‘ATELIER PICHITA’ 45 ปีแห่งมรดกหัตถศิลป์ของห้องเสื้อพิจิตรา ถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘ATELIER PICHITA’ 45 ปีแห่งมรดกหัตถศิลป์ของห้องเสื้อพิจิตรา  ถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘ATELIER PICHITA’ 45 ปีแห่งมรดกหัตถศิลป์ของห้องเสื้อพิจิตรา ถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดได้  สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงกาล่า พรีเซนเทชัน และนิทรรศการแสดงผลงานของห้องเสื้อพิจิตรา ภายใต้แนวคิด “The Golden Metamorphosis” จัดโดย บริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา จำกัด เพื่อถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูหัตถกรรมผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล และในวาระสำคัญแห่งการครบรอบ 45 ปี ของแบรนด์แฟชั่นชั้นสูงระดับตำนานของไทย

 ในการนี้ นางพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา จำกัด และ นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเดอะมอลล์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

บรรยากาศภายในนิทรรศการมีการจำลองมุมต่างๆ ภายในบ้าน และห้องทำงานของพิจิตรา ซึ่งตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากประเทศต่างๆ ที่เก็บสะสมมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ที่ทั้งสวยงาม และแปลกตา ทั้งยังมีเอกลักษณ์โดดเด่น พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเริ่มตั้งแต่ยุคบุกเบิกของ อาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งสถาบันสอนตัดเสื้อระพี สู่ยุคทองของ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ผสมผสานความสง่างามแบบปารีสเข้ากับจิตวิญญาณแห่งศิลปะตะวันออก จนถึงการส่งไม้ต่อสู่ทายาทรุ่นที่สาม ฑาทิม รักษะจิตร ผู้สืบสานตำนานไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการคือการอัญเชิญ ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 3 องค์ ที่ออกแบบและตัดเย็บโดยห้องเสื้อพิจิตรา ซึ่งหาชมได้ยากยิ่ง และเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดกลางคืน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีดำแต่งแขนด้วยผ้าชาวเขาเผ่าเย้า, ฉลองพระองค์ชุดกลางวันตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ลายโคมห้าซึ่งออกแบบและตัดเย็บ โดยพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ และฉลองพระองค์ชุดกลางวัน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ปักฉลุเป็นลายลูกไม้สานเชื่อมเป็นตะแกรง องค์ในตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ออกแบบและตัดเย็บโดยอาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ โรงเรียนสอนตัดเสื้อระพี

รวมถึงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงในโอกาสสำคัญต่างๆ ซึ่งได้อัญเชิญมาจัดแสดง 3 องค์ ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำเงิน เมื่อครั้งโดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา แห่งอังกฤษ ณ มหาวิหารเวสต์มินเตอร์, ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรีสีส้ม เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ทรงรับ พลเอก เดวิด เฮอร์ลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และนางลินดา เฮอร์ลีย์ ภริยา และ ฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ สีน้ำตาล เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมในงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี และสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน จัดถวาย ณ พระราชวังเดเชนโชลิง กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งฉลองพระองค์ทั้ง 3 องค์ ออกแบบและตัดเย็บโดย พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์พิจิตรา

พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ กล่าวถึงแก่นสำคัญคอลเลกชันที่เป็นเสมือนบทสรุปการเดินทางตลอด 45ปี และเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตว่า “ดิฉันและแบรนด์ ATELIER PICHITA ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงฟื้นฟูและเผยแพร่ผ้าไทยจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล การที่ได้มีโอกาสถวายงานตัดเย็บฉลองพระองค์จากผ้าไทยที่ทรงพระราชทาน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกผ้าไหมศิลปาชีพ ถือเป็นเกียรติสูงสุดและเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในการทำงานของดิฉันและแบรนด์ ATELIER PICHITA มาโดยตลอด”

ผลงานในคอลเลกชันนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอันงดงาม สร้างเรื่องเล่าผ่านภาพของ “ดักแด้ที่กำลังคลี่ตัวออกสู่ชีวิตใหม่” การเกิดใหม่นี้เปรียบเสมือนความฝันอันแสนงดงาม  การเดินทางเหนือจริงที่ทั้งให้เกียรติต่อประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และเปิดรับอนาคตที่เปี่ยมด้วยความงามและนวัตกรรม

“คอลเลกชันนี้คือบทสรุปแห่งการเดินทาง 45 ปีของเรา และเป็นก้าวที่กล้าหาญสู่อนาคต นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่คือการเกิดใหม่ของตำนาน การผสานกันอย่างวิจิตรระหว่างศิลปะและแฟชั่น ที่ทั้งให้เกียรติอดีตและเปิดเส้นทางใหม่ที่สว่างไสวกว่าที่เคย  

ขณะที่นิทรรศการ ‘45th Year Anniversary Exhibition’  เป็นการเปิดคลังสมบัติทางวัฒนธรรม จัดแสดงผลงานเก่าเก็บหาชมยาก เพื่อเจาะลึกเบื้องหลังเทคนิคอันเป็นหัวใจของแบรนด์ ตั้งแต่การทอผ้าไหมไทยด้วยเทคนิคพิเศษ รวมถึงสมุดสเก็ตช์ภาพที่วาดไว้ตั้งแต่อดีต และอุปกรณ์การตัดเย็บต่าง ๆ ไปจนถึงเรื่องราวความร่วมมือกับช่างฝีมือท้องถิ่นที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่เปรียบดั่ง ‘ศิลปะสวมใส่ได้’ หรือ WearableArt

หัวใจของ ATELIER PICHITA คือช่างฝีมือของเราและผ้าไหมไทย ทุกฝีเข็มคือเรื่องราวและจิตวิญญาณที่เราบรรจงใส่ลงไปในแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ ซึ่งเราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่า WearableArt ไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่คือความจริงที่จับต้องได้ คือมรดกทางวัฒนธรรมที่เราอยากให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส” พิจิตรา กล่าว

ภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ “PICHITA” ซึ่งรวบรวมภาพผลงานการทำงานและชุดที่เคยถ่ายลงในนิตยสารทุกเล่มทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บรรจุในหนังสือความหนา 380 หน้า จัดพิมพ์จำนวนจำกัดเพียง 1,000 เล่ม จำหน่ายในราคา 3,500 บาท โดยรายได้ส่วนหนึ่งทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสภากาชาดไทย พร้อมมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาศิลปะในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และจะมีการมอบหนังสือส่วนหนึ่งให้แก่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ หนังสือ “PICHITA” จะจัดจำหน่ายโดยพรีออเดอร์ ผ่านเว็บไซต์และ LINE Official สำหรับนิทรรศการ “45th Year Anniversary Exhibition” เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสัมผัสเรื่องราวตลอด 45 ปี และสร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจในสายอาชีพช่างเสื้อไทย โดยสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้- 29 พฤศจิกายน 2568 ณ ชั้น 1 เอ็มไลฟ์สไตล์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook, Instagram ในชื่อ atelier_pichita และ Line@ ในชื่อ @Atelier_Pichita

51Talk ส่งเด็กไทยเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว บนเวทีประชุมสหประชาชาติ COP30

51Talk ส่งเด็กไทยเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว บนเวทีประชุมสหประชาชาติ COP30

51Talk ส่งเด็กไทยเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว บนเวทีประชุมสหประชาชาติ COP30

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

51Talk (ไฟฟ์วันทอล์ก) แอปเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์สำหรับเด็กระดับโลก ประสบการณ์มากกว่า 14 ปี มีนักเรียนทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ เดินหน้ายกระดับศักยภาพเด็กไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการพาตัวแทนเด็กไทยร่วมภารกิจสำคัญ ณ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (the United Nations Climate Change Conference) หรือ COP30 ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ถือเป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยว ชาญ รวมถึงประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรี นักเจรจา นักเคลื่อนไหว และตัวแทนเด็กจากทั่วโลก เพื่อระดมความคิดและกำหนดแนว ทางรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกที่ยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ 51Talk ในการสร้างโอกาสให้เด็กไทยใช้ “พลังแห่งภา ษาและความหวัง” เปล่งเสียงเพื่ออนาคตและการเปลี่ยนแปลงที่ดีของโลกใบนี้

ตัวแทนเด็กไทยจาก 51Talk เด็กหญิงวสุธิดา รินเกลื่อน หรือ น้องเอวา ในวัย 12 ปี ได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์บนเวทีโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและอนาคตของโลก ภายใต้หัวข้อ “Born from sadness, shaped by hope, and driven by love for the ocean” โดยถ่ายทอดเรื่องราวที่เริ่มต้นจาก “ความเศร้า” เมื่อเธอเห็นลูกเต่าทะเลตัวน้อยตายอยู่ในอวน แต่เธอเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นเป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้น “ปกป้องท้องทะเล” น้องเอวาได้สะท้อนปัญหาขยะพลาสติกในทะเลไทยและทั่วโลก พร้อมเตือนให้ทุกคนตระหนักว่า “สิ่งที่เราทิ้ง…กำลังย้อนกลับมาหาเรา” เพราะแม้แต่ในเลือดของมนุษย์ก็ยังตรวจพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ สุนทรพจน์อันทรงพลังของเธอไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจให้ผู้ฟังจากทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเด็กไทยผู้กล้าเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของมนุษยชาติ

“การได้เข้าร่วมงาน COP30 ครั้งนี้ ทำให้เอวาเข้าใจว่าการเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เอวาได้เรียนรู้ว่าการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ ช่วยให้เราแสดงความคิด และถ่ายทอดแนวทางของเราให้โลกได้รับฟังอย่างชัดเจน” น้องเอวา กล่าว ด้านคุณแม่ของน้องเอวา กล่าวเสริมว่า “ขอบคุณ 51Talk ที่มอบโอกาสให้น้องเอวาได้เรียนรู้และเติบโตในระดับสากล การได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ต่อสายตาคนทั่วโลก เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่เพียงสร้างความมั่นใจให้ลูก แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ คนอื่นได้เห็นว่า พวกเขาเองก็สามารถมีส่วนร่วมและสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ยั่งยืนได้เช่นกัน”

51Talk มีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพเด็กไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ผ่านการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจและสร้างสรรค์ ด้วยแอปเรียนออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับครูชาวต่างชาติหรือครูเจ้าของภาษาที่ได้รับการรับรอง และหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ กล้าแสดงออกและการคิดเชิงสากล ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้แสดงศักยภาพในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง 51Talk จึงได้จัดโครงการ “Green Talk เปล่งเสียงแห่งความหวัง สร้างอนาคตสีเขียวบนเวที UN” ซึ่งเป็นเวทีประกวดสุนทรพจน์เพื่อคัดเลือกเด็กไทยร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) โครงการนี้ไม่เพียงสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและนำเสนอทางออกเชิงสร้างสรรค์เพื่อโลกที่ยั่งยืนอีกด้วย

ดร.ชัยพล จันทะวง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมเด็กและเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กล่าวว่า “โครงการ GreenTalk เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพและวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมบนเวทีระดับโลก เรายินดีที่ได้สนับสนุน 51 Talk สร้างโอกาสสำคัญนี้ให้เด็กไทย และเชื่อมั่นว่าเสียงของเยาวชนจะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อมสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม”

เอมิลี่ หลี่ ผู้จัดการทั่วไป 51Talk Thailand กล่าวว่า “ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึง พันธกิจระยะยาวของ 51Talk ในการสร้างเด็กไทยรุ่นใหม่ ส่งเสริมให้เรียนรู้ เติบโต และเป็นผู้นำแห่งอนาคตบนเวทีโลก ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ภาษาอังกฤษ”  คือกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ และเป็นพลังขับเคลื่อนเยาวชนให้กลายเป็น “เสียงแห่งความหวัง” ของโลกใบนี้

ทั้งนี้ สามารถสร้างโอกาสให้บุตรหลานพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ ผ่านการทดลองเรียนตัวต่อตัวออนไลน์กับครูชาวต่างชาติหรือครูเจ้าของภาษาคุณภาพจาก 51Talk ได้ฟรี เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: 51Talk Thailand หรือ LINE: @51TalkThailand

น้องเอวา ตัวแทนประเทศไทย

น้องเอวา ตัวแทนประเทศไทย

เอมิลี่ หลี่

เอมิลี่ หลี่

คุณแหน: 27 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน: 27 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน: 27 พฤศจิกายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต ครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า เมื่อ 25 พ.ย.2568  เชิญร่วมบริจาคสมทบทุนบูรณะพระราชวังพญาไท ด้วยการร่วมเช่าบูชาพระมหานาคชินะวร วรานุสรณ์มงกุฎราช(จำลอง) โดยประติมากร ม.ล.จักรพล รัชนี  ขนาดหน้าตัก  9 นิ้วและ 5 นิ้ว พร้อมทั้งพระเครื่องลอยองค์ เนื้อบรอนซ์ ไม่ชุบทอง เหรียญเนื้อทองทิพย์  เปิดให้จองแล้วหรือบริจาคด้วยตนเอง ณ ชั้น 1 พระที่นั่งพิมานจักรี พระราชวังพญาไท ชื่อบัญชี มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ธ.กรุงเทพ เลขที่ 0438019309 สอบถามมูลนิธิฯ 02-3547987 ..

ll ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิช่วยการศึกษา กรุงเทพมหานคร พร้อมคณะกรรมการอาทิ อุไร คุณานันทกุล,ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง,เพ็ญศรี สุขเจริญผล,รักษา แสงภู่,ดวงใจ ตั้งสง่า เตรียมงานมอบทุนสนับสนุนการศึกษา นักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร 421 ทุน ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย  มา 31 ปีแล้ว  ปีนี้จัดงานวันที่ 12 ธ.ค.10.00 น. ณ ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง..ร่วมบริจาคอุปกรณ์การเรียน และทุนการศึกษา   ชื่อบัญชี มูลนิธิช่วยการศึกษา กรุงเทพมหานคร ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง เลขที่บัญชี 029-442708-0 โทร.02-5212690-1

ll ฉลองครบ 20 ปี สยามพารากอน Global Landmark Destination ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จัดงานเปิด World-Class Attraction ใหม่ล่าสุด NEXTOPIA – เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต 28 พ.ย.18.00 น. ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพากอน และวันที่ 29 พ.ย.16.00 น. ฉลอง Siam Paragon  20th  Anniversary : A Journey of Extraordinary Dreams ณ Jewel Hall ชั้น 5 สยามพารากอน..

ll ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส.ให้  ธ.ก.ส.มอบข้าวอุ่นอิ่ม 10,000 ถ้วยพร้อมทาน ส่งมอบให้ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างเร่งด่วน..

ll กฤษดา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล  เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องหาดใหญ่ประสบมหาอุทกภัย  รีบสั่งการให้ลูกน้องที่โรงแรมเรเนซองส์  พัทยา รีสอร์ทแอนด์สปา    แพ็คผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าเช็ดตัว 2000 เซ็ท ที่ปลดระวางแล้วซักรีด สะอาดเอี่ยม พร้อมทั้งมียาทากันน้ำกัดเท้า และอาหารแห้งฮาราลไปกับเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร์ที่สัตหีบเมื่อวันอังคารที่ผ่าน ..

ll มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กก.และเลขาธิการ มูลนิธิฯ มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค พร้อมอาหารพร้อมทาน ช่วยเหลือประชาชนจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา  โดยมีพล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ฝูงบิน 601 กองบิน 6 เพื่อลำเลียงโดยเครื่องบิน C-130 ไปส่งมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย เมื่อวันที่ 24 พ.ย. พร้อมทีมเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) อาสา ปฎิบัติการภัยพิบัติ ลุยพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องอย่างเข้มแข็ง..

ll น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตามพระดำริช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจรและยั่งยืน รวมถึงการฟื้นฟูต่อเนื่องหลังภัยพิบัติ..ร่วมปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ในหลายจังหวัด  ผ่านบัญชี “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย”  ธ.ไทยพาณิชย์ กระแสรายวัน เลขที่บัญชี 020-3-04545-1 ใบเสร็จลดหย่อนภาษีได้ สอบถาม 02-0546546 Line @friendsofpa

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.08 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมร่วมเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ ล่าสุด ผนึกกำลังกับเพจ “อีจัน” และพันธมิตรในหลากหลายภาคส่วน ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้าได้นำทีมพนักงานจิตอาสา “แม็คโคร–โลตัส” แจกถุงยังชีพและของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำดื่ม และของใช้ที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบในหลายจุดของอำเภอหาดใหญ่ รวมถึงการสนับสนุนศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรับและกระจายความช่วยเหลือไปยังครอบครัวที่เดือดร้อนในพื้นที่โดยรอบ

ซีพี แอ็กซ์ตร้า อาสา ยึดมั่นในพันธกิจ “เคียงข้างสังคมไทย ทุกช่วงเวลา” พร้อมเดินหน้าร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อส่งต่อการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและทันต่อสถานการณ์ในทุกวิกฤตที่คนไทยต้องเผชิญ

Life & Health : การนอน .. เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

Life&Health : การนอน .. เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

Life&Health : การนอน .. เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.34 น.

ทุกวันนี้ หลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียน ทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จนละเลยการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยเฉพาะการนอนหลับที่มีคุณภาพ หลายคนมองว่าการนอนเป็นแค่กิจวัตรที่ต้องทำ ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ แต่ในความเป็นจริง การนอนหลับที่ไม่เพียงพอส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น ภูมิคุ้มกันลดลง, อารมณ์แปรปรวนและความเครียดสะสม, สมาธิสั้นลง, ผิวพรรณเสื่อมโทรมและอาจเร่งกระบวนการแก่ก่อนวัย เป็นต้น

ข้อมูลจาก ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ดร.ภญ.นิตยา ตรีศิลป์วิเศษ และ รศ.ดร.ภญ.พิมลพรรณ พิทยานุกุล เปิดเผยว่าการนอนหลับหมายถึง สภาวะที่ร่างกายตัดการรับรู้ต่อของสิ่งแวดล้อมและโดยปกติระหว่างการนอนหลับร่างกายจะไม่มีการเคลื่อนที่ คนเราใช้เวลาถึงหนึ่งในสามของแต่ละวันไปกับการนอนหลับ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอของเราและยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกายด้วย นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญต่างๆ ที่ร่างกายหลั่งออกมาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เช่น สารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญหลายอย่างเช่น ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตและที่สำคัญสารนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับอีกด้วย ถ้าคนเราอดนอนหรือนอนหลับไม่เพียงพอก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายรวมทั้งผิวพรรณด้อยลง ทั้งนี้มีสาเหตุจาก

1. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง โดยการอดนอนจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานหนักขึ้นซึ่งเลือดจะมีเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นและเม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะสลายตัวในเวลาต่อมาจึงทำให้ความสามารถของร่างกายในการต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสเสียไป

2. ระบบจัดเก็บความทรงจำหรือระบบประสาทจะมีประสิทธิภาพลดลง โดยอวัยวะที่สำคัญคือ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) จะทำหน้าที่ถ่ายโอนข้อมูลที่เรียนรู้ในระหว่างวันเข้าสู่ความทรงจำระยะยาวซึ่งอวัยวะชิ้นนี้จะทำงานตอนที่เรานอนหลับเท่านั้นและจะทำงานได้ดีหากร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

3. อารมณ์เครียด และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยไม่มีเหตุผล มีอาการง่วงนอนหรือรู้สึกไม่สดชื่นตลอดทั้งวัน

4. ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ โดยร่างกายจะต้องใช้เวลามากขึ้นถึง 40 เปอร์เซนต์เพื่อจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ จะทำให้แก่เร็ว

5. หากเราอดนอนนาน 1 สัปดาห์ หรือนอนวันละ 4 ชั่วโมงโดยประมาณร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นในการควบคุมปริมาณกล้ามเนื้อและไขมันน้อยลงทำให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น

6. หากคนเรานอนไม่ถึงวันละ 8 ชั่วโมง ร่างกายก็จะผลิตสารเลปติน (Leptin) น้อยลงซึ่งเลปตินมีบทบาทในการควบคุมความอยากอาหาร เพราะฉะนั้นยิ่งเราอดนอน เลปตินก็จะถูกผลิตออกมาน้อยลงทำให้เรามีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น เช่นอยากทานขนมหวาน และอาหารมันๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมและลดน้ำหนักได้

7. สูญเสียโอกาสที่ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ในขณะหลับ ซึ่งโกรทฮอร์โมนจะช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์ โดยการสร้างสมดุลระบบการเผาผลาญอาหาร และช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ดังนั้น หากขาดฮอร์โมนชนิดนี้ผิวหนังก็จะหย่อนคล้อยและเหี่ยวย่นได้

5. ในด้านของผิวหนัง สารเมลาโทนินเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากสารอนุมูลอิสระต่างๆ และสารเมลาโทนินจะถูกสร้างมากที่สุดในเวลากลางคืนขณะที่เรานอนหลับ ถ้าเราอดนอนหรือนอนน้อยก็จะทำให้มีการสร้างสารนี้ลดลง ส่งผลให้เกิดการอักเสบหรือภูมิแพ้ของผิวหนังได้ง่ายขึ้น

เทคนิคในการช่วยให้นอนหลับสบายเพื่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดี

1. จัดตารางเวลาการนอนให้เหมาะสมและเป็นเวลา  ซึ่งความต้องการในการนอนหลับของคนเราขึ้นอยู่กับช่วงอายุหรือวัย ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องการนอนมากและความต้องการนอนหลับสำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไปแล้วประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ช่วงเวลาเข้านอนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฮอร์โมนและสารต่างๆ ที่จำเป็นในการก่อให้เกิดสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดีจะผลิตเป็นเวลาตามที่ร่างกายกำหนด เวลาที่แนะนำให้ควรเข้านอนไม่ควรจะเกิน 4 ทุ่มของแต่ละคืน

2. สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสม เช่น ห้องนอนควรจะเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน อุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอดีและควรจะปิดไฟให้มืด นอกจากนี้ไม่ควรนำอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เข้าไปไว้ในห้องนอนเช่น คอมพิวเตอร์ หรือโต๊ะทำงานจะทำให้เรารู้สึกกังวลตลอดเวลาจนเกิดอาการนอนไม่หลับ

3. ควรเลือกหมอนและเตียงนอนให้เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย รวมทั้งหมั่นเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนหรือนำมาซักทุกอาทิตย์เพื่อจะได้ช่วยลดการสะสมของฝุ่นและไรซึ่งอาจทำให้ผิวหน้าอ่อนแอ เกิดสิว และอาจเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น

4. หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายร่างกายก่อนนอนเช่น การอาบน้ำอุ่น ฟังเพลงจังหวะสบายๆ หรือการนั่งสมาธิซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟีน(Endorphine) ออกมา ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้นอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น

5. ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ดีต่อสุขภาพ เป็นท่านอนที่ไม่มีอะไรมากดทับหน้าอกช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้อย่างคล่องตัวที่สุด เมื่อนอนหงายกระดูกสันหลังจะได้รับการรองรับจากที่นอนทำให้สามารถวางตัวอยู่ในแนวธรรมชาติได้ดีที่สุด (ยกเว้นผู้ป่วยหรือสตรีมีครรภ์) นอกจากนี้ท่านอนหงายจะช่วยให้หลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีที่สุดเพราะการนอนตะแคงหรือการนอนคว่ำนานๆ จะทำให้เกิดแรงกดทับซึ่งก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า

6. กดจุดบริเวณใบหน้าก่อนนอน ด้วยการใช้ปลายนิ้วนวดวนเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ ตามหัวคิ้ว ขมับ ร่องจมูก คาง และมุมปาก ช่วยให้การนอนหลับสบายและหลับสนิทขึ้น

7. กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์ จะช่วยให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและช่วยให้การนอนหลับสบายยิ่งขึ้น

8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนเช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ทำให้นอนหลับได้ยาก จึงแนะนำให้ดื่มชาคาโมมายด์อุ่นๆ หรือนมอุ่นๆ ก่อนนอน เพื่อช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรดื่มน้ำมากก่อนเข้านอนเพราะอาจทำให้ต้องตื่นกลางดึกบ่อยๆ เพื่อมาเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้อาหารจำพวกมันเทศ เผือก กลอย ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และผลิตภัณฑ์โฮลเกรนต่างๆ ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนิน (serotonin) ทำให้นอนหลับสบาย

ในยุคที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวเร็ว การให้ความสำคัญกับการนอนหลับจึงไม่ใช่เรื่องรองอีกต่อไป แต่เป็น “การลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาว” ที่ทุกคนควรเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ผู้สนใจเรื่องสุขภาพสามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯ ให้เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสเข้าชมโขนฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯ ให้เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสเข้าชมโขนฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯ ให้เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสเข้าชมโขนฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส จากโรงเรียนศรีสังวาลย์ ของมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระราชูปถัมภ์ ของสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี,มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) และนักเรียนด้อยโอกาสจากโรงเรียนต่างๆ เข้าชมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมี อาจารย์สุดสาคร ชายเสม (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์การแสดงให้ความรู้เรื่องโขนแก่เยาวชน และ นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เจ้าหน้าที่และจิตอาสาพระราชทานให้การดู แลอย่างใกล้ชิด

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิ ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญและเอาพระราชหฤทัยใส่ต่อเยาวชน และเด็กพิการ รวมถึงเด็กด้อยโอกาส ในการส่งเสริมให้มีโอกาสได้รับชมความบันเทิง สร้างความสุข และเข้าถึงศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเสมอภาค  เป็นโอกาสอันล้ำค่าที่เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสได้สัมผัสศิลปะการแสดงโขนชั้นสูง พร้อมรับความสุข ความบันเทิง และข้อคิดเรื่อง สัจจะ ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความสามัคคี ผ่านการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” ถ่ายทอดการแสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่มากฝีมือ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ คีตศิลป์ หลากหลายแขนง พร้อมเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบการแสดงที่ประณีตงดงามตามแบบโบราณ

สำหรับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ดำเนินการจัดการแสดงโขนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และให้เด็กเยาวชน ประชาชน ชาวไทยได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะดั้งเดิมของไทยหลากหลายแขนงในการแสดงโขน โดยสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงาน คือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า  “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนทุกกลุ่มให้เข้าถึงและเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเท่าเทียม

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จัดแสดงถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ ไทย จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

จุฬาฯ จับมือ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำสร้างหลักสูตร ‘Chula LGO’ ปั้นทักษะผู้นำไทยแห่งโลกอนาคต

จุฬาฯ จับมือ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำสร้างหลักสูตร ‘Chula LGO’ ปั้นทักษะผู้นำไทยแห่งโลกอนาคต

จุฬาฯ จับมือ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำสร้างหลักสูตร ‘Chula LGO’ ปั้นทักษะผู้นำไทยแห่งโลกอนาคต

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในระบบการศึกษาไทย เมื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ  5 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลักดันหลักสูตรควบสองปริญญาโท Chula LGO ด้วยความร่วมมือกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) Leaders for Global Operations  เพื่อสร้างผู้นำธุรกิจเชิงนวัตกรรมแห่งอนาคต ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน  โดยผู้สนใจสามารถคลิกดูรายละเอียด และสมัครเรียนได้ที่ chulalgo.com ตั้งแต่บัดนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลักสูตร MBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  และหลักสูตรนวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์  ร่วมกับ MIT สหรัฐอเมริกา ริเริ่มหลักสูตรปริญญาโท Chula LGO เพื่อสร้างชุมชนผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม ซึ่งรวมเอาความรู้เชิงลึกด้านวิศวกรรม การดำเนินงาน และกรอบความคิดทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกัน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนโซลูชั่นส์อุตสาหกรรมที่จะรับมือกับความท้าทายระดับโลก

Chula Leaders for Global Operations (Chula LGO) ซึ่งเป็นหลักสูตรควบสองปริญญาโท จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญา วท.ม. สาขานวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน (Master of Science in Innovative Engineering for Sustainability) และ บธ.ม. สาขาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration) พร้อมด้วยประกาศนียบัตร MIT LGO เพื่อเร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่เปี่ยมด้วยทักษะและศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันโลกแห่งอนาคต และสร้างเศรษฐกิจประเทศชาติอย่างยั่งยืน จุฬาฯ เปิดหลักสูตรได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น เมื่อได้รับคำมั่นสัญญาจาก 5 พันธมิตร ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตร จึงเป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่จะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ทักษะ ทั้งด้านวิศวกรรม การบริหาร และนวัตกรรม ซึ่งเราต้องการเดินหน้าความร่วมมือต่อเนื่องในระยะยาว”

องค์กรผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรเห็นพ้องว่า “มนุษย์” คือทรัพยากรสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย จะเป็นแรงขับเคลื่อนความสามารถแข่งขันของประเทศในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผมมีโอกาสทำงานและบริหารธุรกิจมาถึงวันนี้ได้ ก็เพราะได้เรียนหนังสือ มีการศึกษาที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ ดังนั้น ผมก็อยากให้ประเทศไทยมีการศึกษาที่ดีเพื่อจะได้มีการพัฒนาที่ดีขึ้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยบ่มเพาะผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมและสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้

ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความท้าทายหลากหลาย และอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง ผู้นำธุรกิจจะต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา สามารถมองไปข้างหน้าได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้น และต้องเตรียมตัวอย่างไร ดังนั้น การพัฒนาการศึกษา ทักษะ และทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นกุญแจสำคัญในพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้  ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธนาคารกรุงเทพภูมิใจที่ได้ร่วมก่อตั้งหลักสูตร Chula LGO

ชาติศิริ อธิบายว่า “หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการทำงานกับภาคธุรกิจเอกชน โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้นิสิตเผชิญกับความท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริง สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของคนรุ่นต่อๆ ไป”

นอกจากได้รับสิทธิ์เข้าร่วมในคณะกรรมการกำกับดูแล (Governing Board) ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรแล้ว ธนาคารกรุงเทพ ยังสนับสนุนนิสิต Chula LGO ที่ได้รับทุนศึกษาต่อ หรือทำการวิจัยเฉพาะด้าน (Fellowship Program) โดยให้โอกาสการเรียนรู้ในสถานประกอบการจริง

อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งหลักสูตร Chula LGO สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัท โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ โดยความสำคัญเชิงกลยุทธ์ และผลกระทบระยะยาวของหลักสูตร Chula LGO จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และยังเป็นประโยชน์ต่ออินโดรามา เวนเจอร์สอีกด้วย

“การฝึกงานเป็นเวลา 6 เดือนที่อินโดรามา เวนเจอร์ส จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจทั้งหมด เพราะเราเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ระดับโลก และมีหลากหลายด้านให้เรียนรู้ ซึ่งรวมถึง AI เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบซัพพลายเชน และความยั่งยืน ดังนั้น การฝึกงานนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะพวกเขาจะได้รับประสบการณ์ระดับสากลจากการทำงาน และเมื่อจบหลักสูตรแล้ว อินโดรามา เวนเจอร์ส ยังเสนอโอกาสให้ผู้เรียนที่มีศักยภาพสามารถทำงานกับบริษัทได้อีกด้วย

หากเราสามารถพัฒนาผู้นำชาวไทยที่มีความสามารถให้ก้าวสู่บทบาทซึ่งเดิมมักเป็นตำแหน่งของผู้บริหารต่างชาติได้ จะถือเป็นความสำเร็จสำคัญของหลักสูตรนี้ การนำผู้บริหารต่างชาติเข้ามาอาจช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านบุคลากร แต่ไม่ได้สร้างการพัฒนาศักยภาพผู้นำไทยในระยะยาว เมื่อผู้เชี่ยวชาญชาวไทยสามารถเติบโตจนถึงระดับผู้บริหารอาวุโสได้ จะช่วยเสริมความสอดคล้องทางวัฒนธรรมภายในองค์กร และทำให้บริษัทสามารถใช้จุดแข็งของคุณค่าความเป็นไทย เช่น ความเอื้ออาทร ความร่วมมือ และความกลมกลืนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเหนือคู่แข่งจากตะวันตกได้อย่างเต็มที่”

ซุนดาราม ไอเยอร์ Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บ้านปูให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนมาโดยตลอด และได้ร่วมงานกับสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn School of Integrated Innovation – CSII) และ Sasin Action Learning Lab มาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือนี้จึงขยายสู่หลักสูตร Chula LGO ในฐานะพันธมิตรที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างบุคลากรที่พร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง

“ที่ผ่านมา บ้านปูได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์ให้กับจุฬาฯ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในการพัฒนาหลักสูตรและการเสริมทักษะให้นิสิต เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทันทีหลังจบการศึกษา และในปัจจุบัน บุคลากรของบ้านปูจะได้มีบทบาทโดยตรงมากขึ้นในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตร Chula LGO ร่วมกับพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง

สำหรับ Chula LGO เราตั้งเป้าสร้างผลกระทบเชิงคุณภาพระยะยาว เราจะร่วมพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในเอเชีย–แปซิฟิก ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน”

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า เป็นโอกาสที่ดีของนิสิตไทย เพราะหลักสูตร LGO เป็นเรือธงที่มีการประสานความเข้มข้นทั้งเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม กับความเป็นเลิศทางด้านการบริหารธุรกิจ ซึ่งผู้นำรุ่นใหม่ต้องมีความรู้และทักษะทั้งสองด้าน  โดย Chula LGO ใช้มาตรฐานของ MIT ผสานเข้ากับบริบทของไทย

“หลักสูตรนี้เป็นการเรียนรู้แห่งอนาคต (Future Learning) โดยนิสิตจะได้เรียนทั้งทฤษฎีทั้งสองสาขา แล้วมาลองทำงานจริงกับบริษัทที่ร่วมก่อตั้ง เรากำลังเปลี่ยนจากความรู้ มาเป็นความเข้าใจ และจากความเข้ามาใจมาเป็นทักษะ ซึ่งเอสซีจีมีธุรกิจหลากหลายมาก และเปิดให้นิสิตเลือกตามความถนัดและความชอบ”  

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีของซีพีกรุ๊ป กล่าวว่า โครงการริเริ่มนี้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการร่วมสร้างสรรค์โครงการที่มีผลกระทบสูงที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในธุรกิจที่หลากหลายของซีพี และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และความร่วมมือกับ Chula LGO จะพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคลึกซึ้ง มีความคิดเชิงกลยุทธ์ และมีความเป็นผู้นำอย่างรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย

“เรามุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพด้าน AI และดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ซึ่งการเรียนจากการปฏิบัติจริง (Action Learning)  คือ หัวใจสำคัญในการสร้างผู้นำด้าน AI และ ดิจิทัล ที่ประเทศไทยกำลังต้องการเร่งด่วน”

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การอพยพชาวจีนหลายล้านคนออกจากจีนแผ่นดินใหญ่  ช่วงพ.ศ 2493-2503   ของชนชั้นกลาง พ่อค้า นักวิชาการ และผู้มีฐานะ  เพื่อหนีภัยคอมมิวนิสต์    เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้ทั่วโลก       คนจีนนับล้านพากันละทิ้งบ้านเกิดและทรัพย์สินเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ภายใต้ความหวังของเสรีภาพ   เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) นำโดยเหมา เจ๋อตง ได้ชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

ทำไมจึงหนี? – ความหวาดกลัวและวิกฤต   สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวจีนจำนวนมากต้องอพยพหนีออกจากแผ่นดินใหญ่คือ ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่นำโดยเหมา เจ๋อตุง เหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ในสงครามกลางเมืองจีน และการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ในปี พ.ศ. 2492  ค.ศ. 1949

ผู้ที่อพยพส่วนใหญ่คือกลุ่มบุคคลที่รู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญกับภัยคุกคามภายใต้ระบอบการปกครองใหม่    ผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ทหาร ข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC)    ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง  เจ้าของที่ดิน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้มีทรัพย์สินจำนวนมาก ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ผู้เอารัดเอาเปรียบ” และเสี่ยงต่อการถูกริบทรัพย์และลงโทษปัญญาชน    ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ หรือผู้ที่ยังคงยึดมั่นในปรัชญาและศาสนาจีนโบราณ ซึ่งถูกกวาดล้างในช่วง การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในเวลาต่อมา     รวมทั้งความอดอยากและวิกฤตเศรษฐกิจ  นโยบายบริหารประเทศที่ผิดพลาด เช่น “การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า” (Great Leap Forward) พ.ศ. 2502-2504  ที่นำไปสู่ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ ระบบการผลิตเกษตรกรรมแบบคอมมูนล่มสลายทำให้ผู้คนนับสิบล้านคนเสียชีวิตจากความอดอยากและต้องหาทางหนีตาย    

การอพยพครั้งใหญ่เกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา โดยมีช่วงสำคัญคือ:

1.คลื่นลูกแรก   พ.ศ. 2488-2593  ค.ศ. 1945 – 1950 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปลายสงครามกลางเมือง ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นช่วงที่การสู้รบใกล้จะสิ้นสุด และพรรคก๊กมินตั๋งกำลังพ่ายแพ้ คนจำนวนมาก โดยเฉพาะทหารและข้าราชการ ก๊กมินตั๋ง กว่า 2 ล้านคน  อพยพหนีออกไปก่อนการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน PRC อย่างเป็นทางการ (1 ตุลาคม พ.ศ. 2492)

2.ช่วงที่สอง  พ.ศ. 2493-2503 ค.ศ. 1950-1960: หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ ผู้ที่ยังหลงเหลือและถูกคุกคามพยายามลักลอบหนีออกมาอย่างต่อเนื่อง    โดยเฉพาะช่วงพ.ศ. 2493-2495 ที่มีการปราบปรามเจ้าของที่ดินและนายทุน  ช่วง พ.ศ. 2501-2503 ที่มีการต่อต้านพวกขวาจัด (Anti-Rightist Campaign)   ช่วงพ.ศ. 2501-2505 มหากระโดดไปข้างหน้า (Great Leap Forward) ที่นำไปสู่การอดอยากครั้งใหญ่

ช่วงที่สาม   พ.ศ.  2509-2513 ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม  เพื่อขจัด “สี่ล้าหลัง”คือประเพณีวัฒนธรรม นิสัย และความคิดดั้งเดิมที่ล้าหลัง(Old Customs, Old Culture, Old Habits, Old Ideas ) ที่ถูกมองว่าขัดต่อหลักการสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์   โดยกลุ่มเยาวชนแดง Red Guards ออกทำลายวัด สัญลักษณ์ทางศาสนาขงจื๊อ และทำการ “จับกุม ปลุกปั่น และสังหาร” ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูทางชนชั้น, ปัญญาชน, ข้าราชการระดับสูง, หรือผู้มีแนวคิดต่าง ทำให้ เศรษฐกิจหยุดชะงัก ระบบการศึกษาล่มสลายเนื่องจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยปิดทำการ ปัญญาชนและครูถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท    เกิดความวุ่นวายทางสังคม มีผู้เสียชีวิตหลายแสนหรือหลายล้านคน   เกิดการทำร้ายร่างกาย การข่มเหง และการฆ่าตัวตายของเหยื่อทางการเมืองและปัญญาชน

ช่วงที่สี่  พ.ศ. 2513-2523  หลังการเปิดประเทศในยุคเติ้งเสี่ยวผิง ยังมีการอพยพอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ

ทำไมจึงหนี?

•             ภัยทางการเมือง: กลัวการปราบปรามจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับพวกก๊กมินตั๋ง เจ้าหน้าที่รัฐบาลเดิม และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกมองว่าเป็น “ศัตรูของประชาชน” ถูกประหารชีวิต จำคุก หรือส่งไปค่ายแรงงานแก้ไขความคิด (Laogai)

•             การยึดทรัพย์: รัฐบาลใหม่ยึดกิจการเอกชนและที่ดิน ทำให้พ่อค้าและเจ้าของกิจการถูกตราหน้าว่าเป็น “ชนชั้นกดขี่” การยึดที่ดิน โรงงาน ร้านค้า และทรัพย์สินส่วนตัวโดยไม่มีค่าชดเชย       เจ้าของที่ดินหลายคนถูกประหารชีวิตในการชุมนุม “ศาลประชาชน” (People’s Court) นักธุรกิจและพ่อค้าถูกบังคับให้ “บริจาค” ทรัพย์สินให้รัฐ

•             อุดมการณ์ต่างกัน: หลายคนไม่เห็นด้วยกับลัทธิคอมมิวนิสต์  เพราะขาดเสรีภาพ  มีการควบคุมอย่างเข้มงวด  เช่นควบคุมการเดินทาง ไม่สามารถย้ายที่อยู่อาศัยได้โดยเสรี   เซ็นเซอร์สื่อและข้อมูลข่าวสาร  ขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  ชีวิตประจำวันถูกควบคุมผ่านระบบ “หน่วยงาน” (danwei)

•             การทำลายการทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม   ห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณีดั้งเดิม    ทำลายวัด ศาสนสถาน     สิ่งของเก่า ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า และประเพณีเก่า

จุดหมายปลายทางหลักของการอพยพสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ คือ:

•             ไต้หวัน (Taiwan): คือจุดหมายปลายทางหลักของการอพยพครั้งใหญ่ (The Great Retreat) ในช่วงปี 1949 โดยทหาร ข้าราชการ และผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งรวมกันกว่า 1 ล้านคน ได้อพยพไปยังเกาะไต้หวัน และได้ก่อตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC) ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเจียงไคเชค โดยนำทองคำสำรองและสมบัติมีค่าไปด้วย  

•             ฮ่องกงและมาเก๊า (Hong Kong and Macao): กลายเป็นจุดพักพิงสำคัญของพ่อค้าและชนชั้นกลาง  เนื่องจากเป็นอาณานิคมของอังกฤษและโปรตุเกส ตามลำดับ คาดว่ามีชาวจีนกว่า 1 ล้านคน อพยพเข้าสู่ฮ่องกง-มาเก๊า ในช่วงต้นของภัยคอมมิวนิสต์

•             เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia): ประเทศต่าง ๆ เช่น ไทย (ถึงแม้ว่าชาวจีนในไทยส่วนใหญ่อพยพมานานก่อนยุคคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีกลุ่มที่เข้ามาในช่วงนี้ด้วย) เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, และฟิลิปปินส์

•             ประเทศตะวันตก: สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ  ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย  และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป  เป็นพวกนักวิชาการ  นักธุรกิจ

การอพยพเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตราย:

•             ทางเรือ   พ.ศ. 2492 มีการอพยพจัดโดยรัฐบาลก๊กมินตั๋ง    โดยใช้เรือรบขนส่งทหารและเรือประมงหลายร้อยลำจากเซี่ยงไฮ้ กวางโจว ไปเกาะไต้หวัน  

•             ทางบก/ทะเล (สำหรับฮ่องกงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้): ผู้คนจำนวนมาก โดยสารเรือ รถไฟ  เครื่องบิน  เดินเท้า ข้ามภูเขา และว่ายน้ำข้ามพรมแดน จาก เซินเจิ้น  เซี่ยงไฮ้ ไปยังฮ่องกง   เวียดนาม ลาว หรือพม่า แล้วเข้าสู่ไทย

•             การหอบหิ้วทรัพย์สิน: ผู้ที่พอมีฐานะจะพยายามนำทองคำ เงินตรา หรือวัตถุมีค่าติดตัวมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นทุนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

•             การหลบหนีในภายหลัง: หลังปี 1949 การอพยพถูกจำกัดอย่างเข้มงวด การหนีจึงเป็นการ ลักลอบเข้าเมือง โดยเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและลงโทษอย่างหนัก

การเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ผู้อพยพส่วนใหญ่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความมุมานะและทักษะที่ติดตัวมา พวกเขาก็ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ใหม่:

•             ไต้หวัน: ทหารและข้าราชการ KMT ได้ก่อตั้งรัฐบาล ROC และกองทัพขึ้นใหม่ เพื่อรักษาอุดมการณ์จีนเสรีและวางรากฐานการพัฒนาประเทศ

•             ฮ่องกง: ผู้อพยพจำนวนมากกลายเป็นแรงงานราคาถูกในโรงงานสินค้าส่งออก งานก่อสร้าง บริการ สิ่งทอ  อิเลกทรอนิกส์  พลาสติก   ช่วยให้ฮ่องกงก้าวขึ้นเป็นโรงงานการผลิต   ศูนย์กลางทางการค้าและการเงินของโลก

•             เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศตะวันตก: ผู้อพยพจำนวนมากใช้ความรู้ ทักษะ และเครือข่ายในการก่อตั้งธุรกิจ เปิดร้านอาหาร ร้านขายของชำ หรือธุรกิจนำเข้า-ส่งออก   และกลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล (หัวเฉียว) ในประเทศนั้น ๆ

การอพยพของคนจีนหนีภัยคอมมิวนิสต์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวการหนีภัยทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ของผู้คนจำนวนมากที่ต้องพลัดถิ่น ข้ามพรมแดนวัฒนธรรม และต่อสู้เพื่อค้นหา “บ้าน” และ “ตัวตน” ใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

โดย อาทร  จันทวิมล

ซีพี-บริษัทในเครือ–ซีพีอาสา เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ต่อเนื่อง สนับสนุนอาหาร–น้ำดื่ม–ครัวกลาง–การสื่อสาร พร้อมยกระดับมาตรการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

ซีพี-บริษัทในเครือ–ซีพีอาสา เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ต่อเนื่อง สนับสนุนอาหาร–น้ำดื่ม–ครัวกลาง–การสื่อสาร พร้อมยกระดับมาตรการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

ซีพี-บริษัทในเครือ–ซีพีอาสา เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ต่อเนื่อง สนับสนุนอาหาร–น้ำดื่ม–ครัวกลาง–การสื่อสาร พร้อมยกระดับมาตรการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.00 น.

กรุงเทพฯ, 25 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จากฝนตกหนัก มวลน้ำป่า และภาวะน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้หลายชุมชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดยะลาและปัตตานี ประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลันในวงกว้าง เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ผนึกกำลังบริษัทในเครือ ได้แก่ CPF, CP ALL, CP Axtra, TRUE  และ  “ซีพีอาสา” ร่วมร้อยเรียงใจช่วยน้ำท่วมภาคใต้ โดยได้ระดมทุกบริษัทในเครือเข้าช่วยเหลือทันที และมีการสนับสนุนศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม วัตถุดิบสำหรับครัวสนาม สัญญาณการสื่อสาร และสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ และล่าสุดยกระดับการดูแลพนักงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล และหน่วยงานอาสาต่างๆ รวมถึงพนักงาน สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุด ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า “เครือซีพี ได้เข้าไปสนับสนุนศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ครอบคลุม 10 จังหวัด ได้แก่ สงขลา, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, ปัตตานี, นราธิวาส, ตรัง, สตูล และกระบี่ และระดมพลัง “ซีพีอาสา” จากทุกบริษัทในเครือทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคราชการ มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้อย่างเร่งด่วน หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ซีพีอาสาดำเนินการไปแล้ว คือ ร่วมกับกรมประมง จังหวัดสงขลา จัดตั้ง “โรงครัวฮาลาล” ณ ศูนย์ NICA เก้าเส้ง เพื่อรองรับการจัดทำอาหารสำหรับชุมชนในพื้นที่วิกฤต โดยมีบริษัทในเครือหลายหน่วยงาน ได้แก่ CPF, CP Axtra, CP ALL และข้าวตราฉัตร ร่วมสนับสนุนวัตถุดิบและอุปกรณ์ประกอบอาหารอย่างครบถ้วน อาทิ เนื้อไก่ ไข่ไก่ ข้าวสาร เครื่องปรุง น้ำมัน น้ำดื่ม และภาชนะบรรจุอาหาร เพื่อใช้ประกอบอาหาร และกระจายสู่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในหลายอำเภอของจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง”

นายอานนท์ ขำแก้ว ผู้จัดการฝ่ายสำนักปฎิบัติการความยั่งยืนทางทะเล เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตัวแทนซีพีอาสา ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ที่จังหวัดสงขลา กล่าวว่า “ขณะนี้ที่หาดใหญ่ยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง เส้นทางสัญจรส่วนใหญ่ถูกตัดขาด ความช่วยเหลือของ ซีพีอาสา ตอนนี้เน้นหลักๆ คือการนำอาหารปรุงสุกจากโรงครัวฮาลาลที่เราได้วัตถุดิบจากบริษัทในเครือ ไปมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย ที่หาดใหญ่ โดยเฉพาะในศูนย์อพยพ ที่มีผู้ประสบภัยอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องขอบคุณทุกบริษัทในเครือ ที่พร้อมใจเข้ามาช่วยเหลือคนในพื้นที่ ทั้งในเรื่องของสิ่งของอุปโภค-บริโภค รวมถึงสัญญาณโทรศัพท์ ทั้งนี้ ซีพีอาสาที่ภาคใต้ ได้จัดตั้งและช่วยเหลือผู้ประสบภัยมา 4 วันแล้ว ตั้งแต่ที่เกิดน้ำท่วมใหม่ๆ และยังคงมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เราขอส่งกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ไปอย่างปลอดภัย” 

ด้าน CPF ยังได้ผนึกกำลังกับหน่วยทหาร คู่ค้า และชุมชนในพื้นที่ จัดทำครัวสนามและครัวกลางในหลายจุด เช่น มณฑลทหารบกที่ 42 (ค่ายเสนาณรงค์) ป.พัน 5 อำเภอระโนด และครัวกลางเทศบาลระโนด เพื่อผลิตอาหารร้อนแจกจ่ายให้ประชาชนตลอดทั้งวัน ขณะที่โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำระโนดสนับสนุนน้ำดื่มและวัตถุดิบเพิ่มเติม เพื่อให้ครัวต่าง ๆ สามารถปรุงอาหารได้อย่างเพียงพอในภาวะวิกฤต

ขณะที่ ซีพีเอ็กซ์ตร้า แม็คโคร–โลตัส ได้เร่งลงพื้นที่ นำอาหารปรุงสุก ข้าวกล่อง และน้ำดื่มไปมอบให้กับหลายชุมชนที่ถูกน้ำท่วม รวมถึงกระจายในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก โดยประสานร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่และมณฑลทหารบกที่ 42 ในการลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือ แม้พื้นที่บางส่วนไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยยานพาหนะทั่วไป พนักงานในพื้นที่ยังร่วมลงแรงด้วยตนเองในการแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่มให้ถึงมือประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย 

สำหรับด้านการสื่อสารในพื้นที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ลูกค้าในพื้นที่หาดใหญ่ และประสบอุทกภัย โดยมอบอินเทอร์เน็ตฟรี 10 GB พร้อมขยายวันใช้งาน เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อประสานงานและรับข้อมูลสถานการณ์ได้ต่อเนื่อง พร้อมจัดทีม “โมเดลทุ่งสง” ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการกู้สัญญาณเครือข่ายในสถานการณ์น้ำท่วม เข้าดูแลระบบสื่อสารในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว เครือซีพี ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพนักงานในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง โดยจัดทีมช่วยลำเลียงพนักงานและครอบครัวที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานจัดหาที่พักชั่วคราวและการสนับสนุนสิ่งของจำเป็น ทั้งนี้ สำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายของที่อยู่อาศัย บริษัทได้จัดสวัสดิการช่วยเหลือทันทีเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท สำหรับพนักงานที่ที่พักอาศัยซึ่งเป็น “บ้านของตนเอง” ได้รับความเสียหาย และ 5,000 บาท สำหรับพนักงานที่ “เช่าที่พักอาศัย” และได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย เพื่อบรรเทาภาระเฉพาะหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความห่วงใยขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “พนักงานทุกคน” ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม

เครือซีพี บริษัทในเครือ และซีพีอาสา ยังคงเดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลือต่อเนื่องให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยยึดมั่นในค่านิยม 3 ประโยชน์ ที่มุ่งเน้น “ทำเพื่อประเทศและประชาชนก่อนเสมอ” อันเป็นรากฐานสำคัญของ ซีพี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าสถานการณ์จะหนักเพียงใด ซีพีจะยังคงยืนเคียงข้าง พร้อมบรรเทาความเดือดร้อนและส่งพลังแห่งความหวังและกำลังใจให้ผู้ประสบภัยก้าวผ่านสถานการณ์วิกฤตไปด้วยกัน

‘เก้า สุภัสสรา’ควักกระเป๋า 2 แสนบาทช่วยพี่น้องชาวใต้สู้วิกฤตน้ำท่วมพร้อมชวนแฟนคลับร่วมบริจาคสิ่งของ

'เก้า สุภัสสรา'ควักกระเป๋า 2 แสนบาทช่วยพี่น้องชาวใต้สู้วิกฤตน้ำท่วมพร้อมชวนแฟนคลับร่วมบริจาคสิ่งของ

‘เก้า สุภัสสรา’ควักกระเป๋า 2 แสนบาทช่วยพี่น้องชาวใต้สู้วิกฤตน้ำท่วมพร้อมชวนแฟนคลับร่วมบริจาคสิ่งของ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

ท่ามกลางวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังคงน่าเป็นห่วง น้ำใจจากคนบันเทิงยังคงหลั่งไหลไปไม่ขาดสาย ล่าสุดนางเอกสาว “เก้า-สุภัสสรา ธนชาต” ไม่นิ่งนอนใจ ขอเป็นอีกหนึ่งพลังใจสำคัญ ในการช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ที่กำลังเดือดร้อนในครั้งนี้ โดยได้มอบเงินบริจาคส่วนตัวรวมทั้งสิ้น 200,000 บาท เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยัง 2 หน่วยงานหลัก  ได้แก่

 * มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จำนวน 100,000 บาท เพื่อนำไปจัดทำถุงยังชีพและช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย

 * มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จำนวน 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนทางการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉินในพื้นที่

ไม่เพียงเท่านั้น เก้า ยังจัดส่งของบริจาคเลือกซื้อเลือกของใช้จำเป็นด้วยตัวเอง ใช้ชื่อแฟนคลับ “ด้อม 9779” มาร่วมบุญด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่หาดใหญ่ และสตูล โดยได้มีการส่งมอบสิ่งของบริจาคที่ LOOKE ซอยนวมินทร์ 40  เพื่อเตรียมส่งต่อไปยังพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย พร้อมเผยข้อความใน Official ส่วนตัวว่า ตนและแฟนคลับขอส่งต่อกำลังใจและทรัพยากรที่จำเป็นไปสู่พี่น้องชาวใต้เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว