มงลงนางร้ายเจนใหม่ ‘แพม สุชานุช’ทุ่มสุดตัว เล่นลึก 2 บทบาท

มงลงนางร้ายเจนใหม่ 'แพม สุชานุช'ทุ่มสุดตัว เล่นลึก 2 บทบาท

มงลงนางร้ายเจนใหม่ ‘แพม สุชานุช’ทุ่มสุดตัว เล่นลึก 2 บทบาท

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

แฟนละครช่อง 7HD ยกนิ้วชม “แพม สุชานุช” มงลงนางร้ายเจนใหม่ ตีบทแตกในละคร “บ้านนางรำ” เผยบทบาทสุดท้าทาย ถ่ายทอด 2 ตัวละครสำคัญ หนึ่งในปมหลัก ที่มาพร้อมอารมณ์ถูกกดทับ สะสมข้ามภพชาติถือเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญ ที่ช่วยรันเรื่องราวในละครดราม่าเรื่อง “บ้านนางรำ” จากค่าย ปภัสรา โปรดักชั่น ของผู้จัด กบ-ปภัสรา เตชะไพบูลย์ ให้เข้มข้น จนแฟนละคร ช่อง 7HD พากันคอมเมนต์ชื่นชม สำหรับ แพม-สุชานุช ศุภธรรมวงศ์ นักแสดงรุ่นใหม่ ที่ฝีมือการแสดงพัฒนากับคาแรกเตอร์นางร้าย โดยเจ้าตัวเผยว่าละครเรื่องนี้ บทร้ายและท้าทายที่สุดตั้งแต่แสดงละครมาเลยทีเดียว

“เห็นฟีดแบ็กจากแฟนละครแล้วดีใจมากเลยค่ะ หลายคนบอกว่าเรื่องนี้แพมดูโตขึ้น บางซีนไม่มีคำพูด แต่สายตาก็ไม่หยุดที่จะเล่าเรื่อง ดูมีมิติ ดูน่าสงสาร แล้วคนดูก็รู้สึกเกลียดตัวละครไปพร้อม ๆ กัน  ซึ่งอยากบอกว่าแฟน ๆ ติชมได้เรื่อย ๆ นะคะ แพมอยากเห็นคอมเมนต์ที่หลากหลาย เพื่อนำมาพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นค่ะ เรื่องนี้แพมรับบทเป็น สาริกา ในอดีตชาติ และเป็น ริสา ในชาติปัจจุบันค่ะ ทั้ง 2 คาแรกเตอร์ มีความเชื่อมโยงกันทางอารมณ์สูงมาก ชาติที่แล้วเป็นยังไง ชาติปัจจุบันนิสัยก็ยังไม่เปลี่ยน แต่ที่แตกต่างคือจะมีวิธีการแสดงออกไม่เหมือนกันค่ะ ตัวสาริกาจะเป็นคนที่เก็บความรู้สึก พยายามควบคุมกดความรู้สึกตัวเองไว้ข้างใน ไม่แสดงออกมา ส่วนริสาจะเป็นคนที่มีจุดยืนชัดเจน รักจริง ตรงไปตรงมา กล้าแสดงออกทางความรู้สึกมากกว่า ซึ่ง 2 ตัวละครนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของบาดแผลหลาย ๆ อย่างในชีวิต ทั้งของตัวเอง และของตัวละครอื่น

ต้องบอกเลยว่า 2 ตัวละครนี้ร้ายที่สุด แล้วก็ท้าทายมาก ๆ ตั้งแต่แพมเป็นนักแสดงมาตอนเห็นบทครั้งแรกยังคิดในใจว่า ถ้าเล่นไม่ได้ เล่นไม่ถึง ตายแน่ ๆ บางซีนอ่านแล้ว รู้สึกว่าต้องเป็นนักแสดงที่มีชั่วโมงบินพอสมควร ถึงจะเอาอยู่ ก็ประเมินตัวเองว่าเราจะทำได้เหรอ แต่พอได้รับโอกาสมาแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด ทำการบ้านหนักมาก ตอนที่ถ่ายทำ มีหลายฉากเหมือนกันที่เกือบออกจากตัวละครไม่ได้ รู้สึกใจสั่น ใจหวิว มีอาการนี้ทุกครั้งที่จับบท  อาจเป็นความเครียดด้วยมั้งคะ แต่พอเราทำการบ้านเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าใจที่มาที่ไปของตัวละคร หลังจากนั้น ถึงเริ่มควบคุมการเป็นตัวละครได้

ซึ่งบท  สาริกา หรือ ริสา ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่วิ่งตามผู้ชาย แต่มีมิติที่ลึกกว่านั้น คือกำลังวิ่งตามความรู้สึกอยากถูกรัก อยากถูกเลือก ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดมาตลอด เหตุการณ์ผิดหวังในความรัก มุมต่าง ๆ ทั้งจากครอบครัว และจากคนรัก ที่มันซับซ้อนมากกว่าคนปกติ ซึ่งความถูกกดทับทางอารมณ์เหล่านี้ มันค่อย ๆ สะสมโทสะรุนแรงอยู่ในใจ พอมันถึงขีดสุดก็ไม่มีใครเอาอยู่ ซึ่งปมเหล่านี้มันไม่ได้รับการแก้ไขจากอดีต พอกลับมาเกิดในชาติปัจจุบัน ริสาก็เหมือนแบกทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสาริกามาด้วย แต่มีวิธีการแสดงออกต่างกัน ดังนั้นความยากของตัวสาริกา และริสา ไม่ใช่แค่ความร้าย มันคือการทำให้คนดูเข้าใจว่าทำไมตัวละครถึงกลายเป็นแบบนี้ มันมีที่มาที่ไป ซึ่งท้าทายมาก ๆ ในฐานะนักแสดงค่ะ

ฝากแฟน ๆ อยากให้จับตาการเปลี่ยนแปลงของ สาริกา และริสาให้ดีค่ะ ว่าจะไปถึงจุดไหน แพมตั้งใจมาก ทั้งแรงกาย แรงใจ ดีไซน์ความเป็นตัวละคร ทั้ง 2 คาแรกเตอร์ออกมาเป็นอย่างดี แล้วก็ฝากเป็นกำลังใจให้นักแสดงทุกคนด้วย มาคลายปมของตัวละครไปพร้อม ๆ กันนะคะ”ติดตามชมละคร “บ้านนางรำ” ได้ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 19.00 น. ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 และรับชมย้อนหลังบนแอป TrueVisions NOWและติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD  

‘เจง วิไลลักษณ์’ภรรยา ‘พีท ทองเจือ’ร่วมบุญใหญ่โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

'เจง วิไลลักษณ์'ภรรยา 'พีท ทองเจือ'ร่วมบุญใหญ่โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

‘เจง วิไลลักษณ์’ภรรยา ‘พีท ทองเจือ’ร่วมบุญใหญ่โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.45 น.

เจง วิไลลักษณ์ ภรรยาคนสวยของ พีท ทองเจือ พร้อมเพื่อนสนิท ดร.เจนีตา ร่วมบุญใหญ่โครงการบรรพชา #สามเณรภาคฤดูร้อน ประจำปี 2569 ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชพันปีหลวง ณ #วัดธาตุทอง พระอารามหลวง เขตวัฒนา

เจง -วิไลลักษณ์ ทองเจือ ผนึกใจเพื่อนสนิท ได้แก่ ดร.เจนีตา ชอบตวงทอง, เพ็ญพร วงศ์นพรัตน์เลิศ, รณิดา ณ ระนอง, ดนยธร จิรสันติ์ และเพื่อนจากหลายวงการ ร่วมบุญใหญ่เป็นเจ้าภาพร่วมบรรพชาสามเณร ใน “โครงการบรรพชาสามเณร ภาคฤดูร้อน ปี 2569 เพื่อน้อมถวายพระราชกุศลฯ” ณ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง โดยภายในงานเต็มไปด้วยประชาชน ผู้ปกครองจำนวนมากที่มาร่วมอนุโมทนา นับเป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นกิจกรรมที่น่าสนับสนุน การที่เด็กๆได้มาบรรพชาหมู่ช่วงฤดูร้อนนั้น นอกจากจะเป็นการใช้เวลาช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังเป็นการพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีมีความอดทน มีระเบียบวินัย ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และสร้างมิตรภาพใหม่ๆ ที่จะเป็นความทรงจำดีๆให้กับเด็กตลอดไป

คุณแม่เจง เสริมว่า ตัวเองเลี้ยงลูกมา 3 คนย่อมเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ ยิ่งเด็กสมัยนี้อยู่กับหน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก การที่ได้มาบวชเหมือนได้พักสมอง การสวดมนต์ยังช่วยให้เด็กๆสมาธิดีขึ้นอีกด้วย ส่วนเพื่อนๆที่มาร่วมบุญก็ฟีลกู้ด แฮปปี้กันทุกคนสำหรับผู้ปกครองและบุคคลทั่วไป ที่สนใจอยากจะพาบุตรหลานร่วมกิจกรรมดีๆแบบนี้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook :  วัดธาตุทองพระอารามหลวง ช่องทางออนไลน์แก่ผู้ปกครองยุคใหม่

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.05 น.

สพฐ. ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ พร้อมผนึกกำลังลดใช้พลังงานรับวิกฤตโลก

7 เมษายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 13/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายพิเชฐร์ วันทอง, นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

การประชุมครั้งนี้ นอกจากหารือนโยบายสำคัญเพื่อเดินหน้ายกระดับการศึกษาแล้ว ที่ประชุมยังได้รายงานสรุปผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2568 ซึ่งมีการจัดสอบในระดับ ป.6 ม.3 และ ม.6 โดยมีผู้เข้าสอบคิดเป็นร้อยละ 78.04, 83.21 และ 54.40 ตามลำดับ สะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในระดับที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ ม.6 ที่ยังมีอัตราเข้าสอบต่ำ ส่วนแนวทางยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะเน้นการใช้ข้อสอบและตัวชี้วัดเป็นฐานพัฒนา ส่งเสริมการวางแผนการเรียนรู้ให้สอดคล้องมาตรฐานการศึกษา ขยายผลสถานศึกษาต้นแบบที่มีผล O-NET ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ พัฒนาครูให้ใช้ผลประเมินในการออกแบบการสอนและดูแลผู้เรียนรายบุคคล พร้อมทั้งสนับสนุนสื่อและนวัตกรรม เช่น แบบฝึกทักษะ และ Gamification เพื่อเพิ่มแรงจูงใจอีกด้วย

ด้านนโยบายลดภาระงานครู ตามนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ของ สพฐ. ปี 2569 ได้มีการประชุมชี้แจงแนวทางฯ เมื่อเร็วๆนี้ โดยมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางถึงเขตพื้นที่และสถานศึกษา เปิดเวทีรับฟังข้อคิดเห็น เพื่อสะท้อนปัญหาภาระงานซ้ำซ้อนที่ยังมีอยู่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 30,000 คน ครอบคลุม 245 เขตพื้นที่การศึกษา เป็นการเน้นขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ปรับ ลด ปลดล็อก” บูรณาการการทำงานระหว่าง สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ใช้ระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มกลาง ลดความซ้ำซ้อนในการรายงานข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและคืนเวลาให้ครูสู่ห้องเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะเดียวกัน สพฐ. ได้เดินหน้ามาตรการประหยัดพลังงาน เพื่อรับมือวิกฤตโลก ปี 2569 ซึ่งบุคลากรทั้งส่วนกลาง และเขตพื้นที่การศึกษา ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตั้งแต่การปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (Work from Home) ปรับรูปแบบการประชุม อบรม สัมมนาหรือกิจกรรมต่าง ๆ เป็นแบบ online หรือผสมผสาน พร้อมรณรงค์ลดใช้พลังงาน อาทิ ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส เปิดใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็น กำหนดเวลาเปิด–ปิดไฟ ลดใช้กระดาษ แต่งกายสุภาพ ฯลฯ การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ให้เดินทางเฉพาะภารกิจจำเป็น และส่งเสริมการใช้รถร่วมกัน ทั้งนี้ ในปี 2569 ได้กำหนดเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้าลง 10% และลดการใช้น้ำมันลง 15% เพื่อมุ่งลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ และสร้างวินัยพลังงานในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

ม.รังสิต แจงครั้งสุดท้าย! จ่อฟ้อง อาจารย์โต้ง ถ้าไม่หยุดกล่าวหา

ม.รังสิต แจงครั้งสุดท้าย! จ่อฟ้อง อาจารย์โต้ง ถ้าไม่หยุดกล่าวหา

ม.รังสิต แจงครั้งสุดท้าย! จ่อฟ้อง อาจารย์โต้ง ถ้าไม่หยุดกล่าวหา

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.36 น.

7 เมษายน 2569 ฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยรังสิต ออกแถลงการณ์มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีรายละเอียดดังนี้ สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของ รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ในวันนี้ (7 เม.ย.69) ซึ่งพบว่ายังคงมีการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน และคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง มหาวิทยาลัยรังสิตขอวิงวอนไปยังสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อในการร่วมสร้างสถานการณ์ที่เพิ่มเติมข้อมูลเท็จ จากการกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยรังสิต ปกป้องผู้กระทำความผิด ในกรณีการทุจริตลักทรัพย์นายจ้าง

มหาวิทยาลัยรังสิต ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

1.กรณีนี้ไม่ใช่คดีลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งผลสอบสวนชั้นต้น ที่มี รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เป็นประธานกรรมการสอบเองนั้น สรุปว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาได้ รวมถึงผลสอบสวนในชั้นต่อมา โดยคณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นอกจากไม่มีความผิดทางอาญาแล้ว ไม่มีความผิดทางวินัยด้วย กรณีที่อดีตอธิการบดีให้แจ้งความ ตามข้อเสนอของ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นั้น จากการสอบสวน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอถึงการกระทำผิดอาญา อธิการบดีปัจจุบันจึงได้ทำการถอนฟ้องคดีดังกล่าว

2.การปรับพื้นที่เพื่อเตรียมไว้สำหรับเป็นบ้านพักคนงาน ในโครงการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ ไม่ได้มีความเสียหายเกิดขึ้นต่อมหาวิทยาลัย โดยพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของการเคลียร์พื้นที่ (Site Clearing) ตามคำนิยามในทางวิศวกรรม หมายถึง กระบวนการเตรียมพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง โดยการถางป่า ขุดตอไม้ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิม ปรับระดับดินและขนย้ายเศษวัสดุออก เพื่อให้เป็นพื้นที่โล่งเตียน ปลอดภัย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในโครงการก่อสร้าง ซึ่งเป็นไปตามร่างขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ว่าจ้างผู้รับเหมา เมื่อทำการเคลียร์พื้นที่แล้ว ปรากฏภาพพื้นที่ราบเรียบ ไม่มีหลุมบ่อใดๆ แสดงให้เห็นว่า การขนขยะที่มีดินปนอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเจตนาในการเคลียร์พื้นที่ หลักฐานสำคัญนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตในฐานะเจ้าของทรัพย์ เห็นว่าไม่ใช่การลักทรัพย์

3.ขอยืนยันว่า เหตุแห่งการเลิกจ้าง เป็นเพราะ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์หลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 8 เดือน (ก.ค.68 – ก.พ. 69) ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเป็นที่มาของมติคณะกรรมการสอบสวน ว่าได้กระทำผิดวินัยร้ายแรง

มหาวิทยาลัยรังสิต ยึดถือความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะขอเรียนชี้แจงเกี่ยวกับกรณีนี้เป็นครั้งสุดท้าย หากพบว่ายังมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ มหาวิทยาลัยพร้อมที่จะนำพยาน หลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

– 006

ประเสริฐ เรียกถกผู้บริหารศธ.หามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ประเสริฐ เรียกถกผู้บริหารศธ.หามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ประเสริฐ เรียกถกผู้บริหารศธ.หามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

ประเสริฐ-อัครนันท์ เรียกประชุมผู้บริหารศธ.เตรียมพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ 9-10 เม.ย.นี้ พร้อมหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม 

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 นายประเสริฐ จันทระรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ประชุมหารือผู้บริหารองค์กรหลัก ของ ศธ. เพื่อเตรียมข้อมูลความพร้อมในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ และได้หารือมาตรการประหยัดพลังงาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ 

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการหารือ ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด จึงต้องเตรียมยกระดับความเข้มเกี่ยวกับมาตรการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ และให้มีการใช้พลังงานในประเทศอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  ซึ่งในส่วนของศธ. ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดเทอมแล้ว จึงได้ให้แนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ครู และนักเรียน อาทิ การจัดธงฟ้า ลดราคาชุดนักเรียน  หรืออุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หรือมีมาตรการส่งเสริมการประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น อุปกรณ์การเรียนบางอย่างที่มีอยู่แล้วก็ให้ใช้ต่อได้ 

“แต่อย่างไรก็ตามถึงแม่จะมีวิกฤติ แต่เรื่องการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเราแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพนักเรียนด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม จึงยังไม่มีนโยบายอะไรพิเศษ ยังคงเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้เบื้องต้น  แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายอะไร ศธ.ก็พร้อมจะดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตาม บริบทของกระทรวงศึกษาธิการ จะให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ดังนั้น ตนจึงประชุมเพื่อตรียมรับมือ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาข้อสรุปมาตรการมา ”นายประเสริฐกล่าว 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการทำงานที่บ้าน WFH (Work From Home)  หรือ WFA (Work From Anywhere) ทำงานจากทุกที่ที่สะดวก นั้น ก็อาจจะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็ต้องรอให้เป็นมติ ครม.ก่อน

ส่วนมาตรการเรียนออนไลน์นั้น ก็เป็นหนึ่งในแนวคิด แต่ยังไม่เน้น เพราะเราเน้นเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน รวมถึงดูเรื่องภาระของผู้ปกครอง อะไรที่ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองได้ แต่คุณภาพการเรียนการสอนต้องไม่เสียหาย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเรายังยึดหลักนี้อยู่

ส่วนมาตรการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางหารศึกษา ให้แยกกันระหว่างงานออฟฟิส กับงานการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนอาชีวศึกษาที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ถ้าไม่มีออนไซด์ การเรียนก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่ระดับมัธยมศึกษาที่ต้องมีการทดลองปฏิบัติ ก็ต้องมีเรียนออนไซต์ในบางวิชาเช่นกัน  ส่วนการลดภาระหนี้สินครู ซึ่งปัญหานี้มีมานานแล้ว ตนจึงขอพิจารณาก่อน

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันศุกร์ที่ 10 เม.ย. ตนและ รมช.ศธ.จะเดินทางเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ และวันที่ 20 เม.ย.จะมอบนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจของ ศธ. ทั้งควิกวิน และนโยบายที่ต้องทำในปีต่อไปแก่ข้าราชการศธ. ส่วนจะมีอะไรให้ชื่นใจหรือไม่นั้นต้องรอฟัง
 

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.32 น.

“ประเสริฐ-อัครนันท์“ เรียกประชุมผู้บริหารศธ.เตรียมพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ 9-10 เม.ย.นี้ พร้อมหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม 

7 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทระรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ประชุมหารือผู้บริหารองค์กรหลัก ของ ศธ. เพื่อเตรียมข้อมูลความพร้อมในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ และได้หารือมาตรการประหยัดพลังงาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ 

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการหารือ ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด จึงต้องเตรียมยกระดับความเข้มเกี่ยวกับมาตรการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ และให้มีการใช้พลังงานในประเทศอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  ซึ่งในส่วนของศธ. ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดเทอมแล้ว จึงได้ให้แนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ครู และนักเรียน อาทิ การจัดธงฟ้า ลดราคาชุดนักเรียน  หรืออุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หรือมีมาตรการส่งเสริมการประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น อุปกรณ์การเรียนบางอย่างที่มีอยู่แล้วก็ให้ใช้ต่อได้ 

“แต่อย่างไรก็ตามถึงแม่จะมีวิกฤติ แต่เรื่องการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเราแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพนักเรียนด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม จึงยังไม่มีนโยบายอะไรพิเศษ ยังคงเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้เบื้องต้น  แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายอะไร ศธ.ก็พร้อมจะดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตาม บริบทของกระทรวงศึกษาธิการ จะให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ดังนั้น ตนจึงประชุมเพื่อตรียมรับมือ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาข้อสรุปมาตรการมา ”นายประเสริฐกล่าว 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการทำงานที่บ้าน WFH (Work From Home)  หรือ WFA (Work From Anywhere) ทำงานจากทุกที่ที่สะดวก นั้น ก็อาจจะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็ต้องรอให้เป็นมติ ครม.ก่อน

ส่วนมาตรการเรียนออนไลน์นั้น ก็เป็นหนึ่งในแนวคิด แต่ยังไม่เน้น เพราะเราเน้นเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน รวมถึงดูเรื่องภาระของผู้ปกครอง อะไรที่ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองได้
แต่คุณภาพการเรียนการสอนต้องไม่เสียหาย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเรายังยึดหลักนี้อยู่

ส่วนมาตรการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางหารศึกษา ให้แยกกันระหว่างงานออฟฟิส กับงานการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนอาชีวศึกษาที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ถ้าไม่มีออนไซด์ การเรียนก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่ระดับมัธยมศึกษาที่ต้องมีการทดลองปฏิบัติ ก็ต้องมีเรียนออนไซต์ ในบางวิชาเช่นกัน  ส่วนการลดภาระหนี้สินครู ซึ่งปัญหานี้มีมานานแล้ว ตนจึงขอพิจารณาก่อน

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันศุกร์ที่ 10 เม.ย. ตนและ รมช.ศธ.จะเดินทางเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ และวันที่ 20 เม.ย.จะมอบนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจของ ศธ. ทั้งควิกวิน และนโยบายที่ต้องทำในปีต่อไปแก่ข้าราชการศธ. ส่วนจะมีอะไรให้ชื่นใจหรือไม่นั้นต้องรอฟัง

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.55 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานพิธีเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

7 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานในพิธีเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

โดยมี นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหาร ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีฯร้านโกลเด้น เพลซ เป็นร้านค้าที่บริหารงานโดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างต้นแบบร้านค้าปลีกของคนไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ โครงการหลวง ตลอดจนผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธาน และทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาร้านค้า โกลเด้น เพลซ ให้ทำหน้าที่เสมือน “ตู้เย็นของประชาชน” 

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดงาน “วันรักการอ่าน” ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เป็นประธาน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา สกร. และผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า การอ่านไม่ใช่เพียงการรับรู้ข้อมูล แต่เป็นกระบวนการสร้างความคิด เปรียบเสมือน “รากแก้ว” ของการพัฒนาชีวิต ที่ช่วยต่อยอดสู่ทักษะและการปฏิบัติจริง การอ่านจึงเป็นทั้งประตูแห่งโอกาส แรงบันดาลใจ และพลังในการขับเคลื่อนอนาคตของแต่ละบุคคล โดย สกร. มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกช่วงวัย ผ่านทั้งห้องสมุด พื้นที่เรียนรู้เสมือน และการนำความรู้ไปสู่ชุมชน โดยได้ Kick Off “รถส่งเสริมการอ่าน” จำนวน 10 แห่ง เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และนำหนังสือสู่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง

สำหรับการจัดงาน “วันรักการอ่าน” ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเทิดพระเกียรติ หากยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปลุกพลังการอ่านให้เป็นกลไกหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืน

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดรับสมัครโครงการเรียนล่วงหน้า มก. (KU Advance Placement Program) รุ่นที่ 21/2 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตลอดจนผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ได้เรียนรายวิชาระดับอุดมศึกษาล่วงหน้า ผ่านระบบออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ การรับสมัครแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 วันที่ 30 มีนาคม 2569 – 6 เมษายน 2569 (รอบพิเศษพร้อมส่วนลดค่าลงทะเบียน) และ ช่วงที่ 2 วันที่ 7 เมษายน 2569 – 1 พฤษภาคม 2569 (รอบราคาปกติ) โดยผู้สนใจสามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ registrar.ku.ac.th/adv หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Line Official: @kulearn (มี @) และ Facebook: เรียนล่วงหน้า KU

สำหรับโครงการเรียนล่วงหน้าฯ เป็นหนึ่งในโครงการที่ ม.เกษตรฯ พัฒนาขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 รวมถึงผู้ที่ต้องการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อ ได้สัมผัสการเรียนรู้ในระดับมหาวิทยาลัยก่อนใคร ผ่านรายวิชาพื้นฐานสำคัญ อาทิ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา

จุดเด่นของโครงการ คือ การเรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านระบบ KU Learn สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมเลือกรูปแบบการเรียนได้ทั้งแบบ Audit เพื่อเสริมความรู้ และแบบ สะสมเครดิตเพื่อใช้ยื่น Portfolio หรือเทียบโอนหน่วยกิตในอนาคต

นอกจากนี้ ผลการเรียนจากโครงการยังสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ตามหลักเกณฑ์ของคณะและสาขาวิชาที่กำหนด รวมถึงสามารถใช้เทียบโอนรายวิชาเมื่อเข้าศึกษาเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นิสิตที่มาจากโครงการเรียนล่วงหน้า มก. ยังมอบทุนการศึกษาแก่ผู้มีผลการเรียนดีเด่น GPAX 3.50 ขึ้นไป จำนวน 60 ทุน ทุนละ 10,000 บาท เป็นประจำทุกปี จนกว่าจะสำเร็จการศึกษา นับเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาและต่อยอดศักยภาพทางวิชาการของเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่ต้องการค้นหาความถนัดของตนเอง เตรียมความพร้อมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย และก้าวสู่เส้นทางการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างมั่นใจ

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลงานสร้างสรรค์ “ปุ๋ยสวยงามกับพานรับน้ำลดโลกร้อน” ของ ผศ.วินัย ตาระเวช ประธานหลักสูตรนวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ที่นำขยะเหลือทิ้งจากกล่องพัสดุมาแปรรูปเป็นงานประติมากรรมจิ๋วที่ใช้เป็นปุ๋ยได้จริง มุ่งเน้นการสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและส่งเสริมวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก โดยการเปลี่ยนวัสดุไร้ค่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายทั้งในเชิงวัฒนธรรมและการอนุรักษ์ธรรมชาติ สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งสร้างบุคลากรและนวัตกรรม

ผศ.วินัย ตาระเวช เผยว่า ในปัจจุบันปัญหาขยะจากกล่องกระดาษพัสดุมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของการขนส่งสินค้าออนไลน์ ทางหลักสูตรฯ จึงมีแนวคิดที่จะนำวัสดุเหล่านี้กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ (Value Added) ผ่านกระบวนการทางศิลปะและเทคโนโลยีทางคหกรรมศาสตร์ จนเกิดเป็น “ปุ๋ยสวยงาม” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเศษกระดาษปั่นละเอียดและปุ๋ยอินทรีย์ ปั้นขึ้นรูปเป็นรูปแมลง สัตว์ตัวเล็ก และดอกไม้ เพื่อนำมาประดับตกแต่งใน “พานรับน้ำ” สำหรับเทศกาลสงกรานต์

กระบวนการผลิตเริ่มจากการนำกล่องกระดาษมาปั่นรวมกับปุ๋ยอินทรีย์จนมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียด จากนั้นผสมด้วยกาวและครีมทาผิวเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการยึดเกาะ ทำให้สามารถปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ที่มีความอ่อนช้อยและประณีตได้ตามต้องการ เมื่อทิ้งไว้จนแห้ง ปุ๋ยเหล่านี้จะกลายเป็นของตกแต่งที่มีความทนทาน แต่ยังคงคุณสมบัติทางชีวภาพในการเป็นสารอาหารให้แก่พืชได้เมื่อสัมผัสกับน้ำ ซึ่งถือเป็นการยกระดับปุ๋ยอินทรีย์ธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะที่สวยงามและมีระดับ

สำหรับการจัดทำ “พานรับน้ำลดโลกร้อน” ได้เลือกใช้พรรณไม้ตามความเหมาะสมของภาชนะ จัดวางระดับสูงต่ำด้วยดิน มอส เปลือกไม้ และก้อนหิน เพื่อจำลองทัศนียภาพทางธรรมชาติ แล้วจึงนำ “ปุ๋ยสวยงาม” ที่ปั้นไว้มาจัดวางเป็นองค์ประกอบสุดท้าย พานรับน้ำนี้ไม่เพียงแต่มีความงดงามสำหรับใช้ในพิธีรดน้ำดำหัวตามประเพณีไทย แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ทันทีหลังจบเทศกาล

จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมชิ้นนี้คือ ความสามารถในการย่อยสลายที่เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในเทศกาลสงกรานต์ ผู้ใช้สามารถนำพานรับน้ำนี้ไปตั้งประดับตกแต่งภายในบ้านหรือสวนได้ต่อ และเมื่อมีการรดน้ำต้นไม้ตามปกติ ตัวปุ๋ยสวยงามที่เป็นรูปสัตว์หรือดอกไม้จะค่อย ๆ ละลายซึมลงสู่ชั้นดิน เป็นการส่งต่อธาตุอาหารไปยังต้นไม้โดยตรง ไม่เกิดขยะทิ้งล่วงหลังเทศกาล และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม