ชาวบ้านเจอโดรนปริศนาตก รีบเอากลับบ้านนึกว่าของเล่น ตำรวจมอลโดวาต้องส่งมือกู้ระเบิดเร่งตรวจสอบ

ชาวบ้านเจอโดรนปริศนาตก รีบเอากลับบ้านนึกว่าของเล่น ตำรวจมอลโดวาต้องส่งมือกู้ระเบิดเร่งตรวจสอบ

4 ธ.ค. 2568 08:50 น.

ชาวบ้านเจอโดรนปริศนาตก รีบเอากลับบ้านนึกว่าของเล่น ตำรวจมอลโดวาต้องส่งมือกู้ระเบิดเร่งตรวจสอบ

ตำรวจมอลโดวาส่งชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเมื่อวันพุธ หลังได้รับแจ้งว่ามีชาวบ้านคนหนึ่งเจอโดรนตกในหมู่บ้าน แต่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นของเล่น และนำกลับไปที่บ้านตัวเอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ชุมชนเปเปนี เขตซิงเกอร์เร ห่างจากกรุงคีชีเนา ราว 100 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่พบว่าโดรนลำนี้ตกอยู่ตั้งแต่ 4 วันก่อน และถูกชาวบ้านรื้อชิ้นส่วนออกไปแล้วบางส่วน

แม้ตรวจสอบแล้วจะไม่พบวัตถุระเบิดหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ตำรวจยังย้ำเตือนประชาชนอย่างเข้มงวดว่าห้ามจับ ห้ามเคลื่อนย้ายโดรนตกพื้นหรือวัตถุต้องสงสัยทุกชนิด

ทางการมอลโดวายังไม่ระบุชัดว่าโดรนมาจากไหน แต่ระบุว่าเป็นโดรนประเภท “Gerbera” ซึ่งมักใช้ในปฏิบัติการโจมตีแบบเฉพาะกิจหรือภารกิจสอดแนม และมักถูกใช้งานโดยรัสเซียในพื้นที่ยูเครน

นายโอเล็ก เชอร์เนย์ นายกเทศมนตรีของพื้นที่ เปิดเผยว่า เขาเป็นผู้แจ้งเจ้าหน้าที่หลังพบว่าโดรนถูกลากขึ้นรถพ่วงที่ผูกกับรถแทรกเตอร์ โดยกล่าวในคลิปวิดีโอว่าประชาชนคิดว่ามันเป็นของเล่น เขาจึงรีบแจ้งหน่วยงานรัฐ

เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในหลายเคสที่มอลโดวาต้องเผชิญ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนในปี 2022 ซึ่งมีทั้งโดรนหลงเข้ามาในน่านฟ้า และโดรนตกกระจายหลายจุดภายในประเทศ

เมื่อสัปดาห์ก่อน มอลโดวาน่านฟ้าถูกรุกรานหลายครั้งจากโดรนไร้คนขับระหว่างการโจมตีของรัสเซียในยูเครน และยังพบโดรนลอยไปติดอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่งในเขตฟลอเรสติอีกด้วย จนทำให้ทูตรัสเซียถูกเรียกตัวไปชี้แจงที่กระทรวงการต่างประเทศของมอลโดวา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โดรน

กาซาจัดพิธีสมรสหมู่ให้คู่รัก 54 คู่ ท่ามกลางซากปรักหักพัง

กาซาจัดพิธีสมรสหมู่ให้คู่รัก 54 คู่ ท่ามกลางซากปรักหักพัง

4 ธ.ค. 2568 08:17 น.

กาซาจัดพิธีสมรสหมู่ให้คู่รัก 54 คู่ ท่ามกลางซากปรักหักพัง

คู่บ่าวสาวชาวปาเลสไตน์ 54 คู่ในเขตกาซาตอนใต้ เข้าร่วมพิธีแต่งงานหมู่ท่ามกลางซากความเสียหายจากสงคราม พร้อมความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

คู่รักที่เข้าร่วมพิธี 54 คู่ ต่างสวมชุดลายปาเลสไตน์ดั้งเดิม เดินจับมือผ่านอาคารที่พังถล่มอยู่รอบข้าง โดยระบุว่าแม้จะเจอความสูญเสีย แต่หวังว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ และภาวนาว่าสงครามจะยุติลงในเร็ววัน

สำหรับชาวปาเลสไตน์ งานแต่งงานมักเป็นงานเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงยาวนานหลายวัน ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่สำคัญทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจที่บ่งบอกถึงอนาคตของหลายครอบครัว มีทั้งการเต้นรำและขบวนแห่อันรื่นเริงบนท้องถนนและอาหารมากมายที่ทำไว้สำหรับเลี้ยงแขกเหรื่อ

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นในเมืองข่านยูนิส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจำนวนมากอพยพหลบหนีการสู้รบ และได้รับการสนับสนุนจากโครงการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อัล ฟาเรส อัล ชาฮิม ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งนอกจากการจัดงานให้แล้ว องค์กรยังได้มอบเงินจำนวนเล็กน้อยและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้แก่คู่รักเพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ร่วมกันด้วย

บ่าวสาวบางคนระบุว่า แม้งานแต่งจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ก็ไม่สมบูรณ์ เพราะพวกเขาต่างสูญเสียสมาชิกครอบครัวหลายคนจากสงคราม พร้อมหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ดีขึ้น.

ที่มา : AP 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สมรสหมู่

ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

4 ธ.ค. 2568 05:29 น.

ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

สหภาพยุโรปตกลงกันที่จะยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียภายในช่วงปลายปี 2570 โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยุติการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียที่เป็นมายาวนานหลายทศวรรษ

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 ตัวแทนจากรัฐบาลสหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรปบรรลุข้อตกลงในช่วงเช้า เกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ ที่คณะกรรมาธิการยุโรปยื่นเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ซึ่งเคยเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของยุโรป จนกระทั่งเกิดสงครามในยูเครนเมื่อปี 2565

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สหภาพยุโรปจะยุติการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียอย่างถาวรและจะมุ่งไปสู่การยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียด้วย โดยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะทยอยยุติภายในสิ้นปี 2569 และก๊าซที่ส่งผ่านทางท่อจะยุติภายในสิ้นเดือนกันยายน 2570

“วันนี้ เรากำลังยุติการนำเข้าเหล่านี้อย่างถาวร” เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารของสหภาพยุโรป กล่าว “ด้วยการทำให้ทุนสงครามของปูตินร่อยหรอลง เรายืนหยัดเคียงข้างยูเครน และมุ่งเป้าไปที่การมองหาหุ้นส่วนด้านพลังงานและโอกาสใหม่ ๆ สำหรับภาคส่วนนี้”

ทั้งนี้ ณ เดือนตุลาคม สหภาพยุโรปนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียคิดเป็น 12% ของการนำเข้าทั้งหมด ลดลงจาก 45% ในช่วงก่อนที่รัสเซียจะยกทัพบุกโจมตียูเครนในปี 2565 โดยมีฮังการี, ฝรั่งเศส และเบลเยียม ที่ยังรับก๊าซจากรัสเซียอยู่

คณะกรรมาธิการยุโรปยังตั้งใจที่จะยุติสัญญาการนำเข้าน้ำมันที่เหลืออยู่จากรัสเซียภายในสิ้นปี 2570 ด้วย โดยจะมีการนำเสนอร่างกฎหมายในช่วงต้นปีหน้า

ภายใต้ข้อตกลงเมื่อวันพุธ สมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องยื่น “แผนการกระจายแหล่งพลังงานแห่งชาติ” เกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้แก่คณะกรรมาธิการภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 และจะต้องแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปทราบว่า พวกเขามีสัญญาจัดหาก๊าซจากรัสเซียหรือมีการห้ามในระดับประเทศหรือไม่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลรับศพ สงสัยเป็นร่างตัวประกัน จ่อเปิดด่านเชื่อมกาซา-อียิปต์

อิสราเอลรับศพ สงสัยเป็นร่างตัวประกัน จ่อเปิดด่านเชื่อมกาซา-อียิปต์

4 ธ.ค. 2568 04:48 น.

อิสราเอลรับศพ สงสัยเป็นร่างตัวประกัน จ่อเปิดด่านเชื่อมกาซา-อียิปต์

กลุ่มฮามาสส่งศพที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นร่างของ 1 ใน 2 ตัวประกันรายสุดท้ายคืนให้อิสราเอลแล้ว เพื่อดำเนินการตรวจสอบ ขณะที่อิสราเอลเตรียมเปิดด่านราฟาห์ ให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางไปอียิปต์

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 อิสราเอลเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับร่างผู้เสียชีวิตที่อาจเป็นศพของหนึ่งในตัวประกัน 2 คนสุดท้ายที่ถูกลักพาตัวไปฉนวนกาซา ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ประกาศด้วยว่า จะเริ่มอนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางออกจากดินแดนที่เสียหายจากสงครามผ่านจุดผ่านแดน “ราฟาห์” ที่ติดกับประเทศอียิปต์ได้แล้ว

กลุ่มฮามาสส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตรายล่าสุดนี้ให้แก่อิสราเอลในวันพุธ หลังจากพบศพในพื้นที่ทางเหนือของฉนวนกาซา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ของอิสราเอลจะทำการตรวจสอบยืนยันตัวตนต่อไป ขณะที่มีการยืนยันแล้วว่า ศพที่กลุ่มฮามาสส่งมอบให้อิสราเอลเมื่อวันอังคาร ไม่ตรงกับตัวประกันสองคนสุดท้ายในกาซา

ทั้งนี้ การส่งคืนตัวประกันทั้งหมดที่ถูกจับไปจากการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกที่เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม โดยแลกเปลี่ยนกับการที่อิสราเอลจะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์

อิสราเอลยังไม่เปิดเผยว่าพวกเขาจะเปิดจุดผ่านแดนราฟาห์เมื่อใด แต่ฝ่ายอียิปต์ระบุว่า พวกเขาต้องการให้ชาวปาเลสไตน์สามารถเดินทางกลับเข้าสู่กาซาผ่านจุดผ่านแดนดังกล่าวได้ และว่าพวกเขาจะเปิดด่านฝั่งของตนก็ต่อเมื่อ อิสราเอลอนุญาตให้มีการเดินทางไปและกลับได้เท่านั้น

แต่ฝ่ายอิสราเอลยืนกรานว่า ชาวปาเลสไตน์จะไม่สามารถเดินทางกลับเข้าสู่กาซาผ่านจุดผ่านแดนราฟาห์ได้ จนกว่าร่างของตัวประกันกลุ่มสุดท้ายในฉนวนกาซาจะถูกส่งคืน

ตามรายงานของสำนักข่าว เอพี ร่างตัวประกัน 2 รายสุดท้ายในฉนวนกาซาคือนาย ราน กวิลี ชาวอิสราเอล กับนาย สุทธิศักดิ์ รินทลักษณ์ ชาวไทย โดยนายกวิลีเป็นตำรวจที่ช่วยผู้คนหนีออกจากเทศกาลดนตรี “โนวา” ตอนที่กลุ่มฮามาสโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. 2566 ส่วนนายสุทธิศักดิ์เป็นแรงงานเกษตรที่คิบบุตซ์ เบเอรี ซึ่งถูกฮามาสโจมตีอย่างหนักเช่นกัน

ในการโจมตีดังกล่าวมีแรงงานจากประเทศไทยถูกลักพาตัวไปทั้งหมด 31 คน ซึ่งเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่ถูกจับเป็นตัวประกันมากที่สุด ส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวในข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรกและครั้งที่สอง กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า นอกเหนือจากตัวประกันแล้ว มีชาวไทยเสียชีวิตในระหว่างสงครามนี้ด้วย 46 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

เหยื่อน้ำท่วมศรีลังกาพุ่ง 465 ศพ คาดใช้เงินฟื้นฟู 2.2 แสนล้านบาท

เหยื่อน้ำท่วมศรีลังกาพุ่ง 465 ศพ คาดใช้เงินฟื้นฟู 2.2 แสนล้านบาท

4 ธ.ค. 2568 03:35 น.

เหยื่อน้ำท่วมศรีลังกาพุ่ง 465 ศพ คาดใช้เงินฟื้นฟู 2.2 แสนล้านบาท

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมรุนแรงในประเทศศรีลังกาเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 465 ศพแล้ว ในขณะที่รัฐบาลประเมินว่า ต้องใช้เงินกว่า 2.2 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย

ทางการศรีลังกาเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 ว่า พวกเขาจะต้องใช้งบประมาณราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างบ้านเรือน อุตสาหกรรม และถนนที่ถูกทำลายจากพายุไซโคลน “ดิตวาห์” (Ditwah) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 465 ศพ จนถึงตอนนี้

ความหวังที่จะพบผู้สูญหายกว่า 366 คน ซึ่งหายตัวไปหลังพายุไซโคลนทำให้เกิดฝนตกหนักทุบสถิติทั่วเกาะศรีลังกาเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้น้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด กำลังเหลือน้อยลงเรื่อยๆ

“การประเมินเบื้องต้นของเราคือ เราจะต้องใช้เงินประมาณ 6-7 พันล้านดอลลาร์สำหรับการฟื้นฟู” นายพระบาท จันทรากีร์ติ ประธานคณะกรรมการการบริการที่จำเป็น ซึ่งเป็นผู้นำความพยายามในการฟื้นฟูครั้งใหญ่นี้กล่าว

นายจันทรากีร์ติเสริมว่า รัฐบาลได้มอบเงิน 25,000 รูปี (ราว 8,260 บาท) ให้แก่ผู้ประสบภัยแต่ละครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือพวกเขาในการทำความสะอาดบ้าน ขณะที่ผู้ที่สูญเสียบ้านจะได้รับเงินช่วยเหลือสูงสุดถึง 2.5 ล้านรูปี (ราว 8.26 แสนบาท)

นายอนุระ กุมาระ ทิสานายกะ ประธานาธิบดีศรีลังกากล่าวว่า ความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดหาเงินทุนสำหรับการฟื้นฟู เนื่องจากประเทศของเขายังคงฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน

นายทิสานายกะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) และให้คำมั่นว่าจะสร้างประเทศขึ้นใหม่ด้วยการสนับสนุนจากนานาชาติ “เราเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มาประสบกับภัยพิบัตินี้ ซึ่งเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลใด ๆ เคยเผชิญ”

ทั้งนี้ ศรีลังกาประกาศผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่า 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนเมษายน 2565 หลังจากที่ประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการนำเข้าของใช้จำเป็นอย่างเช่น อาหาร, เชื้อเพลิง และยา

ศรีลังกาได้รับเงินกู้ช่วยเหลือมูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจาก IMF และเศรษฐกิจของศรีลังกาก็เริ่มมีความมั่นคงนับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ IMF เตือนว่า ศรีลังกาจะต้องรักษาการปฏิรูปไว้ รวมถึงมาตรการรัดเข็มขัดด้วย เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ

วิกฤติเมื่อปี 2565 นำไปสู่การประท้วงตามท้องถนนนานหลายเดือน ซึ่งบีบให้ประธานาธิบดีในขณะนั้นคือ โกตาบายา ราชปักษา ต้องลาออกจากตำแหน่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายกันตกทั้งหมด เหยื่อไฟไหม้พุ่ง 159 ศพ สูญหายอีก 31 ราย

ฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายกันตกทั้งหมด เหยื่อไฟไหม้พุ่ง 159 ศพ สูญหายอีก 31 ราย

4 ธ.ค. 2568 01:28 น.

ฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายกันตกทั้งหมด เหยื่อไฟไหม้พุ่ง 159 ศพ สูญหายอีก 31 ราย

ทางการฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายป้องกันที่หุ้มอาคารซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงออกทั้งหมด หลังเกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 159 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีก 31 ราย

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 ทางการฮ่องกงออกคำสั่งให้รื้อตาข่ายที่ใช้ปิดนั่งร้านออกจากอาคารที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงทั้งหมดภายในวันเสาร์นี้ (6 ธ.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้อาคารครั้งร้ายแรงที่สุดในเขตบริหารพิเศษแห่งนี้ในรอบหลายทศวรรษ

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ คำสั่งให้ถอดตาข่ายออกจะส่งผลกระทบต่ออาคารประมาณ 300 แห่งทั่วเกาะฮ่องกง ในขณะที่ทางการฮ่องกงระบุด้วยว่า จะมีการประกาศแนวทางปฏิบัติใหม่สำหรับการทดสอบวัสดุที่ใช้ในนั่งร้านในสัปดาห์หน้า

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 26 พ.ย. โดยไฟได้ลุกไหม้อาคารสูงของโครงการที่พักอาศัย “หว่องฟุกคอร์ต” (Wang Fuk Court) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงครั้งใหญ่ ถึง 7 ตึกจาก 8 ตึก การสืบสวนเบื้องต้นชี้ว่า ตาข่ายป้องกันที่ใช้ห่อหุ้มล้อมรอบอาคาร ไม่ได้มาตรฐานการหน่วงไฟ

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ หรือราว 40 ชั่วโมง จึงจะสามารถดับไฟได้ทั้งหมด ต้องใช้ทีมนักดับเพลิงจำนวนกว่า 2,000 คน ในวันเดียวกัน ตำรวจก็เริ่มเข้าไปเก็บหลักฐานภายในอาคาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์

ขณะที่การค้นหาภายในอาคารทั้ง 7 ตึกเสร็จสิ้นแล้ว โดยเจ้าหน้าที่พบศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้แล้ว 159 ศพ แต่ยังมีผู้สูญหายอีก 31 ราย ซึ่งหลังจากนี้พวกเขาจะค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในส่วนอื่น ๆ ของอาคารต่อไป เช่นที่ซากนั่งร้านไม้ไผ่ที่เหลืออยู่

“เรายังทำงานไม่เสร็จสิ้น” ผู้บัญชาการตำรวจ โจ โจว กล่าว “อย่างที่คุณเห็น… ไม้ไผ่จำนวนมากได้ร่วงลงมา เรายังคงต้องทำงานบางอย่าง… เพื่อดูว่ามีร่างผู้เสียชีวิตถูกไม้ไผ่ทับอยู่หรือไม่”

เจ้าหน้าที่โจเสริมด้วยว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิต 159 ศพที่พบจนถึงปัจจุบัน สามารถระบุตัวตนได้แล้ว 140 ราย โดยเป็นชาย 49 ราย และเพศหญิง 91 ราย มีอายุระหว่าง 1 ถึง 97 ปี

ตำรวจยังจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 15 ราย ในข้อหาต่างๆ รวมถึง ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร โดยบางคนเป็นกรรมการของบริษัทก่อสร้างด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

3 ธ.ค. 2568 23:26 น.

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

ทางการดินแดนเผย กรุงเดลีมีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจแบบเฉียบพลันมากกว่า 200,000 คนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุเกิดจากมลพิษในอากาศที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 รัฐบาลกลางของอินเดียเปิดเผยว่า โรงพยาบาลรัฐ 6 แห่งในกรุงนิวเดลี บันทึกสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 200,000 ราย ระหว่างปี 2565-2567 ในขณะที่เมืองหลวงของอินเดียแห่งนี้กำลังเผชิญกับมลพิษในระดับสูงขึ้น

เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียระบุในรัฐสภาว่า มีประชาชนมากกว่า 30,000 คนที่เป็นโรคทางเดินหายใจจนต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลในช่วง 3 ปีดังกล่าว

มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกรุงเดลีและพื้นที่ชานเมือง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว และในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ของเดลี ซึ่งใช้วัดสารมลพิษประเภทต่าง ๆ รวมถึง $PM2.5$ ซึ่งเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถอุดตันปอดได้ มีค่าสูงกว่าขีดจำกัดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 20 เท่า

ปัญหามลพิษทางอากาศในเดลีไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างผสมผสานกัน เช่น การปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม, ควันไอเสียจากยานพาหนะ, อุณหภูมิที่ลดลง, ความเร็วลมต่ำ และการเผาตอซังพืชตามฤดูกาลในรัฐใกล้เคียง

โรงพยาบาลหลัก 6 แห่งในเดลีบันทึกสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันได้ 67,054 รายในปี 2565 กับ 69,293 รายในปี 2566 และอีก 68,411 รายในปี 2567

“การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของระดับมลพิษมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยที่มารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม รูปแบบการศึกษานี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเหตุเป็นผลกัน” รัฐบาลกล่าวต่อรัฐสภา

ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยดัชนีคุณภาพอากาศของเดลีทะลุระดับ “รุนแรง” ที่ 400 จุดหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว โดยระดับดังกล่าวสามารถทำอันตรายได้แม้แต่ผู้มีสุขภาพดี และก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ในช่วงเช้าวันพุธ (3 ธ.ค.) แอปพลิเคชัน Safar ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดียชี้ว่า ค่า AQI เฉลี่ยของเดลีอยู่ที่ประมาณ 380 จุด

ขณะที่สำนักข่าว BBC รายงานว่า โรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเดลีและเขตชานเมืองกำลังมีคนไข้เด็ก ที่ป่วยเนื่องจากมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แรคคูนเมาคลั่ง ป่วนร้านเหล้าเวอร์จิเนีย ก่อนไปสลบในห้องน้ำ

แรคคูนเมาคลั่ง ป่วนร้านเหล้าเวอร์จิเนีย ก่อนไปสลบในห้องน้ำ

3 ธ.ค. 2568 21:56 น.

แรคคูนเมาคลั่ง ป่วนร้านเหล้าเวอร์จิเนีย ก่อนไปสลบในห้องน้ำ

แรคคูนตัวหนึ่งบุกรุกเข้าไปในร้านขายสุราในรัฐเวอร์จิเนีย แล้วดื่มสุราที่อยู่ในร้านจนเมาอาละวาดทำลายข้าวของ ก่อนที่มันจะไปหลับอยู่ในห้องน้ำจนลูกจ้างร้านมาพบในตอนเช้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลูกจ้างร้านขายสุราในเมืองแอชแลนด์ รัฐเวอร์จิเนีย ของสหรัฐฯ ต้องตกใจสุดขีด เมื่อเขามาเปิดร้านในช่วงเช้าวันเสาร์ (29 พ.ย.) แล้วพบว่า ชั้นล่างสุดของร้านซึ่งเป็นที่เก็บสก๊อตช์และวิสกี้ อยู่ในสภาพเละเทะ ขวดแตกกระจาย, แผ่นฝ้าเพดานยุบลงมา และแอลกอฮอล์นองเต็มพื้น

สภาพภายในร้านเหมือนกับมีใครบุกรุกเข้ามาแล้วทำลายข้าวของ แต่เมื่อลูกจ้างตรวจสอบต่อก็พบกับ แรคคูนตัวหนึ่ง นอนสลบไสลอยู่บนพื้นห้องน้ำ ในสภาพเมามายไม่ได้สติ เขาจึงเชื่อว่าคนร้ายในคดีนี้คือเจ้าแรคคูนตัวนี้นี่เอง

เจ้าหน้าที่ซาแมนทา มาร์ติน จากสำนักงานควบคุมสัตว์ป่าท้องถิ่น ซึ่งถูกเรียกมายังที่เกิดเหตุ บอกกับสื่อว่า “โดยส่วนตัวแล้ว ฉันชอบแรคคูนนะ พวกมันเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่ตลกมาก มันตกลงมาจากแผ่นฝ้าเพดานแผ่นหนึ่ง แล้วก็อาละวาดเต็มที่ และดื่มทุกอย่าง”

มาร์ตินเล่าอีกว่า เธอพาเจ้าแรคคูนตัวนี้กลับไปที่ศูนย์พักพิงสัตว์ และหัวเราะไม่หยุดตลอดทาง “ก็คงเป็นอีกวันหนึ่งในชีวิตของเจ้าหน้าที่ควบคุมสัตว์มั้งคะ” เธอกล่าว

ด้านศูนย์พักพิงและคุ้มครองสัตว์เขต แฮโนเวอร์ เคาน์ตี ชื่นชมมาร์ตินที่จัดการกับคดีบุกรุกครั้งนี้ และยืนยันว่าเจ้าแรคคูนสร่างเมาแล้ว

“หลังจากที่มันนอนหลับไปสองสามชั่วโมงและไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บใด ๆ (นอกจากอาจจะอาการเมาค้างและการตัดสินใจในชีวิตที่ผิดพลาด) มันก็ถูกปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัย หวังว่ามันจะได้เรียนรู้ว่าการบุกรุกเข้าไปในสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ใช่คำตอบที่ดี” ศูนย์พักพิงฯ ระบุในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ "ห้วยตามาเรีย" คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

3 ธ.ค. 2568 20:33 น.

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ปลัดฯประชุมคกก.จัดงานพืชสวนโลกจ.อุดรธานี

ปลัดฯประชุมคกก.จัดงานพืชสวนโลกจ.อุดรธานี

ปลัดฯประชุมคกก.จัดงานพืชสวนโลกจ.อุดรธานี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.06 น.

“ปลัดกระทรวงเกษตรฯ” เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2/2568

วันนี้ (4 ธ.ค.) นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหาร และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ (Zoom Meeting)

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงาน ทั้งด้านสถานที่ สิ่งก่อสร้าง ภูมิสถาปัตย์ และระบบสาธารณูปโภค ซึ่งดำเนินงานแล้วเสร็จกว่าร้อยละ 40 นอกจากนี้ยังรับทราบแผนการดำเนินงานและงบประมาณ โดยเน้นย้ำให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมทั้งสะท้อนศักยภาพและภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ

015