นศ.อาชีวะช่างไฟฟ้า ให้บริการตรวจสอบ-ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้านน้ำท่วม แล้วกว่า 300 ครัวเรือน

นศ.อาชีวะช่างไฟฟ้า ให้บริการตรวจสอบ-ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้านน้ำท่วม แล้วกว่า 300 ครัวเรือน

นศ.อาชีวะช่างไฟฟ้า ให้บริการตรวจสอบ-ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้านน้ำท่วม แล้วกว่า 300 ครัวเรือน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.38 น.

นศ.อาชีวะช่างไฟฟ้า ให้บริการตรวจสอบ-ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้านน้ำท่วม แล้วกว่า 300 ครัวเรือน พื้นที่เขต 8 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ตามความห่วงใยและนโยบายเร่งด่วนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่สั่งการให้สถานศึกษาในสังกัดร่วมลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเต็มกำลัง เน้นย้ำข้อห่วงใยและความปลอดภัยเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้ นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ นำทีมนักศึกษาอาชีวะช่างไฟฟ้าพร้อมด้วยครูผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย วิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช วิทยาลัยการอาชีพนครศรีธรรมราช วิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานราษฎร์นิกร และวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี ออกให้บริการตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้าน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

สำหรับการตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านเบื้องต้นในวันนี้ นักศึกษาอาชีวะช่างไฟฟ้าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบตู้เมนไฟฟ้าและเบรกเกอร์ ปลั๊กไฟและสวิตช์ ตรวจสอบระบบไฟแสงสว่าง ตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้า พร้อมกับตรวจสอบและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ ไม่สะดวกในการเคลื่อนย้ายใน บริเวณราษฎร์อุทิศ ซอย 30/2

ทั้งนี้ ช่างไฟฟ้าอาชีวะได้ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 สามารถตรวจเช็คความปลอดภัยระบบไฟฟ้าในบ้านไปแล้ว กว่า 288 ครัวเรือน ตลอดจนซ่อมแซมระบบไฟฟ้าในบ้านไปแล้ว กว่า 99 ครัวเรือน ในบริเวณชุมชนรัตนอุทิศ ซอย 1 และซอย 12 ตลอดจนบริเวณราษฎร์อุทิศ ซอย 30/2 ซอย 32 และซอย 34 พื้นที่เขต 8 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

– 006

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’เสด็จเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ'ในหลวง-พระราชินี'เสด็จเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’เสด็จเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ “ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 5 ธันวาคม 2568 

ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. และ  เวลา 17.30 น.

‘สนง.อัยการสูงสุด’จัดงานเทิดพระเกียรติ’พระองค์ภา’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธ.ค.68

'สนง.อัยการสูงสุด'จัดงานเทิดพระเกียรติ'พระองค์ภา' เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธ.ค.68

‘สนง.อัยการสูงสุด’จัดงานเทิดพระเกียรติ’พระองค์ภา’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธ.ค.68

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

สำนักงานอัยการสูงสุด เตรียมจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2568 เชิญ แพท พาวเวอร์ อดีตนักร้องดังร่วมกิจกรรมเสวนา “พลาดแล้วไม่พลาดอีก” 8 – 9 ธันวาคม

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายเสวต อภัยรัตน์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า สำนักงานอัยการสูงสุด เตรียมจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2568 น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและเผยแพร่พระกรณียกิจในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม การขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก และการบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมซึ่งได้ทรริเริ่มมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งพนักงานอัยการ พร้อมกิจกรรมเสวนาการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชน รวมทั้งการถ่ายทอดประสบการณ์ “พลาดแล้ว ไม่พลาดอีก” โดย นายภฤศ บุญทองนุ่ม หรือ “แพท พาวเวอร์แพท”  อดีตนักร้องชื่อดัง ณ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคาราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ระหว่างวันที่ 8 – 9 ธันวาคมนี้

โฆษกสำนักงานอัยก่รสูงสุดเปิดเผยอีกว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานอัยการ ได้ทรงตระหนักถึงการพัฒนากระบวนการยุติธรรมบนหลักการและแนวคิดที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่จำกัดเฉพาะในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุด แต่เป็นการบูรณาการความร่วมมือของแต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง และทรงผลักดันยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติในการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในด้านการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงถือเป็นตราสารระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีบทบาทสูงในการจัดทำ

นอกจากนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดยังได้รับพระกรุณาธิคุณในการพระราชทานนาม “สถาบันนิติวัชร์” ซึ่งมีความหมายว่า “กฎหมายที่ล้ำค่าดั่งเพชร” โดยสถาบันนิติวัชร์ เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานอัยการสูงสุด มีพันธกิจในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โดยภารกิจที่สำคัญประการหนึ่งคือการผลักดันยุทธศษสตร์ต้นแบบของสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระดำริในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ด้านการศึกษาวิจัย พัฒนา และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจุดมุ่งหมายในการยกระดับกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2568 สำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ห้องประชุม 120 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด อาคาราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ระหว่างวันที่ 8 – 9 ธันวาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การลงนามถวายพระพร การแสดงนิทรรศการพระกรณียกิจด้านต่างๆ อาทิ ด้านกฎหมาย การพัฒนากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในภาพรวมบนหลักการและแนวคิดที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก รวมถึงการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถกลับคืนสู่สังคมและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และพิธีมอบโล่พระราชทานแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในการประกวดจังหวัดดีเด่นในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ตามโครงการแนวทางปฏิบัติที่ดีในการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กดีเด่นประจำปี 2568 อีกด้วย

ส่วนในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ เวลา 09.30 น.กิจกรรมบอกเล่าถ่ายทอดประสบการณ์ในหัวข้อ “พลาดแล้ว ไม่พลาดอีก” โดย นายภฤศ บุญทองนุ่ม หรือแพท พาวเวอร์แพท  และเวลา 10.30 น. กิจกรรมเสวนาการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชน โดยผู้แทนจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน  ผู้แทนจากสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกระบี่ และนายรักไทย ล้ำเลิศ หรือจอนนี่ เยาวชนต้นแบบที่เคยก้าวพลาดและได้รับการฟื้นฟูกระทั่งกลับมามีอาชีพการงานที่มั่นคง

สำนักงานอัยการสูงสุด จึงขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมลงนามถวายพระพรและชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติฯ ระหว่างวันที่ 8 – 9 ธันวาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุม 120 ปี ชั้น 1 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคาราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ

– 006

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว ‘แสตมป์เบญจภาคีเครื่องราง’ผ่านพิธีพุทธาภิเษก ดีเดย์ 5 ธันวาคมนี้

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว 'แสตมป์เบญจภาคีเครื่องราง'ผ่านพิธีพุทธาภิเษก ดีเดย์ 5 ธันวาคมนี้

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว ‘แสตมป์เบญจภาคีเครื่องราง’ผ่านพิธีพุทธาภิเษก ดีเดย์ 5 ธันวาคมนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.13 น.

ไปรษณีย์ไทยเปิดจำหน่าย“แสตมป์เบญจภาคีเครื่องราง” ชวนส่งต่อความมงคลที่เข้าถึงได้ ผ่านศิลปะบนดวงแสตมป์ ดีเดย์ 5 ธันวาคมนี้

4 ธันวาคม 2568 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ออกตราไปรษณียากรชุดปีใหม่ 2569 “ภาพเบญจภาคีเครื่องราง” เดินหน้ายกระดับแสตมป์ไทยส่งต่อความมงคลที่เข้าถึงได้แห่งศิลปวัฒนธรรมสร้างคุณค่าทางจิตใจและศรัทธาเชิงเศรษฐกิจ ผ่านเบญจภาคีเครื่องราง 5 ของขลังไทยระดับตำนาน ได้แก่ เบี้ยแก้ หนุมาน เสือ ราหูกะลาแกะ และตะกรุดมหาโสฬส โดยแสตมป์จำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท เต็มแผ่น 20 ดวง 100 บาท ซองวันแรกจำหน่าย ราคา 61 บาท ผู้สนใจสามารถซื้อได้ที่พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยสามเสนใน ที่ทำการไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัด หรือซื้อทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ThailandPostMart ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยขอส่งต่อความเป็นสิริมงคลให้ประชาชนผ่านตราไปรษณียากร “ชุดปีใหม่ 2569 ภาพเบญจภาคีเครื่องราง” โดยขอเชิญชวนนักสะสม และบุคคลทั่วไปที่ศรัทธาในวัตถุมงคลประเภทเครื่องรางของขลัง เลือกซื้อแสตมป์คอลเลกชันชุดพิเศษดังกล่าวสำหรับเก็บไว้บูชาหรือมอบเป็นของขวัญวันขึ้นปีใหม่แก่เพื่อน ครอบครัว หรือบุคคลผู้เป็นที่รัก เพื่อส่งมอบความปรารถนาดี โดยไปรษณีย์ไทยเชื่อว่าการนำเครื่องรางของขลังไทยมาถ่ายทอดในรูปแบบแสตมป์ที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกเสริมความเป็นสิริมงคลจากวัดต้นกำเนิดของเบญจภาคีเครื่องรางทั้ง 5 แห่ง ไม่เพียงเป็นการสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความเชื่อได้ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นและสามารถเข้าถึงได้ เชื่อมโยงความรู้สึก ความศรัทธา และความงดงามทางศิลปะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

สำหรับตราไปรษณียากร “ชุดปีใหม่ 2569 ภาพเบญจภาคีเครื่องราง” จำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท เต็มแผ่น 20 ดวง 100 บาท ซองวันแรกจำหน่าย ราคา 61 บาท สามารถหาซื้อได้ที่พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย สามเสนใน (BTS สะพานควาย) ไปรษณีย์ทั่วประเทศ หรือซื้อทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ThailandPostMart หรือสนใจสมัครสมาชิกแสตมป์แอดไลน์ @stampinlove สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริหารลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการไปรษณีย์ โทร 02 573 5480 , 02 573 5463

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : http://www.thailandpost.co.th

วัดพระธรรมกาย ชวนสวดมนต์ข้ามปี-ชมสวนทุ่งดอกไม้-ตักบาตรต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2569

วัดพระธรรมกาย ชวนสวดมนต์ข้ามปี-ชมสวนทุ่งดอกไม้-ตักบาตรต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2569

วัดพระธรรมกาย ชวนสวดมนต์ข้ามปี-ชมสวนทุ่งดอกไม้-ตักบาตรต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.23 น.

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร กล่าวว่า วัดพระธรรมกาย ขอเชิญพุทธศาสนิกชน สวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569  โดยในคืนวันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 20.30 น. จัดพิธีฉลองชัย สวดธรรมจักร ครบ 8,000 ล้านจบ และพิธีสวดมนต์ข้ามปี เวลา 23.00-00.30 น. สร้างบุญกุศล เป็นสิริมงคล ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ มหารัตนวิหารคด หน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์ วัดพระธรรมกาย จากนั้น วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 06.20 น. มีพิธีตักบาตรพระต้อนรับศักราชใหม่ 2569 ณ ลานธรรมพระมหาธรรมกายเจดีย์ โดยมีพระธรรมทายาท ในโครงการอุปสมบทหมู่ บูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ จำนวน 3,000 กว่ารูป มาเป็นเนื้อนาบุญ

“การสวดมนต์ข้ามปีนี้ จัดขึ้นตามนโยบาย กรรมการมหาเถรสมาคม โดยพระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้จัดเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในปีนี้ ซึ่งนอกจากมีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี และตักบาตรรับปีใหม่ด้วยแล้ว วัดพระธรรมกายได้เปิดสวนดอกไม้ “ทุ่งสวรรค์ ตะวันฉาย” ให้ประชาชนเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568 จนถึงวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569 ซึ่งดอกไม้ที่ปลูกขึ้นมีด้วยกัน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ดอกแพงรวย สีแดง (แพงพวย) ดอกเบญจทรัพย์ สีม่วง และดอกทรัพย์บานชื่น สีชมพู ดอกไม้นี้ปลูกขึ้นเพื่อนำไปบูชาพระรัตนตรัยในกิจกรรมต้อนรับพระภิกษุธรรมยาตราโครงการกตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 14 ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2569 นี้ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ตามวัน – เวลาดังกล่าว และรับชมออนไลน์ได้ทาง YouTube live : DMCtv, Facebook live  : สื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02-831-1000 หรือ LINE OA วัดพระธรรมกาย @dhammakaya” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว

เกาหลีใต้พัฒนาแอปฯ แจ้งเตือนเหยื่อถูกสะกดรอยตาม รู้พิกัดคนร้ายแบบ “เรียลไทม์”

เกาหลีใต้พัฒนาแอปฯ แจ้งเตือนเหยื่อถูกสะกดรอยตาม รู้พิกัดคนร้ายแบบ "เรียลไทม์"

4 ธ.ค. 2568 15:45 น.

เกาหลีใต้พัฒนาแอปฯ แจ้งเตือนเหยื่อถูกสะกดรอยตาม รู้พิกัดคนร้ายแบบ “เรียลไทม์”

กระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่ ให้เหยื่อผู้ถูกสะกดรอย (Stalking) สามารถดูตำแหน่งของผู้กระทำผิดแบบเรียลไทม์บนแผนที่ได้ หากผู้ร้ายที่ถูกติดตามด้วยกำไลอิเล็กทรอนิกส์เข้าใกล้ หลังกฎหมายปัจจุบันให้เพียงแค่การแจ้งเตือนด้วยข้อความเท่านั้น หวังเพิ่มความปลอดภัยให้กับเหยื่อจากอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้น

ทางการเกาหลีใต้กำลังพัฒนาระบบแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อช่วยให้เหยื่อที่ถูกสะกดรอยตาม สามารถ ติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ ของผู้กระทำผิดได้ หากบุคคลดังกล่าวอยู่ใกล้เคียง โดยแอปพลิเคชันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขกฎหมายการติดตามด้วยอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ซึ่งประกาศโดยกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ปัญหาการสะกดรอยตามได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่เกี่ยวข้องกับการสะกดรอยตามที่ถูกนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เหยื่อผู้ถูกสะกดรอยตามสามารถรับการแจ้งเตือนผ่านข้อความเมื่อผู้กระทำผิดอยู่ใกล้เคียง แต่การแจ้งเตือนดังกล่าว ไม่สามารถเปิดเผยตำแหน่งที่แน่ชัด ของผู้กระทำผิดได้ ทำให้เหยื่อยากที่จะกำหนดทิศทางเพื่อหลบหนี ซึ่งกระทรวงยุติธรรมระบุว่าเป็นปัญหาสำคัญ

ภายใต้กฎหมายที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เหยื่อจะได้รับอนุญาตให้ดูตำแหน่งของผู้กระทำผิดได้บนแผนที่ผ่านสมาร์ทโฟนของตน ทำให้พวกเขาสามารถอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ทางการจะติดตามการเคลื่อนไหวของผู้กระทำผิดผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบสวมใส่ หรือกำไล EM

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการรวมระบบติดตามนี้เข้ากับ สายด่วนฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจัดกำลังคุ้มครองเหยื่อได้ตามความจำเป็น ซึ่งคาดว่าการบูรณาการระบบจะแล้วเสร็จในปีหน้า

นักวิจารณ์ได้แสดงความกังวลต่อการแพร่หลายของการสะกดรอยตามในเกาหลีใต้ โดยมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงที่กว้างกว่า ทั้งปัญหาการถูกแอบถ่ายด้วยกล้องสอดแนม และการเผชิญกับการคุกคามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อแนวคิดสตรีนิยม

ในปี 2022 ความไม่พอใจของสาธารณชนปะทุขึ้นจากเหตุการณ์ฆาตกรรมหญิงสาว โดยอดีตเพื่อนร่วมงานชาย ที่สะกดรอยตามเธอมานานหลายปี แม้เธอจะรายงานต่อตำรวจแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุไม่ถูกควบคุมตัวหรือได้รับคำสั่งห้ามเข้าใกล้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ประเมินว่ามีความเสี่ยง “ต่ำ”

ทั้งนี้ เมื่อปี 2021 เกาหลีใต้ได้เริ่มใช้กฎหมายต่อต้านการสะกดรอยตาม ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับสูงสุด 30 ล้านวอน (ประมาณ 653,000 บาท) ต่อมาในปี 2023 รัฐสภาเกาหลีใต้ได้แก้ไขกฎหมายเพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินคดีกับผู้สะกดรอยตาม

นับตั้งแต่มีการแก้ไขกฎหมาย จำนวนรายงานการสะกดรอยตามก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 7,600 รายงานในปี 2022 เป็นมากกว่า 13,000 รายงาน ในปีที่แล้ว ตามข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรม.

ที่มา BBC

สื่อนอกเผยไทยทุ่ม 3.44 พันล้าน เตรียมซื้อ “BARAK MX” ระบบป้องกันภัยทางอากาศจากอิสราเอล

สื่อนอกเผยไทยทุ่ม 3.44 พันล้าน เตรียมซื้อ "BARAK MX" ระบบป้องกันภัยทางอากาศจากอิสราเอล

4 ธ.ค. 2568 15:07 น.

สื่อนอกเผยไทยทุ่ม 3.44 พันล้าน เตรียมซื้อ “BARAK MX” ระบบป้องกันภัยทางอากาศจากอิสราเอล

เว็บไซต์ DEFENCE SECURITY ASIA รายงานว่ากองทัพอากาศไทยเดินหน้าครั้งใหญ่ในรอบ 2 ทศวรรษ ทุ่มงบ 3,440 ล้านบาท เตรียมจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ “BARAK MX” จากอิสราเอล เพื่อรับมือภัยคุกคามทางอากาศยุคใหม่ ทั้งโดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธนำวิถี ชี้เป็นระบบ HIMAD ที่ทันสมัยและยืดหยุ่นที่สุดในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของอาเซียน

การตัดสินใจของประเทศไทยในการจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ “BARAK MX” ที่ผลิตโดยอิสราเอล ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่สุดในการปรับปรุงความทันสมัยด้านการป้องกันประเทศของกองทัพอากาศไทยในรอบกว่าสองทศวรรษ ขณะที่ไทยเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทวีความผันผวนมากขึ้น

สัญญาจัดซื้อระบบ BARAK MX มีมูลค่า 3.44 พันล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการซื้ออาวุธ แต่เป็นการปรับเทียบกลยุทธ์ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ (IADS) ของไทยอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชาติ ฐานทัพอากาศทางยุทธศาสตร์ และเขตอุตสาหกรรมสำคัญจากภัยคุกคามทางอากาศที่ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ระบบ BARAK MX ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมด้านการป้องกันภัยทางอากาศพิสัยสูงถึงกลาง (HIMAD) ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก มอบขีดความสามารถในการป้องกันหลายชั้น โดยออกแบบมาเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามที่หลากหลาย เช่น โดรน ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธนำวิถี อาวุธปล่อยนำวิถีความแม่นยำสูง อาวุธแบบดักรออยู่กับที่ (Loitering Munitions) และเครื่องบินรบที่เคลื่อนที่รวดเร็ว คุณสมบัตินี้ทำให้ BARAK MX เป็นหนึ่งในระบบที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในอนาคตได้ดีที่สุดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

การได้มาซึ่งระบบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้าสู่ช่วงตึงเครียด จากความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ทะเลจีนใต้ไปจนถึงพื้นที่ชายแดนพม่า ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของไทยในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันภัยทางอากาศที่ล้าสมัย

การบูรณาการระบบ BARAK MX เข้ากับเครือข่ายป้องกันประเทศของไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยยกระดับท่าทีด้านการป้องกันของไทยสู่ระดับที่เทียบเคียงได้กับกองทัพที่มีอำนาจขนาดกลาง โดยไทยเป็น สมาชิกอาเซียนรายแรก ที่นำระบบนี้มาใช้งาน ซึ่งอาจเป็นมาตรฐานทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการจัดซื้อของประเทศเพื่อนบ้าน

ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ (IADS) ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งริเริ่มในช่วงกลางปี 2020s มุ่งหวังที่จะรวมสินทรัพย์เรดาร์, เครือข่ายบัญชาการและควบคุม (C2), แท่นยิงสกัดกั้น, และระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น เพื่อให้สามารถระบุภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ และควบคุมการยิงจากส่วนกลางได้

ระบบ BARAK MX ถูกออกแบบมาเพื่อสภาพแวดล้อมเครือข่ายดังกล่าวโดยเฉพาะ โดยมอบความสามารถในการปรับขนาด การเชื่อมต่อแบบ Plug-and-Play และความสามารถในการขยายพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศตามความคืบหน้าของโครงการจัดซื้อในระยะถัดไป

การจัดซื้อ BARAK MX ที่ลงนามในปลายปี 2025 นี้ ครอบคลุมชุดยิงที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย เรดาร์หลายภารกิจ (Multi-Mission Radars), แท่นยิง, โมดูลบัญชาการและควบคุม (Command-and-Control Modules) และขีปนาวุธสกัดกั้นหลากหลายรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อทำลายภัยคุกคามในระยะใกล้ กลาง และไกล

การส่งมอบมีกำหนดเริ่มต้นในปี 2026 และกองทัพอากาศคาดว่าจะสามารถปฏิบัติการได้อย่างสมบูรณ์ภายในปี 2028 หลังจากผ่านขั้นตอนการฝึกอบรม การจำลองสถานการณ์ และการบูรณาการเข้ากับโครงสร้างเรดาร์และระบบ C2 ที่มีอยู่ของไทย.

ที่มา DEFENCE SECURITY ASIA

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

4 ธ.ค. 2568 12:56 น.

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และนักธุรกิจคนดัง ยื่นคำให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาต่อศาลในคดีรับและเสนอสินบนรวม 8 กระทง มูลค่ากว่า 176,829 ริงกิต (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) เชื่อมโยงกับการอนุมัติสัมปทานสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์ ด้านศาลอนุญาตประกันตัว พร้อมสั่งห้ามยุ่งกับพยาน

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย รายงานว่า อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม คือนายชัมซุล อิสกันดาร์ มูฮัมหมัด อากิน วัย 50 ปี และนักธุรกิจ อัลเบิร์ต เตย์ เจียนเฉิง วัย 37 ปี ให้การปฏิเสธต่อข้อหาเกี่ยวกับการให้และรับสินบนรวมมูลค่า 176,829.03 ริงกิตมาเลเซีย (ราว 1,374,263 บาท) ต่อหน้าศาลชั้นต้นกัวลาลัมเปอร์วันนี้ (4 ธ.ค.) 

นายชัมซุล ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเลขานุการการเมืองอาวุโสของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ถูกดำเนินคดี 4 ข้อหาตามกฎหมายปราบปรามทุจริต มาตรา 17(ก) โดยทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการรับเงินสด เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากนายเตย์ เพื่อช่วยประสานงานอนุมัติใบอนุญาตสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์

ข้อกล่าวหาแรกระบุว่าเขายอมรับเงินสด 100,000 ริงกิต จากนายเตย์ที่ลานจอดรถโรงแรมมาเจสติก ในกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 24 พ.ย. 2023 ในข้อหาที่สอง เขาถูกกล่าวหาว่ารับเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 14,580.03 ริงกิต เมื่อ 31 ม.ค. 2024 ที่บ้านพักย่านบูกิตบันดารายา ต่อมาในข้อหาที่สาม เขาถูกกล่าวหาว่ารับเงินสดอีก 40,000 ริงกิตเมื่อ 29 ม.ค. ปีที่แล้ว และข้อหาที่สี่เป็นเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 22,249 ริงกิต

ด้านนายเตย์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาการให้สินบนในช่วงระหว่าง พ.ย. 2023 ถึง มี.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งมีมูลค่าเท่ากัน โดยเขาถูกนำตัวขึ้นศาลพร้อมกับชัมซุลในช่วงเช้า ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ปราบปรามทุจริตมาเลเซีย (MACC)

หากศาลพิพากษาว่ามีความผิด นายชัมซุลอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี พร้อมค่าปรับไม่น้อยกว่า 5 เท่าของมูลค่าสินบน หรืออย่างน้อย 10,000 ริงกิต ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันที่ 8 ม.ค. โดยอนุญาตให้ประกันตัว 150,000 ริงกิต พร้อมเงื่อนไขให้รายงานตัวต่อ MACC เดือนละครั้ง ส่งมอบหนังสือเดินทาง และห้ามยุ่งเหยิงพยานฝ่ายโจทก์

MACC เปิดเผยว่าทั้งสองจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมในศาลชาฮ์อาลัมในวันศุกร์นี้ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยรายอื่น โซเฟีย รีนี บุยอง ผู้ถูกระบุว่าเป็นตัวแทนของชัมซุล ถูกจับกุมเมื่อคืนวันพฤหัสบดี แต่จะไม่ถูกตั้งข้อหา เนื่องจากถูกจัดเป็นพยานฝ่ายโจทก์

ก่อนการเลือกตั้งรัฐซาบาห์เมื่อ 29 พ.ย. เว็บไซต์มาเลเซียกินี รายงานว่านายเตย์กล่าวหาว่าได้โอนเงินรวม 629,000 ริงกิตให้นายชัมซุล เพื่อใช้ปรับปรุงบ้าน ซื้อซิการ์ และตัดสูท โดยข้อมูลนี้เผยแพร่ไม่นานหลังจากนายชัมซุลประกาศลาออก จากกรณีเกี่ยวกับหนังสือรับรองประกอบการประมูลโครงการของรัฐ จนสร้างแรงกระเพื่อมในช่วงท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งรัฐซาบาห์ ซึ่งพันธมิตรปากาตัน ฮาราปัน ของนายกฯ อันวาร์ คว้าได้เพียง 1 จาก 22 ที่นั่งที่ลงแข่ง

รายงานระบุว่านายเตย์มีความขัดแย้งรุนแรงกับพรรครัฐบาลท้องถิ่น Gabungan Rakyat Sabah หลังใบอนุญาตสำรวจแร่ของเขาถูกยกเลิก และเขาเพิ่งตกเป็นข่าวใหญ่จากการเผยแพร่วิดีโอแอบถ่ายที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการเจรจาติดสินบนกับนักการเมืองท้องถิ่น แม้เขาจะยืนยันว่าตนเป็นผู้เปิดโปง แต่เขาก็ถูกตั้งข้อหาร่วมกับนักการเมืองซาบาห์ 2 ราย ในคดีให้และรับสินบนเช่นกัน ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดปฏิเสธการกระทำผิด โดยระบุว่าเตย์กำลังตอบโต้หลังไม่ได้รับสัญญาจากภาครัฐ.

ที่มา CNA

ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต”

ปธน.ไต้หวันแนะ "สี จิ้นผิง" ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ "การขยายอาณาเขต"

4 ธ.ค. 2568 12:19 น.

ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต”

นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์กไทมส์ โดยระบุว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แทนที่จะมุ่งเน้นที่ “การขยายอาณาเขต”

จีนซึ่งมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน ได้เพิ่มแรงกดดันทางการทหารและการเมืองต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ดังกล่าวก็ตาม

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับงาน DealBook Summit ของเดอะ นิวยอร์กไทมส์ ผู้นำไต้หวันกล่าวว่า เศรษฐกิจของไต้หวันคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 7.37% ในปีนี้ “ในขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าการเติบโตของจีนจะสูงกว่า 4% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

ประธานาธิบดีไล่กล่าว ตามสำเนาบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักงานของเขาวันนี้ (4 ธ.ค.) ว่า “เศรษฐกิจของจีนกำลังประสบปัญหาอย่างแท้จริง”

“เราหวังอย่างจริงใจว่า ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะให้ความสำคัญกับการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของชาวจีน ไม่ใช่การขยายอาณาเขต” เขากล่าวเสริม พร้อมระบุว่า “ไต้หวันเต็มใจที่จะช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจเหล่านี้” แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศและธนาคารชั้นนำ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, ธนาคารโลก, Goldman Sachs และ Standard Chartered ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2025 จะอยู่ในช่วง 4.5% ถึง 5%

ปัจจุบัน จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ยังคงอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ประมาณ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนด้านนโยบายและการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง จากการที่ผู้ค้าเร่งส่งมอบสินค้าไปยังสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลว่าภาษีอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของจีนได้ทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากผลผลิตจากโรงงานมีมากกว่าความต้องการ และนักวิเคราะห์คาดว่าแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืดจะยังคงอยู่ต่อไปในปีหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามเพิ่มความพยายามในการควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาในหมู่บริษัทต่าง ๆ ก็ตาม

ในทางกลับกัน สำนักงานสถิติของไต้หวันระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีของไต้หวันคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 15 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มสูงขึ้น.

ที่มา Reuters

“เมตา” เริ่มแบนเด็กออสเตรเลียต่ำกว่า 16 ออกจากอินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก

"เมตา" เริ่มแบนเด็กออสเตรเลียต่ำกว่า 16 ออกจากอินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก

4 ธ.ค. 2568 11:23 น.

“เมตา” เริ่มแบนเด็กออสเตรเลียต่ำกว่า 16 ออกจากอินสตาแกรม-เฟซบุ๊ก

บริษัท เมตา (Meta) ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ได้เริ่มดำเนินการปิดบัญชีผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และเธรดส์ (Threads) ในประเทศออสเตรเลียแล้ว ก่อนที่กฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดียจะมีผลบังคับใช้ในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า

เมตาได้แจ้งเตือนผู้ใช้งานอายุระหว่าง 13 ถึง 15 ปี ตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าบัญชีของพวกเขาจะเริ่มถูกปิดตัวลงตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบราว 150,000 บัญชีบนเฟซบุ๊ก และ 350,000 บัญชีบนอินสตาแกรม (ส่วน Threads ต้องเข้าถึงผ่านบัญชีอินสตาแกรม เท่านั้น)

มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายของออสเตรเลียที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งกำหนดให้เมตาต้องดำเนินการ “ตามขั้นตอนที่สมเหตุสมผล” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีผู้ใช้งาน หากไม่ปฏิบัติตาม อาจต้องเผชิญกับโทษปรับสูงถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1,180 ล้านบาท)

โฆษกของเมตากล่าวว่า บริษัทยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เชื่อว่าควรมีแนวทางที่ได้มาตรฐาน เป็นสากล และรักษาความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเสนอให้รัฐบาลกำหนดให้ร้านค้าแอปพลิเคชันเป็นผู้ตรวจสอบอายุของผู้ใช้งานตั้งแต่ขั้นตอนการดาวน์โหลด และขอความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 16 ปี เพื่อลดภาระการยืนยันอายุซ้ำซ้อนในแต่ละแอปฯ

เมตาได้แจ้งเมื่อเดือนที่แล้วว่า ผู้ใช้ที่ถูกระบุว่าอายุต่ำกว่า 16 ปี จะสามารถดาวน์โหลดและบันทึกโพสต์ วิดีโอ และข้อความของตนเองได้ก่อนที่บัญชีจะถูกปิดการใช้งาน

สำหรับเยาวชนที่เชื่อว่าตนเองถูกจัดประเภทว่าอายุต่ำกว่า 16 ปีอย่างผิดพลาด สามารถยื่นเรื่องขอให้มีการทบทวนได้ โดยต้องส่ง “วิดีโอเซลฟี่” เพื่อยืนยันอายุ หรือใช้ใบขับขี่/บัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐบาล

นอกเหนือจากแพลตฟอร์มของเมตาแล้ว เว็บไซต์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ได้แก่ YouTube, X (ทวิตเตอร์), TikTok, Snapchat, Reddit, Kick และ Twitch

อานิกา เวลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลีย ระบุว่า กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้อง “เจเนอเรชันอัลฟ่า” (Gen Alpha) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และคนรุ่นต่อ ๆ ไป โดยเธอคาดการณ์ว่าจะเกิดปัญหาในช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้ แต่ยืนยันว่ากฎหมายนี้จะช่วยปกป้องเด็ก ๆ จาก “อัลกอริทึมที่เป็นภัย” ซึ่งถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “โคเคนทางพฤติกรรม” ที่ทำให้เยาวชนเสพติดการหลั่งสารโดพามีนทันทีที่ใช้งานสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนแสดงความกังวลว่า การแบนนี้อาจทำให้เยาวชนบางกลุ่มที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มในการเชื่อมต่อทางสังคม ถูกโดดเดี่ยว และอาจผลักดันให้เด็ก ๆ ไปสู่พื้นที่ออนไลน์ที่การควบคุมดูแลหละหลวมกว่า

ทั้งนี้ จากการศึกษาที่รัฐบาลออสเตรเลียมอบหมายให้ดำเนินการเมื่อต้นปี พบข้อมูลน่ากังวล เช่น 96% ของเด็กออสเตรเลียอายุ 10-15 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย โดย 7 ใน 10 คน เคยประสบกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น เนื้อหาเกลียดชังผู้หญิง ความรุนแรง การส่งเสริมการป่วยเป็นโรคการกินผิดปกติ และการฆ่าตัวตาย นอกจากนั้น 1 ใน 7 คน รายงานว่าเคยถูกล่อลวงโดยผู้ใหญ่หรือเด็กโต และมากกว่าครึ่งหนึ่ง รายงานว่าเคยตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์

การออกกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียของออสเตรเลียในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในโลก และกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากผู้นำทั่วโลก.

ที่มา BBC