โจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย ฉกทรัพย์สินธนาคารเยอรมัน 1.1 พันล้านบาท

โจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย ฉกทรัพย์สินธนาคารเยอรมัน 1.1 พันล้านบาท

31 ธ.ค. 2568 01:45 น.

โจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย ฉกทรัพย์สินธนาคารเยอรมัน 1.1 พันล้านบาท

ตำรวจเยอรมันกำลังล่าตัวแก๊งโจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย กวาดทรัพย์สินกว่า 1.1 พันล้านบาท เผยคนร้ายลงมืออย่างเป็นมืออาชีพมาก

เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ตำรวจเยอรมนีเปิดเผยว่า เกิดเหตุกลุ่มหัวขโมยใช้สว่านขนาดใหญ่เจาะเข้าไปในห้องนิรภัยของธนาคารสาขาหนึ่งทางตะวันตกของเยอรมนี พร้อมกวาดเงินสดและทรัพย์สินมีค่ารวมมูลค่าประมาณ 30 ล้านยูโร (ราว 1,100 ล้านบาท) หลบหนีไปได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ธนาคารสปาร์คาสเซอ (Sparkasse) บนถนนนีนโฮฟสตราสเซอ (Nienhofstrasse) ในย่านบูเออร์ (Buer) ของเมืองเกลเซนเคียร์เชิน โดยหลังจากเจาะเข้าไปในห้องนิรภัยแล้ว คนร้ายได้งัดตู้เซฟมากกว่า 3,000 ตู้ ซึ่งภายในบรรจุทั้งเงินสด ทองคำ และเครื่องประดับ

โฆษกตำรวจเผยว่า พวกเขาได้รับแจ้งเหตุหลังจากสัญญาณเตือนอัคคีภัยดังขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ และเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับภาพยนตร์แนวโจรกรรมชื่อดังของฮอลลีวูดอย่าง Ocean’s Eleven โดยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า การลงมือครั้งนี้ “ทำได้อย่างเป็นมืออาชีพมาก”

จากการสืบสวนเบื้องต้นคาดว่า คนร้ายบุกเข้าไปในธนาคารและหลบหนีออกไปทางลานจอดรถที่อยู่ติดกัน โดยพยานระบุว่าเห็นชายหลายคนถือถุงขนาดใหญ่บริเวณบันไดของลานจอดรถในช่วงคืนวันเสาร์ต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นรถยนต์ยี่ห้อ ออดี (Audi) รุ่น RS 6 สีดำ ขับออกจากลานจอดรถในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ โดยตำรวจยอมรับว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรายใด และกลุ่มผู้ก่อเหตุยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี

ทางด้านลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบได้รับคำแนะนำให้ติดต่อธนาคารสปาร์คาสเซอ ซึ่งได้จัดตั้งสายด่วนไว้รองรับแล้ว ขณะที่ตำรวจต้องเข้าตรึงกำลังบริเวณทางเข้าสาขาเมื่อวันอังคาร หลังจากมีลูกค้าจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอข้อมูล

ข้อความบนเว็บไซต์ของธนาคารสปาร์คาสเซอ ระบุว่า ธนาคารสาขาที่ถูกโจรกรรมจะยังคงปิดให้บริการในวันอังคาร โดยทางธนาคารแจ้งว่า ตู้เซฟของลูกค้าถึง 95% ถูกคนร้ายงัดเปิดออก ดังนั้นโอกาสที่ลูกค้าจะได้รับผลกระทบจึงมี “สูงมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนเสนอกฎหมาย ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ปกป้องเด็กจากแชตบอต

จีนเสนอกฎหมาย ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ปกป้องเด็กจากแชตบอต

30 ธ.ค. 2568 23:46 น.

จีนเสนอกฎหมาย ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ปกป้องเด็กจากแชตบอต

จีนเสนอกฎหมายใหม่ เพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์ คุ้มครองเด็กและเยาวชน และป้องกันไม่ให้แชตบอตให้คำแนะนำที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ว่า รัฐบาลจีนเสนอกฎหมายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้แชตบอตให้คำแนะนำที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเองหรือการใช้ความรุนแรง

ภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว ผู้พัฒนาจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าโมเดล AI ของตนจะไม่สร้างเนื้อหาที่ส่งเสริมการพนันด้วยเช่นกัน

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่มีการเปิดตัวแชตบอตจำนวนมากทั้งในประเทศจีนและทั่วโลก โดยเมื่อมีการสรุปและประกาศใช้อย่างเป็นทางการ กฎหมายเหล่านี้จะถูกบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการด้าน AI ทั้งหมดในจีน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และกำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักเรื่องความปลอดภัย

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดย สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ครอบคลุมถึงมาตรการคุ้มครองเด็ก รวมถึงการกำหนดให้บริษัท AI ต้องมีฟังก์ชันการตั้งค่าส่วนบุคคล มีการจำกัดระยะเวลาการใช้งาน และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนจะให้บริการแชตบอตในเชิง “เพื่อนทางอารมณ์” (emotional companionship)

CAC ระบุด้วยว่า ผู้ให้บริการแชตบอตจะต้องจัดเตรียมพนักงานที่เป็นมนุษย์ให้เข้ามาควบคุมการสนทนาแทนทันที หากบทสนทนานั้นเกี่ยวข้องกับการจบชีวิตตัวเองหรือการทำร้ายตัวเอง และต้องแจ้งให้ผู้ปกครองหรือผู้ติดต่อฉุกเฉินทราบในทันที

นอกจากนั้น ผู้ให้บริการ AI ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริการของตนจะไม่สร้างหรือเผยแพร่ “เนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ทำความเสื่อมเสียต่อเกียรติยศและผลประโยชน์ของชาติ [หรือ] บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ”

อย่างไรก็ตาม CAC กล่าวว่าทางหน่วยงานให้การสนับสนุนการนำ AI มาใช้งานในด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น และการสร้างเครื่องมือสำหรับเป็นเพื่อนดูแลผู้สูงอายุ ตราบใดที่เทคโนโลยีนั้นมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ พร้อมกันนี้ยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนด้วย

อนึ่ง ในช่วงปี 2568 DeepSeek บริษัท AI ของจีนเพิ่งตกเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลกหลังจากทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชาร์ตแอปพลิเคชันยอดนิยม และในเดือนนี้ Z.ai และ Minimax สองสตาร์ทอัพของจีนซึ่งมีผู้ใช้งานรวมกันหลายสิบล้านคน ก็เพิ่งประกาศแผนการที่จะจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของ AI ที่มีต่อพฤติกรรมมนุษย์เริ่มถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT กล่าวในปีนี้ว่า วิธีที่แชตบอตตอบโต้ในบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตัวเอง ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่ยากที่สุดของบริษัท

เมื่อเดือนสิงหาคม ครอบครัวหนึ่งในแคลิฟอร์เนียยื่นฟ้อง OpenAI หลังการเสียชีวิตของลูกชายวัย 16 ปี โดยพวกเขากล่าวหาว่า ChatGPT สนับสนุนให้เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ทำให้คดีนี้กลายเป็นครั้งแรกที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมายกล่าวหาว่า AI มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูโรสตาร์ ระงับบริการรถไฟทั้งหมด เหตุไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ

ยูโรสตาร์ ระงับบริการรถไฟทั้งหมด เหตุไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ

30 ธ.ค. 2568 22:09 น.

ยูโรสตาร์ ระงับบริการรถไฟทั้งหมด เหตุไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ

ยูโรสตาร์ประกาศระงับบริการรถไฟทั้งหมด หลังจากเกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดปีใหม่

เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ยูโรสตาร์ (Eurostar) ประกาศระงับการให้บริการรถไฟทั้งหมดในยุโรป หลังเกิดปัญหาขัดข้องของระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ส่งผลให้เกิดความสับสนวุ่นวายในหมู่นักเดินทาง ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ ซึ่งจะมีผู้ใช้บริการหนาแน่นที่สุด

ผู้โดยสารจำนวนมากต้องเร่งหาทางเลือกอื่นในการเดินทาง หลังจากยูโรสตาร์ประกาศเลื่อนเที่ยวรถไฟทุกเที่ยวระหว่างลอนดอน, ปารีส, อัมสเตอร์ดัม และบรัสเซลส์

“เกิดปัญหาการจ่ายกระแสไฟฟ้าในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ส่งผลให้รถไฟขนส่ง (shuttle train) ขบวนหนึ่งต้องหยุดชะงักอยู่ภายใน” โฆษกของยูโรสตาร์กล่าว “การเดินทางไปและกลับจากลอนดอนทั้งหมดจะถูกระงับจนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป”

เว็บไซต์ของยูโรสตาร์ระบุว่า แม้แต่เส้นทางเดินรถบนภาคพื้นทวีปที่ไม่ได้ใช้อุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ เช่น เส้นทางระหว่างปารีสและบรัสเซลส์ ก็ถูกยกเลิกด้วยเช่นกัน

ประกาศของยูโรสตาร์ทำให้มีผู้โดยสารจำนวนมากพร้อมกระเป๋าเดินทางของพวกเขา ตกค้างอยู่ที่สถานีรถไฟหลายแห่งเช่น สถานีเซนต์แพนคราส ในลอนดอน และสถานีการ์ดูนอร์ และนักเดินทางหลายคนก็แสดงความไม่พอใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านสื่อ

“ฉันผิดหวังมาก เดิมทีพวกเราตั้งใจจะไปฉลองคืนข้ามปีกันที่ปารีส” เจสสิก้า ผู้ประสานงานธุรกิจวัย 21 ปี ซึ่งวางแผนจะเดินทางไปฝรั่งเศสกับเพื่อนอีกสามคน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ที่ลอนดอน “พวกเรากำลังลองดูว่าจะหาตั๋วใหม่อื่นๆ ได้ไหม ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องอยู่ที่ลอนดอนต่อ”

ด้านโจดี้ (ไม่เปิดเผยนามสกุล) จองที่พักผ่าน Airbnb ในเมืองหลวงของฝรั่งเศสไว้จนถึงวันที่ 4 มกราคม สำหรับตัวเธอ สามี และลูกสาววัย 4 ขวบ แต่รถไฟของเธอกลับถูกยกเลิก “พวกเราไม่สามารถหาตั๋วสำหรับวันพรุ่งนี้ได้เลย มันทำให้แผนวันหยุดของเราพังไปหมด ตอนนี้กำลังลองหาเส้นทางอื่นอยู่”

บริษัท Getlink ผู้ให้บริการอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษระบุว่า การจราจรของรถไฟจะค่อยๆ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงบ่ายวันอังคาร อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารยังคงตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะได้เดินทางเมื่อไหร่ หรือจะได้เดินทางหรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ยูโรสตาร์มียอดผู้โดยสารสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 19.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 5% จากปี 2566 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมงานโอลิมปิกและพาราลิมปิกในปารีส

ยูโรสตาร์ถือเป็นผู้ครองตลาดเพียงรายเดียวในการให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านอุโมงค์ที่เชื่อมระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส นับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2537

อย่างไรก็ตาม ริชาร์ด แบรนสัน นักธุรกิจชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งสายการบินเวอร์จิน (Virgin) ได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะเปิดให้บริการคู่แข่ง ขณะที่บริษัท “เทรนอิตาเลีย” (Trenitalia) ของอิตาลี ก็ได้แสดงเจตจำนงที่จะเข้ามาแข่งขันกับยูโรสตาร์ในเส้นทางปารีส-ลอนดอน ภายในปี 2572 เช่นกัน

การหยุดชะงักในวันอังคารนี้ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่ส่งผลกระทบต่อยูโรสตาร์ ในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราคาตั๋วที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะในเส้นทางปารีส-ลอนดอน

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก็เกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องจนทำให้ยูโรสตาร์ต้องยกเลิกการให้บริการและเกิดความล่าช้าอย่างหนักมาแล้ว ขณะที่ในเดือนมิถุนายน เหตุลักลอบตัดสายเคเบิลบนรางรถไฟทางตอนเหนือของฝรั่งเศสก็ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องถึงสองวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซาอุฯ บอมบ์ท่าเรือเยเมน สกัดอาวุธจากยูเออี พร้อมเตือนเอมิเรตส์ทำตัว “อันตรายอย่างยิ่ง”

ซาอุฯ บอมบ์ท่าเรือเยเมน สกัดอาวุธจากยูเออี พร้อมเตือนเอมิเรตส์ทำตัว "อันตรายอย่างยิ่ง"

30 ธ.ค. 2568 15:39 น.

ซาอุฯ บอมบ์ท่าเรือเยเมน สกัดอาวุธจากยูเออี พร้อมเตือนเอมิเรตส์ทำตัว “อันตรายอย่างยิ่ง”

กองทัพซาอุดีอาระเบียได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มท่าเรือเมืองมูคาลลา ทางตอนใต้ของเยเมน โดยระบุว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อทำลายอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่ส่งมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เพื่อสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดน “สภาเปลี่ยนผ่านแดนใต้” (STC) พร้อมออกแถลงการณ์เตือนยูเออีโดยตรงว่า การกระทำดังกล่าวกำลังนำไปสู่สถานการณ์ที่ “อันตรายอย่างยิ่ง”

สำนักข่าวซาอุดี (SPA) รายงานอ้างคำแถลงของกองทัพว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเรือขนส่งสินค้าที่เดินทางมาจากท่าเรือฟูไจราห์ของยูเออี ได้ทำการปิดระบบติดตามและแอบลำเลียงอาวุธรวมถึงยานยนต์หุ้มเกราะจำนวนมากส่งให้แก่กลุ่ม STC

กองทัพซาอุฯ ระบุว่าอาวุธเหล่านี้ถือเป็นภัยคุกคามที่จวนตัวและเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ทำลายสันติภาพ จึงได้ตัดสินใจใช้กำลังทางอากาศโจมตีเป้าหมายอย่างจำกัดในช่วงกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียต่อพลเรือน ขณะที่ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ระบุว่าเป้าหมายหลักคือเรือ “Greenland” ซึ่งจดทะเบียนในเซนต์คิตส์ และพบประวัติการเดินทางออกจากยูเออีเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา

แม้ว่าซาอุดีอาระเบียและยูเออีจะเป็นพันธมิตรใกล้ชิดในหลายประเด็นและเป็นสมาชิกกลุ่มเอเปก เช่นเดียวกัน แต่ในสงครามเยเมน ทั้งสองประเทศกลับสนับสนุนขั้วอำนาจที่แตกต่างกันในการต่อสู้กับกลุ่มกบฏฮูตีที่อิหร่านหนุนหลัง ความขัดแย้งครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการแข่งขันเพื่อแผ่อิทธิพลเหนือภูมิภาคทะเลแดงและนโยบายเศรษฐกิจที่เริ่มแยกทางกันอย่างชัดเจน

กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์โจมตียูเออีโดยตรงเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าพฤติการณ์ของยูเออีในการหนุนหลังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนให้รุกคืบยึดพื้นที่นั้น เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

ภายหลังเหตุโจมตี กองกำลังฝ่ายต่อต้านกบฏฮูตีในเยเมนได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน และมีคำสั่งยุติความร่วมมือกับยูเออีทุกรูปแบบ พร้อมทั้งยื่นคำขาดให้กองกำลังของเอมิเรตส์ทั้งหมดออกจากดินแดนเยเมนภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสั่งระงับการเดินทางข้ามพรมแดน ท่าเรือ และสนามบินทุกแห่งเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากซาอุดีอาระเบียเท่านั้น

ในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ และยูเออีพุ่งสูงขึ้น สถานการณ์รอบทะเลแดงก็ยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานว่าอิสราเอลได้ให้การรับรองสถานะความเป็นรัฐอิสระของ “โซมาลีแลนด์” เป็นชาติแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มกบฏฮูตีที่ขู่จะโจมตีเป้าหมายของอิสราเอลในพื้นที่ดังกล่าวทันที

นอกจากนี้ สงครามตัวแทนระหว่างซาอุฯ และยูเออี ยังปรากฏให้เห็นในความขัดแย้งที่ประเทศซูดาน ซึ่งทั้งสองชาติเลือกสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกัน ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาตะวันออกกำลังตกอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง.

ที่มา Associated Press

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มเรือขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มเรือขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย

30 ธ.ค. 2568 12:51 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มเรือขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย

กองบัญชาการภาคใต้สหรัฐฯ เผยปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อเรือต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องเครือข่ายก่อการร้ายในน่านน้ำสากลในมหาสมุทรแปซิฟิก คร่าชีวิต 2 ราย ไม่มีทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “Southern Spear” ที่มุ่งตัดเส้นทางค้ายาเสพติดและก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากสภาคองเกรสและองค์กรสิทธิมนุษยชน

กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (SOUTHCOM) แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมา กองกำลังเฉพาะกิจร่วม “Southern Spear” ได้ปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธต่อเรือลำหนึ่งในน่านน้ำสากล ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มที่ถูกระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย ตามคำสั่งของนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ปฏิบัติการครั้งนี้ส่งผลให้ชายบนเรือเสียชีวิต 2 ราย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธการ “Operation Southern Spear” ในสมัยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พุ่งเป้ากวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดสะสมแล้วอย่างน้อย 107 ราย โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีผู้เสียชีวิตเหล่านี้เป็น “ผู้ต่อสู้ที่ผิดกฎหมาย” (Unlawful Combatants) ซึ่งส่งผลให้กองทัพสามารถใช้กำลังอาวุธสังหารได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบทางกระบวนการยุติธรรม ตามข้อกำหนดลับของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ท่ามกลางการตั้งคำถามจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วน

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ ได้ทำลาย “สถานประกอบการขนาดใหญ่” ในพื้นที่ท่าเรือของเวเนซุเอลา ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นจุดที่ใช้โหลดยาเสพติดขึ้นเรือ โดยระบุสั้นๆ ว่าพื้นที่ดังกล่าว “ไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว”

นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า CIA ได้ใช้โดรนโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณท่าเรือชายฝั่งเวเนซุเอลาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการโจมตีเป้าหมายภายในดินแดนเวเนซุเอลาโดยตรงครั้งแรกที่โลกได้รับรู้ ควบคู่ไปกับการส่งกองเรือรบปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร

ด้านประธานาธิบดี นีโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ได้ออกมาประณามการส่งกำลังทหารของสหรัฐฯ ในน่านน้ำทะเลแคริบเบียนว่าเป็น “การก่อการร้ายทางจิตวิทยา” ขณะที่สภาแห่งชาติเวเนซุเอลาได้เร่งอนุมัติกฎหมายใหม่ กำหนดโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี สำหรับใครก็ตามที่ให้การสนับสนุน “การโจรสลัด” หรือ “การปิดล้อม” เพื่อตอบโต้มาตรการของทรัมป์

ในขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายสุดท้ายในเวเนซุเอลา แต่ยังคงย้ำคำเตือนเดิมว่าคงจะ “ฉลาดกว่า” หากมาดูโรยอมก้าวลงจากตำแหน่ง ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงไปกว่านี้.

ที่มา CNN

“ทรัมป์” เมินจีนซ้อมรบปิดล้อมไต้หวัน ลั่น “ไม่กังวล” เชื่อความสัมพันธ์ “สี จิ้นผิง” ยังดีเยี่ยม

"ทรัมป์" เมินจีนซ้อมรบปิดล้อมไต้หวัน ลั่น "ไม่กังวล" เชื่อความสัมพันธ์ "สี จิ้นผิง" ยังดีเยี่ยม

30 ธ.ค. 2568 11:54 น.

“ทรัมป์” เมินจีนซ้อมรบปิดล้อมไต้หวัน ลั่น “ไม่กังวล” เชื่อความสัมพันธ์ “สี จิ้นผิง” ยังดีเยี่ยม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุ “ไม่กังวล” ต่อการซ้อมรบทางทหารของจีนรอบเกาะไต้หวัน มองเป็นกิจกรรมที่ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว ขณะกองทัพจีนเปิดฉากซ้อมรบสองวันจำลองการปิดล้อมและยึดพื้นที่สำคัญของเกาะ เพื่อตอบโต้แนวโน้มเอกราชและการแทรกแซงจากภายนอก พร้อมย้ำว่าตนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดถึงกรณีที่กองทัพจีนเปิดฉากซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวัน โดยระบุว่าเขา “ไม่รู้สึกกังวล” ต่อสถานการณ์ดังกล่าว แม้ว่าการซ้อมรบในครั้งนี้จะเป็นการจำลองสถานการณ์การปิดล้อมเกาะไต้หวันอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม

“ผมมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และเขาก็ไม่ได้บอกอะไรผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่แน่นอนว่าผมเห็นมันแล้ว” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมเสริมว่ากองทัพเรือจีนซ้อมรบในพื้นที่ดังกล่าวมานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงไม่มีอะไรที่เขาต้องกังวล

การซ้อมรบระยะเวลา 2 วันซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ธ.ค.)  เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงขายอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งให้แก่ไต้หวัน มูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.46 แสนล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเครื่องยิงจรวดล้ำสมัยและขีปนาวุธหลายประเภท สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก

กองทัพจีนระบุว่าการซ้อมรบครั้งนี้เป็น “คำเตือน” ต่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในไต้หวันและการแทรกแซงจากภายนอก โดยในวันอังคารมีการซ้อมยิงกระสุนจริงต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ 5 จุดรอบเกาะไต้หวัน พร้อมระดมทั้งเรือทำลายล้าง เรือฟริเกต และเครื่องบินทิ้งระเบิด เพื่อทดสอบขีดความสามารถในการประสานงานระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศ

กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานว่า พบเครื่องบินรบของจีนถึง 130 ลำวนเวียนอยู่รอบเกาะเมื่อเช้าวันอังคาร โดยในจำนวนนี้กว่า 90 ลำได้บินข้าม “เส้นแบ่งกึ่งกลางช่องแคบ” ซึ่งเป็นแนวเขตแดนไม่เป็นทางการในช่องแคบไต้หวัน นอกจากนี้ยังพบเรือรบจีนอีกกว่า 10 ลำ ทำให้ไต้หวันต้องสั่งการให้กองทัพเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเตรียมระบบขีปนาวุธชายฝั่งให้พร้อมตอบโต้

ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียตำหนิจีนว่า การยกระดับแรงกดดันทางทหารไม่ใช่สิ่งที่มหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบควรทำ พร้อมยืนยันว่าไต้หวันจะไม่เป็นฝ่ายจุดชนวนความขัดแย้ง แต่จะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ซูซาน เชิร์ก อดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า การซ้อมรบครั้งนี้จีนต้องการส่งสัญญาณไปที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” มากกว่าชาวไต้หวัน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการขายอาวุธ ขณะเดียวกันเธอก็กังวลว่า ทรัมป์อาจมีแนวทางการเมืองแบบ “เน้นการแลกเปลี่ยน” ซึ่งเขาอาจยอมลดระดับความช่วยเหลือทางทหารต่อไต้หวัน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือข้อตกลงทางการค้ากับจีนในอนาคต

ขณะที่ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ย้ำชัดเจนว่า จีนจำเป็นต้องตอบโต้อย่างรุนแรงต่อการยั่วยุของกลุ่มหนุนเอกราชในไต้หวัน และการขายอาวุธของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า “การรวมชาติ” เป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่จีนต้องทำให้สำเร็จ.

ที่มา BBC

อัษฎางค์ ตั้งคำถามสังคมไทย ศักดิ์ศรี ‘นักการเมือง’ ดังกว่าความมั่นคง ‘ประมุขแห่งรัฐ’ หรือไม่?

อัษฎางค์ ตั้งคำถามสังคมไทย ศักดิ์ศรี ‘นักการเมือง’ ดังกว่าความมั่นคง ‘ประมุขแห่งรัฐ’ หรือไม่?

อัษฎางค์ ตั้งคำถามสังคมไทย ศักดิ์ศรี ‘นักการเมือง’ ดังกว่าความมั่นคง ‘ประมุขแห่งรัฐ’ หรือไม่?

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.00 น.

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า สังคมไทยต้องตั้งคำถามต่อว่า ศักดิ์ศรีของ ‘นักการเมือง’ ในยุคนี้ มีเสียงดังกว่าความมั่นคงของ ‘ประมุขแห่งรัฐ’  ความย้อนแย้งเชิงบรรทัดฐาน #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

หมายเหตุ: ข้อเขียนต่อไปนี้มิได้มีเจตนาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของดราม่าที่เกิดขึ้น หรือเข้าข้าง/ปกป้องฝ่ายใด แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50(1) ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งรวมถึงการเคารพและสนับสนุนบทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐตามรัฐธรรมนูญ

จากดราม่า สส.ไอซ์ และ ดร.อานนท์

มีการติดแฮชแท็กและคลิปข่าวเรียกร้องให้นิด้าแสดงจุดยืน ต่อมา นิด้ามีแถลงการณ์ยอมรับว่ากำลังตรวจสอบกรณีบุคลากรของสถาบันโพสต์พาดพิงและจะดำเนินการตามระเบียบ

เรื่องนี้สังคมอาจมองว่า นิด้า ออกแถลงการณ์ เป็นสิ่งที่เป็นบรรทัดฐานที่ดี 

แต่ยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีอาจารย์ที่บิดเบือน/จาบจ้วงสถาบันฯ หรือให้ท้ายพวกล้มเจ้า แต่มหาวิทยาลัยเหล่านั้นกลับเงียบ

ทำไมเงียบ?

ผมจะลองวิเคราะห์ วิจารณ์ในทางวิชาการดู

“ความรวดเร็วในการตอบสนองของนิด้า” เทียบกับ “ความเงียบของมหาวิทยาลัยอื่นในกรณีจาบจ้วงสถาบันฯ”

“ปฏิกิริยาที่รวดเร็วของนิด้าเป็นสิ่งที่ดีและควรชื่นชม แต่สังคมไทยต้องตั้งคำถามต่อว่า ทำไมความกระตือรือร้นนี้จึงไม่เกิดขึ้นกับกรณีที่บ่อนทำลายความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ? หรือว่า

ศักดิ์ศรีของ ‘นักการเมือง’ ในยุคนี้ มีเสียงดังกว่าความมั่นคงของ ‘ประมุขแห่งรัฐ’ ในรั้วมหาวิทยาลัย?”

กรณี อ.อานนท์ ประเด็นที่ถูกร้องเรียนถูกตีกรอบว่าเป็นเรื่อง “การคุกคาม” และ “การเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ซึ่งในโลกยุคใหม่และมาตรฐานสากล เรื่องนี้เป็น Red Line (เส้นตาย) ที่

องค์กรตัดสินง่ายกว่าในมุมมอง HR (ทรัพยากรบุคคล) นิด้าจึงต้องรีบตัดไฟเพื่อรักษาภาพลักษณ์องค์กรที่มีธรรมาภิบาล

กรณีอาจารย์มหาวิทยาลัยอื่น (ประเด็นสถาบันฯ) มักถูกผู้กระทำหรือกองเชียร์ตีกรอบว่าเป็นเรื่อง “เสรีภาพทางวิชาการ” หรือ “ความเห็นต่างทางการเมือง” ซึ่งมหาวิทยาลัยมักใช้เป็นเกราะป้องกัน

การไม่ดำเนินการใดๆ เพราะกลัวแรงเสียดทานจากเครือข่ายวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ที่จะหาว่ามหาวิทยาลัยปิดกั้นทางความคิด แม้เนื้อหาจะหมิ่นเหม่กฎหมาย แต่ตราบใดที่ศาลยังไม่ตัดสิน

มหาวิทยาลัยมักเลือกที่จะ “เพิกเฉย” 

อำนาจการต่อรองของผู้ร้องเรียน

คุณไอซ์ รักชนก ไม่ได้มาในฐานะชาวเน็ตธรรมดา แต่มาในฐานะ “ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ” และมี “ฐานแฟนคลับในโซเชียลมีเดีย” ที่พร้อมจะถล่มเพจองค์กร การที่ ส.ส. ร้องเรียนหน่วยงานรัฐ (หรือใน

กำกับรัฐ) เป็นเรื่องที่ผู้บริหารต้อง “Take Action” ทันทีตามระบบราชการ เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าละเว้น

ประชาชนที่ร้องเรียนเรื่องสถาบันฯ แม้จะมีจำนวนมาก แต่บ่อยครั้งขาด “หัวขบวน” ที่มีสถานะทางกฎหมายหรืออำนาจการเมืองที่ชัดเจนในการกดดันสภามหาวิทยาลัย ทำให้เสียงเรียกร้องมักไป

ไม่ถึงระดับนโยบาย หรือถูกปัดตกเงียบๆ

วัฒนธรรมองค์กรและกลุ่มเป้าหมาย

NIDA เป็นสถาบันที่เน้นสร้าง “นักบริหาร” และ “ข้าราชการระดับสูง” ความคาดหวังต่อการวางตัวจึงสูงมาก สูงกว่าสถาบันอื่น

มหาวิทยาลัยอื่นๆ (เช่น ธรรมศาสตร์, จุฬาฯ ฯลฯ) มีประวัติศาสตร์ของการเป็นพื้นที่ปะทะทางความคิด บางแห่งมีวัฒนธรรมที่ยอมรับความก้าวร้าวทางความคิดได้มากกว่า ในนามของการ “เบิก

เนตร” หรือการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ทำให้เพดานความอดทนต่อพฤติกรรมหมิ่นเหม่สถาบันฯ สูงกว่า

ยุทธศาสตร์ “เลือกปฏิบัติเพื่อความอยู่รอด” 

ต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า องค์กรการศึกษาไทยกำลังเล่นเกม “Play Safe”

การลงโทษคนที่ “บูลลี่รูปลักษณ์/บุพการี” เป็นสิ่งที่ ใครๆ ก็เห็นด้วย (Low Risk, High Gain) ทำแล้วดูหล่อ ดูมีจริยธรรมทันที

การลงโทษคนที่ “จาบจ้วงสถาบันฯ” เป็นเรื่องที่ เสี่ยงต่อทัวร์ลงจากฝ่ายก้าวหน้า และสื่อตะวันตก (High Risk) มหาวิทยาลัยจึงเลือกที่จะเงียบ จนกว่าจะมีคำสั่งศาล เพื่อเซฟตัวเอง

บทสรุป

สิ่งที่เห็นคือ “ความล้มเหลวของการสร้างมาตรฐานจริยธรรมกลาง” ของสังคมไทย

ถ้าเราจะพัฒนาการเมืองไทยให้พ้นวิกฤต มหาวิทยาลัยและสถาบันหลักต้องกล้าหาญที่จะกำหนดบรรทัดฐานว่า

1. เสรีภาพทางวิชาการ ต้องไม่รวมถึงการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ไม่ว่าจะต่อบุคคลธรรมดา หรือต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

2. มาตรฐานการสอบสวนจริยธรรม ต้องรวดเร็วเท่าเทียมกัน ไม่ว่าผู้ร้องเรียนจะเป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน หรือ ประชาชนผู้จงรักภักดี

“ปฏิกิริยาที่รวดเร็วของนิด้าเป็นสิ่งที่ดีและควรชื่นชม แต่สังคมไทยต้องตั้งคำถามต่อว่า ทำไมความกระตือรือร้นนี้จึงไม่เกิดขึ้นกับกรณีที่บ่อนทำลายความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ? หรือว่า

ศักดิ์ศรีของ ‘นักการเมือง’ ในยุคนี้ มีเสียงดังกว่าความมั่นคงของ ‘ประมุขแห่งรัฐ’ ในรั้วมหาวิทยาลัย?”

หมอวรงค์ ลากไส้ ฮุน เซน ทำไมดูเร่งรีบให้ประชุมเจบีซี

หมอวรงค์ ลากไส้ ฮุน เซน ทำไมดูเร่งรีบให้ประชุมเจบีซี

หมอวรงค์ ลากไส้ ฮุน เซน ทำไมดูเร่งรีบให้ประชุมเจบีซี

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความระบุว่า ไทยภักดียกเลิก MOU43 และ MOU44”  

ผมแปลกใจมากกับท่าทีของฮุนเซน ที่ออกมา บอกว่า ไม่ยอมรับการยึดครองโดยใช้กำลัง และเรียกร้องให้ประชุมJBC ในต้นสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2569 นี้เลย(ดูท่าเร่งรีบมาก)
สะท้อนให้เห็นว่า กลไก JBC ซึ่งเป็นเงื่อนไขของ MOU43 ฝ่ายเขมรเขามั่นใจมากว่า เขาได้ประโยชน์เต็มที่ ซึ่งทางพรรคไทยภักดีจะวิเคราะห์ให้ฟัง

1.MOU 43 เป็นบันทึกความเข้าใจเพื่อสำรวจและปักหลักเขตแดน โดยยึด

1.ก อนุสัญญา1904 

1.ข สนธิสัญญา1907 

1.ค แผนที่มาตราส่วน 1ต่อ2แสน”ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรการปักปันเขตแดน” และเอกสารอื่นๆ

การที่ระบุว่า แผนที่มาตราส่วน 1ต่อ2แสน”ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรการปักปันเขตแดน” ซึ่งไม่จริง เพราะแผนที่1ต่อ2แสน โดยเฉพาะระวางดงรัก(แถบเขาพระวิหาร) เขมรเคยร้องให้ศาลโลกตัดสินว่า “เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน” แต่ศาลโลกก็ไม่มีคำตัดสิน

ที่สำคัญแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน เป็นแผนที่ที่วาดผิด ไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญาและอนุสัญญา ไม่มีการลงลายมือชื่อของตัวแทนคณะกรรมการฝ่ายไทยเลย และฝ่ายไทยก็ไม่ยอมรับมาตลอด

การที่ระบุใน MOU 43 ข้อ1.ค ระบุว่า แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน จึงเป็นการระบุที่ไม่ถูกต้อง และทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบ

2.การที่ระบุว่า เขตแดนทางธรรมชาติคือสันปันน้ำ ในอดีตสมัย 100 กว่าปีที่แล้ว คำว่าสัมปันน้ำนั้น หมายถึงขอบของหน้าผา ซึ่งเป็นเหตุผลในการต่อสู้ของฝ่ายไทย และฝ่ายไทยมีหลักฐาน บันทึกต่างๆ สู้ที่ศาลโลกอย่างชัดเจน

ดังนั้นการต่อสู้ ของฝ่ายไทยในปัจจุบัน ต้องยึดเจตนารมณ์การต่อสู้ของบรรพบุรุษ นั่นคือสันปันน้ำ หมายถึงขอบของหน้าผา ไม่ใช่ยอดเขาสูงสุดที่แยกน้ำฝนออกเป็น 2 ด้าน
สมัยโบราณจึงมีคำพูดว่าเขมรต่ำสยามสูง และการรบกับเขมรรอบนี้  ฝ่ายทหารไทยก็รบ ไล่เขมรลงจากหน้าผา และเนินต่างๆ ถ้ามีการประชุมJBC เขมรจะอ้างว่าเราละเมิด MOU43

3.การนำ LiDAR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อหาสันปันน้ำ ในสภาพของภูมิศาสตร์ปัจจุบัน จึงไม่สอดคล้องกับการต่อสู้ของบรรพบุรุษไทย และจะทำให้ฝ่ายไทยเราเสียเปรียบ 
ถ้าใช้LiDAR จะทำให้พื้นที่อีกฟากหนึ่ง ของสันปันน้ำ ไปจนถึงขอบของหน้าผา จะกลายเป็นพื้นที่ของเขมรทันที ซึ่งฝ่ายเขมรจะได้ประโยชน์มาก

4.แม้จะมีการใช้ LiDAR เพื่อจะทำแผนที่ในการสำรวจ มาตราส่วน 1 ต่อ 25,000 ซึ่งใน TOR46 ยังระบุว่า แผนที่เพื่อการสำรวจนี้ต้องอ้างอิง แนวของแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนด้วย

จึงไม่แปลกใจที่ฮุนเซน ออกมาพูดหลังจากลงนาม GBC เพียง 2 วัน ด้วยการเรียกร้องให้มีการประชุม JBC ซึ่งเป็นเครื่องมือเจรจาของ MOU 43 ในต้นเดือนมกราคมนี้เลย เพราะเขาเชื่อมั่นว่าเขา

จะได้ประโยชน์เต็มที่จาก MOU 43

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ไทยภักดียกเลิก MOU 43 ส่วนMOU44นั้น ค่อนข้างจะเห็นพ้องว่าต้องยกเลิกอยู่แล้ว

วรงค์ เดชกิจวิกรม 

พรรคไทยภักดี

บัญชีรายชื่อเบอร์ 29

ผู้สมัคร สส กทม เสรีรวมไทย ร้อง กกต. ค้าน เท่าพิภพ

ผู้สมัคร สส กทม เสรีรวมไทย ร้อง กกต. ค้าน เท่าพิภพ

ผู้สมัคร สส กทม เสรีรวมไทย ร้อง กกต. ค้าน เท่าพิภพ

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

วันที่ 31 ธันวาคม 2568  เวลา 11.00น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถนนแจ้งวัฒนะ นายอนันตเดช ธนวิภารัตน์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 12 เขตเลือกตั้งที่ 33 และนายธิติพัทธ์ นรวิทยโชติกุล ผู้สมัครหมายเลข 4 เขตเลือกตั้งที่ 32 พรรคเสรีรวมไทย เดินทางมายื่นคำร้องคัดค้านและขอให้เพิกถอนการรับสมัครนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัครรายใหม่ของพรรคประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 33 แทนนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัครคนเดิม ที่ถูกจับจากคดีฟอกเงินยาเสพติด

นายอนันตเดช เปิดเผยว่า การเดินทางมายื่นหนังสือในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอให้ กกต. พิจารณาเพิกถอนการรับสมัครผู้สมัครรายใหม่ของพรรคประชาชน เนื่องจากผู้สมัครคนเดิมได้รับการรับสมัครและมีหมายเลขประจำตัวผู้สมัครไปแล้ว อีกทั้งผู้สมัครคนเดิมถอนตัวไม่ได้เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย เนื่องจากแม้จะมีหมายจับ แต่ในทางกฎหมายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นในช่วงเวลาที่มีการรับสมัครและได้รับหมายเลข ผู้สมัครคนเดิมยังมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย การลาออกภายหลังจึงเป็นการลาออกโดยเจตนาส่วนตัว ไม่ใช่เหตุที่กฎหมายกำหนดให้เปลี่ยนตัวผู้สมัครได้

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

นายอนันตเดช กล่าวย้ำว่า แม้ กกต. จะชี้แจงว่าสามารถรับสมัครผู้สมัครรายใหม่ได้  แต่ กกต. ควรพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนตัวผู้สมัครในลักษณะนี้อาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับพรรคการเมืองอื่นในอนาคต และอาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย รวมถึงสร้างความสับสนให้กับประชาชน พร้อมยืนยันว่า การยื่นคัดค้านครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหวังถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการเมือง เนื่องจากในเขตดังกล่าวยังมีผู้สมัครจากพรรคอื่นอีกจำนวนมาก แต่ต้องการยืนหยัดในหลักกติกาและมาตรฐานการเลือกตั้งที่ถูกต้อง

ด้านนายธิติพัทธ์ กล่าวว่า ผู้สมัครคนเดิมคือ นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ยังไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดใดๆ เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษา แต่กลับมีการเปลี่ยนตัวให้นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร มาสมัครแทน โดยยังใช้หมายเลขเดิม ซึ่งมองว่าไม่เหมาะสมและอาจเป็นการสร้างกระแสทางการเมืองให้กับพรรคประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การส่งอดีต สส. ลงสมัครแทนอาจเป็นความพยายามหวังคะแนนนิยมจากประชาชน นอกจากนี้ การที่ผู้สมัครรายใหม่ใช้หมายเลขเดิม ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้สมัครรายอื่น และหากเป็นผู้สมัครใหม่ก็ควรต้องจับสลากหมายเลขใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบ พร้อมย้ำว่า เขตเลือกตั้งที่ 32 และ 33 มีความเกี่ยวเนื่องกันในการทำงาน จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวส่งผลต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง
เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหาร 19 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหาร 19 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหาร 19 ราย

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.33 น.

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการทหาร สังกัดกองทัพเรือ ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ กรณีเรือหลวงสุโขทัยประสบเหตุคลื่นลมแรงและอับปาง บริเวณอ่าวประจวบ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 จำนวน 19 ราย ดังนี้