“มานิจ สุขสมจิตร – พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร” คว้ารางวัลเกียรติยศวารสารศาสตราธรปี 68

“มานิจ สุขสมจิตร – พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร” คว้ารางวัลเกียรติยศวารสารศาสตราธรปี 68

“มานิจ สุขสมจิตร – พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร” คว้ารางวัลเกียรติยศวารสารศาสตราธรปี 68

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัล “วารสารศาสตราธร” ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 71 ปี การสถาปนาคณะฯ เพื่อเชิดชูและประกาศเกียรติคุณบุคคลต้นแบบที่ใช้พลังแห่งการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคมโดยในปีนี้ คณะกรรมการสมาคมวารสารศาสตร์ มีมติเอกฉันท์มอบรางวัลเกียรติยศ  ให้แก่ มานิจ สุขสมจิตร และ พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร สองผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีคุณูปการยิ่งต่อวงการสื่อสารมวลชนไทย ซึ่งพิธีจัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงภาพยนตร์ JC Cinema คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ภูวนารถ ณ สงขลา นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มอบรางวัลวารสารศาสตราธรเกียรติยศ ประจำปี 2567 ให้แก่ ประกิต อภิสารธนรักษ์ โดยมี อภิรักษ์ อภิสารธนรักษ์ บุตรชายรับแทน

ภูวนารถ ณ สงขลา นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รางวัล‘วารสารศาสตราธร’ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชนไทย และยกย่องเชิดชูเกียรติศิษย์เก่า คณาจารย์ บุคลากร ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท ใช้พลังแห่งการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ยึดมั่นในหลักจริยธรรม จรรยาบรรณ มาตรฐานวิชาชีพ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม โดยเริ่มมอบครั้งแรกในปี 2565 ในวาระครบรอบ 68 ปีของคณะวารสารศาสตร์ฯ

มานิจ สุขสมจิตร รับรางวัลวารสารศาตราธร ประเภทรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2568

“ทุกวันนี้ สื่อไทยต้องแบกรับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการแข่งขันกับอัลกอริทึม การแพร่กระจายของข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ความเชื่อมั่นในสื่อกระแสหลักที่ลดลง รวมถึงแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ยุคนี้ยังเป็นในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ยิ่งทำให้ ‘เส้นแบ่ง’ ระหว่างคนทั่วไปที่แค่มีสื่อในมือ กับนักสื่อสารมวลชนมืออาชีพที่มีจรรยาบรรณและความรับผิดชอบยิ่งต้องชัดเจน รางวัลวารสารศาสตราธรตั้งขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างนี้ และตอกย้ำให้สังคมเห็นว่าการรักษาจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชนยังเป็นสิ่งจำเป็น และเราจะร่วมกันรักษาไว้”

พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร รับรางวัลวารสารศาตราธร ประเภทรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2568

สำหรับการมอบรางวัล‘วารสารศาสตราธร’ปี 2568 แบ่งออกเป็น 4 สาขา รวม 8 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเกียรติยศ ซึ่งเป็นรางวัลที่เริ่มมอบครั้งแรกในโอกาสครบรอบ 70 ปี คณะวารสารฯ เมื่อปี 2567 มอบให้กับ ประกิต อภิสารธนรักษ์  ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้ง บริษัท ประกิต โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โดยมารับพร้อมกันในปีนี้  สำหรับในปี 2568 ผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ  2 รางวัล ได้แก่  มานิจ สุขสมจิตร อดีตบรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรรมการคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และ พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ประธานมูลนิธิอิศรา อมันตกุล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และคณะผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชน

ผู้แทน วาสนา นาน่วม รับรางวัลสาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านสื่อสารมวลชน

รางวัลสาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านสื่อสารมวลชน 2 รางวัล ได้แก่  วาสนา นาน่วม คอลัมนิสต์และผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร และ  ปฏิภาณ บุณฑริก ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระที่ใช้พลังสื่ออย่างสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนประเด็นสังคมและปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยมด้านจิตอาสา 2 รางวัล ได้แก่ คมฉาย ธนะพานิช ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร ThaiWhales และ  ภัคธินันท์ อัครลักษมีพัชร อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 4 ที่ใช้สื่อโซเชียลอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างกำลังใจและสร้างความหวังให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ปฏิภาณ บุณฑริก รับรางวัลสาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านสื่อสารมวลชน

สาขาคณาจารย์และบุคลากรยอดเยี่ยม 2 รางวัล ได้แก่ ผศ.ดร.กมลมาศ ชาญวิเศษ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสาร มวลชน อาจารย์ผู้อุทิศตนในการพัฒนาการศึกษาด้านสื่อสารมวลชน และ นันท์นภัส บุญเลิศ บุคลากรผู้ทุ่มเทในการปฏิบัติงานและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของคณะวารสารศาสตร์ฯ

คมฉาย ธนะพานิช สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยมด้านจิตอาสา

“หากมองรายชื่อผู้ได้รับรางวัลวารสารศาสตราธร จะเห็นได้ว่า ‘คนสื่อ’ ที่ได้รับการยกย่อง มีความหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักข่าวหรือผู้ทำงานในสื่อกระแสหลักเพียงอย่างเดียว สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ ‘นักสื่อสารมวลชนยุคใหม่’ ที่แม้แพลตฟอร์มอาจเปลี่ยน รูปแบบอาจแตกต่างออกไป แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการใช้พลังการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณค่าและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม รางวัลวารสารศาสตราธรจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกาศเกียรติคุณ แต่คือ ‘คำมั่นสัญญา’ ของคณะวารสารศาสตร์ฯ และสมาคมฯ ที่มีต่อสังคมไทยว่า เราจะไม่ยอมปล่อยให้วิชาชีพสื่อสารมวลชนไทยต้องเสื่อมถอย จะยืนหยัดรักษามาตรฐาน และสร้าง ‘วัฒนธรรมความภาคภูมิใจ’ ว่าการทำงานในวิชาชีพสื่ออย่างมีคุณธรรมนั้นมีเกียรติ มีคุณค่า มีความหมาย สมควรได้รับการยกย่อง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้านำเสนอความจริง ยืนหยัดในความถูกต้อง และใช้พลังแห่งการสื่อสารสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” นายกสมาคมวารสารศาสตร์ กล่าวทิ้งท้าย

ภัคธินันท์ อัครลักษมีพัชร สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยมด้านจิตอาสา

ติดตามข่าวสารของรางวัลและกิจกรรมอื่น ๆ ได้ที่ ช่องทาง เฟซบุ๊ค : สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (Journalism Alumni Association)

ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ มอบรางวัลสาขาคณาจารย์และบุคลากรยอดเยี่ยมให้แก่  ผศ.ดร.กมลมาศ ชาญวิเศษ

นันท์นภัส บุญเลิศ สาขาคณาจารย์และบุคลากรยอดเยี่ยม

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ฯ จัดตั้งโรงครัวพระราชทานในพื้นที่จังหวัดตรัง

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ฯ จัดตั้งโรงครัวพระราชทานในพื้นที่จังหวัดตรัง

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ฯ จัดตั้งโรงครัวพระราชทานในพื้นที่จังหวัดตรัง

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ส่งผลให้ในหลายพื้นที่มีน้ำท่วมสูงไม่สามารถใช้ชีวิตแบบปกติได้  มูลนิธิฯ จึงได้มอบหมายสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตรัง ดำเนินการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานจังหวัดตรัง ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่

โรงครัวพระราชทานได้ประกอบอาหารจำนวน 2 มื้อ คือ อาหารกลางวันและเย็น โดยวันแรก 27 พฤศจิกายน มื้อกลางวันเป็นเมนู ข้าวผัดกระเพราไก่ + ไข่ต้ม จำนวน 800 กล่อง และ ข้าวผัดพริกแกงไก่ +ไข่ต้ม จำนวน 400 กล่อง ส่วนมื้อเย็น ข้าวผัดพริกไก่+ไข่ต้ม จำนวน 1,500 กล่อง ข้าวผัดพริกแกงไก่ +ไข่ต้ม จำนวน 700 กล่อง และข้าวผัดกระเพราไก่ +ไข่ต้ม  จำนวน 600 กล่อง

โดยมีจิตอาสาจาก ส่วนราชการ เช่น สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตรัง สำนักงานจังหวัดตรัง สำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตรัง วิทยาลัยบรมราชนนีตรัง สถานีตำรวจภูธรห้วยยอด กาชาดจังหวัดตรัง ผู้นำสตรี  เครือข่าย OTOP จังหวัดตรัง ประชาชน และนักศึกษา จำนวน 200 คน มาร่วมปฏิบัติงานประกอบอาหาร

เมกาบางนา ร่วมกับ TOA ยกขบวนของขวัญจากอวกาศ เปิดแลนด์มาร์ก “THE SPACE SANTA”

เมกาบางนา ร่วมกับ TOA ยกขบวนของขวัญจากอวกาศ เปิดแลนด์มาร์ก “THE SPACE SANTA”

เมกาบางนา ร่วมกับ TOA ยกขบวนของขวัญจากอวกาศ เปิดแลนด์มาร์ก “THE SPACE SANTA”

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตที่ดีในทุกๆ วัน ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE ร่วมกับ TOA ชวนทุกท่านส่งต่อความสุขในช่วงเทศกาลแห่งการให้ด้วยแลนด์มาร์กสุดพิเศษ THE SPACE SANTA” ภายใต้แคมเปญ MEGA SEASON OF GIVING 2025 ที่ถ่ายทอดแนวคิด “THE GIFT FROM GALAXY” เรื่องราวของซาน ตาคลอสผู้เดินทางข้ามจักรวาลเพื่อตามหาของขวัญ เพื่อมามอบรอยยิ้มพร้อมประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ให้กับทุกคนที่เมกาบางนา ผ่านงานออกแบบสุดล้ำที่ผสานจินตนาการของโลกอวกาศเข้ากับความอบอุ่นของเทศกาลคริสต์มาสอย่างลงตัว  ทั้งต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์ ประดับไฟและของขวัญจากกาแล็กซี ยานอวกาศสุดล้ำจำลองการเดินทางสู่จักรวาล และอุโมงค์แสง LED  บนพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร ชวนให้ทุกคนในครอบครัวมาร่วมถ่ายภาพส่งต่อความประทับใจกันตลอดปลายปีนี้ บริเวณโซนเมน เอนทรานซ์ และโซนฟู้ดวอล์ค พลาซ่า ตั้งแต่วันนี้ – 4 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา

ภายในแลนด์มาร์ก “THE SPACE SANTA” ที่โซนเมน เอนทรานซ์ เมกาบางนาได้เนรมิตพื้นที่จักรวาลที่ผสานกลิ่นอายคริสต์มาสเข้ากับบรรยา กาศของกาแล็กซีอันกว้างใหญ่ พบกับ ซานตาคลอสในลุคนักบินอวกาศ ที่มาพร้อมยานของขวัญขนาดใหญ่ รวมทั้งเหล่า เอลฟ์ผู้ช่วยตัวน้อยและกวางเรนเดียร์ ที่ร่วมส่งต่อของขวัญและรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ โดดเด่นด้วย Galactic Christmas Tree ต้นคริสต์มาสแห่งจักรวาล ที่สูงตระหง่าน เปล่งประกายระยิบระยับราวกับรวงแสงดาวนับพันจากกาแล็กซี ประดับด้วยดวงดาวไฟ LED หลากสี ที่สะท้อนความมหัศจรรย์และจินตนาการของจักรวาล ต่อกันด้วย Santa’s Space Rocket ยานอวกาศของซานต้า ที่บรรทุกของขวัญและความสุขสำหรับทุกครอบ ครัว ให้เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ได้ร่วมขึ้นยาน สัมผัสบรรยากาศแห่งความสนุก และความมหัศจรรย์ราวกับบินไปในจักรวาล และ Stellar Panorama Zone โซนถ่ายภาพแห่งจักรวาล พร้อมเก็บความทรงจำที่น่าประทับใจในทุกมุม

ต่อเนื่องมาที่โซน TOA Space Gift บริเวณฟู้ดวอล์ค พลาซ่า สนับสนุนโดย TOA ที่เนรมิตโซนนี้ให้กลายเป็นพื้นที่จำลองยานอวกาศสุดล้ำนำของขวัญมาให้ทุกคนกลางเมกาบางนา เปล่งประกายด้วยแสงไฟ LED และของตกแต่งสุดล้ำ รายล้อมด้วยดวงดาวและของขวัญที่ลอยตัวเหนือศีรษะ สร้างประสบการณ์ความสนุกและรอยยิ้ม ให้ทุกคนได้สัมผัสความสุขจากการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กัน พิเศษยิ่งขึ้นรับฟังดนตรีสดท่าม กลางบรรยากาศเย็นสบายจาก TOA ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 ม.ค. 69  

ขอเชิญชวนทุกคนออกเดินทางท่องจักรวาลแห่งการให้ไปกับเมกาบางนา พร้อมเพลิดเพลินกับสิทธิพิเศษมากมาย ต่อเนื่องด้วยประสบการณ์การช้อปปิ้งส่งท้ายปี จากแคมเปญ MEGA SEASON OF GIVING 2025 ตั้งแต่วันนี้ – 4 ม.ค. 69 พร้อมเตรียมลุ้นรับของรางวัลใหญ่สุดพิเศษในงาน MEGA ADVENT CALENDAR  (1 ธ.ค. 68 – 4 ม.ค. 69) และคอนเสิร์ตข้ามปี ศิลปินดังแน่นเวที ในงาน MEGA COUNTDOWN 2026 (31 ธ.ค. 68) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชันเมกาบางนา, เฟซบุ๊ก : FACEBOOK.COM/MEGABANGNA SHOPPINGCENTER และ LINE OA : @MEGABANGNAOFFICIAL

ศ.นพ.วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์ และ นพ.เอร์รี ดีน คิง จากสหรัฐ ผู้ได้รับพระราชทานราง สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

ศ.นพ.วอลเตอร์  ซี. วิลเล็ตต์ และ นพ.เอร์รี ดีน คิง จากสหรัฐ  ผู้ได้รับพระราชทานราง สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

ศ.นพ.วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์ และ นพ.เอร์รี ดีน คิง จากสหรัฐ ผู้ได้รับพระราชทานราง สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.44 น.

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะรองประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ  ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ปาณิดล  ปัจฉิมสวัสดิ์  รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ, ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา ประธานคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ พร้อมด้วย พญ.คริสทีน รอสส์ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือไทย – สหรัฐ ด้านสาธารณสุข ในฐานะผู้แทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลครั้งที่ 34 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องสมเด็จพระบรมราชชนก ตึกสยามินทร์ ชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช         

ในปีนี้  มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568   รวมทั้งสิ้น 47 ราย จาก 17 ประเทศ อีกทั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการได้พิจารณากลั่นกรอง และคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ ได้นำรายชื่อของผู้ได้รับการเสนอชื่อระหว่างปี 2565 – 2567  มาพิจารณาร่วมด้วย และนำเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิฯ  ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็นประธาน  พิจารณาตัดสินเป็นขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สำหรับผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการแพทย์ ได้แก่ นพ.เทอร์รี ดีน คิง (Terry Dean King, MD.) จากสหรัฐอเมริกา และ สาขาการสาธารณสุข ได้แก่ ศ.นพ.วอลเตอร์  ซี. วิลเล็ตต์ (Prof. Walter C. Willett, MD, MPH, DrPH) จากสหรัฐอเมริกา

นพ.เทอร์รี ดีน คิง  (Terry Dean King, MD.) กุมารแพทย์โรคหัวใจ และแพทย์อาวุโส โรงพยาบาลเด็กออชส์เนอร์ รัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการแพทย์ เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ มีความสนใจเรื่องการรักษาแบบรุกล้ำน้อย (Minimally Invasive Treatment) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขความผิดปกติของหัวใจพิการแต่กำเนิดโดยไม่ต้องรับการผ่าตัด ผลงานวิจัยและประสบการณ์ทางคลินิกของท่าน ได้วางรากฐานให้แก่การพัฒนาแนวทางการรักษาโรคหัวใจที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2518 นพ.คิง และคณะ ได้ทำการรักษาผู้ป่วยที่มีรูรั่วของผนังกั้นหัวใจช่องบน (Atrial Septal Defect) รายแรกได้สำเร็จ โดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่เป็นรูปร่มขนาดเล็ก (umbrella-shaped device) ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ King–Mills Cardiac Umbrella อุปกรณ์นี้ถือเป็นนวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจแบบไม่ต้องผ่าตัดเปิดทรวงอก โดยใช้วิธีใส่อุปกรณ์ผ่านสายสวนหลอดเลือดดำเพื่อปิดรูรั่วของหัวใจ การรักษาด้วยอุปกรณ์ดังกล่าวช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่ ลดระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญในประวัติศาสตร์การรักษาโรคหัวใจ ที่เชื่อมโยงนวัตกรรมเชิงวิศวกรรมและการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ และถือเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีการรักษาแบบรุกล้ำน้อย นพ.คิงยังมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมให้ประเทศรายได้น้อยถึงปานกลางเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยได้อย่างเท่าเทียม

ผลงานความเป็นเลิศในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์ และผลงานที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดทั่วโลก ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาแบบรุกล้ำน้อย เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของมวลมนุษย์ได้หลายร้อยล้านคนทั่วโลก

ศ.นพ.วอลเตอร์  ซี. วิลเล็ตต์ (Prof. Walter C. Willett, MD, MPH, DrPH) ศาสตราจารย์สาขาการระบาดวิทยาและโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการสาธารณสุข หนึ่งในผลงานสำคัญคือการพบหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นครั้งแรกว่าการบริโภคไขมันทรานส์ (trans fats) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดหัวใจ ผลการค้นพบนี้นำไปสู่การออกข้อบังคับห้ามใช้ไขมันทรานส์ในหลายประเทศทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้แก่องค์การอนามัยโลกในการจัดตั้งโครงการเพื่อขจัดไขมันทรานส์ซึ่งคาดว่าจะช่วยป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหัวใจได้กว่า 250,000 รายต่อปี

นอกจากนี้ผลการศึกษาของท่านได้ย้ำหลักการสำคัญที่ว่า โรคเรื้อรังส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2  ด้วยการปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการดำเนินชีวิตในปี พ.ศ. 2562 ศ.นพ.วิลเล็ตต์ ได้เสนอแนวคิด “อาหารเพื่อสุขภาพของโลก (Planetary Health Diet)” ซึ่งสามารถลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึงร้อยละ 30 หรือเทียบเท่ากับการช่วยชีวิตมนุษย์ได้กว่า 15 ล้านคนต่อปี จากคุณูปการอันล้ำค่าและผลงานที่ก้าวล้ำในการวิจัยด้านโภชนาการ ได้ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชากรโลกและการกำหนดนโยบายสาธารณสุขเพื่อการป้องกันโรค ก่อประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยนับร้อยล้านคนทั่วโลก

  ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ และ ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล  เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ 1 มกราคม 2535 ดำเนินงานโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน  มอบรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์ 1 รางวัลและด้านการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปีตลอดมา แต่ละรางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัล, ประกาศนียบัตร และเงินรางวัล 100,000 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ พิธีพระราชทานรางวัลฯ มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา และ ปาณิดล  ปัจฉิมสวัสดิ์

DMT เผยผลการวิจัย ใช้ทางยกระดับดอนเมืองช่วยลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 5,000 ตัน CO₂e ต่อปี ผ่านการรับรองผลการประเมินตามมาตราฐาน ISO 14064-3:2019

DMT เผยผลการวิจัย ใช้ทางยกระดับดอนเมืองช่วยลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 5,000 ตัน CO₂e ต่อปี ผ่านการรับรองผลการประเมินตามมาตราฐาน ISO 14064-3:2019

DMT เผยผลการวิจัย ใช้ทางยกระดับดอนเมืองช่วยลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 5,000 ตัน CO₂e ต่อปี ผ่านการรับรองผลการประเมินตามมาตราฐาน ISO 14064-3:2019

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.26 น.

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เปิดเผยว่า ผลการวิจัยจากรายงานคาร์ บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรพบว่า การเลือกใช้บริการทางยกระดับดอนเมืองช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ชัดเจน โดยเฉพาะก๊าซมลพิษที่ทำ ให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อน ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (HC) เนื่องจากรถยนต์เดินทางด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอและการจราจรที่คล่องตัวกว่าถนนพื้นราบที่การขับขี่เป็นลักษณะ หยุด-เร่ง (Stop and Go) ซึ่งระเบียบวิธีการคำนวณได้ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐาน ISO 14064-3:2019 แสดงให้เห็นว่ารถ ยนต์ที่วิ่งบนทางยกระดับดอนเมืองสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม และส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศและสิ่งแวด ล้อมในเขตเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

“ISO 14064-3:2019 ที่ DMT ได้รับ เป็นมาตรฐานสากลสำหรับการตรวจประเมินและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระ จก (Greenhouse Gas Verification & Validation) โดยมีบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ทำหน้าที่ตรวจประเมินและให้การรับรอง ว่าปริมาณการจราจรบนทางยกระดับดอนเมืองที่รวบรวมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2566 ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 5,016 ตัน CO₂e ต่อปี เมื่อนำไปคำนวนและเปรียบเทียบกับอัตราการปล่อยมลพิษตามวัฏจักรการขับขี่ของกรุงเทพฯ ที่จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งผลลัพธ์สะท้อนว่า ทุกครั้งที่ผู้ใช้ทางเลือกขึ้นทางยกระดับดอนเมือง จะมีส่วนร่วมโดยตรงต่อการทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้น” ดร.ศักดิ์ดาเผย

ดร.ศักดิ์ดา กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการคำนวณผลประโยชน์ด้านการลดมลพิษ กรณีที่มีและไม่มีทางยกระดับดอนเมือง สามารถทำได้แม่น ยำ ด้วยการใช้ระบบกล้องและซอฟต์แวร์ติดตามอัตราความเร็วของรถแต่ละคัน นำไปหาผลต่างระหว่างปริมาณการปล่อยมลพิษบนถนนวิภาวดี-รังสิตและทางยกระดับดอนเมืองในระดับรายคัน จากนั้นจึงนำผลต่างของมลพิษที่ได้ ไปคูณเข้ากับจำนวนรถยนต์ที่วิ่งบนทางยกระดับดอนเมืองในแต่ละช่วง ซึ่งผลรวมของผลต่างทั้งหมดสะท้อนถึงผลประโยชน์ด้านการลดมลพิษจากการมีทางยกระดับดอนเมือง

“นอกจากประโยชน์ด้านมลพิษจากการเดินทางบนทางยกระดับดอนเมืองแล้ว งานวิจัยยังพบประโยชน์เพิ่มเติมจากระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็ก ทรอนิกส์ (ETC) โดยงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์และรับรองในการประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติ ครั้งที่ 30 จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) พบว่า การผ่านด่านด้วยบัตร M-Pass หรือ Easy Pass สามารถลดมลพิษรวมประมาณ 343 กิโลกรัมต่อวัน อันเป็นผลจากการลดการหยุด-เร่งซ้ำซ้อนบริเวณด่านเก็บเงิน” ดร.ศักดิ์ดากล่าว

ทั้งนี้ โครงการศึกษาผลประโยชน์ทางด้านการลดมลพิษจากการใช้ทางยกระดับอุตราภิมุข และการประยุกต์ใช้วัฏจักรการขับขี่ ในการประเมินมลพิษระหว่างช่องเก็บค่าผ่านทางแบบเงินสดและแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นงานวิจัยที่จัดทำโดย ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี ร่วมกับ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ใช้เส้นทางและระบบวิเคราะห์และประมวลผลภาพ ของทางยกระดับดอนเมืองเป็นกรณีศึกษา ซึ่งผลการศึกษาทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจต่อประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทางยกระดับและระบบเก็บค่าผ่านทางแบบต่าง ๆ และสามารถนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายลดมลพิษ การสนับสนุนระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมเมืองสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)

โรบินสันไลฟ์สไตล์ รวมพลังเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

โรบินสันไลฟ์สไตล์ รวมพลังเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

โรบินสันไลฟ์สไตล์ รวมพลังเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เร่งเดินหน้าภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและกลุ่มผู้มีจิตอาสา เพื่ออำนวยความสะดวก และสนับสนุนการส่งต่อความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยเปิดจุดรับบริจาคสิ่งของที่จำเป็นที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ 20 สาขาทั่วประเทศ ตอกย้ำแนวคิด “Central to Life” ศูนย์กลางชีวิตของทุกคน ที่พร้อมอยู่เคียงข้างประชาชน ให้ผ่านพ้นวิกฤตในทุกสถานการณ์ไปด้วยกัน โดยจุดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ 20 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ ศรีสมาน, สุวรรณภูมิ (ลาด กระบัง), สมุทรปราการ, ฉลอง, ถลาง, ฉะเชิงเทรา, สระบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ตรัง, ชลบุรี, บ่อวิน, ร้อยเอ็ด, บ้านฉาง, เพชรบุรี, ลพ บุรี, สกลนคร, ปราจีนบุรี และ มุกดาหาร ซึ่งประชาชนสามารถร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็น อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และยารักษาโรค เพื่อนำไปส่งมอบต่อยังพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ผ่านการประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว

โรบินสันไลฟ์สไตล์ยึดมั่นในแนวคิด “Central to Life” ศูนย์กลางชีวิตของทุกคน ที่ไม่เพียงมุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ผู้คนในทุกวัน แต่ยังพร้อมเป็นพื้นที่ช่วยเหลือและกำลังสำคัญในยามเกิดวิกฤต ผ่านการทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายจิตอาสาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยได้

โรบินสันไลฟ์สไตล์ขอส่งกำลังใจไปยังประชาชนภาคใต้ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่ คลายและกลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด โดยโรบินสันไลฟ์สไตล์ยังคงเดินหน้าร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และขอเป็นส่วนหนึ่งในการเคียงข้างทุกชุมชนให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

‘พันธุ์ไทย’ คว้า ‘สกาย-นานิ’ นั่งแบรนด์พรีเซนเตอร์ บุกหัวใจคนรุ่นใหม่ เปิดโลก D.I.Y. ครีเอทเมนูได้ไม่จำกัด

'พันธุ์ไทย' คว้า 'สกาย-นานิ' นั่งแบรนด์พรีเซนเตอร์  บุกหัวใจคนรุ่นใหม่ เปิดโลก D.I.Y. ครีเอทเมนูได้ไม่จำกัด

‘พันธุ์ไทย’ คว้า ‘สกาย-นานิ’ นั่งแบรนด์พรีเซนเตอร์ บุกหัวใจคนรุ่นใหม่ เปิดโลก D.I.Y. ครีเอทเมนูได้ไม่จำกัด

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

กาแฟพันธุ์ไทย แบรนด์กาแฟไทยที่สร้างปรากฏการณ์ในปี 2024 ด้วยความสำเร็จอันล้นหลามจากการเปิดตัว ‘พี่จอง – คัลแลน’ ยูทูบเบอร์ชาวเกาหลีมานำเสนอ ‘ไทยริกาโน’ กาแฟสเปเชียลตี้สัญชาติไทย 100% พร้อม Brand Tagline ใหม่ #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ ที่สร้างกระแสไวรัลทั่วโซเชียล ปีนี้พันธุ์ไทยเดินหน้าขยายฐานคนรุ่นใหม่ ด้วยการดึง ‘สกาย – นานิ’ คู่เพื่อนสุดซี้มาเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ พร้อมปฏิวัติวงการด้วยเมนู ‘พันธุ์ไทย D.I.Y.’ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเป็นบาริสต้าครีเอทเครื่องดื่มในแบบของตนเอง โดยยังคงคอนเซปต์ Creative Thai Taste ส่งต่อความภาคภูมิใจในวัตถุดิบท้องถิ่นไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดเต็มด้วยหลากหลายกิจกรรมทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ครอบคลุมทุกแพลทฟอร์ม รวมถึงหนังโฆษณาอบอุ่นหัวใจ และอีเวนท์ใหญ่ที่จะมาเซอร์ไพรส์เหล่าแฟนคลับในต้นปี 2026 นี้

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จของปรากฎการณ์ ‘ไทยริกาโน’ และแรงหนุนของแฟนคลับ ‘พี่จอง–คัลแลน’ ในปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างปรากฏการณ์การมีส่วนร่วมของลูกค้าที่เกินความคาดหมาย เปลี่ยนบทบาทจากผู้บริโภคธรรมดาเป็น Co-Creator ที่สร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มด้วยตัวเอง เป็น User-Generated Content ที่เกิดการแชร์ประสบการณ์ สร้างโมเมนต์บนโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะลาเต้ตาลโตนดท็อปด้วยไข่มุกบุกบราวน์ชูการ์ที่โด่งดังมาก หรือนมสดปั่นซอสสตรอเบอร์รีท็อปด้วยสตรอว์เบอร์รีฟรีซดราย ซึ่งลูกค้านำเบเกอรีและขนมจากวิสาหกิจชุมชนที่พันธุ์ไทยสนับสนุนมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม การมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ทำให้พันธุ์ไทยเห็นโอกาสในการต่อยอดและพัฒนาคอนเซปต์ D.I.Y. อย่างจริงจัง โดยบาริสต้าพร้อมช่วยเหลือและยินดี Customized ตามความต้องการ ทำให้พันธุ์ไทยกลายเป็น Trend Setter ที่ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการพัฒ นานวัตกรรมเมนูใหม่ๆ ที่หลากหลาย และตรงใจ”  

“สำหรับการเลือก ‘สกาย – นานิ’ มาเป็นพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ ชัดเจนว่าพันธุ์ไทยต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่อายุน้อยลง คาแรคเตอร์ของทั้งคู่ที่สดใส อบอุ่น เข้าถึงง่าย และเต็มไปด้วยพลังบวกของมิตรภาพ เหมาะกับการสื่อสารไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำ คัญกับความเป็นตัวของตัวเอง และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ภาพลักษณ์ของทั้งคู่สอดคล้องกับ Brand DNA ของพันธุ์ไทยที่สื่อสารถึงความเป็นมิตร ความสดชื่น และความสนุกสนานในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทำให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและทรงพลัง ที่สำคัญ สกายและนานิมีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่ยังขยายไปถึงจีน ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง เวียดนาม และญี่ปุ่น ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของพันธุ์ไทยที่ต้องการส่งต่อความภาคภูมิใจในวัตถุดิบท้องถิ่นไทยสู่สายตาชาวโลกในอนาคต” สุขวสา กล่าวเสริม

อีกหนึ่งความพิเศษของแคมเปญนี้คือ Key Visual ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘ตุ๊กตากระดาษ’ ของเล่นย้อนวัยที่ได้รับความนิยมในยุค 90s ซึ่งเคยสร้างความสนุกสนานให้เด็ก Gen X และ Gen Y ได้ตัดแต่งชุดและตกแต่งตุ๊กตาด้วยตัวเอง สร้างมิติทางอารมณ์ Nostalgia ที่ทำให้หวนนึกถึงความทรงจำในวัยเด็ก นำมาเสนอในรูปแบบร่วมสมัยที่ผสานความเป็นไทยเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว ถ่ายทอดแนวคิดของพันธุ์ไทยที่ใส่ใจทุกช่วงวัย รักษาฐานแฟนเดิมอย่างเหนียวแน่น พร้อมเปิดรับเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะพันธุ์ไทยตั้งใจเป็น    แบรนด์ของทุกคน โดยภาพตุ๊กตากระดาษที่นำมาแต่งกายได้หลากหลายรูปแบบ เปรียบเสมือนเมนูเครื่องดื่ม D.I.Y. ที่ลูกค้าสามา รถปรับแต่งส่วนผสม ท็อปปิ้ง และรสชาติได้ตามใจ เป็นเมนูพิเศษที่ครีเอทได้เฉพาะตัว มิกซ์แอนด์แมตช์ความอร่อยได้ไม่รู้จบ

สกาย – วงศ์รวี นทีธร เล่าให้ฟังว่า “คุณแม่เป็นแฟนพันธุ์ไทยมาก่อน ชอบแวะพันธุ์ไทยดื่มอเมริกาโนทุกครั้งที่ไปต่างจังหวัด พอได้มาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ดีใจ และได้รู้ว่ามีเมนูอื่นๆ อีกเยอะมาก มีส่วนผสมแบบไทยอย่างน้ำตาลโตนดด้วย ทำให้รู้สึกพิเศษกว่าที่อื่น สกายชอบกาแฟที่ไม่เข้มเกินไป เลยเลือกดับเบิ้ลลาเต้ผสมนม เพราะชอบทานผลิตภัณฑ์จากนมอยู่แล้ว การมิกซ์กับกาแฟทำให้ไลท์ขึ้น เหมาะกับวันที่หมดแรง ช่วยเพิ่มเอเนอร์จี้ได้เยอะ พอเติมโฟมนมโตนดก็ได้ความหอมหวานมีแมคคาเดเมียที่เพิ่มความกรุบๆ เข้ามา พอรวมกันได้รสชาติมันๆ นัวๆ    เพอร์เฟคเลยครับ”

นานิ – หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ บอกเล่าความประทับใจว่า “ดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับพันธุ์ไทย แบรนด์ที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็ก วันนี้มีรูปเราในร้านและได้ครีเอทเมนูของตัวเองด้วย ส่วนตัวนานิชอบทานกล้วยอยู่แล้ว โดยเฉพาะกล้วยตากที่เป็นสายพันธุ์ไทย ตอนเด็กๆ นานิก็ดื่มนมทุกเช้า เติมซอสช็อกโกแลตเพิ่มความอร่อย และใส่สตรอว์เบอร์รีเจลลีเป็นลูกเล่น เคี้ยวเพลินแต่ได้พลังงานเต็มๆ ตอบโจทย์คนอย่างนานิที่ต้องการพลัง งานเยอะ นานิก็อยากชวนทุกคนมาลอง D.I.Y. เมนูใหม่ๆ ที่พันธุ์ไทย ถ้าใครมีไอเดียเจ๋งๆ แนะนำสกายกับนานิได้เลย เดี๋ยวเราจะไปลองเมนูของคุณด้วยครับ”

จาก DNA ของพันธุ์ไทยที่ไม่หยุดสร้างสรรค์และเข้าถึงง่าย แมชกับเคมีของคู่เพื่อนซี้ ‘สกาย – นานิ’ ที่สดใส และเต็มไปด้วยพลังบวก ทำให้พันธุ์ไทยตกหลุมรัก และมอบใจให้เป็นตัวแทนในการแนะนำ ‘พันธุ์ไทย D.I.Y.’ เมนูนอกกรอบที่ครีเอทได้ไม่จำกัด ให้ทุกคนสนุกกับการปลดปล่อยจินตนาการ ครีเอทความอร่อยได้ตามใจ และแน่นอนว่าต้องมีเมนูสุด Exclusive จากความชื่นชอบของสองหนุ่มที่ตั้งใจ D.I.Y. มาเพื่อทุกคน

SKYLATTE – ดับเบิ้ลลาเต้ กับคาราเมลหอมหวาน เมนูโปรดของ สกาย ที่ผสานความเข้มข้นปนอบอุ่น สัมผัสความนุ่มละมุนของโฟมนมตาลโตนด ท้อปด้วยแมคคาเดเมียกรุบกรอบ อร่อย ฟินเหมือนมีสกายมา D.I.Y. ให้เอง

BANANI – รสชาติ D.I.Y ของ นานิ นมสดปั่นหอมละมุน ราดซอสช็อกโกแลต พร้อมสตรอว์เบอร์รีเจลลีหนุบหนับ ท้อปด้วยกล้วยตากเนื้อแน่น Combination สุดลงตัว ความอร่อยที่ นานิ แนะนำ

เพราะพันธุ์ไทยตั้งใจเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม และพร้อมเป็นทุกอย่าง…เพื่อให้ทุกคนรัก ครีเอทอะไรก็ได้ตามใจ จะเมนูไหน D.I.Y. ได้หมด ที่ร้านพันธุ์ไทยทุกสาขาที่ร่วมรายการ และบริการเดลิเวอรีจัดส่งถึงบ้าน สำหรับแฟนด้อมของสองเพื่อนซี้ ‘สกาย-นานิ’ เตรียมปักหมุดรอกันไว้ให้ดี เพราะต้นปี 2026 นี้ พันธุ์ไทยเตรียมจัดเต็มกิจกรรม สุดเซอร์ไพรส์ และอีเวนท์สุดยิ่งใหญ่ที่รับรองว่าทุกคนคาดไม่ถึงแน่นอน ติดตามรายละ เอียดได้ที่ http://www.facebook.com/punthaicoffee และ https://x.com/Punthaiofficial

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ เปิดตัวแคมเปญ Active Escapes: วิ่ง เดิน ปั่น ปีนเขา ท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของนิวซีแลนด์

การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ เปิดตัวแคมเปญ Active Escapes: วิ่ง เดิน ปั่น ปีนเขา ท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของนิวซีแลนด์

การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ เปิดตัวแคมเปญ Active Escapes: วิ่ง เดิน ปั่น ปีนเขา ท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของนิวซีแลนด์

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ (Tourism New Zealand) เชิญชวนนักเดินทางมาสัมผัสพลังใหม่ ความหมายใหม่ และความเชื่อมโยงในรูปแบบใหม่ผ่านภูมิประเทศอันน่าทึ่งและประสบการณ์ผจญภัยเชิงแอคทีฟระดับเวิลด์คลาส ตอบรับเทรนด์การท่องเที่ยวในยุคผู้คนมองหาพลังจากธรรมชาติและสุขภาพมากเป็นพิเศษ โดยนำเสนอความโดดเด่นของนิวซีแลนด์ในฐานะจุดหมายปลายทางในแบบ “Active Escapes” เติมพลังชีวิตด้วยทริปกิจกรรมแนวแอคทีฟ ที่ทุกการเดินทางจุดประกายการค้นพบ และทุกเส้นทางนำพาสู่ตัวตนที่สมบูรณ์แบบ

ทั่วประเทศนิวซีแลนด์ มีเส้นทางเดินชมธรรมชาติ และเส้นทางเดินป่าให้นักท่องเที่ยวได้สำรวจกว่า 1,555 เส้นทาง รวมถึง 11 เส้นทางเดินป่า Great Walks อันโด่งดัง และ 23 เส้นทางปั่นจักรยาน Great Rides ที่พาดผ่านชายฝั่งธรรมชาติ ป่าดึกดำบรรพ์ หุบเขาไฟโบราณ และเทือกเขาอันสูงตระหง่าน ไม่ว่าจะร่วมงานวิ่งระดับโลก ปั่นจักรยานชมไร่องุ่น หรือเดินเล่นในยามเช้า นักท่องเที่ยวสามารถเลือกจังหวะการเดินทางของตนเอง ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมและความงดงามของธรรมชาติ

ตอบโจทย์นักเดินทางทั่วโลก ผ่านมนต์เสน่ห์ท้องถิ่นอันโดดเด่น

ในปัจจุบัน นักเดินทางมองหาจุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์ที่มีความหมาย แอคทีฟมีชีวิตชีวา และดีต่อสุขภาพ ทั้งยังเป็นการปลุกพลังความท้าทายและเติมพลังให้กับชีวิต โดยพบว่า:

•             94% ของนักเดินทางในปัจจุบันเติมเต็มทริปด้วยกิจกรรมและการดูแลตัวเอง (ที่มา: Virtuoso Luxe Report 2024)

•             77% ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ใช่มากกว่าค่าใช้จ่าย โดมองหาการผจญภัยในแบบที่ “เปลี่ยนแปลงตัวเอง และเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต” (ที่มา: Amex 2024)

•             60% วางแผนทริปโดยการตั้งโจทย์จากกิจกรรมบันเทิงและกีฬา เช่นการวิ่ง ปั่นจักรยาน และเดิน (ที่มา: Amex 2025)

•             70% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลและเจน Z มองว่าการเดินทางนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า การปั่นจักรยาน หรือการเดิน มีความสำคัญพอๆ กับจุดหมายปลายทาง (ที่มา: Travel Weekly 2025)

ทั้งนี้ ด้วยเส้นทางอันหลากหลาย เรื่องราววัฒนธรรมทรงคุณค่า และทิวทัศน์งดงามตระการตา นิวซีแลนด์จึงเป็นจุดหมายที่มอบความลงตัวระหว่างพลังกาย ธรรมชาติ และความหมายที่เติมเต็มชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สัมผัสประสบการณ์งานวิ่งระดับเวิลด์คลาส ที่มีให้เลือกเข้าร่วมได้ทั้งปี

เส้นทางเทรลต่าง ๆ ในนิวซีแลนด์ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ ครอบครัว ไปจนถึงนักผจญภัยมากประสบการณ์ มีทั้งเส้นทางเดินเลียบชายฝั่ง วงรอบทะเลสาบ และเส้นทางปั่นจักรยานสำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งล้วนเข้าถึงง่ายและเหมาะสำหรับทุกวัย โดยสำหรับผู้ที่ต้องการความท้าทายในระดับปานกลาง สามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมเดินป่าแบบครึ่งวัน เส้นทางเทรลผ่านไร่องุ่น และเส้นทางป่าไม้ได้อย่างเต็มที่ ขณะที่นักวิ่งและนักเดินป่าที่มีประสบการณ์ ยังสามารถเลือกออกผจญภัยกับเส้นทางเดินป่าแบบหลายวัน รวมถึงการแข่งขันเทรลที่มีความยากและท้าทาย ซึ่งพร้อมมอบประสบการณ์และความสำเร็จอันน่าจดจำท่ามกลางภูมิทัศน์อันงดงามตระการตา

ทุกเส้นทางในนิวซีแลนด์จะมีป้ายบอกทางชัดเจนและได้รับการดูแลอย่างดี เหมาะสำหรับนักเดินทางคนเดียว กลุ่มเพื่อน หรือครอบครัวหลายช่วงวัย นักเดินทางสามารถเลือกสัมผัสประสบการณ์แบบมีไกด์เพื่อเรียนรู้เรื่องราววัฒนธรรมและธรรมชาติ หรือเลือกเดินทางอิสระตามจังหวะของตนเอง ทริปท่องเที่ยวพร้อมประสบการณ์แบบ Active Escapes ในนิวซีแลนด์จึงตอบโจทย์ทุกคน ตั้งแต่ครอบครัวที่อยากเดินเล่นเพลิน ๆ ผู้เริ่มต้นที่ตั้งเป้าหมายวิ่ง 10 กม. ครั้งแรก ไปจนถึงนักกีฬาที่มุ่งคว้าสถิติใหม่ให้กับตัวเอง

สำหรับปฏิทินงานวิ่งของนิวซีแลนด์นั้นดึงดูดทั้งนักกีฬาชั้นนำ นักวิ่งหน้าใหม่ และผู้สนใจเข้าร่วมครั้งแรกจากทั่วโลก โดยไฮไลต์สำคัญ ได้แก่:

•             Hawke’s Bay Marathon | 16 พฤษภาคม 2569: การแข่งขัน ASICS Hawke’s Bay Marathon ซึ่งจัดขึ้นในภูมิภาคอาหารและไวน์ที่มีชื่อเสียงของนิวซีแลนด์ นักวิ่งจะได้สัมผัสเส้นทางผ่านไร่องุ่น สวนผลไม้ ชายฝั่ง และถนนชนบทที่เงียบสงบ โดยเส้นทางส่วนใหญ่เป็นทางเรียบ และมีทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดเส้นทาง มีระยะให้เลือกตั้งแต่มาราธอนเต็มรูปแบบจนถึงการวิ่งสำหรับเด็ก เหมาะกับทุกช่วงอายุและทุกระดับความสามารถ โดยการแข่งขันปิดท้ายที่ Elephant Hill Estate & Winery อันโด่งดัง พร้อมการฉลองเส้นชัยแบบเฟสติวัลที่มีทั้งกิจกรรมบันเทิง อาหารท้องถิ่น และไวน์ที่ชนะรางวัล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เฉลิมฉลองวันสุดพิเศษอย่างสมบูรณ์แบบ โดย Hawke’s Bay Marathon เปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนเพื่อสัมผัสประสบการณ์วิ่งท่ามกลางแหล่งอาหารและไวน์ชื่อดังของนิวซีแลนด์แล้ววันนี้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

•             Race Tekapo | 19 กันยายน 2569: ท่ามกลางความงดงามของทะเลสาบเทคาโป งานวิ่งในจุดหมายปลายทางแห่งนี้จะนำนักท่องเที่ยวสัมผัสวิวทะเลสาบและเทือกเขาอันโดดเด่น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้สัมผัสพื้นที่ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า (International Dark Sky Reserve) ที่ขึ้นชื่อระดับโลก ด้วยตัวเลือกสำหรับกิจกรรมวิ่งถึงเจ็ดระยะทาง ผู้หลงใหลการวิ่งเทรลทุกระดับสามารถเลือกความท้าทายที่เหมาะกับตัวเองได้อย่างลงตัว ร่วมสัมผัสบรรยากาศวันแข่งขันสุดคึกคัก ก่อนผ่อนคลายในบ่อน้ำแร่ หรือออกสำรวจยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เพื่อปิดท้ายทริปสายแอคทีฟอย่างสมบูรณ์แบบ โดยงานนี้กำลังเปิดรับสมัครนักวิ่งอยู่เช่นกัน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่นี่

•             First Light Marathon – Tairāwhiti Gisborne | มกราคม 2570: ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ทักทายแสงแรกของโลกกับมาราธอนริมชายฝั่งสุดพิเศษรายการนี้ จัดขึ้นที่กิสบอร์น เมืองแรกของโลกที่ได้ทักทายพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใคร เส้นทางวิ่งพาดผ่านผืนดินเมารี แหล่งประวัติศาสตร์ เนินเขา ไร่องุ่นชาร์โดเนย์ชื่อดัง และทิวทัศน์อันงดงามของชายฝั่งแปซิฟิก ที่ซึ่งมรดกและเรื่องราวเมารีถักทออยู่ในทุกช่วงของประสบการณ์ เคียงคู่กับการต้อนรับแสนอบอุ่นในแบบ Tairāwhiti ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ยามอรุณที่ไม่อาจลืมเลือน

กิจกรรมการแข่งวิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิทินกิจกรรมแนวแอคทีฟที่คึกคักตลอดทั้งปีโดยมีทั้งเส้นทาง Great Walks, Great Rides และเส้นทางเดินระยะสั้นนับร้อยเส้นทางที่เหมาะกับทุกระดับความพร้อมของร่างกาย ที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ทั้งการเดินทางแบบมีไกด์ที่เติมเต็มประสบการณ์ด้วยเรื่องเล่าวัฒนธรรม ไปจนถึงการผจญภัยแบบอิสระสำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นและจังหวะการเดินทางในแบบของตัวเอง

ค้นพบรายการกิจกรรมและประสบการณ์การวิ่ง เดินชมธรรมชาติ เดินป่า และปั่นจักรยานระดับเวิลด์คลาสทั่วนิวซีแลนด์ได้ที่ http://www.newzealand.com/int/campaign/active-escapes/

เหนือกว่าเส้นชัย คือการพักกาย ฟื้นใจ และเชื่อมประสบการณ์

ทุกการผจญภัยแบบแอคทีฟในนิวซีแลนด์ล้วนผสานกิจกรรมผ่อนคลายที่ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟูไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการแช่น้ำพุร้อน การดูดาวใต้ท้องฟ้าที่มืดที่สุดในโลก การลิ้มลองอาหารท้องถิ่นอัน การเยี่ยมชมไร่องุ่นระดับโลก หรือการสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเมารีที่มอบความเข้าใจในรากฐานแห่งชีวิต โดยผู้ที่ต้องการช่วงเวลาแห่งความสงบ สามารถเติมเต็มวันของการวิ่ง เดินป่า หรือปั่นจักรยาน ด้วยกิจกรรมฟื้นฟูที่ช่วยสร้างสมดุลได้อย่างพอดี

นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนทริปเดินทางที่เติมเต็มทั้งพลังกายและพลังใจด้วยกิจกรรมแนวแอคทีฟได้ที่ http://www.newzealand.com/int/campaign/plan-your-100/

ที่นิวซีแลนด์ ทุกการเดินทางคือโอกาสในการเชื่อมโยงกับประสาทสัมผัส ตัวตนภายใน และโลกโดยรอบ เป็นจุดหมายที่ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความหมาย และที่ซึ่งธรรมชาติจะค่อย ๆ นำผู้มาเยือนไปสู่ความกระจ่างชัดภายในใจ ความสงบ และโอกาสใหม่ ๆ ช่วยเติมเต็มศักยภาพตนเองได้อย่างเต็มที่ 100%

การผจญภัยรออยู่ที่นิวซีแลนด์! ออกค้นหาเส้นทางที่เติมพลังและขับเคลื่อนทุกก้าวให้ไปข้างหน้า

ตะลอนเที่ยว : ถนนหนังสือเก่าในกรุงโตเกียว ใกล้ศาลเจ้ายาซูคูนิ

ตะลอนเที่ยว:ถนนหนังสือเก่าในกรุงโตเกียว ใกล้ศาลเจ้ายาซูคูนิ

ตะลอนเที่ยว:ถนนหนังสือเก่าในกรุงโตเกียว ใกล้ศาลเจ้ายาซูคูนิ

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.42 น.

สัปดาห์ที่แล้วพาคุณไปเที่ยวชมศาลเจ้ายาซูคูนิ ในเขตโยชิดะ แต่ในบริเวณใกล้เคียงกับศาลเจ้านั้นมีถนนที่เต็มไปด้วยร้านร้านขายหนังสือเก่าชื่อว่าย่านจิมโบโช สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหนังสือเก่าบางเล่มอายุหลาย 10 ปี นอกจากนั้นยังมีหนังสือเก่าอีกมากมายหลายร้อยหลายชนิดพันชนิดให้เลือก

สัปดาห์นี้จึงขอชวนคุณไปเดินซื้อ เดินดูหนังสือเก่าในย่านจิมโบโชด้วยกัน

วิธีการไปถนนหนังสือเก่าก็ง่ายดายมาก โดยการใช้รถไฟสายโทเอมิตะ และสายชิจูกุ หรือสายโตเกียวเมโทรฮันโซมง แล้วรถไฟที่สถานีจิมโบโช เมื่อคุณขึ้นไปบนถนนก็จะได้พบกับถนนหนังสือเก่า ศูนย์รวมหนังสือเก่าในร้านรวงต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนน มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร

ย่านนี้ขายหนังสือเก่า หรือหนังสือมือสองมาประมาณเกือบหนึ่งศตวรรษ เพราะฉะนั้นบริเวณนี้จึงเป็นที่รักของหนอนหนังสือ โดยเฉพาะหนอนหนังสือจำพวกนิยมหนังสือมือสองและหนังสือเก่า รวมถึงโปสเตอร์ต่างๆ นานา ซึ่งนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นศูนย์รวมของนักอ่านและหนอนหนังสือ และยังรับการยอมรับว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจมาก

แล้วที่สำคัญที่ต้องบอกเล่าให้ทราบก็คือในย่านนี้นอกจากจะมีหนังสือมือสองทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือวิชาการ หนังสืออ่านเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ หนังสือแฟชัน หนังสือการ์ตูน และยังมีหนังแผ่นยุคเก่า รวมถึงแผ่นเสียงเพลงยุคโบราณให้เลือกซื้อเลือกชมอีกมากมาย ขณะเดียวกันก็มีร้านกาแฟและร้านเบเกอรี ไว้ให้บริการอีกมากมาย เพราะเป็นเรื่องปกติของผู้ที่ชอบอ่านหนังสือ ก็มักจะจะต้องมีเครื่องดื่มและเบเกอรีให้ลิ้มชิมรสไปพร้อมกันในระหว่างอ่านหนังสือ

ขณะเดียวกันในแต่ละช่วงก็มักจะมีการตั้งกลุ่มเพื่อวิจารณ์วรรณกรรม หรือพูดถึงหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งในเชิงลึก ซึ่งการรวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมหรือพูดถึงหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งในเชิงวิเคราะห์เบื้องลึก นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่สนใจใฝ่หาความรู้ในแขนงใดแขนงหนึ่งของวรรณกรรม และหนังสือประเภทต่างๆ

อันที่จริงมีร้านหนังสือซึ่งมีชื่อต่างๆ นานามากมาย และมีอยู่ร้านหนึ่งซึ่งขอเอ่ยถึงเป็นพิเศษคือร้านยากุจิ จุดเด่นที่สุดของร้านนี้คือการโชว์หนังสือให้ดูเสมือนเหมือนกับว่าอยู่ในห้องสมุด โดยสามารถเห็นจุดเด่นนี้ได้ตั้งแต่ภายนอกร้าน ขณะเดียวกันก็จะเห็นความโดดเด่นของป้ายชื่อร้าน ทำให้สามารถจินตนาการได้ราวกับว่าผู้เข้าไปชมหนังสือในร้านนี้อยู่ในยุคย้อนหลังไปประมาณ 60-70 ปีที่แล้ว

จะเห็นได้ว่าการไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกรุงโตเกียวเพียงเมืองเดียวนั้น ยังมีสถานที่น่าเที่ยวน่าชมอีกมากมาย และการเที่ยวสถานที่เช่นนี้จำเป็นจะต้องอาศัยการเดิน และเดินซอกแซก ไปตามถนนสายต่างๆ รวมถึงหลายหลายต่อหลายครั้งอาจจะต้องนั่งรถเมล์เพื่อจะได้เห็นสถานที่น่าสนใจของเมือง แล้วต้องขอบอกว่า อย่ากลัวหลงเมื่อนั่งรถเมล์ เพราะต่อให้หลงก็สามารถจะถามทางจากผู้คนได้ แม้บางครั้งอาจจะสื่อสารกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่รับรองว่าการเที่ยวกรุงโตเกียวด้วยการนั่งรถเมล์และรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วขึ้นไปตามสถานีต่างๆ จะทำให้คุณได้เห็นกรุงโตเกียวในมุมมองที่นักท่องเที่ยวที่ชอบเที่ยวด้วยกันนั่งรถโค้ช และมีไกด์พาคุณไปในที่ต่างๆ จะไม่มีวันได้เห็นการเที่ยวด้วยตัวคุณเอง

หากคุณสนใจเที่ยวกรุงโตเกียวแบบเดินไปแล้วซอกซอนซอกแซกไปตามจุดต่างๆ ขอให้ไปท่องเที่ยวกับ Mr. Flower เบอร์ติดต่อคือ 0917233615

ชวนคนไทย เปิดใจ…เข้าใจ “ไมเกรน” ในงาน Breaking the Stigma, Understanding Migraine

ชวนคนไทย เปิดใจ...เข้าใจ “ไมเกรน” ในงาน  Breaking the Stigma, Understanding Migraine

ชวนคนไทย เปิดใจ…เข้าใจ “ไมเกรน” ในงาน Breaking the Stigma, Understanding Migraine

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.29 น.

ชมรมโรคปวดศีรษะแห่งประเทศไทย ร่วมกับสาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานเสวนา “Breaking the Stigma, Understanding Migraine – เปิดใจ…เข้าใจ “ไมเกรน” ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคมเกี่ยวกับโรคไมเกรน ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบบ่อยในกลุ่มวัยทำงาน และเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียความสามารถในการทำงานและการศึกษาเล่าเรียน

ผศ. นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ประธานชมรมโรคปวดศีรษะแห่งประเทศไทย ภายใต้สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ไมเกรนเป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก แต่ผู้ป่วยไมเกรนกลับถูกเข้าใจผิดจากคนรอบข้างอยู่บ่อยครั้ง หลายคนยังคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดหัวธรรมดา หรือคิดว่าผู้ป่วย “คิดมาก” หรือ “อ่อนไหวเกินไป” ทั้งที่แท้จริงไมเกรนเป็นโรคทางสมองที่มีผลต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก อาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับอาการคลื่นไส้ ไวต่อแสง เสียง และกลิ่น รวมถึงความรู้สึกสมองทึบ ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ด้าน ผศ. ดร. นพ.จรุงไทย เดชเทวพร หัวหน้าสาขาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเสริมว่า ผู้ป่วยไมเกรนมักเผชิญ “stigma” จากคนรอบข้าง ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และสังคม ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยลังเลที่จะมาพบแพทย์หรือไม่กล้าบอกอาการจริง การขาดความเข้าใจนี้อาจส่งผลให้โรครุนแรงและเรื้อรังมากขึ้น “ความไม่เข้าใจของสังคม กลายเป็นภาระที่หนักพอ ๆ กับไมเกรนเอง” จึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ถูกต้องและต่อเนื่องไปยังทุกภาคส่วนในสังคม

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านย้ำว่า ไมเกรนสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้จริง หากได้รับการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม ปัจจุบันมีทั้งการรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวด การรักษาเพื่อป้องกันไมเกรน รวมถึงการปรับพฤติกรรมที่ช่วยลดการเกิดอาการ การพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการได้อย่างชัดเจน และลดความจำเป็นในการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว รศ. นพ.เสกข์ แทนประเสริฐสุข รองประธานและเลขานุการชมรมฯ ได้สรุปประเด็นที่ต้องการสื่อสารว่า “ไมเกรนเป็นโรคจริง ไม่ใช่แค่ปวดหัวธรรมดา และผู้ป่วยต้องการความเข้าใจมากกว่าคำตัดสิน ถ้าสังคมเข้าใจมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะกล้าขอความช่วยเหลือและเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยให้อาการดีขึ้นได้จริง” พร้อมชวนทุกภาคส่วนร่วมกันเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อลด stigma ในสังคมไทย

งานเสวนาครั้งนี้ยังเปิดเวทีให้ผู้ป่วยไมเกรนร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริง และมีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างกว้างขวาง เป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและสนับสนุนผู้ป่วยไมเกรนในประเทศไทย