ทรัมป์ตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ ลั่นจะนำดินแดนมาเป็นของสหรัฐฯ

ทรัมป์ตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ ลั่นจะนำดินแดนมาเป็นของสหรัฐฯ

23 ธ.ค. 2568 01:29 น.

ทรัมป์ตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ ลั่นจะนำดินแดนมาเป็นของสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่กับเดนมาร์ก หลังจากเขาแต่งตั้งทูตพิเศษประจำเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่นายทรัมป์เคยพูดว่าอยากผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค. 2568) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า นายเจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาจากพรรครีพับลิกัน จะดำรงตำแหน่งทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

ผู้ว่าการแลนด์รีระบุในโพสต์บน X ว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ใน “ตำแหน่งอาสาสมัครเพื่อทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ”

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลเดนมาร์ก ซึ่งระบุว่าจะเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบเพื่อ “ขอคำชี้แจง” ขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์กล่าวว่า ชาวกรีนแลนด์จะต้องเป็นผู้ “กำหนดอนาคตของตนเอง” และ “บูรณภาพแห่งดินแดนจะต้องได้รับการเคารพ”

นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับคืนสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม เขาก็กลับแสดงต้องการเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่เขาเปรยว่าอยากได้ตั้งแต่ตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกอีกครั้ง โดยอ้างถึงตำแหน่งทางยุทธศาสตร์และทรัพยากรแร่ธาตุที่มั่งคั่ง

นายทรัมป์ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้กำลังเข้าควบคุมเกาะแห่งนี้ เป็นจุดยืนที่สร้างความตกตะลึงให้กับเดนมาร์ก ในฐานะพันธมิตรนาโต และมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยตลอด

ทั้งนี้ กรีนแลนด์เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรประมาณ 57,000 คน และได้รับอำนาจการปกครองตนเองอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2522 แต่นโยบายด้านการป้องกันประเทศและการต่างประเทศยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก

ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชจากเดนมาร์กในอนาคต แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่า ประชากรส่วนใหญ่คัดค้านการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ อย่างท่วมท้น

นายลาร์ส เลิกเกอ ราสมุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TV2 ของเดนมาร์กว่า การแต่งตั้งแลนด์รีเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และเตือนให้วอชิงตันเคารพอธิปไตยของเดนมาร์ก

“ตราบใดที่เรายังมีราชอาณาจักรที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก หมู่เกาะแฟโร และกรีนแลนด์ เราไม่สามารถยอมรับการกระทำใดๆ ที่บ่อนทำลายบูรณภาพแห่งดินแดนของเราได้” นายราสมุสเซนกล่าว

ทางด้านนายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวว่าดินแดนแห่งนี้พร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันเท่านั้น

เขากล่าวว่า “การแต่งตั้งทูตพิเศษไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรสำหรับเรา เราเป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเอง กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์ และบูรณภาพแห่งดินแดนจะต้องได้รับการเคารพ”

อนึ่ง นักวิเคราะห์มองว่า การแต่งตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความทะเยอทะยานของทรัมป์ ที่จะควบคุมกรีนแลนด์นั้นยังไม่เสื่อมคลายลงเลย

เช่นเดียวกับการใช้กำลังทหารและวาทกรรมก้าวร้าวต่อเวเนซุเอลา สิ่งนี้บ่งชี้ว่าทรัมป์มุ่งมั่นที่จะเข้ามาควบคุมสิ่งที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับล่าสุดของเขาเรียกว่า “ซีกโลกตะวันตก” ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลที่เขาหวังว่าจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของทวีปอเมริกา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รถบัสอินโดนีเซีย พุ่งชนแผงกั้นทางหลวง ดับอย่างน้อย 16 ศพ

รถบัสอินโดนีเซีย พุ่งชนแผงกั้นทางหลวง ดับอย่างน้อย 16 ศพ

22 ธ.ค. 2568 23:12 น.

รถบัสอินโดนีเซีย พุ่งชนแผงกั้นทางหลวง ดับอย่างน้อย 16 ศพ

(ภาพจาก AFP PHOTO /INDONESIA’S NATIONAL SEARCH AND RESCUE AGENCY (BASARNAS))

เกิดเหตุรถบัสโดยสารในอินโดนีเซีย พุ่งชนแผงกั้นทางหลวง จนทำให้รถพลิกคว่ำ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบคน

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถบัสโดยสารพุ่งชนแผงกั้นบนทางหลวง ขณะเดินทางจากกรุงจาการ์ตามุ่งหน้าไปยังเมืองยอกยาการ์ตา เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ทำให้รถพลิกคว่ำและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ศพ

นายบูดีโอโน หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยท้องถิ่น ระบุในแถลงการณ์ว่า รถบัสคันดังกล่าววิ่งด้วยความเร็ว “ค่อนข้างสูง” ตอนมาถึงทางโค้งบริเวณจุดทางต่างระดับของถนนหลวง ทำให้รถพุ่งชนแผงกั้นและพลิกคว่ำ

“เรา… ได้ทำการอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้ 34 คน” นายบูดีโอโนกล่าว และเสริมว่า มีผู้เคราะห์ร้ายถูกประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 15 ราย ส่วนอีก 1 รายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ขณะที่ผู้บาดเจ็บหลายรายถูกส่งไปรักษาที่เมืองเซมารัง

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเผชิญอุบัติเหตุบนท้องถนนบ่อยครั้ง เนื่องจากยานพาหนะมักมีสภาพเก่าและขาดการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับมีการละเลยกฎจราจร โดยเมื่อปี 2567 เคยเกิดเหตุรถยนต์พุ่งชนกับรถบัสและรถยนต์อีกคันบนทางหลวงที่มีการจราจรคับคั่งช่วงเทศกาลอีดิลฟิฏร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ

ก่อนหน้านั้นในปี 2562 เกิดเหตุรถบัสพุ่งตกเหวบนเกาะสุมาตราทางภาคตะวันตก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนลั่นหนุนอาเซียน วอนไทย-กัมพูชายุติสู้รบ คิดถึงประโยชน์ของประชาชน

จีนลั่นหนุนอาเซียน วอนไทย-กัมพูชายุติสู้รบ คิดถึงประโยชน์ของประชาชน

22 ธ.ค. 2568 21:57 น.

จีนลั่นหนุนอาเซียน วอนไทย-กัมพูชายุติสู้รบ คิดถึงประโยชน์ของประชาชน

โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนยืนยันสนับสนุนความพยายามของอาเซียน ในการเรียกร้องให้ไทยกับกัมพูชายุติการต่อสู้ ชี้ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ในการแถลงข่าวประจำของกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 มีผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศพิเศษอาเซียนกำลังจัดขึ้นในวันนี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย การประชุมมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาปัจจุบัน แต่ไทยและกัมพูชายังไม่บรรลุข้อตกลงหยุดยิง จีนมีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ จีนสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยของนายเติ้ง ซีจุน ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศ ในไทยและกัมพูชาได้ไหม

นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า “ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน จีนชื่นชมและสนับสนุนความพยายามของอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซีย ในการเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบและฟื้นฟูสันติภาพ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์พื้นฐานในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ”

“นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จีนได้เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการปรองดองในแบบของตนเองอย่างแข็งขัน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศได้ติดต่อสื่อสารกับไทย กัมพูชา และประเทศสมาชิกอาเซียนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง”

“นายเติ้ง ซีจุน ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียกำลังเดินทางไปมาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย เราจะเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยของทูตพิเศษเติ้ง ซีจุน ในโอกาสอันเหมาะสม จีนจะยังคงส่งเสริมการเจรจาสันติภาพและมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการลดความตึงเครียดต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

อาเซียนเรียกร้องไทย-กัมพูชาหยุดการสู้รบ กลับสู่โต๊ะเจรจา เตรียมประชุม GBC 24 ธ.ค.

อาเซียนเรียกร้องไทย-กัมพูชาหยุดการสู้รบ กลับสู่โต๊ะเจรจา เตรียมประชุม GBC 24 ธ.ค.

22 ธ.ค. 2568 17:21 น.

อาเซียนเรียกร้องไทย-กัมพูชาหยุดการสู้รบ กลับสู่โต๊ะเจรจา เตรียมประชุม GBC 24 ธ.ค.

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนออกแถลงการณ์ สรุปผลประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ว่าด้วยสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างกัมพูชาและไทย ย้ำบทบาทอาเซียนในการไกล่เกลี่ยอย่างสันติ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ ฟื้นความเชื่อมั่น และกลับสู่โต๊ะเจรจา พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความรุนแรงลุกลามในภูมิภาค

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ของประธานอาเซียน ซึ่งเป็นผลสรุปของการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ว่าด้วยสถานการณ์ระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยในปัจจุบัน ดังนี้: 

1. รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดการประชุมพิเศษเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันระหว่างกัมพูชาและไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ตามมติของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กัมพูชา และไทย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

2. มาเลเซียได้รายงานต่อที่ประชุมเกี่ยวกับความพยายามของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานอาเซียน ในการสนับสนุนให้ทั้งกัมพูชาและไทยยุติการสู้รบ ที่ประชุมยังได้รับฟังรายงานจากคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ตามอำนาจหน้าที่ของ AOT ด้วย โดยกัมพูชาและไทยได้ชี้แจงจุดยืนของตนเอง

3. ที่ประชุมชื่นชมบทบาทเชิงรุกและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ โดยมีประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนเข้าร่วมอย่างแข็งขัน ในการส่งเสริมการแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสันติ ที่ประชุมรู้สึกยินดีกับความเต็มใจและความพร้อมของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนจ และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ในการสานต่อความร่วมมือกับประธานอาเซียนเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันความเข้าใจผิดใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์บานปลายยิ่งขึ้น

4. ที่ประชุมได้ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นในความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของอาเซียน ตลอดจนบทบาทสำคัญของอาเซียนในการสร้างสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ตามที่ระบุไว้ในกฎบัตรอาเซียน

5. ที่ประชุมได้ย้อนถึงข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม มติของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ตลอดจนปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 และเรียกร้องให้ทั้งกัมพูชาและไทยดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านั้นอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

6. ที่ประชุมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความตึงเครียดและการสู้รบที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนได้รับความเสียหาย และพลเรือนต้องพลัดถิ่นทั้งสองฝั่งของพรมแดน และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายรับประกันว่าพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจะสามารถกลับไปยังบ้านเรือนและประกอบอาชีพตามปกติได้โดยปราศจากอุปสรรค อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับก่อนเกิดการสู้รบ

7. ที่ประชุมได้ยืนยันอีกครั้งถึงพันธสัญญาที่ร่วมกันจะงดเว้นจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง การระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี และการเคารพพรมแดนระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกลักษณ์ของชาติ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และสนธิสัญญามิตรภาพเเละความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC)

8. ที่ประชุมเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุดและดำเนินการทันทีเพื่อยุติการสู้รบทุกรูปแบบ ที่ประชุมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศฟื้นฟูความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน และกลับสู่การเจรจา รวมถึงผ่านกลไกทวิภาคี ตลอดจนการใช้บทบาทของประธานอาเซียน ฟื้นฟูความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และดำเนินการลดความตึงเครียดทางทหารตามแนวชายแดนร่วมกันภายใต้การสังเกตการณ์ของสมัชชาอาเซียน และยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือพหุภาคีในการแสวงหาทางออกที่สันติและยั่งยืนต่อสถานการณ์

9. รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยินดีกับการหารือเกี่ยวกับการกลับมาเจรจาหยุดยิงและการยุติการสู้รบ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรบรอดเวย์ (GBC) จะประชุมในวันที่ 24 ธันวาคม 2025 เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการและการตรวจสอบการหยุดยิง รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนแสดงความหวังว่าการสู้รบจะลดระดับลงโดยเร็วที่สุด

10. รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนให้คำมั่นว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ระเบิดคาร์บอมบ์สังหาร “นายพลรัสเซีย” ดับคาที่กลางกรุงมอสโก

ระเบิดคาร์บอมบ์สังหาร "นายพลรัสเซีย" ดับคาที่กลางกรุงมอสโก

22 ธ.ค. 2568 15:11 น.

ระเบิดคาร์บอมบ์สังหาร “นายพลรัสเซีย” ดับคาที่กลางกรุงมอสโก

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงใจกลางกรุงมอสโกเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (22 ธ.ค.) ส่งผลให้ พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ นายทหารระดับสูงของรัสเซียเสียชีวิตทันทีคาซากรถยนต์ ด้านพนักงานสอบสวนพุ่งเป้าเป็นการลอบสังหารโดยหน่วยข่าวกรองยูเครน หลังเกิดเหตุโจมตีลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา

คณะกรรมการสอบสวนแห่งรัสเซียแถลงยืนยันว่า พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมการปฏิบัติการแห่งคณะเสนาธิการกองทัพรัสเซีย ได้เสียชีวิตลงแล้วจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นบริเวณลานจอดรถทางตอนใต้ของกรุงมอสโก เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

สเวตลานา เปเตรนโก โฆษกคณะกรรมการสอบสวนระบุว่า วัตถุระเบิดถูกติดตั้งไว้ใต้รถยนต์ของนายพลซาร์วารอฟ และเกิดจุดระเบิดขึ้นในขณะที่มีผู้ขับขี่อยู่ภายในรถบนถนนยาเซเนวา โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง แต่ประเด็นหลักที่ให้ความสำคัญคือ “การบงการโดยหน่วยข่าวกรองของยูเครน”

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายทหารระดับสูงของรัสเซียตกเป็นเป้าหมายกลางกรุงมอสโก โดยก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นหลายครั้ง เมื่อเดือนธันวาคม 2024 พลโท อิกอร์ คิริลลอฟ หัวหน้าหน่วยป้องกันนิวเคลียร์ ชีวภาพ และเคมี ถูกสังหารด้วยระเบิดที่ซ่อนอยู่ในสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหน้าอพาร์ตเมนต์ ซึ่งหน่วยรักษาความมั่นคงยูเครน (SBU) ยอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

ในเดือนเมษายน 2024 พลเอก ยารอสลาฟ มอสกาลิก รองเสนาธิการทหาร เสียชีวิตจากเหตุระเบิดรถยนต์ใกล้กรุงมอสโก ส่วนเมื่อเดือนเมษายน 2023 นายแม็กซิม โฟมิน บล็อกเกอร์สายทหารชื่อดัง เสียชีวิตจากระเบิดที่ซ่อนอยู่ในรูปปั้นภายในคาเฟ่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเมื่อเดือนสิงหาคม 2022: ดาเรีย ดูกินา ลูกสาวของนักคิดสายชาตินิยมสุดโต่ง อเล็กซานเดอร์ ดูกิน เสียชีวิตจากคาร์บอมบ์

ความตึงเครียดที่ลุกลามถึงกรุงมอสโกนับตั้งแต่รัสเซียส่งกองกำลังบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 รัฐบาลรัสเซียได้กล่าวโทษยูเครนมาโดยตลอดว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีบุคคลสำคัญและเจ้าหน้าที่ทหารทั้งในรัสเซียและในดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดครองอยู่ แม้ว่าในบางกรณีทางการยูเครนจะไม่ได้ออกมายอมรับโดยตรงก็ตาม

การสังหารพลโทซาร์วารอฟในครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียบุคลากรระดับมันสมองของกองทัพรัสเซียอีกครั้ง และเป็นการส่งสัญญาณว่าสงครามข่าวกรองและการลอบสังหารได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการสู้รบที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง.

ที่มา AP 

ญี่ปุ่นจ่อเดินเครื่อง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก” ในรอบ 15 ปี หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ

ญี่ปุ่นจ่อเดินเครื่อง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก" ในรอบ 15 ปี หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ

22 ธ.ค. 2568 14:05 น.

ญี่ปุ่นจ่อเดินเครื่อง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก” ในรอบ 15 ปี หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ

สภาจังหวัดนีงาตะลงมติครั้งสำคัญที่จะชี้ชะตาการกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ “คาชิวาซากิ-คาริวะ” ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ 220 กิโลเมตร โรงไฟฟ้าแห่งนี้ถูกระงับการใช้งานมาตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิถล่มโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ไดอิจิ เมื่อปี 2011 ซึ่งเป็นภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เชอร์โนบิล

ด้านกลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ได้รวมตัวกันหน้าอาคารสภาจังหวัดนีงาตะท่ามกลางอากาศหนาวจัดท่ามกลางอุณหภูมิเพียง 6 องศาเซลเซียส พร้อมชูป้ายข้อความ “ไม่เอานิวเคลียร์” และ “คัดค้านการเดินเครื่องคาชิวาซากิ-คาริวะ” พร้อมร่วมกันร้องเพลง “ฟูรูซาโตะ” ซึ่งเป็นเพลงที่สื่อถึงความรักในบ้านเกิด โดยหนึ่งในผู้ประท้วงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของบริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ เทปโก ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ว่ามีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ที่จะกลับมาดูแลโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

ในวันนี้ (22 ธ.ค.) สภาจังหวัดนีงาตะได้ลงมติไว้วางใจนายฮิเดโยะ ฮานาซูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะ  ซึ่งให้การสนับสนุนการเปิดโรงไฟฟ้าอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้โรงไฟฟ้าสามารถเริ่มดำเนินการได้อีกครั้ง แม้ว่าสมาชิกสภาจะลงมติสนับสนุนฮานาซูมิ แต่การประชุมสภาซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี ได้เผยให้เห็นความแตกแยกในชุมชนเกี่ยวกับการเปิดโรงไฟฟ้าอีกครั้ง แม้ว่าจะมีการสร้างงานใหม่และค่าไฟฟ้าที่อาจลดลงก็ตาม

ด้านนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ 2 เดือน แสดงท่าทีสนับสนุนการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์อย่างชัดเจน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว และถ่านหิน ซึ่งในปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นต้องสูญเงินไปกว่า 10.7 ล้านล้านเยน (ราว 2.12 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ทำให้รัฐบาลตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์ให้เป็น 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2040

แม้เทปโกจะพยายามซื้อใจชาวเมืองด้วยการอัดฉีดเงินงบประมาณกว่า 100,000 ล้านเยน (ราว 19,830 ล้านบาท) เข้าสู่จังหวัดในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ประชาชนชาวนีงาตะถึง 60% เห็นว่าสภาพแวดล้อมยังไม่พร้อมสำหรับการเดินเครื่องใหม่ และ 70% ยังคงกังวลต่อการบริหารงานของเทปโก

หากได้รับการอนุมัติ คาดว่าเทปโกจะเริ่มเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์เครื่องแรกจากทั้งหมด 7 เครื่องได้ในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้กรุงโตเกียวได้ทันทีถึง 2% โดยทางบริษัทให้คำมั่นว่าจะยึดถือความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งและจะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างแน่นอน.

ที่มา Reuters

เผยสองพ่อลูกมือกราดยิง “หาดบอนได” ฝึกใช้อาวุธเชิงยุทธวิธีในชนบทออสเตรเลียก่อนก่อเหตุ

เผยสองพ่อลูกมือกราดยิง "หาดบอนได" ฝึกใช้อาวุธเชิงยุทธวิธีในชนบทออสเตรเลียก่อนก่อเหตุ

22 ธ.ค. 2568 12:43 น.

เผยสองพ่อลูกมือกราดยิง “หาดบอนได” ฝึกใช้อาวุธเชิงยุทธวิธีในชนบทออสเตรเลียก่อนก่อเหตุ

ตำรวจออสเตรเลียเปิดหลักฐาน สองพ่อลูกผู้ก่อเหตุยิงกราดกลางงานฉลองของชาวยิวที่หาดบอนได แอบซุ่มฝึกยุทธวิธีและใช้อาวุธปืนในพื้นที่ชนบทของรัฐนิวเซาท์เวลส์ก่อนลงมือ ด้านนายกฯ “แอนโทนี อัลบาเนซี” เตรียมผลักดันกฎหมายจัดการกลุ่มยุยงปลุกปั่นความเกลียดชัง และมาตรการคุมเข้มอาวุธปืนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี

ความคืบหน้ากรณีเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่หาดบอนได ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย ล่าสุดตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้เปิดเผยเอกสารต่อศาล ระบุว่า นายซาจิด อัคราม ผู้พ่อซึ่งถูกวิสามัญในที่เกิดเหตุ และนายนาวีด ผู้เป็นลูกชาย ได้มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบก่อนก่อเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้

เปิดหลักฐานการฝึกยุทธวิธีเอกสารของตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาทั้งสองได้ทำการ “ฝึกซ้อมการใช้อาวุธปืน” ในพื้นที่ชนบทของรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยมีภาพหลักฐานแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่ใช้ปืนลูกซองและเคลื่อนที่ในลักษณะ “ยุทธวิธีทางทหาร” นอกจากนี้ยังพบวิดีโอที่บันทึกไว้เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งทั้งคู่กล่าวโจมตีกลุ่ม “ไซออนิสต์” โดยมีธงของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) เป็นฉากหลัง และได้ทำการ “ลาดตระเวน” พื้นที่หาดบอนไดในเวลากลางคืนเพียงไม่กี่วันก่อนลงมือ

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี แถลงด้วยความเสียใจต่อชุมชนชาวยิวและชาวออสเตรเลียทั่วประเทศ พร้อมประกาศว่าจะไม่ยอมให้ผู้ก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มไอเอสมาสร้างความแตกแยกในสังคม โดยเตรียมเสนอทางออกทางกฎหมายที่รุนแรงขึ้นเพื่อจัดการกับ “การเผยแพร่คำสอนที่สร้างความเกลียดชัง”และยืนยันจะปกป้องสิทธิของชาวออสเตรเลียเชื้อสายยิวให้สามารถใช้ชีวิตและปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างปลอดภัย

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมประกาศโครงการ “ซื้อคืนอาวุธปืน” ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1996 เพื่อนำอาวุธออกจากท้องถนนให้ได้มากที่สุด ขณะที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ได้เรียกประชุมสภาสมัยพิเศษเพื่อผ่านกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดในประเทศ โดยมีมาตรการสำคัญด เช่น จำกัดการถือครองปืนไม่เกิน 4 กระบอกต่อคน ยกเว้นเกษตรกรที่อาจถือครองได้ถึง 10 กระบอก การสั่งห้ามแสดง “สัญลักษณ์ก่อการร้าย” ทุกรูปแบบ รวมถึงธงกลุ่มไอเอสในที่สาธารณะ และให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งระงับการชุมนุมประท้วงได้นานถึง 3 เดือนหลังเกิดเหตุการณ์ก่อการร้าย

ความคืบหน้าด้านคดีสำหรับผู้ก่อเหตุ นายซาจิด อักราม วัย 50 ปี ชาวอินเดียที่เข้าออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1998 ได้เสียชีวิตจากการถูกตำรวจวิสามัญ ส่วนนายนาวิด ลูกชายวัย 24 ปี ซึ่งเกิดในออสเตรเลีย ได้ถูกย้ายจากโรงพยาบาลเข้าสู่เรือนจำเพื่อดำเนินคดีแล้ว

นอกจากนี้ ทางการรัฐนิวเซาท์เวลส์ยังเตรียมพิจารณาคำสั่งห้ามใช้ถ้อยคำที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความรุนแรง เช่น วลีที่เกี่ยวข้องกับการรุกฮือทางการเมืองในบางบริบท เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของสังคมในระยะยาว.

ที่มา ABC News

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง “นาจิบ ราซัค” ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง "นาจิบ ราซัค" ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

22 ธ.ค. 2568 12:02 น.

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง “นาจิบ ราซัค” ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

ศาลสูงกัวลาลัมเปอร์มีคำสั่งยกคำร้องของอดีตนายกรัฐมนตรี “นาจิบ ราซัค” ที่ขอเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักตัวในบ้านพัก โดยศาลระบุชัดแม้พระบรมราชโองการจะมีอยู่จริง แต่กระบวนการออกคำสั่งไม่ผ่านการหารือกับคณะกรรมการอภัยโทษ ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ

ศาลสูงมาเลเซียได้มีคำวินิจฉัยปฏิเสธคำร้องของ นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 71 ปี ที่พยายามขอใช้สิทธิ์รับโทษจำคุกส่วนที่เหลือด้วยการกักตัวภายในบ้านพักแทนการอยู่ในเรือนจำ โดยศาลระบุว่าเอกสารคำสั่งเพิ่มเติมที่อ้างถึงนั้นไม่มีผลทางกฎหมาย

นาจิบ ราซัค ซึ่งถูกจำคุกมาตั้งแต่ปี 2022 จากคดีทุจริตกองทุน 1MDB เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจำคุกจาก 12 ปี เหลือ 6 ปีไปเมื่อปีก่อน อย่างไรก็ตาม เขาพยายามต่อสู้คดีโดยอ้างว่า อดีตสมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีพระบรมราชโองการลับแนบท้ายที่อนุญาตให้เขาเปลี่ยนไปรับโทษกักตัวในบ้านพักได้ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลและคณะกรรมการอภัยโทษปฏิเสธการรับรู้มาโดยตลอด จนกระทั่งทนายแผ่นดินได้ออกมายืนยันว่ามีเอกสารดังกล่าวอยู่จริงในปีนี้

ศาลชี้อำนาจกษัตริย์มีขอบเขตตามรัฐธรรมนูญผู้พิพากษา อลิซ โลค ระบุในคำวินิจฉัยว่า แม้การมีอยู่ของเอกสารดังกล่าวจะไม่ใช่ข้อโต้แย้ง แต่คำสั่งนั้นไม่สามารถบังคับใช้ได้ เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาหรือปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการอภัยโทษ  ตามที่รัฐธรรมนูญมาเลเซียกำหนดไว้

“แม้กษัตริย์จะมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการอภัยโทษ แต่อำนาจนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีขีดจำกัด เมื่อคำสั่งเพิ่มเติมนี้ไม่ได้ถูกพิจารณาหรือตัดสินในที่ประชุมคณะกรรมการอภัยโทษ จึงถือว่าคำสั่งนี้ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย” ผู้พิพากษากล่าว

คำตัดสินของศาลในครั้งนี้มีขึ้นเพียง 4 วันก่อนที่จะถึงกำหนดวันตัดสินคดีครั้งสำคัญที่สุดของนาจิบ ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับกองทุน 1Malaysia Development Berhad (1MDB) โดยเฉพาะ โดยเขากำลังเผชิญหน้ากับข้อหาคอร์รัปชัน 4 กระทง และฟอกเงินอีก 21 กระทง เกี่ยวข้องกับการโอนเงินผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 2,200 ล้านริงกิต (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท)

ทั้งนี้ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดในคดีใหม่นี้ นาจิบอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปีในแต่ละกระทงความผิด รวมถึงโทษปรับอีก 5 เท่าของมูลค่าความเสียหาย ขณะที่เจ้าตัวยังคงยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้นในกองทุนดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมทั่วโลกกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา Reuters

ไนจีเรียช่วย 130 นักเรียนคาทอลิกกลุ่มสุดท้าย หลังถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่นานนับเดือน

ไนจีเรียช่วย 130 นักเรียนคาทอลิกกลุ่มสุดท้าย หลังถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่นานนับเดือน

22 ธ.ค. 2568 11:11 น.

ไนจีเรียช่วย 130 นักเรียนคาทอลิกกลุ่มสุดท้าย หลังถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่นานนับเดือน

ทางการไนจีเรียประกาศความสำเร็จในการช่วยเหลือนักเรียนและบุคลากรที่ถูกลักพาตัวจากโรงเรียนประจำคาทอลิกเซนต์แมรี ในหมู่บ้านปาปิรี รัฐไนเจอร์ ภาคกลางของประเทศ โดยสามารถปล่อยตัวผู้ที่เหลืออีก 130 คนได้ครบถ้วน ทำให้ไม่มีนักเรียนคนใดยังถูกควบคุมตัวอยู่

รัฐบาลกลางไนจีเรียแถลงยืนยันการได้รับอิสรภาพของนักเรียนและเจ้าหน้าที่โรงเรียนประจำคาทอลิก “เซนต์แมรี” จำนวน 130 คนสุดท้าย ซึ่งถูกลักพาตัวไปจากเมืองปาปิรี ในรัฐไนเจอร์ โดยระบุว่านี่คือ “ช่วงเวลาแห่งชัยชนะและความโล่งอก” หลังจากเกิดเหตุลักพาตัวหมู่ที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ

บายโอ โอนานูกา โฆษกประธานาธิบดี เปิดเผยภาพถ่ายของเด็กๆ ที่กำลังยิ้มและโบกมือด้วยความดีใจ พร้อมยืนยันว่าขณะนี้จำนวนนักเรียนที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งหมดรวมเป็น 230 คน ซึ่งคาดว่ากลุ่มนักเรียนที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจะเดินทางถึงเมืองมินนา เมืองหลวงของรัฐไนเจอร์ในวันนี้ (22 ธ.ค.)

เบื้องหลังการปล่อยตัวที่ยังคงเป็นปริศนาแม้จะมีการประกาศข่าวดี แต่ทางการยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่ารัฐบาลใช้วิธีใดในการเจรจาเพื่อให้มีการปล่อยตัว หรือมีการจ่ายค่าไถ่ให้กับกลุ่มลักพาตัวหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ อับดุลลาฮี สุเล ผู้ว่าการรัฐนาซาราวา ระบุเพียงว่าความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานเบื้องหลังของรัฐบาลกลางที่ไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

ย้อนรอยเหตุการณ์สะเทือนขวัญย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน มีเด็กและเจ้าหน้าที่กว่า 250 คนถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนเซนต์แมรี โดยสมาคมคริสเตียนแห่งไนจีเรียระบุว่ามีนักเรียนประมาณ 50 คนที่สามารถหลบหนีออกมาได้ในระหว่างเกิดเหตุ และก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม มีนักเรียนได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้วประมาณ 100 คน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของระลอกการโจมตีโรงเรียนและศาสนสถานในพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของไนจีเรียที่เพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนเกิดเหตุที่โรงเรียนเซนต์แมรีเพียงไม่กี่วัน ได้เกิดเหตุลักพาตัวที่โบสถ์ในรัฐควารา และโรงเรียนมัธยมหญิงล้วนในรัฐเคบบิ ซึ่งตัวประกันในทั้งสองกรณีได้รับการปล่อยตัวหมดแล้วก่อนหน้านี้

ความมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อความปลอดภัยในโรงเรียนแม้จะยังไม่มีการระบุตัวตนกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแน่ชัด แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นฝีมือของแก๊งอาชญากรที่ต้องการเรียกค่าไถ่

ด้านประธานาธิบดี โบลา อาเหม็ด ตินูบู ได้ให้คำมั่นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานร่วมกับรัฐต่างๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก.

ที่มา BBC

ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

22 ธ.ค. 2568 11:08 น.

ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

เผยผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 34.8 ของบริษัทญี่ปุ่นอนุญาตให้พนักงานทำงานต่อไปได้จนถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มการขยายบทบาทแรงงานสูงวัย ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุและปัญหาขาดแคลน 

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำรวจพบว่า เมื่อปีที่แล้ว มีร้อยละ 34.8 ของบริษัทญี่ปุ่นอนุญาตให้พนักงานทำงานต่อไปได้จนถึงอายุ 70 ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 2.9  เปอร์เซ็นต์ อันเป็นการสะท้อนแนวโน้มการขยายบทบาทแรงงานสูงวัย ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุและปัญหาขาดแคลนแรงงาน

การสำรวจครั้งนี้จัดทำกับบริษัทประมาณ 237,700 แห่ง ที่มีพนักงานตั้งแต่ 21 คนขึ้นไป โดยสำรวจสถานการณ์การจ้างงานแรงงานสูงอายุ เดือนมิถุนายน 2568  

ผลสำรวจพบว่า  ในจำนวนนี้ ร้อยละ 28.3 ใช้วิธีเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานต่อหลังอายุเกษียณตามที่บริษัทกำหนด ขณะที่ร้อยละ 3.9 ยกเลิกการกำหนดอายุเกษียณโดยสิ้นเชิง และอีกร้อยละ 2.5 ปรับเพิ่มเพดานอายุการทำงาน

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นระบุว่า บริษัทต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการจ้างงานแรงงานสูงวัยมากขึ้น เนื่องจากระบบและนโยบายเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศต่อไป

เมื่อแยกตามขนาดกิจการ พบว่า บริษัทรายใหญ่ที่มีพนักงานตั้งแต่ 301 คนขึ้นไป ร้อยละ 29.5 ได้จัดหาตำแหน่งงานให้แรงงานสูงวัย ส่วนบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีพนักงาน 21–300 คน มีสัดส่วนสูงกว่า อยู่ที่ร้อยละ 35.2

ทั้งนี้ กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้นายจ้างต้องจ้างงานพนักงานที่ประสงค์ทำงานต่อจนถึงอายุ 65 ปี และยังส่งเสริมให้ภาคธุรกิจจัดหาโอกาสการทำงานต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 70 ปี.

ที่มา NHK