‘วันนอร์’ไฟเขียว 10-11ธ.ค.ถกแก้รธน.วาระ2

‘วันนอร์’ไฟเขียว  10-11ธ.ค.ถกแก้รธน.วาระ2

‘วันนอร์’ไฟเขียว 10-11ธ.ค.ถกแก้รธน.วาระ2

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“วันนอร์” คอนเฟิร์ม นัดประชุมรัฐสภา 10-11 ธันวาคม ถกแก้ รธน.วาระสอง ด้าน “วิปรัฐบาล” เผยนัดคุยจันทร์หน้า เตรียมความพร้อม “ศิโรจน์” เผยถกร่างแก้รธน.วาระสอง 10-11 ธันวาคม ไม่กำหนดกรอบเวลา อ้าง “วันนอร์” อยากให้อภิปรายเต็มที่ บอกลงมติวาระสาม ช่วง 29 ธันวาคม หรือ 5-6 มกราคม 2569

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ระหว่างวันที่ 10 ธ.ค.และครั้งที่2 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ วันที่ 11 ธ.ค.เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ในวาระสอง ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่มี นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวว่า วิปรัฐบาลได้นัดหารือถึงการเตรียมความพร้อมประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 8 ธ.ค.ทั้งนี้ ในการพิจารณาวาระสองนั้นไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาได้ว่าแต่ละฝ่ายจะได้พิจารณาในระยะเวลาเท่าใด เพราะต้องให้เป็นไปตามการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาที่ได้สงวนคำแปรญัตติ รวมถึง กมธ.ที่สงวนความเห็นไว้ การพิจารณาวาระสองต้องดูในรายละเอียดขอรการแปรญัตติและสงวนความเห็น เท่าที่ประเมินระยะเวลา 2 วันนั้นอาจจะพอ เพราะบางมาตราที่แม้แก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่ได้ปรับเนื้อหาตามกัน แต่ยอมรับว่ามีประเด็นค่อนข้างมาก และมี กมธ.ขอสงวนความเห็นไว้ทุกมาตรา ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของ กมธ.ที่ต้องการสงวนไว้เพื่อยืนยันในหลักการต่อที่ประชุมรัฐสภา

ด้าน นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ตอนนี้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช…. รัฐสภา ได้ส่งร่างรายงานกลับมาแล้ว ขณะนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กำลังพิจารณาว่าจะอนุญาต และจะประชุมในวันที่ 10-11ธ.ค.ในเวลา 09.00น.ส่วนจะมีการประชุมวิป 3 ฝ่ายหรือไม่นั้น ตนเคยเรียนกับประธานรัฐสภาไว้แล้ว ซึ่งท่านแจ้งว่าการประชุมวาระที่ 2 พิจารณาทีละมาตรา ที่มี กมธ.ขอสงวนความเห็น หรือมีสมาชิกขอแปรญัตติ การที่จะไปกำหนดเวลาดูแล้วคงไม่เหมาะสม จึงอยากให้เป็นสิทธิ์ของผู้ที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติให้ได้อภิปรายอย่างเต็มที่ ส่วนในรายละเอียด ขอให้วิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล และวิปวุฒิสภา ลองไปพูดคุยกันว่าจะมีการอภิปรายกี่คน เวลาฝ่ายละเท่าไหร่

เมื่อถามว่า เวลาที่ใช้เวลา 2 วันจะเพียงพอหรือไม่ หรือจะต้องเพิ่มวันที่ 12 ธ.ค.ด้วย นายศิโรจน์ กล่าวว่า เราจะเริ่มเปิดประชุมในเวลา 09.00 น. ส่วนจะปิดกี่โมงนั้น ประธานรัฐสภาไม่ได้ขัดข้อง ขึ้นอยู่กับวิปทั้ง 3 ฝ่ายจะไปตกลงกัน หากทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับรัฐธรรมนูญ ท่านก็ไม่ขัดข้องว่าจะต้องปิดประชุมกี่โมง เมื่อถามว่า ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าหากพิจารณาวาระ 2 เสร็จ ต้องทิ้งระยะเวลาไว้ 15 วัน คาดว่าจะพิจารณาในวาระ 3 ได้วันที่เท่าไหร่ นายศิโรจน์ กล่าวว่า เราต้องดูก่อนว่าจะพิจารณาวาระ 2 เสร็จในวันไหน หากเสร็จสิ้นภายในวันที่ 11 ธ.ค. ต้องรอไว้ 15 วัน คือวันที่ 26 ธ.ค. แต่ต้องรอพ้นกำหนด 15 วันก่อน วันแรกที่จะพิจารณาได้เร็วที่สุดคือวันที่ 29 ธ.ค. แต่ต้องดูความพร้อมของสมาชิกด้วย เนื่องจากวันที่ 29 ธ.ค.จะเป็นวันสิ้นปี ซึ่งประธานสภาฯ ไม่ได้ขัดข้องว่าจะต้องพิจารณาในวาระที่ 3 ในวันที่ 29 ธ.ค.เลย ท่านก็พร้อม หรือจะเป็นช่วงหลังปีใหม่วันที่ 5-6ม.ค.2569 ท่านก็พร้อม ย้ำว่าอยู่ที่ความต้องการของวิป ซึ่งวิปทั้ง 3 ฝ่ายจะต้องไปคุยกันว่า จะพิจารณาวาระ3วันที่เท่าไหร่ เมื่อถามว่า หากเป็นเช่นนี้อาจทำให้การทำประชามติไม่ทันกับการเลือกตั้งหรือไม่ นายศิโรจน์ กล่าวว่า ต้องดูในรายละเอียดว่า จำนวนวันที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วต้องส่งไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำประชามติจะเป็นวันไหน เราต้องดูความพร้อมตรงนี้ แต่ประธานรัฐสภาเปิดโอกาสให้เต็มที่ จะพร้อมประชุมวันไหนท่านก็ยินดี

นายกฯสั่งงาน‘ธรรมนัส’ เร่งแก้ไขปัญหา‘ซีเกมส์’

นายกฯสั่งงาน‘ธรรมนัส’  เร่งแก้ไขปัญหา‘ซีเกมส์’

นายกฯสั่งงาน‘ธรรมนัส’ เร่งแก้ไขปัญหา‘ซีเกมส์’

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้ว่าฯกกท.เปิดใจทุกประเด็นปัญหาจัดแข่งขันซีเกมส์ ย้ำเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ผลจากความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล เผยงบฯจัด มีเพียง 2 พันกว่าล้านบาท น้อยกว่าที่กัมพูชา ครั้งก่อน แจงเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาติดขัดเพราะมีชนิดกีฬาเพิ่มขึ้น งบฯ ไม่พอ แต่รัฐบาลปัจจุบันแก้ไขแล้ว

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวถึงประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นก่อนและระหว่างเตรียมการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ จ.ชลบุรี หลังจากมีข้อวิจารณ์หนัก โดยเฉพาะเหตุเพลงชาติไม่ดังในฟุตบอลชายคู่เปิดสนาม เวียดนาม-ลาว จนนักเตะต้องร้องสดเอง สร้างเสียงวิพากษ์ในโลกออนไลน์ ผ่านรายการ‘กรรมการข่าวคุยนอกจอ’ ว่าเหตุลำโพงไม่ทำงานเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของฝ่ายจัดการแข่งขัน ซึ่งสมาคมฟุตบอลฯ เป็นผู้รับผิดชอบ และได้ทำหนังสือขอโทษ สปป.ลาว และเวียดนามแล้ว ส่วนปัญหาไฟสนามแม้มีจุดแหว่งบางส่วน แต่ยืนยันว่ามาตรฐานความสว่างเพียงพอและปรับปรุงแก้ไขแล้ว พร้อมสั่งเปลี่ยนภาพสปอนเซอร์ที่ติดใกล้คบเพลิงให้เป็นโลโก้ซีเกมส์และมาสคอตแทนตนก็ไม่ชอบภาพตรงนั้น มันไม่จำเป็น เพราะสปอนเซอร์มีพื้นที่บนจอ LED

ผู้ว่าการ กกท.ยอมรับว่าประสบข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยงบฯจัดซีเกมส์อยู่ที่กว่า 2,000 ล้านบาท น้อยกว่ากัมพูชาที่ใช้งบฯกว่า 3,000 ล้านบาทในการจัดครั้งก่อน ทำให้หลายด้านต้องประหยัดตามความจำเป็น และสะท้อนปัญหาการสนับสนุนวงการกีฬาจากภาครัฐที่ยังไม่เพียงพอ

สำหรับประเด็นข้อครหาเรื่องการคัดเลือกผู้รับจัดงาน ดร.ก้องศักดชี้ ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีการลงนามสัญญากับเอกชนรายใด แต่มีการลงพื้นที่และนำเสนอคอนเซ็ปต์ร่วมกันจริง ทั้งนี้การเมืองที่เปลี่ยนบ่อยทำให้การตัดสินใจต่างๆ ผันผวนตามผู้กำหนดนโยบาย “พอการเมืองเปลี่ยน ทีมที่ชอบก็เปลี่ยน คอนเซ็ปต์ก็ต้องปรับตามผู้ตัดสินใจ” พร้อมชี้ว่าปัญหาใหญ่ของการจัดงานคือความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

ด้านเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา ผู้ว่าการ กกท.ระบุว่า เป็นปัญหาการสื่อสารระหว่างสมาคมกีฬาและนักกีฬา เพราะการจ่ายขึ้นอยู่กับการสรุปรายงานผลแต่ละรอบ และจากเดิมตั้งงบฯไว้สำหรับ 30 กีฬา แต่ภายหลังมีการเพิ่มชนิดกีฬาเป็นกว่า 50 ชนิด ทำให้ต้องใช้งบฯเพิ่มขึ้นกว่า 200 ล้านบาท แต่กองทุนกีฬายังไม่สามารถอนุมัติเพิ่มได้ ต้องรอพิจารณาในปี 2569 ส่งผลให้บางสมาคมได้เบี้ยเลี้ยงแล้ว บางส่วนยังไม่เรียบร้อย

ขณะเดียวกัน มาสคอตของซีเกมส์ยังถูกปรับเปลี่ยนหลายครั้งตามรัฐบาลในแต่ละช่วง จากปลากัด เดอะสาน 7 สี เดอะสานรูปแบบใหม่เป็นตัวธงชาติ สะท้อนความไม่ต่อเนื่องด้านนโยบายที่กระทบการเตรียมงานดร.ก้องศักดย้ำว่ารัฐมนตรีและรัฐบาลชุดปัจจุบันช่วยผลักดันแก้ปัญหาหลายอย่างทันเวลา และเชื่อมั่นว่าการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้จะสามารถเดินหน้าได้อย่างเรียบร้อย แม้จะเจออุปสรรคและเสียงวิจารณ์

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีดราม่าความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ว่าให้ไปถามนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อถามว่ามีการมองว่ากระทบภาพลักษณ์ประเทศ นายอนุทิน กล่าวว่า วันที่ 9 ธันวาคมนี้ ก็เปิดการแข่งขันแล้ว ตนจะเข้าร่วมเพราะมีการเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อถามอีกว่ามีเสียงวิจารณ์ว่าจัดแย่กว่ากัมพูชา นายอนุทิน ย้อนถามว่าใครบอก มันยังไม่เกิด เมื่อถามต่อว่า มีการด้อยค่าการทำโปสต์เตอร์ซีเกมส์ด้วยเอไอ มีความเห็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เรื่องซีเกมส์นั้น ก่อนตนเข้ามายิ่งกว่านี้

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการตั้งคำถามถึงงบประมาณ นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ2 เดือนที่แล้ว ตนเข้ามาก็ต้องเร่งเต็มที่ก็รู้ปัญหาถึงได้เร่ง ร.อ.ธรรมนัสซึ่งก็ไปทำงานหัวปั่นไปหมด ท่านไปแก้ไขสถานการณ์หลายๆเรื่อง สำหรับตนในส่วนที่เกี่ยวข้องคือที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จัดไม่ได้ ก็ต้องเร่งให้จัดสถานที่แข่งขันใหม่ ให้มีที่พักนักกีฬา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ดำเนินการเรื่องนี้อยู่ เมื่อถามว่า ต้องวัดเคพีไอรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทันวัดเดี๋ยวก็ยุบสภาฯแล้ว

‘หนู’ฮึ่ม!สแกมเมอร์สาวถึงใครจับหมด ลั่น‘รู้จักผมน้อยไป’

‘หนู’ฮึ่ม!สแกมเมอร์สาวถึงใครจับหมด  ลั่น‘รู้จักผมน้อยไป’

‘หนู’ฮึ่ม!สแกมเมอร์สาวถึงใครจับหมด ลั่น‘รู้จักผมน้อยไป’

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘หนู’ฮึ่ม!สแกมเมอร์สาวถึงใครจับหมด ลั่น‘รู้จักผมน้อยไป’ แจงร่วมถ่ายรูปคู่‘เบน สมิธ’ รูปเก่า/รับรู้จักแต่ไม่สนิท ‘บิ๊กแดง-เอกนิติ’ออกโรงโต้ เจอในงานเลี้ยง/ไม่ได้คบหา

“อนุทิน”ตอบชัดปมร่วมเฟรม“เบน สมิธ”รับรู้จักแต่ไม่สนิท เป็นรูปเก่า บอกสื่อก็รู้ว่าใครปล่อย ยันถ้าสนิททำไมไม่ได้สัญชาติ ชี้เป็นเหตุต้องพ้น มท.โต้“โรม”รู้จักผมน้อยไป หลังวิจารณ์ไม่ตั้งใจปราบสแกมเมอร์ “บิ๊กแดง”แจงภาพหลุดร่วมเฟรม“เบน สมิธ”ลั่นภาพเมื่อปี’57 แค่ร่วมโต๊ะอาหาร ด้าน“เอกนิติ”ระบุ แค่เจอกันในงานเลี้ยง แต่ไม่ได้คบหา หลังจากนี้ใครขอถ่ายรูปจะระวังให้มากขึ้น ขณะที่เพจดังงัดภาพ “ทักษิณ”ร่วมโต๊ะอาหาร“เบน สมิธ”ตอกหน้าแฟนคลับพรรคแดง ระบุ ระวังย้อนเข้าตัวเอง

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีปรากฏภาพถ่ายร่วมกับ นายเบน สมิธ นักธุรกิจที่ถูกสหรัฐจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ และอยู่ในเครือข่ายที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดทรัพย์ ว่า สื่อก็เห็นอยู่แล้วว่าภาพดังกล่าวถ่ายเมื่อไหร่ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ตนไปแถลงข่าวเรื่องการยึดทรัพย์สแกมเมอร์ สื่อก็ถามว่าใครมีเส้นมีสายตนก็พูดชัดเจนว่า หากไปถึงใคร ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

ยันสาวถึงใครก็จับคนนั้น

เมื่อถามว่าจะออกหมายจับนายเบน สมิธ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถึงใครก็โดนคนนั้น และเรื่องการออกหมายจับหรือไม่นั้นต้องไปถามตำรวจ เส้นเงินถึงใครก็คนนั้น ตนถึงบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม

เมื่อถามว่ารู้จักกับนายเบน สมิธหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “รู้จักๆ แต่ไม่สนิท และภาพที่ปรากฏคือการเจอกันครั้งแรก”เมื่อถามว่าการเจอครั้งนั้นนายเบน สมิธ บอกหรือไม่ว่าทำธุรกิจอะไร นายอนุทิน ส่ายหน้าพร้อมบอกว่า เป็นคนที่คุยกันในลักษณะเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ถามว่ารู้จักหรือไม่ก็รู้จัก และหลังจากนั้นก็เจอกันตามงานก็ทักทาย

รับเป็นเหตุผลที่พ้นรมต.มหาดไทย

เมื่อถามว่า เคยเจอกันกี่ครั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า โอ้โห ถามอะไรขนาดนั้น ก่อนย้อนถามสื่อว่า เจอเองกี่ครั้งหมายความว่าอย่างไร เขาก็มีแวดวงเจอในงานประมาณ 5-6 ครั้ง

เมื่อถามว่าแสดงว่านายเบน สมิธ รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองเยอะใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สื่อก็เห็นจากรูปแล้ว ทำไมจะมาเอากับเรื่องรูปที่ถ่ายเป็น10 ปี

เมื่อถามว่าการปรากฏภาพดังกล่าวเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วแต่คิด ปกติแล้วตนไม่ได้ติดต่อและไม่ได้มีธุรกิจร่วมกับนายเบนสมิธ และจำไม่ได้หรือที่เขาไม่ได้สัญชาติไทยเสียที

เมื่อถามว่าเรื่องนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ถูกปลดจากรัฐมนตรีมหาดไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ใช่ ก็ว่าเป็นหนึ่งเหตุ เป็นหนึ่งในข้อหาที่ผมโดนขอให้ออกจากรัฐมนตรีมหาดไทย แต่ยืนยันไม่ใช่เป็นการปลดจากรัฐบาล ตอนนั้นเป็นการให้ผมไปเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข แต่ผมไม่เอาเขาไม่ได้ปลดผมออกจากรัฐบาล ผมถอนตัวเอง”

ลั่น“คุณรู้จักผมน้อยไป”

เมื่อถามว่าพยายามกู้ภาพรัฐบาลจากปัญหาน้ำท่วม ด้วยการปราบสแกมเมอร์แต่การปล่อยภาพนี้ออกมาเหมือนพยายามจะดึงลงเหวไปด้วยกัน นายอนุทิน กล่าวว่า คิดวิเคราะห์และแยกเรื่องให้ถูก

เมื่อถามย้ำว่าทราบหรือไม่ว่าใครเป็นคนปล่อยภาพดังกล่าวออกมา นายอนุทิน ตอบว่า รู้หมด สื่อก็รู้

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชนออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการรู้จักกับนายเบน สมิธ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่อยากแก้ปัญหาสแกมเมอร์ นายอนุทินย้อนถามสื่อว่า “โอ้โหนี้อ่ะนะที่ไม่แก้เรื่องสแกมเมอร์You know me little go (คุณรู้จักผมน้อยไป)”

แจงเป็นภาพเก่าเมื่อปี’57ที่สิงคโปร์

นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้กล่าวในช่วงหนึ่งของรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ถึงกรณีภาพที่นายอนุทินมีภาพ ร่วมเฟรมกับ นายเบน สมิธ ว่า ตนมีโอกาสคุยกับ นายอนุทิน ถามว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง นายอนุทิน บอกว่าเป็นภาพเก่าเมื่อปี 2557 จำได้คร่าวๆ หมายความว่าหลังรัฐประหาร เมื่อปี 2557 มีการเดินทางไปสิงคโปร์ แล้วก็ไปเจอกับคณะของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่1และได้เจอ นายเบน สมิธ ซึ่งก็จำได้ และจนมาเป็นข่าววันนี้ก็จำได้ว่าคนนี้คือนายเบน สมิธ แต่ยืนยันว่าไม่ได้คบหาก็รู้ตั้งแต่มีการอภิปรายถึงนายเบน สมิธ ตนก็รู้ และก็เป็นคนที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีความพยายามขอสัญชาติไทย และตนในฐานะรมว.มหาดไทย ก็ไม่ได้อนุญาตให้สัญชาติกับนายเบน สมิธ แต่อย่างใด นี่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่จะยืนยันว่าไม่ได้มีการคบค้า และตนก็สงสัยด้วยซ้ำไปว่า หลังจากนั้นอาจจะเป็นส่วนที่ทำให้ถูกผลักออกจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ จากกรณีที่ไม่ได้ให้สัญชาติกับนายเบน สมิธ

นายอนุทิน ยังระบุอีกว่า ปี2557 มันยังไม่มีประเด็นสแกมเมอร์เกิดขึ้นเลย และไล่เหตุการณ์ว่ามีการพบปะกัน นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน แต่ไม่ได้มีการคบหา สิ่งที่จะพิสูจน์ก็คือในรัฐบาลตน ก็มีการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ และนายยิมเลียกตลอดจนสั่งให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย

“บิ๊กแดง”ชี้ไม่ได้สนิท-แค่รู้จักผิวเผิน

ล่าสุดนายสรยุทธ กล่าวในช่วงหนึ่งของรายการสรยุทธ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ เมื่อจู่ๆ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ส่งข้อความและคำชี้แจงมาหาในไลน์ส่วนตัว โดยระบุว่า“ผมได้เห็นภาพและขอชี้แจงตามนี้ว่า ภาพแรกเป็นภาพปี 2557 ขณะเรียนหลักสูตร วปอ.และเดินทางไปดูงานที่สิงคโปร์ มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักนายเบน สมิธ เป็นนักธุรกิจและมารับประทานอาหาร ซึ่งยังจำได้ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล พูดในตอนนั้นว่า อเมริกันแชร์ คือทุกคนจ่ายค่าอาหารทุกคน ไม่มีใครเลี้ยงภาพอีกภาพเป็นรูปงานแต่งของลูกสาว และคนมาร่วมงานเยอะ ยืนยันส่วนตัวไม่ได้สนิทหรือคบหากับนายเบน สมิธ เป็นการรู้จักแบบผิวเผินกับนายเบน สมิธ”

“เอกนิติ”แจงแค่เจอกันในงานเลี้ยง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวชี้แจงกรณีปรากฎภาพถ่ายคู่กับ นายเบน สมิธ ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ โดย นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการ ความว่า ภาพที่ปรากฎเป็นงานเลี้ยงหลักสูตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น่าจะเป็นช่วงหลังจากโควิดตนไปในฐานะที่ปรึกษาและอาจารย์ของหลักสูตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รุ่นหนึ่งมีร้อยกว่าคน แต่ไม่รู้จักทุกคน เป็นอาจารย์ไปบรรยาย แล้วเวลามีงานเลี้ยงหรือกิจกรรมก็จะเชิญอาจารย์ไปด้วย แต่ไม่รู้ว่า เบน สมิธ เป็นนักเรียนร่วมรุ่นหรือแขกที่เชิญมา

นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องชี้แจงว่าจำไม่ได้เลยว่าพูดคุยอะไรกัน เพราะเป็นปกติในงานเลี้ยงที่พบปะพูดคุย วันนี้ยังจำไม่ได้เลย แต่พอเห็นรูปถึงนึกออก น่าจะเป็นช่วง 5-6 ปีที่ แล้วเนื่องจากมีหน้ากากอนามัยแขวนอยู่ แต่ยืนยันไม่ได้คบหานายเบน สมิธ แน่นอน

จากนี้ใครขอถ่ายรูปจะระวังให้มากขึ้น

เมื่อถามว่าตอนอภิปรายเรื่อง นายเบน สมิธ พอนึกออกไหม นายเอกนิติ กล่าวว่า พอเขาดังขึ้นมาก็นึกออก แต่ตอนนั้นจำไม่ได้ ก็มีคนมาแลกนามบัตรในงานเลี้ยง

“ผมตรงไปตรงมา ตอนนี้ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น ตอนนี้ไปงานเลี้ยง ไปงานสัมมนา ก็มีคนมาขอถ่ายรูป ก็ต้องระวังมากขึ้น ผมเองก็ไม่มีภาพนี้ คือในทุกหลักสูตรก็มีคนมาขอถ่ายรูป”นายเอกนิติ กล่าว

เพจดังโพสต์“แม้ว”ร่วมโต๊ะ“เบน สมิธ”

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลังปรากฏภาพนายเบน สมิธ ถ่ายร่วมเฟรมกับ นายอนุทินชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก, นายอุปกิต ปาจรียางกู อดีต สว.และ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจThailand FACT Today ที่มีผู้ติดตาม 5.3 แสนรายบนเฟซบุ๊ก ได้โพสต์ภาพถ่ายนายทักษิณ ชินวัตร ร่วมรับประทานอาหารกับเบน สมิธและร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ถูกเผยแพร่ไปก่อนหน้านี้

ตอกกองเชียร์ระวังย้อนเข้าตัว

เฟซบุ๊กเพจThailand FACT Today ยังได้ระบุข้อความว่า ระวัง มันจะย้อนเข้าตัวกองเชียร์พรรคหนึ่ง ได้ทีด่านายกฯ พยายามจับเชื่อมโยงกับ เบน สมิธ จากภาพถ่ายแสนโบราณ อายุร่วม10ปี ยุคที่โลกยังไม่รู้จักสแกมเมอร์ด้วยซ้ำและวันนั้น เบน สมิธ ก็เป็นคนหนึ่ง ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จักเช่นกันโดยหลงลืมไปว่า รัฐบาลนายกฯคนนี้แหละ ที่ไล่ยึดทรัพย์เครือข่ายเบน สมิธ แถมปฏิเสธให้สัญชาติไทยกลับกันขณะที่แฟนคลับพรรคนั้น อาภาพเก่ามาผูกโยงเขารู้ไหมว่า มันมีภาพใหม่กว่านั้นมากเป็นภาพของผู้มากบารมีของพรรคเพื่อไทย อยู่กับเบน สมิธ และภาพนี้ มีอายุไม่เกิน1ปีภาพนี้ เกิดขึ้นในวันที่โลกรู้แล้วว่า เบน สมิธ เป็นใคร ทำธุรกิจอะไรแต่ผู้มากบารมีทางการเมืองคนนั้น ก็ยังไปนั่งร่วมโต๊ะเจรจา จนปรากฏภาพออกมาแฟนคลับพรรคนั้น จะว่าอย่างไรบ้างนะ

‘นายกฯ’ย้ำ!ไม่มีปัจจัยบอกเหตุ ก็ต้องมีแผนป้องกัน โดยเฉพาะ’แนวชายแดน’

'นายกฯ'ย้ำ!ไม่มีปัจจัยบอกเหตุ ก็ต้องมีแผนป้องกัน โดยเฉพาะ'แนวชายแดน'

‘นายกฯ’ย้ำ!ไม่มีปัจจัยบอกเหตุ ก็ต้องมีแผนป้องกัน โดยเฉพาะ’แนวชายแดน’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.12 น.

นายกฯย้ำไม่มีปัจจัยบอกเหตุ ก็ต้องมีแผนป้องกัน โดยเฉพาะตามแนวชายแดน มั่นใจผู้ว่าฯดูแลได้ หากอยู่ในช่วงยุบสภา ปฎิเสธข่าวการเจรจาที่ออตตาวาไม่เป็นผล

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่โรงเรียนนิคมสร้างตนเอง 1 จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังมอบนโยบายในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัด และดูการสาธิตสถานการณ์สมมุติ หากมีเหตุปะทะแนวบริเวณพื้นที่แนวชายแดน ของ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ว่า ก็เป็นหนึ่งในแผนเผชิญเหตุของผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีชายแดนติดอยู่กับประเทศกัมพูชา ซึ่งมีทั้ง จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว จันทบุรี และ จ.ตราด และตรงกับที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ไป ที่ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความพร้อมไหม ซึ่งนี่คือการฝึกใช้แผนพิทักษ์แนวหลัง เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายกองทัพที่จะต้องไปดูแลชายแดน จะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง เพราะฝ่ายหลังจะมีทีมสนับสนุนในการดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความปลอดภัย

เมื่อถามว่า ไม่ได้มีสัญญาณบอกเหตุจากฝ่ายความมั่นคงใช่หรือไม่ ว่าจะมีสถานการณ์อะไรจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ นายอนุทิน กล่าวว่า สัญญาณบอกเหตุ มันก็มีมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ซึ่งเราต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลา และยึดหลักระวัง ตั้งสงบ เตรียมรบให้พร้อมสรรพ ช่วงเวลาที่เหมาะสมจะมีการระดมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งคือผู้คอยให้การบริการประชาชนในชุมชน ถือว่าเป็นมือไม้สำคัญ ทั้งกองทัพ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กองอาสารักษาดินแดน (อส.) เพราะฉะนั้นเราต้องให้ความมั่นใจ ว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับความปลอดภัยอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า แสดงว่าในวันนี้เรายังไว้ใจกัมพูชาไม่ได้ใช่หรือไม่ว่าเขาจะเปิดอีกเมื่อไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องมีความพร้อมตลอดเวลา ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีบทสรุป เราคงไม่ได้พูดถึงความไว้ใจ หรือไม่ไว้ใจ แต่เราต้องเตรียมในเรื่องของความพร้อมของเราเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ทุกคนคงเห็นว่ามีความพร้อม แต่ความพร้อมไม่ได้ไปรบกับเขาอย่างเดียว แต่พร้อมในการที่จะเผชิญเหตุอย่างไร สิ่งแรกคือการเตรียมการอพยพพี่น้องประชาชนให้ไปในจุดที่ปลอดภัย เช่น ศูนย์พักพิงต่างๆ ที่จัดตั้งไว้ และในโรงเรียนต้องมีการจัดทำหลุมหลบภัย ซึ่งทำไว้ทุกๆ โรงเรียนแล้ว ในเขต 7 จังหวัด และมีการซักซ้อม แม้กระทั่งให้นักเรียนต้องซ้อมเผชิญเหตุการณ์ว่าถ้าเกิดจริงจะต้องทำอย่างไร และการสนับสนุนทุกอย่างหลังจากที่เกิดเหตุแล้วเราจะต้องเร่งดำเนินการอย่างไรให้เกิดความพร้อมสูงสุด โดยเฉพาะชาวบ้านต้องมีอาหารครบ ต้องมีที่นอน หมอน มุ้ง ครบ และต้องมีอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการดำรงค์ชีพ โดยเราเคยทำมาแล้วในช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค.68 ซึ่งตอนนั้นเหตุการณ์จริงยังไม่มีการซ้อมแบบนี้ ตอนนี้เราก็ใช้เหตุการณ์นั้นมาเป็นรูปแบบถอดบทเรียนออกมา และทำเป็นขั้นตอนและกระบวนการ หากเกิดเหตุตรงไหนเราก็สนับสนุนซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่า ในส่วนของรัฐบาลช่วง 31 ม.ค.68 จะต้องยุบสภา หากช่วงนั้นเกิดเหตุอะไรขึ้นมาก็ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้ไม่เกี่ยว ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้ยุบไปกับเขาด้วย เพราะผู้ว่าฯ เป็นฝ่ายที่รับผิดชอบควบคุมสถานการณ์ หากมีสถานการณ์ไม่ดีจริง ผู้ว่าฯ ก็ประกาศให้เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน ซึ่งเขามีอำนาจที่จะอำนวยการสถานการณ์ในจังหวัดของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลให้การสนับสนุน

“สมมติว่าเกิดมีอะไรในช่วงที่หลังยุบสภาแล้วยังไม่เลือกตั้ง ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลก็ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน รัฐบาลก็มีอำนาจอย่างเต็มที่ในการเข้าสนับสนุนหรือระงับเหตุการณ์นั้น ซึ่งมีอะไรที่ต้องกังวล ประเทศไม่มีวันที่จะขาดรัฐบาล ซึ่งมีเหตุการณ์ที่ต้องการการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ฉุกเฉินก็จะมีรัฐบาลในการบริหารประเทศตลอดเวลา” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า แนวทางการเจรจาที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ไปประชุมล่าสุดที่ออตตาวา เหมือนพยายามประท้วงแต่ไม่เป็นผล ในเรื่องของการเจรจา นายอนุทิน ถามกลับว่า รู้ได้ไงว่าไม่เป็นผล นายสีหศักดิ์บอกตนว่ามีขั้นตอนในการดำเนินการเจรจาอย่างชัดเจน

ถามย้ำว่า เห็นว่าตั้งอนุกรรมการไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า จะตั้งได้ไม่ได้เราก็มีอธิปไตยของเรา เราก็มีสิทธิ์ที่จะทำรายงานไป เราลงนามในสนธิสัญญาออตตาวา คือเรื่องของการเก็บกู้วัตถุระเบิด และเราใช้คำว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ด้วยหลักมนุษยธรรม หมายความว่า ถ้าฝ่ายเก็บกู้วัตถุระเบิด เห็นทุ่นระเบิดที่ไหนจะไม่ถามว่าเป็นของใคร เพราะเจอตรงไหนเก็บตรงนั้น และถ้าเกิดว่าถูกต่อต้าน หรือว่าถูกหยุดหรือระงับไม่ให้ทำ เขาก็มีแผนเผชิญเหตุ

เมื่อถามว่า หมายความว่าเราก็ต้องเก็บกู้ตามที่เข้าในภาคีของสัญญาออตตาวาอยู่ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องปฏิบัติตามกติกา เพื่อที่จะได้ให้คนเห็นอย่างชัดเจนว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำ เราเป็นประเทศที่มีประชากรมาก และเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่า เพราะฉะนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ใช้ความได้เปรียบเหล่านี้ในการไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นเรามีหลักเกณฑ์ที่ต้องยึดถืออยู่ แต่ถ้าวันนี้เกิดมีการทำร้ายคนของเราหรือรุกล้ำเข้า รวมถึงการยิงลูกกระสุนหรือแม้แต่จรวจเข้ามาในประเทศเรา เราก็พร้อมที่จะตอบโต้ทุกรูปแบบ ตนไม่สามารถพูดอะไรที่เป็นการยั่วยุได้ แต่ว่าตนได้รับการยืนยันจากกองทัพ และได้หารือพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ ทุกท่านมีความพร้อมที่จะปฏิบัติการรักษาอธิปไตยไทยอย่างเต็มที่มีแผนทุกอย่างไว้

เมื่อถามว่า กองทัพรายงานเรื่องของการตัดถนนล่าสุดของกัมพูชาในหลายพื้นที่ในแทบอีสานใต้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ในรายละเอียดเขามีหลักในการดำเนินการ และเรายังพูดคุยในลักษณะทวิภาคีอยู่และมีการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ตรงไหนที่มันไม่ถูกต้อง เราก็ยกขึ้นมา ซึ่งยืนยันว่า ตอนนี้เท่าที่ทราบทุกอย่างก็ยังเป็นไปในทิศทางที่ยังเจรจากันได้อยู่

‘อภิสิทธิ์’นำทัพ’ปชป.’ อ้อนชาวระยองขอโอกาสกลับมาทำงาน

'อภิสิทธิ์'นำทัพ'ปชป.' อ้อนชาวระยองขอโอกาสกลับมาทำงาน

‘อภิสิทธิ์’นำทัพ’ปชป.’ อ้อนชาวระยองขอโอกาสกลับมาทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.02 น.

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) , นายสาธิต ปิตุเตชะ พร้อมด้วย นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความชื่อดัง ว่าที่ผู้สมัคร สส.ระยอง เดินทางมายังห้องประชุมหอการค้าจังหวัดระยอง ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อร่วมประชุมกับผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ในพื้นที่ จ.ระยอง รับฟังปัญหาต่างๆ โดยการประชุมดังกล่าวมีผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ในหลายภาคส่วนเข้าร่วมประชุม เช่น ประธานบริหารและคณะกรรมการด้านการท่องเที่ยว, สมาคมโรงแรม, สมาคมประมงฯ

ภายหลังการประชุม นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ชาว จ.ระยอง และภาคตะวันออก มีความผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์มานาน ก่อนหน้านี้ทุกจังหวัดภาคตะวันออก จะมี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ทุกพื้นที่ หากเป็นไปได้อยากจะกลับมาเห็นภาพนั้นอีกครั้ง เพื่อทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปพบปะประชาชนชาว จ.ระยอง ที่ตลาดลุงหนู ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง เพื่ออ้อนชาว จ.ระยอง ขอโอกาสกลับมาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนอีกครั้ง ซึ่งการลงพื้นที่ดังกล่าว ประชาชนต่างส่งเสียงต้อนรับ ขอถ่ายรูป บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

– 006

เหน็บ!ระดับสูงไม่พอ ‘อนุทิน’บอก’สุริยะ-ศึกษิษฏ์’ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา

เหน็บ!ระดับสูงไม่พอ 'อนุทิน'บอก'สุริยะ-ศึกษิษฏ์'ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา

เหน็บ!ระดับสูงไม่พอ ‘อนุทิน’บอก’สุริยะ-ศึกษิษฏ์’ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.42 น.

“อนุทิน”บอก”สุริยะ-ศึกษิษฏ์”ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา เหน็บ!ระดับสูงไม่พอ”ร่วมวงคุย” ยันภาพถ่ายคู่”ทักษิณ”ก็มีเยอะ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เชื่อว่านายอนุทินมีความสนิทสนมกับ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ มากกว่าเป็นเพื่อนของเพื่อน พร้อมทั้งบกพร่องในหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้ต้องปลดจากตำแหน่ง ว่า นายสุริยะเวลาที่ท่านนั่งรถกับตนเวลาเดินทางไปต่างประเทศ ท่านก็ชื่นชมตนแล้วชื่นชมอีก เชื่อว่าลึกๆ นายสุริยะก็ทราบว่าพวกเราทำงานกันอย่างไร ตนเคารพท่าน ซึ่งนายสุริยะกับตนไม่เคยมีปัญหาอะไรกันเลย เจอกันเมื่อไหร่ท่านก็ชื่นชมว่าเป็นนักการเมืองที่เติบโตเร็ว ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ย้อนถามว่า “ท่านสุริยะกับใครนะ อ่อ โฆษก” ก่อนยิ้มแล้วกล่าวต่อว่า ทั้งสองท่านไม่ได้อยู่ในวงสนทนา การสนทนาระดับผมต้องระดับสูงขึ้นไป ดังนั้น ทั้งสองท่านคงไม่รู้เรื่องอะไร และตนจะไปเถียงท่านทำไม ตนเคารพท่านจะตายกับนายสุริยะ

“ผมก็มีภาพถ่ายคู่กับท่านทักษิณตั้งเยอะ ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีการปล่อยภาพออกมาในช่วงเวลานี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้มองอะไรเลย เป็นเรื่องไร้สาระสำหรับตน เรื่องที่มีสาระของตนคือการเตรียมความพร้อมในการดูแลพี่น้องประชาชน และวันนี้ที่มาภาคอีสานก็มาดูแลพี่น้องประชาชนที่เกิดจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา อีกวันสองวันก็จะลงไปดูแลพี่น้องประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัย เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่คิดแล้วทำแล้ว เกิดประโยชน์ต่อประชาชนทันที ซึ่งเขาต้องการความช่วยเหลือจากเรา และต้องการสิ่งที่เราตัดสินใจ

เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่ได้กังวลว่าจะกระทบต่อเสียงของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคยกังวลเลยในเรื่องนี้ การที่จะรู้จักหรือถ่ายรูปกับใคร เดี๋ยวนี้ไปนั่งกินข้าวต้ม กินก๋วยเตี๋ยว ถ้าเก็บคนละ 20 บาท ก็กินฟรีหลายมื้อเลย เนื่องจากคนดีใจเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย เขาเห็นเราเป็นผู้นำของเขา แล้วเราก็ต้องถ่ายรูปกับเขา เพราะเขาเป็นประชาชนของเรา วันดีคืนดี มีใครบอกว่ามีรูปแบบนี้ขึ้นมาแล้วเขาไปทำผิดอะไร ตนก็ไม่อาจทราบได้ แต่กรณีรูปที่ปรากฏขึ้นตนกับ นายเบน สมิธ มีผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายคน ปีอะไรต้องดูก่อน ราวๆ ปี 2557 – 2558 ตนยังไม่เป็นอะไรเลย และถ้าว่ากันจริงๆ ขณะนั้นธุรกิจสแกมเมอร์ก็ยังไม่มี และทุกวันนี้การสืบขยายผล ตนได้บอกไปแล้วว่าถึงใครก็ต้องดำเนินการคนนั้น อย่าว่าแต่ถึง เบน สมิธ

จังหวะนี้นายกรัฐมนตรีได้หันมาที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับแซวว่า ถ้ามาถึงท่านภราดรเมื่อไหร่ก็ไม่เลี้ยงเหมือนกัน ดังนั้น ต่อให้ไปถ่ายรูปกับใคร ต่อให้ยืนกอดคอถ่ายรูปด้วย แต่ถ้าพรุ่งนี้เขาบอกว่ามีเงินของเครือข่ายจีนเทาเข้ามาเกี่ยวข้อง ตนก็จะบอกว่า “น้องขอให้โชคดี อยากกินอะไรบอก เดี๋ยวพี่ไปเยี่ยม”

เมื่อถามว่า ได้เจอกับ นายเบน สมิธ ในลักษณะแบบนี้กี่ครั้ง นานอนุทิน กล่าวว่า ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เจอกัน ก็มีการแนะนำกันได้รู้ว่าเป็นนักธุรกิจใหญ่ เป็นธุรกิจอินเวอร์เตอร์ ในประเทศไทยมีอินเวสเตอร์มากมาย แต่เราไม่อาจดูได้ว่าเขาทำธุรกิจอะไร แม้กระทั่งวินาทีนี้ตนก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเป็นนักลงทุนที่มาลงทุนในประเทศไทยระยะหนึ่ง

“ทุกอย่างอยู่ที่เจตนาเราอยู่แล้ว นักธุรกิจจะใหญ่จะเล็ก ถ้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล หรือเจอที่ห้องบอลรูมในโรงแรมงานแต่งงาน ถ้าเขามาขอถ่ายรูปผมก็ต้องถ่ายหมด ถ่ายไปถ้าเขาไปทำผิดกฎหมายเมื่อไหร่ก็ดำเนินการ” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าย้ำว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าทำไมถึงมีการปล่อยรูปในช่วงนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครปล่อย”

เมื่อถามว่า กว่าจะถึงวันเลือกตั้งคิดว่าจะเจอการดิสเครดิตอีกเยอะหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย การเมืองมันเป็นแบบนี้แล้ว แต่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยทำแบบนี้ พวกตนก็โดนมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่มันก็โตขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ตนอยู่กับประชาชน ไม่เสียเวลาอยู่กับสิ่งที่มันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง

‘ภูมิใจไทย’ซัดกลับ‘เพื่อไทย’ อย่าแกล้งตาบอด ปีนี้ใครถ่ายรูปกับ‘เบน สมิธ’

‘ภูมิใจไทย’ซัดกลับ‘เพื่อไทย’ อย่าแกล้งตาบอด ปีนี้ใครถ่ายรูปกับ‘เบน สมิธ’

‘ภูมิใจไทย’ซัดกลับ‘เพื่อไทย’ อย่าแกล้งตาบอด ปีนี้ใครถ่ายรูปกับ‘เบน สมิธ’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.09 น.

“ภูมิใจไทย”ซัดกลับ”เพื่อไทย” อย่าแกล้งตาบอด ปีนี้ใครถ่ายรูปกับ”เบน สมิธ” ยัน”อนุทิน”แค่รู้จัก-ไม่สนิท ลั่นผลงานประจักษ์ ยึดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์กว่าหมื่นล้าน แต่บีบพ้น”มท.1″เหตุไม่ให้สัญชาติใครหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาตั้งข้อสังเกตภาพถ่าย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมเฟรมกับ เบญจมิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ แม้จะชี้แจงว่าเป็นรูปเก่า และบอกว่าเคยเจอกัน 5 – 6 ครั้ง แสดงว่าความสัมพันธ์คงไม่ใช่แค่การเจอกันผ่านๆ ในงาน และรูปเหล่านี้เกี่ยวโยงกับความล่าช้าในการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของรัฐบาลหรือไม่ ว่า ในเรื่องภาพถ่ายนั้นทางสำนักข่าวต่างๆ รวมถึงนายกรัฐมนตรีก็ออกมายืนยันแล้วว่าเป็นการถ่ายนานแล้ว และเป็นความสัมพันธ์ที่รู้จักกันในฐานะเพื่อนของเพื่อน เจอกันตามงานก็ทักทายตามปกติ ส่วนกรณีของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงว่าเป็นภาพเมื่อ 5 ปี เป็นอาจารย์ไปบรรยายในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไม่ได้รู้จักกันแต่อย่างใด

“เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ก็ได้แถลงใหญ่ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์กว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าทำไมรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นว่าจะยึดอะไรจากคนพวกนี้ได้ อีกทั้งยังมาบีบนายอนุทิน ให้ออกจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ไปเป็น รมว.สาธารณสุข แทน เป็นเพราะนายอนุทิน ไม่เซ็นสัญชาติให้ใครบางคนหรือไม่ นอกจากนี้ ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่แกล้งตาบอด ก็จะเห็นว่า ล่าสุดมีภาพถ่ายว่ามีใครไปนั่งกินข้าวกับ นายเบน สมิธ ซึ่งเป็นรูปในปีนี้เอง สดๆ ร้อนๆ ทำไมโฆษกพรรคเพื่อไทยหรือคนเพื่อไทย ไม่ออกมาพูดบ้าง” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีทีออกมาระบุว่า สาเหตุที่นายอนุทิน พ้นจาก รมว.มหาดไทย เพราะทำงานไม่เป็น ตั้งแต่การตัดน้ำตัดไฟคอลเซ็นเตอร์ที่ล่าช้า รอการตัดริบบิ้น ไม่ใช่มาจากเรื่องการให้สัญชาติ ว่า ตรงนี้ก็อยากให้โฆษกพรรคเพื่อไทย ช่วยไปย้อนดูข้อเท็จจริงก่อนว่า ในขณะนั้นใครเป็นประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพราะกระทรวงมหาดไทย จะต้องได้รับคำสั่งจาก สมช.ก่อน ถึงจะไปตัดน้ำตัดไฟได้ และเมื่อถึงเวลาตัดน้ำตัดไฟแก๊งสแกมเมอร์ ก็เห็นมีบางพรรค แห่กันไปตัดริบบิ้นออกสื่อกัน

“ส่วนเรื่องที่บอกว่านายกรัฐมนตรีบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ซึ่งตอนนี้ประชาชนหลายแสนคนแช่น้ำอยู่ 4 เดือนแล้ว ก็อยากจะบอกว่า หากย้อนไปช่วงนั้นเป็นรัฐบาลชุดไหนที่เข้ามาทำงาน ในขณะที่ นายอนุทินเข้ามาเพียง 2 เดือน ก็แก้ปัญหาทุกอย่าง” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

สรรเพชญ ผนึกเทศบาลนครสงขลา-เยาวชน ฟื้นฟูหลังน้ำลด

สรรเพชญ ผนึกเทศบาลนครสงขลา-เยาวชน ฟื้นฟูหลังน้ำลด

สรรเพชญ ผนึกเทศบาลนครสงขลา-เยาวชน ฟื้นฟูหลังน้ำลด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.08 น.

เร่งฟื้นฟูสงขลา!’สรรเพชญ‘ผนึกเทศบาลนครสงขลาเยาวชนหลายสถานศึกษา ร่วมฟื้นฟูเมืองเก่าสงขลาหลังน้ำท่วมใหญ่

4 ธ.ค. 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับเทศบาลนครสงขลา จัดกิจกรรม “รวมใจเยาวชน ฟื้นฟูเมืองเก่าสงขลา” เพื่อเร่งคืนความสะอาดและความสวยงามให้พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ หลังได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยที่ผ่านมา

กิจกรรมครั้งนี้มีเยาวชนจากหลายสถานศึกษาเข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ

– โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา
– โรงเรียนเทศบาล 5 วัดหัวป้อมนอก
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.)

เยาวชนและอาสาสมัครร่วมกันเก็บขยะ ล้างถนน และทำความสะอาดในย่านเมืองเก่าสงขลาอย่างทั่วถึง เพื่อให้เมืองกลับมาพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัด

นายสรรเพชญกล่าวว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการฟื้นฟูพื้นที่แต่ยังสะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาช่วยบ้านเมืองในยามวิกฤต พร้อมเดินหน้าทำให้สงขลากลับมามีชีวิตชีวาเช่นเดิม 

นายกฯลงนามยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินสงขลา หลังน้ำลด-สถานการณ์คลี่คลาย มีผลตั้งแต่ 5 ธ.ค.

นายกฯลงนามยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินสงขลา หลังน้ำลด-สถานการณ์คลี่คลาย มีผลตั้งแต่ 5 ธ.ค.

นายกฯลงนามยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินสงขลา หลังน้ำลด-สถานการณ์คลี่คลาย มีผลตั้งแต่ 5 ธ.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.39 น.

นายกฯลงนามยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินสงขลา หลังน้ำลด-สถานการณ์คลี่คลาย มีผลตั้งแต่ 5 ธ.ค.เป็นต้นไป พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงนามประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ซึ่งประกาศไว้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 หลังสถานการณ์มหาอุทกภัยคลี่คลายลง จากการที่น้ำลดลงและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชนและได้รับความร่วมมือร่วมใจจากภาคประชาชน จนหน่วยงานรัฐ รวมถึงฝ่ายปกครอง ฝ่ายสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องสามารถบังคับใช้มาตรการตามที่กำหนดในกฎหมายต่างๆ ได้ตามปกติแล้ว

ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้ กำหนดให้ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่ออกภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมดสิ้นสุดลง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

“แม้สถานการณ์ได้คลี่คลายลง จนแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ในระดับที่พ้นขีดอันตราย รัฐบาลยังคงเดินหน้าดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูความเสียหายของประชาชน พื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ โดยในวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามการเยียวยาและฟื้นฟูประชาชนในพื้นที่ต่อไป” นายสิริพงศ์ กล่าว

– 006

นักวิชาการ มธ. ได้รับเลือกเป็น People of ACM คนแรกในไทย-อาเซียน ในฐานะผู้มีส่วนขับเคลื่อนวงการคอมพิวเตอร์โลก

นักวิชาการ มธ. ได้รับเลือกเป็น People of ACM คนแรกในไทย-อาเซียน ในฐานะผู้มีส่วนขับเคลื่อนวงการคอมพิวเตอร์โลก

นักวิชาการ มธ. ได้รับเลือกเป็น People of ACM คนแรกในไทย-อาเซียน ในฐานะผู้มีส่วนขับเคลื่อนวงการคอมพิวเตอร์โลก

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.03 น.

“นักวิชาการธรรมศาสตร์” คนแรกในไทย – อาเซียนที่ได้รับเลือกให้เป็น “People of ACM” บุคคลผู้มีส่วนผลักดัน – ขับเคลื่อนอนาคต “วงการคอมพิวเตอร์โลก” หลังทำโครงการวิจัยพัฒนาศักยภาพ “ด้านประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง” ในการใช้ “ซูเปอร์คอมพิวเตอร์” ให้ประชาชนกว่า 300 คน ในภาคเหนือ เชื่อมโยงขุมพลังเทคขั้นสูงสู่ท้องถิ่น เพื่อใช้สร้างนวัตกรรมแก้ไขปัญหาพื้นที่

ผศ. ดร.วรวรรณ ดีอัซ การ์บาโย (มะเริงสิทธิ์) อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์ลำปาง ได้รับคัดเลือกจากองค์กรวิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Association for Computing Machinery (ACM) ให้เป็นหนึ่งใน People of ACM ประจำปี 2025 หรือบุคคลที่มีส่วนในการผลักดันและขับเคลื่อนอนาคตของวงการคอมพิวเตอร์ของโลก ซึ่งถือเป็นคนแรกของประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน

สำหรับผลงานของ ผศ. ดร.วรวรรณ ที่นำไปสู่การได้รับการคัดเลือก คือการขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ประโยชน์ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ จากโครงการวิจัยระบบนิเวศสำหรับการพัฒนากําลังคนทักษะเชี่ยวชาญด้านการคํานวณสมรรถนะสูงเพื่อเสริมความพร้อมรับความท้าทายท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นนำ หรือย่อว่า HPC Ignite ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพด้านการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง (High Performance Computing: HPC) ให้กับประชาชนทั่วไป 373 คนใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการนำทักษะที่ได้ไปพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ หรือแก้ไขปัญหาของพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) และ มธ.

ผศ. ดร.วรวรรณ กล่าวว่า การมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ คือการเสริมอำนาจการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะช่วยให้คำนวณหลายสิ่งอย่างได้เร็วขึ้น นำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์เร็วขึ้น หรือเกิดผลได้เร็วขึ้น ตัวเช่น Google Deepmind ที่ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ค้นหาองค์ความรู้ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้เวลาสะสม 800 ปี ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 17 วัน อย่างไรก็ตาม การเสริมอำนาจนี้ไม่ได้ต้องการแค่เครื่อง แต่ยังต้องการคนที่จะใช้งานด้วย และไทยเองก็มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่มีคนที่ใช้เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ดังนั้นจึงนำมาสู่การริเริ่มโครงการนี้ขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการพยายามเชื่อมโยงขุมพลังของซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาสู่ประชาชนทั่วไป

ผศ. ดร.วรวรรณ กล่าวต่อไปว่า โครงการวิจัยดังกล่าว ไม่ใช่แค่การพัฒนาทักษะ แต่คือการสร้างระบบนิเวศเพื่อฝึกทักษะด้าน HPC ให้กับคนที่อาจไม่มีโอกาสได้เข้าถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ อย่างบางคนที่มาร่วมโครงการวิจัยก็อยู่ในพื้นที่ที่ไฟดับบ่อย ไม่มีอุปกรณ์สำหรับเรียนที่บ้าน และมีแต่โทรศัพท์ ทางทีมวิจัยก็มีการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับการเรียนขึ้นโดยที่เข้าจากโทรศัพท์ได้ และเว็บไซต์มีทั้งสำหรับฝึกปฏิบัติ การเรียนรู้ และจับคู่เป้าหมาย ทักษะ และแนะนำเส้นทางการเรียนรู้ 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการผลักดันให้เกิดการใช้ทักษะจริงผ่านการจัดการประกวดนวัตกรรมขึ้น โดยจัดร่วมกับงาน Lamphun Tech Week และได้รับทุนสนับสนุนจาก ACM และ Amazon Web Service (AWS) ซึ่งจากคนที่มาร่วมอบรม 373 คน มี 29 คนที่นำทักษะที่ได้มาต่อยอดจนเกิดเป็นนวัตกรรมจำนวน 11 โครงการ ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์แปลภาษาม้ง เพื่อให้คนกลุ่มชาติพันธุ์ม้งสามารถติดต่อสื่อสารได้สะดวกขึ้นในการดำเนินชีวิต หรือการพัฒนายาลูกกลอนเป็นสเปรย์แก้หอบหืด ที่สำคัญทั้ง 11 โครงการ กำลังถูกพัฒนาต่อไปสู่การใช้จริงในวงกว้างด้วย 

ผศ. ดร.วรวรรณ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการวิจัยจากการสร้างระบบนิเวศเพื่อฝึกทักษะ อย่างเว็บไซต์ในการจัดระบบการเรียนรู้นั้น เมื่อครั้งที่ได้เป็นผู้ช่วยวิทยากร (Teaching Assistant) ของ ACM HPC Summer School ซึ่งเป็นการอบรมทักษะด้าน HPC ในระดับนานาชาติของ ACM ยังมีการนำเว็บไซต์ดังกล่าวไปใช้ช่วยให้ผู้อบรมบางคนที่ไม่มีอุปกรณ์ที่พร้อมสำหรับการเรียนให้สามารถเรียนได้อย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ส่งผลให้แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์แค่ในไทยแต่ไปถึงชุมชนโลกด้วย

อย่างไรก็ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทั้งโครงการวิจัย และสิ่งสำคัญอย่างการเข้าถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีการสนับสนุนจาก มธ. และการได้พานักศึกษาไปเข้าร่วมแข่งขันในระดับนานาชาติบนเวที APAC-HPC AI Competition ซึ่งธรรมศาสตร์ถือเป็นมหาวิทยาลัยเดียวในไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ทุกปี จนต่อมาได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นเครื่องการันตีให้ทาง ThaiSC เห็นและอนุญาตให้เข้าถึงและใช้งานซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของประเทศไทย 

“ความสำคัญของการได้รับเลือกให้อยู่ใน People of ACM คือการเป็นแรงผลักดันให้คนกลุ่มใหญ่เห็นความสำคัญของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเป็นแรงบันดาลใจให้หลายประเทศพัฒนากำลังคนด้านนี้มากขึ้น เพื่อให้แต่ละประเทศมีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรม หรือ AI ด้วยตนเอง ซึ่งจะสร้างประโยชน์จำนวนมากให้กับประเทศ นอกจากนี้ การได้รับเลือกครั้งนี้ยังตอกย้ำนโยบาย การสนับสนุนบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย และความเป็นธรรมศาสตร์ในการมุ่งมั่นทำเพื่อสังคมด้วย” ผศ. ดร.วรวรรณ กล่าวในตอนท้าย