กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ลุยน้ำท่วม ขนเสบียงยังชีพส่งถึงมือพี่น้องประชาชนจังหวัดสงขลา

กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ลุยน้ำท่วม ขนเสบียงยังชีพส่งถึงมือพี่น้องประชาชนจังหวัดสงขลา

กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ลุยน้ำท่วม ขนเสบียงยังชีพส่งถึงมือพี่น้องประชาชนจังหวัดสงขลา

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.17 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 กรมปศุสัตว์ โดยนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วม จังหวัดสงขลา โดยเข้าร่วมสมทบคณะร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมร่วมแจกจ่ายเสบียงยังชีพ ผลิตภัณฑ์ไข่ต้มพะโล้พร้อมทาน จำนวน 25,000 ฟอง และอาหารสุนัขและแมว จำนวน 1,700 กิโลกรัม ส่งถึงมือเกษตรกร และประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาเป็นที่เรียบร้อย

กรมปศุสัตว์ ขนเสบียงยังชีพถึงสงขลา! ลุยน้ำท่วมภาคใต้

กรมปศุสัตว์ ขนเสบียงยังชีพถึงสงขลา! ลุยน้ำท่วมภาคใต้

กรมปศุสัตว์ ขนเสบียงยังชีพถึงสงขลา! ลุยน้ำท่วมภาคใต้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.57 น.

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์  อธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่  นายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข เลขานุการกรม นำทีมเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ร่วมกันลำเลียงอาหารสุนัขและแมว จำนวน 1,700 กิโลกรัม ผลิตภัณฑ์ไข่ต้มพะโล้พร้อมทาน จำนวน 25,000 ฟอง ขึ้นเครื่องบินขนาดกลาง โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ถึงพื้นที่จังหวัดสงขลาเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้เสบียงยังชีพดังกล่าวฯ จะถูกลำเลียงส่งให้กับเกษตรกร และประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาต่อไป

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ลุยต่อ! ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ลุยต่อ! ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ลุยต่อ! ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.45 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์  อธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่  นายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข เลขานุการกรม นำทีมเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ร่วมกันลำเลียงอาหารสุนัขและแมว จำนวน 1,700 กิโลกรัม ผลิตภัณฑ์ไข่ต้มพะโล้พร้อมทาน จำนวน 25,000 ฟอง ขึ้นเครื่องบินขนาดกลาง โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ออกจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดสงขลา  เพื่อส่งต่อเสบียงยังชีพดังกล่าวฯ ให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาต่อไป

-(016)

รายงานพิเศษ : Kick Off เร่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ดันจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้

รายงานพิเศษ : Kick Off  เร่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ดันจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้

รายงานพิเศษ : Kick Off เร่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ดันจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.31 น.

ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีไปยังแปลงราชบุรีโมเดลตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เพื่อเป็นประธาน “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” โดยได้ปิดป้ายประกาศให้ผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ 

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในลักษณะที่เป็นผืนใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และนำที่ดินที่ได้จากการยึดคืนเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนต้องการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายในเขตปฏิรูปที่ดินจึงได้สั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) จัด “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” ในครั้งนี้พร้อมกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1.ภาคเหนือ : กำแพงเพชร เชียงราย เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี 2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บึงกาฬ สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี และอุบลราชธานี 3.ภาคกลาง : กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ลพบุรี สระแก้ว และสระบุรี 4.ภาคใต้: กระบี่ ชุมพร ตรัง สงขลา และสุราษฎร์ธานี

ต่อไปนี้การตรวจสอบการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อยึดคืนที่ดินจากนายทุนและเร่งรัดการจัดหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรเพื่อนำไปจัดสรรและกระจายการถือครองให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง สำหรับปัญหาที่ดินในจังหวัดราชบุรี ได้มอบหมาย ส.ป.ก. ดำเนินการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ที่มีการถือครองที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำฝ่าฝืน หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำนวน 165 ราย 166 แปลง เนื้อที่ประมาณ 6,500 ไร่อยู่หมู่ที่ 10 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติ ที่กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้นำมาปฏิรูปที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้ดำเนินการเพิกถอนการจัดที่ดินหรือให้เกษตรกรสิ้นสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินและนำที่ดินมาจัดให้กับเกษตรกรผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาส  ซึ่งขณะนี้ ส.ป.ก.ราชบุรีได้ประกาศให้เกษตรกรที่มีคุณสมบัติยื่นคำขอรับการจัดที่ดินแล้ว ในระยะแรก เนื้อที่ 2,088 ไร่ มีผู้ยื่นคำขอ จำนวนกว่า 3,300 คำขอ อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการตามขั้นตอนประชาคมหมู่บ้านและปรับพื้นที่ที่ดินให้เหมะสมกับการเกษตรและล้มปาล์ม คาดว่าจะสามารถจัดที่ดินให้กับเกษตรกรจำนวน 152 ราย เนื้อที่ 1,520 ไร่ และพื้นที่แหล่งน้ำและพื้นที่กันไว้เป็นพื้นที่ป่ากันชน ทั้งนี้ เกษตรกรจะได้รับสิทธิการเช่าที่ดิน ในอัตราไร่ละ 100 บาทต่อปี

“ส่วนจุดปิดป้ายประกาศ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงได้ทำการปิดป้ายประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่นั้นๆเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อให้ผู้ครอบครองที่ดินยื่นคำร้องแสดงสิทธิในที่ดิน เป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างจริงจัง และปรับปรุงพัฒนาสิทธิในที่ดินรัฐ หากรายใดครอบครองไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็จะทวงคืนที่ดินกลับเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ได้ที่ดินในการนำไปจัดสรรให้กับเกษตรผู้ยากไร้และมีคุณสมบัติต่อไป”

ด้าน นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ส.ป.ก.กำลังเร่งเดินหน้าตรวจสอบการถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้มีการตรวจสอบฐานข้อมูลการจัดที่ดินและข้อมูลแผนที่พื้นที่ที่ยังไม่เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและพื้นที่ที่มีการครอบครองที่ดินในลักษณะเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ทั้งนี้ ส.ป.ก.จะต้องมีการดำเนินการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงการใช้ประโยชน์และการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่จังหวัดข้างต้น โดยส.ป.ก.จังหวัด หากพบว่ามีการครอบครองที่ดินในลักษณะเป็นที่ดินแปลงใหญ่และไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ ส.ป.ก.จังหวัด มีประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไว้ในที่เปิดเผย เพื่อแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรร ม อีกทั้งต้องดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินรัฐโดยการปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายที่ได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำหุ่นยนต์ ศัลยกรรมกระดูก โชว์ในงาน VR Thailand 2025

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำหุ่นยนต์ ศัลยกรรมกระดูก โชว์ในงาน VR Thailand 2025

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำหุ่นยนต์ ศัลยกรรมกระดูก โชว์ในงาน VR Thailand 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.15 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีเปิดงาน “Venture Rise Thailand 2025 (VR Thailand 2025)” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงนวัตกรรมและธุรกิจ : สร้างการเปลี่ยนผ่านให้เกิดการ นำผลงานวิจัยและนวัตกรรม” เมื่อวันที่ 25–26 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การค้า Central Embassy และโรงแรม Park Hyatt Bangkok โดยมุ่งสร้างเวทีสำคัญเพื่อผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยให้เข้าถึงแหล่งทุน ต่อยอดสู่ภาคธุรกิจ และขยายสู่ตลาดในระดับสากล

พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน ณ โรง แรม Park Hyatt Bangkok พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โอกาสนี้ คณะแพทย ศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำโดย รศ.นพ.ธนพล ชอบเป็นไทย หัวหน้าโครงการวิจัย และ อาจารย์ ดร.ทศพร เฟื่องรอด ผู้ร่วมวิจัย ได้นำนวัตกรรม “ORTHOASSIST – หุ่นยนต์กึ่งอัตโนมัติสำหรับศัลยกรรมกระดูก เพื่อความแม่นยำ ลดความเสี่ยงและสามารถควบคุมระ ยะไกลได้ผ่านระบบ AR augmented reality” ซึ่งได้การสนับสนุนทุนวิจัยโดย สวรส. และ ววน. เข้าร่วมจัดแสดงในนิทรรศการของงาน เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชนและเปิดโอกาสสำหรับการทดสอบศักยภาพทางการตลาด

นวัตกรรม ORTHOASSIST นับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่เกิดจากความร่วมมือของทีมวิจัยไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดงาน VR Thailand 2025 ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต

เวทีประชาคม‘ความจริงแห่งพรมแดนไทย-กัมพูชา’MOU 43 44 ครั้งที่ 1

เวทีประชาคม‘ความจริงแห่งพรมแดนไทย-กัมพูชา’MOU 43 44 ครั้งที่ 1

เวทีประชาคม‘ความจริงแห่งพรมแดนไทย-กัมพูชา’MOU 43 44 ครั้งที่ 1

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

เปิดเวทีประชาคม‘ความจริงแห่งชายแดนไทย–กัมพูชา’เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องไทย-กัมพูชา  MOU 43-44 จะไปต่อหรือพอแค่นี้?ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยมี ‘สุวิช สุทธิประภา’ MCOT และ ‘วีรยุทธ น้อยพรหม’ NBT รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมผู้เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ได้แก่ดร.สฤทธิ์พงษ์  เกี่ยวข้องประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณา MOU 2543 และ 2544 ไทย-กัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร นายอังกูร กุลวานิช รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พล.ต.กัมปนาท  วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร หัวหน้าสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีผศ.ดร.สุเชาวน์ มีหนองหว้า รองประธานคณะกรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองสถาบันพระปกเกล้าจังหวัดอุบลราชธานี

ซึ่งการเสวนาครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังสื่อภาครัฐ สร้างความเข้าใจ MOU 43-44 ก่อนลงประชามติ ทิศทางของประเทศจะเป็นอย่างไร?คุณ คือผู้ร่วมตัดสิน

ติดตามรับชมการถ่ายทอดสด (Live)ได้ที่ Facebookเพจกรมประชาสัมพันธ์ร่วมส่งคำถามและแสดงความคิดเห็นMOU43-44 https://forms.gle/9bWGiU9W9Nfz2VZ8A หรือรับชมการออกอากาศได้ทุกวันเสาร์ เวลา 22.00-22.55 น.ทางช่อง NBT, MCOT, ททบ.5 รวมทั้งหมด 8 ตอนเริ่ม 29 พฤศจิกายน 2568

ลวดลายแผ่นทองสู่จินตนาการของคนรุ่นใหม่… BMN ชวนชื่นชมภาพวาดลายรดน้ำจากฝีมือเยาวชนไทย ในนิทรรศการ “สืบสายลายรัก ณ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน

ลวดลายแผ่นทองสู่จินตนาการของคนรุ่นใหม่... BMN ชวนชื่นชมภาพวาดลายรดน้ำจากฝีมือเยาวชนไทย ในนิทรรศการ “สืบสายลายรัก ณ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน

ลวดลายแผ่นทองสู่จินตนาการของคนรุ่นใหม่… BMN ชวนชื่นชมภาพวาดลายรดน้ำจากฝีมือเยาวชนไทย ในนิทรรศการ “สืบสายลายรัก ณ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.49 น.

ในโลกที่หมุนเร็วและผู้คนเร่งรีบ ศิลปะยังคงเป็นพลังที่สามารถหยุดเวลาและโอบกอดความรู้สึกลึกซึ้งในจิตใจได้เสมอ ด้วยเหตุนี้ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ในฐานะผู้บริหารพื้นที่สื่อโฆษณา พื้นที่จัดกิจกรรม และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในระบบรถไฟฟ้า MRT จึงได้ร่วมมือกับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และพันธมิตรภาคี จัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรม “สืบสายลายรัก” ซึ่งถือเป็นผลสืบเนื่องจากกิจกรรมประกวดศิลปกรรมเพื่อตกแต่งสถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภายใต้แนวคิด “ความรุ่งเรืองของรัตนโกสินทร์” ซึ่งจัดขึ้นโดย รฟม. เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาจาก 4 สถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ร่วมถ่ายทอดผลงานศิลปะ “ลายรดน้ำ” ในมุมมองใหม่ที่ร่วมสมัย อันเป็นการสืบ สานศิลปกรรมไทยให้คงอยู่ในวิถีของคนรุ่นใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นแกลเลอรีกลางกรุงที่ผู้โดยสารและประชาชนทั่วไปสามา รถเข้าถึงงานศิลปะคุณภาพได้อย่างใกล้ชิด ณ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน

การจัดแสดงในครั้งนี้เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 โดยมี กาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. เป็นประ ธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความยินดีกับนักศึกษาที่ได้รับรางวัลจากการประกวด รวมถึง ดร.อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ BMN พร้อมด้วย วิทสุวัฒน์ อำคาเพท ที่ปรึกษาผู้บริหารก็ร่วมในพิธีเปิดในครั้งนี้อีกด้วย

ด้าน ดร.อารยา ปานุราช ในฐานะผู้แทน BEM ได้พูดถึงบทบาทของ BMN ในฐานะผู้บริหารพื้นที่ Metro Art ว่า  “BMN มีความมุ่งมั่นในการใช้พื้นที่ภายในระบบรถไฟฟ้า MRT ให้เกิดประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงเพื่อการพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งโอกาสในการแสดงออกด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ อย่างนิทรรศการ “สืบสายลายรัก” เป็นทั้งการแสดงผลงานที่งดงามของเยาวชน และยังสะท้อนถึงการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันผ่านศิลปกรรมแบบไทยที่เราควรภาคภูมิใจ BMN รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันศักยภาพของเยาวชนไทย พร้อมสร้างพื้นที่ศิลปะที่ประชาชนเข้าถึงได้ในทุกๆ วัน”

ผลงานที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้ คือผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดทั้งประเภทบุคคลและประเภทกลุ่ม อาทิ รางวัลยอดเยี่ยมจากผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง รวมถึงรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศ และรางวัลดีเด่นอีกหลายสิบผลงาน ซึ่งแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเชิงศิลปะและเนื้อหาถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากรากเหง้าความเป็นไทยและยุคสมัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านเทคนิคลายรดน้ำ ที่ต้องอาศัยทั้งความชำนาญและความอดทนในการสร้างสรรค์

ภายในนิทรรศการมีไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด  ภาพวาดลายรดน้ำ 4 ชิ้นงานขนาดใหญ่จากผลงานนักศึกษาประเภทกลุ่ม ซึ่งถ่ายทอดความงดงามของศิลปกรรมไทยด้วยฝีมืออันประณีต บรรจงวาดเส้นสายลายไทยลงบนพื้นที่ขนาดใหญ่ราวกับกำแพงแห่งความทรงจำของรัตนโกสินทร์ โดยใช้เทคนิคลายรดน้ำ ที่เปี่ยมด้วยรายละเอียดลึกซึ้งและความหมายทางวัฒนธรรม ร่วมด้วยผลงานประเภทบุคคลอีกกว่า 78 ชิ้นงาน ถูกนำมาติดตั้งตกแต่งทั่วบริเวณสถานี ซึ่งแต่ละภาพล้วนมีเอก

ลักษณ์เฉพาะตัว โดยในทุกผลงานได้บอกเล่าความรุ่งเรืองของกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านสายตาและจินตนาการของคนรุ่นใหม่ ทั้งในแง่มุมของเรื่องราว สีสัน ความอ่อนช้อย และการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ร่วมสมัยอย่างทรงพลัง พิเศษไปกว่านั้นคือ ผล งานศิลปะทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในนิทรรศการชั่วคราว แต่จะถูกนำไปพิมพ์ลงบนกระจกจริง เพื่อนำไปใช้ประดับตกแต่งในพื้นที่สถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อสำคัญของระบบรถไฟฟ้า MRT และตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เสมือนเป็นการส่งต่อศิลปะจากฝีมือของเยาว ชนไทยให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง และกลายเป็นความภาคภูมิใจที่ยังส่งต่อถึงครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้างสืบไป

อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้มาเยือนนิทรรศการนี้คือ จุดถ่ายภาพจำลองธีมลายไทยร่วมสมัย ที่ออกแบบในลักษณะเวทีละครย้อนยุค ตกแต่งด้วยม่านทองสุดหรู ลายประณีตแบบไทยร่วมสมัย และรายละเอียดฉากหลังที่ร้อยเรียงด้วยลายเส้นอ่อนช้อย เสริมบรรยากาศคลาสสิก สะท้อนเสน่ห์แห่งความไทยในรูปแบบที่เข้าถึงได้จริง พร้อมด้วยระบบจัดแสงระดับมืออาชีพที่ให้ภาพออกมาสวยงามทุกมุม  เพื่อมอบประสบ การณ์ร่วมกับงานศิลป์ให้ผู้ชมสามารถเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะมาคนเดียว มาเป็นคู่ หรือมาเป็นครอบครัว ก็สามารถเก็บภาพความประทับใจท่ามกลางฉากหลังสุดคลาสสิก และนำไปแชร์ต่อบนโลกออนไลน์ได้อย่างภาคภูมิใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รักการถ่ายภาพ หรือสายอาร์ตที่กำลังมองหามุมใหม่ๆ ในการเล่าเรื่องศิลปะไทยร่วมสมัยในชีวิตประจำวัน และเพื่อสร้างประสบการณ์ศิลปะอย่างรอบด้าน BMN ยังชวนร่วมกิจกรรม “สะสมพอยต์แลกของที่ระลึกลายไทยสุดเอ็กซ์คลูซีฟ” ผ่านการช้อปสินค้าใน Metro Mall ทุกวัน เพียงซื้อสินค้าครบ 50 บาท รับ 1 Point แล้วนำมาแลกของสะสมเฉพาะนิทรรศการนี้เท่านั้น ได้แก่ 10 Points (500 บาท): เฟรมการ์ดภาพถ่ายลายไทยสไตล์ร่วมสมัย , 20 Points (1,000 บาท): เทียนหอมลายรดน้ำ ดีไซน์ประณีต กลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะงานนี้ ของรางวัลทุกชิ้นสะท้อนเสน่ห์ลายไทยร่วมสมัย เหมาะสำหรับเก็บสะสมหรือมอบเป็นของขวัญ พร้อมสนับสนุนศิลปะของเยาวชนไทยในบรรยากาศศิลป์กลางเมือง

นิทรรศการ “สืบสายลายรัก” เปิดให้ประชาชนเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยหลังจากนั้น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงฯ จะนำผลงานการออกแบบดังกล่าวไปผ่านกรรมวิธีเฉพาะ ก่อนนำไปใช้ในงานตกแต่งภายในสถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณเสาสถานี และผนังสถานีต่อไป BMN มุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ แรงบันดาลใจ และเป็นเวทีให้กับเยาวชนไทยในการแสดงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ผ่านงานศิลป์ที่สะท้อนความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย พร้อมตอกย้ำบทบาทของ BMN ในการเป็นผู้เชื่อมโยงผู้คนกับคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

นายกเมืองพัทยาฯ นำทีมเยือนสื่อ อัปเดตพัทยา ปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ปั้นเมืองสวยระดับโลก

นายกเมืองพัทยาฯ นำทีมเยือนสื่อ อัปเดตพัทยา ปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ปั้นเมืองสวยระดับโลก

นายกเมืองพัทยาฯ นำทีมเยือนสื่อ อัปเดตพัทยา ปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ปั้นเมืองสวยระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.47 น.

ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมคณะผู้บริหารและทีมงานประชาสัมพันธ์ เดินสายเข้าพบปะผู้บริหารและกองบรรณาธิการสื่อมวลชน ระหว่างวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนข่าวสารของเมืองพัทยาด้วยดีเสมอมา พร้อมใช้โอกาสนี้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก (ถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการ “พลิกโฉมเมืองพัทยา” ให้มีความสวยงาม ทันสมัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก 

จากเมืองท่องเที่ยว สู่ “เมืองน่าอยู่-น่าเที่ยว” ระดับสากล ในการหารือ นายปรเมศวร์ ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ใหม่ของพัทยาที่ไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการยกเครื่องรูปลักษณ์ของเมืองใหม่ทั้งหมด โดยระบุว่า ภูมิทัศน์ที่สวยงามคือด่านหน้าสำคัญที่จะสร้างความประทับใจแรกให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เจาะลึก 4 เมกะโปรเจกต์ปรับโฉมเมือง: นายกเมืองพัทยา ได้นำเสนอรายละเอียดโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์สำคัญที่กำลังดำเนินการและจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ได้แก่

พลิกโฉมชายหาด: โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดพัทยาและจอมเทียน โดยขยายทางเท้าให้กว้างขวางเพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวและคนออกกำลังกาย (Walkable City) เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงา และจัดระเบียบพื้นที่ชายหาดให้สะอาดตา ปราศจากสิ่งกีดขวาง

เอาสายไฟลงดิน คืนฟ้าใสให้พัทยา เร่งเครื่องโครงการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดินใน 10 เส้นทางหลัก ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อทัศนียภาพที่สวยงามและความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะทำให้พัทยามีความทันสมัยเทียบเท่ามหานครชั้นนำของโลก
เพิ่มพื้นที่สีเขียวและจุดเช็กอิน

การทวงคืนพื้นที่สาธารณะและที่ดินว่างเปล่า นำมาพัฒนาเป็นสวนหย่อม และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อเป็น “ปอด” ของเมือง ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณแหลมบาลีฮายและจุดชมวิวเขาพระตำหนัก ให้เป็นแลนด์มาร์กที่สวยงาม รองรับการถ่ายภาพและการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ

เมืองสว่างไสว: เปลี่ยนโฉมระบบไฟฟ้าส่องสว่างเป็น LED ดีไซน์ทันสมัยทั่วเมือง ไม่เพียงแค่เพื่อความสวยงามยามค่ำคืน แต่ยังเป็นการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน) ในทุกตรอกซอกซอย

‘ดร.นุชนารถ ชลคงคา’ อาจารย์รุ่นใหม่ที่ใช้ประสบการณ์จริง จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษา ก้าวสู่ความสำเร็จในโลกธุรกิจ

‘ดร.นุชนารถ ชลคงคา’  อาจารย์รุ่นใหม่ที่ใช้ประสบการณ์จริง  จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษา ก้าวสู่ความสำเร็จในโลกธุรกิจ

‘ดร.นุชนารถ ชลคงคา’ อาจารย์รุ่นใหม่ที่ใช้ประสบการณ์จริง จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษา ก้าวสู่ความสำเร็จในโลกธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทบาทของ “อาจารย์รุ่นใหม่” ไม่ได้มีเพียงหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องเป็นผู้นำทางความคิดและแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษา ดร.นุชนารถ ชลคงคา หรือ อาจารย์จุ๊ก อาจารย์วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้มากความสามารถที่สวมหมวกหลายใบ ทั้งนักวิชาการ นักพัฒนาองค์กร และผู้ประกอบการหญิงยุคใหม่ ปัจจุบัน ไม่เพียงดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ ยังเป็น CEO & Founder ของ Empowering Service Training Center (ESTC) สถาบันด้านการสร้างภาพลักษณ์และการพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ และยังเป็นผู้บริหารแบรนด์ Emprose และ Empress ธุรกิจด้านสกินแคร์และแฟชั่น ที่ต่อยอดจากความหลงใหลในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนในทุกมิติของชีวิต

แรงบันดาลใจมาจากความเชื่อว่า การศึกษาเปลี่ยนชีวิตได้

 “จุ๊กอยากใช้ประสบการณ์จากการทำงานจริง ทั้งการเป็นแอร์โฮสเตส ผู้บริหาร และที่ปรึกษาองค์กร มาถ่ายทอดให้นักศึกษา โดยเฉพาะในเวทีนานาชาติ ที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้และเตรียมตัวแข่งขันได้อย่างมั่นใจในโลกที่ไร้พรมแดน”

เมื่อถามถึง “ความท้าทาย” ของการสอนนักศึกษานานาชาติ  ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยพลังและความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม

ความหลากหลายคือเสน่ห์ การมีนักศึกษาจากหลากหลายประเทศ หมายถึงการต้องเข้าใจทั้ง ภาษา วัฒนธรรม และสัญลักษณ์ ไปพร้อมกัน นี่เป็นเสน่ห์ของความหลากหลายที่ทำให้ห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างสร้างสรรค์ จุ๊กก็พยายามปรับการเรียนการสอนทุกๆ คลาส อย่างเหมาะสม โดยใช้รูปแบบ Interactive Learning ที่ให้นักศึกษาได้ลงมือทำผ่านกิจกรรม Roleplay, Case Study และ Pitching Simulation เพื่อจำลองสถานการณ์จริงในแวดวงธุรกิจและการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม จุ๊กอยากให้ห้องเรียนไม่เงียบ อยากให้ทุกคนกล้าพูด กล้าลอง และกล้าที่จะผิดพลาด เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการได้ลงมือทำจริง”

ทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ในโลกไร้พรมแดน

“การเรียนรู้ยุคใหม่ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตำรา แต่ต้องต่อยอดเป็นทักษะชีวิต นักศึกษายุคปัจจุบันควรพัฒนา 3 ทักษะหลัก คือ Critical Thinking – การคิดอย่างมีวิจารณญาณและรอบด้าน Communication Skills – การสื่อสารเชิงบวกและการนำเสนออย่างมืออาชีพ และ Adaptability – ความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โลกอนาคตไม่ได้วัดกันที่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำความรู้นั้นไปสร้างคุณค่าได้จริง นักศึกษาต้องเรียนรู้ ต้องปรับตัวที่จะเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงคือโอกาสที่จะเติบโต”

ความภาคภูมิใจกับบทบาทอาจารย์รุ่นใหม่

“จุ๊กภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายให้นักศึกษาเห็นศักยภาพของตนเอง และก้าวสู่เวทีโลกด้วยความมั่นใจ หน้าที่ของครูในยุคนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ให้คำสอน แต่ต้องเป็นผู้จุดไฟที่ทำให้นักศึกษากล้าฝัน กล้าทำ และเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง

ในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรังสิต ที่นี่คือบ้านหลังที่สอง ที่ไม่เพียงให้ความรู้ แต่ยังปลูกฝังความกล้าที่จะฝันและสร้างสิ่งใหม่ ๆ วิทยาลัยนานาชาติ คือพื้นที่แห่งโอกาส ที่เปิดประตูให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเติบโตในระดับสากล ไม่ว่าคุณจะมาจากที่ไหน แต่เมื่อจบจากที่นี่ คุณจะมีความมั่นใจทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ และทักษะที่พร้อมทำงานในโลกยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม”

นี่คือ ภาพสะท้อนของอาจารย์รุ่นใหม่ที่รวมความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังบวกไว้ในคนเดียวกัน อาจารย์จุ๊กเชื่อมั่นว่า การศึกษา คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการเปลี่ยนแปลงชีวิต และยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ “ผู้จุดประกาย” ให้กับนักศึกษารังสิตทุกคนได้เห็นคุณค่าของตัวเอง และพร้อมก้าวออกไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกอย่างภาคภูมิใจ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยเติ้งเสี่ยวผิง : ปฏิรูปสู่ความทันสมัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยเติ้งเสี่ยวผิง : ปฏิรูปสู่ความทันสมัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยเติ้งเสี่ยวผิง : ปฏิรูปสู่ความทันสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตงในปี พ.ศ. 2519 ประเทศจีนเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก เติ้ง เสี่ยวผิง(邓小平) เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่เคยถูกกีดกันในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม กลับขึ้นมามีบทบาทสำคัญ ที่ทำให้จีนก้าวออกจากความยากจน   ความวุ่นวายภายในและความโดดเดี่ยว เพื่อขึ้นสู่เวทีโลกด้วยนโยบาย “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” เปลี่ยนโฉมหน้าของจีนจากประเทศที่ล้าหลังให้กลายเป็นยักษ์ทางเศรษฐกิจภายในเวลาไม่กี่ปี

เติ้งเสี่ยวผิงเป็นใครมาจากไหน?

เติ้งเสี่ยวผิงเกิดในปีพ.ศ. 2447 ในมณฑลเสฉวน โดยไม่ได้อยู่ตระกูลผู้ดีหรือชนชั้นสูง เขาเป็นตัวอย่างของ “นักปฏิวัติรุ่นบุกเบิก” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)   ด้วยทัศนคติรักชาติและการแสวงหาความทันสมัยก่อตัวขึ้นตั้งแต่เยาว์วัย      เขาเป็นหนึ่งในนักศึกษาจีนกลุ่มแรกที่เดินทางไปทำงานและศึกษาในฝรั่งเศส ในวัยเพียง 16 ปี ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เขาได้สัมผัสกับแนวคิดทางการเมืองต่างๆ รวมถึงลัทธิมากซ์-เลนิน และเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ก่อตั้งขึ้นในพ.ศ 2464    ต่อจากนั้นเขากลับมาประเทศจีนและเข้าร่วมใน”เดินทัพหมื่นลี้” (Long March)  ของเหมาเจ๋อตงอย่างสมบูรณ์ ทำให้เขากลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มผู้นำรุ่นที่หนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีเหมาเจ๋อตงเป็นแกนนำ

ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ. 1966-1976) เติ้งเสี่ยวผิงถูกประณามว่าเป็น “พวกนิยมทุนนิยมชั้นที่สอง” และถูกปลดออกจากตำแหน่งทั้งหมด เขาถูกส่งไปทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในมณฑลเจียงซี เป็นช่วงที่เขาได้เห็นความเสียหายของประเทศจากนโยบายที่ผิดพลาด

หลังจากเหมาเจ๋อตงเสียชีวิตในปี 1976 และกลุ่ม “คนทั้งสี่” ถูกกวาดล้าง พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการผู้นำที่สามารถพาจีนออกจากความวุ่นวายได้ เติ้งเสี่ยวผิงซึ่งมีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนก้าวกลับมาสู่ตำแหน่งสำคัญผ่านการสนับสนุนจากผู้เห็นพ้องในพรรค

การประชุมกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 11 (พ.ศ. 2521): คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เติ้งเสี่ยวผิงและพันธมิตรสามารถกำหนดทิศทางใหม่ให้กับพรรคได้สำเร็จ โดยยกเลิกนโยบายในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และประกาศให้ “การปรับปรุงเศรษฐกิจ” เป็นเป้าหมายหลักของประเทศ นับจากนั้น เขากลายเป็น “ผู้บัญชาการสูงสุด” แห่งยุคปฏิรูป แม้ว่าจะไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือเลขาธิการพรรคอย่างเป็นทางการก็ตาม

ความยิ่งใหญ่ของเติ้งเสี่ยวผิงอยู่ที่การมองเห็นทางออกที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังสำหรับปัญหาซับซ้อนของจีน นโยบายหลักๆ ที่เขาสนับสนุนได้เปลี่ยนจีนอย่างสิ้นเชิง

1. นโยบาย “ปฏิรูปภายในและเปิดประเทศสู่ภายนอก” (改革开放)

   • ปฏิรูปภายใน: เปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบแผนส่วนกลางที่ไร้ประสิทธิภาพมาเป็นระบบ “เศรษฐกิจแบบตลาดสังคมนิยม” เริ่มต้นด้วยการให้เกษตรกรมีสิทธิ์เช่าที่ดินและขายผลผลิตส่วนเกินได้ผ่าน “ระบบความรับผิดชอบในครัวเรือน” ซึ่งเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างมหาศาล

   • เปิดประเทศสู่ภายนอก: สร้าง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” (SEZ) อย่างเซินเจิ้น จูไห่ ซัวเถา และเซี่ยเหมิน เพื่อดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี และความรู้ด้านการจัดการจากต่างชาติ นี่คือจุดเริ่มต้นของการที่จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก”

2. หลักการ “แมวสีขาวหรือสีดำ จับหนูได้คือแมวดี”

   • นี่คือคำกล่าวที่โด่งดังของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าระบบจะเป็นสังคมนิยมหรือทุนนิยมแบบไหน ถ้ามันสามารถพัฒนาอำนาจผลิตและปรับปรุงชีวิตผู้คนได้ ก็เป็นระบบที่ดี นี่เป็นการปลดปล่อยความคิดของคนจีนจากการยึดติดกับอุดมการณ์อย่างเดียว และหันมาเน้นที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

3. การส่งเสริมการศึกษาและวิทยาศาสตร์

   • เขาฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Gaokao) ที่ถูกระงับไปในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม สร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีความสามารถได้เรียนตามความสามารถ ไม่ใช่ตามภูมิหลังทางชนชั้น

4. นโยบาย “หนึ่งประเทศสองระบบ”

   • เติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้เสนอแนวคิดนี้สำหรับการกลับคืนของฮ่องกงและมาเก๊าไปยังจีน ทำให้ทั้งสองเขตปกครองพิเศษสามารถรักษาระบบเศรษฐกิจและสังคมเดิมไว้ได้เป็นเวลา 50 ปี ซึ่งช่วยให้การโอนถ่ายอำนาจเป็นไปอย่างสันติ

สรุป

สมัยเติ้งเสี่ยวผิง คือยุคทองแห่งการฟื้นฟูและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาเป็นผู้นำที่จริงจังซึ่งพาจีนที่บอบช้ำจากอดีต ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดทางอุดมการณ์ ไปสู่เส้นทางที่ปฏิบัติได้จริงและมุ่งพัฒนาประเทศเป็นสำคัญ มรดกทางเศรษฐกิจที่เขาวางไว้คือรากฐานที่มั่นคงที่ทำให้จีนในวันนี้มีอิทธิพลต่อโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะยังมีคำถามเกี่ยวกับด้านอื่นๆ เช่น เสรีภาพส่วนบุคคล แต่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่ายุคของเติ้งเสี่ยวผิงคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดบทหนึ่งของการพลิกโฉมประเทศในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

โดย อาทร  จันทวิมล