‘อนุทิน’สวมชุด ชรบ. บินด่วน! ขึ้น’ภูมะเขือ’ เกาะติดชายแดนไทย-เขมร เยี่ยม2วีรบุรุษเหยียบทุ่นระเบิด

'อนุทิน'สวมชุด ชรบ. บินด่วน! ขึ้น'ภูมะเขือ' เกาะติดชายแดนไทย-เขมร เยี่ยม2วีรบุรุษเหยียบทุ่นระเบิด

‘อนุทิน’สวมชุด ชรบ. บินด่วน! ขึ้น’ภูมะเขือ’ เกาะติดชายแดนไทย-เขมร เยี่ยม2วีรบุรุษเหยียบทุ่นระเบิด

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

นายกฯสวมชุดชรบ.บิน ‘ศรีสะเกษ-อุบลฯ’ ชายแดนไทย-เขมร ขึ้นฐานภูมะเขือให้กำลังใจทหารแนวหน้า พร้อมเยี่ยม 2 ทหารเหยียบทุ่นระเบิด

11 พ.ย.68 เมื่อเวลา 14.26 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางจากท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 (บน.6)ดอนเมือง กรุงเทพฯ  โดยสวมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) พร้อมด้วยพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.)  น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 (บน.6)ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองพันทหารราบที่ 162 (ร.16 พัน.2) ที่ฐานปฏิบัติการห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ 

จากนั้นนายกฯและคณะเดินทางไปยังฐานปฏิบัติการอินทุมาน (ภูมะเขือ) อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองพันทหารราบที่ 11 ก่อนที่นายกฯและคณะจะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย จากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห้วยตามาเรียน  ก่อนจะเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 18.45 น.

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.21 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายวิวัธน์ชัย คงลำธาร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านควบคุมการก่อสร้าง) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ โดยมีหน้าที่และอำนาจคงเดิม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                   องค์ประกอบคณะกรรมการ ที่เสนอแต่งตั้งในครั้งนี้

                   1. ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม                 ประธานกรรมการ

                   2. ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง                      รองประธานกรรมการ ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                   3. ผู้แทนสำนักงบประมาณ                                      กรรมการ

                   4. ผู้แทนสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล                         กรรมการ (องค์การมหาชน)

                   5. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการรักษา                    กรรมการ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

                   6. ผู้แทนกรมบัญชีกลาง                                         กรรมการ

                   7. นายธีรวุธ กลั่นเลี้ยง                                             กรรมการ

                   8. รองศาสตราจารย์ปานวิทย์ ธุวะนุติ                          กรรมการ

                   9. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รวิน ระวิวงศ์                             กรรมการ

                   10. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชยกฤต อัศวธิตานนท์                  กรรมการ

                   11. ผู้ช่วยศาสตราจารย์มานิต สาธิตสมิตพงษ์                  กรรมการ

                   12. ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ                    กรรมการ และเลขานุการและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                   13. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยี                           กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                   14. ผู้อำนวยการกลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ                กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการเพื่อการบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                   15. ผู้แทนศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ                           กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                   หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

                   1. พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสม เสนอแนะแนวทางการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของส่วนราชการ องค์การมหาชน ที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน รวมถึงแหล่งเงินอื่นที่นอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นภาระที่รัฐจะต้องตั้งงบประมาณชดใช้ ในการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมูลค่าเกินกว่า 200 ล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะการบูรณาการงบประมาณ เทคโนโลยี และการใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินการ รวมทั้งให้มีการใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกันในการพิจารณาการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                   2. พิจารณาติดตามแผนงานและโครงการที่ได้ให้ความเห็นชอบของส่วนราชการและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ

                   3. พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

                   4. พิจารณากำหนด และเผยแพร่ข้อมูลในเรื่องราคาและคุณลักษณะของระบบคอมพิวเตอร์ ที่เหมาะสมกับลักษณะงานต่างๆ

                   5. เสนอแนะข้อวินิจฉัย ปัญหาและแนวทางปฏิบัติในการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมอบหมาย

                   6. ให้มีอำนาจเชิญเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง เสนอข้อมูล และ/หรือเอกสารประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น

                   7. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และผู้ช่วยเลขานุการเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

                   8. ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

หมายเหตุ : 1. หลักเกณฑ์ในการจำแนกประเภทหน่วยงานในรูปแบบ ส่วนราชการ หรือองค์การมหาชนให้พิจารณาตามหลักการจำแนกประเภทหน่วยงานของรัฐในกำกับของฝ่ายบริหารของสำนักงาน ก.พ.ร.

               2. งบประมาณรายจ่ายประจำปี หมายถึง จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายโดยปีงบประมาณมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่ง ถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ชื่อปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณ เสนอแต่งตั้ง นางพลินี เตชะมวลไววิทย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็น วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพรวม 3 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

                   1. นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล                 ประธานกรรมการ

                   2. นางปัทมา วีระวานิช                     กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   3. นายอดุล ขาวละออ                       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรรวม 2 คน แทนรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ดังนี้

                   1. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข               รองประธานกรรมการ

                   2. นายนิรันดร์ มูลธิดา                       กรรมการ (ผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้เห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอแต่งตั้ง นายวิศนุเวศ เศวตนันทน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                   ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอน และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอรับโอน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)    

                    ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลง ยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้

                   1. นายโสภัชย์ ชวาลกุล ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                   2. นางสุวรรณี ศรีสุวรรณ์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                   3. นายสุรชัย ยุทธชนะ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                   4. นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                   5. นายพงศ์ไท ไทโยธิน ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พันตำรวจเอก วทัญญู วิทยผโลทัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. (นักบริหารระดับสูง)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงโปรดพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1) นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์

                   2) นายวุฒิกร สติฐิต

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการ การประปานครหลวง จำนวน 14 ราย ดังนี้

                   1) นายฉันทานนท์ วรรณเขจร              ประธานกรรมการ

                   2) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์                กรรมการ

                   3) นายยุทธนา สาโยชนกร                   กรรมการ

                   4) ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล              กรรมการ

                   5) นางสาวเพียงออ เลาหะวิไลย             กรรมการ

                   6) พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ         กรรมการ

                   7) นายภูวเดช สุระโคตร                     กรรมการ

                   8) นายพรรณรบ เตชะมงคลาภิวัฒน์        กรรมการ

                   9) นายจรูญเดช เจนจรัสสกุล                กรรมการ

                   10) นายกช พัชรารัตน์                      กรรมการ

                   11) นายฐิติวุฒิ เงินคล้าย                    กรรมการ

                   12) นายสมชาย อ่วมกระทุ่ม                กรรมการ

                   13) นายธีรพจน์ จันทรศุภแสง              กรรมการ

                   14) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ              กรรมการ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 8 ราย ดังนี้

                   1) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ                 ประธานกรรมการ

                   2) นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล   กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

                   3) นางปาณิสรา ดวงสอดศรี                 กรรมการ

                   4) นายเผ่าภัค ศิริสุข                         กรรมการ

                   5) นายหลักชัย พัฒนเจริญ                  กรรมการ

                   6) นายคราทิพย์ เอี่ยมกมลา                 กรรมการ

                   7) รองศาตราจารย์ชัยวัฒน์ อุตตมากร      กรรมการ

                   8) นายอธิป ตันติวรวงศ์                     กรรมการ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 13 คน ดังนี้

                   1) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์                  ประธานกรรมการ

                   2) นายกรณินทร์ กาญจโนมัย               กรรมการ

                   3) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์                  กรรมการ

                   4) นายเจษฎ์ โทณะวณิก                     กรรมการ

                   5) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์                กรรมการ

                   6) รองศาสตราจารย์ธีร เจียศิริพงษ์กุล      กรรมการ

                   7) นายปริญญา แสงสุวรรณ                 กรรมการ

                   8) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ กีรติวินทกร กรรมการ

                   9) นายพนิต ธีรภาพวงศ์                     กรรมการ

                   10) ศาสตราจารย์ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์       กรรมการ

                   11) พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา          กรรมการ

                   12) พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม     กรรมการ

                   13) นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช             กรรมการ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

พท.อบรมผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ทั่วประเทศวันที่ 2 ‘จุลพันธ์’ตั้งเป้าชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้ง รบ.

พท.อบรมผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ทั่วประเทศวันที่ 2 'จุลพันธ์'ตั้งเป้าชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้ง รบ.

พท.อบรมผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ทั่วประเทศวันที่ 2 ‘จุลพันธ์’ตั้งเป้าชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้ง รบ.

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.06 น.

พท.อบรมผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ทั่วประเทศวันที่ 2  ‘จุลพันธ์’ตั้งเป้าชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้ง รบ. แนะมุ่งทำงานเข้มข้นในพื้นที่ พร้อมลงพื้นที่รับฟังปัญหา จัดทำนโยบายตรงใจทุกกลุ่ม “อิ๊งค์” ชูดีเอ็นเอเพื่อไทยช่วยเหลือ ปชช.

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานโซนเหนือตอนล่าง และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  ร่วมเปิดการประชุมอบรมเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ให้กับผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งดำเนินการเป็นวันที่ 2 โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้งและทีมงานผู้ช่วย ท่ามกลางบรรยากาศการเรียนรู้อบรมที่อบอุ่น มุ่งมั่น เตรียมความพร้อมทั้งเรื่องข้อกฎหมายที่ควรรู้ การทำงานพื้นที่ และการประชาสัมพันธ์การทำงานผ่านโซเชียลมีเดีย ให้เข้าถึงและเข้าใจพี่น้องในทุกพื้นที่ และมีโอกาสได้รับเลือกเพื่อไปทำประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การลงเลือกตั้งครั้งนี้เรามุ่งหวังที่จะชนะ และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ การทำงานในพื้นที่จึงต้องเข้มข้นมากขึ้น เพราะเราเป็นพรรคของคนทุกกลุ่ม ทุกรุ่น ทุกพื้นที่ ไม่เกี่ยงว่าจะสนองเฉพาะคนกลุ่มใด โดยกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่นี้ พร้อมที่จะเดินไปกับผู้สมัครทุกคน หากพื้นที่ไหนต้องการให้ทางพรรคลงไปร่วมรับฟังปัญหาในพื้นที่ ก็สามารถประสานขึ้นมาได้เลย เราพร้อมจะลงไปในทุกพื้นที่ เพื่อให้การจัดทำนโยบายพรรครอบหน้าตรงใจของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ที่สุด

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า การจัดโปรแกรมแบบนี้ทำให้พวกเราได้มาเรียนรู้เพิ่มเติม เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนทุกวัน เป้าหมายใหญ่ของเราคือการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้พวกเรามีโอกาสไปทำงานให้พี่น้องประชาชน ดีเอ็นเอของเราคือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน สร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์ นโยบายที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริงๆ และ สส.คือกำลังสำคัญที่จะไปสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ของพรรคให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ และขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทุกท่านมากที่ยังไว้ใจพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย แต่ทุกท่านยังเชื่อในพรรคเพื่อไทย
 

‘ปานเทพ’เชื่อ’แม่ทัพกุ้ง’พูดเรื่องจริง แต่ไม่เอ่ยชื่อ เพราะไม่อยากให้ขัดแย้ง และไม่ได้บันทึกเสียงไว้

'ปานเทพ'เชื่อ'แม่ทัพกุ้ง'พูดเรื่องจริง แต่ไม่เอ่ยชื่อ เพราะไม่อยากให้ขัดแย้ง และไม่ได้บันทึกเสียงไว้

‘ปานเทพ’เชื่อ’แม่ทัพกุ้ง’พูดเรื่องจริง แต่ไม่เอ่ยชื่อ เพราะไม่อยากให้ขัดแย้ง และไม่ได้บันทึกเสียงไว้

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.02 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวถึงกรณี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 บอกว่าไม่มีใครสั่งให้หยุดยิงในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการปะทะกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ทั้งที่เคยบอกว่ามีคำสั่งให้หยุดยิง โดย นายปานเทพ อธิบายว่า เป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าทำไม พล.ท.บุญสิน จึงพูดแบบนั้น

“ผมว่าแม่ทัพกุ้ง พูดชัดเจนด้วยตัวเองว่า ท่านพูดถึงเรื่องการหารือว่าเป็นไปได้มั้ยว่าจะหยุดยิงจากคนๆ หนึ่ง ซึ่งผมก็วิเคราะห์ได้ว่าหมายถึงใคร แต่ว่าท่านเป็นสุภาพบุรุษพอที่ไม่พูดถึงบุคคลคนนั้น”

นายปานเทพ กล่าวว่า เหตุผลคือ 1.ไม่อยากสร้างประเด็นให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นในสถานการณ์แบบนี้ และให้มองไปข้างหน้า ประการที่ 2 ก็คือว่าท่านไม่ได้อัดเทปบันทึกเอาไว้ก็ได้ การพูดออกไปก็มีแต่เสียอยู่ดี

“ดังนั้น การที่ท่านพูดแบบนี้ ผมก็คิดว่าเป็นเหตุผลที่เข้าใจท่านได้ แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่านพูดเป็นเรื่องจริง” นายปานเทพ กล่าว

‘ภูมิใจไทย’จ่อตั้ง‘เอกนัฏ’ นั่ง‘หัวหน้าทีม กทม.’สู้ศึกเลือกตั้ง 69

‘ภูมิใจไทย’จ่อตั้ง‘เอกนัฏ’ นั่ง‘หัวหน้าทีม กทม.’สู้ศึกเลือกตั้ง 69

‘ภูมิใจไทย’จ่อตั้ง‘เอกนัฏ’ นั่ง‘หัวหน้าทีม กทม.’สู้ศึกเลือกตั้ง 69

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.02 น.

“ภูมิใจไทย”จ่อตั้ง”เอกนัฏ” นั่ง”หัวหน้าทีม กทม.”สู้ศึกเลือกตั้ง 69 ชูสโลแกน”มือปราบสุดซอย”ทุบ”ทุนเทา” เตรียมเปิดตัวเร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในส่วนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง สส.ในช่วงต้นปี2569 โดยเฉพาะการวางตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.นั้น ล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งว่า พรรคภูมิใจไทยจะส่งผู้สมัคร สส.กทม.โดยจะให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม มาเป็นหัวหน้าทีมในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งจะนำผลงานที่โดดเด่นคือ การปราบ “ทุนเทา” ที่นายเอกนัฏ มีผลงานในช่วงที่เป็น รมว.อุตสหากรรม ที่มีการตั้ง “ทีมสุดซอย” ที่มี น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เป็นหัวหน้าทีม และสร้างผลงานจนโดนใจประชาชนทั้งประเทศ มาเป็นจุดขายสำคัญ

ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่นายเอกนัฏ มาเป็นหัวหน้าทีมใน กทม.เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่เอา “ทุนเทา” ดังนั้น จึงมั่นใจว่าเรื่องนี้จะเป็นจุดขายในพื้นที่ กทม.ได้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวนายเอกนัฏ และว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.ในนามพรรคภูมิใจไทย ในเร็วๆ นี้

‘สว.พิสิษฐ์’ค้านโมเดล‘ผู้ร่างรธน.’ของพรรคส้ม ส่อขัดคำวินิจฉัยศาลฯ

‘สว.พิสิษฐ์’ค้านโมเดล‘ผู้ร่างรธน.’ของพรรคส้ม ส่อขัดคำวินิจฉัยศาลฯ

‘สว.พิสิษฐ์’ค้านโมเดล‘ผู้ร่างรธน.’ของพรรคส้ม ส่อขัดคำวินิจฉัยศาลฯ

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.01 น.

‘สว.พิสิษฐ์’ค้านโมเดล‘ผู้ร่างรธน.’ของพรรคส้ม ส่อขัดคำวินิจฉัยศาลฯ ปมให้ประชาชนเลือกตั้ง ชูธงหนุน ‘ส.ส.ร.’ มาจากการสมัครด้วยตนเอง ยันพร้อมลงมติชี้ขาด 12พ.ย.นี้ 

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการลงมติต่อที่ประชุม กมธ. ในวันพรุ่งนี้ ( 12 พ.ย.) ว่ากมธ.ซีกของ สว. ยังไม่ได้หารือกันถึงทิศทางของการลงมติว่าจะให้องค์กรผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นไปตามแนวทางใด  แต่ตามประเด็นที่ในชั้นกมธ. เมื่อวันที่ 7 พ.ย. สรุปเสนอให้พิจารณา 5 ประเด็น พร้อมจะลงมติ อย่างไรก็ดีในหลักการแล้วเห็นว่าควรยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงซึ่งในกรณีที่มีการเสนอแนวทางที่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกสสร. หรือผู้ร่างรัฐธรมนูญ แล้วส่งรายชื่อให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก เท่ากับว่าเป็นกรณีที่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งองค์กรทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อถามว่ากรณีข้อเสนอของพรรคประชาชนที่ให้ ประชาชนเลือกผู้ทำรัฐธรรมนูญชั้นต้นแล้วส่งให้รัฐสภาเลือก ซึ่งมีคำอธิบายว่าไม่ขัดคำวินิจฉัศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีที่ฟังขึ้นหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ฟังไม่ขึ้น เพราะกรณีกำหนดให้ประชาชนเลือกมาก่อนแล้วส่งให้ สส. และสว. เลือกอีกชั้น เท่ากับว่ามีกระบวนการที่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือก ต่อให้อธิบายว่าเป็นเลือกตั้งทางอ้อมก็ตาม นอกจากนั้นแล้วตนมองว่าวิธีการที่เสนอให้ประชาชนเลือกผู้ทำรัฐธรรมนูญแล้วให้ สส. และ สว. คัดเลือก เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ  และมองว่าสส. และสว. ที่มีอำนาจเต็มในฐานะตัวแทนประชาชนสามารถเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญหรือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้

เมื่อถามว่ามองต่อกรณีของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอแนวทางให้ประชาชนสมัครเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แล้วนำรายชื่อทั้งหมดให้รัฐสภาเลือกอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป็นแนวทางที่ไปได้ เพราะไม่ได้ให้ประชาชนเลือก และเป็นการสมัครเข้ารับเลือกจากประชาชนโดยตรง ส่วนจะแนวทางที่จะกำหนดการเลือกที่ป้องกันเสียงข้างมากลากไปอย่างไรนั้น เป็นรายละเอียดที่ต้องหารือในมาตราอื่นหลังจากที่ได้ข้อสรุปในประเด็นองค์กรผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ

‘รมว.สธ.’จ่อถก กก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยัน 4 ธ.ค.มาตรการชัดเจน

'รมว.สธ.'จ่อถก กก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยัน 4 ธ.ค.มาตรการชัดเจน

‘รมว.สธ.’จ่อถก กก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยัน 4 ธ.ค.มาตรการชัดเจน

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.50 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ ว่า หลังการประชุมในวันที่ 13 พ.ย.นี้ จะทราบมาตรการ จะทราบแนวทางแก้ปัญหา รวมถึงแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน ขอชี้แจงว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เริ่มในรัฐบาลชุดนี้ แต่ได้ทำมานานแล้ว และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้หารือภายในว่าจะมีมาตรการบรรเทาอย่างไร โดยต้องคำนึงทั้งเรื่องสุขภาพและการท่องเที่ยว

รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ขอให้วางใจได้ว่าเราพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เช่นเดียวกับเรื่องสุขภาพ ที่ต้องสร้างความสมดุลให้ดี ส่วนมาตรการก่อนที่จะถึงวันประชุมวันที่ 13 พ.ย.นี้ เมื่อถามว่า วันที่ 4 ธ.ค.นี้ ระเบียบที่ออกมาจะชัดเจนใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ใช่ ผู้สื่อข่าวถามถึงการสรรหาคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มฯ กรรมการโดยตำแหน่งนายพัฒนา กล่าวว่า ตามกฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งสามารถจัดประชุมได้อยู่แล้ว

‘โฆษกรัฐบาล’ย้ำ’นายกฯ’ให้ไฟเขียวกองทัพตัดสินใจมาตรการตอบโต้เขมร

'โฆษกรัฐบาล'ย้ำ'นายกฯ'ให้ไฟเขียวกองทัพตัดสินใจมาตรการตอบโต้เขมร

‘โฆษกรัฐบาล’ย้ำ’นายกฯ’ให้ไฟเขียวกองทัพตัดสินใจมาตรการตอบโต้เขมร

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

‘โฆษกรัฐบาล’ย้ำ’นายกฯ’ให้ไฟเขียวกองทัพตัดสินใจมาตรการตอบโต้เขมร แจงข้อสั่งการเพื่อเตรียมความพร้อม หากมีสถานการณ์ดี-ไม่ดี 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการระงับปฏิญญาระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมาย ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ชี้แจงแล้ว ซึ่งแนวทางทุกอย่างมาจากที่ประชุมสมช. ซึ่งคิดว่าการที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ใครเป็นผู้สื่อสาร น่าจะเป็นทางที่ตรงและคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ขณะที่ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงการเตรียมความพร้อม ในกรณีที่มีการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่มีทั้งดีและไม่ดี ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย -กัมพูชา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามปกติ แต่ยังไม่ได้มีการสั่งการอะไรที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก เป็นเพียงการกำชับและเตรียมความพร้อมในกรณีที่มีเหตุ

ส่วนกรอบระยะเวลาในการระงับปฏิญญาสันติภาพไทย – กัมพูชา นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ไม่มีกรอบระยะเวลาหรือเดดไลน์ ฝ่ายความมั่นคงจะประเมินจนกว่าความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชาจะหมดไป ซึ่งทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย แสดงให้เห็นว่าความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชายังมีอยู่ ส่วนข้อตกลงเก่าๆ และการเจรจาในวงประชุมต่างๆ ที่ต้องเป็นความร่วมมือกันก็หยุดไป ส่วนไหนที่ไทยสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวของเราเองก็ดำเนินการ แต่ส่วนไหนที่ต้องขอความร่วมมือกับเขาก็ต้องยึดแนวทางของฝ่ายความมั่นคง 

เมื่อถามว่า หากกัมพูชาไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง จะถึงขั้นยกเลิกปฏิญญาหรือไม่ นายสิริพงศ์ ระบุว่า ต้องรอให้สมช. เป็นผู้ประเมินอีกครั้ง วันนี้เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติการ ที่ผ่านมาก็มีการโต้ตอบพอสมควร ทั้งเรื่องแรงงาน ที่ไม่อนุญาตให้แรงงานที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุอยู่ไทยต่อ 

ส่วนจะมีมาตรการตอบโต้ ที่เป็นการกดดัน มากกว่านี้หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของฝั่งกลาโหมทั้งหมด แนวทางเหล่านี้จะไม่ออกจากฝ่ายบริหาร เพราะเป็นเรื่องความลับของทางราชการด้วย จึงมอบหมายฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดำเนินการ และนายกรัฐมนตรียินดีให้การสนับสนุน 

เมื่อถามว่า แสดงว่าการให้ไฟเขียวกองทัพใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ระบุว่า ให้ไฟเขียว

‘นายกฯ’ลั่นระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา จนกว่า’กองทัพไทย’จะเห็น’เขมร’ไม่เป็นปฏิปักษ์

'นายกฯ'ลั่นระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา จนกว่า'กองทัพไทย'จะเห็น'เขมร'ไม่เป็นปฏิปักษ์

‘นายกฯ’ลั่นระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา จนกว่า’กองทัพไทย’จะเห็น’เขมร’ไม่เป็นปฏิปักษ์

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

“นายกฯ”ลั่นระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา จนกว่า”กองทัพไทย”จะเห็น”เขมร”ไม่เป็นปฏิปักษ์ พร้อมทำในสิ่งที่คิดว่าสมควรจะทำ โต้ไทยไม่มีระเบิดแบบนั้น

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า เมื่อสักครู่ได้มีการแถลงข่าวแล้ว ให้คนทำงานเขาแถลงดีกว่า ซึ่งเมื่อช่วงเช้าได้ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และตนกำลังจะเดินทางไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรอบระยะเวลาที่ระงับปฏิญญาสันติภาพไทย – กัมพูชา นานเท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า จนกว่ากองทัพไทยจะเห็นว่าความเป็นปฏิปักษ์ของเขาไม่มีแล้ว เมื่อถามว่า หลายฝ่ายคาดหวังให้เราเป็นปฏิปักษ์ต่อกัมพูชา หรือใช้มาตรการที่รุนแรงและเด็ดขาดกว่านี้ นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

เมื่อถามว่า ล่าสุดกัมพูชาออกมาแถลงว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวกัมพูชาไม่ได้เป็นคนวาง นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่มีระเบิดแบบนั้น เมื่อถามว่า จะมีการตอบโต้กัมพูชาอย่างไร เพราะการออกมาแถลงการณ์แบบนั้นเหมือนเป็นการให้ข่าวผิดหรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถาม เมื่อถามว่า ได้สั่งปลัดกระทรวงมหาดไทยตรวจพื้นที่บริเวณชายแดนด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตรวจ เดี๋ยวไปเองด้วย

เมื่อถามว่า การประท้วงเบาไปหรือไม่ เราต้องออกแถลงการณ์ประนามไปยังทั่วโลกถึงการกระทำดังกล่าวของกัมพูชาที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ลงนามปฏิญญากันไว้หรือไม่ นายอนุทิน ยิ้ม แต่ไม่ตอบคำถาม เมื่อถามว่า เหตุใดนายกฯ ไม่แถลงเองอย่างเป็นทางการ เพราะประชาชนรอฟังอยู่ นายกฯ กล่าวย้ำว่า ได้มอบหมาย รมว.กลาโหม และ รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว และท่านได้ทำหน้าที่ไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่า นายกฯ พอใจมาตรการของ สมช.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นไปตามมาตรการที่ได้วางแนวทางไว้ เมื่อถามว่า ในใจนายกฯ อยากให้มาตรการออกมาเข้มข้นกว่านี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ก็เข้มข้นมากแล้ว เมื่อถามอีกว่า จะทำอย่างไรให้มีความเข้มข้นมากกว่านี้ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้เราไม่ได้ทำทั้ง 4 ข้อ ที่ได้ตกลงกันไว้ เราทำในสิ่งที่คิดว่าสมควรจะทำ

เมื่อถามว่า การประชุม สมช.ได้ฟังท่าทีของกองทัพอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ทุกคนให้ความคิดเห็นมาทั้งหมด เมื่อถามว่า การที่ได้จับมือกับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถือว่าเสียมือหรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว พร้อมเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ทันที

‘สว.มือปราบรุกป่า’หวด‘กสทช.-ค่ายมือถือ’ตั้งเสาสัญญาณเอื้อสแกมเมอร์ ชงงัดยาแรงทำผิดยึดทรัพย์

‘สว.มือปราบรุกป่า’หวด‘กสทช.-ค่ายมือถือ’ตั้งเสาสัญญาณเอื้อสแกมเมอร์ ชงงัดยาแรงทำผิดยึดทรัพย์

‘สว.มือปราบรุกป่า’หวด‘กสทช.-ค่ายมือถือ’ตั้งเสาสัญญาณเอื้อสแกมเมอร์ ชงงัดยาแรงทำผิดยึดทรัพย์

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.40 น.

‘กมธ.สิ่งแวดล้อม สว.’หวด‘กสทช.-ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่’ ตั้งเสาสัญญาณมือถือรุกป่า-เอื้อสแกมเมอร์ ขู่ต้องใช้ยาแรง ทำผิดยึดทรัพย์-ฟอกเงิน ไม่ใช่แค่รื้อถอนเสาเท่านั้น

11 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ว่า วันนี้จะมีพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นเสาสัญญาณโทรศัพท์ ที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ คือ เมียนมา และกัมพูชา

“คณะกรรมาธิการฯ มีข้อมูลที่ได้รับแจ้งมาว่า เสาเหล่านี้ถูกติดตั้งอยู่ในเขตป่าที่ไม่ได้รับอนุญาต ประเด็นดังกล่าวถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้มีการดำเนินการ โดยคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่ามีสองประเด็นหลักที่ต้องดำเนินการคือ เรื่องสัญญาณโทรศัพท์ (เสาอากาศ) และเรื่องบัญชีม้า ซึ่งเรื่องบัญชีม้านั้นเป็นอีกประเด็นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการฯ” นายชีวะภาพ กล่าว

นายชีวะภาพ กล่าวอีกว่า คณะกรรมาธิการฯ เชื่อว่าหากสามารถหยุดยั้งปัญหาเสาสัญญาณเหล่านี้ได้ ขบวนการสแกมเมอร์ก็จะลดลง การดำเนินการกับเสาของผู้ให้บริการที่ผ่านมานั้น ทำไม่สุด จึงจำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายให้ถึงที่สุด หากมีการใช้ยาแรงบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ผู้ให้บริการเหล่านี้ก็จะเกรงกลัวกฎหมาย ควรดำเนินการให้ถึงขั้นที่เกี่ยวข้องกับมูลฐานความผิดด้านการยึดทรัพย์และการฟอกเงิน เนื่องจากทรัพย์สินที่ได้มาจากการตั้งเสาในพื้นที่ป่าไม้โดยมิชอบนั้น เข้าข่ายเป็นเรื่องของการฟอกเงิน

ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทรัพยากรธรรมชาติ ยังระบุต่ออีกว่า การตั้งเสาในเขตป่าไม้และเขตป่าอนุรักษ์นั้นจำเป็นต้องขออนุญาตอย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ชายแดนฝั่งกัมพูชา ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สระแก้ว ไปจนถึงจังหวัดตราด ส่วนชายแดนฝั่งเมียนมา ทางคณะกรรมาธิการฯ จะขอตรวจสอบพิกัดเสาในทุกจุด เริ่มตั้งแต่จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย ล้วนอยู่ในเขตป่าไม้ ป่าสงวน และป่าอนุรักษ์ ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การดำเนินการที่ถูกต้องไม่ควรจำกัดอยู่แค่การรื้อถอนเสาเท่านั้น แต่ต้องมีการดำเนินคดีทางด้านป่าไม้และอุทยานด้วย

นายชีวะภาพ กล่าวด้วยว่า ในการประชุม คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อขอพิกัดทางภูมิศาสตร์ทั้งหมดของเสาสัญญาณในเขตชายแดนทั้งเมียนมาและกัมพูชา นอกจากนี้ ยังได้เชิญกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมา เพื่อชี้แจงจำนวนเสาที่ได้รับอนุญาต หากพบเสาที่ตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาตและเอื้อประโยชน์ต่อสแกมเมอร์ จะต้องถูกรื้อถอนและถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดทรัพย์ กสทช. ในฐานะผู้กำกับดูแลควรต้องทราบอยู่แล้วว่าการตั้งเสาแต่ละต้นจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด