‘สุรเดช’เผย’ลุงป้อม’มอบหมายดูแลภาคเหนือทั้งหมด ย้ำพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า

'สุรเดช'เผย'ลุงป้อม'มอบหมายดูแลภาคเหนือทั้งหมด ย้ำพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า

‘สุรเดช’เผย’ลุงป้อม’มอบหมายดูแลภาคเหนือทั้งหมด ย้ำพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

‘สุรเดช’เผยได้รับมอบหมายจาก’ลุงป้อม’ดูแลพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด ย้ำพร้อมแล้วกับการเลือกตั้งครั้งหน้า ชี้เร่งสรรหาผู้สมัครเกรด A ภาคเหนือ ยัน พปชร.เป็นพรรคเดียวไม่มีปัญหาการเมือง รับเป็นพรรคขิงแก่ แต่แก่ประสบการณ์ ไม่สร้างภาพ

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2568 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่ภาคเหนือว่า ตนได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้ดูแลภาคเหนือทั้งหมด ทั้งภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง โดยภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัดประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน รวม 34 เขต 

ส่วนภาคเหนือตอนล่าง 7 จังหวัดประกอบด้วย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร เพชรบูรณ์ รวม 28 เขต ซึ่งรวมภาคเหนือทั้งหมด 62 เขต ที่ตนจะต้องดูแลทั้งหมด โดยตนในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมการสรรหาของพรรคอยู่แล้ว ก็ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้แล้ว โดยได้เร่งคัดสรรผู้สมัครในแต่ละเขต ซึ่งพยายามหาผู้สมัครที่มีศักยภาพสูงสุด คือต้องพยายามหาผู้สมัครเกรด A แต่ถ้าไม่ได้เกรด A จริงๆก็ต้องเป็น A-  และตนจะลงไปช่วยในทุกจังหวัดของภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้ได้มีการคัดเลือกและได้เคาะไปบ้างแล้วประมาณ 30 กว่าคน 

ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้สมัครที่คัดสรรมาแล้ว เราจำเป็นจะต้องมีการทำโพลในพื้นที่อีกหรือไม่ นายสุรเดช กล่าวว่า เราทำโพล อยู่แล้ว และได้มีการพูดคุยกันแล้วว่าสุดท้ายแล้วเราต้องทำโพล ไม่ว่าใครจะคุยว่าตัวเองกว้างขวางแค่ไหน แต่สุดท้ายก็อยู่ที่โพล โดยโพลในพื้นที่จะไม่ใช้แค่โพลเดียว อย่างน้อยจะต้อง 2 โพลขึ้นไป เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งเราต้องเอาโพลที่ใกล้เคียงที่สุด

เมื่อถามว่า นโยบายที่จะนำไปใช้หาเสียงในพื้นที่ภาคเหนือ จะมีอะไรบ้าง นายสุรเดช กล่าวว่า ความจริงนโยบายของพรรคเราจะมีการปรับปรุงอยู่ตลอด และเข้าถึงทุกวัย ทุกกลุ่มโดยจะเน้นนโยบายแจกเบ็ด ไม่แจกปลา ไม่ใช่เป็นการเอาเงินไปแจก เพราะเมื่อเงินหมด ก็เท่ากับหมดไปเลย แต่ถ้าเป็นการแจกเบ็ด ก็จะเป็นการให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเองหรืออีกนัยหนึ่งก็คือทำให้ประชาชนสามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองให้ได้  เพราะเราต้องการช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีรูปแบบสนับสนุนในเรื่องการลงทุน มีเงินทุนเข้าไปช่วยในพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นการ พัฒนาชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนไปด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วย รวมถึงทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีสุขอนามัยที่ดี ทั้งนี้ยืนยันว่าทุกนโยบายที่ออกไปจะต้องมีเหตุ มีผลและให้คำตอบกับประชาชนได้ เป็นนโยบายที่จับต้องได้และปฏิบัติได้จริง  ไม่ใช่นโยบายสร้างภาพ หรือนโยบายประชานิยมที่ทำจริงไม่ได้ 

นายสุรเดช กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในพื้นที่ภาคเหนือมีการแข่งกันหลายพรรค และอาจจะมีเรื่องการแย่งตัวผู้สมัครกันด้วย แต่ตนคิดว่าพรรคพลังประชารัฐ มีภาษีดีกว่า ตรงที่พรรคเราเป็น พรรคเดียวที่มีผู้นำเป็นทหาร ซึ่งก็คือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งท่านมีประสบการณ์มาก และเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาทหารมีบทบาทสำคัญมาก ทั้งในเรื่องการป้องกันประเทศ บริเวณชายแดน และการดูแลประชาชนโดยเฉพาะล่าสุดปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ทหารก็เข้าไปดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ เพราะมีอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆพร้อม

‘พรรคพลังประชารัฐถือเป็นพรรคเดียวที่มีผู้นำเป็นทหารและเป็นพรรคที่มีปัญหาน้อยที่สุดในขณะนี้ เราเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมที่มีทั้งคนรุ่นใหม่ คนหนุ่ม สาว และรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ ซึ่งผสมผสานทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ คนรุ่นเก่าก็ถือเป็นคนรุ่นเก่าที่แก่ประสบการณ์ เป็นขิงแก่ที่มีคุณภาพ ซึ่งหลายประเทศก็มีผู้นำที่มีอายุมากซึ่งก็บริหารประเทศมาได้หลายปี ดังนั้นไม่เป็นปัญหาเลย’

เมื่อถามว่าในภาคเหนือขณะนี้มีปัญหาในเรื่องของสภาพอากาศเป็นพิษโดยเฉพาะขณะนี้ฝุ่น PM 2.5 ก็เริ่มกลับมาอีกแล้ว พรรคพลังประชารัฐจะมี
นโยบายที่จะสนับสนุนเรื่องของพรบ.อากาศสะอาด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5  ที่ขณะนี้มีการเสนอไปที่สภาแล้วหรือไม่ นายสุรเดช กล่าวว่า เราสนับสนุนอยู่แล้วเรื่องของพรบ.อากาศสะอาด และตนได้ไปหาข้อมูลมาแล้วว่าทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาเรื่องของฝุ่น pm 2.5 ได้แบบถาวร โดยได้ไปพบเทคโนโลยีสมัยใหม่จากต่างประเทศ ที่น่าสนใจ คือจะเป็นลักษณะของหอคอย ฟอกอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งในต่างประเทศได้มีการทดลองและนำมาใช้แล้ว ซึ่งสามารถฟอกอากาศได้ เปลี่ยนอากาศที่เป็นพิษเป็นอากาศสะอาดได้ จะมีระบบกรองอยู่ โดยตนตั้งใจจะนำเสนอเรื่องนี้กับพรรคเพื่อให้พิจารณา ทั้งนี้เราอาจนำเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้มาดัดแปลงและผลิตเองก็ได้เพราะหากจะซื้อในต่างประเทศอย่างเดียวอาจจะใช้งบประมาณที่สูง

‘ครม.เศรษฐกิจ’คลอด 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ชง ครม.พรุ่งนี้

'ครม.เศรษฐกิจ'คลอด 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ชง ครม.พรุ่งนี้

‘ครม.เศรษฐกิจ’คลอด 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ชง ครม.พรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

“ครม.เศรษฐกิจ”คลอด 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ชง ครม.พรุ่งนี้ ดึงเงินมาตรา 28 พรบ.วินัยการเงินการคลังฯ ช่วยพักหนี้ ปล่อยซอฟต์โลน ช่วยประชาชน 2.9 ล้านคน หลังกระทบเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบการออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม 4 มาตรการใหญ่ โดยจะเสนอให้กับที่ประชุม ครม.พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) เห็นชอบ ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและทรัพย์สินเป็นวงกว้างโดยกระทบกับประชาชนมากกว่า 2.9 ล้านคน และส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

สำหรับมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม ทั้ง 4 มาตรการใหญ่ รัฐบาลเตรียมดึงเงินจากมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ โดยการนำเสนอต่อ ครม.วันพรุ่งนี้ จะแยกออกเป็นกลุ่มหลัก 2 กลุ่ม นั่นคือ มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สรุปได้ดังนี้

1.การลดภาระหนี้ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนเกณฑ์ไม่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL ด้วย

ขณะเดียวกันยังมีการให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก และการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก

นอกจากนี้ ธปท.และสมาคมธนาคารไทย ยังจะผ่อนเกณฑ์ในการปล่อยสินค้า เพื่อชวยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมทั้งหารปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันให้ภาคธุรกิจด้วย

2.การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า โดยนายกฯ กำชับเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 9,000 บาท กระทรวงมหาดไทย จะเสนอที่ประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ เพื่อของบกลาง และจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดรองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำมาใช้จ่ายต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมผ่อนเกณฑ์ในการเบิกจ่ายให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อมาช่วยประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่

ด้านการประกันภัย สำหรับประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย บริษัทประกันจะเร่งจ่ายค่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนร้านค้าต่างๆ จะจ่ายค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท ส่วนรถยนต์จะเร่งเคลมให้รวดเร็ว โดยสามารถถ่ายรูปรถยนต์ให้เห็นทะเบียนและระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลมยนต์ได้ทันที

ส่วนกระทรวงแรงงาน ได้ขยายระยะเวลาเงินนำส่งประกันสังคมทั้งหมด ขณะที่ลูกจ้าง จะมีการจะจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในกรณีไม่สามารถทำงานได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 180 วัน และจัดสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ในกิจการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท

3.การลดภาระค่าใช้จ่าย โดยจะขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียม จะประสานกับทางกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ที่ประสบภัย พร้อมลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับซ่อมแซมทรัพย์สินตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท

ส่วนผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักได้ 2 เท่า นอกเหนือจากนั้นผู้ที่บริจาคช่วยผู้ประสบภัย และองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

4.ด้านอื่นๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่างๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น

พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

รองนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ยังได้มอบหมายให้ถอดบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยขอให้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ เป็นประธานในการถอดบทเรียนต่างๆ ทั้งการแก้ปัญหาในระยะสั้น และการเตรียมความพร้อมระยะยาว โดยกระทรวงต่างประเทศ จะขอความช่วยเหลือกับประเทศที่ได้มีปัญหาประสบอุทกภัย เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาวางระบบในการที่จะดูแล

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้มอบหมายกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังจากฟื้นฟูและให้หน่วยราชการต่างๆ จัดสัมมนาในจังหวัดที่ประสบภัย เพื่อให้กระตุ้นการท่องเที่ยวช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป ส่วนมาตรการลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการต่อไป

เอกสารไม่ยุ่งยาก! ‘นายกฯ’ชี้จ่ายเยียวยานอกพื้นที่’พรก.ฉุกเฉิน’ดูตามระดับภัย

เอกสารไม่ยุ่งยาก! 'นายกฯ'ชี้จ่ายเยียวยานอกพื้นที่'พรก.ฉุกเฉิน'ดูตามระดับภัย

เอกสารไม่ยุ่งยาก! ‘นายกฯ’ชี้จ่ายเยียวยานอกพื้นที่’พรก.ฉุกเฉิน’ดูตามระดับภัย

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.28 น.

“นายกฯ”ชี้จ่ายเยียวยานอกพื้นที่”พรก.ฉุกเฉิน”ดูตามระดับภัย ยันเอกสารเยียวยาไม่ยุ่งยาก สั่งปลดล็อกแล้ว ย้ำ 2 สัปดาห์หาดใหญ่เข้าสู่ภาวะปกติ เล็งแก้ระเบียบ-กม.แม้แค่เตือนภัย”ผู้ว่าฯ”มีอำนาจประกาศได้ ไม่ต้องรอเกิดภัยพิบัติ เมินเสียงวิจารณ์โยกย้ายขรก.สนองการเมือง

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 6/2568 ว่า ส่วนใหญ่เป็นการพิจารณาเรื่องการเยียวยา เหมือนเป็นการกลั่นกรองหลายๆ เรื่อง ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์ เพื่อจะได้ใช้เวลาน้อยลง ผู้สื่อข่าวถามว่า ในพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลประกาศจะเยียวยาผู้เสียชีวิต 2 ล้านบาท แต่ถ้านอกพื้นที่จะจ่ายเหมือนกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับภัย ซึ่งมีระดับและขั้นตอนอยู่ เมื่อถามว่า จะนำเข้าที่ประชุม ครม.ถึงความชัดเจนตรงนี้เลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้เราให้การช่วยเหลือ ซึ่งเหตุอุทกภัยมีในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ส่วนใหญ่จะพยายามใช้หลักเดียวกัน ขอตอบแค่นี้ เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านออกมาติงเรื่องการแยกเยียวยาผู้เสียชีวิตทำให้เกิดความยุ่งยาก นายกฯ กล่าวว่า รับฟัง

เมื่อถามว่า ทางอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บอกไม่ต้องใช้สำเนาในเรื่องเอกสารเยียวยา แต่ยังมีภาพประชาชนยื่นถ่ายสำเนาเอกสาร ข้อสรุปเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า สั่งการให้แก้ไขแล้ว เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่าไม่มีอะไรยุ่งยากแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ครับ ทางปลัดกระทรวงมหาดไทย ตนก็ไม่ให้กลับมากรุงเทพฯ ให้อยู่ในพื้นที่เพื่อบัญชาการ ซึ่งต้องยอมรับว่าต้องมีหน่วยสนับสนุนเยอะหน่อย เพราะก่อนที่เราจะลงไปช่วยกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลารับทุกด้าน ก็ต้องไปแบ่งเบาภาระของท่าน เพราะสถานการณ์ค่อนข้างรุนแรง ทั้งอธิบดี ปภ. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมถึงรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อยู่ที่นั่นเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะการสำรวจและเร่งโอนเงิน และวันนี้เริ่มทยอยโอนเงินลงไปแล้ว แต่ยังมีเรื่องของผู้ที่เช่าบ้าน หากต้องรอเจ้าของยอมโอนสิทธิ์ให้นั้น ตรงนี้ผู้ที่อยู่บ้านเช่าก็จะให้ผู้นำชุมชนรับรองมา เราก็จะจ่าย เพราะนี่เป็นเรื่องของเงินเยียวยา ส่วนเจ้าของบ้านจะไปได้ในสิทธิ์ของค่าซ่อมแซมบ้าน ซึ่งมีอยู่ในระเบียบของ ปภ.อยู่แล้ว กล่าวโดยสรุปคือครอบคลุมความห่วงใยของทุกๆ ภาคส่วน

เมื่อถามว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมดังกล่าวจะกระทบกับเงินโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่กระทบ ได้พูดคุยกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แต่ในส่วนของการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่หาดใหญ่ คงไม่สามารถจัดได้ ซึ่งการประชุมนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้เน้นย้ำการอบรมสัมนาหรือการประชุมขอให้เน้นไปในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งเขาได้เตรียมลงทุน เช่น โรงแรมทั้งหลายที่เตรียมรอรับแขกในช่วงสิ้นปี จึงขอให้เน้นไปเพื่อเป็นการช่วยอุดหนุนให้เขามีกระแสเงินสดผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ ซึ่งกำหนดเป็นนโยบายไป และขอฝากประชาชน ภาคเอกชนด้วย ซึ่งตนได้กำหนดไปว่าภายใน 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์ สถานการณ์ทุกอย่างที่อำเภอหาดใหญ่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยสมบูรณ์

เมื่อถามว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ กระทรวงมหาดไทยจะต้องมีการสังคายนาหรือปรับกลไกตรงไหนอย่างไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องดูเรื่องการป้องกัน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดตามกฎหมายจะประกาศเป็นเขตภัยพิบัติได้ก็ต่อเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ซึ่งตนดูแล้วมันย้อนแย้ง การป้องกันสาธารณภัยภารกิจส่วนใหญ่ได้แต่บรรเทา แต่การป้องกันกลับติด ฉะนั้นต้องมานั่งคิดถึงการแก้กฎระเบียบหรือแม้กระทั่งแก้กฎหมายเพื่อให้ประสิทธิภาพในการเตือนภัยหรือการเตรียมพร้อมอพยพผู้คนดีกว่านี้ จะต้องมีประสิทธิภาพสูงมาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเร่งดำเนินการแก้ไข

เมื่อถามว่า การประชาสัมพันธ์ข้อมูลของภาครัฐอาจมีข้อมูล แต่เวลาแจ้งเตือนประชาชนไม่เชื่อเป็นเพราะเขาไม่มั่นใจอะไรหรือเปล่า นายกฯ กล่าวว่า เราคงต้องสื่อสารและต้องมีการซ้อมให้ประชาชนได้เห็นและตื่นตัว ทั้งนี้ วัฒนธรรมของพวกเราน้ำท่วมชั้นล่างก็ไปชั้นสอง น้ำท่วมชั้นสองก็ไปชั้นสาม น้ำท่วมชั้นสามก็ขึ้นหลังคา เราเป็นมนุษย์ติดบ้าน วัฒนธรรมของเราไม่อยากไปไหนที่ไม่ใช่บ้านของเรา ตนไปอยู่ในพื้นที่ก็เห็นจึงต้องมาเน้นการนำประชาชนออกจากบ้านและให้กลับบ้านโดยเร็วที่สุด เพราะทราบดีทุกคนคิดถึงและเป็นห่วงบ้าน ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้แล้วต้องทำให้เขาเห็น และต้องให้ความร่วมมือมากๆ ในเรื่องการป้องกัน เตรียมพร้อม เชื่อฟังคำเตือนต่างๆ ซึ่งผู้สื่อข่าวก็เห็น cell broadcast ก็ทำงาน ในชุมชนก็ได้บอกว่าจะมีน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งมีสิ่งบอกเหตุที่ได้ถ่ายทอดไป แต่วันนี้มันเกินที่จะพูดแล้วว่าใครเชื่อหรือไม่เชื่อ ใครเตือนหรือไม่เตือน ไม่มีประโยชน์ วันนี้ทุกคนประสบภัย ไม่ว่าจะคนทำงานหรือผู้ประสบภัย ฉะนั้นมองไปข้างหน้าแล้วเร่งแก้ไขให้เขากลับคืนสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด ส่วนผู้ปฏิบัติอย่างพวกตนต้องมาคิดเรื่องการป้องกันให้กับพวกเขามากที่สุดด้วยทุกเทคโนโลยีที่มีอยู่ เมื่อถามว่า บางฝ่ายพยายามเชื่อมโยงเรื่องการโยกย้ายข้าราชการเป็นการเมือง นายกฯ กล่าวว่า ก็ให้เขาเชื่อมโยงไป แต่ตนบอกว่าไม่มีไม่เกี่ยว เขาไม่ได้ทำงานแต่พวกตนทำงาน

‘ผอ.นิด้าโพล’ประเมินภท.ใต้ ได้สส.ไม่ถึงเป้า ขณะที่’ปชป.’มีสิทธิ์คัมแบ็คหลายเขต

'ผอ.นิด้าโพล'ประเมินภท.ใต้ ได้สส.ไม่ถึงเป้า ขณะที่'ปชป.'มีสิทธิ์คัมแบ็คหลายเขต

‘ผอ.นิด้าโพล’ประเมินภท.ใต้ ได้สส.ไม่ถึงเป้า ขณะที่’ปชป.’มีสิทธิ์คัมแบ็คหลายเขต

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

‘ผอ.นิด้าโพล’ประเมินภท.ใต้ ได้สส.ไม่ถึงเป้า ขณะที่ประชาธิปัตย์มีสิทธิ์คัมแบ็คหลายเขต

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2568 ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล คาดการณ์ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคภูมิใจไทย จะได้จำนวน สส.เขต ในภาคใต้ไม่ถึง 30 คน ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวว่า จากการสำรวจความเห็นในพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทยคะแนนนิยมไม่ดี เพราะฉนั้นถ้าคู่แข่งสำคัญคือพรรคประชาธิปัตย์ คัดเลือกผู้สมัครดีๆ ลงแข่งขัน ก็มีโอกาสได้รับเลือกในหลายเขต เพราะคะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ ดีมาก โดยเฉพาะในจ.ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง ส่วนที่สูสีกันคือ พังงา สตูล ปัตตานี นราธิวาส นอกจากนี้ใน จ.สุราษฎร์ธานี และสงขลา ซึ่งมีคนยังไม่ตัดสินจำนวนมาก แต่พอดูรายละเอียดคนแนวโน้มที่จะตัดสินใจไปที่ประชาธิปัตย์ในที่สุดมากกว่า

“พรรคประชาธิปัตย์เขาเป็นเจ้าของพื้นที่ เป็นแชมป์เก่า น่าจะรู้ว่าต้องเลือกผู้สมัครแบบไหนลงแข่งขัน”

เมื่อขอให้ประเมินว่า พรรคภูมิใจไทย จะได้มากหรือน้อยกว่าเดิม (เลือกตั้งปี 2566 ได้ 12 เขต) ผศ.ดร.สุวิชา ประเมินอยู่ที่ 12 เสียงบวกลบ ไม่ได้มากไปกว่าเดิมมากนัก โดยจุดแข็งอยู่ที่ จ.กระบี่

‘กกต.’ชี้ยังไม่ชัด! ‘ประชามติ’กาพร้อม’เลือกตั้ง สส.’หรือไม่ ขึ้นกับรัฐสภา-ครม.

'กกต.'ชี้ยังไม่ชัด! 'ประชามติ'กาพร้อม'เลือกตั้ง สส.'หรือไม่ ขึ้นกับรัฐสภา-ครม.

‘กกต.’ชี้ยังไม่ชัด! ‘ประชามติ’กาพร้อม’เลือกตั้ง สส.’หรือไม่ ขึ้นกับรัฐสภา-ครม.

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

“กกต.”ชี้ยังไม่ชัด! “ประชามติ”กาพร้อม”เลือกตั้ง สส.”หรือไม่ ขึ้นกับรัฐสภา-ครม. แต่หากเลื่อนยุบสภาอาจกระทบวันทำประชามติ ขณะที่กรอบเวลาเดิมยุบสภา-เลือกตั้ง 29 มี.ค. บีบให้รัฐสภาต้องแจ้ง กกต.ภายใน 15 ธ.ค. ย้ำ กกต.หน้าที่แค่รับข้อมูลและแจ้งประชาชน พร้อมยันประชามติไม่มีกระบวนการลงคะแนนล่วงหน้า

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.กล่าวถึงกรอบเวลาในการจัดการเลือกตั้ง สส.พร้อมกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ว่า เวลานี้ กกต.ไม่อาจบอกได้ว่า การทำประชามติจะเกิดขึ้นหรือไม่ เกิดขึ้นเมื่อไร หรืออย่างไร ขึ้นอยู่กับว่ารัฐสภาและคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้ง กกต.มาเมื่อใด รวมถึงไม่อาจบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้ง สส.หรือไม่ เพราะไม่ทราบว่าจะยุบสภาเมื่อไร ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป หรือวันเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระได้ แต่ต้องไม่เร็วกว่า 60 วัน และไม่ช้ากว่า 150 วัน นับแต่วันที่ กกต.ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภาหรือวันที่ ครม.มีมติ แล้วแต่กรณี

จากกรอบเวลาเดิมที่มีกำหนดยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค.และกำหนดให้ 29 มี.ค.เป็นวันเลือกตั้งพร้อมการจัดทำประชามตินั้น แต่เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป โจทย์ของเราคือยุบสภาวันไหน และรัฐสภาแจ้งให้มีการทำประชามติเมื่อไร ต้องนำ 2 อย่างนี้มาผนวกกัน เพื่อดูว่าต้องใช้เวลาตามกฎหมายเท่าใด ซึ่งไม่ใช่อำนาจของ กกต.ไม่สามารถก้าวล่วงรัฐบาลหรือรัฐสภาได้

ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร ย้ำว่า กกต.มีหน้าที่รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำ และ กกต.จะแจ้งให้ประชาชนทราบเท่านั้น รวมถึงการดูแลกระบวนการจัดทำประชามติพร้อมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่พร้อมกัน กกต.ก็ต้องมีความพร้อมดำเนินการอยู่ดี

หากยึดตามไทม์ไลน์เดิมว่า รัฐบาลยุบสภาปลายเดือนมกราคม และจัดการเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค.นั้น ตอนนี้จะเหลือเวลาให้รัฐบาลดำเนินการและแจ้งต่อ กกต.เท่าใด ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร กล่าวว่า วันเลือกตั้งอย่างช้าคือ 29 มี.ค.ดังนั้น รัฐสภาต้องแจ้งมาก่อนภายใน 60 วัน และยังมีขั้นตอนที่ กกต.ต้องนำข้อมูลไปแจ้งให้ประชาชนอีก จึงมีเงื่อนเวลาที่บีบมาพอสมควร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน โดยคาดว่าเพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาเดิม อย่างช้ารัฐบาลต้องแจ้ง กกต.มาภายในประมาณ 15 ธ.ค.ซึ่งเป็นการกำหนดคร่าวๆ ตามแผนเดิม แต่ในความเป็นจริงยังมีเวลาเพียงพออยู่ตามกฎหมายประชามติ

ส่วนหากเกิดอุบัติเหตุยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค.นี้ จะส่งผลให้การเลือกตั้ง สส.และการจัดทำประชามติไม่สามารถทำวันเดียวกันหรือไม่นั้น ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร กล่าวว่า กกต.ไม่สามารถตอบได้ ซึ่งหากลองไล่เวลาดูว่า ในระยะเวลาภายใน 45 วัน และไม่เกิน 60 วันนั้น จะตรงกับวันไหน ยังไม่นับที่รัฐสภาจะต้องแจ้งมายัง กกต.ก่อน ซึ่ง กกต.ไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องคิด

ขณะที่หากมีการยุบสภาก่อนกำหนดที่รัฐสภาได้ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะยังสามารถจัดทำประชามติโดยถามคำถามเดียวก่อนได้หรือไม่ แทนที่จะเป็น 2 คำถามพร้อมกันในครั้งเดียวตามแผนเดิม ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ โจทย์อยู่ที่ไม่ว่าจะกี่คำถาม แต่คำถามนี้เป็นอำนาจของ ครม.และของรัฐสภา

ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร ยังกล่าวถึงข้อเสนอของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ที่เสนอให้สำนักงาน กกต.พิจารณาจัดการออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขตผ่านทางไปรษณีย์ โดยให้ประชาชนลงทะเบียนพร้อมกับการเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้านอกเขตนั้น ว่า กกต.ตระหนักถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เราต้องดำเนินการบนพื้นฐานของกฎหมาย กฎหมายให้ทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ กกต.ก็จะมีช่องทาง แต่ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ เขียนไว้ค่อนข้างชัดว่า การออกเสียงประชามติให้กระทำได้ในวันเดียวกันทั่งประเทศ นั้นหมายความว่าไม่มีกระบวน การในการลงคะแนนล่วงหน้า ดังนั้น การออกเสียงประชามติผ่านทางไปรษณีย์ถือว่าเป็นการออกเสียงล่วงหน้า กฎหมายมีข้อจำกัดอยู่ ส่วนเหตุผลที่ทำไมการเลือกตั้ง สส.สามารถออกเสียงล่วงหน้าได้ เนื่องจากกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าสามารถลงคะแนนล่วงหน้าได้

อย่างไรก็ตาม การเลือกต่างประเทศจะไม่เหมือนเรา ให้อำนาจเอกอัครราชทูตในการกำหนดวิธีการและเวลา ซึ่งอาจมีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ผ่านทางไปรษณีย์ แต่ยังนับคะแนนไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขต้องนับคะแนนภายใน 48 ชั่วโมง หลังการลงคะแนนเลือกตั้งภายในประเทศสิ้นสุดลง

สานพลัง 3 มหาลัย! เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย-ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

สานพลัง 3 มหาลัย! เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย-ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

สานพลัง 3 มหาลัย! เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย-ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.59 น.

สานพลัง 3 มหาวิทยาลัย! มอ.ปัตตานี-มรภ.ยะลา-มนร. เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี), มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (มรภ.ยะลา) และ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ได้เปิดเผยถึง ‘สูตรสำเร็จ’ ในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมด้วยการบูรณาการความรู้และกำลังคนอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม มอ.ปัตตานี เปิดเผยว่า ทั้ง 3 มหาวิทยาลัยได้หลอมรวมข้อมูลความรู้จากงานวิจัย พัฒนาเป็น แพลตฟอร์มบูรณาการเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพท. (กระทรวง อว.) และเชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่าย ทั้งราชการ เอกชน และภาคประชาสังคม

‘ภายใต้แพลตฟอร์มบูรณาการฯ เรามีกำลังคนทั้งคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของ 3 มหาวิทยาลัย ในการทำงานร่วมกันถึง 30,000 คน โดยที่เกือบทุกคนเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ รู้จักพื้นที่ ตลอดจนวิถีชีวิตคนพื้นที่อย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งของความสำเร็จในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วม’ ผศ.ดร.อรุณีวรรณ กล่าว

ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จคือการทำงานแบบ จิตอาสา และมีการจัดระบบระเบียบการทำงานออกเป็น 8 ทีม รับผิดชอบแต่ละด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ ทีมข้อมูลสถานการณ์น้ำ, ทีมข้อมูลสถานการณ์พื้นที่, ทีมรับบริจาค, ทีมปฏิบัติการพื้นที่, ทีมครัวเฉพาะกิจ, ทีมสื่อสารและประสานงาน, ทีมเทคโนโลยีภัยพิบัติ, และทีมวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมปี 2568 ของจังหวัดปัตตานี มอ.ปัตตานี ได้ประสานความร่วมมือกับ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เพื่อเปิด ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบเรียลไทม์

ผศ.ดร.เกสรี ลัดเลีย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ มรภ.ยะลา กล่าวเสริมถึงข้อค้นพบสำคัญจากการปฏิบัติงานจริงว่า แพลตฟอร์มบูรณาการฯ ยังช่วยแก้ไขโจทย์เพิ่มเติมในประเด็นการ บริบาลผู้ป่วย และ การผดุงครรภ์ ในช่วงเกิดภัยพิบัติให้ลุล่วงไปด้วย

รศ.ดร.วสันต์ พลาศัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มนร. กล่าวสรุปว่า การขับเคลื่อนงานด้วยชุดความรู้จากการวิจัย และการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเทศมนตรีเป็นกลไกหลัก ทำให้การรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมในทั้ง 3 จังหวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมความเสียหายให้อยู่ในวงจำกัด

พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวคิดว่า ‘ปัตตานีโมเดล-ยะลาโมเดล หรือ นราธิวาสโมเดล’ ควรเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หน่วยงานระดับนโยบาย ผลักดันให้งานป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งความรู้ วัสดุอุปกรณ์ และกำลังบุคลากร

///////-026

BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที

BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที

BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนึ่งในความท้าทายที่วงการการศึกษาและธุรกิจเผชิญร่วมกันมายาวนาน คือ ช่องว่างระหว่างความรู้ในห้องเรียนกับทักษะที่ตลาดงานต้องการจริง ซึ่งยิ่งนับวันยิ่งห่างขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า บัณฑิตจบใหม่ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้งานเพิ่มอีกนาน ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเด็กรุ่นใหม่มีความอดทนน้อย จนเกิดคำถามสำคัญว่า สถาบันอุดมศึกษาควรทำอย่างไรเพื่อลดช่องว่างนี้ให้ได้จริง

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่ได้เพียง ปรับตัว แต่เลือกที่จะแก้ Pain Point ด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์สถานประกอบการ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง มุ่งแก้ไขการศึกษาแบบดั้งเดิมที่เน้นทฤษฎีมากกว่าการลงมือทำ ผ่านการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ชัดเจนและแตกต่าง เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานได้ทันทีในโลกยุคใหม่ จึงจัดงาน “One Day KOL at BU มหาลัย สุด COOL ที่ YOU ต้องมาทัวร์ ที่เปิดบ้านให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) กว่า 50 ชีวิต ได้ร่วมสัมผัสโมเดลการศึกษาที่ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาหลักสูตร ผลิตคนรุ่นใหม่พร้อมทำงานได้ทันที

ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า การเปลี่ยนทำให้เกิดการแข่งขันที่รวดเร็ว ภาคธุรกิจต้องการปรับตัวสูง และปัญหาที่ได้ยินมาตลอด คือ สถาบันอุดมศึกษาได้ผลิตเด็ก สร้างคนแบบไหนถึงไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและเกิดความยั่งยืน ม.กรุงเทพ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคนอนาคต เพราะไม่ว่าจะเป็นเด็กนักศึกษา หรือผู้ปกครองต่างคาดหวังถึงอนาคตที่ดี จบแล้วมีงานและทำงานได้ทันที

เราไม่ได้เป็นสถาบันที่มองเรื่ององค์ความรู้ หรือสร้างความรู้โดยไม่สนใจความต้องการของโลก เราพยายามที่จะหารือร่วมกับภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมตั้งแต่เริ่มต้น ฉะนั้น โมเดลความร่วมมือแบบเดิมๆ ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คุ้นเคย คือความเป็นพันธมิตรเชิงธุรกรรม เช่น การเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายพิเศษ หรือการส่งนักศึกษาไปฝึกงานเป็นครั้งคราว แต่ม.กรุงเทพได้ก้าวข้ามโมเดลนั้นไปสู่การสร้าง “Ecosystem” ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ มีเครือข่ายพาร์ทเนอร์กว่า 1,000 แห่ง  และมหาวิทยาลัยไม่ได้มองเครือข่ายเป็นเพียงผู้รับนักศึกษาฝึกงาน แต่เป็นผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตรตั้งแต่ต้นทาง ผศ.สรรเสริญ กล่าว

ทุกหลักสูตร ทุกสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนล้วนสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากองค์กรชั้นนำจะเข้ามาสอนโดยใช้ “โจทย์จริง” ในการทำงานเป็นกรณีศึกษา และเมื่อบริษัทต่างๆ ได้เห็นศักยภาพและมีส่วนร่วมในการพัฒนาตัวตนของนักศึกษามาตั้งแต่ปีแรกๆ โอกาสในการฝึกงานและการจ้างงานจึงเปิดกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ

ม.กรุงเทพเป็น “มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์” (Creative University) แต่คำว่า “สร้างสรรค์” ในนิยามของที่นี่มีความหมายที่จับต้องได้และมีคุณค่าทางธุรกิจสูง เพราะนั่นเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปสู่การปฎิบัติจริง เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งก่อนที่นักศึกษาจะ “คิดนอกกรอบ” ได้ ต้องเข้าใจ “กรอบการทำงาน” ของอุตสาหกรรม ฉะนั้น สิ่งที่ม.กรุงเทพปลูกฝังให้บัณฑิต คือ การมี Passion ในสิ่งที่ทำ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะทางสังคม และทำงานได้ทันที อย่างมืออาชีพ” ผศ.สรรเสริญ กล่าว

แกะกล่อง! หลักสูตรใหม่ วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการเป็นผู้ประกอบการ อ.ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง ผู้อำนวยการหลักสูตร กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ม.กรุงเทพ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม AI เข้ากับทักษะการเป็นผู้ประกอบการ หลักสูตรนี้ใช้ปรัชญา “ล้มให้เร็ว เรียนรู้ให้เร็ว” นักศึกษาจะได้เริ่มสร้างไอเดียธุรกิจและสามารถนำไปเสนอกับลูกค้าตัวจริงได้ตั้งแต่ปี 1 พวกเขาไม่ได้เรียนเพียงทฤษฎี แต่เรียนรู้จากโลกการทำงานจริง ผ่านการลงมือทำและแก้ไขปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด 4 ปี โดยมีเป้าหมายสร้างนวัตกร AI ที่มีหัวใจและความคิดสร้างสรรค์ตอบโจทย์ตลาดและสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้จริง

เช่นเดียวกับ 2 หลักสูตรใหม่ อย่าง หลักสูตรนานาชาติ Film, Series and Global Content Production and Business” และ หลักสูตร Virtual Production and Immersive Experience Design” นำโดย ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายวิชาการ และรักษาการคณบดีคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์  กล่าวว่า 2 หลักสูตรเกิดจากความต้องการของผู้ประกอบการทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งหลักสูตรนานาชาติ Film ฯ ถูกสร้างขึ้นมาจากการที่สตูดิโอต่างชาติเดินเข้ามาหามหาวิทยาลัย เพื่อมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียใหม่ๆ ไม่ใช่เพียงการผลิตนักทำหนัง แต่เป็นการสร้าง Showrunner หรือ  Creative Producer  ที่สามารถมองเห็นไอเดียที่มีศักยภาพ พัฒนาโปรเจกต์ให้เป็นรูปเป็นร่าง เข้าใจโมเดลธุรกิจ สามารถระดมทุน และทำการตลาดสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้

ขณะที่ หลักสูตร Virtual Production and Immersive Experience Design” ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยมี 3 กลุ่มวิชาเอกที่ชัดเจน คือ 1. Virtual Production สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเฉพาะ 2. Immersive Experience Design สำหรับอุตสาหกรรมอื่น เช่น การแพทย์ (จำลองการผ่าตัด), อีคอมเมิร์ซ (ลองสินค้าเสมือนจริง) และ 3. Virtual Visualization ที่เป็นกระดูกสันหลังในการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ที่มาเรียนใน 2 หลักสูตรนี้จะเป็นที่ต้องการของตลาด จบไปมีงานทำอย่างแน่นอน

ดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน) กล่าวว่ามหาวิทยาลัยวางตำแหน่งตัวเองเป็น “สะพานเชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก” โดยมีเป้าหมายที่เหนือกว่าการสอนภาษา คือ การปลูกฝังให้นักศึกษามี “วิธีคิดแบบซีอีโออย่างจีน” และเข้าใจระบบนิเวศ (Ecosystem) ของการทำธุรกิจในโลกที่จีนมีบทบาทสำคัญ การจัดตั้งหลักสูตรบริหารธุรกิจที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีนควบคู่กันจึงไม่ใช่ตอบสนองความต้องการกำลังคนของตลาดโลก แต่เป็นการเดินหมากเชิงรุกบนเวทีโลก เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมจะคว้าโอกาสและเติบโตไปพร้อมกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก

ด้าน หลักสูตรการตลาดดิจิทัล ที่เปิดรับนักศึกษามาแล้ว 8-9 รุ่น ดร.กิตติภูมิ ศุภมนตรี ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาดดิจิทัล” กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตร คือการให้ความสำคัญกับการ “ลงมือทำจริง” มากกว่าทฤษฎีในห้องเรียน โครงงานของนักศึกษากว่า 70% เป็นโจทย์ที่ได้รับมอบหมายจากลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมจริงๆ โดยการเรียนการสอนจะเน้นให้นักศึกษาต้องทำวิจัยตลาดจริง วางแผนจริง และสร้างสรรค์คอนเทนต์ใช้งานได้จริง จนมีหลายโปรเจกต์ที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อไปใช้งานต่อ ทำให้พวกเขาสะสมผลงานระดับมืออาชีพจับต้องได้ และพร้อมทำงานทันที หรืออาจจะถูกดึงตัวไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

ตบท้ายด้วย หลักสูตร Culinary Arts and Restaurant Service Management” หลักสูตรน้องใหม่ที่กำลังจะเปิดรับนักศึกษาในปี 2569  ดร.ดารณี อาจหาญ ผู้อำนวยการหลักสูตร” กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าว นักศึกษาจะได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ การดัดแปลงสูตร และการยกระดับคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และธุรกิจอาหารรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผลิตเชฟที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ปรุงอาหารตามตำรา แต่เป็นผู้ประกอบการที่สามารถคิดค้นและสร้างแบรนด์อาหารของตัวเองได้ ดังนั้น ถ้าใครสนใจการทำอาหาร อยากมีร้านอาหาร หรือขยายร้านอาหารไปสู่นานาชาติ อยากให้ลองมาศึกษาข้อมูลของหลักสูตรดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม 6 หลักสูตร มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ และสร้าง “ทัศนคติแบบมืออาชีพ” “ทักษะที่ปฏิบัติได้จริง” และ “ผลงานที่จับต้องได้” ตลอดระยะเวลาในรั้วม.กรุงเทพ จะผลิตบัณฑิตที่ พร้อมทำงาน และเป็นผู้ประกอบการ ตอบโจทย์กับเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

บพท.โชว์ 85 ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

บพท.โชว์ 85 ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

บพท.โชว์ 85 ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

27 มหาวิทยาลัย จับมือ บพท. พัฒนาคน – พัฒนาพื้นที่ นำ 85 ผลงาน “วิจัยกินได้” สร้างงาน-สร้างอาชีพ-สร้างรายได้-ลดความเหลื่อมล้ำ จัดแสดงและสาธิตให้ประชาชนเข้าชม พร้อมรับคำปรึกษาแนะนำจากทีมนักวิจัยโดยตรง ที่อิมแพค เมืองทองธานี ปูทางสู่การผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ของสภาพัฒน์

น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า จากการสานพลังของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวง อว. ทำให้เกิดการพัฒนา “ระบบข้อมูล Technology and Innovation Library” ที่รวบรวมเทคโนโลยีที่เหมาะสมมากถึง 3,598 เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ และนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน กระทรวง อว. จึงพร้อมสนับสนุนงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำสู่การใช้ประโยชน์จริง นำนวัตกรรมพร้อมใช้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมลงสู่พื้นที่ เพื่อช่วยกลุ่มฐานราก เกษตรกรรายย่อยผู้ประกอบการ และกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและขยายผลการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมไปแก้ปัญหาให้กับชุมชนทั่วประเทศต่อไป

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวง อว. กล่าวว่า งานมหกรรมเศรษฐกิจฐานรากแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เป็นการจัดต่อเนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยสุรนารี จ.นครราชสีมา พื้นที่ภาคใต้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จ.สงขลา และพื้นที่ภาคเหนือ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อนำพาผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และผลงานนวัตกรรม ของคณาจารย์นักวิจัยไปจัดแสดงและสาธิตการใช้ประโยชน์ ให้ประชาชนทั่วทุกภาคสามารถเข้าชม และศึกษา-เรียนรู้ได้อย่างสะดวก เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้มั่นคงขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงแก่เศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ นำประเทศมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals-SDGs อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองต่อนโยบาย “วิจัยติดดิน-นวัตกรรมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากทั่วไทย” อีกด้วย

ในงานมหกรรมเศรษฐกิจฐานรากแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สำหรับพื้นที่ภาคกลางนี้ จะมีผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรม ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก หน่วย บพท.จำนวน 85 ผลงาน จาก 27 สถาบัน มาจัดแสดง และมีการนำเสนอการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสม จำนวน 5 ผลงาน ประกอบด้วย 1.โครงการป่าสร้างรายได้: การยกระดับรายได้สุทธิครัวเรือน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้ และยกระดับนวัตกรในพื้นที่ป่าชุมชน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2.โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจฐานราก ด้วยนวัตกรรมรูปแบบการเรียนรู้สระแก้วโมเดล ผ่านห่วงโซ่คุณค่าเศษวัสดุเหลือทิ้งและเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 3.โครงการขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มรายได้ครัวเรือน สำหรับพัฒนากาแฟโรบัสต้าคุณภาพพิเศษ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 4.โครงการยกระดับรายได้ครัวเรือน และเศรษฐกิจฐานราก จากนวัตกรรมบ้านเลี้ยงผึ้ง และนวัตกรรมรวงผึ้งเทียม ด้วยการขยายผลเทคโนโลยีสู่ชุมชนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งโพรงเป็นแนวป้องกันช้างป่า และสร้างรายได้จากน้ำผึ้ง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 5.โครงการศูนย์ถ่ายทอดและบริการเทคโนโลยีสู่ชุมชนด้านกาแฟโรบัสต้าคุณภาพครบวงจร ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ผู้อำนวยการ หน่วย บพท. กล่าวต่อไปว่า ผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานที่มุ่งช่วยยกระดับรายได้แก่ประชาชนให้เพิ่มขึ้นครัวเรือนละ 5,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000 บาทต่อปี ภายในระยะเวลา 2 ปี ยิ่งไปกว่านั้นยังจะได้สรุปประมวลผลข้อมูลการจัดงาน เสนอสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนายกระดับทุนมนุษย์ ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

สำหรับการจัดงานมหกรรมเศรษฐกิจฐานรากแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ ที่ผ่านมาได้รับความสนใจเข้าชมงานจากประชาชนในพื้นที่ รวม 1,806 คน มีการจับคู่ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเกิดขึ้น 901 ราย ครอบคลุม 17,810 ครัวเรือน ใน 48 จังหวัด 256 อำเภอ 478 ตำบล

​จุดพลัง ‘นักปั่นจิ๋ว’ แลคตาซอย สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ‘จักรยานขาไถ’ ‘THE RUNBIKE WARRIOR x RSR RUNBIKE Thailand’

​จุดพลัง ‘นักปั่นจิ๋ว’ แลคตาซอย สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ‘จักรยานขาไถ’ ‘THE RUNBIKE WARRIOR x RSR RUNBIKE Thailand’

​จุดพลัง ‘นักปั่นจิ๋ว’ แลคตาซอย สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ‘จักรยานขาไถ’ ‘THE RUNBIKE WARRIOR x RSR RUNBIKE Thailand’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท แลคตาซอย จำกัด เดินหน้าส่งเสริมการกีฬาสำหรับเยาวชน ล่าสุดร่วมสนับสนุนการแข่งขันกีฬาจักรยานขาไถ THE TITAN RSR 2025 ในซีรีส์สุดท้ายของปีนี้ “THE RUNBIKE WARRIOR X RSR RUNBIKE THAILAND presented by Lactasoy” หลังจากที่ก่อนหน้านี้ แลคตาซอยได้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาจักรยานขาไถในซีรีส์ “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” มาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการแข่งขัน “THE RUNBIK EWARRIOR X RSR RUNBIKE THAILAND presented by Lactasoy”‘ นี้ จัดขึ้นที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก โดยมีเหล่านักปั่นตัวน้อยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มากกว่า 9ประเทศ อายุตั้งแต่ 2-13 ปี เข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 300 คน โดยแลคตาซอยได้จัดบูธกิจกรรม พร้อมแจกผลิตภัณฑ์แลคตาซอย ซอยโย่ นมถั่วเหลืองหอมกลิ่นผลไม้ สตรอว์เบอร์รี่, เมลอน, องุ่นไซมัสแคท, กล้วย ที่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์ ที่มาร่วมงานได้อิ่มอร่อยกันทั้งงาน พร้อมทั้งถ้วยรางวัลสุดพิเศษประจำปี 2025 ให้กับนักกีฬาที่มีคะแนนสูงสุดประจำปี 17รุ่นการแข่งขัน รุ่นละ 3 รางวัล และรางวัลให้กับทีมชนะเลิศ ท่ามกลางความสนุกสนานของเหล่านักปั่นจิ๋วอีกด้วย

‘รมว.นฤมล’เร่งสำรวจความเสียหายโรงเรียน หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

'รมว.นฤมล'เร่งสำรวจความเสียหายโรงเรียน หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

‘รมว.นฤมล’เร่งสำรวจความเสียหายโรงเรียน หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“รมว.นฤมล”เร่งสำรวจความเสียหายโรงเรียน หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เตรียมเสนอ ครม.อนุมัติงบฟื้นฟูให้กลับมาเปิดเรียนโดยเร็ว ชี้เด็กสามารถมาเรียนได้ โดยไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน หลังทรัพย์สินเสียหายจากน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจสภาพความเสียหายบริเวณวงเวียนสายสงขลา – หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย พร้อมเปิดเผยภายหลังการตรวจพื้นที่ ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เร่งติดตามข้อมูลความเสียหายของสถานศึกษาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เพื่อพิจารณาใช้กองทุนช่วยเหลือครู บุคลากร และสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ตอนนี้โรงเรียนทุกแห่งเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมมือกันทำความสะอาด ขนย้ายโคลนและสิ่งสกปรกออกจากอาคารเรียน เช่น โรงเรียนบ้านคลองหวะ ได้ทีมตำรวจกว่าร้อยนาย พร้อมอุปกรณ์มาช่วยล้างโคลนจนพื้นที่เริ่มกลับมาใช้งานได้บางส่วน

“ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเก็บกู้รอบที่สอง เร่งฟื้นฟูอาคาร อุปกรณ์การเรียน และระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดเรียนได้โดยเร็วที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวง เร่งสำรวจความเสียหาย และส่งข้อมูลไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณฟื้นฟูโดยด่วน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ส่วนการจัดการเรียนการสอนในช่วงที่โรงเรียนยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีระบบรองรับ เช่น การสอนออนไลน์หรือรูปแบบผสมผสาน แต่ยอมรับว่า มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และความพร้อมของนักเรียนในหลายพื้นที่ จึงเน้นให้พื้นที่ประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ ขณะที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเดิมที่มีผู้อยู่อาศัยกว่า 7,000 คน ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 200 คนแล้ว หลังระดับน้ำลดและประชาชนทยอยกลับบ้าน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่ฝสำรวจความเสียหาย ฟื้นฟูโรงเรียน และประสานทุกหน่วยงานเพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้เร็วที่สุด พร้อมให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือครู บุคลากร และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง โดยนักเรียนที่จะเดินทางมาเรียน ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักเรียน เพราะบางคนชุดนักเรียนเสียหายทั้งหมด ดังนั้น จึงได้เน้นย้ำแล้วว่า จะใส่ชุดอะไรมาเรียนก็ได้ เอาตามที่ผู้ปกครองสะดวก

– 006