนสำคัญ เชื่อกันว่ายิ่งเริ่มปีด้วยชุดที่ใช่ความมั่นใจยิ่งเพิ่ม เหมือนเป็นพลังเล็กๆ ที่ช่วยหนุนให้ทุกก้าวของปีใหม่นี้ราบรื่นกว่าเดิม หรือเลือกเป็นของขวัญส่งต่อความหมายดีๆ ให้กับคนที่คุณรักเพื่อเริ่มต้นปีของทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบ

ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินออกแบบลวดลาย

ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินออกแบบลวดลาย กล่าวเสริมว่า คอลเลกชันนี้ออกแบบผสานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับความหมายอันลึกซึ้งของศิลปะจีนดั้งเดิม โดยมีลวดลายการเคลื่อนไหวของม้าเพื่อสะท้อนความสง่างาม แข็งแกร่ง ที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงการเฉลิมฉลองทั้งปีใหม่ไทยและปีใหม่จีนอย่างมั่นใจ เปรียบเสมือนพลังภายในที่ผลักดันให้ทุกคนก้าวข้ามความท้าทายไปสู่ความสำเร็จ และส่วนสำคัญของลายพิมพ์คือการผสมผสานเสน่ห์ของดอกโบตั๋น ดอกกุหลาบ และดอกเบญจมาศ ซึ่งล้วนเป็นดอกไม้แห่งความโชคดี ถ่ายทอดความงามของการผลิบานและการเปลี่ยนแปลงอย่างเปล่งประกาย

คอลเลกชัน Gallop of Fortune พร้อมให้สาวๆ สายแฟชั่น ได้สัมผัสความงดงามและพลังมงคลแล้วที่วาโก้ช็อปและเคาน์เตอร์วาโก้ที่ร่วมรายการ พร้อมอัปเดตสินค้าวาโก้ ได้ที่ FB: Wacoal Thailand, Line: @Wacoal.th หรือ Call Center โทร. 02-296-9979

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ ‘Thai Kimono Project’

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ ‘Thai Kimono Project’

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ ‘Thai Kimono Project’

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ “Thai Kimono Project” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ร่วมกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และ บริษัท OMIYA จำกัดประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว สร้างความปลาบปลื้มและได้รับความสนใจจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือดังกล่าว เป็นการนำผ้าทอไทยภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงมุ่งมั่นฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าไทยอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และส่งเสริมให้ช่างทอผ้าท้องถิ่นสร้างสรรค์ผลงานอย่างประณีต ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการควบคุมคุณภาพกิโมโนของ บริษัท OMIYA จำกัด ที่มีอายุยาวนานกว่า 74 ปี ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับแนวหน้าของวงการกิโมโน ด้วยการนำลวดลายและผืนผ้าหลากหลายมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ขณะเดียวกันยังคงรักษาแบบแผนดั้งเดิมตามมาตรฐานกิโมโนของญี่ปุ่นไว้อย่างครบถ้วน

สำหรับที่มาของความร่วมมือในการจัดทำกิโมโนผ้าไทยในครั้งนี้ นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ได้กล่าวว่า “สืบเนื่องจากการเสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อปีพ.ศ. 2524 ซึ่งได้เสด็จฯ มาทอดพระเนตรการจัดแสดงแฟชั่นที่นำผ้าไหมมัดหมี่ของไทยมาตัดเย็บเป็นชุดกิโมโน ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานดังกล่าว ทางสำนักงานฯ จึงได้น้อมนำแนวคิดนี้มาฟื้นฟูและพัฒนาเพิ่มเติมให้เกิดเป็นการซื้อขายที่ยั่งยืน โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างดี โดยมียอดสั่งซื้อแล้วกว่า 1,000 ออเดอร์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 17.6 ล้านเยนซึ่งช่วยให้ผ้าไทยสามารถจำหน่ายได้ในปริมาณมากขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนช่างทอผ้าไทยอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับพระราชดำริของพระองค์ที่ทรงมีปณิธาณมุ่งหวังให้ประชาชนชาวไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”