BTU รวมพลังช่วยใต้! ศ.ดร.บังอร-รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ นำทีมมอบเงินฟื้นฟูหาดใหญ่ พร้อมร่วมสนับสนุนรวมกว่า 4.5 แสนบาท

BTU รวมพลังช่วยใต้! ศ.ดร.บังอร-รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ นำทีมมอบเงินฟื้นฟูหาดใหญ่ พร้อมร่วมสนับสนุนรวมกว่า 4.5 แสนบาท

BTU รวมพลังช่วยใต้! ศ.ดร.บังอร-รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ นำทีมมอบเงินฟื้นฟูหาดใหญ่ พร้อมร่วมสนับสนุนรวมกว่า 4.5 แสนบาท

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.05 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี และ รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยสถาบันในเครือ ได้ร่วมกันแสดงพลังน้ำใจเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

วันที่ 1 ธันวาคม 68 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) พร้อมสถาบันในเครือได้มอบเงินบริจาคจำนวน 357,681.22 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยน้ำท่วม นำไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงสนับสนุนการฟื้นฟูเมืองและคุณภาพชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบให้กลับมาดำเนินชีวิตได้โดยเร็ว การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนถึงความใส่ใจเป็นห่วงพี่น้องประชาชนชาวไทยของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีที่ไม่เพียงสร้างคุณภาพด้านการศึกษา แต่ยังยืนหยัดเคียงข้างสังคมในยามวิกฤตอย่างแท้จริง นอกจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรียังได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมการกุศล โดยได้ซื้อ สลากบำรุงสภากาชาดไทยของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนในการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาทุกข์ทั่วประเทศไทย

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำความดีผ่านงานกาชาดประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี โดยสามารถแวะเยี่ยมชมและร่วมสนับสนุนสลากกาชาดได้ที่ บูธกระทรวง อว. หมายเลข 3.22

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังใจและความช่วยเหลือให้แก่พี่น้องชาวไทย พร้อมร่วมก้าวผ่านทุกวิกฤตไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

แจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง-วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

แจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง-วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

แจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง-วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.04 น.

สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม 2568 เนื่องจากมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช 2568

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม 2568 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังนี้

– ปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมฯ ตลอดทั้งวัน

– เข้าชมได้เฉพาะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูป สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ในปราสาทพระเทพบิดร ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.โดยเข้า – ออกทางประตูสวัสดิโสภา (จุดคัดกรอง ปิดเวลา 16.00 น.)

– เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.00 น.โดยเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ (จุดพักคอย ปิดเวลา 12.00 น.)

โปรดแต่งกายสุภาพ

– เข้าปราสาทพระเทพบิดร สุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

– เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ชุดสุภาพไว้ทุกข์

อดีต รมต.อังกฤษ “ทิวลิป ซิดดิก” ถูกศาลบังกลาเทศตัดสินจำคุก 2 ปี ข้อหาทุจริตที่ดิน

อดีต รมต.อังกฤษ "ทิวลิป ซิดดิก" ถูกศาลบังกลาเทศตัดสินจำคุก 2 ปี ข้อหาทุจริตที่ดิน

1 ธ.ค. 2568 16:02 น.

อดีต รมต.อังกฤษ “ทิวลิป ซิดดิก” ถูกศาลบังกลาเทศตัดสินจำคุก 2 ปี ข้อหาทุจริตที่ดิน

ทิวลิป ซิดดิก อดีตรัฐมนตรี และสส. เขตแฮมป์สเตดและไฮเกท จากพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักร ถูกศาลในบังกลาเทศตัดสินลงโทษจำคุก 2 ปี พร้อมปรับ 100,000 ตากาบังกลาเทศ (ราว 26,195 บาท) ว่ามีความผิดฐานชักจูงนางชีค ฮาซินา อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ซึ่งเป็นป้าของเธอ ในคดีทุจริตที่ดิน ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวเป็นการพิจารณาคดีอาญาโดยไม่ปรากฎตัวจำเลย (Trial in absentia) 

สส. ซิดดิก ถูกดำเนินคดีพร้อมกับจำเลยอีก 16 คน ว่ามีความผิดฐานชักจูงนางชีค ฮาซินา อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ซึ่งถูกโค่นอำนาจไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 และเป็นป้าของเธอ เพื่อจัดหาที่ดินแปลงหนึ่งในเขตชานกรุงธากาให้กับครอบครัวของเธอ ซึ่ง สส. ซิดดิก ยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง

นับตั้งแต่รัฐบาลของ ชีค ฮาซินา ถูกโค่นล้ม อัยการในบังกลาเทศได้เปิดการดำเนินคดีทางกฎหมายจำนวนมากกับอดีตผู้นำ ผู้เกี่ยวข้อง และสมาชิกในครอบครัวของเธอ โดยศาลบังกลาเทศดำเนินคดีกับ สส. ซิดดิก ในฐานะพลเมืองบังกลาเทศ โดยอ้างว่าได้หนังสือเดินทาง บัตรประจำตัว และหมายเลขภาษีของเธอมา อย่างไรก็ตาม ทนายความของ สส. ซิดดิก โต้แย้งสถานะพลเมืองบังกลาเทศของเธอ โดยยืนยันว่าเธอ “ไม่เคยมี” บัตรประจำตัวหรือบัตรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และไม่ได้ถือหนังสือเดินทางบังกลาเทศตั้งแต่ยังเด็ก

เมื่อคดีเริ่มขึ้น สส. ซิดดิก เคยกล่าวว่า อัยการได้ “เผยแพร่ข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จและสร้างความเดือดร้อนต่อสื่อ แต่ไม่เคยแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อเธอโดยผู้สอบสวน” และยืนยันว่าเธอ “ไม่ได้ทำอะไรผิด”

เมื่อถูกสอบถามถึงคำตัดสินนี้ ดาเรน โจนส์ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวที่ สส. ซิดดิก ต้องพูดคุย แต่เข้าใจว่าเป็นการพิจารณาคดีที่เธอไม่ปรากฎตัวต่อศาล และเชื่อว่าเป็นสถานการณ์ทางการเมืองมากกว่าสถานการณ์ทางกฎหมาย

คำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังจาก ชีค ฮาซินา ซึ่งลี้ภัยอยู่ในอินเดีย ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตในอีกคดีหนึ่ง จากบทบาทของเธอในการปราบปรามผู้ประท้วงที่รุนแรงจนนำไปสู่การถูกโค่นอำนาจเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024

นอกจากนี้ สส. ซิดดิก ยังคงเผชิญกับข้อกล่าวหาที่ยังค้างอยู่ในบังกลาเทศหลายคดี รวมถึงการสอบสวนเกี่ยวกับการโอนอพาร์ตเมนต์ในกรุงธากาให้กับน้องสาวของเธอ และข้อกล่าวหาการยักยอกเงินที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัสเซียในปี 2013 อีกด้วย.

ที่มา BBC

ริโอเดจาเนโรเปิดตัว “ต้นคริสต์มาสลอยน้ำ” สูง 80 เมตร จุดไฟกว่า 2.3 ล้านดวง เตรียมต้อนรับคริสต์มาส

ริโอเดจาเนโรเปิดตัว “ต้นคริสต์มาสลอยน้ำ” สูง 80 เมตร จุดไฟกว่า 2.3 ล้านดวง เตรียมต้อนรับคริสต์มาส

1 ธ.ค. 2568 15:35 น.

ริโอเดจาเนโรเปิดตัว “ต้นคริสต์มาสลอยน้ำ” สูง 80 เมตร จุดไฟกว่า 2.3 ล้านดวง เตรียมต้อนรับคริสต์มาส

นครริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เปิดตัว ต้นคริสต์มาสลอยน้ำ ณ อ่าวโบตาโฟโก อุ่นเครื่องบรรยากาศแห่งเทศกาลคริสต์มาสให้คึกคักยิ่งขึ้น และกลายเป็นไฮไลต์ใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ต้นคริสต์มาสลอยน้ำแห่งนี้มีความสูงถึง 80 เมตร ประดับด้วยไฟ LED มากกว่า 2.3 ล้านดวง ติดตั้งห่างจากชายฝั่งประมาณ 100 เมตร และสามารถมองเห็นได้ตลอดแนวชายหาดโบตาโฟโกระยะกว่า 700 เมตร

จุดเด่นของการจัดแสดงครั้งนี้คือฉากหลังอันโด่งดังของริโอเดจาเนโร — ทั้งภูเขาชูการ์โลฟ และรูปปั้นพระเยซูคริสต์ตั้งบนยอดเขากอร์โกวาดู ทำให้ต้นคริสต์มาสลอยน้ำกลายเป็นภาพที่สวยงามและทรงพลังยามค่ำคืน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว มาริอานา กิมาไรส์ บรรยายบรรยากาศงานเปิดตัวว่ามหัศจรรย์มาก ขณะที่ครีเอเตอร์คอนเทนต์ มาร์กอส เรกีต บอกว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งสุด ๆ

พิธีเปิดตัวต้นคริสต์มาสยักษ์ลอยน้ำนี้ มาพร้อม การแสดงพลุสุดยิ่งใหญ่ ทำให้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวมารวมตัวกันจำนวนมาก ณ ริมอ่าวโบตาโฟโกเพื่อชมความสวยงามของการประดับไฟครั้งนี้

คาดว่าต้นคริสต์มาสลอยน้ำจะกลายเป็นแลนด์มาร์กประจำฤดูกาลคริสต์มาสของริโอเดจาเนโร และเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปสำคัญของนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปลายปีนี้.

ที่มา : AP 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ต้นคริสต์มาส

ชาวสวิสโหวตคว่ำข้อเสนอเกณฑ์ทหารหญิงภาคบังคับ-ภาษีมรดกใหม่

ชาวสวิสโหวตคว่ำข้อเสนอเกณฑ์ทหารหญิงภาคบังคับ-ภาษีมรดกใหม่

1 ธ.ค. 2568 12:54 น.

ชาวสวิสโหวตคว่ำข้อเสนอเกณฑ์ทหารหญิงภาคบังคับ-ภาษีมรดกใหม่

ผลการลงประชามติสวิตเซอร์แลนด์ชี้ชัด ผู้ลงคะแนนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยทั้งข้อเสนอให้ผู้หญิงต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ และแผนเก็บภาษีมรดกหรือเงินบริจาคเกิน 50 ล้านฟรังก์ โดยให้เหตุผลเรื่องภาระเศรษฐกิจและความเสี่ยงทุนไหลออกจากประเทศ

ผลการลงประชามติทั่วประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอาทิตย์ (30 พ.ย.) ชี้ให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ปฏิเสธข้อเสนอสำคัญสองประเด็นด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่

โดยในประเด็น “ความคิดริเริ่มบริการพลเมือง” (Citizen Service Initiative) ซึ่งเรียกร้องให้ผู้หญิงชาวสวิสทุกคนต้องเข้ารับราชการภาคบังคับ ไม่ว่าจะเป็นในกองทัพ ทีมป้องกันพลเรือน หรือรูปแบบอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ผู้ชายต้องทำอยู่ในปัจจุบัน ผลปรากฏว่า กว่า 84% ของผู้ลงคะแนนเสียงโหวตไม่เห็นด้วย และไม่มีรัฐใดใน 26 รัฐของประเทศที่ลงคะแนนเห็นชอบในสัดส่วนที่ใกล้เคียง

ปัจจุบัน ชายหนุ่มในสวิตเซอร์แลนด์ถูกกำหนดให้ต้องเข้ารับราชการทหารภาคบังคับ หรือเข้าร่วมทีมป้องกันพลเรือน โดยผู้ที่ปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านมโนธรรมสามารถเลือกรับราชการในรูปแบบอื่นได้ ส่วนผู้ที่เลือกที่จะไม่เข้ารับราชการเลยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมยกเว้นการรับราชการทหาร ซึ่งมีผู้ชายเข้ารับราชการภาคบังคับประมาณ 35,000 คนในแต่ละปี ขณะที่ผู้หญิงสามารถเข้ารับราชการได้โดยสมัครใจ

ผู้สนับสนุนแผนการเกณฑ์ทหารผู้หญิง เชื่อว่าข้อเสนอนี้จะช่วยส่งเสริมความสามัคคีทางสังคม โดยการเพิ่มตำแหน่งงานในด้านต่าง ๆ เช่น การป้องกันสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และการดูแลผู้สูงอายุ แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคัดค้านข้อเสนอนี้ ส่วนใหญ่เนื่องจากกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการดึงคนหนุ่มสาวจำนวนมากออกจากกำลังแรงงาน

รัฐบาลให้ความเห็นว่า กองทัพและการป้องกันพลเรือนมีบุคลากรเพียงพอแล้ว และการเกณฑ์ทหารภาคบังคับสำหรับผู้หญิง แม้จะถูกมองว่าเป็น “ก้าวไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศ” แต่ก็จะเป็น “ภาระเพิ่มเติมสำหรับผู้หญิงจำนวนมาก ซึ่งแบกรับภาระงานที่ไม่มีค่าตอบแทนในการเลี้ยงดูและดูแลบุตรหลานและญาติ รวมถึงงานบ้านอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่”

ข้อเสนอที่สองเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีมรดกและการบริจาคใหม่ สำหรับทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านฟรังก์สวิส (ประมาณ 1,993 ล้านบาท) ก็ถูกปฏิเสธด้วยคะแนนเสียงสูงถึง กว่า 78% ของผู้ลงคะแนนเสียง

ตามแผนเดิม เงินรายได้จากการจัดเก็บภาษีใหม่นี้ จะถูกนำไปใช้ในการต่อสู้กับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยให้สวิตเซอร์แลนด์บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์คัดค้านข้อเสนอนี้ โดยให้เหตุผลว่า การอนุมัติอาจกระตุ้นให้ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดบางส่วนในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 2,500 คน ย้ายถิ่นฐานออกไป โดยเดิมทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านฟรังก์สวิส อาจต้องถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 50%

สวิตเซอร์แลนด์จัดการลงประชามติระดับประเทศปีละสี่ครั้ง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกำหนดนโยบาย.

ที่มา AP

กองทัพอินโดฯ-ศรีลังกาเร่งช่วยประชาชน หลังน้ำท่วม-ดินถล่มในเอเชีย คร่าชีวิตใกล้แตะ 1,000 ศพ

กองทัพอินโดฯ-ศรีลังกาเร่งช่วยประชาชน หลังน้ำท่วม-ดินถล่มในเอเชีย คร่าชีวิตใกล้แตะ 1,000 ศพ

1 ธ.ค. 2568 12:08 น.

กองทัพอินโดฯ-ศรีลังกาเร่งช่วยประชาชน หลังน้ำท่วม-ดินถล่มในเอเชีย คร่าชีวิตใกล้แตะ 1,000 ศพ

ศรีลังกาและอินโดนีเซียส่งกำลังทหารลงพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยรุนแรงที่คร่าชีวิตประชาชนภายหลังสภาพอากาศแปรปรวนก่อให้เกิดฝนหนักต่อเนื่องถล่มศรีลังกาทั้งเกาะ รวมถึงหลายพื้นที่ของเกาะสุมาตรา ภาคใต้ของไทย และภาคเหนือของมาเลเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมเกือบ 1,000 ศพ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

ในอินโดนีเซีย ยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยและดินถล่มยังคงสูงถึงอย่างน้อย 442 ราย และมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน ซึ่งนับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในสุลาเวสีเมื่อปี 2018 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 ราย

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้เดินทางถึงจังหวัดสุมาตราเหนือวันนี้ (1 ธ.ค.) โดยกล่าวว่า “ตอนนี้สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการส่งความช่วยเหลือที่จำเป็นไปให้ได้ทันที” พร้อมเสริมว่า รัฐบาลกำลังใช้เฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินเพื่อเข้าถึง “หมู่บ้านที่ถูกตัดขาดหลายแห่งที่หวังว่าเราจะเข้าถึงได้”

รัฐบาลอินโดนีเซียได้ส่งเรือรบ 3 ลำบรรทุกความช่วยเหลือ และเรือโรงพยาบาลอีก 2 ลำ ไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ซึ่งถนนหลายสายยังคงไม่สามารถสัญจรได้ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีปราโบโวเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นให้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ และยังไม่ได้เรียกร้องความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างเปิดเผย

ขณะเดียวกัน ที่ศรีลังกา ซึ่งได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลน “ดิตวาห์” รัฐบาลได้เรียกร้องความช่วยเหลือจากนานาชาติ และใช้เฮลิคอปเตอร์ทหารเข้าช่วยผู้ที่ติดค้างจากน้ำท่วมและดินถล่ม

สำนักงานภัยพิบัติของศรีลังการายงานเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 334 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ระบุว่าเพิ่งจะสามารถประเมินความเสียหายอย่างเต็มที่ในพื้นที่ภาคกลางที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิดเส้นทางที่ถูกต้นไม้โค่นล้มและโคลนถล่มปิดกั้น

ประธานาธิบดีอนุรา กุมาร ดิสสานายาเก ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือกับภัยพิบัติดังกล่าว และกล่าวต่อประเทศชาติว่า “เรากำลังเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดและท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา” และให้คำมั่นว่าจะสร้างประเทศให้ดีขึ้นกว่าเดิม ความสูญเสียและความเสียหายในครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุสึนามิในเอเชียเมื่อปี 2004

ส่วนในประเทศไทย เหตุน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 176 ราย ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบทศวรรษ รัฐบาลได้ออกมาตรการบรรเทาทุกข์แล้ว แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการตอบสนองต่ออุทกภัย และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสองรายถูกสั่งพักงานเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าบกพร่องต่อหน้าที่

ด้านมาเลเซีย ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในรัฐปะลิสยังทำให้พื้นที่จำนวนมากถูกน้ำท่วม โดยมีผู้เสียชีวิต 2 ราย

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย ส่วนหนึ่งรุนแรงขึ้นจากพายุโซนร้อนที่หายากซึ่งก่อให้เกิดฝนตกหนักบนเกาะสุมาตรา นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเพิ่มความรุนแรงของพายุและทำให้เกิดฝนตกหนักบ่อยขึ้น เนื่องจากชั้นบรรยากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น.

ที่มา AFP

ฟิลิปปินส์ประท้วงใหญ่ เหตุทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม จี้เอาผิด สส.-เจ้าหน้าที่ระดับสูง

ฟิลิปปินส์ประท้วงใหญ่ เหตุทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม จี้เอาผิด สส.-เจ้าหน้าที่ระดับสูง

1 ธ.ค. 2568 11:23 น.

ฟิลิปปินส์ประท้วงใหญ่ เหตุทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม จี้เอาผิด สส.-เจ้าหน้าที่ระดับสูง

รัฐบาลฟิลิปปินส์เผชิญกระแสต่อต้านครั้งใหญ่เมื่อประชาชนจำนวนมาก รวมถึงคณะสงฆ์คาทอลิก ออกมาชุมนุมตามท้องถนนในกรุงมะนิลาและหลายพื้นที่ทั่วประเทศ  เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีอย่างรวดเร็วต่อสมาชิกสภาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีทุจริตงบโครงการควบคุมน้ำท่วมทั่วประเทศ

การประท้วงหลักจัดขึ้นที่อนุสาวรีย์ “พลังประชาชน” บนถนน EDSA ในกรุงมะนิลา โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อสีขาว นอกจากนี้ กลุ่มซ้ายจัดยังได้จัดการประท้วงแยกต่างหากในสวนสาธารณะหลักของกรุงมานิลา โดยเรียกร้องอย่างชัดเจนให้เจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดลาออกทันทีและเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี

ความโกรธแค้นของประชาชนพุ่งสูงขึ้น หลังจากพบว่ามีการทุจริตครั้งใหญ่ในโครงการควบคุมน้ำท่วมทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้โครงการต่าง ๆ มีคุณภาพต่ำ ชำรุด หรือไม่มีอยู่จริง ทั้งที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมร้ายแรงและสภาพอากาศสุดขั้วในเขตร้อนเป็นประจำ

ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ พยายามอย่างหนักในการระงับความไม่พอใจของสาธารณชนต่อกรณีอื้อฉาวนี้ โดยได้กล่าวเตือนถึงความผิดปกติของโครงการควบคุมน้ำท่วมในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ผู้ประท้วงเรียกร้องให้สมาชิกสภาคองเกรส เจ้าหน้าที่ และเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่อยู่เบื้องหลังโครงการควบคุมน้ำท่วมที่ผิดปกติหลายพันโครงการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถูกจำคุกและได้รับคำสั่งให้คืนเงินของรัฐบาลที่พวกเขาขโมยไป โดยมีผู้ประท้วงคนหนึ่งสวมเสื้อที่มีข้อความว่า “ไม่เมตตาต่อคนโลภ”

บาทหลวง ฟลาวี วิลลานูเอบา จากนิกายคาทอลิก ซึ่งเป็นผู้นำในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตนี้ ได้กล่าวกับฝูงชนว่า “หากเงินถูกขโมย นั่นคืออาชญากรรม แต่หากศักดิ์ศรีและชีวิตถูกพรากไป นี่คือบาปต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อประเทศชาติ และที่สำคัญที่สุดคือต่อพระเจ้า” พร้อมเรียกร้องว่า “จงจำคุกผู้ทุจริตและฆาตกรทั้งหมด”

เจ้าหน้าที่โยธาธิการอย่างน้อย 7 คน ถูกจำคุกในข้อหาใช้เงินของรัฐโดยมิชอบและข้อหาทุจริตอื่น ๆ จากความผิดปกติในโครงการควบคุมน้ำท่วมเพียงโครงการเดียว และกำลังมีการติดตามตัวผู้บริหารของบริษัท Sunwest Corp. ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว

ส่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 พ.ย.) เฮนรี อัลกันตารา อดีตวิศวกรของรัฐบาล ได้ยอมรับสารภาพต่อวุฒิสภาว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต และได้คืนเงินสินบน 110 ล้านเปโซ (ประมาณ 60 ล้านบาท) ที่เขาขโมยไป และให้คำมั่นว่าจะคืนเพิ่มเติมอีกในไม่กี่สัปดาห์

ประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ เปิดเผยว่าทางการได้อายัดทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านเปโซ (ประมาณ 6,577 ล้านบาท) ของผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตโครงการควบคุมน้ำท่วมแล้ว นายมาร์กอส จูเนียร์ เคยให้คำมั่นว่า สว. สส. และผู้บริหารบริษัทก่อสร้างที่ทรงอิทธิพลอีกหลายสิบคนซึ่งพัวพันกับคดีทุจริต จะถูกจำคุกก่อนช่วงเทศกาลคริสต์มาส

ในสถานการณ์ที่ประชาชนแตกแยกและเคยมีการโค่นล้มประธานาธิบดีมาแล้วสองคนในช่วง 39 ปีที่ผ่านมา ได้มีเสียงเรียกร้องให้กองทัพถอนการสนับสนุนรัฐบาลมาร์กอส อย่างไรก็ตาม กองทัพฟิลิปปินส์ ได้ปฏิเสธการเรียกร้องดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยระบุว่ากองทัพยังคงเป็นเสาหลักแห่งเสถียรภาพและเป็นผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย

มีการระดมกำลังตำรวจมากกว่า 17,000 นาย เพื่อดูแลความปลอดภัยในการประท้วงในกรุงมะนิลา และพื้นที่รอบทำเนียบประธานาธิบดีมาลากันยังได้ถูกปิดตาย โดยมีการตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ปราบจลาจล รถบรรทุก และรั้วลวดหนามตามถนนและสะพานสำคัญ.

ที่มา AP

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

1 ธ.ค. 2568 10:12 น.

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้การเมืองออสเตรเลีย หลังเข้าพิธีแต่งงานกับคู่รักในงานวิวาห์สุดเรียบง่ายและเป็นส่วนตัว โดยจัดขึ้นที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี

นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในรอบ 124 ปีของรัฐบาลกลางออสเตรเลียที่เข้าพิธีแต่งงานระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้นำ โดยพิธีจัดขึ้นในช่วงบ่ายที่ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงแคนเบอร์รา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น มีแขกประมาณ 60 คน รวมถึงรัฐมนตรีหลายคนเข้าร่วม โดยมีผู้ประกอบพิธีสมรสเป็นเจ้าหน้าที่จดทะเบียน โดยสื่อออสเตรเลียเพิ่งรายงานข่าวในภายหลังจากพิธีเสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากนายอัลบาเนซีต้องการความเป็นส่วนตัวสูง

ในแถลงการณ์ร่วม นายอัลบาเนซี เจ้าบ่าวและโจดี เฮย์ดอน เจ้าสาวกล่าวว่า “เรามีความสุขมากที่ได้ประกาศความรักและคำสัญญา ต่อหน้าครอบครัวและเพื่อนสนิทที่สุดของพวกเรา” โดยมีรายงานว่าทั้งคู่เขียนคำสาบานด้วยตัวเอง มีเจ้าตูบ “โทโท” สุนัขประจำบ้านรับหน้าที่ถือแหวน ส่วน “เอลล่า” หลานสาววัย 5 ขวบของเจ้าสาว ทำหน้าที่โปรยดอกไม้

อัลบาเนซี วัย 62 ปี ซึ่งหย่าร้างและมีบุตรชายหนึ่งคน ได้ขอเฮย์ดอน วัย 46 ปี แต่งงานเมื่อวันวาเลนไทน์ปีที่แล้ว ภายในทำเนียบนายกรัฐมนตรีเช่นกัน เดิมทีทั้งคู่วางแผนจัดงานแต่งงานใหญ่กว่าเดิม ก่อนการเลือกตั้งกลางปี 2025 โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่ากำลังพิจารณาเชิญ จัสติน ทรูโด อดีตนายกรัฐมนตรีแคนาดา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทมาร่วมงานด้วย แต่ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคแรงงานมองว่า การจัดงานแต่งงานใหญ่ในช่วงที่ประชาชนเผชิญ วิกฤตค่าครองชีพ อาจกระทบคะแนนเสียงพรรค จึงเสนอให้เลื่อนพิธีไปหลังการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยวันจัดงาน

เฮย์ดอน ซึ่งทำงานในสายการเงิน รู้จักกับอัลบาเนซีครั้งแรกในงานเลี้ยงธุรกิจที่เมืองเมลเบิร์นในปี 2020 ก่อนทั้งคู่จะเริ่มสานสัมพันธ์และใช้เวลา 4 ปีจนถึงวันแต่งงาน โดยพิธีแต่งงานเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังสภาฯ ปิดสมัยประชุมปลายปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ทำเนียบรัฐบาลเงียบสงบเหมาะแก่การจัดงานเล็ก ๆ ในครอบครัว.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ผู้นำออสเตรเลีย

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

1 ธ.ค. 2568 06:10 น.

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

กลุ่มมือปืนในไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือ และลักพาตัวเจ้าสาวกับเพื่อนๆ และเด็กทารกอีก 1 คน และว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศแล้วก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา และลักพาตัวผู้หญิงรวม 13 คน กับเด็กทารกอีก 1 คนไป นับเป็นเหตุลักพาตัวครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในชาติแอฟริกาแห่งนี้

ชาวบ้านท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า เจ้าสาวกับเพื่อนเจ้าสาวอีก 10 คน อยู่ในกลุ่มผู้ที่ถูกลักพาตัวไปจากหมู่บ้านชาโช (Chacho) ในรัฐโซโกโต (Sokoto State) เมื่อวันอาทิตย์ โดยที่ทารกคนหนึ่ง แม่ของทารก และผู้หญิงอีกคนก็ถูกพาตัวไปด้วย

อนึ่ง ในภูมิภาคแถบตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย มีประเพณีที่เจ้าสาวจะใช้เวลาค่ำคืนแรกของการแต่งงานกับเพื่อนเจ้าสาวในบ้านใหม่ โดยที่เจ้าบ่าวจะย้ายเข้ามาอยู่ทีหลัง

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “กลุ่มโจร” บุกโจมตีสถานที่ต่างๆ ทั่วไนจีเรีย และก่อเหตุลักพาตัวผู้คนมากมายเพื่อเรียกค่าไถ่ ในขณะที่รัฐบาลกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้หาทางแก้ไขสถานการณ์ ส่งผลให้ประธานาธิบดีโบลา ทินูบู ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อ 26 พ.ย.

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารในไนจีเรีย เพื่อยุติสิ่งที่เขาเรียกว่า การสังหารชาวคริสต์โดยกลุ่มอิสลามิสต์หัวรุนแรง

รายงานข่าวกรองของไนจีเรียระบุว่า ในรัฐโซโกโตมีเหตุการณ์ลักพาตัวฝีมือกลุ่มโจรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนพฤศจิกายน ทำลายสถิติการโจมตีมากครั้งที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่า การที่รัฐข้างเคียงทำข้อตกลงเพื่อให้กลุ่มโจรยุติการโจมตีในรัฐของพวกเขา เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การโจมตีในรัฐโซโกโตเพิ่มขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงโจมตีการทำข้อตกลงเหล่านี้มาตลอด โดยให้เหตุผลว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำให้แก๊งโจรสามารถตั้งฐานที่มั่นในแหล่งซ่องสุมของพวกเขาได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงโจมตีในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปได้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

1 ธ.ค. 2568 05:31 น.

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยื่นคำร้องต่อประธานาธิบดี เพื่อขออภัยโทษคดีคอร์รัปชันที่เขากำลังถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว อ้างจะช่วยลดความแตกแยกในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ยื่นคำร้องต่อฝ่ายกฎหมายของสำนักงานประธานาธิบดีแล้ว เพื่อขออภัยโทษข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อหาทางยุติการดำเนินคดีในศาลซึ่งยืดเยื้อมานาน และทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศอย่างรุนแรง

นายเนทันยาฮูกล่าวว่า คำร้องนี้จะช่วยรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิภาค นอกจากนั้น ข้อกำหนดที่ให้เขาต้องไปปรากฏตัวที่ศาลสัปดาห์ละสามครั้ง เป็นสิ่งรบกวนสมาธิที่ทำให้เขานำพาประเทศได้ยากลำบาก

“การดำเนินคดีที่ผ่านมาฉีกเราออกจากกันจากภายใน ปลุกปั่นความแตกแยก และทำให้ความบาดหมางลึกล้ำยิ่งขึ้น ผมมั่นใจเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในชาติว่า การยุติการพิจารณาคดีโดยทันทีจะช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมการปรองดองในวงกว้างที่ประเทศของเราต้องการอย่างยิ่งยวด”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามของเขาออกมาโจมตีทันทีว่า คำร้องดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตยของอิสราเอล และเป็นการส่งข้อความอันตรายว่าเขาอยู่เหนือกฎหมาย

ขณะที่สำนักงานของนาย ไอแซค เฮอร์ซ็อก ประธานาธิบดีอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์ว่า “หลังจากได้รับความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ประธานาธิบดีจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างมีความรับผิดชอบและจริงใจ”

นายเนทันยาฮูเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในประวัติศาสตร์อิสราเอลที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกนำตัวขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน โดยเขาถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง ใช้อำนาจในทางที่ผิด และรับสินบน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับผู้สนับสนุนทางการเมืองที่ร่ำรวย อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาใด ๆ

นายเนทันยาฮูปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และประณามการดำเนินคดีตัวเขาว่าเป็นการ “ล่าแม่มด” ที่จัดฉากขึ้นโดยสื่อ ตำรวจ และฝ่ายตุลาการ

การยื่นคำร้องครั้งนี้เกิดขึ้นหลายสัปดาห์หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิสราเอลอภัยโทษให้แก่นายเนทันยาฮู และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายทรัมป์เพิ่งส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีเฮอร์ซ็อก และเรียกคดีทุจริตของเนทันยาฮูว่าเป็น “การดำเนินคดีทางการเมืองที่ไม่ยุติธรรม”

ทั้งนี้ คำร้องขอพระราชทานอภัยโทษของเนทันยาฮูประกอบด้วยเอกสารสองฉบับ คือ จดหมายรายละเอียดที่ลงนามโดยทนายความของเขา และจดหมายที่ลงนามโดยเนทันยาฮูเอง เอกสารเหล่านี้จะถูกส่งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความคิดเห็น จากนั้นจะถูกโอนไปยังที่ปรึกษาด้านกฎหมายในสำนักงานประธานาธิบดี ซึ่งจะรวบรวมความคิดเห็นเพิ่มเติมให้ประธานาธิบดีพิจารณา

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนรวมถึงนาง เอมิ พัลมอร์ อดีตอธิบดีกรมกระทรวงยุติธรรมอิสราเอล กล่าวว่า คำร้องขออภัยโทษนี้ไม่สามารถหยุดการพิจารณาคดีได้

“คุณไม่สามารถอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ในขณะที่การพิจารณาคดียังคงดำเนินอยู่ แล้วมาขอให้ประธานาธิบดีเข้าแทรกแซงได้” และเสริมว่าวิธีเดียวที่จะหยุดการพิจารณาคดีได้คือต้องขอให้อัยการสูงสุดระงับการดำเนินคดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews