เกษตรฯจัดมหกรรมเกษตรฯเทิดพระเกียรติ ในหลวง ร.9 วันดินโลก 5 ธ.ค.

เกษตรฯจัดมหกรรมเกษตรฯเทิดพระเกียรติ ในหลวง ร.9 วันดินโลก 5 ธ.ค.

เกษตรฯจัดมหกรรมเกษตรฯเทิดพระเกียรติ ในหลวง ร.9 วันดินโลก 5 ธ.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.

รมช.เกษตรฯ เปิดงาน “มหกรรมเกษตรไทยก้าวสู่อนาคต ด้วยศาสตร์พระราชา” เทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านการจัดการดินเพื่อการเกษตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม วันพ่อแห่งชาติ และวันดินโลก ระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคมนี้ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดปทุมธานี

วันนี้ (4 ธ.ค.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน “มหกรรมเกษตรไทยก้าวสู่อนาคต ด้วยศาสตร์พระราชา” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม 2568 โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้แทนกระทรวง ศึกษาธิการ ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมถึงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และแสดงถึงการพัฒนาภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งระบบ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา หลักเศรษฐกิจพอเพียง การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องเกษตรกรไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาและหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเน้นพัฒนาภาคการเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย พร้อมรับมือต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งภายในงานทุกท่านจะได้พบกับความรู้ นวัตกรรมเกษตร และเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมต่าง ๆ มากมายของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ร่วมบูรณาการกันจัดงานนี้ขึ้นมา

สำหรับกิจกรรมภายในงานพบกับบรรยากาศสนุก อบอุ่น เต็มไปด้วยไอเดียใหม่ ๆ ด้านการเกษตร พร้อมทั้งมีนิทรรศการและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ 1) นิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ “ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” 2) นิทรรศการเครือข่ายและภาคีความร่วมมือจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “มหกรรมเกษตรไทยก้าวสู่อนาคต ด้วยศาสตร์พระราชา” 3) การอบรมวิชาของแผ่นดิน & Workshop ฟรีกว่า 16 หลักสูตร 4) ชม ช้อป สินค้าเกษตรคุณภาพกว่า 200 ร้าน รวมทั้ง กิจกรรมพิเศษในวันที่ 5 ธันวาคม เวลา 08.30 น. ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 69 รูป และเวลา 18.00 น. จุดเทียนน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมชมโขนเทิดพระเกียรติ และบทเพลงพระราชนิพนธ์จากอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และขวัญข้าว ธิดารินทร์ จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชน ร่วมงาน “มหกรรมเกษตรไทยก้าวสู่อนาคต ด้วยศาสตร์พระราชา” ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร รวมทั้งมอบรางวัลให้แก่นักเรียนพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการต่าง ๆ ซึ่งมีไฮไลท์สำคัญ คือ 1 กระทรวง 5 เรื่องราว สายน้ำเปรียบดังพระมหากรุณาธิคุณที่ไหลรินไม่สิ้นสุดจาก “ต้นน้ำ แห่งพระราชดำริ” สู่“ชลประทานแห่งชีวิต” หล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินไทยผ่านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง ก่อเกิดความอุดมสมบูรณ์และความยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงสืบสานสู่เกษตรสมัยใหม่ ผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่ออนาคตของแผ่นดินไทย

015

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมงานมหกรรมเกษตรไทยก้าวสู่อนาคตด้วยศาสตร์พระราชา

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมงานมหกรรมเกษตรไทยก้าวสู่อนาคตด้วยศาสตร์พระราชา

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมงานมหกรรมเกษตรไทยก้าวสู่อนาคตด้วยศาสตร์พระราชา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมพิธีเปิดงานมหกรรมเกษตรไทยก้าวสู่อนาคต ด้วยศาสตร์พระราชา ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานและร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 19 หน่วยงาน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมจัดนิทรรศการ “การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปขับเคลื่อนในงานของกรมส่งเสริมการเกษตร” ประกอบด้วย การขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน ตามพระราชดำริฯ และผลสำเร็จของการขยายผลโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน ตามพระราชดำริฯ 118 กลุ่ม

– 006

กรมหม่อนไหม ครบรอบ 16 ปี วันคล้ายวันสถาปนา ‘น้อมรำลึกพระมารดาแห่งไหมไทย’ มุ่งอนุรักษ์ – สืบสานภูมิปัญญา

กรมหม่อนไหม ครบรอบ 16 ปี วันคล้ายวันสถาปนา 'น้อมรำลึกพระมารดาแห่งไหมไทย' มุ่งอนุรักษ์ - สืบสานภูมิปัญญา

กรมหม่อนไหม ครบรอบ 16 ปี วันคล้ายวันสถาปนา ‘น้อมรำลึกพระมารดาแห่งไหมไทย’ มุ่งอนุรักษ์ – สืบสานภูมิปัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

กรมหม่อนไหม ครบรอบ 16 ปี วันคล้ายวันสถาปนา  “น้อมรำลึกพระมารดาแห่งไหมไทย” มุ่งเน้นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญา ส่งเสริมการใช้ผ้าไหมมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องประดับ พร้อมส่งเสริมด้านการตลาดส่งออกโดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพิ่มมากขึ้น

นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม เนื่องในโอกาสครบรอบ 16 ปี ภายใต้แนวคิด “น้อมรำลึกพระมารดาแห่งไหมไทย” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมหม่อนไหม และเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม เข้าร่วม ณ กรมหม่อนไหม กรุงเทพมหานคร

โดยนายอามินทร์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้ดำเนินงานภายใต้ภารกิจสำคัญเพื่อทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์  ระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และได้ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเร่งพัฒนาสินค้า ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยให้ก้าวไกลเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้งสืบสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้วย

“ในโอกาสวันสถานปนากรมหม่อนไหมปีที่ 16 นี้ได้มุ่งเน้นให้กรมหม่อนไหมอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญา โดยใช้ศูนย์หม่อนไหมในแต่ละศูนย์ ให้มีการส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สามารถเยี่ยมชมและสร้างอัตลักษณ์ในเรื่องนั้น ๆ ได้ ส่งเสริมด้านการตลาด ส่งเสริมตรานกยูงพระราชทาน ส่งเสริมการใช้ผ้าไหมมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องประดับ เช่น เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ หรือนำไปประกอบกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ร่วมกับแบรนด์ต่างชั้นนำทั้งของไทยและระดับโลก พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ ในตลาดตะวันออกกลางด้วย เช่น การทำผ้าคลุมละหมาดของคนมุสลิม ซึ่งสามารถผลิตให้เป็นเอกลักษณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยังสามารถสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงได้ด้วย” นายอามินทร์ กล่าว

ด้านนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินงานตามภารกิจและสนองงานพระราชดำริด้านหม่อนไหม และพัฒนางานด้านหม่อนไหมของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม ตลอดจนพัฒนาสินค้าผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับ เป็น Soft Power ของไทย

ซึ่งในปี 2568 กรมหม่อนไหมได้เดินหน้าส่งเสริมและพัฒนางานหม่อนไหมในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญา สามารถรวบรวมและยืนยันสายพันธุ์หม่อนและไหมไทยไว้รวมกันเกือบ 500 สายพันธุ์ นอกจากนี้ ยังถอดแบบลวดลายผ้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้ถึง 30 ลวดลาย และต่อยอดศูนย์เรียนรู้ไม้ย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งรวบรวมพืชให้สีไว้กว่า 300 ชนิด นำมาสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสร้างรายได้จริงให้พี่น้องเกษตรกรไปแล้วกว่า 77 ล้านบาท ด้านวิจัยและนวัตกรรม มีไหมพันธุ์ใหม่ แพร่ 72 (J108 x ละหานทราย) เหมาะสำหรับทำผ้าห่มใยไหม และมีนวัตกรรมทางการแพทย์ งานวิจัยการใช้ไหมพันธุ์ J108 X นางลายสระบุรี ในการช่วย “ฟื้นฟูเต้านมหลังผ่าตัดมะเร็ง” ด้านส่งเสริมเกษตรกรและการตลาด มีการแจกจ่ายต้นหม่อนไปกว่า 2.7 ล้านต้น อีกทั้งยังเน้นการสร้างความเข้มแข็งผ่าน “เกษตรแปลงใหญ่” และโครงการพระราชดำริ สร้างทายาทหม่อนไหมรุ่นใหม่ทั้งในโรงเรียนและชุมชน และด้านมาตรฐานและความเชื่อมั่น กรมหม่อนไหมได้ตรวจรับรองมาตรฐานทั้งแปลงหม่อนและเส้นไหมจำนวนมาก โดยเฉพาะ “ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน” ที่ให้การรับรองไปกว่า 2 แสน 5 หมื่นเมตร สามารถสร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 710 ล้านบาท ทำให้ไหมไทยมีมูลค่าสูงและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

-(016)

จากนาเสริมเป็นรายได้หลัก! พลิกผืนดิน ‘ปลูกผัก-เมล่อน’ ขายได้เงินทุกวัน

จากนาเสริมเป็นรายได้หลัก! พลิกผืนดิน ‘ปลูกผัก-เมล่อน’ ขายได้เงินทุกวัน

จากนาเสริมเป็นรายได้หลัก! พลิกผืนดิน ‘ปลูกผัก-เมล่อน’ ขายได้เงินทุกวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.34 น.

จากนาเสริมเป็นรายได้หลัก! ชาวบ้านเขว้า ต.โคกขมิ้น อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ พลิกผืนดินรอบหนองตูม  ‘ปลูกผักอินทรีย์-เมล่อนโกลเด้นควีน’ ขายได้เงินทุกวัน

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความสำเร็จของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักหนองตูม บ้านเขว้า หมู่ที่ 4 ต.โคกขมิ้น อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยเฉพาะการสร้างอาชีพที่มั่นคงจนชาวบ้านไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปทำงานรับจ้างยังต่างจังหวัดอีกต่อไป

นายดุสิต ประประโคน ผู้ใหญ่บ้านเขว้า และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักหนองตูม กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากการพัฒนาและบริหารจัดการแหล่งน้ำสาธารณะ ‘หนองตูม’ เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ชาวบ้านต้องอพยพไปทำงานต่างถิ่นหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว

ต่อมาในปี พ.ศ.2561 ได้รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนฯ โดยมีสมาชิก 35 คน เพื่อขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านปัจจัยการผลิต ระบบน้ำ และตลาดรองรับ จนกลุ่มฯ เกิดความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้

นอกจากพืชผักสวนครัวตามฤดูกาลที่ปลูกแบบอินทรีย์ปลอดสารพิษ 100% แล้ว กลุ่มฯยังได้รับการแนะนำสนับสนุนจาก นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในการจัดสรรพื้นที่สำหรับโรงเรือนปลูก เมล่อนญี่ปุ่น สายพันธุ์ โกลเด้นควีน ไม่น้อยกว่า 10 โรงเรือน

โดยจุดเด่นของเมล่อนที่นี่คือ เปลือกสีเหลืองทองเรียบ เนื้อสีส้ม รสหวานกรอบ มีความหวานกำลังดี  ซึ่งเมื่อก่อนส่งขายที่ จิม ทอมสัน ปัจจุบันจัดส่งขายให้กับโรงพยาบาลต่างๆ และมีร้านมารับซื้อถึงที่ โดยรายได้ต่อ 1 โรงเรือนต่อครั้ง มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 13,000–15,000 บาท

นายดุสิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ผลผลิตเมล่อนกำลังผลิดอกออกผล และคาดว่าจะโตทันได้เก็บเกี่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ที่จะถึงนี้

ด้าน นางสมอางค์ กางรัมย์ อายุ 54 ปี สมาชิกกลุ่มฯ เล่าว่า เมื่อก่อนต้องหอบครอบครัวไปทำงานรับจ้างยังต่างจังหวัดหลังเก็บเกี่ยวข้าว แต่ตั้งแต่มาร่วมปลูกเมล่อนและปลูกผัก ทำให้มีรายได้เข้ามาทุกวัน ชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวดีขึ้น และทำให้ อาชีพทำนาแทบจะเป็นอาชีพเสริมไปแล้ว เพราะการปลูกผักสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

เช่นเดียวกับ นางทองใบ แป้นประโคน อายุ 64 ปี สมาชิกอีกราย ที่บอกว่ารายได้จากการปลูกผักตอนนี้ได้เปลี่ยนจากรายได้เสริมเป็น รายได้หลัก ไปแล้ว โดยมีรายได้เข้าเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 100-200 บาท หรือหลายร้อยบาท เนื่องจากมีตลาดรองรับชัดเจน ทั้งพ่อค้าแม่ค้าในหมู่บ้าน นายทุน และพ่อค้ารถเร่ที่เข้ามารับซื้อถึงแปลง

////////-026

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’พร้อมคณะ ร่วมเข้าเฝ้าฯในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'พร้อมคณะ ร่วมเข้าเฝ้าฯในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’พร้อมคณะ ร่วมเข้าเฝ้าฯในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.36 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมเข้าเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

– 006

เลขาธิการ ส.ป.ก.พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร

เลขาธิการ ส.ป.ก.พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร

เลขาธิการ ส.ป.ก.พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.10 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก.พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร ในการเตรียมความพร้อมการจัดงานโครงการ”สืบสานพระราชปณิธาน งานศิลปาชีพบางไทร ครบรอบ 41 ปี”

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายธเนตร พารา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี, นายเกียรติยศ ทรงสง่า ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผนงาน, นายชำนาญ บุญประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุน, นายสุพัฒ มูลพฤกษ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นางสาวอาภาพรรณ พัฒนพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิรูปที่ดิน, นางสาวสุรัติวดี ภาคอุทัย ผู้อำนวยการกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ และคณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมี นางสาวสิริมา แจ้งกระจ่าง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับและรายงานความพร้อมในการจัดงานโครงการ “สืบสานพระราชปณิธาน งานศิลปาชีพบางไทร ครบรอบ 41 ปี” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร เดิม) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– 006
 

‘อธิบดีกรมการข้าว’เป็น ปธ.ประชุม เตรียมจัดทำคำของบประมาณปี 70 วงเงินกว่า 5 พันล้านบาท

'อธิบดีกรมการข้าว'เป็น ปธ.ประชุม เตรียมจัดทำคำของบประมาณปี 70 วงเงินกว่า 5 พันล้านบาท

‘อธิบดีกรมการข้าว’เป็น ปธ.ประชุม เตรียมจัดทำคำของบประมาณปี 70 วงเงินกว่า 5 พันล้านบาท

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.52 น.

กรมการข้าวเตรียมจัดทำคำของบประมาณปี พ.ศ.2570 วงเงินกว่า 5 พันล้านบาท ยึดหลักมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประเทศชาติ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนงานโครงการและงบประมาณของกรมการข้าวภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ครั้ง 1/2568 โดยมีคณะกรรมการตามคำสั่งกรมการข้าว ที่ 629/2568 ลงวันที่ 24 พ.ย.2568 เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ สาระสำคัญของการประชุมเป็นการพิจารณาข้อเสนอโครงการ และงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ของกรมการข้าว เป็นรายโครงการ/กิจกรรม เพื่อนำเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สำหรับการจัดทำคำของบประมาณ โดยในส่วนของกรมการข้าววงเงินกว่า 5 พันล้านบาท จำนวน 6 แผนงาน 1 ผลผลิต 21 โครงการ โดยเป็นโครงการต่อเนื่อง จำนวน 1 ผลผลิต 16 โครงการ เป็นโครงการใหม่จำนวน 5 โครงการ และเป็นการดำเนินกิจกรรมใหม่ภายใต้โครงการเดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นหลากหลาย ซึ่งที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว ได้หารือร่วมกับหน่วยงานเจ้าของโครงการปรับแก้ไขตามความเห็นของคณะกรรมการให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ตัวชี้วัดของยุทธศาสตร์ชาติ แผนระดับ 2 และแผนระดับ 3 นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวช้อง โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประเทศชาติโดยส่วนรวม

– 006

‘ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น’ ผนึก SME D Bank และ TPQI เสริมทักษะครบวงจรให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร

‘ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น’ ผนึก SME D Bank และ TPQI เสริมทักษะครบวงจรให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร

‘ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น’ ผนึก SME D Bank และ TPQI เสริมทักษะครบวงจรให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.06 น.

ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น ธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค ภายใต้ธุรกิจ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ประกาศเดินหน้าขยายบทบาทการพัฒนาผู้ประกอบการร้านอาหารไทย จัดอบรมฟรีพร้อมเปิดตัวหลักสูตร “จัดการร้านอาหารให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ครั้งแรก ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และตอกย้ำกลยุทธ์ Go Beyond Food Industry ที่มุ่งยกระดับทักษะและมาตรฐานอาชีพให้ธุรกิจร้านอาหารไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)

โดยทั้งสามองค์กรร่วมกันจัดหลักสูตรนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้โอกาสเข้าถึงองค์ความรู้แบบครบวงจร โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย ทั้งการเรียนรู้ด้านการขาย การบริหารเงิน การจัดการร้านให้สะอาดได้มาตรฐาน การดูแลทีมงาน การพัฒนาทักษะการบริการ รวมถึงการได้รับคำปรึกษาแบบใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารและรับใบประกาศฟรี อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสร้างเครือข่ายกับเพื่อนร่วมธุรกิจจากทั่วประเทศ พร้อมเข้าถึงแหล่งเงินทุนกว่า 50 ล้านบาทจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SME D Bank) และได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพผ่านระบบ E-Training ของ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมศักยภาพและติดอาวุธให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโต

คุณชาตยา สุพรรณพงศ์

สำหรับหลักสูตร “จัดการร้านอาหารให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ที่จัดขึ้นในวันที่ 29 – 30 พฤศจิกายน 2568 ณ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการมองเห็นศักยภาพการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร ผ่านการถ่ายทอดบทเรียนจากประสบการณ์จริง เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าอบรมได้ทบทวนทิศทางธุรกิจของตนเองอย่างเป็นระบบ และยกระดับอุตสาหกรรมร้านอาหารไทยในระยะยาว ซึ่งหลักสูตรนี้ได้คัดสรร 4 องค์ความรู้สำคัญ ได้แก่ People Series การบริหารและพัฒนาคน, Financial Series การวางระบบและบริหารการเงิน, Operation Series การจัดโครงสร้างและระบบหลังบ้าน และ Customer Series การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญผู้ประกอบการร้านอาหาร ให้เพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณจรูญโรจน์ เทพที 

โดยได้รับการถ่ายทอดจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของบริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด นำโดย คุณชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, คุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานทรัพยากรบุคคลและหน่วยธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค และ คุณจรูญโรจน์ เทพที ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานซัพพลายเชน ที่ร่วมมอบองค์ความรู้และทักษะสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการร้านอาหาร

คุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์

คุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานทรัพยากรบุคคลและหน่วยธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด  กล่าวว่า การสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้ พีเพิลคอนเน็คจึงตั้งใจออกแบบหลักสูตรจัดการร้านอาหารให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน Exclusive Sharing จากผู้บริหารของเรา เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริง วิธีคิด และแนวทางการแก้ปัญหาแบบผู้ประกอบการตัวจริง รวมถึงการให้ความรู้อย่างเข้มข้น ในเรื่องที่สำคัญกับการบริหารธุรกิจโดยยึดหลัก Balance Score Card ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ เน้นการถ่ายทอดเป้าหมายสู่การปฏิบัติจริง ตั้งแต่การบริหารคน การจัดการต้นทุน การสร้างมาตรฐานไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

คุณสุรชัย วรศิลป์

คุณสุรชัย วรศิลป์ เจ้าของร้าน “ศรีวรการ” และหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรม กล่าวว่า “การทำธุรกิจร้านอาหารในยุคนี้ หัวใจสำคัญคือการมีระบบการจัดการที่ชัดเจน ทั้งการบริหารงานคน การวางระบบร้าน และการสร้างมาตรฐานบริการให้สม่ำเสมอ ผมเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ จึงมาอบรมหลักสูตรนี้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการจัดการร้านอาหาร และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของฟู้ดแพชชั่น สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดคือระบบ SOP เพราะเป็นหัวใจของการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ หลังจากได้ทดลองปฏิบัติจริง ผมเข้าใจวิธีเซ็ตอัพโครงสร้างและกระบวนการภายในร้าน และนี่คือสิ่งแรกที่จะนำกลับไปปรับใช้ทันทีที่ร้านของผม เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านให้พร้อมเติบโตในอนาคต”

คุณนาฑีรัตน์ฯ กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า “เราภูมิใจที่ได้จัดหลักสูตรนี้ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bankและสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหาร และรู้สึกยินดีที่มีผู้ประกอบการกว่า 60 รายเข้าร่วมอบรม ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างจริงจัง พีเพิลคอนเน็คพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่เดินเคียงข้างและติดอาวุธความรู้ เพื่อให้ทุกธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” คุณนาฑีรัตน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น ธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค ได้ที่ Facebook: ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น ธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค

29 พฤศจิกายน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ‘62 ปี นนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด’ สืบสานวันทรงดนตรี

29 พฤศจิกายน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ‘62 ปี นนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด’ สืบสานวันทรงดนตรี

29 พฤศจิกายน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ‘62 ปี นนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด’ สืบสานวันทรงดนตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

วันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2506 เวลา 15.30 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปลูกต้นนนทรี 9 ต้น อันเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ บริเวณสระน้ำ ด้านหน้าหอประชุม มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการนี้ นายธวัชชัย ไชยชนะ นายกสมาคม นิสิตเก่าฯ และ หลวงอิงคศรีกสิการ (อินทรี จันทรสถิตย์) อธิการบดี เป็นผู้กราบบังคมทูลถวายรายงาน

ในคราวเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นิสิตปัจจุบัน นิสิตเก่า และคณาจารย์เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด  หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปลูกต้นนนทรีเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่หอประชุม เพื่อทรงดนตรีร่วมกับวง อ.ส.วันศุกร์ ซึ่งมีอาจารย์ และศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย รวมอยู่ด้วย ได้แก่ อาจารย์ระพี สาคริก (นักดนตรีและโฆษก) ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล (โฆษก) และนายอวบ เหมะรัชตะ เป็นต้น

นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวกัน กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นนนทรี และทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการส่วนพระองค์ เป็นครั้งแรก และทรงเป็นกันเองอย่างที่สุด ซึ่งนับป็นเหตุการณ์ที่นำมาสู่การเสด็จฯ “เยี่ยมต้นนนทรี” ที่ทรงปลูก” และ “ทรงดนตรี” สืบเนื่องมาจนถึงปีพุทธศักราช 2515 รวมจำนวน 9 ครั้ง อันนำมาซึ่งความสุข ความปลื้มปิติของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนี้

• ครั้งที่ 1 วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506

• ครั้งที่ 2 วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2507

• ครั้งที่ 3 วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2508

• ครั้งที่ 4 วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510

• ครั้งที่ 5 วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511

• ครั้งที่ 6 วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512

• ครั้งที่ 7 วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514

• ครั้งที่ 8 วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514

• ครั้งที่ 9 วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515

ความเป็นมาของต้นนนทรีทรงปลูก

ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชื่อสามัญ นนทรี ชื่อวงศ์ CAESALPINIACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Peltophorum pterocarpum (DC.) K.Heyne ความเป็นมาของต้นนนทรี: ต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นนทรี (Peltophorum pterocarpum) เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2506 สืบเนื่องจากการประชุมสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2506 คณะอนุกรรมการพิจารณาหาต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งประกอบด้วย อาจารย์อัญเชิญ ชมพูโพธิ์ หัวหน้าภาควิชาพืชศาสตร์ อาจารย์ปวิณ ปุณศรี อาจารย์แสงธรรม คมกฤส และอาจารย์เจือ สุทธิวนิช ได้เสนอต้นไม้ 4 ชนิด ต่อที่ประชุม คือ นนทรี ทองกวาว ราชพฤกษ์ (คูน) และพิกุล โดยที่ประชุมได้ตกลงเลือกต้นนนทรี เพราะเป็นไม้ยืนต้น มีอายุยืน มีใบสีเขียวแก่ อันหมายถึง สีเขียวขจีของเกษตร และมีดอกสีเหลืองทอง อันหมายถึง สีเหลืองของคณะเกษตร ดังปรากฏในคำกราบบังคมทูลของคุณหลวงอิงคศรีกสิการ (อินทรี จันทรสถิตย์) ในฐานะอธิการบดี มีใจความสรุปดังนี้

“ต้นนนทรี เป็นไม้ยืนต้น มีอายุยืนยาวนาน มีใบเขียวตลอดทั้งปี ลักษณะใบเป็นฝอยคล้ายใบกระถิน ดอกสีเหลืองประปรายด้วยสีขาว ช่อดอกเป็นพวงระย้า ฝักไม่ยอมทิ้งต้น ทนทานในทุกสภาพอากาศของเมืองไทย สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้เลือกให้เป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อแสดงว่า นิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น มีใจผูกพันอยู่กับมหาวิทยาลัยตลอดมา และสามารถจะทำงานประกอบอาชีพได้ทั่วทุกหนทุกแห่ง ทั้งในไร่นาป่าเขา ทั่วทั้งประเทศไทย”

ต่อมาในวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปลูกต้นนนทรี จำนวน 9 ต้น บริเวณหน้าอาคารหอประชุม มก. และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณร่วมทรงดนตรีที่หอประชุม มก. เป็นครั้งแรกด้วย พร้อมกันนี้ได้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งเกี่ยวกับต้นนนทรี ความว่า “ขอพูดอะไรสักหน่อย วันนี้ได้รับเชิญมาปลูกต้นไม้ ก็ทำให้คิดว่า การปลูกต้นไม้ก็จำเป็นจะต้องเลือกว่าต้นอะไรจึงจะดี เหมาะสำหรับมหาวิทยาลัย ต้นไม้อะไรๆ ก็สีเขียว ต้นนนทรีที่เลือกเป็นต้นไม้ของเกษตร ก็เหมาะสมที่มีสีเขียวด้วย เหมาะมากและน่ายินดีมากที่ต้นนนทรีนั้นปลูกได้ทั่วทุกแห่งของไทย เพราะทนแล้ง ทนแดดได้ นี่เป็นความหมายที่ดี เพราะคนไทยถ้าปลูกในแผ่นดินไทยก็เติบโตดีและเจริญดี ต้นไม้ต้องมีดิน จึงจะเจริญได้ดี ถ้าเอาไปใส่ในกระถาง หรือเอาไปปลูกในน้ำ หรือปลูกในน้ำยาคุณภาพดีๆ จากต่างประเทศ ก็จะหงอยอยู่ไม่ได้ เขาต้องการดิน ขอฝากต้นไม้นี้ให้มหาวิทยาลัยและนิสิตช่วยกันรักษาให้ดี อย่าให้หงอย ขอฝากนิสิตทั้งหลายขอให้ช่วยกันรักษาตัวเองให้ดี และอย่าลืมว่าตัวเองนั้นจะอยู่กันได้ก็ด้วยแผ่นดินไทย ขอให้ช่วยกันรักษาแผ่นดินไทยไว้ด้วย คนไทยถ้าไร้แผ่นดินก็จะหงอยกันหมด อยู่กันไม่ได้ และเราก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น”

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 จนถึงปัจจุบัน ต้นนนทรีทั้ง 9 ต้น มีอายุ 62 ปีเต็ม เติบโตเป็นต้นไม้สูงใหญ่ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สำรวจและเก็บข้อมูลโดยเครื่องสแกนวัตถุ 3 มิติด้วยแสงเลเซอร์ พบว่า ต้นนนทรีทั้ง 9 ต้น มีสุขภาพดี ขนาดความโตของเส้นผ่าศูนย์กลางที่ความสูงเพียงอกโดยเฉลี่ย 74.24 ซม. มีความสูงของลำต้นรวมเฉลี่ย 18.84 เมตร วัดจากระดับโคนต้นระดับผิวดินจนถึงบนสุดเรือนยอด มีพื้นที่การปกคลุมเรือนยอดโดยเฉลี่ย 205.96 ตารางเมตรต่อต้น มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนรวม 8.41 ตันคาร์บอน นับว่าเป็นต้นนนทรีขนาดใหญ่ที่มีความสง่างามและหาพบได้ยากในกรุงเทพมหานคร

เนื่องในโอกาสวันแห่งประวัติศาสตร์ “วันที่ระลึกวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด สืบสานวันทรงดนตรี” ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 62 ปี ในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  จึงได้จัดกิจกรรมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 62 ปี  “วันที่ระลึกวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด สืบสานวันทรงดนตรี” วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เวลา 17.00 น. โดยในปีนี้ได้จัดให้มีกิจกรรมแสดงความอาลัย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์  อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิต คณะกรรมการสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการชมรม มก. อาวุโส เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

กิจกรรมประกอบด้วย การบรรเลงและขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ทรงโปรด โดยวงดนตรีสากล KU BAND และวงดุริยางค์เครื่องลม KASETSART WINDS การฉายวีดิทัศน์เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2506 พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เริ่มจาก การกล่าวรายงานความสำคัญของการจัดงาน การอ่านบทประพันธ์ประกอบเพลงไทย โดยวงพิรุณรัตน์ นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ มก. การวางพวงมาลัยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 และ พิธีแสดงความอาลัยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การกล่าวรำลึกพระมหากรุณาธิคุณและยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที การจุดเทียนน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ และการขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์เกษตรศาสตร์และเพลงสดุดีพระเกียรติ

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การจัดงานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 62 ปี “วันที่ระลึกวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด สืบสานวันทรงดนตรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาทรงปลูกต้นนนทรี 9 ต้น อันเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ บริเวณสระน้ำด้านหน้าหอประชุม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหลังจากนั้น ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เข้าหอประชุมเพื่อทรงดนตรี ร่วมกับวง อ.ส. วันศุกร์ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 เวลา 15.30 น. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะไม่มีวันลืมเลือน

“พวกเราชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมตั้งปณิธานด้วยความตระหนักว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะสืบสานพัฒนาวิชาการด้านการเกษตร จะรักษาต้นนนทรีทรงปลูกทั้ง 9 ต้น อันเป็นไม้มงคลให้อยู่คู่กับประชาคมมหาวิทยาลัย จะรักษาตนเองให้เข้มแข็ง และรักษาแผ่นดินไทยไว้ด้วยศาสตร์แห่งแผ่นดิน อันประกอบด้วยศาสตร์พระราชา ศาสตร์ชุมชน และศาสตร์สากล เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน”

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้กว่า 8 พันครัวเรือน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้กว่า 8 พันครัวเรือน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้กว่า 8 พันครัวเรือน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเริ่มปฏิบัติการตอบสนองฉุกเฉินในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายชุมชนเริ่มประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ลงพื้นที่ทันทีเพื่อประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ครอบครัวที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พร้อมดูแลเด็กเล็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครอบครัวรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวยากที่สุดในยามเกิดภัยพิบัติ

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ขยายการช่วยเหลือเร่งด่วนในจังหวัดสงขลา โดยมอบข้าวสาร อาหารแห้ง นม และชุดสุขอนามัยให้ครอบครัวในศูนย์พักพิง 10 แห่ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมถึงเด็กกว่า 15,200 คน ในขณะที่ระดับน้ำยังคงสูงขึ้นและความเสียหายขยายตัวเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของภาคใต้

หลังจากการตอบสนองในระยะแรก มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ประกาศการดำเนินโครงการ “ตอบสนองอุทกภัยภาคใต้ 2568” โดยมีเป้าหมายให้ความช่วยเหลือกว่า 8,100 ครัวเรือน (กว่า 32,000 คน) การขยายการช่วยเหลือครั้งนี้ครอบคลุมการจัดหาอาหารและสิ่งของจำเป็น การตั้งครัวชุมชน การดูแลสุขภาวะจิตสังคมเด็ก การจัดอุปกรณ์การเรียน รวมถึงการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูระยะเริ่มต้น เช่น การซ่อมแซมบ้านและโรง เรียนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งจัดการอบรมการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติเพื่อเสริมสร้างความพร้อมของชุมชนขณะที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ กำ ลังตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบาง การประเมินความต้องการเพิ่มเติมยังดำ เนินไปพร้อมกัน เพื่อปรับแผนการฟื้นฟูให้เหมาะสม และอาจขยายการช่วยเหลือไปยังพื้นที่หรืออำเภออื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการระดมทุน น้ำท่วมครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 1,099,877 ครัวเรือน หรือราว 3 ล้านคน และมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“สิ่งที่เราเห็นในพื้นที่ตั้งแต่วันแรก ไม่ได้มีเพียงบ้านเรือนที่เริ่มจมน้ำ แต่คือความหวาดกลัวและความไม่ปลอดภัยที่เด็กหลายพันคนต้องเผชิญ เด็กเล็กหลายคนต้องอพยพออกจากบ้านกลางดึกโดยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้ปกครองเองก็มีความกังวลอย่างมากว่าจะปกป้องลูกหลานได้อย่างไรขณะที่ระดับน้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุและผู้พิการที่ไม่สามารถอพยพได้ด้วยตนเอง” รสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

หลายคนต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงในขณะที่หลายคนไม่สามารถหาที่พักได้ มีหลายคนที่ไม่ได้ทานอาหารเป็นเวลาหลายวัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำงานกับภาคี ศูนย์พักพิง 10 แห่ง คริสตจักรในจังหวัดสงขลา จัดหาอาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ จัดตั้งโรงครัว จัดทำกิจกรรมสันทนาการเพื่อดู แลสภาพจิตใจของเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบที่พักอยู่ที่ศูนย์พักพิง ตอนนี้ ประชาชนอยากกลับเข้าบ้านมากที่สุด เด็ก ๆ อยากกลับไปเรียน อุป กรณ์เครื่องใช้ในการดำรงชีวิต ที่พักอาศัย การเรียนการสอน ให้ชุมชนเข้าสู่สภาวะปกติ ให้เด็ก ๆ ได้กลับไปโรงเรียน ได้อย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด” รสลิน กล่าวเสริม

เด็กๆ ในพื้นที่ อำเภอสทิงพระ จ.สงขลา เล่าให้ฟังว่า “น้ำท่วมขึ้นสูงมาก ต้องเอาอิฐมารองของให้พ้นน้ำ แต่ก็ยังไม่พ้นอยู่ดี ครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ที่วัด มีคนอยู่ร่วมกัน 40–50 คน เด็กประมาณสิบคน ได้รับข้าวและของใช้ แต่ไม่ได้สนุกเลย อยากให้น้ำลด จะได้กลับไปโรงเรียน คิดถึงเพื่อนและอยากเรียนหนังสือ”

คุณตา คุณยายของน้อง ๆ กล่าวว่า “คุณแม่ของน้อง ๆ ได้รับการอบรมจากศุภนิมิตฯ เรื่องครอบครัวสุขสันต์และการประกอบอาชีพ พวกเราอยากให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม จะได้เรียนหนังสือ เล่นแบดมินตัน และใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกครั้ง ซึ่งน้องเรียนเก่งมาก ได้เกรดเฉลี่ย 3.98 เลย”

ผู้อำนวยการโรงเรียนในอำเภอสทิงพระ จ.สงขลา กล่าวฟังว่า“โรงเรียนถูกน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน ระดับน้ำสูงเกือบสองเมตรและท่วมนานหลายวัน ทำให้อุปกรณ์การเรียนการสอน ทั้งของโรงเรียนและของนักเรียนเสียหายทั้งหมด บ้านของชาวบ้านเองก็น้ำท่วมสูงกว่าเดิม แม้ทุกคนจะพยายามยกของขึ้นที่สูงแล้ว แต่ระดับน้ำปีนี้สูงกว่าที่คาดมาก แม้แต่ห้องสมุดก็ไม่รอด ตอนนี้น้ำเริ่มเน่าเพราะขังนาน และเริ่มมีความกังวลเรื่องโรคที่อาจตามมา รวมถึงปัญหาน้ำดื่มที่เริ่มขาดแคลน”

“โรงเรียนขอขอบคุณมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่เคยสนับสนุนสร้างห้องน้ำยกสูงตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งช่วยให้ใช้งานได้แม้ในช่วงน้ำท่วม และขอบคุณที่ลงพื้นที่เยี่ยม ให้กำลังใจ และมอบสิ่งของให้เด็ก ๆ ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความห่วงใยเหล่านี้ช่วยให้เรามีกำลังใจต่อสู้กับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ต่อไป”

ในช่วงการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังได้รับน้ำใจสำคัญจากภาคประชาชน รวมถึงการสนับสนุนครั้งใหญ่จาก   MINNIE (มินนี่) ณิชา ยนตรรักษ์ นักร้อง นักแต่งเพลงชาวไทย และสมาชิกวง i-dle เกิร์ลกรุ๊ปจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้มอบเงินบริจาคจำนวน 34,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.1 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ การสนับสนุนของเธอเป็นกำลังใจสำคัญในการเร่งขยายการช่วยเหลือให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้มากยิ่งขึ้น

จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้รับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนโครงการตอบสนองฯ แล้ว 1.9 ล้านบาท แต่ยังคงต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการเร่งด่วนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ซึ่งการสนับสนุนจากทุกท่าน รวมถึงการบริจาคของคุณมินนี่ มีบทบาทสำคัญในการช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ และหนุนน้ำใจให้ผู้มีจิตศรัทธาเกิดแรงบันดาลใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในวงกว้างมากขึ้น

น้ำใจของประชาชนคือพลังที่ทำให้เด็กเปราะบางยากไร้สามารถกลับมามีชีวิตปกติสุข ทุกการสนับสนุนของท่านจะช่วยให้ครอบครัวสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติ และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหลังจากสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป เราจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” รสลิน โกแวร์ กล่าว

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ได้ที่:
https://give.worldvision.or.th/Nj9Vs9