ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

1 ธ.ค. 2568 04:10 น.

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

ผู้ก่อตั้งองค์กรสนับสนุนสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี จากการทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 พ.ย. 2568 ว่า นายลุดวิก มิเนลลี วัย 92 ปี ผู้ก่อตั้งองค์กร “ดิกนิตัส” (Dignitas) ซึ่งรณรงค์เรื่องสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจ (right-to-die) ในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิตแล้วจากการทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ เพียงไม่กี่วันก่อนจะถึงวันเกิดอายุ 93 ปีของเขา

องค์กรดิกนิตัสโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายมิเนลลี โดยระบุว่า เขาได้ใช้ชีวิตเพื่อ “เสรีภาพในการเลือก การกำหนดชีวิตด้วยตนเอง และสิทธิมนุษยชน”

อนึ่ง นายมิเนลลีก่อตั้งองค์กร ดิกนิตัส ในปี 2541 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา องค์กรก็ได้ช่วยให้คนหลายพันคนจากโลกนี้ไปอย่างสงบ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา บางประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงจุดยืนเรื่องการ “ช่วยทำอัตวินิบาตกรรม” โดยออสเตรเลีย, แคนาดา และนิวซีแลนด์ เริ่มมีการออกกฎหมายสนับสนุนเรื่องดังกล่าว ขณะที่รัฐสภาของสหราชอาณาจักรก็กำลังพิจารณากฎหมายว่าด้วยการช่วยทำอัตวินิบาตกรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้ต่อต้านกฎหมายดังกล่าวออกมาโต้แย้งว่า กฎหมายนี้อาจนำไปสู่การบีบบังคับผู้พิการและผู้เปราะบางให้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองได้

ทั้งนี้ ผู้คนจำนวนมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กร ดิกนิตัส ให้จากโลกนี้ไป เป็นผู้ที่เดินทางมายังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากในประเทศของพวกเขาไม่อนุญาตให้มีการช่วยทำอัตวินิบาตกรรม

ตลอดชีวิตของนายมิเนลลี เขารณรงค์เรื่องสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจอย่างแข็งขัน โดยมีคำขวัญให้แก่องค์กรของตัวเองว่า “ศักดิ์ศรีในการมีชีวิต ศักดิ์ศรีในการตาย”

ในการสัมภาษณ์กับ BBC เมื่อปี 2553 นายมิเนลลีกล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นว่าเราต้องต่อสู้เพื่อนำสิทธิมนุษยชนสุดท้ายมาใช้ในสังคมของเรา และสิทธิมนุษยชนสุดท้ายคือสิทธิในการตัดสินใจยุติชีวิตของตนเอง และความเป็นไปได้ที่จะยุติชีวิตนี้โดยปราศจากความเสี่ยงและความเจ็บปวด”

เดิมทีแล้วนายมิเนลลีมีอาชีพเป็นนักข่าว โดยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวให้กับนิตยสารข่าวเยอรมัน แดร์ ชปีเกล ก่อนจะไปศึกษากฎหมายและหันมาสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน

หลังจากการก่อตั้งดิกนิตัส เขาต้องเผชิญกับข้อพิพาททางกฎหมายหลายครั้ง และประสบความสำเร็จในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาของสวิสหลายคดี

ในแถลงการณ์ ดิกนิตัสระบุว่าผลงานของนายมิเนลลีนั้นมีอิทธิพลอย่างยั่งยืน โดยชี้ไปที่คำตัดสินของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปในปี 2554 ซึ่งยืนยันสิทธิของบุคคลว่าสามารถตัดสินใจกำหนดรูปแบบและเวลาของการยุติชีวิตของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การการุณยฆาต (Euthanasia) ซึ่งคือการที่แพทย์ฉีดยาเพื่อยุติชีวิตของบุคคลโดยเจตนาเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน นั้นผิดกฎหมายในสวิตเซอร์แลนด์

แต่การทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ (assisted dying) ซึ่งคือการที่บุคคลได้รับยาจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ แล้วนำไปใช้เองนั้น ได้รับการอนุญาตตามกฎหมายมานานหลายทศวรรษแล้ว

ดิกนิตัสระบุในแถลงการณ์ของพวกเขาว่า จะยังคง “บริหารจัดการและพัฒนาสมาคมตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง ในฐานะองค์กรสากลที่เป็นมืออาชีพและพร้อมต่อสู้เพื่อการกำหนดชีวิตตนเองและเสรีภาพในการเลือก ทั้งในขณะมีชีวิตและเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

1 ธ.ค. 2568 03:32 น.

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้อาคารสูงอย่างรุนแรงในฮ่องกง เพิ่มขึ้นเป็น 146 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 150 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นอาคารเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้อาคารสูงของโครงการที่พักอาศัย “หว่องฟุกคอร์ต” (Wang Fuk Court) ที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 146 ศพแล้ว และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีก 150 คน

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวสร้างความเสียหายให้แก่อาคาร 7 จาก 8 หลังของโครงการหว่องฟุกคอร์ต ในเขตไท่โปทางตอนเหนือของเกาะฮ่องกง โดยในเบื้องต้นยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ แต่ข้อกล่าวหาที่ว่า ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากวัสดุก่อสร้างที่ติดไฟง่าย ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

การไว้อาลัยนาน 3 วันเริ่มต้นขึ้นแล้วในวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) โดยมีผู้คนนับพันมารวมตัวกัน ณ จุดเกิดเหตุเพื่อไว้อาลัยให้กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย และมีผู้คนเข้าคิวยาวถึง 2 กม. เพื่อรอวางดอกไม้และข้อความไว้อาลัย

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดของเกาะฮ่องกงในรอบมากกว่า 70 ปี โดยไฟลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามนั่งร้านไม้ไผ่และตาข่ายก่อสร้างที่หุ้มอยู่นอกอาคารสูง 31 ชั้น ก่อนที่ลมจะพัดสะเก็ดไฟลอยไปติดที่อาคารหลังอื่น ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและมีนั่งร้านหุ้มอยู่ภายนอกในลักษณะเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ หรือราว 40 ชั่วโมง จึงจะสามารถดับไฟได้ทั้งหมด ต้องใช้ทีมนักดับเพลิงจำนวนกว่า 2,000 คน ในวันเดียวกัน ตำรวจก็เริ่มเข้าไปเก็บหลักฐานภายในอาคาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ และล่าสุดพวกเขาตรวจค้นอาคารที่ถูกไฟไหม้เสร็จสิ้นแล้ว 4 จาก 7 หลัง

มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ด้วย 1 นาย คือเจ้าหน้าที่ โฮ ไว่โหว อายุ 37 ปี และบาดเจ็บอีก 12 นาย เนื่องจากต้องผจญเพลิงความร้อนสูงกว่า 500 องศาเซลเซียส

จนถึงตอนนี้ มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 11 คน โดย 8 คนตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า ก่อเหตุทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร ขณะที่อีก 3 คนถูกควบคุมตัวในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (ICAC) ระบุว่า ผู้ที่ถูกจับกุมในการสอบสวนคดีทุจริตครั้งนี้รวมถึงผู้อำนวยการของบริษัทวิศวกรรมและผู้รับเหมาช่วงนั่งร้าน โดยก่อนหน้านี้โฆษกตำรวจกล่าวว่า พวกเขามีเหตุผลที่เชื่อว่า “ผู้ที่รับผิดชอบบริษัทดังกล่าวประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ซึ่งนำไปสู่การเกิดเพลิงไหม้และทำให้ไฟ “ลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้”

หลังเกิดเหตุ ทางการฮ่องกงสั่งระงับงานก่อสร้างอาคารในโครงการเอกชนกว่า 30 แห่งเป็นการชั่วคราว

เมื่อวันเสาร์ ตำรวจฮ่องกงควบคุมตัวชายวัย 24 ปีคนหนึ่งในข้อหาต้องสงสัยว่าปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจรัฐ โดยชายผู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ยื่นคำร้องให้มีการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้โดยอิสระ

ทั้งนี้ โครงการหว่องฟุกคอร์ตสร้างขึ้นในปี 2526 มีห้องพักทั้งหมด 1,984 หน่วย และมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 4,600 คน ตามการสำรวจประชากรในปี 2564 โดยที่ผู้อาศัยเกือบ 40% มีอายุ 65 ปีขึ้นไป บางคนอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้มาตั้งแต่แรก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

30 พ.ย. 2568 23:13 น.

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในศรีลังกา จากอิทธิพลของพายุไซโคลน เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 330 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา ถูกน้ำท่วมในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.2568 หลังจากพายุไซโคลนกำลังแรงทำให้เกิดฝนตกหนักและโคลนถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 334 ศพ และมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ของศรีลังการะบุว่า ขอบเขตของความเสียหายในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพิ่งเริ่มปรากฏให้เห็นเท่านั้น หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถเปิดทางถนนที่ถูกต้นไม้ที่หักโค่นกับโคลนที่ถล่มลงมากีดขวาง

ศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 334 ศพ หลังเกิดฝนตกหนักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์” และมีผู้สูญหายอีกเกือบ 400 ราย

พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโคลัมโบเกิดน้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเคลานีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทางการออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

“แม้ว่าพายุไซโคลนจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ตอนนี้ฝนที่ตกหนักบริเวณต้นน้ำกำลังทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวแม่น้ำเคลานี” เจ้าหน้าที่ศูนย์ DMC กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซึ่งอินเดียตอบสนองเป็นชาติแรก และเฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาส่งมาก็ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว 24 คนในวันอาทิตย์ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และชายนั่งรถเข็น ที่ติดค้างอยู่ในเมืองค็อตมาเล ซึ่งห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร

กองทัพอากาศศรีลังกากล่าวว่า ปากีสถาน ก็กำลังส่งทีมกู้ภัยมาเช่นกัน ส่วนญี่ปุ่นเตรียมส่งทีมมาประเมินความต้องการเร่งด่วนของศรีลังกา และให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือ

ทางการระบุด้วยว่า น้ำที่ท่วมในเมืองหลวงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันจึงจะลดลง ในขณะที่พายุไซโคลนดิตวาห์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือสู่ประเทศอินเดีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

30 พ.ย. 2568 22:10 น.

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

เหตุน้ำท่วมรุนแรงบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 442 ศพ นอกจากนั้นยังมีผู้สูญหายกับผู้บาดเจ็บรวมกว่าพันราย ในขณะที่ทางการกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 โดยล่าสุดอยู่ที่ 442 ศพแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติการช่วยเหลือยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางถนนสายหลักที่ถูกตัดขาด และอินเทอร์เน็ตกับไฟฟ้าได้รับการฟื้นฟูเพียงบางส่วนเท่านั้น

สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย (BNPB) เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 640 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 400 คนใน 3 จังหวัดได้แก่ สุมาตราเหนือ สุมาตราตะวันตก และอาเจะห์

เหตุน้ำท่วมทำให้ประชาชนมีเกือบ 50,000 ครอบครัวที่ต้องอพยพ และมีอย่างน้อย 2 เมืองบนเกาะสุมาตรายังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ในวันอาทิตย์ โดยทางการระบุว่า ได้ส่งเรือรบ 2 ลำจากกรุงจาการ์ตาเพื่อนำความช่วยเหลือไปมอบให้ผู้ประสบภัยแล้ว โดยคาดว่าจะเดินทางไปถึงในวันจันทร์นี้

อนึ่ง ไซโคลน เซนยาร์ ซึ่งเป็นพายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภูมิภาคแถบนี้ ทำให้มรสุมในอินโดนีเซียรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่บนเกาะสุมาตรา ทำให้บ้านเรือนถูกพัดหายไปและอาคารหลายพันหลังจมอยู่ใต้น้ำ

หน่วยงานภัยพิบัติของอินโดนีเซียกล่าวว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการกู้ภัย และแม้ว่าผู้คนนับหมื่นรายจะได้รับการอพยพแล้ว แต่ยังมีอีกหลายร้อยคนที่ยังคงติดค้างอยู่

ที่เมืองตาปานูลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีรายงานว่าชาวบ้านได้บุกเข้าปล้นร้านค้าเพื่อหาอาหารประทังชีวิต ในขณะที่รัฐบาลกลางของอินโดนีเซียกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติบนเกาะสุมาตรา เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีการประสานงานกันมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กระทรวงเกษตรฯ-รักบ้านเกิด-ทรู หนุนเกษตรไทย ยกระดับรับความท้าทาย Climate Change

กระทรวงเกษตรฯ-รักบ้านเกิด-ทรู หนุนเกษตรไทย ยกระดับรับความท้าทาย Climate Change

กระทรวงเกษตรฯ-รักบ้านเกิด-ทรู หนุนเกษตรไทย ยกระดับรับความท้าทาย Climate Change

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

กระทรวงเกษตรฯ-มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด-ทรู แนะเกษตรกรไทยเร่งปรับตัวเกาะติดโจทย์ใหญ่ Climate Change ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถแข่งตลาดโลก ชี้เกษตรกรรุ่นใหม่คือผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียว

คุณบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ผู้ริเริ่มโครงการฯ กล่าวในงานประกาศผล “เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “ฟาร์มแห่งอนาคต เกษตรกรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียว” ว่า ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดงานนี้ขึ้น เพื่อยกย่องเกษตรกรต้นแบบที่ประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและความท้าทายในอนาคต ซึ่งในปีนี้เป็นการจัดประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปีที่ 17

โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยที่แท้จริงมีอยู่ 2 ส่วน คือ อาหารและการท่องเที่ยว และย้ำว่าประเทศไทยควรเน้นการเพราะปลูกสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่ต้องการของชาวโลก อีกทั้งยังเห็นโอกาสทางโลจิสติกส์ ซึ่งปัจจุบันมีการเปิดเส้นทางรถไฟสายฉงชิ่ง-มาบตาพุด/ระยอง ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 4 วัน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดจีน อีกทั้งฝากความหวังกับเกษตรกรรุ่นใหม่ของไทย ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากให้กับภาคเกษตรของประเทศ เห็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น ไม่ได้เพียงแต่ทำอาชีพเกษตรเพื่อยังชีพเท่านั้น แต่เป็นการทำการเกษตรเพื่ออนาคตของประเทศ

นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แนวคิด “ฟาร์มแห่งอนาคต” เหมาะสมกับบริบทของประเทศอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)  เราต้องเน้นย้ำไปที่ Climate Action (การลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง) เพื่อสร้างความมั่นคงของระบบอาหารไทย พร้อมแนะว่าระบบอาหาร (Food System) ในปัจจุบันควรเริ่มพิจารณาตั้งแต่เรื่องดิน โดยยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์ธาตุในดิน เพื่อให้ทราบความหวานของมะพร้าว และอาจลดการใช้ความหวานจากน้ำตาลได้

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย และเกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ คือรากฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมให้เข้มแข็ง เพราะเป็นผู้ผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ จึงมองเห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยี และระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร มาช่วยแก้ไขปัญหาและรับมือกับความท้าทายสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ซับซ้อนและคาดเดาได้ยากขึ้น โดยพร้อมต่อยอดนำศักยภาพด้าน Climate-Tech ของทรู ตั้งแต่การนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ไปจนถึงระบบเกษตรแม่นยำอัจฉริยะ (IoT Precision Farming) พร้อมมุ่งสนับสนุนภาคการเกษตรไทยมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ชื่นชมเกษตรกรรุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็ง ในการเผชิญกับความไม่แน่นอนภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรยุคใหม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และจำเป็นต้องใช้ระบบคิดที่มีความซับซ้อนในการออกแบบพื้นที่ทางการเกษตร และผสมผสานเทคโนโลยี ทั้งนี้ ทิศทางของกรมฯ คือการผลักดันให้เกษตรกรยุคปัจจุบันเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” อย่างแท้จริง โครงการนี้จึงเป็นแบบอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันโลก

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น โครงการคัดเลือกเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี พ.ศ.2568 พิจารณาจากองค์ประกอบ 4 มิติ ได้แก่ 1.ด้านสังคม ความเป็นผู้นำ ถ่ายทอดความรู้ สร้างเครือข่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน 2.ด้านเศรษฐกิจ ความสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิต บริหารต้นทุน ขยายตลาด และพึ่งพาตนเอง 3.ด้านสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบ ฟื้นฟูดิน-น้ำ ใช้ทรัพยากรหมุนเวียน และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และ 4.ด้านความยั่งยืน วิสัยทัศน์ระยะยาว การสืบทอดอาชีพ และความสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-ภูมิอากาศ

ผสานไอทีและหลักคิดแบบวิศวกรยกระดับเกษตร

ทั้งนี้ เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านเข้ารอบปีนี้มีจำนวน 10 คน มีความโดดเด่น ในการนำเทคโนโลยีและวิธีการจัดการที่เป็นระบบมาใช้ นับเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตรยุคใหม่ ได้แก่ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ นายธราพงศ์ วงศ์วัฒนากิจ Gardener House จังหวัดราชบุรี นำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มความแม่นยำและการลดต้นทุน เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์รายนี้ จบจากด้านวิศวกรรม ได้นำเทคโนโลยี IoT หรือ Smart Sensor เข้ามาใช้ในการทำฟาร์ม เช่น Weather Station, Soil Tester, และระบบรดน้ำอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของผลผลิต ใช้ทักษะการคิดที่เป็นระบบของวิศวกรช่วยให้มีการวางแผนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นายอภิชาติ พูลเอียด ฟาร์มไส้เดือนบ้านเล็กในป่าใหญ่ จังหวัดพัทลุง อดีตวิศวกรโทรคมนาคม นำเทคโนโลยีมาใช้จัดการของเสีย พัฒนาฟาร์มไส้เดือนด้วยระบบ Smart Farm ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในโรงเรือน สามารถจัดการของเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ได้ถึง 5 ตันต่อเดือน พร้อมต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์และสารปรับปรุงดินคุณภาพสูง

ขณะที่ นายสุพเจตน์ สินธุพัฒน์ สวนทุเรียน แม่น้ำภูเขา จังหวัดจันทบุรี ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการควบคุมคุณภาพและการจัดการวิกฤต ครอบคลุมทั้ง IoT Sensor, Drone, และ AI เพื่อเก็บข้อมูลและเปลี่ยนเป็นแผนการทำงาน การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพการส่งออก

สร้างมูลค่า-เพิ่มความสามารถแข่งตลาดโลก

นายสันติสุข พุฒพรม  กาแฟเขาพระเจ้า จังหวัดชุมพร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตลาดส่งออก อดีตวิศวกรโยธารายนี้ ได้กลับมาทำสวนกาแฟคุณภาพพิเศษ (Fine Grade) ที่บ้านเกิด โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการดูดความชื้นระหว่างการตาก เพื่อให้ได้กาแฟที่มีคุณภาพและสะอาด สร้างการรวมกลุ่มเกษตรกรทั้งกาแฟและโกโก้ และรับซื้อผลผลิตในราคาที่สูงกว่าตลาดถึง 2 เท่า ปัจจุบัน ผลผลิตกาแฟ 90% ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น

นายพีระพงษ์ แดงสะอาด ไร่แดงสะอาด อาณาจักรมันหวานญี่ปุ่น จังหวัดราชบุรี ประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพเกษตรกร ให้สามารถ “คุมตลาดและตั้งราคาได้เอง” พัฒนาระบบการผลิตที่สามารถแปรรูปมันหวานญี่ปุ่นเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมทานเก็บได้นานถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็นหรือใช้วัตถุกันเสีย ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างมาก

นายสุพเจตน์ สินธุพัฒน์ สวนทุเรียน แม่น้ำภูเขา จังหวัดจันทบุรี ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนภาคเกษตรไทย ให้เกิดการรวมแบรนด์เพื่ออำนาจต่อรอง มุ่งมั่นปั้นวิสัยทัศน์ให้เป็นจริงในการรวมกลุ่มเกษตรกรทุเรียนทั่วประเทศ เพื่อขายภายใต้แบรนด์ “One Brand Thailand” เพื่อเพิ่มอำนาจในการควบคุมคุณภาพและราคาในอุตสาหกรรม

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ลงพื้นที่ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่งเดย์’ หาดใหญ่

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ลงพื้นที่ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่งเดย์’ หาดใหญ่

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ลงพื้นที่ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่งเดย์’ หาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และนายภูวเดช วุฒิวงศ์วัฒ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา นำทีมเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานและสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา ร่วมกิจกรรม Big cleaning day โดยมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) นำทัพผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จาก 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าเคลียร์พื้นที่หลังสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่คลี่คลาย โดยกรมชลประทานระดมเครื่องจักรเครื่องมือและรถบรรทุก เข้าดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายบริเวณวงเวียนหน้าหมู่บ้านฉัตรทอง เขต 8 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยเร่งทำความสะอาด เก็บขยะ และเคลียร์พื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

-(016)

พิษน้ำท่วม! อุตฯกุ้งใต้อ่วม เสียหายพันล้าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟู ชงเป็นวาระแห่งชาติ

พิษน้ำท่วม! อุตฯกุ้งใต้อ่วม เสียหายพันล้าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟู ชงเป็นวาระแห่งชาติ

พิษน้ำท่วม! อุตฯกุ้งใต้อ่วม เสียหายพันล้าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟู ชงเป็นวาระแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.11 น.

นายก​สมาคมกุ้งไทยโอดอุทกภัยภาคใต้กระทบผลผลิตอย่างหนัก สูญเสียกุ้งในบ่อจำนวนมาก–อุปกรณ์ฟาร์มจมน้ำ วอนรัฐออกมาตรการช่วยเหลือด่วน พร้อมตั้งเป้าฟื้นผลผลิตปี 69 ให้ถึง 4 แสนตัน

วันที่ 1 ธันวาคม​ 2568 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย พร้อมด้วยผู้บริหารสมาคมฯ และผู้แทนสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ร่วมแถลงสถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งไทยและความเสียหายจากมหาอุทกภัยภาคใต้ โดยระบุว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูล และปัตตานี สร้างความเสียหายรุนแรงให้ผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนมาก “ถึงขั้นหมดตัว” จากการสูญเสียทั้งกุ้งในบ่อ เครื่องตีน้ำเติมอากาศ​ และอุปกรณ์ฟาร์มที่ถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบทั้งหมด

โดยสมาคมฯ ประเมินเบื้องต้นว่า ความเสียหายในภาพรวมมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท โดยผลผลิตกุ้งจากพื้นที่ประสบภัยคิดเป็นประมาณ 10% ของผลผลิตประเทศ ทำให้ผลผลิตรวมของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ราว 270,000 ตันซึ่งกระทบกับผลผลิต​รวมช่วงปลายปีนี้แน่นอน ซึ่งปีนี้ผู้เลี้ยงกุ้งต้องรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนตั้งแต่ต้นปี ปริมาณฝนสูง คุณภาพน้ำผันผวน และการระบาดของโรคกุ้ง เช่น โรคขี้ขาว และโรคตัวแดงดวงขาว ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องจับกุ้งก่อนกำหนด แม้ก่อนหน้านี้ราคากุ้งครึ่งปีแรกอยู่ในระดับดีจากการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้นราว 15% ของผลผลิตทั้งหมด แต่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ซ้ำเติมภาคการผลิตอย่างหนัก

ทั้งนี้สมาคมกุ้งไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ​เกษตรกร​ โดยขอให้​กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์​เร่งสำรวจ​ความเสียหาย​ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้​เร่งจัดงบฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในภาคใต้ ทั้งการสนับสนุนจัดซื้ออุปกรณ์เพาะเลี้ยงใหม่ การซ่อมแซมฟาร์ม และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู รวมทั้ง​มาตรการ​ชะลอ​ดอกเบี้ย​เนื่องจาก​บางรายกู้เงิน​มาลงกุ้ง​ แล้วผลผลิต​ไหลไปกับน้ำทั้ง​หมด​ การช่วยเหลื​อดังกล่าว​จะทำให้ผู้เลี้ยงสามารถกลับเข้าสู่ระบบการผลิตได้ทันรอบเลี้ยงปีหน้า

นอกจากนี้ สมาคมฯ เสนอให้ “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” กลับมาเป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งเป้าผลผลิตปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 400,000 ตัน ผ่านการยกระดับระบบฟาร์ม บริหารจัดการโรคอย่างเป็นระบบ และเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานกุ้งยั่งยืน (ASC) รวมถึงผลักดันโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำซึ่ง​ต้อง​การให้​กระทรวง​พลังงาน​มาสนับสนุน​ เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ขณะที่นายปรีชา​ สุขเกษม​ อุปนายกสมาคม​กุ้งไทยกล่าว​ในนามของ​เกษตรกร​ผู้​เลี้ยง​กุ้ง​ภาค​ใต้กล่าว​ว่า​ผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนมากเดือดร้อนหนักจากน้ำท่วมครั้งนี้ ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อให้กลับมาเลี้ยงกุ้งได้ทันรอบหน้า นอกจาก​ความช่วยเหลือ​ในระยะเร่งด่วนแล้ว​ ในอนาคต​ที่​มีแนวโน้ม​ว่า​ เกษตรกร​ในทุกพื้นที่​มีโอกาส​ต้อง​เผชิญ​ภัยพิบัติ​เช่นนี้อีก กรมประมงซึ่ง​เป็น​หน่วยงาน​ส่งเสริม​เกษตรกรผู้​เพาะเลี้ยง​สัตว์​น้ำควรออกคำแนะนำ​การป้องกัน​และ​เตรียม​รับมือ​ภัยพิบัติเนื่องจาก​กุ้งแต่ละบ่อมูลค่า​นับล้าน​บาทจึงต้องมีแนวทางช่วยเกษตร​กร​ไม่ให้​ต้อง​เผชิญ​ความเสียหาย​หนักเช่นนี้ซ้ำอีก

อธิบดีกรมการข้าวร่วมคณะรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ดำเนินงาน Big Cleaning

อธิบดีกรมการข้าวร่วมคณะรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ดำเนินงาน Big Cleaning

อธิบดีกรมการข้าวร่วมคณะรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ดำเนินงาน Big Cleaning

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.45 น.

อธิบดีกรมการข้าวร่วมคณะรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ดำเนินงาน Big Cleaning

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้อำนวยการ และบุคลากรจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานีและศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี ร่วมคณะ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้บริหารและบุคลากรจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ดำเนินงาน Big Cleaning หลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่คลี่คลาย โดยเร่งทำความสะอาด เก็บขยะ และเคลียร์พื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

 ▫️นอกจากนี้ร้อยเอก ธรรมนัส ได้ตั้งโรงครัว พร้อมแจกโคมไฟสปอร์ตไลท์พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่

คุณแหน : 1 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 1 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 1 ธันวาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี  กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา..

ll มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย 7 ธ.ค.10.00 น. ณ ห้องโสมกิติยาภา สำนักงานมูลนิธิฯ ..

ll ปี 2568 กลับมาอีกครั้งกับการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในบรรยากาศยามค่ำคืนกับ Night at the Museum 2025 ระหว่างวันที่ 4-28 ธ.ค.2568 ภายใต้คอนเซปต์ “Bloom into the Night:Night at the Museum,where culture comes โดยมีพิพิธภัณฑ์เข้าร่วมแต่ละแห่งจะเปิดต่างกันตามช่วงเวลา จำนวน  53 แห่ง อาทิ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (5-7 ธ.ค.),พิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย,(12-14 ธ.ค.)พระราชวังพญาไท (13-14 ธ.ค.) ..

ll ภาครัฐและเอกชนร่วมส่งเสริมและพัฒนากำลังคนสายอาชีพ โดย พุทธพร ปราโมทย์ ผอ. วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร ได้ลงนาม MOU กับ ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก. ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนยางอะไหล่รถยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” เพื่อร่วมมือพัฒนาการเรียนการสอนและสนับสนุนการฝึกงานของนักเรียน นักศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ และมี โสรัจ นาคทัต ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย..

ll เสียใจกับ ชาว Brain 2 ที่สูญเสียเพื่อนร่วมรุ่น สุรชัย โสตถีวรกุล กำหนดสวดพระอภิธรรมศพ ถึง 4 ธค 18.30 น ณ ศาลา 15 และ พิธีฌาปนกิจศพ 15.00 น 7 ธค ณ วัดเทพศิรินทราวาส..

ll สวด ศ.เกียรติคุณ ดร.ประสาท สืบค้า  วัดสามัคคี อ.เมือง จ.นครราชสีมา 29 พ.ย.-3 ธ.ค.19.00 น.พระราชทานเพลิงศพ 4 ธ.ค.15.00 น..

ll สวด ดร.พัฒนพงศ์ โรจนวิภาต(ทนายอู๋) ศาลา 1 วัดพระยาสุเรนทร์ 30 พ.ย.-4 ธ.ค.18.00 น.ฌาปนกิจ  6ธ.ค.15.00น…

ll งานครบรอบ 103 ปี อ.รังสรรค์ ตันติวงศ์ พี่ชาย และ ฤดี จิวาลักษณ์ น้องสาวครบ 90 ปี เลี้ยงฉลองพร้อมกันสองโอกาสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านโดยมีญาติมิตรมาร่วมอวยพรอบอุ่น..๐๐

ll พลังน้ำใจคนไทย ให้โลหิตพ้นวิกฤติมหาอุทกภัยภาคใต้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยความปลอดภัย และเร็วที่สุด ชวนคนไทยทั่วประเทศ รวมพลังน้ำใจคนไทยให้โลหิต ส่งต่อโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยโรงพยาบาลในพื้นที่ภาคใต้กว่า 135 แห่ง บริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วย ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์, ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 11 จังหวัด ทั่วประเทศ ได้แก่ ได้แก่ ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และภูเก็ต..                       

กรุงเทพประกันภัย ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ มอบเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทย

กรุงเทพประกันภัย ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ มอบเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทย

กรุงเทพประกันภัย ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ มอบเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทย

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.54 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย ปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ มอบเงินจำนวน 250,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทก ภัยในพื้นที่ภาคใต้ผ่านสภากาชาดไทย โดยมี ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ สภา กาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

การมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยและลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ โดยบริ ษัทฯ ยังมีมาตรการช่วยเหลือด้านอื่นๆ เช่น การจัดทำถุงยังชีพเพื่อส่งไปยังพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดสงขลา การเชิญชวนพนักงานบริษัทฯ และผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการตั้งจุดบริการแจ้งเคลมสินไหมทดแทนเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย

ทั้งนี้ กรุงเทพประกันภัยขอแสดงความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุภัยพิบัติดังกล่าว และสำหรับลูกค้าที่ประสบภัยสามารถแจ้งเคลมสินไหมทดแทนประกันภัยทรัพย์สินและประกันภัยรถยนต์ หรือรับบริการรถยกเพื่อเคลื่อนย้ายรถได้ที่ช่องทางดังนี้ LINE @bangkokinsurance และ โทร. 1620 ตลอด 24 ชั่วโมง