ดีเจดาด้าช็อก นานาโดนบุกจับคาบ้านพัก ตอนนี้ห่วงสภาพจิตใจหลาน-คุยกับเจนี่แล้ว

ดีเจดาด้าช็อก นานาโดนบุกจับคาบ้านพัก ตอนนี้ห่วงสภาพจิตใจหลาน-คุยกับเจนี่แล้ว

ดีเจดาด้าช็อก นานาโดนบุกจับคาบ้านพัก ตอนนี้ห่วงสภาพจิตใจหลาน-คุยกับเจนี่แล้ว

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.35 น.

3 ธันวาคม 2568 ออกมาเปิดใจครั้งแรกสำหรับ ‘ดีเจดาด้า’ วรินดา ดำรงผล หลังจากที่ได้ทราบข่าวเพื่อนสนิทอย่าง ‘นานา ไรบีนา’ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) เข้าจับกุมที่บ้านพักย่านพระโขนง ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน

ซึ่งติ๊กต็อกของผู้สื่อข่าวสายบันเทิงชื่อดังอย่าง แจ็คเกอรีน ได้ออกมาโพสต์คลิปผ่านทางติ๊กต็อกช่อง “@jackarita42” โดยในคลิป ‘ดีเจดาด้า’ เปิดเผยว่า ช็อกสิคะ หนี้ก็ส่วนหนี้ เพื่อนก็ส่วนเพื่อนต้องแยก แต่ด้าไม่ได้อยากดำเนินคดีกับเขานะ เพราะเห็นแก่หลาน นี่ก็ยังต้องเสพข่าวตามเหมือนกันค่ะ ว่าสรุปแล้วยังไงต่อ เดี๋ยวอัปเดตกันต่อไปนะคะว่ายังไงบ้าง

ตอนนี้คือห่วงสภาพจิตใจหลาน คดีก็ให้ว่ากันไปตามกฏหมายมีโอกาสได้คุยกับ เจนี่ นิดนึง มีโอกาสได้ส่งข้อความไป เจนี่บอกว่าเขาร้องไห้หนักมากเลย เราก็บอกไม่ต่างกันเลย ขนาดด้าเข้มแข็งมากนะ ร้องไห้ไป 3 วัน ช็อก ตกใจจริงๆ ยอมรับ”

https://www.tiktok.com/embed/v2/7579474039756868884?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fentertain%2F932192

‘เชียงใหญ่เฟส 6’สนุกสมการรอคอยกับเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ 3เวที44ศิลปินฟินสุด

'เชียงใหญ่เฟส 6'สนุกสมการรอคอยกับเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ 3เวที44ศิลปินฟินสุด

‘เชียงใหญ่เฟส 6’สนุกสมการรอคอยกับเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ 3เวที44ศิลปินฟินสุด

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปีนี้ทำถึงมาก สำหรับ Chang Music Connection presents “เชียงใหญ่เฟส 6” เทศกาลดนตรีที่ครองใจชาวเหนือ จัดโดยทีม ALL AREA ภายใต้ GMM SHOW ณ Royal Train Garden Resort อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ตลอด 2 วัน ในวันที่ 29 – 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ครั้งนี้สนุกขึ้นเป็นดับเบิ้ล กับบรรยากาศหนาวเย็นที่อุณหภูมิลดลงต่ำสุดถึง 10 องศาเซลเซียส ซึ่งพื้นที่รอบงานถูกเนรมิตให้เป็น Art Gallery กลางแจ้งที่มีมุมถ่ายภาพเก๋ๆ และ อ้ายหมีแม็ปปิ้ง หมีแพนด้าเป่าลมขนาดยักษ์สูง 10 เมตร ที่เป็นแลนด์มาร์คประจำงานเชียงใหญ่เฟส โดยตอนกลางวันเป็นอ้ายหมีสุดน่ารัก ส่วนตอนกลางคืนมี 3D Mapping ภาพอาร์ตฉายลงไปบนตัวหมี ให้ผู้ชมแวะเก็บภาพเช็คอินความน่ารัก ภายในงานผู้คนสนุกกับกิจกรรมมากมาย รวมไปถึงโซนอาหารและเครื่องดื่มที่จัดเต็มร้านเด็ด ร้านดัง มาให้ชิมกัน ทำให้งานนี้ครบเครื่องทั้งความสนุกทางดนตรีและไลฟ์สไตล์ในแบบของคนเหนือ และถึงบรรยากาศหนาวเย็นลงไปเท่าไหร่ก็ไม่สามารถต้านทานพลังงานความมันจากคนนับหมื่นที่มารวมตัวกันได้ ทุกคนพร้อมใจกันกระโดดและร้องเพลงกันอย่างสุดเสียงเต็มไปด้วย ความสุข ความสนุกและความประทับใจสมกับเป็นงานใหญ่ที่ทุกคนรอคอย

เชียงใหญ่เฟส 6 สตาร์ทความสนุกด้วยพลังงานที่หลากหลาย เริ่มที่เวทีดอย เวทีที่รวมเหล่าศิลปินตัวท็อป    ทั้งร็อกและป๊อบไว้ด้วยกัน เริ่มวอร์มอัพวงแรกกับ TATTOO COLOUR ก่อนจะส่งต่อความสนุกให้ BILLKIN ที่ขึ้นมาโชว์พลังเสียงสะกดแฟนเพลง จนต่างเผลอยืนยิ้มตามแบบไม่รู้ตัว และ PARADOX ที่ขนเพลงฮิตมาสร้างความมันแบบสุดทาง ก่อนปิดท้ายคืนแรกด้วยการระเบิดพลังครั้งใหญ่จาก POTATO, JOEY PHUWASIT และ BIG ASS ที่ทำให้คนนับหมื่นกระโดดพร้อมกันอย่างสุดแรง ด้านเวทีหมี ที่มีดีไซน์สุดตื่นตาตื่นใจ ไปกับลูกตาของหมีจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของเพลง และเสน่ห์จากศิลปินที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่นอย่าง MEYOU, JAMES ALYN, PERSES ต่อด้วย THE PARKINSON ที่มากับเพลงเจ็บๆ ที่เข้ากับบรรยากาศหนาวแบบนี้ และ PUN ที่โชว์เสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์สะกดใจทุกคน ก่อนที่จะเข้าสู่โหมดชาวร็อกที่พร้อมปะทะทุกความหนาวอย่าง LITTLE JOHN, THE DARKEST ROMANCE, LOMOSONIC ทำเอาทุกคนโดดจนลืมไปเลยว่ากำลังอยู่ในช่วงลมหนาวพัดแรง และเวทีรถแดง ที่สามารถใกล้ชิดกับศิลปินที่ชื่นชอบหลากหลายแนวเพลง สร้างความคึกคักตั้งแต่หัวค่ำ ด้วย แพร ชนา, WAV, AYLA’S  ก่อนจะเร่งระดับความเดือดขึ้นไปอีกกับ YENTED, THE YOUNG WOLF, ALEC ORACHI, REJIZZ, SUTHEP BAND และปิดท้ายค่ำคืนด้วยลูกทุ่งสาวสวยสุดฮอต มีนตรา ที่ปิดฉากความสนุกในค่ำคืนสุดหนาวนี้!!! ​

ในวันอาทิตย์สนุกกันอย่างต่อเนื่อง เวทีดอย POLYCAT เปิดเวทีด้วยมวลความสุข กับเพลงที่มีสไตล์เฉพาะตัว ตามมาด้วย TILLY BIRDSKLEAR, JEFF SATUR, THREE MAN DOWN ที่มาสร้างความอบอุ่นด้วยเพลงฮิตท่ามกลางอากาศที่หนาวไม่แพ้วันแรก ต่อด้วย BODYSLAM มาพร้อมเพลงร็อก ที่ทุกคนร้องตามได้อย่างกึกก้อง และ      ถึงคิวของ TAITOSMITH ที่ปลุกพลังแห่งความร็อกได้อย่างดุดัน ที่ทำให้การกระโดดพร้อมกันนับหมื่นคนกลายเป็น    “โมเมนต์แห่งปี” ที่ต้องจดจำ ส่วน เวทีหมี เต็มไปด้วยความประทับใจและความโรแมนติกจากศิลปินคุณภาพ DEPT, ANATOMY RABBIT, SAFEPLANET และ PROXIE ที่โชว์เสน่ห์แบบไม่ซ้ำใคร และแร็ปไปพร้อมกับ SARAN, URBOYTJ ก่อนที่สาวสุดแซ่บ จ๊ะ นงผณี ขึ้นมาสร้างจังหวะแดนซ์สุดเร้าใจจนต้องเต้นตาม ปิดท้ายด้วย F.HERO ที่สาดไรม์และบีทหนักๆ จนกระทั่งจบงานอย่างสมบูรณ์แบบ และ เวทีรถแดง เปิดด้วยวง TOFU, KIKI, H3F ที่มาสร้างความสนุกในช่วงเย็น ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ FELLOW FELLOW, BLACKBEANS, SOLITUDE IS BLISS เรียงคิวกัน มอบความสุขให้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง!!!

นอกจากความสนุกทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในงาน เชียงใหญ่เฟส 6 หลังจบงานทีมผู้จัดงาน GMM SHOW ได้เริ่มปฏิบัติการ “เคลียร์พื้นที่” อย่างเต็มกำลัง โดยระดมเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดและจัดเก็บขยะ บริเวณภายในและพื้นที่โดยรอบของการจัดงาน สามารถคืนพื้นที่สู่สภาพเดิมได้อย่างสมบูรณ์ภายในเช้าวันรุ่งขึ้น สะท้อนถึงการเป็นผู้จัดงานมืออาชีพ ที่ใส่ใจในทุกมิติของสังคมและสิ่งแวดล้อม“เชียงใหญ่เฟส 6” จึงไม่ใช่แค่เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ แต่คือประสบการณ์ปลายปีที่สมบูรณ์แบบ ทั้งความสนุก บรรยากาศ ผู้คน และมาตรฐานการจัดงานที่ตั้งใจทำให้กับผู้ชมอย่างแท้จริง ปีหน้าห้ามพลาดปักหมุดรอ “เชียงใหญ่เฟส 7” ไว้ได้เลย!

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook, IG, Tiktok : @ChiangYaiFest

#เชียงใหญ่เฟส6 #เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ

#ChangMusicConnection #Changเติมเต็มคำว่าเพื่อน #Allarea #GMMSHOW

แซ่บซี๊ดทุกประโยค ไฮโซข้าวโพดรวมตัวแม่วงการ ตอบปมนานายืม70ล้าน สามีไม่รู้จริงเหรอ

แซ่บซี๊ดทุกประโยค ไฮโซข้าวโพดรวมตัวแม่วงการ ตอบปมนานายืม70ล้าน สามีไม่รู้จริงเหรอ

แซ่บซี๊ดทุกประโยค ไฮโซข้าวโพดรวมตัวแม่วงการ ตอบปมนานายืม70ล้าน สามีไม่รู้จริงเหรอ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

3 ธันวาคม 2568 ทำเอาชาวเน็ตแห่เข้าไปดูไลฟ์สดของ ‘ไฮโซข้าวโพด สมิทธินันท์’ พร้อมด้วย 2 ตัวแม่วงการ วิกกี้ สุนิสา และ ฮาน่า ทัศนาวลัย ซึ่งภายในไลฟ์สดมีชาวเน็ตเข้าไปยิงคำถามโยงประเด็นดราม่าแก๊งนางฟ้า ‘นานา ไรบีนา’ กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางช่วงบางตอนของการไลฟ์ ไฮโซข้าวโพด อ่านคำถามว่า 

รู้ความจริงได้ยังไง? …  ถ้าเรื่องจริงมันคือเรื่องจริง พูดเรื่องเดิมก็จะเป็นเรื่องเดิมๆ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องปลอมที่ปรุงแต่งขึ้นมา การเล่ากับเพื่อนแต่ละคน เขาอาจจะลืมคิดว่าเพื่อนคนนี้อาจจะไปคุยกับคนนี้ก็ได้ บางทีเรื่องที่บอกแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางทีชีวิตปั่นป่วนมันมีอะไรพลาดๆ ได้ เขาก็อาจจะไม่ได้ระวังตัวเอง ความโป๊ะก็โป๊ะขึ้นมา โดยพวกเราก็ระแคะระคายใจอยู่แล้ว มันก็เลยโป๊ะขึ้นมาวันหนึ่ง มีแนวโน้มจะได้คืนมั้ย หวังว่า มีแต่ความหวังก็สวดมนต์ภาวนา 

อีกทั้งยังมีคนยิงคำถามว่า จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมกับเพื่อนมั้ย  ซึ่งทาง ไฮโซข้าวโพด ออกมากล่าวว่า คงไม่เหมือนเดิม แต่มีความรู้สึกดีๆ ยังสวดมนต์ภาวนาหาพระเยซูให้เขารอดพ้นปลอดภัยทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้สตรอว์เบอร์แหลนี่คิดสวดมนต์ให้เขาจริงๆ ไม่ได้จะเป็นนางงามหรืออะไร ข้าวโพดสวดมนต์อธิษฐานให้เขากับครอบครัวทุกคืน กลับไปเป็นเพื่อนเหมือนเดิม เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกกันเหมือนเดิม มันคงไม่มีวันนั้น เพราะจิตใจบอบช้ำมากพอสมควร แต่หวังดีให้เขาเสมอ (เมื่อมีคนถามแรงเลิกคบกันแล้วผีไม่เผาเงาไม่เหยียบจริงมั้ย) ถ้าเขาเป็นอะไร ต้องส่งความรักความรู้สึกดีๆ ส่งพวงหรีดไปอยู่แล้ว แต่ไปหรือเปล่าไม่รู้ 

ต่อมาชาวเน็ตยิงคำถามเด็ดว่า สามีเขาไม่รู้จริงๆเหรอค่ะ  ซึ่งทาง ไฮโซข้าวโพด กล่าวว่า เราตอบแทนสามีเขาไม่ได้ แต่บอกเลยว่า สามีดีๆ เหมือนของพวกเรารู้เรื่องทุกอย่างในชีวิตเรา เราเป็นคู่ชีวิต ทุกอย่างตื่นมาลูกทำอะไรเราทำอะไร เงินเก็บเท่าไหร่ เราทำมาหากินอะไร (ฮาน่า : แต่สามีฉันไม่รู้นะถ้าฉันไม่บอก) แต่เราบอกไง พวกเราเป็นพวก..เราไม่ได้ขอเงิน สามีไม่ได้ขอเงินเรา อย่างแรก แล้วสามีเราเป็นคู่ชีวิตเรา เดินพร้อมๆไปกับเรา รู้เรื่องทุกอย่างของเรา ถ้าคู่อื่นเป็นยังไงก็กรรมเวรของเขาแล้ว ใครโดนเยอะสุดไม่บอก แต่ไม่ใช่ข้าวโพด แต่พี่โพดก็เป็นท็อป5 ไม่ได้โดนหมดทุกคนแต่ก็เยอะอยู่ พี่คริสไม่โดน (ฮาน่า : พี่คริส พี่วุ้นรอดค่ะ) จ. โดนมั้ย ไม่อยากตอบแทนเพื่อน พี่เอมมี่ โดนมั้ย ไม่โดนค่ะ เอมมี่ รอดค่ะ พลอย ไม่โดนค่ะ” 

ชาวเน็ตยังยิงคำถามต่อเนื่องว่า ช็อกมากมั้ย? ตอนนั้นกอดกันเพราะสงสารตัวเองแล้วก็สงสารเพื่อน ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องตัวเองเท่าไหร่ คิดถึงภาพรวม คิดถึงความตกใจ คิดถึงทุกคน ข้าวโพดกับเพื่อนนั่งร้องไห้กันอยู่นานมาก กอดกันกับเพื่อนรักคนนั้นกอดกันร้องไห้นานมาก ช็อกมั้ย คิดว่าพวกเราจะผ่านกันไปยังไง

เมื่อมีคนถามว่า 70 ล้านจริงมั้ย ไฮโซข้าวโพด ก็ตอบว่า 70 ล้านจริงสิคะ ผิดที่ไว้ใจมากเกินไป ไม่รู้จะพูดได้หรือเปล่า ก็จะบอกว่าเป็นตัวเลขที่ติดตามตอนต่อไป แต่ดูหน้านะจริงหรือเปล่า ทั้งนี้ทนายความขอให้เงียบๆ ไว้ก่อน ไม่กลัวถ้าต้องไปออกรายการโหนกระแสเพื่อปกป้องตัวเอง 

ส่วนเรื่องดอกเบี้ย ไฮโซข้าวโพด  ตอบว่า ไม่เคยคิดดอกเพราะถ้าเพื่อนสนิทยืม ไม่คิดดอกอยู่แล้ว กรณีนี้เป็น การลงทุน และดอกเบี้ยเป็นฝ่ายเขาเสนอเองทั้งหมด คำว่าเก็บดอกโหดไม่จริง ทั้งนี้ทางไฮโซข้าวโพด ยังบอกด้วยว่า เงินที่เสียไปคือเงินทั้งบ้าน 95 เปอร์เซ็นต์ของเงินเก็บ โดยเป็นเงินตัวเอง เงินลูก เงินแม่ ส่วนสามีเป็นพนักงานโรงแรม ไม่ใช่เศรษฐีที่จะมารองรับได้ทุกอย่าง ไม่ใช่ชีวิตบนฟูกอย่างที่หลายคนเข้าใจ สามีเป็นพนักงานโรงแรม ไม่ใช่เศรษฐีที่จะมารองรับได้ทุกอย่าง

รู้ชะตากรรม? ส่องโพสต์ล่าสุด นานา ไรบีนา ร่ายยาวถึงอนาคตเด็กๆ ก่อนโดนบุกรวบคาบ้าน

รู้ชะตากรรม? ส่องโพสต์ล่าสุด นานา ไรบีนา ร่ายยาวถึงอนาคตเด็กๆ ก่อนโดนบุกรวบคาบ้าน

รู้ชะตากรรม? ส่องโพสต์ล่าสุด นานา ไรบีนา ร่ายยาวถึงอนาคตเด็กๆ ก่อนโดนบุกรวบคาบ้าน

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.12 น.

3 ธันวาคม 2568 หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. บุกเข้าจับกุมดาราตัวแม่ นานา ไรบีน่า อายุ 45 ปี ตามหมายจับในข้อหาฉ้อโกงและความผิดตามพ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน 

ซึ่งเมื่อส่องอินสตาแกรม @nanarybena ของ ‘นานา ไรบีนา’ พบว่าเมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้วนั้น นานา ได้ออกมาโพสต์ความในใจร่ายยาว ระบุว่า … 

จากความตั้งใจที่จะพัฒนาเด็กๆ มาจนถึงวันนี้… วันที่เราได้เห็นความสุข ความภูมิใจ และรอยยิ้มของทุกครอบครัวในบ้าน YBL Thailand มันคือหลักฐานชัดเจนว่าความพยายามของเด็กๆ ทุกคนไม่เคยสูญเปล่าเลยค่ะ

เพื่ออนาคตของนักกีฬาบาสเกตบอลไทย หนูๆ ทุกคนตั้งใจซ้อม ทุ่มเท และเติบโตขึ้นในทุกๆ สัปดาห์ ช่วงนี้เป็นช่วง playoff ที่ทั้งสนุก เข้มข้น และลุ้นกันทุกแมตช์ เด็กๆ เก่งมากจริงๆ ขอฝากให้ทุกคนแวะไปชม ไปเชียร์ ไปกดไลก์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้เด็กๆ ได้ที่เพจ YBL Thailand และ YouTube YBL Thailand กันนะคะ

…และมาถึงช่วงเวลานี้

ตัวนานาเองขอถอยออกมาเพื่อจัดการและแก้ไขเรื่องส่วนตัว ให้ลีกสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นตามวัตถุประสงค์ที่เราวางไว้ตั้งแต่วันแรก แม้จะต้องถอยมาอยู่ข้างสนาม แต่หัวใจยังคงอยู่กับ YBL เสมอ

จากวันแรกที่ตั้งใจสร้างพื้นที่สำหรับเด็กๆ

ตั้งใจให้ที่นี่เป็นบ้าน เป็นโอกาส และเป็นอนาคต

จนถึงวันนี้ที่ลีกเติบโตขึ้น พร้อมกับความสามารถของเด็กๆ ทุกคน

นานาขอขอบคุณทุกแรงสนับสนุน ทุกความไว้วางใจ และทุกความเชื่อมั่นที่มีให้กันมาตลอด

แม้จะถอยหนึ่งก้าวในวันนี้

แต่ความรัก ความตั้งใจ และบทบาทของ “แม่นานา” ยังคงอยู่เหมือนเดิมค่ะ ไม่ไปไหน ทีมงานทุกคนยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
นานาจะยังคงสนับสนุน ให้กำลังใจ และอยู่เคียงข้างลูกๆ ใน YBL ทุกคนตลอดไป เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย แม่นานาจะกลับไปทำหน้าที่รักมากๆต่อไปนะคะ

ขอให้เด็กๆ สนุกกับการแข่ง โชว์ศักยภาพให้เต็มที่

และเติบโตไปเป็นนักกีฬาที่เข้มแข็งทั้งกายและใจนะคะ 

#yblthailand #yblseason3

เปิดประวัติ นานา ไรบีนา พี่ใหญ่แห่งแก๊งนางฟ้า ตัวแม่ตัวมัมของเมืองไทย

เปิดประวัติ นานา ไรบีนา พี่ใหญ่แห่งแก๊งนางฟ้า ตัวแม่ตัวมัมของเมืองไทย

เปิดประวัติ นานา ไรบีนา พี่ใหญ่แห่งแก๊งนางฟ้า ตัวแม่ตัวมัมของเมืองไทย

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.01 น.

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จะขออาสาพาไปรู้จักกับดาราหญิงตัวแม่ของเมืองไทยที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงกันอยู่ในขณะนี้อย่าง นานา ไรบีนา ที่ในตอนนี้เส้นทางชีวิตของเธอเต็มไปด้วยมรสุมคลื่นลมแรงที่ถาโถมซัดเข้ามาในชีวิตของเธออย่างต่อเนื่องจนเป็นข่าวออกสื่อหลายสำนัก ณ ตอนนี้

ประวิต นานา ไรบีนา

นานา ไรบีนา เป็นที่รู้จักในฐานะดีเจ นักแสดง และนักธุรกิจหญิงชาวไทยชื่อดังของประเทศไทย เธอมีชื่อเสียงจากการเป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มเพื่อนดาราที่สื่อมวลชนต่างก็ตั้งฉายาให้ว่า “แก๊งนางฟ้า” แก๊งที่มีดาราตัวแม่ระดับแถวหน้าของวงการบันเทิงไทยอย่าง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, แอน อลิชา, เจนสุดา, พอลล่า เทเลอร์, วุ้นเส้น วิริฒิพา และคริส หอวัง

นานา ไรบีนา

ซึ่ง นานา มีบทบาทสำคัญในแก๊งคือการรักษาความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนสนิทในวงการบันเทิง และมักจะเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

นานา ไรบียา เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 ที่จังหวัดสงขลา และมีพี่น้อง 2 คน โดยตัวเธอจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยบุคลิกที่โดดเด่นและความสามารถหลากหลายของ นานา ทำให้เธอเริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากการเป็นดีเจ/วีเจหลายคลื่นในช่วงยุค 2000

นานา ไรบีนา

นอกจากงานดีเจแล้ว นานา ยังมีผลงานด้านการแสดงหลากหลายเรื่องและยังเป็นพิธีกรบันเทิงอีกหลายรายการ รวมไปถึงการเป็นแขกรับเชิญตามรายการต่าง ๆ

นานา ไรบียา แต้งงานกับ “เวย์ ไทเทเนียม” (ปริญญา อินทชัย) แร็ปเปอร์ชื่อดังของประเทศไทย และเปลี่ยนนามสกุลกลายมาเป็น ไรบีนา อินทชัย และมีลูกแฝดชายหญิงด้วยกัน

นานา ยังเป็นผู้หญิงเก่งและมีความสามารถในการบริหารธุรกิจหลายอย่างร่วมกับสามี เวย์ ไทเทเนียม และยังเป็นนักแข่งรถหญิงรวมไปถึงการเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายยานยนต์ ทำให้้แฟนคลับและอีกหลายคนต่างก็จำภาพลักษณ์ของ นานา ไรบีนา คือ ภาพตัวแทนของผู้หญิงสาวยุคใหม่ที่ลงมือทำจริงจังทุกบทบาทอย่างงดงามและสง่างามเสมอ อีกทั้งยังมีความเก่ง สวย รวย และมีธุรกิจมากมาย ทำให้ใครหลายคนต่างก็ยกย่องเธอเป็นไอดอลกันเลยทีเดียว

นานา ไรบีนา

ปัจจุบัน นานา เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ ดูแลครอบครัวและธุรกิจของครอบครัว เป็นพี่ใหญ่ของแก๊งนางฟ้า ที่กำลังมีปัญหาเรื่องเงินจากกรณีที่มีกระแสข่าว ดาราสาว น. ติดหนี้ 400 ร้อยล้าน

จนในเวลาต่อมา นานา ได้ออกมายอมรับว่าเป็นเธอเอง พร้อมขอโทษและขอโอกาสปรับปรุงตัวเอง แก้ไขปัญหา รวมถึงขอโอกาสจากเพื่อนรักของตัวเองอย่าง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ และในส่วนความสัมพันธ์ของแก๊งนางฟ้าตอนนี้ ทุกคนต่างก็อันฟอลโลว์เธอกันหมดแล้ว เหลือเพียง แอน อลิชา หิรัญพฤกษ์ ที่ยังคงติดตามเธออยู่

และเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมตัว นานา ไรบีนา ในข้อหาฉ้อโกงและ พ.ร.ก. การกู้ยืมเงิน อันเป็นฉ้อโกงประชาชน หลังมีผู้เสียหายหลายรายแจ้งความดำเนินคดี 

นานา ไรบีนา
นานา ไรบีนา

ข่าวที่เกี่ยวข้องคลิกได้เลย

เปิดข้อหา นานา ไรบีนา ที่ถูกตำรวจจับคาบ้าน

ด่วน! ตำรวจ ปอศ.บุกรวบ’นานา ไรบีนา’ หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความ

เปิดภาพนาทีบุกบ้าน นานา ไรบีนา หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ข้อหาฉ้อโกง

รู้ชะตากรรม? ส่องโพสต์ล่าสุด นานา ไรบีนา ร่ายยาวถึงอนาคตเด็กๆ ก่อนโดนบุกรวบคาบ้าน

ทนายสายหยุดโต้เดือด ดาราสาวรอมอบตัว ตำรวจไม่รับ แต่กลับถูกล็อคคาบ้าน

เอาแล้วไง! ‘นานา ไรบีนา’อันฟอลเพื่อนแก๊งนางฟ้าแล้วหนึ่ง!

‘นานา ไรบีนา’ประกาศขายบ้าน พร้อมยอมรับความผิดพลาด

ขอขอบคุณภาพจาก อินสตาแกรม nanarybena

‘บอย อนุวัฒน์ -เจี๊ยบ พิจิตตรา’ มอบเงินส่วนตัว ช่วยเหลือพี่น้องชาวภาคใต้

‘บอย อนุวัฒน์ -เจี๊ยบ พิจิตตรา’ มอบเงินส่วนตัว ช่วยเหลือพี่น้องชาวภาคใต้

‘บอย อนุวัฒน์ -เจี๊ยบ พิจิตตรา’ มอบเงินส่วนตัว ช่วยเหลือพี่น้องชาวภาคใต้

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

 ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในหลายจังหวัด “บอย อนุวัฒน์” และ “เจี๊ยบ พิจิตตรา” คู่รักที่มุ่งมั่นทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมส่งต่อพลังแห่งความห่วงใย ด้วยการ โอนเงินส่วนตัวรวมเกือบ 70,000 บาท ผ่านหลายหน่วยงานต่างๆ เพื่อเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนการบริจาคครั้งนี้รวมถึงการสมทบทุนให้กับ  มูลนิธิวายไลฟ์ ,โรงพยาบาลหาดใหญ่ ,มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการแพทย์ การส่งต่อสิ่งของจำเป็น และการสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะทุกความช่วยเหลือ…คือความหวังและทุกกำลังใจที่ส่งออกไป…คือพลังที่ทำให้วันพรุ่งนี้ดีขึ้นเสมอ

‘แมน การิน’ นำทีม ‘จิตอาสา’ ลงพื้นที่แจกอาหารพระราชทาน ณ ท้องสนามหลวง

'แมน การิน' นำทีม 'จิตอาสา'  ลงพื้นที่แจกอาหารพระราชทาน ณ ท้องสนามหลวง

‘แมน การิน’ นำทีม ‘จิตอาสา’ ลงพื้นที่แจกอาหารพระราชทาน ณ ท้องสนามหลวง

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ในช่วงแห่งการไว้อาลัยยังคงมีประชาชนชาวไทยจำนวนมากเดินทางมายังท้องสนามหลวง ‘แมน การิน และ อาจารย์เบ โอมมาตรา‘ จึงขอนำทีม ‘จิตอาสา’ ร่วมกันแจกจ่ายอาหารพระราชทานให้ประชาชนที่มารอเข้าเฝ้าฯกราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

โดย ‘แมน การิน และ อาจารย์เบ โอมมาตรา‘ นำทีม ‘จิตอาสา’ อาทิ จุ๋ย-จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา, หนูดี-รัสรินทร์ (Mrs.Globe Thailand 2025), บิวตี้-ณปภัช เลื่อนฉวี ร่วมกันแจกอาหารพระราชทาน ร่วมด้วยของว่างจากหมอซ้ง-ทรงวิทย์ จิรโศภิน และ เก๋-โสภิณ รองรัตน์ ที่ส่งมาสมทบเพิ่มเติม ให้กับประชาชนที่มาถวายความอาลัย #สมเด็จพระพันปีหลวง โดยได้รับการสนับสนุน ชุดข้าวเหนียวหมู-ไก่ทอด จำนวน 400 ชุด, ขนมปัง 120 ชุด และของว่าง 200 ชุด เพื่อเป็นการเสริมกำลังใจแก่ผู้มาร่วมถวายความอาลัยทุกท่าน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริเวณสนามหลวง ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้บรรยากาศแห่งน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ขออนุโมทนาคุณความดีจากทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้นอย่างงดงามในครั้งนี้

หนังชนโรง : ด้วยรักและคิดถึง ‘เจมส์’ จึงได้หวนสู่ ‘เมืองไซเลนต์ฮิลล์’ อีกครั้ง

หนังชนโรง : ด้วยรักและคิดถึง ‘เจมส์’ จึงได้หวนสู่ ‘เมืองไซเลนต์ฮิลล์’ อีกครั้ง

หนังชนโรง : ด้วยรักและคิดถึง ‘เจมส์’ จึงได้หวนสู่ ‘เมืองไซเลนต์ฮิลล์’ อีกครั้ง

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หวนคืนสู่เมืองห่าผีกับ “Return To Silent Hill” โดยผู้กำกับ คริสตอฟ แกนส์” ผู้สร้างปรากฏการณ์หลอนสุดขั้วในเมืองหมอกที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลกจาก “Silent Hill” (2006) ภาพยนตร์สยองขวัญขึ้นหิ้งที่แฟนเกมและคอหนังต่างยกให้เป็นผลงานดัดแปลงที่ดีที่สุดตลอดกาล

กลับมาครั้งนี้ แกนส์เลือกหยิบเอาเนื้อเรื่องจากวิดีโอเกม “Silent Hill 2” เกมที่ถูกโหวตให้เป็นภาคที่ดีที่สุดของแฟรนไชส์ ด้วยเนื้อหาที่ลึกซึ้งสะเทือนอารมณ์ และบรรยากาศชวนสยองเล่นกับจิตใจ พร้อมสานต่อความสยองให้สมคำร่ำลือ

พบกับเหล่าตัวละครสุดลึกลับอย่าง เจมส์” (เจเรมี เออร์วีน) ชายที่หวนคืนสู่ เมืองหมอกเพื่อตามหาภรรยาที่รัก, มาเรีย” (ฮันนาห์ เอมิลี แอนเดอร์สัน) หญิงสาวลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นในเมืองหมอกและมีใบหน้าคล้ายคลึงกับภรรยาของเจมส์, ลอรา” (อีวี เทมเพิลตัน) เด็กหญิงผู้ไร้ซึ่งความหวาดกลัว และ เอ็ดดี้” (เพียร์ส อีแกน) ชายร่างใหญ่ที่ติดอยู่ในเมืองหมอกแห่งนี้ รวมถึง “เหล่ามอนสเตอร์” ที่จะยกโขยงมาร่วมสร้างระทึกครั้งใหม่แบบจัดเต็ม

จดหมายลึกลับเพียงไม่กี่บรรทัดที่ระบุข้อความว่า “เธอกำลังรอเขาอยู่” ของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยความรัก ความคิดถึง และความสงสัยได้นำทางเจมส์หวนสู่ “เมืองไซเลนต์ฮิลล์” ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นความทรงจำอันแสนงดงาม แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นดินแดนเสื่อมทราม บิดเบี้ยว และเป็นฝันร้าย

“Return to Silent Hill”

22 มกราคม 2026 ในโรงภาพยนตร์

‘This Ability

'This Ability

‘This Ability

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่และเต็มเปี่ยมไปด้วยความประทับใจ สำหรับคอนเสิร์ตการกุศล “This Ability Charity Concert 2025” โดยครูอู๋ เปรมจิตต์ อำนรรฆมณี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 พ.ย.)D Dance Thailand ร่วมกับโรงละครอักษรา คิงพาวเวอร์ รางน้ำ สนับสนุนโดย Tiffany, Neekrung, Lovell International, รัญจวน และ propoliz kid ภายใต้แบรนด์บริษัท ทีแมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการระดมทุนเพื่อผู้บกพร่องทางความสามารถ และผู้ที่ต้องการโอกาสเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังแห่งความหลากหลายของดนตรี การแสดง และจิตใจที่พร้อมจะส่งต่อกำลังใจจากศิลปินและคนดังและเด็กๆทุกเจเนอเรชัน โดยโชว์แบ่งเป็น 5 part หลัก

เปิดม่านโชว์อลังการด้วยบทเพลงแห่งการเทิดทูน  โดยคอนเสิร์ตเริ่มต้นด้วยช่วง Overture : เทิดพระเกียรติ อย่างงดงาม โดยเสียงทรงพลังของ ปาน ธนพร ในเพลง คือหัตถาครองพิภพ ตามด้วยเสียงอันอบอุ่นของ มิ้น มาลีวัลย์ และการถ่ายทอดอารมณ์เพลงสากลจาก พรีน รวิสรารัตน์ และ หนึ่ง อภิวัฒน์ สร้างบรรยากาศแห่งความเคารพและซาบซึ้งใจ

Part 1 & 2: ความสามารถที่เปล่งประกาย คอนเสิร์ตเข้าสู่ช่วงที่เรียกเสียงปรบมือดังสนั่นกับ Part 1: Child’s respect และ Part 2: We’re This Ability ที่นำเสนอการแสดงจากกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่อย่างเด็กๆ Alpha Project นำโดย มะลิ พาขวัญ สหวงษ์ และฟ้าโปรด ที่มาพร้อมเพลง ยามเย็น และ ไม่เคย ไฮไลท์สำคัญคือการร่วมแสดงกับนักแสดงและ นักร้องสาวเสียงดีอย่าง ตั๊ก อธิศรี, แม่แวว สายสุนีย์, อันอัน เมตตา, รวมถึงเด็กๆ จาก มูลนิธิพระมหาไถ่, โรงเรียนสอนคนตาบอด, ผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และ ชุมชนพัฒนาคลองเตย ในเพลง This is me และ Rise up การแสดงของพวกเขาเต็มไปด้วยพลังบวก และแสดงให้เห็นว่า “ความบกพร่องทางร่างกาย ไม่ใช่ความบกพร่องทางความสามารถ”

Part 3: การรวมตัวของ “Gen’s Mix” สุดเซอร์ไพรส์ เวทีร้อนระอุเต็มไปด้วยสีสันหลากหลายแนว จากเด็ก ๆ ในโครงการ Alpha Project, Auulala Project และ D Dance New Gen เริ่มตั้งแต่การแสดงของ เมทัล สุขขาว, แพนเค้ก เขมนิจ ควงหลานสาว น้องอัญชัญ พร้อมทีมจาก The Face Thailand อย่าง บีบี, ภูมิ, เอมี่ และ ไทร่า ที่มาสร้างความตื่นเต้น ตามด้วยการโชว์สเต็ปแดนซ์สุดปังจาก จันจิ จันจิรา ในเพลง Gnarly และการแสดงสุดมันส์จากกลุ่ม Ozeeoss และ พี่เสือ ฉายวิชญ์ ในเพลง DOOMSCROLLING’S และตั้งตา มินนี่ แตงโม เอม พิม ที่ร่วมเต้นกับน้อง ๆ Alpha, จ๋า พราวเพชร กับเพลงใหม่ล่าสุด และที่เรียกเสียงกรี๊ดไม่แพ้กันคือการจับคู่ของสองนักแสดงคุณภาพ โอ อนุชิต และ ปอ อรรณพ ที่ควงคู่มาในเพลง โสดกระปิบกระปอย สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ชมอย่างท่วมท้น ก่อนที่    หนูนา หนึ่งธิดา จะส่งมอบความรู้สึกซึ้งๆ ด้วยเพลง แค่หลับตา

มาถึง Part 4 : การส่งมอบความสุขและกำลังใจส่งท้าย

ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและกำลังใจ โดยมีศิลปินจากหลากหลายวงโคจรมาส่งมอบความสุขอย่างต่อเนื่อง ทั้งทีมจาก Auulala Project, HOWLS, Dissy และพอร์ส แพนเค้กจากวง Yes Indeed ก่อนที่ทุกคนจะมารวมตัวกันในช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ต

ที่ Part 5: ให้กำลังใจส่งท้าย ซึ่งเป็นการแสดงส่งท้ายที่กินใจที่สุด

 บทเพลงอมตะอย่าง One moment in time โดย แอน นันทนา, แนน วาทิยา, เดียร์ อะแคบเปล่า เซเว่น, ศิษย์เก่าจาก Auulala Project และวง Extra Band เพลง Imagine ที่รวมศิลปินไว้บนเวทีมากมาย เช่น มาร์ค เมธาธวัช, เจเจ จุลจักร  ได้สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำและเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น ปิดท้ายด้วยเพลง I wanna dance with somebody โดยมี คุณตู่ นันทิดา ร่วมร้องเพลง สร้างความสุขและเสียงหัวเราะ  โดยมีนางเอกสาว เชียร์ ฑิฆัมพร ทำหน้าที่พิธีกรตลอดจนจบคอนเสิร์ตไปอย่างสวยงาม 

เป็นคอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยความสุขของผู้ร่วมโชว์บนเวที  และผู้ชมที่ได้ชมแล้วยังได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้า เพราะรายได้ทั้งหมด100% ไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้ 4 องค์กรการกุศล ดังนี้

1. มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ

2. โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ภายใต้การดูแลของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

3. โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา (คลองเตย)

4. ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรปราการ เพราะเงินรายได้จากคอนเสิร์ตวันนี้ 100% ไม่หักค่าใช้จ่าย  มอบให้ 4

‘กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ สว.’ถกแผนงานรับปีงบฯ69 ปลูกฝังรักสถาบันตั้งแต่’อนุบาล’

'กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ สว.’ถกแผนงานรับปีงบฯ69 ปลูกฝังรักสถาบันตั้งแต่'อนุบาล'

‘กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ สว.’ถกแผนงานรับปีงบฯ69 ปลูกฝังรักสถาบันตั้งแต่’อนุบาล’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

‘กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ สว.’ถกแผนงานรับปีงบฯ69 ปลูกฝังรักสถาบันตั้งแต่’อนุบาล’ หลังถูกการเมืองเซาะทำลายห่วงยืนเคารพในโรงหนัง ตั้งเป้ารณรงค์เข้มปีนี้ ด้าน’หม่อมปนัดดา’เหน็บแรงพวกอวดเก่ง แต่ขาดประสบการณ์ชีวิตอย่ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งที่บ้านเมืองหวงแหนรักษา ซัดมีพวกผิดมารยาทครอบงำ-ล้างสมองเด็ก ฝาก กมธ.แก้ปัญหายืนในโรงหนัง หวั่นเท่ากับลบหลู่ชาติตัวเอง 
 
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์วุฒิสภา จัดโครงการสัมมนาเรื่องการนำเสนอแผนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ ใน กมธ.ฯ  ประจำปี 2569 ประกอบด้วยคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและเสนอแนะแนวทางด้านการสื่อสารในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ และคณะอนุกรรมาธิการศึกษาติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์  โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย กมธ.ฯ อนุกมธ. คณะที่ปรึกษา กมธ. ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยพล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธาน กมธ.ฯ กล่าวเปิดการสัมมนา ว่า ตนมีความยินดีและคิดว่าการที่เราได้มาร่วมกันในวันนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดในการนำเสนอแผนการดำเนินงานของคณะอนุฯ ทั้ง 3 คณะที่ดำเนินงานใน กมธ. ก่อนเข้าสู่การสัมมนาในวันนี้ตนขอกล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนจำนวนมาก ตนขอส่งกำลังใจไปยังทุกครอบครัว และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการหรืออาสาสมัครที่เร่งช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญอยากให้ทุกท่านได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่ทรงติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างใกล้ชิด การพระราชทานแนวทางช่วยเหลือประชาชน ตั้งแต่การเตรียมพร้อมรับมือ การดูแลผู้ประสบภัยตลอดจนการฟื้นฟูหลังน้ำลด ถ้า กมธ.ของเรา รวมทั้ง 3 อนุฯ ได้นำแนวทางต่างๆ เหล่านี้ไปใช้ในการปฏิบัติงานก็จะทำให้งานของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวต่อว่า การสัมมนาครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของเราหลักๆ ตนต้องการ 2 ประการ ประการแรกคือเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งหลายท่านอาจมองว่าช้าเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามเราได้เตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้วจนมาถึงการสัมมนาในวันนี้ ในเรื่องการทำงานในปีงบประมาณ 69 อยากได้ ใน 2 เรื่องคือเราจะต้องทบทวนตัวเอง 1 ปีที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรบ้าง สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้หรือไม่ และตัวชี้วัดเป็นอย่างไร เราใช้งบประมาณในการดำเนินการแต่ละปีไม่น้อย เรามีผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการอย่างไร ซึ่งจะได้พูดคุยกันต่อไป นอกจากการมองการทำงานที่ผ่านมาใน 1 ปีแล้ว ที่สำคัญคือการมองไปข้างหน้า ปีงบประมาณ 2569 ทั้งปีเราจะทำอะไรกันบ้าง 

พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวว่า ประการที่สองที่ตนต้องการก็คือ ตนให้ความสำคัญ เคารพ และชื่นชม ผู้ที่อยู่ในวงงานทุกท่านไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะอนุฯ ที่ปรึกษาอนุฯ ที่มาร่วมงานวันนี้ ในการทำงานของเรา ตนบอกว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้ช่วยเราได้มาก ไม่ใช่ กมธ.เราไร้ความสามารถ แต่ด้วยภารกิจงานโดยเฉพาะใน กมธ.ชุดนี้ ซึ่งมีภารกิจอื่นด้วย คณะทำงานจึงมีความสำคัญ ทั้งนี้ตนให้ความสำคัญกับการสื่อสาร เรามี 3 อนุฯ การสื่อสารในการพิทักษ์เทิดทูนสถาบัน และการเร่งรัดมาตรการในการพิทักษ์เทิดทูนสถาบัน ตนให้เป็นการดำเนินการตามเดิมทั้งหมด ซึ่งคณะกมธ.ในชุดที่ผ่านมาทำไว้ดีแล้ว ก็ให้ดำเนินการตามนั้นไป โดยเน้นย้ำในเรื่องการสื่อสารมากขึ้น

พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ในปัจจุบันสถาบันฯ ถูกกัดเซาะบ่อนทำลาย ซึ่งเราทราบดีอยู่แล้ว ตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาลงมาจนถึงมัธยมศึกษา ตนพูดแค่นี้พวกเราคงนึกออกว่ามันคืออะไร ดังนั้นตนอยากให้ทำตั้งแต่ระดับอนุบาลขึ้นไป ซึ่งตนมองเหมือนผ้าขาว ตนเป็นเด็กบ้านนอก ซึ่งเราอาจจะอายที่จะไหว้พ่อแม่ แต่เมื่อเข้าโรงเรียนครูบอกให้ไหว้ก็ไหว้ สามารถที่ดัดไปทางไหนก็ได้ เช่นเดียวกันในการที่จะรักษาพิทักษ์เทิดทูนสถาบันฯ ให้ไว้ได้ยืนยาวมันต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ ระดับมัธยม ถึงมหาวิทยาลัยก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ตนมั่นใจว่าเราต้องเริ่มตั้งแต่เมล็ดพันธุ์แรกโดยครูอนุบาลต้องเป็นตัวหลัก เสาหลัก เข้าห้องเรียนทุกคนต้องยกมือไหว้ในหลวง ราชินี เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องปลูกฝัง อะไรเล็กๆ น้อยๆ ตามวัย พอถึงระดับประถม มัธยม ก็ให้รู้มากขึ้นในเรื่องอื่นๆ 

พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามปีที่แล้วทั้งปีตนไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่อยากได้  ปีนี้ยังตั้งเป้าให้สมปรารถนา ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องการยืนเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ในโรงภาพยนตร์ ตนพยายามจะทำให้ดีที่สุดแต่ปีที่แล้วทั้งปีไม่มีความคืบหน้า ในหลายๆ เรื่องที่อยากจะทำไม่มีความคืบหน้า แต่เป็นเรื่องโชคดีที่คณะทำงานต่างๆ ช่วยกัน ทั้งนี้เราจะมีการประเมินผลตัวเอง ปีนี้ความชัดเจนอยากให้เพิ่มมากขึ้นตรงนี้ สำหรับที่ปรึกษาหรือคนในวงการที่มาช่วยงานต้องขอบคุณท่านมาด้วยใจและมาทำงานร่วมกัน เพื่อให้ภารกิจของกมธ.สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย 

ขณะที่มล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษากมธ.ฯ  กล่าวว่าบรรยายในหัวข้อ  “บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะศูนย์รวมจิตใจ ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย” ตอนหนึ่งโดยได้เปิดคลิปสั้นรายการโทรทัศน์ ในชื่อเรื่อง “แม่ฟ้าแห่งแผ่นดิน” ซึ่งเป็นรายการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นด้วยกับคลิปดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  โดยมล.ปนัดดา กล่าวว่า คลิปดังกล่าวมียอดคนเข้าชมและเห็นด้วยจำนวนมาก ดังนั้นไม่ต้องคำนึงอะไรมากคนที่จะมาปรับเปลี่ยนประเพณีของชาติบ้านเมืองทำเป็นอวดเก่ง รู้ดี ตนคิดว่าบุคคลเหล่านี้ขาดประสบการณ์ชีวิต  อยากเรียนว่าไม่ต้องไปปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่ชาติบ้านเมืองเขาทะนุถนอมหวงแหนรักษามา จรรโลงมา จนประเทศไทยเป็นประเทศไทยมาได้ตราบจนวันนี้ คงไม่ต้องมาพึ่งใครที่เพิ่งมาเกิดในรุ่นหลัง แล้วก็อวดเก่งเหลือเกิน ไอ้โน่นฉันก็จะทำ ไอ้นี่ฉันก็จะคิด แล้วอะไรที่เป็นวันเก่าๆ เป็นเรื่องเชยล้าสมัย

มล.ปนัดดา กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือวันนี้และวันข้างหน้า ซึ่งตามจริงแล้วท่านก็ทราบว่าตามหลักปรัชญาของตะวันตกหรือตะวันออกก็ดี เขาพูดว่าเรามีวันนี้ได้ก็ด้วยอดีตด้วยวันวาน ที่บุพการีชน บรรพชนได้สั่งสม และสร้างแบบอย่างไว้ให้ชาติประเทศเกิดความสำเร็จบริบูรณ์เรียบร้อยได้ในวันนี้ก็ด้วยวันวาน ดังนั้นวันนี้ก็ใช้หลักคิด นวัตกรรมเหมือนกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าให้เราร่วมกับสืบสาน รักษา และต่อยอดก็คือความหมายว่า ครู อาจารย์ บุพการี องค์พระมหากษัตริยาธิราช บุคคลต่างๆ ที่มีพระคุณต่อบ้านเมืองไทย สั่งสอนเราไว้สั่งสมเป็นแบบอย่างไว้ เราจึงมีหน้าที่สืบสาน รักษาให้ดำรงอยู่ และใช้ความรู้ ความคิด เข้าใจ นวัตกรรมต่างๆเข้ามาผสมผสานพัฒนาไปสู่ข้างหน้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก 

“นี่เล่นพูดว่าอดีตไม่สำคัญ และมาเน้นกับความคิดของคนรุ่นใหม่ และท่านก็อ้างถึงบุคคลต่างๆ ในคณะผู้ก่อการ2475 โดยที่ตัวท่านเองก็ไม่ทัน คุณพ่อ คุณแม่ท่านก็ไม่รู้จัก ผมในฐานะวิทยากรในวันนี้ผมยังรู้จัก ผมยังทันท่านด้วยท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงศ์ ซึ่งเคารพสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พูดกับผมเองในช่วงบั้นปลายชีวิตท่าน บอกคุณปนัดดาก็ทราบ ตอนนั้นจบกันมาจากเมืองนอกเมืองนา ความคิดร้อนแรงกัน อยากจะปรับโน่นเปลี่ยนนี่ก็เลยกลายเป็นชิงสุกก่อนห่าม เคยรู้เรื่องกันไหมนี่ คนที่พูดจาไปเที่ยวครอบงำความคิดเด็กๆ อยากจะใช้คำว่าล้างสมอง แต่ใช้คำว่าครอบงำ เด็กเกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนทั้งๆ ที่ตนเองไม่เคยรู้จัก  โถ แล้วไปซื้อบ้านท่านที่ฝรั่งเศส ที่ปารีส คือแอบอ้าง ไม่ดีหรอกครับทำอะไรเช่นนี้ เขาเรียกว่าผิดมารยาท ตามหลักการที่คนไทยเชื่อมั่นและยึดถือกันมานานท่านๆ ผู้มีเกียรติสบายใจได้ ผมจะไม่เอ่ยชื่อใครในเชิงตำหนิ ติเตือน ผมจะพูดลอยๆ แบบนี้ เพราะว่าท่านผู้บังคับบัญชาผมที่กระทรวงมหาดไทย สอนสั่งผมตั้งแต่เด็ก ถึงการพูดในที่สาธารณะ เราทำอย่างนักการเมืองไม่ได้ที่จะใช้ถ้อยคำรุนแรงว่ากล่าวคนโน้นคนนี้ แล้วก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง ” มล.ปนัดดากล่าว 

มล.ปนัดดา กล่าวต่อว่า ภาพที่นำเสนอในวันนี้คือภาพแห่งความสำนึกและความคิดถึงอย่างสุดพรรณนาที่มีต่อพระองค์ท่าน แต่หลายท่านรวมทั้งคนในรุ่นปัจจุบันไม่พูดถึงเลย ไม่รู้ว่าเอาความเข้าใจ ความคิด หรือความรู้ต่างๆเหล่านี้ไปฝากไว้กับใคร หรือแกล้งทำเป็นลืม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 หลายท่านทราบดี เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศภายหลังสงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุดลง เพื่อฟื้นฟูสถานภาพของประเทศไทย ศักยภาพของเราซึ่งเคยมีความโดดเด่นเป็นสง่ามาตั้งแต่อดีตกาลโดยเฉพาะสมัย ร. 4 ร.5 ที่รักษาชาติบ้านเมืองมา แต่คนรุ่นใหม่ลืมไปได้อย่างไร ละเลยไปได้อย่างไร กระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ต้องย้ำกับเด็ก แต่ตอนนี้จะมาปลูกฝังเรื่องนั้นเรื่องนี้  ที่จริงมันต้องเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยจิตสำนึกของลูกหลานและประชาชนที่จะมีความเข้าใจโดยธรรมชาติ

มล.ปนัดดา กล่าวว่า  ตอนนี้เหมือนเรามาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทั้งๆ ที่ต้นเหตุจริงๆ เราก็ทราบว่าในช่วงหนึ่งของบริบททางการเมืองไปล้มเลิกการศึกษาวิชาสำคัญๆ ของเรา เช่น หน้าที่พลเมือง ที่พึงจะต้องกระทำ ซึ่งข้อนี้จะอิงกับกฎหมายจารีตประเพณี ซึ่งเรามีกฎหมายหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่คนต้องเคารพและปฏิบัติ ตอนนี้ขนาดพูดกันบอกว่าที่ไม่ยืนโรงภาพยนตร์ ทางการไม่มีสิทธิ์ไปบังคับ ให้ยืนกันด้วยความสมัครใจ ท่านต้องไปฟังคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย ซึ่งมีหลายท่านที่ตนยังติดต่ออยู่ เขาบอกไม่เข้าใจว่าประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรและเขาก็ทราบข่าวเรื่องความมั่นคง เขาทราบรายะละเอียด มีการยุยง ครอบงำเด็ก ซื้อตั๋วฟรี ให้เด็กดูหนังในโรงภาพยนตร์ยังไม่พอ  เลี้ยงขนม เข้าร้านอาหาร อย่าไปเอ่ยชื่อร้านอาหารผิดมารยาทแย่เลย เรียกว่าเป็นโครงการที่ตนพูดมาตั้งแต่ กมธ.ฯ ชุดที่แล้ว มาจนถึงชุดนี้ เรื่องนี้ท่านโทษใคร โทษการเมือง ข้าราชการบางหน่วยงานก็ยังเคร่งครัดเข้มงวด ซึ่งตนชื่นชมมาก แต่หลายหน่วยก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยปละ ละเลย ในสิ่งซึ่งถือว่าเป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศชาติ ขนาดคณะทูตพูดแล้วคนไทยไม่รู้สึกก็คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว เรื่องการไม่ยืนในโรงหนังจึงน่าจะสอดแทรกเข้าไปในอนุฯ กมธ.ให้พิจารณาดำเนินการในปีงบ 69 ทั้งเชิงรับและเชิงรุกด้วย  

“ขอฝากทุกท่านอย่าลืมเรื่องโรงภาพยนตร์ มันเหมือนเราประณามตัวเอง ดูถูกประเทศตัวเอง คนไม่ค่อยคิด คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ฉันไม่ยืน ฉันไม่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ แต่คนไม่คิดว่านั่นคือการลบหลู่ดูหมิ่นประเทศชาติตนเอง ละเลยซึ่งหน้าที่พลเมือง ที่ควรจะเป็น”มล.ปนัดดา กล่าว