สลช.เปิดการประกวดทักษณะลูกเสือ เนตรนารี ‘Scout Skill Challenge’ ส่งเสริมการมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ สามัคคี

สลช.เปิดการประกวดทักษณะลูกเสือ เนตรนารี ‘Scout Skill Challenge’ ส่งเสริมการมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ สามัคคี

สลช.เปิดการประกวดทักษณะลูกเสือ เนตรนารี ‘Scout Skill Challenge’ ส่งเสริมการมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ สามัคคี

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมทักษะลูกเสือ เนตรนารี Scout Skill Challenge” ระดับประเทศ โดยมีผู้บริหารสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และลูกเสือ เนตรนารีเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ดร.วรัท กล่าวว่า ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทและถูกนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ครูและนักเรียน สร้างโอกาสในการเรียนรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล จนเกิดความเสี่ยงที่เด็กและเยาวชน ที่เป็นลูกเสือ เนตรนารี จะพึ่งพา AI มากเกินไป จนขาดการฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะยามจำเป็น และประสบกับภัยพิบัติต่าง ๆ การประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge” จึงเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนที่เป็นลูกเสือ เนตรนารี ได้ฝึกฝนความอดทน ความมีระเบียบวินัย และได้มีโอกาสทบทวนทักษะทางด้านลูกเสือเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมของตนเองให้สามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น ตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ

เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า สำหรับการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี Scout Skill Challenge” จะมีการประกวดจำนวน 8 ทักษะประกอบด้วย ทักษะระเบียบแถวลูกเสือ, ทักษะการสร้างที่พักชั่วคราว, ทักษะการประกอบอาหารชาวค่าย, ทักษะการจัดทำคลิปสั้น, ทักษะศิลปะการออกแบบ (Scout Skill Challenge Badge), ทักษะการใช้แผนที่และเข็มทิศ, ทักษะการสร้างแบบจำลองงานบุกเบิก (Model), ทักษะนักดนตรี และกิจกรรมรอบกองไฟ (นันทนาการ) ทั้งนี้มั่นใจว่ากิจกรรมดังกล่าวจะส่งเสริมให้ลูกเสือ เนตรนารี มีทักษะทางลูกเสือ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองในชีวิตประจำวันได้ รวมทั้งส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม ระเบียบวินัย ความอดทน ความมีน้ำใจนักกีฬา และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีกองลูกเสือที่ชนะการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี  “Scout Skill Challenge” ระดับจังหวัดจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เข้าร่วมการประกวดระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 59 กอง จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 59 จังหวัด จำนวน 2,908 คน

เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย “มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย” วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน

เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย "มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย" วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน

7 เม.ย. 2569 15:04 น.

เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย “มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย” วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน

รัฐบาลเนปาลเดินหน้าปราบปรามขบวนการโกงประกันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สั่งฟ้อง 32 ราย ทั้งเจ้าของบริษัททัวร์ บริษัทเฮลิคอปเตอร์ และโรงพยาบาล หลังผลสอบพบพฤติกรรม “วางยา” ให้นักท่องเที่ยวป่วย เพื่อจัดฉากกู้ภัยนักเดินเขาด้วยเฮลิคอปเตอร์โดยไม่จำเป็นเพื่อเรียกรับเงินประกัน รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 640 ล้านบาท

ทางการเนปาลประกาศใช้มาตรการ “ไม่ยอมรับการทุจริต”ขั้นเด็ดขาด หลังเสร็จสิ้นการสืบสวนขบวนการฉ้อโกงเงินประกันภัยกู้ภัยนักเดินเขาในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นการทุจริตที่ดำเนินมาอย่างยาวนานและกัดเซาะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ล่าสุดสำนักงานอัยการเขตได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงกาฐมาณฑุ ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 32 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าของบริษัทนำเที่ยวเดินเขาชื่อดัง ผู้บริหารบริษัทเฮลิคอปเตอร์เช่าเหมาลำ และเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 9 ราย ส่วนอีก 23 รายยังคงหลบหนี

จากการสืบสวนของหน่วยสืบสวนกลางพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ทำงานประสานกันเป็นเครือข่ายเพื่อ “แบ่งปันผลกำไร” จากเงินประกันภัย โดยมีกลโกงที่น่าตกใจ ด้วยการวางยาให้นักท่องเที่ยวป่วย มีการแอบผสม “เบกกิ้งโซดา” ลงในอาหารเพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดอาการป่วยหรือท้องเสียอย่างรุนแรง เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย

โดยนักท่องเที่ยวที่มีอาการเพียงเล็กน้อยจะถูกกดดันให้ตกลงรับการอพยพทางอากาศ พร้อมมีการปลอมแปลงเอกสารทางการแพทย์เพื่อเรียกเก็บเงินจากบริษัทประกันภัยในต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังพบกรณีการแจ้งเคลมเงินประกันหลายครั้งจากการกู้ภัยเพียงครั้งเดียว หรือรายงานเที่ยวบินกู้ภัยผีที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ตัวเลขจากการสืบสวนระบุว่า ขบวนการนี้ฉ้อโกงเงินประกันไปแล้วไม่ต่ำกว่า 19.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 641 ล้านบาท) โดยบริษัท Mountain Rescue Service เพียงแห่งเดียว ถูกตรวจพบว่ามีเที่ยวบินกู้ภัยที่ “น่าสงสัย” ถึง 171 เที่ยวจากทั้งหมด 1,248 เที่ยว กวาดเงินไปกว่า 10 ล้านดอลลาร์

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้รุนแรงถึงขั้นบริษัทประกันภัยระหว่างประเทศบางแห่ง เริ่มระงับการขายกรมธรรม์ประกันภัยการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเนปาล ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้หลักของประเทศที่พึ่งพานักปีนเขาและนักเดินเขานับแสนคนต่อปี

นายชยา นารายัน อาชารยา โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวเนปาล ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและบังคับใช้ใบอนุญาตเฉพาะเอเจนซี่ที่โปร่งใสเท่านั้น ขณะที่ศาลได้ให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นอันดับต้นๆ โดยตั้งวงเงินค่าปรับผู้ต้องหารวมกันสูงถึง 1.51 พันล้านรูปีเนปาล

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมการปีนเขาแห่งเนปาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าไกด์บนยอดเขาเอเวอเรสต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลโกงนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักปีนเขามืออาชีพที่กำลังจะเดินทางมาในฤดูกาลที่จะถึงนี้.

ที่มา AFP / Anadolu

“เจิ้ง ลี่เหวิน” ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ

"เจิ้ง ลี่เหวิน" ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ

7 เม.ย. 2569 14:00 น.

“เจิ้ง ลี่เหวิน” ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ

นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) พรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน เดินทางถึงนครเซี่ยงไฮ้เพื่อเริ่มต้นการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเวลา 6 วัน นับเป็นการเยือนจีนของผู้นำพรรคในรอบเกือบ 10 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้าง “สันติภาพ” ระหว่างช่องแคบ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองและทหารที่พุ่งสูงขึ้น

นางเจิ้งถือเป็นผู้นำพรรค KMT คนแรกที่เดินทางเยือนจีนนับตั้งแต่ปี 2016 โดยเธอมีกำหนดการเยือนนครเซี่ยงไฮ้ เมืองหนานจิง และกรุงปักกิ่ง ซึ่งคาดว่าเธอจะเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก่อนที่เธอจะมีกำหนดการเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาในลำดับถัดไป

นางเจิ้งซึ่งรับตำแหน่งประธานพรรคก๊กมินตั๋งเมื่อปีที่แล้ว กล่าวว่าเธอตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงด้วยความยินดี และหวังที่จะเป็น “สะพานเชื่อมสันติภาพ” หลังจากจีนตัดการสื่อสารบางส่วนกับไต้หวัน หลังจากนางไช่ อิงเหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีไต้หวันเมื่อปี 2016 โดยอ้างว่านางไช่ปฏิเสธที่จะสนับสนุนแนวคิดเรื่องจีนเดียว

ก่อนออกเดินทาง นางเจิ้งได้แถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคในนครไทเป โดยระบุว่าไต้หวันต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม “ความปรารถนาดีต้องถูกสร้างขึ้น และความไวเนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันจำเป็นต้องขยายออกไปทีละก้าวจากทั้งสองฝ่าย” เธอกล่าวเสริมว่าการเยือนครั้งนี้มุ่งเน้นที่เสถียรภาพ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการจัดซื้ออาวุธตามที่ฝ่ายรัฐบาลกังวล

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่สภาไต้หวันซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก กำลังติดหล่มในการพิจารณางบประมาณป้องกันประเทศมูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.27 ล้านล้านบาท) โดยนางเจิ้งคัดค้านงบประมาณดังกล่าวและยืนยันว่า “ไต้หวันไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม” พร้อมเสนอแผนของพรรค KMT ที่จะจัดสรรงบเพียง 3.8 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันสำหรับการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ แทน

ทางด้านหน่วยงานนโยบายกิจการจีนของรัฐบาลไต้หวัน ออกโรงเตือนว่า จีนอาจใช้การเยือนครั้งนี้เป็นเครื่องมือในการ “ตัดขาดการจัดซื้ออาวุธและความร่วมมือทางทหารระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ” ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงหลักของไต้หวัน

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯ กำลังกดดันให้ฝ่ายค้านไต้หวันสนับสนุนงบประมาณซื้ออาวุธเพื่อป้องกันการโจมตีจากจีน ขณะที่ภายในพรรค KMT เองก็มีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย ระหว่างกลุ่มที่ต้องการกระชับมิตรกับจีนตามแนวทางของนางเจิ้ง กับกลุ่มสายกลางที่มองว่าไต้หวันจำเป็นต้องมีงบประมาณกลาโหมที่สูงกว่านี้เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น

การเยือนของนางเจิ้งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีกำหนดการพบปะกับสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งประเด็นการขายอาวุธให้ไต้หวันเป็นหนึ่งในเรื่องที่จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงมาโดยตลอด โดยนางเจิ้งทิ้งท้ายว่า ไต้หวันไม่จำเป็นต้อง “เลือกข้าง” ระหว่างจีนและสหรัฐฯ  แต่ต้องรักษาสมดุลเพื่อความปลอดภัยของประชาชนนั่นเอง.

ที่มา AFP

จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”

จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า "ช่องแคบฮอร์มุซ"

7 เม.ย. 2569 12:41 น.

จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงมติรับรองมาตรการคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์ตึงเครียดทำราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ด้านนักการทูตเผยร่างมติฉบับล่าสุดถูกปรับลดความรุนแรงลง ตัดข้อความ “อนุญาตให้ใช้กำลัง” ออก หลังเผชิญการคัดค้านอย่างหนักจากจีนและรัสเซีย

นักการทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีกำหนดลงมติในวันนี้ (7 เม.ย.) เกี่ยวกับร่างมติคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์พลังงานที่สำคัญของโลก ซึ่งถูกอิหร่านสั่งปิดเกือบทั้งหมดหลังเผชิญการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากบาห์เรน ในฐานะประธานหมุนเวียนของคณะมนตรีฯ พยายามผลักดันร่างมติมาหลายฉบับเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้ถือสิทธิ์วีโต้อย่างจีนและรัสเซีย ซึ่งคัดค้านการให้อำนาจใช้กำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าว

รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ร่างมติฉบับล่าสุดได้ตัดข้อความ “การอนุญาตให้ใช้กำลังทุกวิถีทางที่จำเป็น” ออกไป และเปลี่ยนเป็นการ “สนับสนุนอย่างยิ่ง” ให้รัฐที่มีส่วนได้ส่วนเสียประสานความร่วมมือในลักษณะ “การป้องกันตามความเหมาะสมแก่สถานการณ์” เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ ซึ่งรวมถึงการจัดเรือคุ้มกันเรือสินค้าและการยับยั้งความพยายามใดๆ ที่จะขัดขวางเส้นทางเดินเรือสากล

ก่อนหน้านี้ จีนได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าการอนุญาตให้ใช้กำลังคือการทำให้ “การใช้ความรุนแรงที่ผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย” ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ย้ำว่าวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือ “การหยุดยิง” โดยเร็วที่สุด เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซรายใหญ่ที่สุดของโลก

สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงไม่แน่นอน เมื่ออิหร่านยืนกรานว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสงครามจะยุติอย่างถาวร ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยื่นคำขาดให้อิหร่านตกลงในเงื่อนไขภายในคืนวันอังคารนี้ พร้อมคำขู่ว่าหากไม่ปฏิบัติตาม อิหร่านอาจถูก “กำจัด” 

ทั้งนี้ การจะผ่านมติดังกล่าวได้ต้องได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, จีน และรัสเซีย ใช้สิทธิ์วีโต้คัดค้าน ซึ่งนักการทูตมองว่าร่างมติที่ถูกลดระดับลงนี้มีโอกาสผ่านได้มากกว่าเดิม แต่ยังคงต้องจับตาท่าทีสุดท้ายของจีนและรัสเซียอย่างใกล้ชิด.

ที่มา Reuters

ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง

ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง

7 เม.ย. 2569 12:29 น.

ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง

สถาบันวิจัย ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ เผยผลสำรวจประจำปี 2026 พบว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางจีนมากกว่าสหรัฐฯ เล็กน้อย หากจำเป็นต้องเลือกข้าง

ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำระหว่างวันที่ 5 มกราคม ถึง 20 กุมภาพันธ์ 2026 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,008 คน ครอบคลุมทั้ง 11 ประเทศสมาชิกของอาเซียน รวมถึงติมอร์-เลสเต ที่เพิ่งเข้าร่วมเมื่อปี 2025 โดยรายงาน “State of Southeast Asia 2026” ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% เลือกสนับสนุนจีน เทียบกับ 48% ที่เลือกสหรัฐอเมริกา สะท้อนภาพภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคที่ยังสูสีและเปราะบาง ระหว่างสองขั้วอำนาจ

รายงานชี้ว่า แม้จีนจะกลับมานำหน้าอีกครั้ง แต่ช่องว่างที่แคบเพียง 52 ต่อ 48 บ่งชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงแบ่งออกเป็นสองฝั่ง มากกว่าจะเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน

ที่ผ่านมา ผลสำรวจมีความผันผวน โดยจีนเคยนำในปี 2024 ก่อนที่สหรัฐฯ จะกลับมาแซงในปี 2025 และล่าสุดจีนกลับขึ้นนำอีกครั้งในปี 2026

เมื่อแยกตามรายประเทศ พบว่ากลุ่มที่หนุนจีนสูง ได้แก่ อินโดนีเซีย (80.1%), มาเลเซีย (68%), สิงคโปร์ (66.3%), ติมอร์-เลสเต (58.2%), ไทย (55%) และบรูไน (53.5%) 

ขณะที่กลุ่มที่หนุนสหรัฐฯ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (76.8%), เมียนมา (61.4%), กัมพูชา (61%) และเวียดนาม (59.2%) ส่วนสปป.ลาว มีคะแนนสูสีเกือบเท่ากัน

รายงานวิเคราะห์ว่า ประเทศที่พึ่งพาเศรษฐกิจกับจีนสูง มักเอนเอียงไปทางปักกิ่ง ขณะที่ประเทศที่มีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ เช่น ฟิลิปปินส์ ยังคงยืนข้างวอชิงตันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังต้องการรักษาความเป็นกลาง แต่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง อาจบีบให้ต้องเลือกข้างในอนาคต นอกจากนี้ กว่า 55.6% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตนกับจีนจะดีขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า.

ที่มา :channelnewsasia

บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

7 เม.ย. 2569 12:11 น.

บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

บังกลาเทศเปิดปฏิบัติการฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศ หลังพบผู้เสียชีวิตจากโรคหัดกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ท่ามกลางผู้ติดเชื้อพุ่งกว่า 7,500 ราย โดยยูนิเซฟจับมือรัฐบาลเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉินให้เด็กกว่า 1.2 ล้านคน หลังพบปัญหาขาดแคลนวัคซีน สะท้อนช่องว่างระบบวัคซีนที่สะสมมานาน

รัฐบาลบังกลาเทศประกาศเริ่มแคมเปญฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 เม.ย.) เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคหัดที่ทวีความรุนแรงจนคาดว่าคร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตที่สงสัยว่ามาจากโรคหัดแล้วกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อสะสมกว่า 7,500 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันผลตรวจแล้วกว่า 900 ราย ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับปี 2025 ที่ทั้งปีพบผู้ป่วยเพียง 125 รายเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุที่โรคหัดกลับมาระบาดหนักครั้งนี้เกิดจาก “ช่องโหว่” ในระบบสร้างภูมิคุ้มกัน โดยปกติบังกลาเทศจะมีการฉีดวัคซีนรอบพิเศษทุก 4 ปี แต่กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ตามมาด้วยสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปี 2024 ที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีรายงานปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า ทำให้วัคซีนในคลังขาดแคลน ขณะที่ยูนิเซฟ แสดงความกังวลเมื่อพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อระลอกนี้เป็นทารกอายุต่ำกว่า 9 เดือน ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์รับวัคซีนตามโปรแกรมปกติ ทำให้เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด

ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ล่าสุด ทางการบังกลาเทศเปิดฉีดวัคซีนหัดและหัดเยอรมันในพื้นที่ย่อย 30 เขต ตั้งเป้าครอบคลุมเด็กกว่า 1.2 ล้านคน อายุ 6 เดือนถึง 5 ปี โดยเน้นกลุ่มที่พลาดการฉีดวัคซีนตามกำหนด โดยเน้นหนักในพื้นที่แออัดอย่างกรุงธากา และค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในเมืองค็อกซ์บาซาร์ 

โรคหัดเป็นโรคทางเดินหายใจที่แพร่เชื้อได้ง่ายมากผ่านทางอากาศ อาการเบื้องต้น ได้แก่ ไข้สูง ไอ จาม ตาแดงและแฉะ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกย้ำว่า การจะหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ ประชากรในพื้นที่ต้องได้รับวัคซีนครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 95%

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้แนวโน้มผู้ป่วยหัดทั่วโลกลดลงในระยะยาว แต่ช่วงปี 2024-2025 กลับพบการระบาดเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงหลังการระบาดของโควิด-19 และกระแสต่อต้านวัคซีนที่เพิ่มสูงขึ้นในบางประเทศ.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” เดือด ขู่จำคุกนักข่าว ปมเผยข้อมูลลับช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน

"ทรัมป์" เดือด ขู่จำคุกนักข่าว ปมเผยข้อมูลลับช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน

7 เม.ย. 2569 11:18 น.

“ทรัมป์” เดือด ขู่จำคุกนักข่าว ปมเผยข้อมูลลับช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ดำเนินคดีนักข่าวที่รายงานข่าวการช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน พร้อมเรียกร้องเปิดเผยแหล่งข่าว อ้างกระทบความมั่นคง ท่ามกลางความตึงเครียดกับสื่อที่ทวีความรุนแรง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงระบุว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้สื่อข่าวที่รายงานข่าวการช่วยเหลือนักบินในอิหร่านเป็นคนแรก โดยยื่นคำขาดให้เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล มิเช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุก

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ซึ่งมีนักบินอยู่บนเครื่อง 2 นาย ต่อมาสื่อมวลชนหลายสำนักได้รายงานว่านักบินนายแรกได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยโดยกองกำลังสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์มองว่าการเปิดเผยข้อมูลนี้เป็นการบ่อนทำลายความปลอดภัยของปฏิบัติการกู้ภัยนักบินรายที่สองที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนั้น แม้ว่าในเวลาต่อมานักบินรายที่สองจะได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยก็ตาม

คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชน โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการนำเสนอข่าวสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่เขามองว่าเป็นไปในเชิงลบ

ทรัมป์กล่าวว่า “เราไม่ได้พูดถึงการช่วยเหลือนักบินคนแรกเลยเป็นชั่วโมง แต่แล้วกลับมีคนทำข้อมูลรั่วไหล ซึ่งเรากำลังตามล่าหาตัวผู้ปล่อยข่าวรายนี้อย่างจริงจัง” พร้อมเสริมว่า “เราจะไปที่บริษัทสื่อที่นำเสนอข่าวนั้น และจะบอกพวกเขาว่า ‘นี่คือเรื่องความมั่นคงของชาติ จงมอบข้อมูลมา หรือไม่ก็ไปติดคุก'”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าทรัมป์หมายถึงสื่อสำนักใดหรือนักข่าวคนไหนเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีสื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ The New York Times, CBS News และ Axios ที่รายงานข่าวการกู้ภัยในเวลาไล่เลี่ยกัน

การออกมาข่มขู่ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการยกระดับการโจมตีเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งเดือน เบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้โพสต์ข้อความเตือนสถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอ “ข่าวปลอม” ว่าอาจส่งผลกระทบต่อการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการ

ขณะนี้ทางทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่านักข่าวรายใดคือเป้าหมายของการข่มขู่ในครั้งนี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้อำนาจรัฐคุกคามสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน.

ที่มา Reuters

“โต เลิม” ผงาดนั่งเก้าอี้ ปธน.เวียดนาม รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

"โต เลิม" ผงาดนั่งเก้าอี้ ปธน.เวียดนาม รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

7 เม.ย. 2569 11:02 น.

“โต เลิม” ผงาดนั่งเก้าอี้ ปธน.เวียดนาม รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามลงมติเป็นเอกฉันท์เลือก “โต เลิม” ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ควบเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ถือเป็นการปิดฉากยุค “ผู้นำร่วม” เข้าสู่ยุค “ผู้นำสูงสุด” อย่างเต็มตัว พร้อมประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งเป้าโต 10% ต่อปี ท่ามกลางความท้าทายจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ และวิกฤตพลังงานโลก

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามมีมติเห็นชอบ 100% เลือกนายโต เลิม วัย 68 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม วาระปี 2026-2031 อย่างเป็นทางการ การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในครั้งนี้ถือเป็นการกระชับอำนาจครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องจากนายโต เลิม จะควบทั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดี ซึ่งเป็นรูปแบบการนำที่คล้ายคลึงกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน

นายเล ฮง เฮียป ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเวียดนาม จากเดิมที่เน้นการตัดสินใจร่วมกันแบบคณะบุคคลไปสู่รูปแบบการนำแบบ “ผู้นำที่เข้มแข็ง” หรือกลายเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศอย่างแท้จริง

โต เลิม ขึ้นสู่อำนาจหลังการถึงแก่อสัญกรรมของอดีตผู้นำพรรค “เหงียน ฟู้ จ่อง” เมื่อปี 2024 และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา นายโต เลิม ได้เร่งเครื่องปฏิรูปโครงสร้างรัฐ  โดยมีการยุบรวมจังหวัด ยุบเลิกกระทรวงและหน่วยงานรัฐไปถึง 8 แห่ง และปรับลดจำนวนข้าราชการลงเกือบ 150,000 ตำแหน่ง เพื่อขจัดระบบราชการที่ล่าช้าและรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจ

นายโต เลิม ตั้งเป้าหมายด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับ 10% ต่อปี ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ผ่านนโยบายที่สนับสนุนภาคเอกชนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แม้ว่าในปี 2025 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตถึง 8% แม้จะเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษี 20% จากรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายโต เลิม ยังต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญหลายด้านทั้งแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่พยายามสกัดกั้นการสวมสิทธิ์ส่งออกสินค้าจีนผ่านเวียดนาม รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จนอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานในภูมิภาค และการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก และจีน ในฐานะผู้จัดส่งวัตถุดิบรายใหญ่ที่สุด

ในการแถลงต่อสภา นายโต เลิม ย้ำว่า “ชาติใดที่กล้าปฏิรูปเชิงยุทธศาสตร์ ปรับปรุงสถาบันต่างๆ ได้ทันท่วงที และดึงศักยภาพของประชาชนออกมาได้ ชาตินั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ นายโต เลิม ถือเป็นผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเวียดนาม ที่สามารถควบสองตำแหน่งสูงสุดผ่านกระบวนการคัดเลือกตามปกติของพรรค โดยไม่ได้เป็นการเข้ารับตำแหน่งแทนผู้ที่เสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจบารมีที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในปัจจุบัน.

ที่มา AFP

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงความเสียใจ ประกาศล้างแค้นให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ถูกอิสราเอลสังหาร

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงความเสียใจ ประกาศล้างแค้นให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ถูกอิสราเอลสังหาร

7 เม.ย. 2569 09:37 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงความเสียใจ ประกาศล้างแค้นให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ถูกอิสราเอลสังหาร

ผู้นำสูงสุดอิหร่านไว้อาลัยหัวหน้าข่าวกรอง IRGC ย้ำไม่รับดีลหยุดยิง ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ประกาศจะตอบโต้

วันที่ 7 เมษายน 2569 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ พลตรี มาจิด คาเดมี หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) จากการโจมตีของอิสราเอล โดยในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านโทรทัศน์ของรัฐ ผู้นำอิหร่านกล่าวว่า พลตรีคาเดมีได้เข้าร่วม แนวหน้าของนักรบผู้เสียสละ สะท้อนความสูญเสียของผู้นำระดับสูงอิหร่านที่ถูกสังหารจากการโจมตีต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า ผู้นำอิหร่านไม่ได้ปรากฏตัวหรือกล่าวต่อสาธารณะนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากบิดา ขณะเดียวกัน สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านยืนยันว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงล่าสุด และยังคงย้ำจุดยืนต้องการยุติสงครามอย่างถาวร

ขณะที่ทางด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ประกาศจะตอบโต้หลัง หัวหน้าหน่วยข่าวกรองขององค์กร เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา โดยแถลงการณ์ของหน่วยข่าวกรอง ระบุว่า ฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีจะต้องเผชิญกับการตอบโต้ครั้งใหญ่ ภายใต้ปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “Crushing Revenge” โดยเตือนว่าการตอบโต้จะเกิดขึ้นกับผู้วางแผนและผู้ลงมือก่อเหตุ.

เนทันยาฮูประกาศกร้าวทำลายแหล่งก๊าซ South Pars หัวใจสำคัญพลังงานโลกในอิหร่านแล้ว

เนทันยาฮูประกาศกร้าวทำลายแหล่งก๊าซ South Pars  หัวใจสำคัญพลังงานโลกในอิหร่านแล้ว

7 เม.ย. 2569 09:07 น.

เนทันยาฮูประกาศกร้าวทำลายแหล่งก๊าซ South Pars หัวใจสำคัญพลังงานโลกในอิหร่านแล้ว

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุหนัก หลัง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลแถลงยืนยัน อิสราเอลได้โจมตีทำลายโครงสร้างสำคัญของแหล่งก๊าซยักษ์ “เซาท์ พาร์” ของอิหร่านแล้ว

เนทันยาฮูระบุในคลิปวิดีโอว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนโจมตีเชิงระบบ เพื่อทำลาย เครื่องจักรทำเงิน ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Revolutionary Guard) โดยกล่าวว่าอิสราเอลกำลังทำลายโรงงาน กำจัดเครือข่าย และเดินหน้าจัดการบุคคลระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

ด้าน อิสราเอล แคทซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เปิดเผยว่า การโจมตีเกิดขึ้นที่โรงงานปิโตรเคมี South Pars (เซาท์ พาร์) ในเมืองอาซาลูเยห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

เขาระบุว่า เป้าหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผลิตปิโตรเคมีคิดเป็นประมาณ 50% ของทั้งประเทศ และถือเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ การโจมตีพื้นที่ South Pars เมื่อเดือนมีนาคม ได้จุดชนวนให้อิหร่าน เปิดฉากตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพพลังงานโลก

ด้านโฆษกกองทัพอิสราเอล นาดาฟ โชชานีระบุเพียงว่าอิหร่านจะไม่มีความคุ้มกันใดๆ ท่ามกลางการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกา ยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อการโจมตีดังกล่าวในทันที แม้จะมีรายงานว่า อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกันในวันเดียวกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 25 ราย

มีรายงานว่าหลังการโจมตี อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ส่งสัญญาณความขัดแย้งที่มีแนวโน้มลุกลามเป็นวงกว้าง.

ที่มา : AP